ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

MLM ปรับทัพ! สกัดผู้นำยกทีมย้ายค่าย เร่งสร้างเลือดใหม่ภักดีองค์กร







Group of 3D guys follow the leader.


บริษัทขายตรงเร่งงัดมาตรการสกัดแม่ทีมย้ายค่าย "ดาวปูแดง" เร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่ หันเน้นสร้างวิธีขายแบบซื้อตรง ด้วยการขยายเครือข่ายรูปแบบแฟรนไชส์ ด้าน "ดีไลฟ์" ยอมรับแม่ทีมแหกค่ายหนี ทำยอดขายลดฮวบกว่า 50% พลิกแผนเดินหน้าสร้าง วัฒนธรรมรักองค์กร "เอปูเซ่" ชูกลยุทธ์เปิดหลักสูตรอบรมจิตวิทยา ASS และ APS สร้างรากฐานใหม่มัดใจสมาชิก


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การเกษตรภายใต้แบรนด์ "ดาวปูแดง" ได้เปิดเผยว่า ปัญหาการย้ายค่ายของแม่ทีมธุรกิจขายตรงมีผลกระทบต่อองค์กร และภาพรวมธุรกิจขายตรงเป็นอย่างมาก โดยช่วงปี 2555 ที่ผ่านมาหลายค่ายเจอปัญหาลักษณะนี้ สร้างความ เสียหายต่อธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก รวมถึงยอดขายและสมาชิก ทุกคน ทำให้บริษัทมีความจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ที่สำคัญต้องมีความจงรักภักดีต่อองค์กร


"เมื่อปีที่แล้วบริษัทยังอยู่ในช่วงปรับระบบใหม่ เนื่องจากมีการ เปลี่ยนแปลงการบริหารพอสมควร แต่ธุรกิจยังดำเนินได้ปกติ และมี การเติบโต 10% หรือมียอดขายประมาณ 220 ล้านบาท ในส่วนของ สมาชิกมีจำนวนราวๆ 3 แสนกว่ารหัส"


จากปัญหาดังกล่าว บริษัทจึงได้มีการ ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ อาจเรียกว่า ซื้อตรงก็ว่าได้ เพราะบริษัททำเกี่ยวกับการ เกษตร เช่น ปุ๋ย เผือก หอย พริก ตะไคร้ และยังมีโครงการคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง ที่บริษัทได้เซ็นสัญญาประกันรับซื้อสินค้ากลับมา เพราะบริษัทมีระบบการเกษตร การ เลี้ยงสัตว์ หรือการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าระหว่างฝ่ายเกษตรกร หรือเจ้าของฟาร์ม ทำให้ต้อง มีการจัดระบบให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ บริษัทยังทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของรางน้ำด้วย


"ที่สำคัญธุรกิจของบริษัทยังเน้นในเรื่องของการสร้างแฟรนไชส์ด้วย คือสมาชิก ชาวเกษตรสามารถนำไปทำธุรกิจต่อได้ บริษัทจะมีการฝึกอบรมให้ด้วย ถือเป็นการสร้างรายได้อีกช่องทาง เพราะเดี๋ยวนี้ยอมรับ ว่า บริษัทจะเน้นให้สมาชิกเป็นผู้จำหน่ายสินค้ามากขึ้น เพราะการขายทำให้สมาชิกได้กำไรที่สูงขึ้น แต่หากไม่ชอบขาย บริษัท ก็ไม่บังคับอยู่แล้ว"


ประธานบริหาร "นิวตริริช" กล่าวต่อ ว่า เป้าหมายการตลาดในปี 2556 บริษัทมั่นใจว่าต้องเติบโต 20% ส่วนยอดขายต้อง ได้ถึง 300 ล้านบาท และต้องขยายฐานสมาชิกให้ถึง 400,000 รหัส


+ "ดีไลฟ์" ปลูกฝังรักองค์กร


ด้านนายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า "ดีไลฟ์" มีจำนวนสมาชิกทั่วประเทศกว่า 2 แสนรหัส ซึ่งถือว่าไม่น้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจขายตรงเหมือนกัน แต่ได้ตั้งเป้าไว้ว่า สิ้นปี 2556 จะต้องเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างน้อยก็ต้องเกือบ 3 แสนรหัส


"ตอนนี้บริษัทได้พยายามสร้างเลือดใหม่ให้มีความจงรักภักดีต่อองค์กร เน้นคนใหม่ที่ไม่เคย เข้าสู่ธุรกิจขายตรงมาก่อน นำ เข้ามาฝึกอบรม และเสริมสร้างความรู้ รวมถึง วัฒนธรรมขององค์กรในการทำธุรกิจอย่าง มีความมั่นคงก้าวหน้าและยั่งยืน เพราะปัญหาที่เจอส่วนใหญ่มักจะมีแม่ทีมที่สมัครกับหลายบริษัทแล้วชอบมาดึงลูกทีมของบริษัทไปเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหาย ให้บริษัท จนเสียรายได้ไปเป็นจำนวนมาก"


บริษัทได้ดำเนินธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 8 อย่าง เป็นทางการแล้ว และนี่ก็แสดงให้เห็นว่า บริษัทมีความมั่นคง ที่จะยืนหยัดธุรกิจต่อไป ได้อย่างยั่งยืน โดยในปี 2555 ที่ผ่านมา "ดีไลฟ์" มีการเติบโต 25% คิดเป็นยอดขายประมาณ 100 กว่าล้านบาท และในปี 2556 จะต้องโตเพิ่มอีก 25% ยอดขายต้องขึ้นไปแตะที่ 200 ล้านบาท


ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงาน ในปี 2555 การย้ายค่ายของแม่ทีม ทำให้เป้าหมายของ บริษัทไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ พลาดเป้าไป 50% แต่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี รวมถึงมีการเปิดบริษัทใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้มีการ ไหลเข้าไหลออกของคนอยู่ตลอดเวลา


+ "เอปูเซ่" วางระบบจิตวิทยามัดใจ


ในส่วนของนายมนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า บริษัทได้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงจนปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว โดยรับรองได้ว่า บริษัทมีความมั่งคง ยั่งยืน พร้อมจะเติบโตไปอย่างมั่นคงแน่นอน ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท และมีสมาชิกอยู่ที่ 100,000 รหัส ถือว่าภาพ รวมอยู่ในขั้นน่าพอใจเป็นอย่างมาก แม้จะมี ปัญหาบ้างก็ตาม


"ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทกำลังอยู่ใน ช่วงการปรับการบริหารใหม่ เพราะได้เกิดปัญหาเรื่องของแม่ทีมย้ายค่ายหนีไปอยู่บริษัทอื่น และได้ดึงลูกทีมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทปวดหัวกับเรื่องนี้พอสมควร จึงจำเป็นต้องหาทางรับมือขึ้นมา โดยจะเน้น การสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่และให้สมาชิกที่ทำธุรกิจ ฝึกคิดให้เป็นสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ ได้เอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งแม่ทีมเหมือนแต่ก่อน"


"บริษัทจึงได้เน้นการสร้างรากฐานใหม่ ใช้การบริหารเรื่องจิตวิทยาเข้าไปมากๆ เพื่อให้สมาชิกมีกำลังใจและยืนหยัดได้ด้วยตัวเองได้ ตอนนี้มีหลักสูตรอบรมที่เรียกว่า ASS และ APS เป็นหลักสูตรจิตวิทยา เพราะ หากพึ่งแม่ทีมอย่างเดียว เวลาแม่ทีมเกิดย้าย ค่ายไปก็มักจะตามไปด้วย หรือไม่ก็ล้มเลิกไม่ทำเลยก็ได้ บริษัทจึงได้คิดโปรแกรมตั้งสมมติฐานว่า ใครเกี่ยวกับธุรกิจของเราบ้าง อย่างเช่น ผู้บริโภคต้องมีคุณภาพดี คนขาย บริษัทจะต้องดูแลให้ดี ไม่ว่าจะเป็นกำไรจาก การขายปลีก และรายได้อื่นๆ"


"มนตรี" ประธานใหญ่ เอปูเซ่ ได้กล่าวต่อว่า "ตอนนี้บริษัทได้ใช้ระบบ "ไบนารี่" ในการทำแผนตลาด แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ โดยจะไม่ให้มีคะแนนจากสายแข็ง และสายอ่อน แต่จะขึ้นอยู่ที่สมาชิกคนไหนทำได้มากว่ากัน ซึ่งจะเน้นให้บริหารการขายเองมากขึ้น คือลูกทีมสามารถอยู่ได้ แม่ทีมไม่ต้องมากำหนด เพราะเวลาที่แม่ทีม ย้ายค่ายไป จะทำให้ลูกทีมยังดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อไปได้เอง"



Credit By :http://www.siamturakij.com

ข่าว มิลค์กี้เวย์ เน็ตเวิร์ค (Milkyway Network) : "มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค" ปรับโฉมเน้นโปร่งใส!ดันสินค้าเกษตรลุยฝัน 100 ล้าน







222 (Mobile)


"มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค" ใส่เกียร์เดินหน้า ประกาศชัด บริษัทเน้นความโปร่งใสในการทำธุรกิจ วางเป้ายอดขาย 100 ล้านบาท พร้อมเปิดตัวสินค้ากลุ่มการเกษตร เตรียมปรับโฉมโลโก้หวังฉีกให้มีความทันสมัยมากขึ้น ด้านตลาด AEC ปักหมุดประเทศลาวเรียบร้อย ฟุ้งปูพรม อีกหลายประเทศอาเซียน


หลังจาก บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ได้มีการปรับโครงสร้างใหม่ เปลี่ยนการบริหารใหม่ ล่าสุดได้มีการจัดงานแถลงข่าวจาก บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ไปเมื่อช่วงต้นเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา โดยมีทางคณะผู้บริหารและสมาชิก เข้ามาร่วมงานพร้อมให้กำลังใจอย่างคับคั่ง


นางฐิติพร จิรปัญจวัฒน์ ประธานกรรมการ บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทเพิ่งจะย้ายออฟฟิศ สำนักงานมาตั้งอยู่ที่ใหม่ โดยตอนนี้ได้มีการเปลี่ยนแปลงภายในองค์กรพอสมควร ทั้งระบบบริหาร การจัดการ สมาชิก ซึ่งทุกอย่าง ต้องอยู่ในความโปร่งใส ชัดเจน และตอนนี้ระบบต่างๆ ได้เสร็จสมบูรณ์แล้ว สมาชิกสามารถศึกษาข้อมูลได้ทางเว็บไซต์ของ บริษัท


"วันนี้บริษัทมีการปรับโฉมใหม่ เพื่อ ให้บริษัทเดินหน้าต่อไปได้ อยากให้สมาชิก ทุกคนมั่นใจว่า เราจะยืนหยัดไปด้วยกัน เพื่อ ให้เกิดความมั่นคง รวมพลังให้รู้ว่า บริษัท ยังดำเนินธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน และจะใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหาร เพื่อ ความโปร่งใสในการทำธุรกิจ"


สำหรับเป้าหมายในปี 2556 นั้น "ฐิติพร" ประธาน "มิลค์กี้ เวย์" ได้กล่าวว่า บริษัทมีความมั่นใจว่าจะต้องมียอดขาย ขึ้นไปแตะที่ 100 ล้านบาทแน่ เนื่องจากแต่ละเดือนมียอดสั่งซื้อสินค้าเข้ามาหลายสิบล้านบาท โดยตั้งใจว่า สิ้นปีนี้จะพาสมาชิกพิชิตโปรโมชั่นไปเที่ยวเกาหลีใต้ ให้ได้มากที่สุด ส่วนสมาชิกก็จะพยายามขยายเครือข่ายออกไปให้ถึง 5 หมื่นรหัสให้ได้


"การที่มีแม่ทีมมารวมตัวที่บริษัท เราวันนี้กว่า 300 คน และยังไม่นับสมาชิก คนอื่นๆ ที่มาไม่ได้อีก แสดงให้เห็นว่า บริษัทยังแข็งแกร่ง และมีสมาชิกที่เชื่อมั่น อยู่เป็นจำนวนมาก วิกฤติและอุปสรรคจะ ทำให้ธุรกิจของเราแน่นแฟ้นมากขึ้น ทุกคน จะต้องสามัคคีกัน เชื่อว่า บริษัทจะก้าวขึ้น ไปติดท็อปของประเทศได้ไม่ยาก"


ขณะที่สำนักงานใหญ่นั้น เวลานี้ได้ย้ายมาตั้งอยู่ที่ อาคารพร้อมพันธุ์ 1 ชั้น 5 ถ.ลาดพร้อม ซ.3 ส่วนสาขาต่างจังหวัด ก็จะมีครอบคลุมทั้ง 4 ภาค ไม่ว่าจะเป็น หาดใหญ่, สุราษฎร์ธานี, ร้อยเอ็ด, โคราช, เลย, อุดรธานี, ขอนแก่น, พิษณุโลก, สุพรรณบุรี, ปทุมธานี และนครปฐม ซึ่งในอีกไม่ช้านี้จะได้เห็น "มิ้ลค์กี้ เวย์" ขยายไปเปิดสาขาในจังหวัดอื่นๆ อีกแน่นอน


ในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่เพิ่งเปิดตัวมาใหม่ คือ "4 in 1" หรือ "ไบโอโฟร" เป็นสินค้าเกี่ยวกับการกษตร เป็นสารชีวภาพซิลเวอร์นาโน ที่ตลาดภาคเกษตรกำลังนิยม ส่วนสินค้าอื่นๆ ก็จะทยอยเปิด ตัวตามมา อาทิ คอลลาเจน, ครีมกันแดด และดีท็อกซ์ แต่กำลังอยู่ในช่วงของการปรับโลโก้ให้ทันสมัย โดยกลุ่มสินค้าทาง บริษัทก็ยังจะมีเหมือนเดิม คือ อาหารเสริม, เกษตร และเครื่องสำอาง


นอกจากนี้ การวางแผนรับมือ "เออีซี" โดย "ฐิติพร จิรปัญจวัฒน์" กล่าวว่า "เราได้ไปปูพรมที่ลาวเรียบร้อยแล้ว เรามีเครือข่ายอยู่ลาวหลายคน และ เตรียมที่จะเปิดสำนักงานที่นั่นก่อนสิ้นปีนี้ และจะไล่ขยายไปเรื่อยๆ ในย่านเพื่อนบ้าน ของประเทศเรา โดยเพื่อนบ้านอย่าง พม่า, กัมพูชา และเวียดนาม ถือว่าขยายตลาดเข้าไปได้ไม่ยาก"





Credit By :http://www.siamturakij.com

ยังไงแน่กับตัวเลข "ขายตรง"







168954 (Mobile)


