ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวรมิตา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวรมิตา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

‘รมิตา’เดินเครื่องเครือข่ายอาเซียน ลดเป้าสิ้นปี เหตุปัจจัยลบพ่นพิษรอบด้าน







Capture (Mobile)

 


“รมิตา” เผยธุรกิจ 6 ปีที่ผันผ่าน เจอทั้งวิกฤติและโอกาส...หลังปูพรมสาขาเพิ่ม แบรนด์เริ่มติดหู...บอสใหญ่ “ใจกล้า” คุยหลังเจาะตลาดเพื่อนบ้าน โอกาส & อุปสรรค เดินเคียงคู่ แต่ยังเดินหน้าขยายเครือข่ายอาเซียนเต็มประตู...เชื่อมั่นปีหน้าหากเศรษฐกิจไทยและเทศในภาพรวมดี จะเหวี่ยงธุรกิจขายตรงดีตามอีกครั้ง...แย้มเป้าสิ้นปีขอแตะ 200 ล้าน


นายใจกล้า กาดำดวน รองประธานกรรมการ บริษัท รมิตา เฮลธ์แอนด์บิวตี้ จำกัด เผยว่า ตลอดระยะเวลา 6 ปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่า ธุรกิจ “รมิตา” เจอทั้งอุปสรรคและปัญหาในการทำธุรกิจต่าง ๆ มากมาย แต่ก็ยังสามารถดำเนินธุรกิจมาได้ ซึ่งในปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นปีที่ “รมิตา” มีการขยายสาขามากขึ้น จนทำให้หลายคนเริ่มรู้จักแบรนด์ “รมิตา” ล่าสุด ได้มีการขยายสาขาเพิ่มเป็น 20 สาขาด้วยกัน


“การเปิดสาขาของ “รมิตา” นับจากนี้ ตั้งเป้าไว้ว่า จะต้องมีสาขาเกิดขึ้นอย่างน้อยประมาณ 3 - 5 สาขาต่อปี ขณะนี้ได้มีการพิจารณาที่จะเปิดสาขาเพิ่มอยู่เช่นเดียวกัน โดยพื้นที่สำคัญที่น่าสนใจในการขยายธุรกิจ นั่นก็คือ อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก เพราะพื้นที่ดังกล่าวถือเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่สามารถเชื่อมต่อกับประเทศพม่าได้ โดยคาดว่าช่วงต้นปีหน้า น่าที่จะเปิดสาขาที่นั่นอย่างแน่นอน”


ประเทศพม่า ถือเป็นประเทศที่เพิ่งจะเปิดโซนนิ่งในการทำธุรกิจใหม่ จึงกลายเป็นประเทศที่น่าสนใจจากมุมมองของนักธุรกิจทั่วโลก ที่สำคัญคนพม่าเป็นคนที่มีเงิน แต่ยังไม่รู้ว่าจะนำเงินไปลงทุนทางด้านไหนบ้าง ซึ่งหลังจากที่ “รมิตา” ได้นำธุรกิจเข้าไปที่พม่า พบว่าคนพม่าค่อนข้างให้ความสนใจในธุรกิจ รมิตา กันพอสมควร และผลจากการสำรวจตลาดขายตรงในประเทศพม่า ธุรกิจขายตรงไทยยังมีไม่กี่บริษัทเท่านั้น ที่เข้าไปดำเนินการและโดยส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทต่างประเทศเท่านั้นที่เข้าไปลงทุน เหตุผลสำคัญที่ธุรกิจขายตรงในพม่าไม่น่าสนใจ อาจเป็นเพราะเรื่องของวัฒนธรรมของธุรกิจขายตรง ที่ยังไม่สามารถสอดรับกับคนพม่าเท่าที่ควร


ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ “รมิตา” ได้ปรับแนวทางของธุรกิจใหม่ เพื่อให้เข้ากับคนพม่า ไม่ว่าจะเป็นเงื่อนไขในการจ่ายค่าคอมมิชชั่น เงื่อนไขเอกสารการสมัคร ที่จะทำให้คนพม่าสามารถทำธุรกิจของ รมิตา ได้สะดวกยิ่งขึ้น เพราะคนพม่าบางคนจะไม่มีเอกสารบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน จึงแก้ปัญหาเหล่านี้ด้วยการถ่ายรูปและสแกนลายนิ้วมือแทน เพื่อให้ยืนยันว่า เป็นตัวจริงที่เข้ามาสมัครเป็นสมาชิก ส่งผลให้เริ่มมีสมาชิกเข้ามาสู่ธุรกิจ รมิตา มากขึ้น


