ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มิสทิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ มิสทิน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินผวาค่าแรง! ชิ่งเข้า อินโดฯ-เวียดนาม สร้างรง.ผลิตใหม่









มิสทิน ช้ำนโยบายรัฐบาล ฉุดแรงซื้อ ทำยอดขายไม่เป็นไป ตามเป้า ปี 55 โต 17% ปิดรายรับที่ 12,700 ล้านบาท วาง เป้าปีนี้ 13,700 ล้านบาท เชื่อ ผู้บริโภคกลับมาใช้จ่ายเพิ่ม ด้านตลาดต่างประเทศ วาง ลาว, กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ขุมทอง ใหม่ทำตลาดปีนี้ แย้มกำลังมองประเทศ เพื่อนบ้านสร้างโรงงานเพิ่ม เล็งอินโดนีเซียกับเวียดนาม หนีภาระค่าแรงแพงของไทย พร้อมกันนี้ยังเปิดตัวสินค้าใหม่ กลุ่มสีสันเจาะใจสาวรุ่นวัย 13-15 ปี หวังใช้เป็นหอกโกยกำไร


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ขายตรงชั้นเดียว มิสทิน เปิดเผยว่า ในช่วงปี 55 ที่ผ่านมา บริษัทปิดยอดการเติบโตที่ 11% สามารถสร้างยอดขายได้ที่ 12,700 ล้านบาท โดยที่ไม่เป็นไปตามเป้าที่บริษัทได้วาง


จากตัวเลขการเติบโตที่กล่าวมา ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่ วางไว้มากนัก เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลหลายอย่างที่ทำให้กำลังซื้อของคนลดลง อีกทั้งผู้บริโภคไม่มีความต้องการจับจ่ายสินค้ามากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าแรงที่มีการปรับขึ้น และอีก หลายนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ยอดขายของบริษัทไม่เป็นไปดั่งที่ตั้งใจ และคาดการณ์ ดนัย เผย


อย่างไรก็ดี สำหรับปีนี้ทางมิสทิน ก็หวังว่ากำลังซื้อ และแนวโน้มการบริโภคของผู้คนจะกลับมา เนื่องจากการปรับตัวกับเรื่องต่างๆ ที่เกิด ซึ่งทางบริษัทได้คาดหวังว่าในปี 56 นี้ บริษัทจะ เติบโตขึ้นได้ และสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 13,700 ล้านบาท


โดยหากจะแยกเปอร์เซ็นต์การเติบโตแล้วก็จะได้ที่ ฟรายเดย์ ซึ่งเป็นสินค้าขายในแค็ตตาล็อก ซึ่งเป็นรูปแบบการจำหน่ายของบริษัท เติบโตที่ 8% และมิสทิน ที่กล่าวในเบื้องต้น 11% รวม การเติบโตทั้งหมดจะอยู่ที่ 17% ทั้งนี้ จากการเติบโตที่กล่าวมา สินค้าที่อยู่ในกลุ่มสินค้าสีสันเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด


อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น ขณะนี้ บริษัทได้พยายามที่จะเข้าไปที่ประเทศลาวให้มากขึ้น โดยจะดำเนิน ธุรกิจรูปแบบขายตรงชั้นเดียว เหมือนที่เปิดในพม่าในช่วงที่ผ่านมา โดยที่ประเทศลาวนั้นเป็นประเทศที่มิสทิน มองว่าเป็นประเทศ ที่มีกำลังซื้อค่อนข้างมาก ซึ่งสินค้าของมิสทินน่าจะตอบโจทย์ ผู้บริโภคของคนลาวได้เป็นอย่างดี


นอกจากในส่วนของลาวแล้ว ที่บริษัทมุ่งเน้นที่จะทำตลาดในปีนี้ แต่ยังมีประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งทางบริษัทได้ติดต่อไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบใด รวมถึงประเทศกัมพูชา ที่บริษัทโฟกัส ซึ่งกัมพูชานี้ บริษัทจะเน้นมากกว่าที่พม่า ซึ่งทั้งหมด 3 ประเทศที่กล่าวมานี้ คือ กลุ่มประเทศอาเซียนที่บริษัทจะเปิดภายในปีนี้


ด้านยอดขายของกลุ่มตลาดต่างประเทศในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้าง รายรับได้ที่ 700 ล้าน ซึ่งมีประเทศพม่าซึ่งเป็นตลาดที่สร้างยอดขายได้ดีที่สุด โดย ปิดตลาดที่ 500 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาได้ถึง 20% โดยในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าตลาดต่างประเทศด้าน ยอดขายไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดย ดนัย ยังได้กล่าวว่า สำหรับต่างประเทศนั้น ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ตลาด อาเซียนจะเป็นกลุ่มประเทศที่สร้างยอดขาย ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตลาดจะมีความคึกคัก เป็นอย่างมาก


ในส่วนของโรงงานผลิตสินค้าในประเทศพม่า ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ บริษัท ได้ทำความร่วมมือกับเครือสหพัฒน์เพื่อสร้างโรงงานผลิตสินค้า ขณะนี้เรื่องของที่ ทางในการสร้างโรงงานมีความพร้อมเป็นอย่างยิ่ง ด้วยงบลุงทุนที่คาดการณ์ไว้ที่ 300 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้บริษัทจะเริ่มทำการก่อสร้าง โดยที่จะเน้นผลิตสินค้ากลุ่มโรลออน และแป้ง


นอกจากนี้แล้ว บริษัทยังเล็งประเทศ ในการสร้างโรงงานเพิ่ม ซึ่งตอนนี้มองไปที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นจุดหมายในการสร้างโรงงาน โดยต่อไปได้มองประเทศเวียดนามในการตั้งฐานการผลิตสินค้าของบริษัท การที่บริษัทพยายามหาพื้นที่สร้าง โรงงาน เนื่องจากบริษัทต้องการหาพื้นที่ ที่จะช่วยลดในส่วนของราคาการผลิต เนื่อง จากช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการยกระดับค่าแรงขึ้น ทำให้มิสทินต้องหาแหล่ง ผลิตที่ถูกกว่าเพื่อผลิตสินค้า หัวเรือใหญ่ มิสทิน เผย ทั้งนี้ ทางมิสทินยังได้วางเป้ายอดขายในอีก 5 ปีข้างหน้าที่จะสร้างยอดขาย ให้ถึง 2 หมื่นล้านบาทให้จงได้ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักที่บริษัทได้วางไว้ เพื่อสร้างกลยุทธ์ในการทำงานต่อไปในอีก 5 ปี


นอกจากเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ทางมิสทิน ยังได้เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สินค้า กลุ่มสีสันคนใหม่ที่จะใช้ในปี 2013 โดย ดนัย กล่าวว่า เราเริ่มต้นปี 2013 ด้วยพลังความสดใสของผู้หญิง ปีนี้มิสทินต้องการสื่อสารถึงความยิ่งใหญ่ของสีสันบนโลกแห่งความงาม สีสันของคำว่า มิสทิน เริ่มจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของสาวเก่งอย่าง โอ๋-ฟูตอง ส่งต่อไปยังอีก 2 พรีเซ็นเตอร์ ญาญ่า และ มิ้นท์-ชาลิดา ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความสดใส ของหญิงสาวในนามตัวแทนของสาว ไอ- แอม คอลเล็กชั่น ไม่เพียงเท่านี้ ปีนี้มิสทินยังตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งสีสันและความสดใส ผ่าน ทีมพรีเซ็นเตอร์ดาวรุ่ง นำขบวนโดย ญาญ่า- อุรัสยา สเปอร์บันด์, มินท์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, ปู-ไปรยา ลุนเบิร์ก, มิน-พีชญา วัฒนามนตรี และใบเฟิร์น-พมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว บุคลิกที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละ สาว ก็จะถูกดึงออกมาเพื่อบอกเล่าถึง ผลิตภัณฑ์ของมิสทินในปี 2013 อีกทั้งในปีนี้ บริษัทก็จะยังคงเดินหน้าหาพรีเซ็นเตอร์ ในระดับซูเปอร์สตาร์เพิ่มอีก ตามสไตล์มิสทิน


โดยการเปิดตัวสินค้ามิสทิน ไอ แอม คอลเล็กชั่นนี้ บริษัทได้วางโฆษณาชื่อชุด World ขึ้นนำ แสดงโดย ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ และมินท์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ความยาว 30 วินาที โดยในแคมเปญ นี้ บริษัทได้วางงบไว้ทั้งสิ้น 50 ล้านบาท


ซึ่งสินค้า มิสทิน ไอ แอม คอลเล็กชั่น นี้ จะมีสินค้าด้วยกันทั้งหมด 6 รายการ คือ มิสทิน ไอ แอม ออยล์ คอนโทรล เอส พี เอฟ 25 พีเอ++ แป้งตลับผสมครีมรองพื้น 2.มิสทิน ไอ แอม อายไลเนอร์ 3.มิสทิน ไอ แอม มาสคาร่า วอเตอร์พรูฟ 4.มิสทิน ไอ แอม ลิป ทิ้นต์ สีแดงสด 5.มิสทิน ไอ แอม พิ้งค์ เมจิก ลิป และ 6.มิสทิน โคโลญจน์ สเปรย์ โดยสินค้าใหม่ที่กล่าวมานี้ เป็นกลุ่ม สินค้าชุดสีสัน ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าขายดีในปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้บริษัทมีความต้องการ จะเน้นสร้างตลาดกลุ่มวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น โดย เน้นไปที่กลุ่มสาวรุ่นวัย 13-15 ปี ซึ่งในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 20% ปีนี้ บริษัทพยายามที่จะดันการเติบโตให้ถึง 30% ให้จงได้ ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้ นับว่าเป็นกลุ่มใหม่ของวงการธุรกิจ ซึ่งนับว่า เป็นตลาดที่สดใสเลยทีเดียว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1371 ประจำวันที่23-1-2013 ถึง25-2-2013

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ 5 สาววัยทีน พร้อมเข็นกลยุทธ์ใหม่บุกตลาดอาเซียน









มิสทิน ถือฤกษ์ดี เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ พร้อมด้วยคอลเลคชั่นใหม่ มิสทิน ไอ แอม คอลเลคชั่น ครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมประกาศยุทธ์ศาสตร์ปี56 บุกตลาดต่างประเทศแบบครบเครื่อง รองรับการเปิดตลาด AEC ชี้!หลังเปิดตลาดอาเซียนธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงการดำเนินธุรกิจของ มิสทิน ในปีนี้ว่า ปีนี้ มิสทินต้องการสื่อสารถึงความยิ่งใหญ่ของสีสันบนโลกแห่งความงาม โดยสีสันของคำว่า มิสทินจะเริ่มจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของสาวคนเก่งอย่าง คุณโอ๋ ฟูตอง ส่งต่อไปยังอีก 2 พรีเซ็นเตอร์ คือ คุณญาญ่าและคุณมิ้นต์ ชาลิดา ที่เปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสของหญิงสาว ในนามตัวแทนของสาว ไอ แอม คอลเลคชั่น ไม่เพียงเท่านั้น ปีนี้มิสทิน ยังจะตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งสีสัน และความสดใส ผ่านทีมพรีเซ็นเตอร์ดาวรุ่งอีกด้วย


ซึ่งนำโดย ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก มีน-พีชญา วัฒนามนตรี และ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว มีบุคลิกที่มีความโดดเด่น เฉพาะตัวของแต่ละสาว โดยบุคลิกแต่ละคนนั้น จะถูกดึงออกมา เพื่อเป็นการบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพจากมิสทินในปี 2013 นี้


ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเปิดตัวทีมพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว ในการตอกย้ำแบรนด์แล้ว ปีนี้ มิสทินยังได้วางแผนงานรองรับสำหรับการขยายตัว ของตลาดในประเทศอีกด้วย ด้วยการมุ่งโฟกัสไปที่กลุ่มใหม่ ๆ นั่นคือ กลุ่มวัยรุ่น ที่มีอายุระหว่าง 13-25 ปี เนื่องจากที่ผ่านมา มิสทิน มีกลุ่มดังกล่าวเพียงแค่ 10-20% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ในปีนี้ มิสทิน จึงหันมาเน้นสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหรือตัวสินค้าที่จะพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ เนื่องจากปัจจุบันสาวมิสทิน ส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 25-30 ปี


ขณะนี้ มิสทิน เอง ได้มีการเพิ่มช่องทางการตลาดมากขึ้น อย่างล่าสุดได้จับมือกับวัตสัน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มีความหลากหลาย พร้อมกับคาดว่า ในปีแรกนี้ จะมีการปูพรมในทุกสาขาของวัตสัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มวัยทีนให้มากขึ้นอีกด้วย