กลายเป็นข้อถกเถียงกันมาโดยตลอด สำหรับตัวเลขมูลค่าการตลาดรวมของธุรกิจขายตรงในประเทศไทย รวมถึง ตัวเลขต่างๆ อาทิ ตัวเลขของจำนวนนักธุรกิจอิสระที่อยู่ในวงการว่าปัจจุบันมีเท่าไร อย่างไร รวมไปถึงจำนวนบริษัทขายตรงที่ยังดำเนินการอยู่ เราก็ไม่ทราบตัวเลขที่แน่นอน

ที่ผ่านมาในส่วนของตัวเลขมูลค่าตลาด ไม่ว่าจะเป็น 6 หมื่น ล้านบาท 7 หมื่นล้านบาท หรือจะเป็นแสนล้านบาท เป็นตัวเลข ประมาณการที่ไม่มีใครพูดได้เต็มปากว่า ตัวเลขใดคือตัวเลขที่ แท้จริงสำหรับมูลค่าการตลาดของธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน


แม้กระทั่ง ตัวเลขใดที่ใกล้เคียงยังไม่มีใครกล้ายกมือตอบเลยด้วยซ้ำ


โดยปี พ.ศ.2548 "สำนักวิจัยเอแบคโพลล์" เคยวิจัยออกมาว่า ธุรกิจขายตรงมีจำนวนบริษัททั้งหมดในปีนั้นอยู่ที่ 129 บริษัท มูลค่าการตลาดรวมปิดที่ 36,674 ล้านบาท


อีกสำนักวิจัยอย่าง "สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย" (TDRI) ชี้ว่าในปี 48 ขายตรงมีทั้งหมด 420 บริษัท ตัวเลขมูลค่าการตลาดอยู่ที่ 100,400 ล้านบาท


พระเจ้า! ต่างกันอย่างสิ้นเชิง


ผลการวิจัยของทั้ง 2 สำนักวิจัยระดับชาติ ที่ผ่านงานวิจัยใหญ่โตมามากมายนับไม่ถ้วน แต่เมื่อต้องมาเจอกับธุรกิจขายตรงไทยบ้านเรา ผลการวิจัยทำเอาทั้ง 2 สำนัก ขัดแย้งในเรื่องของตัวเลขกันสะบั้น เหมือนทั้ง 2 สำนักทำการวิจัยกันคนละปี วิจัยกันคนละเรื่อง ตัวเลขและข้อมูลจึงออกมาไร้ซึ่งความใกล้เคียง


จากประเด็นที่กล่าวมา ปัจจุบัน เรื่องของตัวเลขพวกนี้ ก็กลายเป็นเรื่องที่แล้วแต่ว่าใครจะเชื่อใคร จะพูดอย่างไรก็ได้ เพราะที่สุด ข้อมูลที่แท้จริงยังไม่มีอยู่ในโลก


เอาแค่ปัจจุบัน บริษัทที่เป็นแบรนด์ขายตรงจริงๆ มีอยู่เท่าไรเราก็ไม่รู้


โดยบางข้อมูล ก็อิงตัวเลขในเว็บไซต์ของ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค" (สคบ.) ผู้ซึ่งเป็นนายทะเบียน ของวงการธุรกิจที่อวดโชว์ตัวเลขบริษัทที่ขึ้นทะเบียนเป็นขายตรง ทั้งหมด 856 บริษัท


แต่ในช่วงที่ผ่านมา จากนโยบายที่ต้องการจัดแถวธุรกิจขายตรงใหม่ของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการ สคบ. คนปัจจุบัน ด้วยการเรียกบริษัทขายตรงที่ยังมีตัวตน ดำเนินการอยู่ เข้ามารายงานตัว เพื่อจัดการเรื่องตัวเลขขึ้นใหม่ โดยที่ใครปิด หรือเลิกกิจการก็ขอให้มาบอก จนปัจจุบันมีบริษัทขายตรงที่ยัง ดำเนินการอยู่ รายงานตัวเรียบร้อยแล้วทั้งสิ้น 353 บริษัท


สิ่งนี้ก็ทำให้เกิดข้อโต้แย้งอีกว่า สรุป ขายตรงปัจจุบันมีกี่บริษัทกันแน่ จะ 856 บริษัท หรือ 353 บริษัท


เรื่องแค่นี้ ยังยากเลย


เอาแค่เรื่องของจำนวนบริษัทปัจจุบันที่ยังดำเนินธุรกิจอยู่ ยังไม่กระจ่างชัดเลย แล้วเรื่องตัวเลขมูลค่าการตลาด เรื่องตัวเลข สมาชิกนักธุรกิจอิสระ ก็ไม่ต้องไปเอ่ยถึง เพราะยากเหลือเกินที่ใครจะหยั่งรู้ได้


ต้องยอมรับครับว่า การจะไปหาตัวเลขของมูลค่าการตลาดของธุรกิจขายตรงไม่ใช่เรื่อง่ายเลย เพราะปัจจุบันยังมีบางบริษัทที่หลีกเลี่ยงจะบอกยอดขายที่แท้จริงของบริษัทตัวเองอยู่ เพื่อภาษีได้ถูกลง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดมหันต์!


ส่วนบางบริษัทก็บอกยอดขายให้ดูเยอะไว้ก่อน เพื่อชื่อ-เสียงของบริษัท แต่ความจริงรายรับร่วงจนแทบติดดิน


ทั้งหมดคือความท้าทายของ "ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ที่ล่าสุดรับงานวิจัยหาความจริงเรื่องมูลค่าการตลาดของธุรกิจขายตรงไทย โดย "สมาคมส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" (TDNA) เป็นผู้ว่าจ้าง


โดยขอเวลา 6 เดือนนับจากนี้ในการทำงาน


เราก็ได้แต่ภาวนาให้ได้ตัวเลขที่แท้จริง...


 


 


 


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวยูซาน่า (Usana Thailand) : ยูซานา ฉลองครบรอบ 1 ปี ตอกย้ำความสำเร็จเครือข่ายคุณภาพ !







USANA (22 of 24)


เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา บริษัท ยูซาน่า เฮลธ์ ไซเอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานฉลองครบรอบ 1 ปีอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ท่ามกลางแขกผู้มีเกียรติและสื่อมวลชนที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานกันเป็นจำนวนมาก ณ โรงภาพยนตร์ภาวลัย ชั้น 6 ห้างสรรพสินค้าพารากอน


สาริณี เสถียรภัคกุล ผู้จัดการทั่วไปบริษัท ยูซาน่า เฮลธ์ ไซเอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวเปิดงานและกล่าวถึงความเป็นมาการจัดงานฉลองครบรอบ 1 ปี ว่าการจัดงานในครั้งนี้สืบเนื่องมาจากที่ บริษัท ยูซาน่า เฮลธ์ ไซเอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้จัดงานเปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2555 ซึ่งตลอดระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ผ่านมา ทางบริษัท ยูซานาฯ ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี อีกทั้งบริษัท ยูซานาฯ ก็มีสมาชิกเพิ่มขึ้นและมีการเจริญเติบโตมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นลำดับซึ่งสังเกตได้จากผลประกอบการสำหรับไตรมาสแรกของปี 2556 มียอดขายสุทธิถึง 169.1 ล้านเหรียญสหรัฐ (เพิ่มขึ้น 9.7%) เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2555 ซึ่งมียอดขายสุทธิอยู่ที่ 154.1 ล้านเหรียญสหรัฐ


ความสำเร็จอันเหลือเชื่อนี้มาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นของยูซานาภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก และภูมิภาคอเมริกาเหนือและยุโรป อีกทั้งความเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่อยู่ในระดับที่น่าพอใจ มีส่วนในรายได้ที่เพิ่มขึ้นของไตรมาสดังกล่าวโดยมีมูลค่าประมาณ 900,000 เหรียญสหรัฐ


โดยมีกำไรสุทธิสำหรับไตรมาสแรกเพิ่มขึ้นเป็น 17.8 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 29.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน และ กำไรต่อหุ้นสำหรับไตรมาสแรกเพิ่มขึ้น 42.2% เป็น 1.28 เหรียญสหรัฐ จาก 0.90 เหรียญสหรัฐในไตรมาสแรกของปีก่อน


เดฟ เวนทซ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กล่าวว่า สำหรับไตรมาสแรกของปี 2556 ยูซานาทำสถิติใหม่ทั้งในยอดขายและกำไรต่อหุ้น ในช่วงไตรมาสดังกล่าว ทีมผู้บริหารของเราดำเนินการตามกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการขยายฐานลูกค้าไปทั่วโลก สร้างความเติบโตในกลุ่มประเทศจีน เดินหน้าโครงการส่วนบุคคลและผลักดันการขยายตลาดใหม่ ในส่วนของผลประกอบการในภูมิภาคมียอดขายสุทธิในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเพิ่มขึ้น 9.9% โดยมีมูลค่าทั้งหมด 104.9 ล้านเหรียญสหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีมูลค่า 95.5 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 ยอดขายสุทธิในอเมริกาเหนือและยุโรปมีมูลค่า 64.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเพิ่มขึ้น 9.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีมูลค่า 58.6 ล้านเหรียญสหรัฐ เดฟ เวนทซ์ กล่าว


ซึ่งภายในงานได้รับเกียรติจากคุณ เดโบราห์ วู Deborah Woo ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก,USANA Health Science ผู้บริหารระดับสูงของ ยูซานา ฯ ผู้มีประสบการณ์ในวงการธุรกิจเครือข่ายมากกว่า 24 ปี มาร่วมเข้าพิธีประดับเข็มนักธุรกิจและมอบโล่จำนวน 3 รางวัล และช่วงท้ายของงานมีการแชร์ประสบการณ์และร่วมสร้างแรงบันดาลใจกับผู้นำระดับโลกกับ Aliz Loy Diamond Director จากยูซานา ซึ่ง อลิสไม่เพียงแต่หลงใหลในผลิตภัณฑ์ยูซานา ยังเป็นนักเผยแพร่ผลิตภัณฑ์ของยูซานาตัวยงอีกด้วย เธอถูกรับเชิญให้เป็นวิทยากรพิเศษในงานกิจกรรม และโรดโชว์ต่างๆ ของยูซานา ทั้งในออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และเอเชีย เบื้องหลังความสำเร็จของอลิซ คือ เรื่องราวประสบการณ์อันทรงพลัง ที่เป็นเสมือนเครื่องมือช่วยขับเคลื่อนธุรกิจของเธอให้ประสบความสำเร็จ เธอมีความสุขกับการเป็นผู้ให้ การได้แบ่งปัน และเป็นผู้หนึ่งที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้นำของยูซานา เพื่อให้พวกเข้เหล่านั้นก้าวไปสู่เป้าหมายที่ไกลเกินกว่าที่คาดคิดไว้


อนึ่ง บริษัท ยูซาน่า เฮลธ์ ไซเอนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทจัดจำหน่ายอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ โดยมีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ที่ ซอลท์ เลค ซิตี้ รัฐยูท่าห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งจัดจำหน่ายมาเป็นเวลา 20 ปี จนได้รับความไว้วางใจจากสถาบันต่างๆในความมีประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ของเรา ยูซานา อินเตอร์เนชั่นแนล อิงค์ ได้จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ค และได้รับการจัดอันดับอยู่ในลำดับ 3 จาก 100 บริษัทที่เติบโตสูงสุด เป็นบริษัทที่ได้รับรางวัลในระดับโลกมากมาย โดยในปีล่าสุดได้รางวัลถึง 43 รางวัล รางวัลที่สำคัญได้แก่ บริษัทผลิตอาหารเสริมที่ดีที่สุด รางวัลที่สุดแห่งรัฐในด้านผลิตภัณฑ์และทีมวิจัยพัฒนา อีกทั้งได้รับการโหวตให้เป็นบริษัทที่ดีที่สุดอันดับแรกที่ผู้แทนจำหน่ายเลือกต่อเนื่อง 15 ปีซ้อน ผลิตภัณฑ์ยูซานาได้รับรางวัลผลิตภัณฑ์ยอดเยี่ยมเหรียญทอง 5 ดาว จากประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการเปรียบเทียบอาหารเสริมจาก 1,500 ผลิตภัณฑ์ของอเมริกาเหนือ นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ยูซานา ยังมีรายชื่ออยู่ในสารานุกรมทางการแพทย์และได้รับมาตรฐานของการผลิตยา ซึ่งเป็นที่น่าเชื่อถือด้านการมีมาตรฐานละมีคุณภาพสูง และยังได้รับการยอมรับจากกลุ่มผู้บริโภคทั่วโลก เช่น อเมริกา อังกฤษ แคนาดา เนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส สิงคโปร์ ญี่ปุ่น ฮ่องกง เป็นต้น


[gallery ids="17851,17852,17853,17854,17855,17856,17857,17858"]

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวอาวียองซ์ (Aviance Thailand) : นักบินหนุ่มลูกทัพฟ้าเผยก้าวที่ยิ่งใหญ่ในงาน GRE@T DAY เราทำได้ คุณทำได้ วินาทีเบนเข็มชีวิตเข้าสู่ธุรกิจที่ตอบโจทย์ด้านรายได้มหาศาล พร้อมมุ่งสู่ตำแหน่งสูงสุดด้วยสถิติที่รวดเร็วราว F16







18_resize (Mobile)


อาวียองซ์ (aviance) แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยม จากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง ยูนิลีเวอร์ เปิดเวทีงาน GRE@T DAY (เกรท เดย์) เราทำได้ คุณทำได้ ณ หอประชุมมหิศร ไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า ต้อนรับ 6 บุคคลต้นแบบที่มาแชร์ประสบการณ์การตัดสินใจครั้งสำคัญ ของการเป็นหุ้นส่วนธุรกิจกับยูนิลีเวอร์ ก้าวที่ยิ่งใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงชีวิตสู่อิสรภาพทางด้านเวลา รายได้มหาศาล และประสบการณ์การท่องเที่ยวในต่างแดน เหมือนอย่าง นาวาอากาศตรี ประกิจ หงษ์วิเศษ National Executive Business Associate หนุ่มลูกทัพฟ้าที่มุ่งเข้าสู่ธุรกิจอาวียองซ์ เพียงเพื่อต้องการวิชาไปพัฒนากองทัพ แต่กลับเข้าใจและมองเห็นโอกาสอันยิ่งใหญ่ที่พลิกชีวิตได้ จึงมุ่งมั่นสร้างหน้าประวัติศาสตร์ ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุดด้วยสถิติที่เร็วที่สุดดุจเครื่องบิน F16