หลังจาก รมิตา อุ่นเครื่องในประเทศพม่าเป็นที่เรียบร้อย ก้าวต่อไป “รมิตา” มีแผนที่จะบุกตลาดประเทศเพื่อนบ้านให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นประเทศลาว กัมพูชา และเวียดนาม ส่วนเป้าหมายในประเทศลำดับต่อไป ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการดำเนินการขอจดทะเบียนอยู่ ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงต้นปีหน้า นั่นก็คือ ประเทศมาเลเซีย


สำหรับประเทศมาเลเซียนั้น ทางบริษัทฯ จะเร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เนื่องจากเป็นตลาดที่สำคัญที่มีพี่น้องมุสลิม ซึ่งถือเป็นตลาดเป้าหมายที่ รมิตา ต้องการจะใช้ฐานพี่น้องมุสลิมตรงนี้ ไปต่อยอดขยายธุรกิจต่อไปยังประเทศอินโดนีเซียและบรูไนในลำดับต่อไป


ทั้งนี้หากเปรียบเทียบสถานการณ์ในแต่ละประเทศสำหรับธุรกิจขายตรงแล้ว อาจวิเคราะห์ได้ว่า ประเทศลาว เป็นประเทศที่ได้รับความน่าสนใจมากที่สุด เนื่องจากประเทศลาวการสื่อสารค่อนข้างเข้าใจง่าย และการเดินทางสะดวกสบาย อีกทั้งคนลาวส่วนใหญ่รู้จักธุรกิจขายตรงของไทยค่อนข้างเยอะพอสมควร ส่งผลให้ตลาดมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เพราะมีหลายบริษัทในไทยเปิดตัวกันอย่างมากมาย ซึ่งมาทั้งในรูปแบบที่ถูกกฎหมายและไม่ถูกกฎหมาย แต่ก็เชื่อเหลือเกินว่า หากบริษัทไหนที่สามารถยืนหยัดอยู่ได้ในปี 2557 ตลาดประเทศเพื่อนบ้านก็น่าจะมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดแน่นอน


“วันนี้ กำลังซื้อของลาวค่อนข้างดีมาก เหตุผลอาจเป็นเพราะคนที่ทำธุรกิจกับ รมิตา ส่วนใหญ่ พบว่าจะเป็นชนชั้นกลางขึ้นไป อาทิ กลุ่มพ่อค้า กลุ่มคนวัยทำงาน ซึ่งหากเรามีโปรโมชั่นที่ดี มีของแจกของแถม ยิ่งทำให้เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อมากขึ้นด้วยเช่นกัน”


ส่วนในประเทศเวียดนาม ผลจากการวิเคราะห์ พบว่า เวียดนามนั้นมีโอกาสที่จะเติบโตมากกว่าประเทศลาว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศเวียดนามค่อนข้างดีกว่าลาว จากการสำรวจยังพบอีกว่า คนเวียดนามมีความขยันมากกว่าคนลาวถึง 7 เท่า มีความตั้งใจในการทำงานและมีความมุ่งมั่น จึงทำให้ รมิตา เชื่อมั่นว่า ไม่เกิน 2 ปีนับจากนี้ เวียดนามจะเป็นประเทศที่ รมิตา น่าจะเขย่าตลาดได้อย่างเมามันและมีอัตราการเติบโตที่มากกว่าประเทศลาวอย่างแน่นอน


...หากถามว่าทำไม “รมิตา” สามารถตีตลาดในประเทศเพื่อนบ้านได้ “ใจกล้า” ให้คำตอบอย่างมั่นใจว่า ประการแรก อาจเป็นเพราะความมุ่งมั่นในการทำธุรกิจของทีมผู้บริหารที่มีนโยบายที่ชัดเจน ในด้านการบุกตลาดที่ประเทศลาวอย่างจริงจัง รวมถึงมีทีมงานที่เข้ามาทำอย่างจริงจัง ประการที่สอง ความตั้งใจของสมาชิกที่เข้ามาร่วมธุรกิจที่ต้องการประสบความสำเร็จจริง ๆ ประการที่สาม ในเรื่องของสินค้าที่สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและสมาชิกได้ทั้งในเรื่องของคุณภาพและราคา