นอกจากนี้ นายดนัย ยังได้เผยถึงแผนการขยายตลาดในต่างประเทศอีกว่า ทางบริษัทฯ จะมีการจัดการ ระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุน ซึ่งบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายตลาด ไปยังประเทศ อื่นๆ นอกเหนือจากประเทศที่มีฐานการตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายตลาด ซึ่งไม่ได้ จำกัดว่าต้องเป็นแบรนด์มิสทินเท่านั้น แต่อาจเป็นการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาอีกแบรนด์


ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเปิดตลาด AEC มิสทิน จึงได้มีการขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มสหพัฒน์ ในหลาย ๆ ประเทศ โดยประเทศที่จะเปิดภายในครึ่งปีแรกนี่คือ ประเทศลาว


ปัจจุบันมิสทิน มีรายได้จากตลาดต่างประเทศภาพรวมทั้งหมด 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 30% โดยประเทศที่โตมากในปีนี้ มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ พม่า มีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ด้วยกัน


การขยายตลาดเพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะถึงนี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญ คือ เรื่องของระบบโลจิสติกส์ รวมถึงระบบซัพพลายเชนทั้งหมด พร้อมกับเชื่อว่า ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นและเติบโตในกลุ่มของประเทศอาเซียนที่น่าจับตามอง คือ ธุรกิจขายตรง ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้มิสทิน จึงได้มีการวางแผนงานรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการเพิ่มศักยภาพของศูนย์กระจายสินค้าในการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการรับเป็น ดิสทริบิวเตอร์สินค้าต่าง ๆ ให้กับแบรนด์สินค้าอื่น ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังการเปิดตลาด AEC ที่คาดว่า จะมีสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาบุกตลาดอีกเป็นจำนวนมาก



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

เจาะเกมรบ "ขายตรงไทย" เปิดศึกรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)


การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งของการทำธุรกิจ ถือว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยทั้งขนาดกลางและเล็กเลยก็ว่าได้ ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงยังเป็นโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ก็ได้มีการเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า ในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่มีศักยภาพขยายตลาดอย่างมากในธุรกิจขายตรง อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากพบว่า มีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน แต่ทั้งนี้ หากพูดถึงในเรื่องของตลาดขายตรง ที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คงต้องยกให้ประเทศไทยนั่นเอง!...

โดยก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า ทางด้านนายกสมาคมการขายตรงไทยเอง ก็ได้ออกมากล่าวว่า สิ่งที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทยเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้น จะต้องวางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
นอกจากนี้ ต้องเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เพื่อให้เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเปิดกว้าง สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ

ในขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


ขายตรงจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกอาเซียน
เมื่อการส่งสัญญาณของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงก็เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวในตรงจุดนี้บ้างแล้วเช่นกัน ...เห็นได้จากค่ายกิฟฟารีนที่นำโดยพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ก็ได้มีการวางแผนที่จะบุกตลาดอาเซียนมาขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ที่ทางกิฟฟารีนเองได้พุ่งเป้าที่จะเข้าไปเจาะตลาดนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากในประเทศดังกล่าว ถือได้ว่า เป็นประเทศที่มีประชากรขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียนและตลาดน่าที่จะเติบโตได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ทางกิฟฟารีนยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนามอีกด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้เคยไปเจาะตลาดในประเทศลาว กัมพูชา และมาเลเซียมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเข้าไปเจาะตลาดในทั้ง 2 ประเทศนี้นั้นกิฟฟารีนเอง จะใช้รูปแบบในการทำตลาด 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การให้ไลเซนส์แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด พร้อมกับมีการตั้งเป้าหมายที่จะโกยยอดขายในต่างประเทศเป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 200 ล้านบาทอีกด้วย
...เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ บริษัท ที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า เตรียมที่จะบุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางด้านมิสทินเอง ก็ได้ออกมาเผยว่า ได้มีการร่วมลงทุนกับเครือสหพัฒน์ ในการเปิดโรงงานมิสทินในพม่าเพิ่มอีก 1 แห่ง ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 200 ล้านบาท
ซึ่งโรงงานใหม่นี้ จะอยู่ในโครงการสวนอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ เป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหลัก โดยทางด้านมิสทินเอง ได้มองว่า ในอนาคตที่จะมีการเปิดเออีซีขึ้นนั้น จะส่งผลทำให้ภาษีลดลง พร้อมกับเชื่อว่า โรงงานดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของบริษัท ในการผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายทั้งตลาดในไทยและอาเซียน รวมถึงยังคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

ที่สำคัญ ยังพบอีกว่ามิสทินเอง ยังมีแผนที่จะรุกเข้าไปขยายธุรกิจในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพูดคุยกับพันธมิตรในประเทศดังกล่าว และอยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกวิธีการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเปิดร้านเครื่องสำอาง หรือเปิดโรงงานผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายในระบบขายตรง หรืออาจมีการใช้แบรนด์ใหม่ในการทำตลาด โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และจะใช้เวลาอีก 2 ปี จึงจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้...เรียกว่าเป็นการอีกหนึ่งแผนงานที่เตรียมรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของมิสทินนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่ายน้องใหม่อย่างวิลเลนดรอฟก็ได้มีการประกาศชัดเจนว่า จะบุกตลาดอาเซียนแบบเต็มสูบทั้งพม่า และอินโดนีเซียอีกด้วย รวมถึงยังมียักษ์ใหญ่ขายตรง อย่าง บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์สฯ ที่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ลุยตลาดอาเซียนบ้างแล้ว ด้วยการเปิดสำนักงานที่ประเทศเวียดนาม