นาวาอากาศตรี ประกิจ หงษ์วิเศษ National Executive Business Associate เผยว่า ในวัยเด็กของผมเคยคิดที่อยากจะบวชเป็นสามเณร เพราะชอบที่ได้ศึกษาและปฏิบัติธรรม แต่คุณแม่ร้องไห้พร้อมกล่าวทั้งน้ำตาว่า ต้องการให้ลูกนั้นเรียนหนังสือสูงๆ และเข้ารับราชการ จนในที่สุดผมก็ทำฝันของแม่เป็นจริง ด้วยการสอบเข้าเป็นนักเรียนเตรียมทหาร โดยเป็นนักเรียนนายเรืออากาศ สร้างความภาคภูมิใจให้แม่เป็นอย่างมาก แต่ในปีสุดท้ายก่อนการเรียนจบ แม่ล้มป่วยด้วยโรคไตและเสียชีวิต ซึ่งความฝันของนักเรียนนายเรืออากาศคือการได้เป็นนักบิน ผมฝันอยากจะพาแม่นั่งเครื่องบินลำที่ผมขับ แต่สุดท้ายแม่ก็จากผมไป เหตุการณ์นี้ทำให้ผมรู้สึกว่า ความฝันบางครั้งก็รอไม่ได้จริงๆ ถ้าเรามีโอกาสเราต้องรีบทำฝันนั้นให้ได้ ให้เร็วที่สุด เพราะเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าคนที่เรารัก เขาจะรอให้เราทำความฝันนั้นได้สำเร็จนานขนาดไหน


กระทั่งเรียนจบเข้ารับราชการ ผมก็มีโอกาสได้เจอกับภรรยา คุณสุพัตรา หงษ์วิเศษ เราเริ่มต้นสร้างชีวิตครอบครัวกันและมีลูก แน่นอนครับคนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมอยากให้ลูกมีทุกอย่าง ไม่ต้องลำบาก ผมจึงตัดสินใจกู้เงินจากแบงค์นับล้านบาทมาลงทุนทำธุรกิจ เพราะไม่มีประสบการณ์จึงทำให้ธุรกิจนั้นต้องปิดตัวอย่างรวดเร็วภายในเวลา 3 เดือน ผมต้องใช้เงินข้าราชการผ่อนชำระแบงค์ไป ผมเคยเหลือเงิน 500 บาท เดินไปกลับเพื่อซื้อนมให้ลูกกระป๋องละ 495 บาท กำเงินที่เหลือ 5 บาทเก็บสะสมไว้ พร้อมความกลัวฝังใจที่ไม่กล้าลงทุนใดๆ อีกเลย รู้แต่เพียงว่าต้องเก็บเงินให้มากที่สุด จนวันหนึ่งผมต้องไปร่วมงานศพของเพื่อนนักบินที่เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่ขับเครื่องบินตก ภาพที่เห็นและไม่อยากให้เกิดขึ้นกับตัวเอง คือภรรยาของเพื่อนคนนั้นที่กำลังท้อง 7 เดือน นั่งมองโลงศพสามีที่ไร้ชีวิต มันสะท้อนมาถึงตัวผมครับว่า ถ้าเป็นเราล่ะ ครอบครัวเรา ลูกของเราจะเป็นอย่างไร ผมกลับกลัวเหตุการณ์นี้มากกว่ากลัวการทำธุรกิจเสียอีก และโอกาสก็มาถึงเมื่อเพื่อนรุ่นพี่ คุณวัฒนา จำชาติ ซึ่งเป็นนายทหารเหมือนกัน แนะนำให้รู้จักกับธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ เขาชักชวนให้ผมมาฟังแผนธุรกิจ ผมเข้าใจทุกอย่างครับ เข้าใจว่าถ้าตั้งใจทำและปฏิบัติ ประสพความสำเร็จแน่นอน แต่ผมกลับไม่อยากทำ เพราะกลัวการทำธุรกิจไปแล้ว จึงคิดจะนำไปประยุกต์ในงานประจำแทน


จนวันที่พี่เขาได้รับและขึ้นตำแหน่ง ผมก็ได้มาร่วมงานนี้ด้วยครับ และถามพี่เขาอย่างตรงไปตรงมาว่า ทำธุรกิจนี้ได้รับเงินเท่าไร พี่เขาบอกมาว่า 10,000 บาท เข้าใจอารมณ์คนที่กำเงิน 5 บาท เดินกลับบ้านไม่ยอมขึ้นรถโดยสาร พอได้ยินว่าได้เงิน 10,000 บาท ผมเปลี่ยนใจอยากสมัครเป็นผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ทันทีเลยครับ แม้ว่าในตอนนั้นภรรยาไม่เห็นด้วย ไม่เปิดใจรับใดๆ ทั้งสิ้น ผมจึงต้องชวนภรรยามาที่ อาวียองซ์ ช็อป เอสซีบี ด้วยกัน สุดท้ายเธอก็ยอมให้ผมสมัครครับด้วยเงิน 600 บาท และในใจตอนนั้นผมคิดว่าแค่มีรายได้ต่อเดือนเพิ่มขึ้น 5,000 บาท ผมก็พอใจแล้ว ซึ่งระหว่างนั้นผมก็กลับไปปฏิบัติหน้าที่ที่ต่างจังหวัดเหมือนเช่นเดิม แต่เริ่มพูดคุยกับคนมากขึ้นๆ เรื่อย ชักชวนให้เขามาทดลองใช้ผลิตภัณฑ์ ยอมรับครับว่าผมตัดการรับรู้ทุกอย่าง ใครไม่สนใจไม่เป็นไร ผมมุ่งหาเป้าหมายที่เขาสนใจอยากลองผลิตภัณฑ์และสนใจในการทำธุรกิจนี้ ในเดือนแรกที่ผมทำ ผมได้รับรายได้ 1,700 บาท จากนั้นผมก็สามารถขึ้นตำแหน่งมาเรื่อยๆ ครับ จนเวลานี้ผ่านมาแล้ว 6 ปี กับตำแหน่งสูงสุดของบริษัทที่ผมทำสำเร็จ National Executive Business Associate


เคยมีมหาวิทยาลัยที่เมืองนอกเขาทำการวิจัยมาแล้วครับว่า ความสำเร็จของคนเรานั้นไม่ได้อยู่ที่สมอง แต่อยู่ที่ใจต่างหาก เครื่องบินก็เหมือนกันครับ เวลาที่บินเข้าในสภาพอากาศ จะทำให้การบินมองไม่เห็นอะไรเลย แต่จะให้เราจับที่เครื่องวัดตัวหนึ่ง คือ Attitude ซึ่งจะช่วยบอกท่าทางการบิน ให้ปีกของเครื่องบินอยู่ในระดับการบินให้ได้ เฉกเช่นทัศนคติในตัวเราเช่นกัน ถ้าเราอยากประสพความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ เราก็ต้องปรับ Attitude ของเรา ให้ตรงกับคนที่ประสพความสำเร็จ ช่วงแรกที่ทำธุรกิจนี้ผมไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรให้ประสพความสำเร็จ ธุรกิจนี้มีหลักง่ายๆ มากครับ ดูและเรียนรู้จากคนที่ประสพความสำเร็จ ก็อปปี้แบบอย่างไว้ครับ และก็ทำซ้ำ ทำตามที่เขาทำ หากเป็นในสายงานอาชีพอื่นๆ แน่นอนครับต้องมีการกั๊กความรู้ไม่อยากถ่ายทอด แต่ความสวยงามในธุรกิจเครือข่ายนี้ ทุกคนยินดีจะถ่ายทอดความรู้ครับ


ความสวยงามในธุรกิจนี้ยังไม่หมดครับ ไม่เพียงสร้างรายได้ให้แก่เรา แต่ยังเปิดโอกาสให้เราได้เดินทางไปต่างประเทศครับ ปัจจุบันผมไปมาแล้วหลายทริป ประทับใจทุกทริป แต่ไม่เท่ากับทริปแรกที่เดินทางไปออสเตรเลีย ผมไม่ได้ไปครับ แต่ให้ภรรยาไปแทน มันทำให้ภรรยารักเราและสำนึกในพระคุณของเราครับ ที่ทำให้เขาได้มีโอกาสเปิดโลกทัศน์ที่กว้างขึ้น และธุรกิจนี้ไม่เพียงจะช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิต แต่ยังช่วยให้เราได้พัฒนาความรู้ ด้วยคอร์สการอบรมมากมาย ผมเป็นตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นแล้วว่า จากคนที่คิดว่าไม่ใช่ตัวเรา เราทำไม่ได้ แต่สุดท้ายผมก็ทำได้ และยังได้เปลี่ยนแปลงชีวต มีบ้าน มีรถขับ มีรายได้หลายหลักมหาศาล เพียงแค่เราตั้งใจ และลงมือทำ แต่ตัวเองจะดีเพียงคนเดียวไม่ได้ ต้องช่วยให้คนอื่นๆ ดีขึ้นตาม รวมถึงองค์กรก็ต้องดีขึ้นเช่นกันด้วย มันถึงจะเป็น GRE@T ได้ ผมอยากเห็นความสำเร็จของทุกๆ คน ดังนั้นเมื่อผมทำได้ คุณก็ทำได้เช่นกัน


เต็มอิ่มกับประสบการณ์ความสำเร็จจากผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ในงาน GRE@T Day (เกรท เดย์) เราทำได้ คุณทำได้ ที่มาร่วมแชร์แบ่งปันเส้นทางสู่ความสำเร็จ ให้ผู้ที่มาร่วมงานได้พบโอกาสที่ยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิต เพราะอาวียองซ์เชื่อว่า เราทำได้ คุณทำได้


[gallery ids="17837,17838"]


*******************************************************************


หากต้องการรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ บริษัท แม็กซิม่า คอนซัลแตนท์ จำกัด


โทร.0-2619-0429 ถึง 30 สุจินดา, แสงนภา, ภัควลัญชญ์


ศศินทร์ชี้ถึงเวลาพัฒนาระบบ Call Center รองรับเปิด AEC เผยเป็นกลยุทธ์ในการสร้างยอดขายและภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ







ac9dd68684139f1b13643cb7d42ede92-0 (Mobile)


นักวิชาการจากศศินทร์ เผยถึงเวลาที่ธุรกิจขายตรงและธุรกิจบริการอื่น ๆ ต้องพัฒนาระบบ Call Center เพื่อสร้างความพึงพอใจและรักษาฐานลูกค้าให้อยู่กับองค์กร ทั้งกระบวนการทำงานและเทคโนโลยีให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ในการให้ข้อมูลและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค ย้ำมีบทบาทในการสร้างยอดขายและภาพลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการ


ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) เปิดเผยถึงความสำคัญของธุรกิจ Call Center ว่า เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากมีบทบาททำให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจ รวมทั้งการตัดสินใจซื้อ และยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจอีกด้วย ดังนั้น ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงทั้งในและต่างประเทศ ควรมีความชัดเจนเรื่องนโยบายพัฒนาระบบ Call Center ให้มีศักยภาพ โดยเฉพาะเมื่อรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ธุรกิจจากชาติอื่นๆ ในอาเซียนอีก 9 ประเทศ จะเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาด และระบบ Call Center อาจแข็งแกร่งกว่าคนไทย


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจที่ใช้ระบบ Call Center เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด คือการนำเสนอขายสินค้าและบริการไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประกันภัย สถาบันการเงิน โรงพยาบาลและธุรกิจเพื่อสุขภาพ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องอาศัยพนักงานขายผ่านโทรศัพท์ เนื่องจากเป็นรูปแบบการตลาดและการขายที่วัดผลได้ในเวลารวดเร็ว นอกจากนี้ Call Center ยังมีบทบาทรับเรื่องร้องเรียนกรณีเกิดปัญหาการอุปโภค บริโภคสินค้าต่างๆ ดังนั้นจึงมีความสำคัญต่อบริการหลังการขายทำให้ลูกค้าเกิดความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสารกับผู้ผลิต และบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่จะมีเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้ลูกค้าสามารถสอบถาม ปรึกษา และร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ ทั้งนี้เพิ่อสร้างความพึงพอใจ ความประทับใจหลังการขาย


ดร.กฤษติกา กล่าวว่า เมื่อระบบ Call Center มีบทบาทในการตลาดทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ดังนั้น ธุรกิจที่ทำการตลาดผ่านทางโทรศัพท์ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร นอกจากมารยาทในการรับโทรศัพท์แล้ว ผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้ต้องคำนึงเรื่องการสื่อสารกับลูกค้า เพื่อให้เกิดความรู้สึกในเชิงบวก รวมถึงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการเป็นอย่างดี ผู้ที่สนใจมักสอบถามข้อมูล เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ หากมีข้อมูลไม่เพียงพออาจทำให้พลาดโอกาสในการขายได้ ที่สำคัญควรเรียนรู้ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ดังนั้น ธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์การตลาดระบบ Call Center จะต้องพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะ ความเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในระหว่างการทำงาน


"นอกจากการพัฒนาบุคลากร ธุรกิจที่ต้องสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าผ่านระบบ Call Center จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงาน โดยเฉพาะระบบไอทีควรมีความทันสมัย มีข้อมูลถูกต้องแม่นยำ ดังนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ต้องรอบรู้ในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้พนักงาน Call Center สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ให้ลูกค้ารอสายนานหรือโอนไปยังฝ่ายอื่นๆ สามารถให้คำตอบได้ในจุดบริการเดียว" ดร.กฤษติกากล่าว และให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคมีความหลากหลายขึ้น เนื่องจากชาติต่าง ๆ ทั้งจากอาเซียนและทั่วโลกเข้ามาใช้บริการธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น นั่นหมายความว่าภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้ ทั้งนี้ธุรกิจบริการในเมืองไทยได้รับความนิยมจากทั่วโลก ทั้งลูกค้าชาวตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น จีนฯลฯ ดังนั้น นอกจากภาษาอังกฤษแล้วจะต้องพัฒนาให้มี Call Center ที่สามารถสื่อสารภาษาเดียวกับลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจได้มากกว่า


อย่างไรก็ตาม การลงทุนจ้างพนักงานที่เป็นเจ้าของภาษามาทำงานอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางธุรกิจ ทางออกของปัญหาดังกล่าวจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เช่น ธุรกิจที่ต้องใช้การตลาดขายตรงในเมืองไทยบางแห่งก็ใช้ Call Center ที่เป็นเอเย่นในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษดีกว่า หรือแม้แต่การพัฒนาระบบการสื่อสารที่เชื่อมโยงไปยัง Call Center ในต่างประเทศที่ใช้ภาษาเดียวกับลูกค้า จะทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคชาตินั้นๆได้เป็นอย่างดี




Credit By :http://www.newswit.com

สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : จัดงานต้อนรับ Mr. Frederick Ng นายกสมาคมการขายตรงมาเลเซีย(DSAM)







212 (Mobile)


นายกิจธวิช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย พร้อมด้วย ตัวแทนคณะกรรมการ ร่วมให้การต้อนรับ Mr. Frederick Ng นายกสมาคม การขายตรงมาเลเซีย(DSAM) เนื่องในโอกาสเยือนประเทศไทย พร้อมหารือแลก เปลี่ยนข้อมูลการประกอบธุรกิจขายตรงระหว่างประเทศ เพื่อรองรับความร่วม มือในระดับอาเซียน ณ ห้องอาร์ทิสทรี 1 อาคารสำนักงานของบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เมื่อเร็วๆ นี้