ปัจจุบันสินค้าที่เป็นตัวหลักของ “รมิตา” ยังคงเป็นกาแฟมะรุม ชามะรุม น้ำดำมะรุม และมีแผนที่จะนำสินค้าใหม่เข้ามาเสริมทัพอีก ในกลุ่มของเครื่องสำอางจากประเทศไต้หวัน ซึ่งขณะนี้ได้มีการนำเข้ามาแล้ว 1 รายการ และกำลังอยู่ในช่วงทดสอบอีก 4 - 5 รายการด้วยกัน ในกลุ่มสินค้าที่เกี่ยวกับสปา คาดว่าภายในต้นปีหน้าจะมีสินค้าใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มเติม โดยอาจจะมีทั้งสินค้าในไทยและต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบัน รมิตา มีสินค้าอยู่ทั้งสิ้น 5 กลุ่ม 65 รายการด้วยกัน


“ใจกล้า” กล่าวทิ้งท้ายว่า ยอดขายโดยรวมของ รมิตา สิ้นปีนี้ เชื่อว่า ตัวเลขน่าที่จะยังไม่เป็นไปตามเป้าเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย รวมถึงกระแสขายตรงที่ออกมาในเชิงลบ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ยอดขายของ รมิตา ได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน โดยคาดว่ายอดขายสิ้นปีนี้ น่าที่จะอยู่ที่ประมาณ 200 กว่าล้านบาทเช่นกัน


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"รมิตา" เกาะกระแส AEC เล็งหาช่องปักธง "พม่า-มาเลย์"







602267_495978117175853_1930029660_n (Mobile)

 


"รมิตา" อวดความพร้อมลุยปักธงประเทศอาเซียน ชี้ขยายไปแล้ว 2 ประเทศ คือ ลาว และกัมพูชา พร้อมเผยเตรียมเดินหน้าเจาะตลาดพม่า มั่นใจเมืองหม่องทำเลทองของคนขายตรง วางระบบรหัสเดียวสร้างเครือข่ายได้ทั่วโลก ฟุ้งตั้งเป้ายอดขายสิ้นปี 56 ฝันโกย 500 ล้านบาท


นายใจกล้า กาดำดวน รองประธาน บริษัท รมิตา เฮลธ์แอนด์บิวตี้ จำกัด ได้กล่าวว่า บริษัทได้มีการเตรียมความพร้อมในการก้าวสู่ความเป็นผู้นำด้านธุรกิจเครือข่ายเอาไว้ โดยในเบื้องต้นได้มีการศึกษาตลาดและเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการขยายตัวของตลาดเอาไว้ทุกด้าน โดยอีกไม่นานการเปิดตลาด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะเริ่มขึ้นในปี 2558


ก่อนหน้านี้บริษัทได้ออกไปเจาะตลาด 2 ประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง สปป.ลาว และกัมพูชา ซึ่งได้รับการตอบรับดีมาก อาทิ สปป.ลาว มีสมาชิกที่ประสบความสำเร็จมีรายได้กันเป็นจำนวนมาก ส่งให้ยอด ขายในประเทศดังกล่าวเติบโตแบบก้าวกระโดด และตอนนี้ได้ขยาย เข้าไปเปิดสาขาที่ลาว และเวียดนาม โดยประเทศไทยบริษัทได้เปิด ไปแล้ว 20 สาขา รองลงมา ลาว 11 สาขา และเวียดนาม 2 สาขา ส่วนที่พม่าและมาเลเซีย กำลังมีการเจรจาเพื่อจะเปิดสาขาให้ได้ ต่อไป


ใจกล้า กล่าวต่อว่า การทำตลาดต่างประเทศในแถบอาเซียน พบว่า ประเทศ พม่ามีโอกาสในการเติบโตมากที่สุด นั่นเพราะมีเหตุและปัจจัยเอื้ออำนวยมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความต้องการของคนพม่าที่อยาก เปิดโลกทัศน์ของตนเองให้ทันยุคสมัย พร้อมทั้งวิธีการต่างๆ ที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้าไป ทำธุรกิจในประเทศ ช่วยกันกระตุ้นให้มีการ บริโภคตลอดทั้งปีต่อเนื่อง


"พม่า คือทำเลทองของคนขายตรงเลยก็ว่าได้ อย่าง รมิตา เองได้เตรียมความ พร้อมต่างๆ แล้ว ก็รุกที่พม่าเป็นเป้าหมายหลักในปีนี้ โดยบริษัทมีลูกค้าที่มาจากอิน-เตอร์เน็ตเป็นหลัก แน่นอนว่ามีผู้นำเข้าไปทำ ตลาดและทั้งนี้บริษัทต้องทำทุกอย่างตามกฎระเบียบของประเทศที่กำหนดไว้"