จับตากระแสฟีเวอร์ขายตรงรับAEC
...จะเห็นได้ว่า ในการขยายสาขาสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น หากมองในอีกแง่มุม กลับพบว่า ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมา มีหลาย ๆ บริษัท ก็ได้ทำการขยายสาขาออกสู่ต่างประเทศบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ที่เหล่าบริษัทน้อยใหญ่ ส่งแม่ทีมออกไปขยาย แต่ที่ถูกจับตามองในช่วงนี้ ในส่วนของการขยายเขต ขยายสาขาก็เนื่องจากการโยงเรื่องการค้าเสรีเข้ามา ทำให้การเดินล่าปักธงกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นจนกลายเป็น AEC ฟีเวอร์ของวงการขายตรงในช่วงนี้นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน หากมีการวิเคราะห์ไปในเชิงลึกอีก จะพบว่า ในเรื่องของแผนงานต่าง ๆ ของหลายบริษัท ที่ประกาศว่า จะรองรับการเปิดการค้าเสรี ในปี 2558 นี้ ก็ได้มีการถูกตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมทุกบริษัทถึงต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่บางบริษัท มีการเปิดตัวได้ไม่นาน ก็ประกาศแผนรองรับในส่วนนี้ขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งต้องบอกว่า เรื่องของแผนรองรับ AEC ของธุรกิจขายตรงนั้น มีนักวิเคราะห์ วิจารณ์หลาย ๆ ท่าน ต่างมองกันว่า การประกาศเปิดแผนบุกตลาดอาเซียนที่หลายบริษัทพูดนั่น เปรียบเสมือนการสร้างภาพ เพื่อให้บริษัทถูกมองจากบรรดาสมาชิก และนักขายว่า มีความพร้อม อีกทั้งยังมีแผนในการขยายสาขาสู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสาขาต่างประเทศเปิด AEC รายได้ของนักขาย ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ในขณะเดียวกัน ยังมองอีกว่า เรื่องของแผนรองรับการเปิดการค้าเสรี เป็นเรื่องที่หลายบริษัทสร้างภาพขึ้น เนื่องจากมีความต้องการกอบโกยรายได้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ผ่านแผนการรองรับ AEC ของบริษัทที่หลายบริษัทสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความพร้อมของตัวบริษัท และให้เห็นถึงความมั่งคง และความมั่งคั่งของธุรกิจนั่นเอง
ทั้งนี้ การที่ธุรกิจขายตรง ต่างพากัน พูดถึงเรื่องแผนการรองรับการเปิดการค้าเสรีอาเซียนในช่วงนี้อย่างมากนั้น หากให้มองต่างมุม อาจจะพบว่า มีบางบริษัทก็ไม่ได้มุ่งเน้นแผนอย่างที่กล่าว แต่เป็นเพียงการสร้างกระแส เนื่องจากทางรัฐบาลมีการพูดถึงและจุดให้กลายเป็นประเด็น ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้บริษัทขายตรงต่างหยิบขึ้นมาพูด ทั้ง ๆ ที่บางบริษัทก็ไม่ได้ มีความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งบางบริษัท ก็เพิ่งมีการเปิดตัวบริษัท แต่ก็กลับมองไกลจนลืมเรื่องการสร้างตลาดในประเทศก่อน ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ต่างจากการขยายสาขาของบริษัทไทย หรือบริษัทต่างชาติที่ใช้การขยายสาขาออกต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้มุ่งเน้นทำตลาดแต่อย่างใด

...นับได้ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงใน 10 ชาติอาเซียน สามารถที่จะเชื่อมโยงธุรกิจเข้าหากันง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ การที่หลาย ๆ ค่ายในธุรกิจขายตรง จะเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศได้นั้น ก็ต้องศึกษาถึงวัฒนธรรมและการตลาดของแต่ละประเทศนั้นอย่างแตกฉานด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวมิสทิน (Mistine Thailand) : ฟ้าสั่ง "อั้ม - พัชราภา" เคียงคู่ "มิสทิน" สร้างแบรนด์ผูกปิ่นโตยุทธศาสตร์สุดล้ำ


บอสใหญ่ ดนัย ประกาศจุดยืนผู้นำตลาด SLM ตลอดกาล หลังจัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี รังสรรค์ตลับแป้งเพชร 333 เม็ด เรียงรายบนตลับที่มีมูลค่ากว่า 35 ล้าน. ควง อั้ม - พัชราภา ฉลองความยิ่งใหญ่จัดโรดโชว์กว่า 41 จังหวัด พร้อมมอบรางวัล Presenter Forever Award แด่ อั้ม ประดับประดาด้วยเพชร แทนคำขอบคุณที่ร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ใจ มิสทิน นานนับ 10 ปี ตอกย้ำรักนี้ไม่มีวันสลาย...เปิดยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์ผ่านดาราคู่ใจ ทำอย่างไรไม่มีวันดับ..!!


ฉลองครบรอบ 25 ปี มิสทิน ภายใต้บรรยากาศเรียบหรูและเป็นกันเอง...มาถึงวันนี้ การก้าวย่างของ มิสทิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ มิสทินมาแล้วค่ะ ดูเหมือนจะครองความเป็นจ้าวตลาดตลอดกาล และไร้ซึ่งคู่แข่งในสนาม SLM แต่กับสนามขายตรง MLM ที่คอยชิงแชร์ผ่านหน้าจอทีวี ก็ต้องยกให้จ้าวตลาดอย่าง แอมเวย์ และเบอร์รองอย่าง กิฟฟารีน ที่ครองหน้าจอและชิงเรตติ้งไม่แพ้กัน


ด้วยยุทธศาสตร์สื่อนำร่อง พ่วงด้วยแบรนด์ที่ถูกสร้างมาอย่างแข็งแรง เติมเต็มด้วยพรีเซ็นเตอร์ที่จ้างมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์มาอย่างยาวนาน หากลองมองย้อนไปอดีต มิสทิน จะจองดาราฮอตมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งผู้คนที่คอยจ้องอยู่หน้าจอ ก็จะเฝ้ามองดูว่า ปีนี้ มิสทิน จะจองดาราคนใดมาเป็น ซึ่งการคัดสรรก็จะถูกดึงมาจากความฮอตของละครช่อง 7 สี ว่านางเอกวิกนี้คนไหนจะเข้าวิน แล้วจับมาโปรโมทสื่อผ่านแบรนด์ มิสทิน อย่างเต็มรูปแบบต่อไป


ซึ่งดาราสาวที่โด่งดังค้างฟ้าในสมัยนั้น ก็หนีไม่พ้น กบ - สุวนันท์ คงยิ่ง ที่เซ็นสัญญา มิสทิน ยาวนานที่สุด แต่เมื่อลมพัดหวนมาถึงยุคสาว อั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ นางเอกที่ได้รับคัดเลือกเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับ มิสทิน ก็ต้องหลบชิดซ้ายกันเป็นแถว เพราะ อั้ม - พัชราภา เป็นนางเอกเพียงเบอร์เดียวที่อยู่ในดวงใจ มิสทิน และครองใจประชาชนทั่วประเทศมาตลอดระยะเวลา 10 ปี จนถึง ณ ปัจจุบัน