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556


วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ฉลองความสำเร็จกับยอดขาย จัดทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket







Capture (Mobile)


บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศจีน) นำโดย นาย แอนด์ดรู ฟาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศ จีน นำคณะผู้แทนจำหน่ายจากประเทศจีนและเขตการปกครองพิเศษ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า จำนวนกว่า 4,000 คน ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จยอดขายกับ โปรแกรมท่องเที่ยวอินเซนทีฟ ทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket เพื่อร่วมสัมผัสความสวยงามของทะเลตอนใต้ที่เต็มไปด้วย ความงดงามทางธรรมชาติ ที่สวยงาม และอิ่มเอมไปกับวัฒนธรรม รวมถึงการ ร่วมกิจกรรมสัมมนา พร้อมกันนี้ชาวนู สกินยังรวมใจกันจัดกลุ่มเป็นรูปดาว เพื่อแสดงถึงพลังและศักยภาพความสำเร็จของนูสกิน โดยการมาของ นู สกิน ประเทศจีน ครั้งนี้คาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและ สร้างรายได้ให้กับชุมชนในจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมหาศาล






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

ขายตรงแจกเบนซ์ แค่กองทุนรถยนต์







Mercedes-Benz-GLA-Concept (Mobile)


ไม่นานมานี้...สกู๊ปหน้า1 นำเสนอธุรกิจขายตรงด้านมืดในชื่อตอน "ขายตรงฝุ่นตลบ ล่อใจ! แจกเบนซ์" แม้ไม่เอ่ยนามบริษัท แต่ก็มีหลายบริษัทใช้แผนการตลาดที่เข้าข่ายผู้บริหารบริษัทเอเจล เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ทำหนังสือชี้แจงความกระจ่างถึงสกู๊ปหน้า 1 เกริ่นนำว่า...ต้องขอขอบคุณในความกรุณา ที่ให้ความสนใจในความถูกต้องของธุรกิจขายตรงต่างๆแต่ประเด็นข่าวบางประการมีความใกล้เคียงกับข้อมูลของบริษัทฯ เพื่อภาพลักษณ์ที่ดี จึงใคร่ขออธิบายถึงรูปแบบการประกอบการของบริษัท ลักษณะของสินค้า และแผนรายรับอย่างถูกต้อง ดังต่อไปนี้


ด้วยนวัตกรรมความสะดวก สวยงาม และคุณภาพมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ ทำให้อาหารเสริมของบริษัทฯ มีคุณลักษณะเด่น คือ...


รสชาติอร่อย รับประทานง่าย ไม่สูญเสียเวลาในการชงดื่ม ไม่ระคายคอแบบในรูปแบบเม็ด, แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร...สดใสเข้ายุคสมัย


ผลิตจากธรรมชาติ ผักและผลไม้ ไม่มีสารเคมี ตามแนวโน้มการดูแลร่างกายแบบธรรมชาติบำบัดซึ่งกำลังนิยม, รูปแบบซองทันสมัย เก็บรักษาคุณภาพอาหารได้ดี ตอบรับสโลแกนที่ว่า ฉีกและดูด ประหยัดเวลาในการรับประทาน


สินค้าของเรา...ผลิตในประเทศที่น่าเชื่อถือ รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา การันตีเรื่องมาตรฐาน...มีจำหน่ายกว่า 53 ประเทศทั่วโลก ได้รับ อย. และใบรับรองและอนุญาตให้จำหน่ายได้ในหลายประเทศชั้นนำ


หันมามองที่แผนการตลาด การจ่ายค่าตอบแทนสำหรับตัวแทนจำหน่าย บริษัทฯชี้แจงว่า เพื่อเร่งช่วยฟื้นฟูสภาพรายรับ ทำให้เกิดรายรับอย่างถูกต้อง นักขายจะมีรายได้แรก...จากการขายปลีก


นักธุรกิจ...ตัวแทน จะได้รับส่วนลดราคาสินค้า 25% จากราคาขายปลีก เพื่อทำกำไรระยะสั้น


รายได้ต่อมา...จะได้รับคอมมิชชั่นเพิ่ม จากการขยาย และสร้างตัวแทนจำหน่ายเพื่อขยายธุรกิจ ที่แยกย่อยเอาไว้ 3 ประเภท ได้แก่


นักธุรกิจที่ซื้อสินค้าจำนวน 2 กล่อง ราคาสมาชิก 5,000 บาท...ผู้ที่แนะนำสินค้าให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นส่วนลดที่ 525 บาท


นักธุรกิจที่ซื้อสินค้าจำนวน 4 กล่อง ราคาสมาชิก 10,000 บาท...ผู้ที่แนะนำสินค้าให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นส่วนลดที่ 1,225 บาท


นักธุรกิจที่ซื้อสินค้าจำนวน 16 กล่อง ราคาสมาชิก 40,000 บาท...ผู้ที่แนะนำสินค้าให้ได้รับค่าตอบแทนเป็นส่วนลดที่ 7,000 บาท


บริษัทฯชี้แจงอีกว่า ตัวแทนจำหน่ายจะตัดสินใจเลือกซื้อสินค้าในปริมาณตามความต้องการของตนเอง เพื่อบริโภคและจัดจำหน่าย


ที่น่าสนใจคือ ส่วนแบ่งจากยอดขายทั่วโลก 3% บริษัทจะแบ่งให้กับนักธุรกิจในประเทศไทยที่ทำคุณสมบัติได้ โดยมียอดจำหน่ายในสายงานตัวเองทุกๆ 1,000 คะแนน


และให้ส่วนแบ่งจากยอดทั่วโลก 1.5% ให้กับตัวแทนจำหน่ายที่ทำคุณสมบัติผ่าน ตามตำแหน่งต่างๆ


เป้าสำคัญบริษัทขายตรงจะเป็นด้านมืด...ด้านสว่าง จะเป็นขายตรงพันธุ์แท้ พันทาง...ก็อยู่ตรงนี้


ขายตรงพันทางมักจะคุยโม้โอ้อวด... "คุณจะมีรายได้ อย่างรวดเร็ว..." "คุณจะมีรายได้...มหาศาล ไร้ขีดจำกัด" ชักชวนให้เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติคล้อยใจกับรายรับที่พึงจะได้ จนลืมไปว่า...


"การที่จะมีรายได้ขนาดนั้น สินค้าที่จะเอาไปขาย ทำธุรกิจให้งอกงามได้นั้นมีอะไรบ้าง เป็นสินค้าที่ทำตลาดง่าย มีผู้คนซื้อใช้ได้สักกี่มากน้อย"


นั่นหมายถึงว่า การทำธุรกิจกับบริษัทจะเติบโตไปได้นั้นก็ต้องมีรายได้ มาจากการขายสินค้า ไม่ใช่ว่าพุ่งเป้าแต่หาสมาชิกมาต่อขา...ระดมทุน ระดมขยายเครือข่าย ขนเงินเข้าบริษัทอย่างเดียว


อีกข้อกล่าวหาสำคัญที่ทำให้ต้องชี้แจง คือ...แผนปั่นเงิน ระดมทุน...มอบรายได้ผ่าน "กองทุนรถยนต์"


บริษัทฯอธิบายว่า กองทุนรถยนต์เป็นการจ่ายโบนัสพิเศษให้กับนักธุรกิจที่ดำรงตำแหน่ง ระดับตั้งแต่ Senior Director ขึ้นไป


เป็นคอมมิชชั่นพิเศษ สำหรับนักบริหารเดือนละตั้งแต่ 35,000 บาท...จนถึงเดือนละ 210,000 บาท


"ใครจะได้สิทธิพิเศษนี้...ขึ้นอยู่กับตำแหน่งที่ดำรงอยู่ในขณะนั้น เพื่อให้ ตัวแทนจำหน่ายสะสมไว้ดาวน์...และหรือ...ซื้อรถยนต์ไว้ในนามตนเอง ไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท"


นี่คือแผนโปรโมชั่นของบริษัทฯ เพื่อประโยชน์ในการทำธุรกิจ ซึ่งประเทศไทยได้โปรโมตให้ใช้รถยี่ห้อ "เบนซ์" เพื่อเพิ่มความหรูหรา...น่าเชื่อถือ คุ้มค่าแรงการทำงาน และเป็นความใฝ่ฝันของคนอีกหลายคน


ต้องย้ำว่า...กองทุนรถยนต์ เป็นเงินโบนัสตามเงื่อนไข...ไม่ได้มอบให้ฟรี หรือแจกฟรี แต่เป็นเงินโบนัส สะสมไว้ซื้อรถยนต์เท่านั้น


ปัจจุบันมีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 50 ท่าน ที่สามารถสะสมเงินกองทุนนี้ จนซื้อรถยนต์เป็นของตนเองได้ และผ่อนชำระด้วยกองทุนรถยนต์นี้...มีตัวอย่างพิสูจน์ได้จริง


ตัดฉากอีกครั้งกับประสบการณ์แชร์รถยนต์ช่วงปี 2547...ตอนนั้นบริษัทยักษ์ใหญ่ ย่านพระราม 9 ก็ใช้แผนการตลาดโปรโมชั่น แจกรถยนต์มูลค่า 1.1 ล้าน...


ขณะที่หลายคนมีคำถามคาใจ เป็นแชร์ลูกโซ่...ธุรกิจปั่นเงินหรือเปล่า


ขนาดผู้บริหารใหญ่ออกมาการันตี อธิบายแผนละเอียดยิบ นับตั้งแต่การเริ่มสมัครสมาชิก ใครที่จะเข้าร่วมธุรกิจต้องจ่ายค่าสมัคร 200 บาท เป็นค่าเอกสาร...


หากเข้าสู่แผน จะต้องซื้อสินค้าให้ครบ 18,000 บาท เพื่อเข้าแผนผลประโยชน์ พิเศษชิงรถ...ตั้งแต่รถมอเตอร์ไซค์คันละหลักหมื่น ไปจนถึงรถยนต์ราคาหลักล้าน


สินค้า 1.8 หมื่นบาท บริษัท...ไม่ได้บังคับซื้อมาก ซื้อน้อย ใครจะซื้อสินค้าครั้งเดียว 1.8 หมื่นก็ได้ หรือทยอยซื้อทีละเดือน...จนครบ 1.8 หมื่นก็ได้


"แผนการตลาดโปรโมชั่นแจกรถยนต์ กำหนดไว้...ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 1,000 คะแนน...1 เดือน จะซื้อ หรือซื้อแล้ว 2 เดือนมาซื้ออีกที ก็ไม่ใช่ปัญหา...บริษัทไม่บังคับ"


ทว่า...แม้ว่าบริษัทจะไม่ได้บังคับซื้อ แต่ก็มีหลายปัจจัยเกื้อหนุนให้สมาชิกทุ่มลงทุนซื้อสินค้าในงวดเดียว 18,000 บาท


แผนการตลาดแจกรถ ประหนึ่งว่าให้ผลประโยชน์มากกว่าบริษัทอื่น ทำให้แชร์วงนี้...เติบโตอย่างก้าวกระโดด เพราะต่างคนก็หวังจะได้รถ จนการขายสินค้ากลายเป็นเรื่องรอง


ก้าวกระโดดขนาดไหน ดูได้จากตัวเลขต่อไปนี้ ยอดขาย...เดือนมกราคม 7 ล้าน, กุมภาพันธ์ 16 ล้าน, มีนาคม 16 ล้าน, เมษายน 30 ล้าน, พฤษภาคม 48 ล้าน, มิถุนายน 51 ล้าน, กรกฎาคม 89 ล้าน, สิงหาคม 50 ล้าน,


กันยายน (วันที่ 27 ก.ย.47) 192 ล้าน


กระทั่งถึงจุดพลิกผัน หน่วยงานรัฐเข้ามาเช็กบิลจริงจัง อภิมหาแชร์ รถยนต์ยักษ์ใหญ่รายนี้ เป็นอันต้องล้มครืน...ปิดฉากลงไป


แชร์รถยนต์วงนี้ไม่มีปัญหาเรื่องเอาสินค้าคุณภาพต่ำมาขายราคาสูง... ไม่ได้โอ้อวดสรรพคุณสินค้าเกินจริง ต่างกับบริษัทขายตรงด้านมืดพันทาง...ที่ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด แพร่กระจายขายฝันในอินเตอร์เน็ตในช่วงเวลานี้


สกู๊ปหน้า 1 สำรวจสินค้าฮอตฮิตในเวลานี้ หนีไม่พ้น...อาหารเสริมรักษาโรค ลดความอ้วน ชะลอความชรา


อาทิ น้ำมันรำข้าว...จมูกข้าว ขายปลีกในเน็ต แพ็ก 8 ขวด 6,250 บาท ราคาสมาชิก 4,400 บาท...ใครไม่สนใจเรื่องราคาก็ต้องพิศวงกับสรรพคุณที่ว่า...


"ป้องกัน และช่วยให้ร่างกายแข็งแรง...ฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกาย เจ็บป่วย...เนื้องอก...มะเร็ง กินวันละ 6-9 แคปซูล"


นอกจากนี้ยังมีสรรพคุณแยกย่อย อ้างงานวิจัยนักวิทยาศาสตร์การแพทย์อีกว่า สารในผลิตภัณฑ์ทำให้อวัยวะสำคัญ ตับ ไต หัวใจ สมอง ตับอ่อน มีเลือดไปเลี้ยงมากขึ้น...


ลดอัตราเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน โรคความจำเสื่อม รักษาผู้มีบุตรยาก...สตรีวัยทอง มีสารยับยั้งการเจริญเติบโตเซลล์มะเร็ง


เชื่อมั่นได้ว่า...ใครที่เป็นโรคร้าย หรือมีญาติมิตรที่รู้ข่าว ย่อมต้องรีบซื้อหาอาหารเสริมที่ว่านี้มาลอง...


น่าแปลกใจ หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่า อย. สคบ. ปล่อยให้โฆษณากันขนาดนี้ได้ยังไง.