บริษัทได้วางยุทธศาสตร์ที่จะเปิดสาขา ในภูมิภาคอาเซียนให้สำเร็จออกไปในระยะยาว แต่ทั้งนี้ก็ต้องมีความพร้อมอย่างยิ่งในด้านของเงินทุนที่ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันนี้ ประเทศต่างมีความเข้มงวดมากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ถือเป็นโอกาสของบริษัทไทยที่จะเข้า ไปตลาดอาเซียนมากขึ้น อย่างเมื่อเร็วๆ นี้ได้เข้าไปดูงานที่บริษัทในประเทศมาเลเซีย ซึ่งที่นั่นมีผู้คนที่อยู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้เยอะมาก ได้เข้าทำธุรกิจกับ บ.รมิตา อาจเป็นเพราะบริษัทเริ่มมีสิ่งที่ตอบโจทย์ทุกอย่างได้มากขึ้น


อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ทุกประเทศในแถบอาเซียน จะต้องทำยอดให้ได้ถึง 500 ล้านบาท โดยสมาชิกในปัจจุบันมี 2 แสนรหัส และได้ใช้แผนการตลาดแบบ one world one code เพื่อให้ทุกท่านสามารถทำธุรกิจให้สามารถประสบ ความสำเร็จอย่างเท่าเทียมกัน


ขณะเดียวกันบริษัทยังสนับสนุนให้มีการจัดประชุมให้กับผู้นำตามพื้นที่ต่างๆ โดย บริษัทมีการให้ยืมสินค้าออกไปก่อน เพื่อให้สมาชิกทำงานง่ายขึ้น รวมถึงการจัดโปรโมชั่น พิเศษให้กับผู้นำ นอกจากนี้ เรายังได้เปิดตัว สินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วย กระตุ้นยอดขาย ซึ่งในปีนี้บริษัทได้มีการเปิด ตัวสินค้าใหม่เพิ่มอีกหลายรายการ เช่น กลุ่ม ผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งเป็นอาหารเสริม พืชชนิดน้ำสูตรนาโน, น้ำหอมสำหรับผู้ชาย และผู้หญิงและอีกกลุ่มเป็นกลุ่มอาหารเสริม ที่เป็นไบโอเทคโนโลยี ซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี


อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับธุรกิจขายตรงในประเทศไทยสำหรับ ปีนี้นั้น คงเป็นเรื่องของธุรกิจแชร์ลูกโซ่หรือ มันนี่เกมที่ปัจจุบันมักจะมีอะไรแปลกๆ ออก มาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีผู้บริโภคบางคนยัง แยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคือธุรกิจขายตรง หรือมันนี่เกม ดังนั้น อยากให้ภาครัฐเข้ามา ดูแล และเร่งปราบปรามบริษัทหลอกลวงเหล่านี้ให้หมดไป เพราะหากปล่อยนานเกิน ไปอาจจะส่งผลกระทบกับภาพรวมธุรกิจขายตรงได้








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

รมิตา เสือซุ่มเร่งปูพรมบุกตลาดไทย-ตปท. ขนสินค้าใหม่ลงกระทุ้งยอดสิ้นปีทะลุ500ล.









นายใหญ่ รมิตา เผยหมัดเด็ดปี56 สั่งเร่งปูพรมขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ หลังปลื้มแผนยึดตลาดประเทศเพื่อนบ้านประสบความสำเร็จ ดันยอดปี55 ทะลุเป้า 220 ล้านบาท มั่นใจสิ้นปี56 ทะลัก 500 ล้านบาท หลังส่งซิกเตรียมยึดพม่า-เวียดนาม-มาเลเซีย พร้อมจ่อขนสินค้าใหม่ออกมากระตุ้นยอดขาย แนะภาครัฐเร่งปราบปรามแชร์ลูกโซ่-มันนี่เกมส์ หวั่นกระทบภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรง ด้าน ใจกล้า กาดำดวน ระบุเดินหน้าต่อโปรโมชั่น X2 หลังปลุกกระแสได้ดี ล่าสุดจัดแคมเปญพิเศษทำยอดแค่ครั้งเดียวแต่เที่ยวฟรี 3 ประเทศ ยิ้มทริปพิเศษสำหรับสมาชิกที่เป็นมุสลิม เดินทางไปแสวงบุญที่นคร เมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบียกระแสตอบรับเกินคาด สั่งเดินหน้าจัดโปรโมชั่นต่อ