บัดนี้ อั้ม - พัชราภา กลายเป็นแบรนด์ กลายเป็นโลโก้ มิสทิน หากเห็น มิสทิน ที่ไหน เป็นอันว่า อั้ม - พัชราภา ประกบติดอยู่ที่นั่น ซึ่งต้องยอมรับว่า การสร้างแบรนด์ด้วยการนำดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ยังไม่เคยมีธุรกิจไหน ค่ายใดในยุทธจักรสินค้าอุปโภค - บริโภค สามารถสร้างแบรนด์คาแรคเตอร์สินค้า พ่วงไปกับดาราจ้าวประจำได้ ที่สำคัญถ้าสร้างและตอกย้ำกับดาราคนเดิม ๆ ผู้เสพก็จะเบื่อ และก็ต้องเปลี่ยนดาราอยู่เรื่อยไป


แต่ต่างกับ มิสทิน ที่ผูกปิ่นโตกับ อั้ม - พัชราภา ได้อย่างลงตัว เรียกว่า ถ้าโฆษณาตัวไหนขาด อั้ม ก็ต้องรีบจบโดยเร็ววัน เพราะดึงกระแสไว้ไม่ได้นาน แต่ถ้าโฆษณาตัวไหนที่มี อั้ม ผู้คนก็จะคอยจับจ้องว่า จะมีเวอร์ชั่นใหม่ออกมาอีกหรือไม่...การเดินยุทธศาสตร์ภายใต้แต้มรบนี้ เห็นทีต้องยกนิ้วให้บอร์ดบริหารผู้ก่อตั้ง อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ ที่ปล่อยยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์เหนือคู่แข่ง โดยไม่ต้องพึ่งเวทีประกวดนางงามให้เสียเวลา
...แค่จับนางเอกเบอร์ 1 มาเขย่าขวดเดินไปคู่ มิสทิน เป็นอันว่า คนตั้งใจจับจ้องมองหน้าจอตัวโฆษณา มิสทิน กันทั่วบ้านทั่วเมือง
แม้ว่าหลาย ๆ แบรนด์จะปั้นดาราเพื่อต้องการสร้างความโด่งดังเคียงคู่แบรนด์อย่าง SK2ที่เลือก เจี๊ยบ - โสภิตนภา หรืออย่าง แอฟ - ทักษอร ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ การ์นิเย่ สร้างนางเอกเป็นแบรนด์คาแรคเตอร์ แต่ผู้คนก็ไม่ได้ติดตราตรึงใจเท่า อั้ม - พัชราภา ที่เดินเคียงคู่ มิสทิน


การสร้างแบรนด์ที่ดูจะสูสีและน่าติดตาม ก็น่าจะเป็น สบู่ลักส์ ที่ฐานผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างจับจ้องดาราคนใหม่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตรงที่การสร้างความสวยงามของแบรนด์การครีเอทงานโฆษณาของ สบู่ลักส์ ถูกจับตาเป็นที่น่าโดดเด่นและอินเตอร์ แต่แบรนด์ของสบู่ ลักส์ ก็ไม่สามารถผูกปิ่นโตกับดาราคนไหนที่เป็นหลักได้ คงคอยจับแต่ดาราที่เป็นกระแสโด่งดัง ณ ห้วงเวลานั้น แล้วโหนกระแสสร้างแบรนด์ตามก็แค่นั้นเอง...


แล้วหันมาตั้งคำถามว่า...เหตุใดทุกคนถึงกากบาทเลือก อั้ม...ก็เพราะผู้คนทั้งโลกทราบว่า อั้ม คือดารา - นางเอก ที่เซ็กซี่ระดับซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทย ซึ่งไม่ว่าจะขึ้นเวทีไหนก็โดดเด่น บนเวทีแคทวอร์ค บนเวทีการแสดง รวมถึงความโดดเด่นในเรื่องของเรือนร่าง กล้าพูด กล้าทำ กล้าโชว์ จนสาวไทยต่างหลงใหล และอยากสวยแบบ อั้ม กันแทบจะทั้งนั้น ซึ่งทั้งแวดวงดวงดาว ทั้งดาวตก ดาวร่วง หรือแม้กระทั่งดาวรุ่ง ต่างก็ยึดใบหน้า อั้ม ทำศัลยกรรมเลียนแบบ ถึงจะไม่เด๊ะ แต่ก็อยากให้มีเหมือนเค้าโครง อั้ม สักหน่อยก็ยังดี


ความนิยม อั้ม - พัชราภา จึงไม่ได้จบแค่การทำศัลยกรรม เพราะสิ่งที่ อั้ม ใช้ สิ่งที่ อั้ม เป็น...ทุกคนก็อยากทำและอยากเป็นตามกันแทบทั้งสิ้น ฉะนั้น เมื่อ มิสทิน ผูกปิ่นโตกับ อั้ม ก็เท่ากับว่า อั้ม ใช้สินค้า มิสทิน แล้วสวย...คนที่อยากสวยเหมือน อั้ม ก็อยากใช้ตามดารา ยอดขายจึงดีเหมือนเทน้ำเทท่า อั้ม จึงกลายเป็นตัวตอบโจทย์ที่ดีให้กับสินค้า มิสทิน


แม้ว่า...สินค้าหลายแบรนด์จะเลือก อั้ม ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ก็ไม่ลึกซึ้งและไม่กินใจเท่า มิสทิน หรือแม้กระทั่ง มิสทิน ที่ดึงดารานางเอกบางคนมากั้นบางจังหวะ หรือมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ชั่วครู่ แต่ก็เหมือนมาเบรกได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เป็นได้แค่น้ำจิ้ม หรือฟ้าจะสร้าง อั้ม ให้เคียงคู่กับ มิสทิน จริง ๆ


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง อั้ม - พัชราภา ว่า ในใจผม คุณอั้ม - พัชราภา มาเป็นที่หนึ่ง เพราะ อั้ม และ มิสทิน ทำงานผูกพัน


กันมาเป็นเวลา 10 ปี เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ใจ มิสทิน จึงถือโอกาสมอบรางวัล Presenter Forever Award แด่ อั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ โดยรางวัลนี้มีความพิเศษ มีความหมาย เป็นที่ระลึกซึ่งมีแหวนเพชรเป็นของขวัญแทนใจจาก มิสทิน มอบแด่คุณอั้ม และผมเลือก อั้ม ถ่ายทอดความเจิดจรัสแห่งเพชรที่เกิดจากความทุ่มเทระหว่าง มิสทิน และ บิวตี้ เจมส์ จำนวน 333 เม็ด เรียงรายบนตลับแป้งที่มีมูลค่ากว่า 35 ล้านบาท


ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราภูมิใจมาก ๆ ที่เราเป็นบริษัทคนไทย จัดจำหน่ายโดยคนไทย และกระจายรายได้สู่คนไทยทั่วประเทศ วันนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองก้าวสู่ 25 ปี เรามีแคมเปญที่ใหญ่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ที่รังสรรค์แป้งตลับสุดหรูที่จะต้องจารึกลงหน้าประวัติศาสตร์ความงามของประเทศไทย ที่ตกแต่งด้วยเพชร โดยคุณหนึ่ง - สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บิวตี้ เจมส์ - เป็นผู้คิดค้นประติมากรรมชิ้นนี้ ร่วมด้วยทีมงาน บิวตี้ เจมส์ ทุก ๆ คน


เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี เครื่องสำอาง มิสทิน จึงเปิดตัวแคมเปญใหม่ที่เป็นแป้งตลับที่ตอบสนองความต้องการของสุภาพสตรีไทย และยังได้มีโอกาสเฉลิมฉลองตลับแป้งของเราด้วยที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก พร้อมกับพรีเซ็นเตอร์ คุณอั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ ซึ่งจะนำตลับแป้งตัวนี้ออกเดินสายทั่วประเทศประมาณ 41 จังหวัด ต้องบอกว่าน่าจะเป็นตลับแป้งชิ้นแรกของประวัติ ศาสตร์ไทย ก็ถือว่าเป็นการแสดงศักยภาพคนไทย ว่า เรามีศักยภาพทำอะไรระดับโลกได้ การจับมือในครั้งนี้ ทั้ง 2 บริษัทเป็นบริษัทของคนไทย เราต้องการให้ทั่วโลกรับรู้ว่า คนไทยก็ทำสิ่งดี ๆ ได้


และยังได้เปิดตัวภาพ ยนตร์โฆษณาแป้งผสมครีมรองพื้น มิสทิน เลดี้ เอ็ม วี - เชพ เอสพีเอฟ 25 พีเอ++ ภายใต้ชื่อว่า Breakthrough นำแสดงโดย คุณอั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ ที่เป็นผลงานรังสรรค์ของ บริษัท แอล แอนด์ อาร์ มีเดีย จำกัด ด้วยความยาว 30 วินาที กำหนดแพร่ภาพออกอากาศเร็ว ๆ นี้ โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านบาท


บอสใหญ่ ดนัย ยังกล่าวถึงยอดขายในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ยอดใช้ได้เป็นที่น่าพอใจ เราอาจจะสะดุดในไตรมาสแรกที่อาจเกิดผลกระทบจากอุทกภัยในปลายปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงหลังสงกรานต์ ผมถือว่าอำนาจการซื้อก็ถือว่าสูงขึ้น ก็พบว่าตอนนี้คนไทยเข้าสู่ภาวะปกติ ผมเชื่อว่าจากการที่ภาครัฐเพิ่มรายได้ขั้นต่ำ 300 บาท ตรงนี้ก็มีส่วนช่วยในเรื่องกำลังซื้อในระดับทั้งประเทศ ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่ง แม้ว่ายอดอาจจะไม่ก้าวกระโดดมากนัก แต่กับผลประกอบการที่เป็นแบบนี้ ก็ถือว่าใช้ได้ ในส่วนของการแข่งขันก็ถือว่ามีสูง แต่เราเองเนื่องจากเป็นขายตรงชั้นเดียว ซึ่งก็แตกต่างกับอีกหลายระบบ ที่เป็นขายตรงหลายชั้น อันนี้อาจทำให้เรายืนหยัดอยู่บนความเป็นผู้นำได้ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่329 ประจำวันที่1 - 15 ตุลาคม 2555

วันศุกร์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

"มิสทิน (MISTINE)" พลิกโฉมเลิกผูกติดขายตรง แตกธุรกิจใหม่ "รับจัดจำหน่ายสินค้า" เต็มรูปแบบ


 


"มิสทิน" ปรับตัวครั้งใหญ่ ขยายธุรกิจสู่ "เน็ตเวิร์กคอมปะนี" ทุ่ม 1.6 พันล้าน ผุดศูนย์กระจายสินค้า รับขนส่ง-กระจายสินค้า ประกาศปั้นเป็นโปรฟิตเซ็นเตอร์ ทุ่มแจกแท็บเลต ช่วยสาวมิสทิน "รับสมัคร-ขายสินค้า" ง่ายขึ้น เร็วขึ้น พร้อมขนสินค้าใหม่บุกรับตลาดโต เผยเล็งเปิด "มิสทินแชนเนล" รับกระแสความแรงเคเบิลทีวี


กล่าวได้ว่า "เบทเตอร์เวย์" หรือ "มิสทิน" เป็นธุรกิจขายตรงชั้นเดียวเพียงรายเดียวที่มีอยู่ในตลาดในเวลานี้ และหลายปีที่ผ่านมา ขายตรงค่ายนี้ได้ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจรีเทลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอี-มาร์เก็ตติ้ง จึงทำให้ภาพของความเป็นมัลติแชนเนลชัดเจนขึ้น จากเดิมที่มีภาพลักษณ์เป็นบริษัทขายเครื่องสำอางในระบบขายตรง 


จากนี้ไปทิศทางการขยายธุรกิจของมิสทินยิ่งน่าจับตามากขึ้น เมื่อได้เริ่มแตกไลน์ธุรกิจจาก "คอสเมติกส์คอมปะนี" ไปสู่ "เนตเวิร์กคอมปะนี" ด้วยการจับมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า หลังจากได้เริ่มนำร่องความร่วมมือกับเลอซาช่า ผลิตเครื่องหนีบผมรุ่นพิเศษเฉพาะให้กับแค็ตตาล็อกฟรายเดย์เมื่อปีที่ผ่านมา และเร็ว ๆ นี้ยังได้ร่วมกับคลินิกความงาม "วุฒิ-ศักดิ์" พัฒนาโลชั่นสูตรใหม่


ขยับตัวสู่ "เนตเวิร์กคอมปะนี"