Credit By :http://www.thairath.co.th

ทั้งบวกและลบของเครือข่าย







success20people (Mobile)


เมื่อเราหนีปัญหาเรื่องราคาข้าว ของแพงอย่างนี้ไม่พ้น บ่นไปเครียดไป มันก็ช่วยอะไรไม่ได้ หลายคนคิดว่า ภาวการณ์อย่างนี้เราจะดิ้นรนไปทำอาชีพ อะไรดี ถึงจะทำให้ชีวิตมันดีขึ้น เพราะคำ ว่า วิกฤติ เงินตึงมือ มักจะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งทางตรง และทางอ้อมไม่มากก็น้อย

อีกนั่นแหละภายใต้ภาวะวิกฤติโลกอย่างนี้ ก็ใช่ว่าจะมืดมิดไม่มีทางออกเอา เสียเลย เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเกิดวิกฤติหนัก ผมมองเห็นผู้คนกลุ่มหนึ่งเขาประสบความ สำเร็จในการเพิ่มรายได้ชนิดที่แทบไม่เชื่อสายตาเลยทีเดียว

ทั้ง ๆ ที่ยุคนั้นทุกธุรกิจพากันเจ๊งหมด พนักงานเกือบ ทุกคนถูกลดเงินเดือนลงเหลือประมาณครึ่งเดียว มีไม่น้อย ที่ถูกปลดออกจากงานโดยไม่ทันตั้งตัว ธุรกิจเอสเอ็มอี.เจ๊ง ไปนับแสน ๆ ราย ไอ้ที่ยังพอมีชีวิตอยู่ก็มีอาการหายใจ พะงาบ ๆ จะตายไม่ตายแหล่ จะคนก็ไม่ใช่ จะผีก็ไม่เชิง

พี่น้องประชาชนในช่วงนั้นเดือดร้อนไปทั่วทุกข์หย่อม หญ้า ฆ่าตัวตายก็เยอะ คนหนีหนี้เต็มบ้านเต็มเมือง ท่ามกลางความเดือดร้อนดังกล่าว กลับมีความ ประหลาดกับอีกธุรกิจหนึ่ง ซึ่งช่วงนั้นยังไม่ดังเหมือนทุกวัน นี้ สิ่งที่ผมกำลังจะพูดถึง ก็คือ ธุรกิจเครือข่ายหรือขายตรง นั่นเอง

เชื่อไหมว่า คำว่า ขาย แต่ไหนคนไทยกว่าครึ่ง ประเทศพากันเกลียดเข้ากระดูกดำ ไม่มีใครอยากจะเข้ามา ทำอาชีพนี้ หากใครมีลูกสาวสวย ๆ ถ้าพ่อแม่รู้ว่า มีแฟน เป็นเซลล์หรือนักขาย เขาจะรู้สึกไม่ค่อยจะเป็นปลื้ม กับ อาชีพนี้สักเท่าไหร่

แต่พอเกิดวิกฤติขึ้นเท่านั้นแหละ งานตามบริษัทห้าง ร้านต่าง ๆ เขาไม่รับพนักงานเพิ่ม มีแต่ปลดออก คนก็ว่า งานเต็มบ้านเต็มเมือง คราวนี้ผู้คนไม่รู้จะไปทำมาหากิน อะไร ก็เลยเข้ามาลองทำอาชีพขายตรงดู

เมื่อก่อนคนไทยไม่ค่อยจะเข้าใจคำว่า ขายตรง สักเท่าไหร่ ส่วนใหญ่จะคิดว่าเอาสินค้าไปเดินเร่ขาย ก็มัก จะได้รับการปฏิเสธจากผู้คนไป คือ ไม่เอา ไม่ชอบ ไม่ใช่ อาชีพในฝัน

มาระยะหลังๆ ผู้คนได้เข้าไปศึกษาการทำอาชีพเครือ ข่ายขายตรงอย่างจริง ๆ จัง ๆ ก็พบว่า อาชีพนี้ไม่ใช่ไปเดิน ขายสินค้าอย่างที่เข้าใจแต่แรก แต่เป็นธุรกิจหรืออาชีพที่ ชักชวนให้คนเข้ามาฟังสรรพคุณของบริษัท และสินค้า เมื่อ เห็นดีเห็นงามแล้วก็ลองซื้อใช้เมื่อรู้สึกว่าดีแล้วค่อยไปบอก ให้เพื่อนบ้าน หรือคนรู้จักมาศึกษาในการทำอาชีพต่อไป จะเห็นว่า ในทุกยุคสมัยที่มีคนตกงานมาก ๆ พอจับ พลัดจับผลูเข้ามาสู่วงการเครือข่ายขายตรง และได้ลงมือ ศึกษาและทำอย่างจริงจัง 5-6 เดือน ก็สามารถทำรายได้ เดือนละ 1-3 หมื่นบาท โอ้โหมากจนบอกไม่ถูกสำหรับคนเข้ามาทำใหม่ ๆ เพราะระดับพนักงานทั่ว ๆ ไปปัจจุบันก็อยู่ในอัตราขั้นตํ่า เดือนละ 9,000 บาท แต่ก็ต้องทำงานไม่ตํ่ากว่า 9 ชั่วโมง แต่นี่เข้ามาทำอาชีพเครือข่ายใช้เวลาวันละไม่เกิน 5-6 ชั่วโมง (เอาแบบขยัน ๆ) กลับสร้างรายได้เดือนละ 1-3 หมื่น บาท และบางคนเก่ง ๆ ได้มากถึง 3-5 หมื่นบาทก็มี

เพราะอาชีพนี้สามารถทำเงินได้มหาศาล ก็เริ่มจะมี พวกหัวหมอเอาไป พลิกแพลง หลอกล่อผู้คนให้เข้ามา สู่อาชีพนี้อย่างง่ายดาย โดยไม่ได้สอนให้เขาเข้าใจในการ ทำธุรกิจนี้อย่างลึกซึ้ง เมื่อผู้คนเข้ามาศึกอาชีพนี้มากขึ้นมันก็เลยเกิดแม่ทีม ลวงโลกขึ้นมา คือ ตัวเองมีความ แตกฉาน ในเรื่องการ ทำธุรกิจเครือข่าย มองเห็นช่องว่างในการสร้างเงิน ก็เลย เอาไปซิกแซ็กหลอกล่อผู้คนให้เข้าสู่ระบบ

แม่ทีมพวกนี้ก็จะเอาเรื่องรายได้ เอาเรื่องผลตอบแทน มาคุยให้ชาวบ้านหูผึ่ง คนเรามันก็มีความโลภด้วยกัน ทั้งนั้นแหละ เมื่อมีใครเอาคำว่าเงินมาล่อก็จะตาโต ยอม จ่ายเงินจ่ายทองเพื่อมาลงทุนทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ศึกษารูปแบบ ของธุรกิจให้แตกฉาน แผนการตลาดเป็นอย่างไรก็ยัง อธิบายไม่ได้ อย่าลืมว่า พวกแม่ทีมที่มีความรู้เรื่องแผนก็จะเอาสายงานของตนเองที่อยู่ล่าง ๆ นั่นแหละมาเป็นเครื่องมือ คอยจับวางโครงสร้างว่าอยู่ตรงไหนตัวเองถึงจะได้ผล ตอบแทน คือ คิดถึงตัวเองเป็นหลัก คนอื่นจะเป็นอย่างไร ไม่สน พฤติกรรมที่แม่ทีมทำกันแบบนี้เกิดขึ้นติดต่อกันมา หลายปีทีเดียว แต่เดี๋ยวนี้คนเริ่มเข้าใจในคำว่า ธุรกิจ เครือข่าย มากขึ้น ทำให้แม่ทีมพวกนี้เริ่มจะตีบตัน หากิน แบบฉ้อฉลก็ยากขึ้น

ฉะนั้น การที่เราจะทำอาชีพขายตรงได้สำเร็จ ต้อง เข้าใจคำว่า เครือข่าย ถ้าใครไม่เข้าใจเรื่องอย่างนี้ ก็จะ กลายเป็นเครื่องมือของพวกแม่ทีมทันที คนพวกนี้วัน ๆ ไม่ ได้ทำอะไร คอยจ้องหน้าคอมพิวเตอร์ว่า สายงานตนเอง ขาดตรงไหน และจะหลอกให้คนมาติดกับดักอย่างไร มา เสริมเติมเต็มโครงสร้างอย่างไร ตนถึงจะได้ผลประโยชน์ เต็ม ๆ

เพราะธุรกิจขายตรง ก็คือ การสร้างเครือข่าย สร้าง สายงานให้เกิดความแข็งแกร่ง ยิ่งสายงานแข็งแกร่งเป็นมือ อาชีพมากเท่าไหร่ ก็จะทำให้ทีมงานประสบความสำเร็จ มากขึ้นเท่านั้น ธุรกิจนี้หัวใจของมันจริง ๆ ก็คือ การช่วย เหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน จากรุ่นสู่รุ่น ยิ่งสายงานของเรา เป็นมืออาชีพ สวมวิญญาณของนักธุรกิจมากเท่าไหร่ โอกาสที่ทุกคนจะประสบความสำเร็จก็มีมากเท่านั้น มันเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ไม่มีขีดจำกัด ทุกคน สามารถเข้ามาศึกษาเรียนรู้ได้ไม่จำกัดชั้นวรรณะไม่จำกัด การศึกษา ไม่จำกัดฐานะ ทุกคนเข้ามาหาความรํ่ารวยได้ ในธุรกิจนี้

ฉะนั้น การสร้างเครดิต สร้างความเชื่อมั่น ถือเป็น สิ่งสำคัญมากกับอาชีพนี้ บางคนพูดเก่ง คล่องตัวมาก แต่ ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไมมี่เครดิต ชอบหลอกล่อผู้คน คิดแต่เรื่องผลประโยชน์ส่วนตน ไม่สนใจคนรอบข้าง คน อย่างนี้จะอยู่อาชีพนี้ได้ไม่นาน การหาเครือข่ายหรือสายงานมันก็ไม่ได้ยากอย่างที่ คิด ต้องรู้ว่าบริษัทที่เราทำอยู่นะสินค้ามันคืออะไร เป็นที่ ต้องการของผู้คนหรือไม่ ซื้อง่ายขายคล่องหรือไม่ ใช้ดีแล้ว บอกต่อหรือไม่

สิ่งสำคัญ คนทำอาชีพนี้ถ้าต้องการประสบความ สำเร็จในระดับสูง ความจริงใจกับสายงานหรือเครือข่าย ของตนเองจะต้องมีสูงกว่าปกติ และจะต้องสร้างให้ทุกคน ที่อยู่ในเครือข่ายเป็นเหมือนกับตนเอง คือ ต้องมีความ จริงใจสูงส่ง อาชีพนี้การสร้างเครือข่าย ส่วนใหญ่จะเริ่มจากคน รู้จักก่อน หลังจากนั้นก็จะขยายไปตามกลไก เพราะ แผนการตลาดมันเป็นตัวกำหนด ทิศทาง ให้เป็นไปตาม นั้นอยู่แล้ว


การเริ่มต้นสร้างเครือข่ายแบบง่าย ๆ คือ เริ่มจาก คนในหมู่บ้านที่เราอาศัยอยู่ก่อน หรือเริ่มจากคนที่เรารู้จัก ก่อน ส่งเสริมทุกรูปแบบเพื่อให้เขาประสบความสำเร็จ ทำให้เขามีรายได้ก่อนเพื่อเป็นเคสตัวอย่าง ความสำเร็จของผู้คนนั่นแหละ จะเป็นใบเบิกทางให้ กับเรา บางคนคิดไกลเที่ยวไปหาสายงานข้ามถิ่น ข้าม อาณาจักร ทั้ง ๆ ที่ตนเองยังไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ ควร เครดิตและชื่อเสียงก็ยังไม่มี คือ ประเมินตัวเองไว้สูง จนเกินไป เมื่อเป็นเช่นนี้มันก็ล้มเหลว เพราะคนที่ไม่เคย สัมผัสอาชีพนี้มาก่อน ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ คนส่วนมากมัก จะมองเรื่องยาก ๆ แต่เรื่องง่าย ๆ กลับไม่เดินเข้าไปหา ไป สร้างให้เขาประสบความสำเร็จ

ต้องเข้าใจเสียก่อนว่า ธุรกิจเครือข่าย คือ การสร้าง กลุ่มผู้บริโภคอย่างถาวรนั่นเอง ถ้าเรามีผู้บริโภคแข็งแกร่ง และมีความสามารถมากเท่าไหร่ เราก็จะสามารถขยายหรือ ขายสินค้าของบริษัทได้มากเท่านั้น ลองคิดดู ถ้าเรามีสาย งานหรือเครือข่ายเป็นพันเป็นหมื่นคน และทุกคนซื้อกินซื้อ ใช้ ผลตอบแทนเราก็จะได้จากตรงนี้ โดยเฉพาะขายตรง หลายชั้นเขาจ่ายกันหลายช็อต

นี่แหละที่เขาเรียกว่า มนุษย์เครือข่าย ไม่ใช่นักขาย สินค้าโดยขายตรง แต่เป็นนักขยายผู้บริโภคโดยไม่ต้องหิ้ว สินค้าไปเดินเร่หายให้เหงื่อตกยางออก ถ้าเราสร้างสายงาน ให้แข็งแกร่งเหมือน ๆ กับเรา คิดดูก็แล้วกันว่ารายได้มันจะ มหาศาลแค่ไหน กินเจ็ดชั่วโคตรก็คงไม่หมด

แต่คนขายตรงส่วนใหญ่ ไม่ค่อยเข้าใจศาสตร์ตรงนี้ ไปหลอกล่อผู้คนให้เขามาทำอาชีพนี้ โดยไม่ได้สอนให้ เขาเป็นนักขยายเครือข่าย ไม่ได้สอนให้เขาเข้าใจในธุรกิจ อย่างแท้จริง ในที่สุดก็ล้มเหลว และถอดใจไปอย่างน่าเสียดาย






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

'โฟกัส' ขายตรง: ปฏิวัติขายตรงเข้าระบบภาษี







tax (Mobile)


"รถหรู" หรือรถยนต์ที่พวกไฮโซชอบซื้อเก็บสะสมกลายเป็นประเด็นร้อนไปเสียแล้ว หลังจากกระแสข่าวออกมาเป็นรายวัน ถึงเรื่องการหลบหลีกในเรื่องการเลี่ยงภาษีศุลกากร ด้วยการแอบไปจดทะเบียนเป็นรถแยกชิ้นส่วน และแอบไปตีเลขเครื่องยนต์ใหม่เพื่อทำให้ถูกต้องกฎหมาย

อันนี้ถือเป็นวิธีกลยุทธ์อย่างหนึ่งที่คนมีสตางค์เหลือเฟือ(บางคน) เขานำมาใช้กันย้อนกลับเข้ามาในธุรกิจเครือข่ายขายตรงกันบ้าง ต้องยอมรับ ธุรกิจขายตรงนับวันยิ่งมีผู้ประกอบการเข้ามาสู่ในระบบธุรกิจ MLM กันมากมายก่ายกอง จนแยกไม่ออก บริษัทไหนเป็นของแท้ และบริษัทไหนเป็นของเทียม

จำนวนพันกว่ารายที่เข้ามาทำธุรกิจตรงนี้ เนื่องจากตัวเลขภาพรวมของธุรกิจขายตรงมีมากมหาศาลในช่วงไม่กี่ปี ปัจจุบันมีถึงแสนกว่าล้านบาท อันนี้หลายๆ ค่ายอ้างอิงตัวเลขออกมาจากปาก

ทำไมวันนี้ "หนุ่มเซลล์แมน" ถึงเปรยเริ่มต้นเรื่อง "รถหรู" เนื่องจาก ในตัวธุรกิจขายตรง หลายบริษัทฯ มียอดขาย กำไร กันออกมาเป็นกอบเป็นกำ พูดกันง่ายๆ ธุรกิจขายตรง "เปิดง่าย ขายคล่อง" เงินสะพัด นั่นเอง

แต่มุมกลับกัน ยังมีหลายๆ บริษัท ที่ยังไม่ทำธุรกรรมให้ถูกต้อง โดยเฉพาะ การเลี่ยงจ่ายภาษี หรือจ่ายภาษีไม่ตรงตามความเป็นจริงจะมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ทำถูกต้อง โดยเฉพาะบริษัทรายใหญ่ๆ ที่แบรนด์ติดตลาดในบ้านเรา เขาทำถูกต้อง จ่ายภาษีครบถ้วน พูดกันง่ายๆ ว่า เกือบ 90% ในธุรกิจขายตรง ยังมีการจ่ายภาษีน้อยเกินไป!!!