นายเค่งฮั้ว แซ่อื้อ ประธานกรรมการ บริษัท รมิตา เฮลธ์แอนด์บิวตี้ ให้สัมภาษณ์ถึงกลยุทธ์ในการรุกตลาดปี 2556 ว่า บริษัทเตรียมรุกตลาดใหม่ๆ เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมครบทุกภาคของประเทศจากปัจจุบันที่มีฐานตลาดใหญ่อยู่ในพื้นที่ภาคใต้ และภาคอีสานเป็นหลัก โดยตลาดที่บริษัทได้ให้ความสำคัญในปีนี้ คือพื้นที่ภาคเหนือ และภาคกลาง โดยเฉพาะพื้นที่ภาคเหนือที่ปัจจุบันมีผู้นำได้เข้าไปขยายตลาดในพื้นที่ดังกล่าวแล้วและค่อนข้างได้รับผลตอบรับดีมากคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะสามารถเปิดเป็นศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่ภาคเหนือไม่ต่ำกว่า 7 แห่ง เพื่อรองรับการเติบโต และความตน้องการของสมาชิกในพื้นที่


นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมความพร้อมในการขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ เช่น พม่า เวียดนาม และมาเลเซีย เป็นต้น โดยหลังจากก่อนหน้านี้รมิตาได้ขยายตลาดเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน 2 ประเทศแล้วได้แก่ สปป.ลาว และกัมพูชา ซึ่งปรากฏว่าได้รับการตอบรับดีมากโดยเฉพาะที่สปป.ลาวมีสมาชิกที่ประสบความสำเร็จมีรายได้กันเป็นจำนวนมาก ส่งให้ยอดขายในประเทศดังกล่าวเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยปัจจุบันคิดเป็น 50 % ของยอดขายรวมทั้งบริษัท จากในปี 2555 ที่ผ่านมาที่มียอดขายรวม 220 ล้านบาท


สำหรับแผนการขยายตลาดต่างประเทศนั้น นายเค่งฮั้ว กล่าวว่า เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 ที่จะมาถึงนี้ บริษัทมีนโยบายในการรุกตลาดต่างประเทศที่ค่อนข้างแตกต่างจากบริษัทขายตรงอื่นๆ โดยจะเน้นในเรื่องของการดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมายของประเทศนั้นๆ เช่น การยื่นขอจดทะเบียนในแต่ละประเทศและการแปลเอกสารเกี่ยวกับสินค้าไว้ก่อน เพื่อให้สมาชิกเข้าไปขยายตลาดในประเทศนั้นๆ ได้ทันที ไม่ต้องมารอให้บริษัทไปยื่นขอเอกสารทีหลัง


การรักตลาดต่างประเทศถือว่าทำง่ายกว่าประเทศไทย เพราะมีองค์ประกอบค่อนข้างเอื้อต่อการขยายตลาด เช่น สินค้าไทยมีคุณภาพ เพราะผู้บริโภคในแถบประเทศเพื่อนบ้านเขาได้สัมผัสกับสินค้าไทยมานานไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค หรือแม้แต่รถยนต์ ดังนั้นการที่เราเข้าไปขยายตลาดในกุ่มประเทศเหล่านี้จึงทำได้ง่ายกว่า ไม่ต้องพูดอะไรมาก รวมถึงการที่กลุ่มประเทศเพื่อนบ้านเรามีความรู้สึกที่ดีกับคนไทย จึงทำให้เราขยายตลาดได้ง่าย


นายเค่งฮั้ว กล่าวเพิ่มเติมว่า ปีนี้เราจะยังคงใช้กลยุทธ์ในการทำตลาดเหมือนกับปี 2555 ที่ผ่านมาคือ การขยายตลาดใหม่ ,การสนับสนุนผู้นำ ,การจัดโปรโมชั่นและการจัดหลักสูตรฝึกอบรมให้กับสมาชิกเพราะแนวทางดังกล่าวถือว่าได้ผลลัพธ์ที่ดี เพราะทำให้ยอดขายในปี 55 เติบโตเกินป้าหมายที่ตั้งไว้ นอกจากนี้เรายังได้อำนวยความสะดวกในการสั่งซื้อของสมาชิกด้วยการเปิดเป็นศูนย์กระจายสินค้าตามพื้นที่ต่างๆ ซึ่งปัจจุบันเรามีศูนย์กระจายสินค้าทั้งหมด 10 แห่ง แบ่งเป็นในไทย 7 แห่ง และในสปป.ลาวอีก 3 แห่ง นายเค่งฮั้ว อธิบาย