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มิสทินเป็นบริษัทเดียวที่อยู่ในธุรกิจขายตรงระบบชั้นเดียว ถือเป็นความท้าทายทางธุรกิจ ประกอบกับการแข่งขันที่สูงขึ้น จากคู่แข่งที่ไม่ได้มีเฉพาะขายตรง แต่มีทั้งคอนซูเมอร์โปรดักต์และธุรกิจค้าปลีก ทำให้บริษัทไม่สามารถหยุดนิ่งได้ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็ได้ปรับรูปแบบและพัฒนาวิธีการขาย รวมทั้งระบบบริหารจัดการสมาชิก และการจัดส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สาวมิสทินมีระยะเวลาการขายยาวขึ้นและง่ายขึ้น และแข่งขันในตลาดได้


โดยได้ลงทุนในระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับทิศทางในอนาคตที่จะพัฒนาไปเป็นธุรกิจให้บริการ (business provider) และบริษัทได้ปรับไปสู่การเป็นเนตเวิร์กคอมปะนีมากขึ้น จากเดิมที่เป็นคอสเมติกส์คอมปะนี ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำหน่ายเฉพาะสินค้าความงามอย่างเดียว แต่ยังจำหน่ายสินค้าที่มีความหลากหลาย และมีพันธมิตรทุกประเภท ที่ไม่ขัดกับธุรกิจหลักของบริษัท 


นายดนัยกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาได้จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ศูนย์กระจายสินค้าเบทเตอร์เวย์ จำกัด เพื่อให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าทุกชนิด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทดลองจัดส่งสินค้าให้กับธุรกิจอื่น ๆ อาทิ สินค้าโอท็อป และเอสเอ็มอี รวมทั้งได้เพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในแง่ของการร่วมพัฒนาสินค้า และนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายผ่านแค็ตตาล็อกเซล และได้ลงทุนอีก 1,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ ที่ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี บนพื้นที่ 70 ไร่ มีพื้นที่ให้บริการลูกค้า 40,000 ตร.ม. พร้อมพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ในการสั่งสินค้าให้ทันสมัย คาดว่าจะเปิดใช้ปลายปี 2556 


"ไม่เกิน 5 ปีจะเห็นเต็มรูปแบบ ช่วง 1-2 ปีแรกขอโฟกัสให้ระบบลงตัวก่อน และรองรับธุรกิจหลักของเราก่อน พออยู่ตัว เฟสต่อไปก็จะเป็น business provider ให้กับธุรกิจ และสามารถมองว่าเป็นโปรฟิตเซ็นเตอร์ในอนาคตได้"


งัด "แท็บเลต" เพิ่มยอด 


นายดนัยกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันก็จะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีสั่งซื้อสินค้าและรับสมัครสมาชิก โดยเฟสแรก เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้แจกแท็บเลตให้กับผู้จัดการเขตทั่วประเทศที่มีอยู่ 970 ราย เพื่อนำมาช่วยสนับสนุนให้การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อสินค้าให้สะดวกและรวดเร็วขึ้นภายใน 5 นาที จากเดิมใช้เวลานาน 4-7 วัน พร้อมทั้งระบบพิกัดแผนที่ (จีพีเอส) 


ที่ทำให้การจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น และยังได้พัฒนาระบบการชำระค่าสินค้าผ่านระบบออนไลน์ และระบบโลจิสติกส์ให้การสั่งซื้อสินค้าให้ได้รับเร็วขึ้นเป็น 4 วัน จากเดิม 7 วัน และอีก 2 ปีข้างหน้าจะพัฒนาให้เหลือ 3 วัน


ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาให้เป็นรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์แค็ตตาล็อก สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านแท็บเลตและสมาร์ทโฟนได้ จะเริ่มใช้ปลายปีนี้ ตรงนี้นอกจากจะช่วยให้การสั่งสินค้าง่ายขึ้นแล้ว ยังจะช่วยลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง


"ปีนี้เราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 12,000 ล้านบาท หลัก ๆ มาจากแนวทางที่วางไว้ดังกล่าว และการเร่งเพิ่มรายการสินค้าใหม่อีก 7% จากปัจจุบันที่มีอยู่มากกว่า 1,000 เอสเคยู เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่รับเร็วเบื่อเร็ว หลัก ๆ จะโฟกัสที่กลุ่มเมกอัพ ตามด้วยเพอร์ซันนอลแคร์ สกินแคร์ และน้ำหอม รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่มีดาราดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างความจดจำ และสร้างความคึกคักให้ตลาด


เล็งเปิด "มิสทินแชนเนล"


นอกจากนี้ บริษัทยังมีแนวคิดให้บริการด้านการสื่อสารกับพันธมิตร (communication provider) ในรูปแบบของนำเสนอสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ และในอนาคต ถ้าเคเบิลได้รับความนิยมถึงจุดหนึ่ง อาจจะมีช่องเคเบิลของบริษัทเอง อนาคตอาจจะมี "มิสทินแชนเนล" เพื่อให้ข้อมูลสมาชิก และวันนี้มิสทินจับมือกับพีเอสไอ เคเบิลรายใหญ่อยู่แล้ว 


ปัจจุบัน ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของสินค้า นอกจากจะให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์แล้ว ก็ยังมองไปที่เคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียมมากขึ้น และบริษัทก็มีแผนจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางในการสื่อสารกับสมาชิก ทั้งในแง่ของสินค้าใหม่ โฆษณาใหม่ รวมถึงการสาธิตการใช้สินค้า วิธีการเก็บรักษา การแต่งหน้า 


เปิดเกมรุกรับ "เออีซี" 


สำหรับตลาดต่างประเทศ นายดนัยกล่าวว่า ปัจจุบัน ในแง่รายได้ยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของยอดขายรวม หรือมีรายได้ปีละ 700-800 ล้านบาท แต่มีการเติบโตเฉลี่ย 30-40% ต่อปี และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ถือเป็นโอกาสดี ที่จะนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศสมาชิก ทั้งในรูปแบบของรีเทล ค้าส่ง จำหน่ายผ่านตัวแทน และขายตรง ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด การแข่งขัน และมีแผนตั้งโรงงานผลิตสินค้าที่พม่า โดยการเตรียมตัวเข้าสู่เออีซี อยู่ภายใต้ 2 ยุทธศาสตร์หลัก ในแง่ของพันธมิตรที่จะเป็นผู้ผลิตและทำการตลาด ขณะนี้ได้เจรจากับนักธุรกิจในประเทศต่าง ๆ อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว คาดว่าอีก 2 ปีจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น