จากการที่จะจ่ายให้สมน้ำสมเนื้อของรายได้ ยกตัวอย่าง จ่ายให้รัฐ 30% ที่เหลือ 70% เอาเข้ากระเป๋าตัวเอง อย่างนี้ไม่แฟร์สำหรับผู้ประกอบการที่จ่ายครบถ้วนให้กับรัฐ หากล้วงลึก ล้วงลูกในธุรกิจขายตรง ถือเป็นธุรกิจขายง่าย ขายคล่อง รับเงินกันสดๆ กันเป็นก้อนๆ ต้องยอมรับโดยสดุดี ธุรกิจนี้เกิดขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ขนาดสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ต้องเร่งจัดระเบียบธุรกิจดังกล่าวนี้อย่างเร่งด่วน หรือแม้กระทั่งสมาคมที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงที่มีอยู่ในปัจจุบัน ต้องรีบต้อนผู้ประกอบการเข้ามาร่วมสังกัดเป็นสมาชิก ฉันท์ใดฉันท์นั้น เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในธุรกิจขายตรง

อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ โดยเฉพาะวงการขายตรง มองหน้าก็รู้ใจ แต่ละปีนำเงินเข้ารัฐเพียงไม่กี่บาทเท่านั้น ว่ากันว่า ใครมีเงิน 1-2 ล้านบาท ก็สามารถเปิดดำเนินธุรกิจขายตรงได้อย่างสบาย เนื่องจากธุรกิจนี้ มันเปิดกว้าง ใครมีสมัครพรรคพวก นายทุน ย่อมได้เปรียบ ก่อนหน้านี้หน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะกรมสรรพากรเอง ก็เคยเปรยๆ ออกมาบ้าง แต่ไม่ค่อยดังมากนัก เหมือนเป็นเพียงแค่เขียนเสือให้วัวกลัว ถือไม้เรียวไว้ขู่

ได้ฤกษ์แล้ว! ที่สรรพกร ต้องเข้าตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอย่างน้อยหากสามารถนำเงินภาษีจากธุรกิจขายตรงเข้าหลวงได้มากเท่าไหร่ ก็ทำให้สภาพเศรษฐกิจของประเทศยิ่งแข็งแกร่งมากขึ้น เพราะจากตัวเลขมูลค่าธุรกิจขายตรงที่มีถึงแสนล้านบาท ต้องลองนั่งนับนิ้วกันดู หากเก็บได้ตามความเป็นจริง จะมีมูลค่าเท่าไหร่! ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจขายตรงต้องปฏิวัติ ไม่ใช่ทำธุรกิจหลบๆ ซ่อนๆ ไม่ใช่ปฏิวัติแค่เพียงขายสินค้ามีคุณภาพเพียงอย่างเดียว แต่ต้องคุมคุณภาพทุกอย่าง หากทำเพิกเฉยในการเป็นผู้ประกอบการที่ดี ทุกอย่างต้องอยู่ในขั้นตอนกฎเกณฑ์

พอสรุปได้ ถึงเวลาแล้วที่ธุรกิจขายตรงต้องรีบปฏิวัติ อย่าปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปมากกว่านี้ หรือเข้ามาในระบบแล้ว ต่างกอบโกยผลประโยชน์กันอย่างโจ๋งครึม โดยไม่แยแสเสียงสังคมที่เขาจ้องจับตามอง ถึงเวลาที่ต้องปฏิวัติธุรกิจขายตรงให้เข้ามาสู่ระบบการจ่ายภาษีอย่างถูกต้องนะครับ




Credit By :http://www.ryt9.com

'ไรเดอร์ พลัส' ลั่นกลองรบ ปูพรมลุยขายวัสดุปรับปรุงดิน







Image (Mobile)


ได้ฤกษ์แล้วเปิดตัว "ไรเดอร์ พลัส" วัสดุปรับปรุงดินน้องใหม่ขายตรงภายใต้แบรนด์ "อาชาทอง" แล้ว ประกาศนโยบายเจาะกลุ่มเกษตรกร นำร่องโซนปักษ์ใต้ พร้อมกางแผนงาน ลุยเทกโอเว่อร์โรงงานผลิตสินค้าเกษตรร่วมหุ้นส่วน โชว์ทุนจดทะเบียนภายในปีนี้ เตรียมเพิ่มทุนเป็น 20 ล้านบาท หวังขยายธุรกิจ


ตั้งเป้าหมายปีหน้า 200 ล้านบาท


นายปานวัฒน์ กูรมาภิรักษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไรเดอร์ พลัส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมในการดำเนินธุรกิจวัสดุปรับปรุงดินภายใต้แบรนด์ "อาชาทอง" ว่า ในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการเตรียมความพร้อมช่วงเดือนกรกฏาคม 2555 ในการก่อตั้งบริษัทฯ จนได้จดทะเบียนเสร็จช่วงเดือนสิงหาคมปีที่ผ่านมา


ขณะเดียวกัน ในช่วงที่อยู่ระหว่างการจดทะเบียน บริษัทฯ ได้ยื่นเรื่องไปยังทางสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อดำเนินการดำเนินธุรกรรมทางด้าน MLM โดยช่วงเดียวกัน บริษัทฯ ยังได้ไปทดสอบตลาดเรื่องของตัวสินค้า โดยฉพาะในการพบปะชาวบ้าน และติดต่อผู้ประกอบการโรงงานที่ดำเนินการผลิตผลทางการเกษตร เพื่อขอความร่วมมือเป็นหุ้นส่วน ซึ่งยอมรับว่า การเดินสายช่วงที่ผ่านมา ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีกับทางกลุ่มเกษตรกร


"ต้องยอมรับว่า ก่อนเปิดตัวบริษัทฯ ครั้งนี้ เรามีการวางแผนกันมาอย่างดี โดยเฉพาะการเริ่มเอาสินค้าของบริษัทฯ ไปทดสอบโดยนำสินค้าให้ชาวนาลงดิน และได้รับผลตอบรับอย่างดีมาก โดยเฉพาะในโซนภาคใต้ รวมไปถึงตัวทีมงาน สำนักงานใหญ่ ซึ่งขณะนี้ สำนักงานของเราก็เสร็จไปกว่า 90% แล้ว และอีกไม่นานก็จะเสร็จสมบูรณ์เต็มระบบ


เทกโอเว่อร์รง.แปลงสภาพหุ้นส่วน


นายปานวัฒน์กล่าวว่า สำหรับความคืบหน้าล่าสุด บริษัทฯ ได้เข้าไปเทกโอเวอร์โรงงานที่ผลิตสินค้าทางการเกษตร ซึ่งตนเองจะเข้าไปถือหุ้นสัดส่วน50% และอีก50% เป็นของผู้ถือหุ้นเดิมของโรงงาน โดยตามแผนงานของบริษัทฯ นั้น จะขยายโรงงานให้ใหญ่เพิ่มขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า ทั้งนี้ เนื่องจากพื้นที่โรงงานดังกล่าวมีพื้นที่ 20 ไร่ ทำให้บริษัทฯ ต้องมีการขยายโรงงานเพิ่มขึ้น และส่วนที่เหลือจากการขยายพื้นที่โรงงานนั้น บริษัทฯ จะนำไปใช้เป็นแปลงสาธิตปลูกข้าวประมาณ 5 ไร่ ซึ่งจากการขายพื้นที่โรงงานตรงนี้ บริษัทฯ คาดว่าจะใช้เม็ดเงินประมาณ 10 ล้านบาท


อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ นั้น ขณะนี้บริษัทฯได้จดทะเบียนไว้ที่ 5 ล้านบาท ซึ่งภายในสิ้นปีนี้บริษัทฯ เตรียมจะเพิ่มทุนจดทะเบียน เพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านบาท โดยจะเชิญกลุ่มทุนโรงงานเข้ามาถือหุ้นของบริษัทฯ โดยตนเองจะถือหุ้น 65% ส่วนอีก 35% จะกระจายสัดส่วนการถือหุ้นให้กับกลุ่มโรงงานและผู้บริหารของบริษัทฯ เรา


จัดโครงสร้างธุรกิจ 2 รูปแบบ


นายปานวัฒน์กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในตัวธุรกิจของบริษัทฯ นั้น ซึ่งบริษัทฯได้จัดแบ่งธุรกิจออกเป็น 2 รูปแบบ คือ 2 ระบบ ใน 1 บริษัทฯ กล่าวคือ คิดจะเป็นเถ้าแก่ก็ต้องอยู่ในระบบซิงเกิ้ล (Single) หรือใช้เป็นระบบสิทธิพิเศษ


ขณะที่ระบบ Binary จะมีการจ่ายโครงสร้างออกเป็น 4 ข้อ โดยข้อแรก จะเป็นโหมดค่าแนะนำ 2.การบริหารทีม 3.ระบบแมทชิ่งหรือระบบรายได้เสริมให้กับผู้บริหาร และ 4. ระบบรายได้ประจำ ซึ่งระบบดังกล่าวนี้ จะมีรายได้จากกองทุนของบริษัทฯที่จะจ่าย โดยเริ่มต้นที่ 5 พันบาท ไปกระทั่งถึง 2.5 แสนบาท


ขณะที่ระบบโมบาย ถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยในกระบวนการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดยเฉพาะในแง่ทางการเกษตร ซึ่งจะเป็นระบบที่ไม่ต้องลงทุน โดยสามารถขยายตลาดได้ ซึ่งชาวนาที่เป็นสมาชิกของบริษัทฯ จะสามารถนำสินค้าของบริษัทฯ ออกไปจำหน่ายสู่ท้องตลาดได้ หลังจากนั้น ค่อยมาเคลียร์ปิดบัญชี โดยในระบบโมบายนี้ เปรียบเทียบกับการจ่ายค่าน้ำมันรถ หากขายสินค้าได้ ก็จะเป็นคะแนน


นายปานวัฒน์ยังกล่าวต่อว่า สำหรับงบการลงทุน โดยเฉพาะในการก่อตั้งบริษัทฯ นั้น ในช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ใช้เม็ดเงินประมาณ 8 ล้านบาท และเม็ดเงินที่ใช้ในการสร้างโรงงานผลิตสินค้า ซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดลำปางประมาณ 20 ล้านบาท โดยโรงงานดังกล่าวจะใช้เป็นสถานที่ผลิตสินค้าทางการเกษตรอย่างเดียว ขณะที่สินค้ากลุ่มความงามนั้น จะเป็นการนำเข้าจากต่างประเทศ โดยสัดส่วนสินค้าของบริษัท 70% จะเป็นสินค้าทางการเกษตร และอีก 30% จะเป็นสินค้าอื่นๆ


โฟกัสปักษ์ใต้


นายปานวัฒน์ยังกล่าวต่อว่า ในส่วนของโซนภาคใต้ ยอมรับว่า ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก ทำให้บริษัทฯ ได้นำร่องเอาสินค้าไปยังภาคใต้มากกว่าภาคอื่นๆ เนื่องจากว่า ประชาชนส่วนใหญ่จะปลูกต้นไม้ยืนต้น โดยเฉพาะสวนปาล์ม ยางพารา และโดยส่วนตัวก็มีสวนปาล์ม ยางพารา กาแฟ ซึ่งจะทำลักษณะนักธุรกิจทำสวน โดยปีแรกเราตั้งเป้าสินค้าเกษตร 1 พันตัน ขณะเดียวกัน เรามีสมาชิกที่เป็นเจ้าของทางการเกษตรอยู่ในมือประมาณ 200 กว่าราย โดยนโยบายของบริษัทฯ จะมุ่งเชื้อเชิญเจ้าของสวนที่มีพื้นที่ตั้งแต่ 100 ไร่ขึ้นไปมาร่วมหุ้นส่วนกัน


ขณะที่ภาคอีสาน เราไปบึงกาฬและนครพนม โดยเราโฟกัสที่ยังสถานที่ที่มีสวนยางพารา อย่างเดียว ทั้งนี้ ในส่วนของเป้าหมายปีแรก บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 15 ล้านบาท แต่ในปีหน้าที่จะถึงนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 200 ล้านบาท เนื่องจากว่า ในปีนี้เป็นปีที่เราเพิ่งเริ่มต้นกับธุรกิจ และที่สำคัญ ระยะเวลาในการวางแผนงานนั้น เหลือเพียง 6 เดือนเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการกระจายสินค้าวัสดุเสริมดินนั้น โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ลงไปแล้วกว่า 600 ตัน คาดว่า สิ้นปีนี้ จะสามารถกระจายสินค้าได้เกิน 1 พันตันได้อย่างแน่นอน


จัดกิจกรรมสร้างแบรนด์


ด้านนายกฤษณะพล คังดงเค็ง ประธานกรรมการฝ่ายการจัดการ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในแง่กลยุทธ์ทางการตลาด ช่วงที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้มุ่งเน้นในเรื่องการสร้างแบรนด์ เพื่อสร้างการรับรู้และความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าผ่านกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ ที่จัดขึ้นร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเข้าร่วมงาน เดอะมอลล์ พฤกษาสยาม ครั้งที่ 14 ที่เดอะมอลล์ บางกะปิในช่วงต้นเดือน พ.ค. ที่ผ่านมาของทาง บริษัท เดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด


ล่าสุด ได้เข้าร่วมเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักงาน 7th Siam Paragon Bangkok Royal Orchid Paradise รักษ์กล้วยไม้ รักษ์แผ่นดิน เฉลิมพระเกียรติ 81 พรรษา บรมราชินีนาถ ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 6-12 มิ.ย. 56 ณ สยามพารากอนของทาง บริษัท สยามพารากอน ดีเวลลลอปเม้นท์ จำกัด ซึ่งกิจกรรมต่างๆ ที่ทางบริษัทฯ เข้าไปร่วมสนับสนุนร่วมกับองค์กรขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในระดับประเทศ นอกเหนือจากการสร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายแล้ว ปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ การนำร่องธุรกิจ เพื่อเปิดทางให้สมาชิกหรือผู้จำหน่ายอิสระ ที่เข้ามาร่วมงานกับทางบริษัทฯ เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและสามารถขยายตลาด ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ง่ายยิ่งขึ้น