ขณะเดียวกันเรายังสนับสนุนให้มีการจัดประชุมให้กับผู้นำตามพื้นที่ต่างๆ โดยบริษัทมีการให้ยืมสินค้าออกไปก่อน เพื่อให้สมาชิกทำงานง่ายขึ้น รวมถึงการจัดโปรโมชั่นพิเศษให้กับผู้นำ นอกจากนี้เรายังได้เปิดตัวสินค้าใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดเพิ่มมากขึ้น เพื่อช่วยกระตุ้นยอดขายซึ่งในปีนี้เรามีแผนจะเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มอีกหลายรายการเช่น กลุ่มผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร ซึ่งเป็นอาหารเสริม พืชชนิดน้ำสูตรนาโน,น้ำหอมสำหรับผู้ชาย และผู้หญิงและอีกกลุ่มเป็นกลุ่มอาหารเสริมที่เป็นไบโอเทคโนโลยีซึ่งคาดว่าจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้เป็นอย่างดี


นายเค่งฮั้ว กล่าวอีกว่า จากกลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้บริษัทคาดว่าภายในสิ้นปีนี้จะมียอดขายไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท แบ่งเป็นยอดขายจากไทยและสปป.ลาวรวมกัน 420 ล้านบาท และอีก 80 ล้านบาท อย่างไรก็ตามสำหรับสัดส่วนยอดขายของกลุ่มสินค้าที่ขายดี แบ่งเป็นกลุ่มอาหารเสริมคิดเป็น 50-55%ของยอดขายทั้งหมด รองลงมาเป็นกลุ่มเครื่องประดับ 20 % กลุ่มเครื่องสำอาง 10-15% และอุปโภคบริโภคอีก กว่า 10 %


ส่วนปัจจัยที่น่าเป็นห่วงสำหรับธุรกิจขายตรงในประเทศไทยในปีนี้นั้น นายเค่งฮั้ว กล่าวว่า ปัจจัยเรื่องของเศรษฐกิจ การเมือง และภัยธรรมชาติ ไม่น่าเป็นห่วงมากนัก แต่ปัจจัยที่น่าเป็นห่วง คือ ธุรกิจ แชร์ลูกโซ่หรือมันนี่เกมที่ปัจจุบันมักจะมีอะไรแปลกๆออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งยังมีผู้บริโภคบางคนยังแยกแยะไม่ออกว่าอันไหนคือธุรกิจขายตรง หรือ มันนี่เกม ดังนั้นอยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแล และเร่งปราบปรามบริษัทหลอกลวงเหล่านี้ให้หมดไป เพราะหากปล่อยนานเกินไปอาจจะส่งผลกระทบกับภาพรวมธุรกิจขายตรงได้


ด้าน นายใจกล้า กาดำกวน รองประธานบริษัท รมิตา เฮลธ์แอนด์บิวตี้ จำกัด กล่าวเสริมว่า นอกจากกลยุทธ์ในการขยายตลาดแล้ว บริษัทยังได้ต่อโปรโมชั่น X2 ออกไปอีก เพื่อตอบแทนให้กับสมาชิกที่ออกไปขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังได้จัดโปรโมชั่นพิเศษใหม่ขึ้นมาอีก คือ ทำยอดแค่ครั้งเดียวได้เที่ยวฟรี 3 ทริป 3 ประเทศ ได้แก่ สิงคโปร์ ฮ่องกง-ปักกิ่ง และออสเตรเลียรวมถึงการจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสมาชิกที่เป็นชาวมุสลิมให้ได้เดินทางไปแสวงบุญที่นคร เมกกะ ประเทศซาอุดิอาระเบีย ซึ่งล่าสุดมีสมาชิกที่ผ่านคุณสมบัติสำหรับทริปดังกล่าวจำนวน 40 คน ดังนั้นเชื่อว่าหลังจากสมาชิกกลุ่มนี้เดินทางกลับมาจะช่วยกระตุ้นโปรโมชั่นนี้กันอย่างคึกคักแน่นอน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 217 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556