"นโยบายหลักที่สำคัญอีกส่วนหนึ่งคือ บริษัทฯ จะพยายามสร้างอาวุธทางการตลาดให้กับสมาชิกหรือผู้จำหน่ายอิสระ สามารถทำงานได้ง่ายขึ้น เพื่อเข้าถึงกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ และสามารถสร้างเครือข่ายที่มีความมั่งคงและยั่งยืนได้ไม่ยาก โดยที่บริษัทฯ จะเป็นผู้นำร่องซัพพอร์ตสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น กิจกรรมส่งเสริมการขายด้านการตลาด, สื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์, กิจกรรมเพื่อสังคม, การสร้างโมเดลการเรียนรู้ธุรกิจในแต่ละพื้นที่ฯลฯ ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้จะถูกวางแผนการทำงานอย่างเป็นระบบผ่านฝ่ายสื่อสารองค์กรของทางบริษัทฯ ที่จะมีหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์องค์กร และสร้างกิจกรรมทางการตลาดใหม่ๆ ออกมาช่วยสมาชิกขับเคลื่อนธุรกิจให้ก้าวไปข้างหน้า"





Credit By :http://www.ryt9.com

ผ่าแนวคิด"วิจัย"ตั้ง "สำนักงาน"สู่เป้าหมายขายตรงยุคใหม่ ผ่านสมอง"พิศิษฐ์ แทนทิว" เลขาธิการสมาคม TDNA







Capture (Mobile)


ในเชิงปริมาณสามารถสะท้อนคุณภาพได้ชัดเจน และแทบไม่ต้องอธิบายให้มากความกับ "ผลงาน" ของสมาคม ที่ก่อตั้งมากว่า 20 ปี จากปริมาณคือ ธุรกิจขายตรงมีบริษัทได้รับอนุญาต ให้ประกอบกิจการเกือบ 900 บริษัทและที่ยังทำธุรกิจอยู่มีไม่ต่ำกว่า 450 บริษัท แต่มีบริษัทเพียง 50 แห่งเท่านั้น เข้าสังกัดเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงอื่นทั้ง 3 สมาคม


เมื่อนำปริมาณเพียง 50 บริษัทไปเชื่อมต่อ "คุณภาพ" ย่อมเข้าใจได้ทะลุว่า สมาคม ทั้ง 3 แห่ง ที่บางแห่งก่อตั้งมากว่า 20 ปี ไร้ผลงานแรงๆ ในระดับ "โดยรวม" จึงขาดพลังดึงดูดให้บริษัทขายตรงจำนวนมากเข้าร่วมเป็นสมาชิก


สิ่งนี้จึงทำให้เกิดสมาคมที่ 4 ขึ้น ชื่อ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" (TDNA) ซึ่งมี "พิศิษฐ์ แทนทิว" นั่งเป็นเลขาธิการสมาคมคนแรก


"พิศิษฐ์" บอกว่า เขาจะขับเคลื่อนสมาคมที่ 4 ด้วยเนื้องานที่อัดแน่นด้วยคุณภาพ ของสังคมขายตรง นั่นเท่ากับจะทำให้มีสมาชิกมากขึ้น


งานที่เป็นจุดขายของสมาคมน้องใหม่ในระยะเริ่มต้นคือ การผลักดันให้เกิดการแก้ไขกฎหมายจัดตั้ง "สำนักงานกำกับธุรกิจขายตรง" มาเป็นแกกลางการทำงานแทนที่งานระดับธุรการที่มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) แบกรับมานานกว่า 10 ปี


"พิศิษฐ์" ไม่ได้มีจุดเริ่มต้นชีวิตมาจากนักธุรกิจขายตรง แต่เขาผ่านประสบการณ์ จากงานข่าวขายตรงจนเป็นที่ยอมรับ แล้วได้เป็นบอร์ดขายตรงที่ สคบ. และมาเป็นมันสมองของสมาคม TDNA


เขาถ่ายทอดแนวคิดการผลักดันตั้ง "สำนักงานกำกับธุรกิจขายตรง" อย่างเป็นระบบลุ่มลึก ใน "สัมภาษณ์พิเศษ" ซึ่งมีรายละเอียดตามที่นำเสนอนี้


ก่อเกิดบนฐาน "ความแตกต่าง"


การตั้งสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เป็นสมาคมที่ 4 ขึ้น เพราะมีความ แตกต่างจาก 3 สมาคมที่มีอยู่แล้วคือ ทั้ง 3 สมาคมที่มีอยู่แล้วก่อตั้งและบริหารโดยคนขาย ตรงล้วนๆ แต่ผลงานที่ทำ "มันไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของวงการนี้ทั้งวงการ" ส่วนใหญ่เป็นการเกาะกลุ่มกันเพื่อให้ตัวเองมีสมาคม และใช้สมาคมในการประสานงานกับภาครัฐและสังคมเป็นหลัก แต่ไม่ใช่สมาคมที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและส่งเสริมสิ่งใหม่ๆที่สำคัญขึ้นมาในวงการขายตรง


สมาคมที่ 4 ที่ตั้งขึ้นมานี้ คำนึงถึงผู้ประกอบการทั้งหมด ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงคุยกันอยู่แค่ไม่กี่สิบบริษัท แล้วมีอะไรก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกันแค่ไม่กี่สิบบริษัท แต่สิ่งที่เราจะทำนั้น มันจะเป็นผลดีมหาศาลกับคนทุกคนในวงการขายตรงและระบบเศรษฐกิจของประเทศ


"มีคนถามเหมือนกันว่า มีสมาคมอยู่ 3 สมาคมแล้วจะตั้งอีกทำไม ผมจึงขอถามกลับ ไปว่า มีอยู่ 3 สมาคมแล้วทำอะไรกันอยู่บ้าง (เน้นเสียงและมีสีหน้าจริงจัง) ทำไมอีกหลายๆ อย่างคุณและเขาจึงไม่ทำกัน นี่คือสิ่งที่ผมต้องตั้งสมาคมที่ 4 ขึ้นมา เพราะภารกิจที่จะมาช่วยกันพัฒนาวงการขายตรงยังมีอีกเยอะมากเลย"


TDNA แตกต่างจาก 3 สมาคมนั้น มีอยู่มากมายเลย หนึ่งคนที่มาขับเคลื่อนมาก่อตั้ง มาวางแผนทำงานสมาคม โดยมีผมเป็นเลขาธิการสมาคม ทำหน้าที่เหมือน "เสนาธิการ" วางแผน วางยุทธศาสตร์ทั้งหมดว่า สมาคมจะเดินไปอย่างไร โดยมีพี่นิโรธ (นายนิโรธ เจริญประกอบ) เป็นนายกสมาคม ซึ่งมาจากข้าราชการที่เป็นนักกฎหมาย เคยกำกับดูแลกฎหมายขายตรงในฐานะเป็นเลขาธิการ สคบ. มาตั้งแต่แรกที่มี ก.ม.ขายตรงใหม่ๆ จนเกษียณ แล้วมาเป็นนายกสมาคม


"ผมโดยอาชีพการทำงานมา ไม่ใช่คนขายตรง แต่เติบโตมาจากคนทำหนังสือพิมพ์ มาทำข่าวเป็นคอลัมนิสต์ และมาเป็นบรรณาธิการข่าวที่ นสพ.สยามธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องขายตรงโดยเฉพาะ และเป็นคนแรกที่เจาะลึกข่าวในประเด็นสำคัญ ซึ่งไม่ใช่ข่าวประชาสัมพันธ์ รวมทั้งเขียนคอลัมน์ในเชิงตีแผ่สิ่งที่ดีและไม่ดีต่างๆ ในวงการขายตรง จนทำให้คนทั่วไปเข้าใจธุรกิจขายตรงอย่างชัดเจน"


"ความแตกต่างของสมาคมที่ 4 มีความชัดเจนคือ บุคลากรที่มาผลักดันและขับเคลื่อนสมาคมนั้นมาจากคนที่เข้าใจธุรกิจขายตรงหลายมิติ ไม่ได้เป็นคนที่มาในฐานะทำธุรกิจอย่างเดียว หรือคำนึงเฉพาะผลประโยชน์ แม้ในปัจจุบันผมจะมีฐานะเป็นผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ของบริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ และเหมือนเป็นคนทำธุรกิจขายตรง แต่แบ็กกราวด์ของผมมาจากมิติอื่น และเป็นมิติอื่นที่ผ่านความลุ่มลึกในเรื่องขายตรงมาทุกแง่มุม นี่คือสิ่งสำคัญ" (เน้นเสียง)


"ผมขอย้ำว่า นี่คือจุดสำคัญที่สมาคมอื่นไม่มีบุคลากรแบบนี้ ดังนั้น การขับเคลื่อนงานของสมาคมที่ออกมามันจึงแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับสมาคมอื่น และทำให้เราไม่เหมือนกับสมาคมอื่น เพราะเรามียุทธศาสตร์ชัดเจนในการทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจขายตรงและเกิดการเปลี่ยนแปลงในประเทศขึ้น"


ผลักดันตั้ง "สำนักงานขายตรง"


ผมมีวิธีสร้างสมาคม ผมมีความคิด มีแนวทางมาก่อนที่ยังไม่ได้ทำสมาคมด้วยซ้ำ เรามีพันธมิตรที่มาร่วมคือ สคบ. ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ และธุรกิจ มหาวิทยาลัย หอการค้าไทย ศูนย์อาเซียน ซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมการค้ากวางตุ้งภายใต้การกำกับของ รัฐบาลสาธารณรัฐประชาชนจีน


3 หน่วยงานนี้จะเข้ามาเกี่ยวข้องกับยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคม TDNA แล้ว รวมกับ นสพ.สยามธุรกิจ และสยามธุรกิจแชนแนล (สถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม) ที่เป็นผู้สนับสนุน โดยมียุทธศาสตร์สำคัญ 2 ด้านคือ "แก้กฎหมายและทำวิจัยธุรกิจขายตรง" มาเป็นแนวทางขับเคลื่อนให้สมาคมเป็นสมาคมหลัก เป็นสมาคมใหญ่สุดของธุรกิจขายตรง และเป็นสมาคมที่จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าของวงการขายตรงไทยภายใต้แนวคิด "รวมพลังสร้างขายตรงยุคใหม่" นี้คือยุทธศาสตร์สำคัญของสมาคมที่ต้องการเดินไปข้างหน้า


ยุทธศาสตร์การสร้างขายตรงยุคใหม่ คือ การเปลี่ยนโฉมหน้าของธุรกิจขายตรงคือ การเสนอแก้กฎหมายในหลายมาตรา ที่สำคัญคือ การเสนอให้ตั้ง "สำนักงาน" กำกับดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นมาเฉพาะ ในปัจจุบันนี้การกำกับดูแลธุรกิจขายตรงขึ้นอยู่กับ สคบ.ที่มีกำลังเจ้าหน้าที่เพียง 6 คนที่มาดูแลขายตรง แต่ สคบ.ทั้งสำนักงานมีงบประมาณมาดูแลคนทั้งประเทศ 65 ล้าน คน เพียง 200 ล้านบาทเศษๆ โดยในจำนวนนี้งบประมาณส่วนหนึ่งต้องแบ่งให้เจ้าหน้าที่ 6 คนมาดูแล กำกับธุรกิจขายตรง


ถามว่า ธุรกิจขายตรงมูลค่าตลาดนับแสนล้านบาท เกี่ยวข้องกับคนทั้งประเทศต้องใช้คนเพียงเท่านี้ดูแลพอหรือไม่ (เน้นเสียง) แน่นอนมันไม่พอ ดังนั้น เป้าหมายของเราคือ เราต้องผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายแล้วตั้ง "สำนักงาน" ให้ได้ การไปเสนอรัฐบาลให้ตั้งสำนักงานไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และจะให้เกิดได้รวดเร็วทันทีได้


"สำนักงานกำกับธุรกิจขายตรง" จะเกิดประโยชน์และส่งเสริมธุรกิจได้ เพราะจะมีกำลังเจ้าหน้าที่มากขึ้นเพื่อคอยดูแล กำกับให้ความรู้กับธุรกิจขายตรงอย่างเป็นระบบ รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งความรู้ต่อสังคมและผู้ประกอบการได้อยู่ภายใต้กรอบ ก.ม.อย่างมีมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่มีมาตรฐานเฉพาะบริษัทใหญ่ที่มียอดขายมากๆ แต่บริษัทเล็กกลับไม่ได้รับการดูแล สนับสนุน ส่งเสริมให้มีการทำงานที่มีประสิทธิภาพขึ้น มีมาตรฐานและเป็นประโยชน์กับชาวบ้านจริงๆ


สิ่งสำคัญเหล่านี้ เมื่อตั้งสำนักงานขึ้น มาดูแลเฉพาะจะทำให้เจ้าหน้าที่มากขึ้นมาดูแลธุรกิจขายตรงอย่างทั่วถึง เพราะปัจจุบันการทำงานของเจ้าหน้าที่ไม่สอดคล้องกับงาน มีเพียง 6 คน แค่รับเรื่องการจดทะเบียน สคบ.ก็ล้นมือ ดังนั้น การตรวจสอบผู้ประกอบการด้านต่างๆ จึงเป็นไปอย่างไม่มีประสิทธิภาพ


เมื่อไม่มีสำนักงานเฉพาะจึงเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดช่องว่างให้เกิดผู้ประกอบการมาแอบแฝงดำเนินธุรกิจแชร์ลูกโซ่ จนทำ ให้ธุรกิจขายตรงโดยรวมเสื่อมเสีย นอกจาก นี้ ถ้าเจ้าหน้าที่น้อยยังมีผลกระทบต่อการจัด มาตรฐานให้ผู้ประกอบการได้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งสามารถสนองต่อประชาชนเข้ามาตรวจสอบมาตรฐานของบริษัทต่างๆ ได้


"แต่ทุกวันนี้เจ้าหน้าที่ดูแลไม่ทัน แค่ตรวจเอกสารอย่างเดียวก็ทำงานไม่ทันแล้ว ดังนั้นการจะไปกำกับ ดูแล ส่งเสริม เลิกพูด เลย เงินก็ไม่มี คนก็ไม่มี มันทำอะไรก็ไม่ได้ ทำได้แต่เพียงว่า ปล่อยให้ทำธุรกิจกันไป ถ้า มีการร้องเรียนกันมา มีเวลาก็ไปดูอะไรประมาณนี้ มันเหมือนว่า ทำไปตามมีตามเกิดนะ"


"อย่าลืมนะครับ ธุรกิจขายตรงมูลค่า ตลาดแสนล้านบาทนั้น เรากำลังให้มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยสำรวจทั้งหมด เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การแก้กฎหมายในอนาคต ในทุกวันนี้มูลค่าตลาดของธุรกิจขายตรงยังไม่มีข้อมูลที่เกิดจากการรวบรวมให้ชัดเจน"


ด้วยเหตุนี้ สมาคมจึงต้องลงมาจับเรื่องการวิจัย และใช้งบประมาณจ้างศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย 2.6 ล้านบาท มาทำวิจัยเรื่องขายตรงโดยเฉพาะ และใช้งบประมาณมากที่สุด ใหญ่ที่สุดของวงการขายตรงให้ครอบคลุมทั้งหมดทุกมิติ


คำถามคือ ทำไมต้องไปทำงานวิจัย เพราะว่าการผลักดันให้ตั้งสำนักงานนั้นต้องผ่านการแก้กฎหมายของคณะรัฐมนตรี ของสภา หากไม่เข้าใจจะทำให้ล้มเหลวได้ เพราะมองไม่เห็นความสำคัญของสำนักงานที่จะตั้งที่จะมีประโยชน์ต่อการช่วยระบบเศรษฐกิจของประเทศอย่างไร ดังนั้น งานวิจัยที่จัดทำขึ้นจะช่วยให้เข้าใจระบบธุรกิจขายตรง มองเห็นความสำคัญชัดเจน นี่คือการบ้านข้อใหญ่ของเราที่สมาคมกำลังทำเพื่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจขายตรงและสังคมส่วนใหญ่ เพราะขายตรงมูลค่าตลาดแสนล้านบาท มันช่วยให้หนุนระบบเศรษฐกิจ ของประเทศได้ สมมติว่า หยุดตลาดขายตรงไปเลย มูลค่าหายไปเป็นแสนล้าน คนอีกเป็นหมื่นเป็นแสนครอบครัวไม่มีเงินเลย มันเกิด อะไรขึ้น คนตกงานมหาศาล รัฐบาลต้องเข้า มารับรองคนเหล่านี้ นี่จึงต้องแก้ ก.ม.เพื่อ ตั้งสำนักงานขึ้น


การไปแก้กฎหมายและเสนอตั้งสำนักงาน ถ้าไม่มีข้อมูลประกอบที่รอบด้าน ชัดเจน ถูกต้อง ตรงไปตรงมาแล้ว การไปผลักดันให้เกิดการแก้กฎหมายของสภา หรือ ผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ก็จะไม่เป็นผล สิ่งนี้เป็นเหตุผลหลักที่ต้องมีการทำวิจัย แล้วนำเสนอ งานวิจัยต่อผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด ตั้งแต่นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. วุฒิสมาชิก เพื่อผลักดันให้เกิด


การเสนอแก้กฎหมายไม่ใช่ทำตามขั้นตอนด้วยการจัดร่างกฎหมายเสนอ สคบ. เสนอ ครม.ให้พิจารณาแล้วเข้าสภา มันไม่ใช่ เพราะนั่นเป็นการพูดแบบรู้จริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และไม่มีข้อมูลสนับสนุน แต่เรากำลังทำทั้งกระบวนการ


"ถามว่าสิ่งเหล่านี้ คือ การทำทั้งกระบวนการเพื่อผลักดันให้ตั้งสำนักงานอย่างจริงจังนั้น เคยมีใครทำหรือไม่ ไม่เคย ถามว่าเคยมีคนพูดหรือไม่ว่าอยากได้สำนักงาน เคยมีแต่ไม่มีใครทำ และยุทธศาสตร์ในการทำก็ไม่เคยมี แต่สิ่งที่สมาคม TDNA ที่ผมกำลังวางแผนทำอยู่นี้ มันจะไป เป็นกระบวนการ ดังนั้น การเกิดของสมาคม นี้ จะไม่มีเหมือนสมาคมอื่นๆ ที่มีมาแล้วแน่นอน"


ด้วยวิธีการนี้จะทำให้ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ไม่สามารถแอบแฝงในธุรกิจขายตรงนี้ ขายตรงจะมีศักดิ์ศรีขึ้น มีการยอมรับมากขึ้น มีมาตรฐานจริงๆ นี่เป็นการสร้างขายตรงยุคใหม่ แบบพลิกโฉมหน้าครั้งใหญ่และครั้งสำคัญ





Credit By :http://www.siamturakij.com

"บริษัท" เป็นแพะรับบาปตลอด







Image (Mobile)


กฎหมายขายตรงดูจะเป็นกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคเพียง มิติเดียว หลังจากที่ผ่านมา "คอลัมน์ แก้กฎหมายส่งเสริมขายตรงไทย" ได้ฉายความคิดเห็นของคนในวงการหลายต่อหลายคนที่พยายามชี้ให้เห็นว่า บริษัทขายตรง หรือผู้ประกอบการ ดูจะกลายเป็น แพะรับบาปโดยตลอด เพราะความผิดในบางครั้งก็ไม่ได้มาจากผู้ประกอบการ แต่เป็นเพราะนักธุรกิจ ซึ่งกลายเป็นว่ากฎหมายไม่หนุนผู้ประกอบการ แต่กลับอุ้มชูเพียงผู้บริโภค


โดยสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายขายตรงไทยว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลธุรกิจขาย ตรงให้มากกว่านี้ เนื่องจากตอนนี้ธุรกิจขายตรงมีหลายบริษัทที่ดำเนิน ธุรกิจนี้เป็นอยู่ โดยหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาอย่าง สคบ. ถือเป็นเรื่อง ดีที่เข้ามาช่วย แต่หากมองที่จำนวน กำลังคนของ สคบ.ที่คอยสอดส่องดูแลธุรกิจขายตรงอยู่ ดูจะน้อยเกิน ไปที่จะมาควบคุมกลุ่มบริษัทขายตรงที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก


"ผมมองว่า ภาครัฐยังไม่เข้าใจเรื่องของธุรกิจขายตรง ทำให้ ไม่สามารถจัดการช่วยเหลือผู้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจนี้ได้อย่างสอดคล้อง เวลามีปัญหาขึ้นมา ส่วนใหญ่กฎหมายจะคุ้มครองแต่ ผู้บริโภค แต่คนที่โดนเต็มๆ ก็คือ ผู้ประกอบการ เลยอยากให้มีการ ปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงที่มี ตั้งแต่ปี 2545 คือตั้ง 11 ปีแล้ว โดยน่าจะปรับให้เข้ายุคสมัยจะดีที่สุด เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนา ไปไกลมากแล้ว ทำให้มีช่องทางที่กลุ่มไม่หวังดีจะเข้ามาเอาเปรียบคน ที่ตกเป็นเหยื่อได้"


ธุรกิจขายตรงเป็นอาชีพที่ยังมีหลายคนมองว่า หลอกลวง หลอก เอาเงิน ทำให้มีประชาชนที่ต่อต้านธุรกิจนี้เป็นจำนวนมาก แต่หากมอง เรื่องของมูลค่าธุรกิจขายตรงสามารถ สร้างรายได้เป็นแสนล้านในแต่ละปี และยังเป็นการรองรับผู้ที่ไม่มีงานทำ รวมถึงยังเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้ผู้คนอีกด้วย


โดยส่วนนี้ มองแล้วมีแต่ข้อดี ทั้งนั้น และยังสามารถทำให้คนจนกลายเป็นคนรวยได้ด้วย อยากให้ ภาครัฐลองศึกษาธุรกิจนี้อย่างละเอียดและทำความเข้าใจมากกว่านี้


ประธานกรรมการบริหาร "ปูแดง 168" กล่าวต่ออีกว่า หากมีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงจังขึ้นมา อย่าง "กรมขายตรง" ตนว่า จะดีมากเลย เพราะหากมี "กรม" มาสนับสนุน เวลาที่มีผู้ที่ถูกเอาเปรียบจะได้มีที่ไปร้องเรียน และหน่วยงานนี้จะตอบปัญหาได้ทุกเรื่อง อีกอย่างผู้ประกอบการจะได้พึ่งพิงได้ เพราะบางครั้งปัญหาแชร์ลูกโซ่ก็เกิดมาจากสมาชิกที่ร่วม ธุรกิจนั่นแหละ ทำให้ภาพลักษณ์ของขายตรงเสียหาย ผู้ประกอบการอาจต้องเป็นแพะรับบาปทุกครั้ง เพราะต้องรับผิดชอบต่อสมาชิก ที่เสียหาย ส่วนคนที่ทำผิดกลับลอยนวลแบบนี้ไม่ค่อยยุติธรรม


"น่าจะมีการจัดสัมมนาหรือระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้นำ หรือผู้ที่คร่ำหวอดในวงการขายตรง มาร่วมประชุมทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นปัญหาก็จะมีต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ เพราะหากมีการรวมตัวหาทางออก เชื่อว่า ผู้ที่ทำธุรกิจขายตรง คงจะติดตามและรอฟังคำตอบว่าจะเป็นไปในทิศทางใดแน่นอน"





Credit By :http://www.siamturakij.com

ข่าว อาเจล (Agel) : "อาเจล" ปั้นตลาดสายกีฬาส่งสินค้าหนุน "กกท." ดันเป้า 500 ล้าน







385337_520483294654565_791084747_n (Mobile)


"อาเจล" หนุนการกีฬาแห่งประเทศไทย ส่งผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ของบริษัทให้นักกีฬา เน้นไปที่เยาวชน ในโครงการ "สปอร์ตฮีโร่" สานฝันเด็ก ไทยสู่ทีมชาติ พร้อมยอมรับปัญหาแม่ทีมย้ายค่ายยังมีในค่าย ฉุดยอดขายปี 55 รายรับปีก่อนปิดที่ 450 ล้านบาท ส่วนปี 56 วางกลยุทธ์หลักจัดโรดโชว์อวดแบรนด์ดันเป้า 500 ล้านบาท


นายวสันต์ ลิขิตเสถียร รอง-ประธานกรรมการอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า การดำเนินธุรกิจเมื่อ ปี 2556 ที่ผ่านมาบริษัทได้เจอปัญหามาก มาย โดยเฉพาะเรื่องของ "แม่ทีม" ที่ชอบย้ายค่ายไปที่อื่น ทำให้ ส่งผลกระทบต่อบริษัทเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังผ่านอุปสรรคเหล่านั้นมาได้ และ หากเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ บริษัทยังถือว่ามีการเติบโต 42% ส่วนยอดขายอยู่ที่ 450 ล้านบาท แต่หากเทียบสาขาที่เปิดในประเทศอื่นๆ ไม่ว่าจะ เป็นมาเลเซีย, สิงคโปร์, ไต้หวัน และพม่า มีการเติบโต 15% ทำยอดขายรวม ได้ 1,000 ล้านบาท


"ตอนนี้บริษัทได้ดำเนินธุรกิจในประเทศ ไทยเข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว และได้จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปี ไปเมื่อช่วงเดือน พ.ย.เมื่อปีที่ผ่านมา ถือว่าภาพรวมในเมืองไทยนั้น ยัง อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ แม้ว่าจะเจอปัญหาเรื่อง แม่ทีมย้ายค่ายบ่อยก็ตาม แต่บริษัทแสดงให้เห็นถึงความมั่นคง และยืนหยัดที่จะเดินหน้าต่อไป ซึ่งถือเป็นการแสดงความเชื่อมั่น ให้กับสมาชิกทุกคนด้วย"


รองประธานกรรมการอาวุโส "อาเจล" เผยต่อว่า บริษัทได้พยายามออกไปทำโรดโชว์ทั่วประเทศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้รู้จักภาพลักษณ์บริษัทมากขึ้น โดยไปทัวร์กันทั้ง 4 ภาค เลย และตอนนี้ได้พยายามให้แม่ทีมกระจาย ออกไปทำงานให้ครอบคลุมไปทุกพื้นที่ของประเทศ ส่วนสำนักงานนั้นมีอยู่ 4 แห่ง คือ กรุงเทพมหานคร, เชียงใหม่, หาดใหญ่ และ พัทยา ซึ่งตอนนี้กำลังเล็งที่จะเปิดสำนักงาน เพิ่มเติมอีก แต่ต้องดูความพร้อมของแม่ทีม ด้วย


"ในการดำเนินธุรกิจของเรานั้น บริษัทใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ และที่นี่ มีการจ่ายผลตอบแทนที่ชัดเจนตรงไปตรงมา หากสมาชิกมีความสามารถมาก บริษัทก็พร้อมจะจ่ายแน่นอน แต่หลักๆ องค์กรของ เราจะขยายออกไปได้ จะต้องได้รับความร่วมมือร่วมใจ และมีความรักสามัคคีกัน"


สำหรับเป้าหมายในสิ้นปีนี้ คุณวสันต์ ได้กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าจะต้องมีการเติบโตขึ้นไปอีก 15% ซึ่งยอดขายต้องแตะที่ 500 ล้านบาทให้ได้ ส่วนสมาชิกที่มีอยู่ 230,000 รหัส ก็จะตั้งเป้าจะขยับตัวเลขไปให้ถึง 250,000 รหัสให้ได้ ส่วนในช่วงเดือน ก.ค. ที่จะถึงนี้ บริษัทเตรียมจะจัดงานใหญ่ "อาเจล เวิร์ค มิล เอเชีย" เพื่อให้สมาชิกได้เตรียมพร้อมกับการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและให้ความรู้การทำธุรกิจ อย่างถูกต้อง


ขณะที่เรื่องของผลติภัณฑ์ก็ได้รับการรับรองจาก อย. เรียบร้อย และยังมีสินค้าชูโรงอย่าง Exo กับ Umt ที่กำลังมาแรงในตลาดมาก เพราะจะช่วยลดน้ำตาลในเลือดที่สูง และต้านมะเร็ง ซึ่งจุดแข็งอีกอย่างคือ ผลิตภัณฑ์อาเจลจะเป็นลักษณะที่นักบินอวกาศใช้รับประทาน กัน นอกจากนี้ บ.อาเจล ได้จับมือกับการ กีฬาแห่งประเทศไทย หรือ กกท. โดยได้นำผลิตภัณฑ์ของบริษัทเข้าไปใช้ในนักกีฬาโครงการ "สปอร์ตฮีโร่" อย่างเป็นทางการ เพื่อให้นักกีฬาใช้รับประทาน ก่อนแข่งขันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และเป็นการเสริมสร้างเยาวชนให้ สุขภาพแข็งแรง


ทั้งนี้ การเตรียมความพร้อมในการ รวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี นั้น ตอนนี้ได้เข้าไปเจาะตลาดตาม ตะเข็บชายแดนพอสมควรแล้ว รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ลาว พม่า กัมพูชา และเวียดนาม โดยยังเข้าไปทำตลาดในประเทศจีน เพราะมีเครือข่ายของบริษัท อยู่ที่นั่น แต่ยังไม่ได้เปิดเป็นทางการ กำลังขยายตลาดและอยู่ในช่วงกำลังศึกษา ข้อกฎหมายให้ละเอียดก่อน




Credit By :http://www.siamturakij.com