"เราจะเน้นไปทางพม่ามากกว่า ด้วยยุทธศาสตร์ประชากรและการเติบโต การแข่งขันที่ยังน้อย ซึ่งมิสทินเข้าไปในพม่ามา 7-8 ปีแล้ว ฐานค่อนข้างแน่น 


ขณะที่กัมพูชา ด้วยประเทศที่เล็กกว่า และกำลังซื้อไม่สูง แม้ว่าวันนี้จะดีกว่า แต่ด้วยชายแดนที่ติดกัน ทำให้วันนี้สินค้าไทยวิ่งเข้าไปเยอะมาก จึงไม่เหมาะที่จะเข้าไปเปิด เพราะต้นทุนจะสูงกว่าการนำเข้า 


ส่วนลาว เป็นประเทศที่เล็กมาก โลจิสติกส์ค่อนข้างลำบาก เพราะไม่มีทะเล เรามองทางเวียดนามมากกว่า แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ทำให้เราตัดสินใจในเรื่องของการผลิตไม่เท่าไร แต่เรื่องการตลาดเข้าไปแล้ว ทั้งลาว เวียดนาม กัมพูชา"


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ประชาชาติธุรกิจ 

"มิสทิน (MISTINE)" พลิกโฉมเลิกผูกติดขายตรง แตกธุรกิจใหม่ "รับจัดจำหน่ายสินค้า" เต็มรูปแบบ


 


"มิสทิน" ปรับตัวครั้งใหญ่ ขยายธุรกิจสู่ "เน็ตเวิร์กคอมปะนี" ทุ่ม 1.6 พันล้าน ผุดศูนย์กระจายสินค้า รับขนส่ง-กระจายสินค้า ประกาศปั้นเป็นโปรฟิตเซ็นเตอร์ ทุ่มแจกแท็บเลต ช่วยสาวมิสทิน "รับสมัคร-ขายสินค้า" ง่ายขึ้น เร็วขึ้น พร้อมขนสินค้าใหม่บุกรับตลาดโต เผยเล็งเปิด "มิสทินแชนเนล" รับกระแสความแรงเคเบิลทีวี


กล่าวได้ว่า "เบทเตอร์เวย์" หรือ "มิสทิน" เป็นธุรกิจขายตรงชั้นเดียวเพียงรายเดียวที่มีอยู่ในตลาดในเวลานี้ และหลายปีที่ผ่านมา ขายตรงค่ายนี้ได้ปรับตัวเข้าสู่ธุรกิจรีเทลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอี-มาร์เก็ตติ้ง จึงทำให้ภาพของความเป็นมัลติแชนเนลชัดเจนขึ้น จากเดิมที่มีภาพลักษณ์เป็นบริษัทขายเครื่องสำอางในระบบขายตรง 


จากนี้ไปทิศทางการขยายธุรกิจของมิสทินยิ่งน่าจับตามากขึ้น เมื่อได้เริ่มแตกไลน์ธุรกิจจาก "คอสเมติกส์คอมปะนี" ไปสู่ "เนตเวิร์กคอมปะนี" ด้วยการจับมือกับพันธมิตร เพื่อเพิ่มความหลากหลายให้กับสินค้า หลังจากได้เริ่มนำร่องความร่วมมือกับเลอซาช่า ผลิตเครื่องหนีบผมรุ่นพิเศษเฉพาะให้กับแค็ตตาล็อกฟรายเดย์เมื่อปีที่ผ่านมา และเร็ว ๆ นี้ยังได้ร่วมกับคลินิกความงาม "วุฒิ-ศักดิ์" พัฒนาโลชั่นสูตรใหม่


ขยับตัวสู่ "เนตเวิร์กคอมปะนี"


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า มิสทินเป็นบริษัทเดียวที่อยู่ในธุรกิจขายตรงระบบชั้นเดียว ถือเป็นความท้าทายทางธุรกิจ ประกอบกับการแข่งขันที่สูงขึ้น จากคู่แข่งที่ไม่ได้มีเฉพาะขายตรง แต่มีทั้งคอนซูเมอร์โปรดักต์และธุรกิจค้าปลีก ทำให้บริษัทไม่สามารถหยุดนิ่งได้ โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมาก็ได้ปรับรูปแบบและพัฒนาวิธีการขาย รวมทั้งระบบบริหารจัดการสมาชิก และการจัดส่งอย่างต่อเนื่อง เพื่อช่วยให้สาวมิสทินมีระยะเวลาการขายยาวขึ้นและง่ายขึ้น และแข่งขันในตลาดได้


โดยได้ลงทุนในระบบต่าง ๆ เพื่อรองรับทิศทางในอนาคตที่จะพัฒนาไปเป็นธุรกิจให้บริการ (business provider) และบริษัทได้ปรับไปสู่การเป็นเนตเวิร์กคอมปะนีมากขึ้น จากเดิมที่เป็นคอสเมติกส์คอมปะนี ซึ่งปัจจุบันไม่ได้จำหน่ายเฉพาะสินค้าความงามอย่างเดียว แต่ยังจำหน่ายสินค้าที่มีความหลากหลาย และมีพันธมิตรทุกประเภท ที่ไม่ขัดกับธุรกิจหลักของบริษัท 


นายดนัยกล่าวว่า ปีที่ผ่านมาได้จดทะเบียนตั้งบริษัทใหม่ ภายใต้ชื่อ บริษัท ศูนย์กระจายสินค้าเบทเตอร์เวย์ จำกัด เพื่อให้บริการขนส่งและกระจายสินค้าทุกชนิด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มทดลองจัดส่งสินค้าให้กับธุรกิจอื่น ๆ อาทิ สินค้าโอท็อป และเอสเอ็มอี รวมทั้งได้เพิ่มพันธมิตรทางธุรกิจ ทั้งในแง่ของการร่วมพัฒนาสินค้า และนำสินค้าเข้ามาจำหน่ายผ่านแค็ตตาล็อกเซล และได้ลงทุนอีก 1,600 ล้านบาท ในการก่อสร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ ที่ลาดหลุมแก้ว ปทุมธานี บนพื้นที่ 70 ไร่ มีพื้นที่ให้บริการลูกค้า 40,000 ตร.ม. พร้อมพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ในการสั่งสินค้าให้ทันสมัย คาดว่าจะเปิดใช้ปลายปี 2556 


"ไม่เกิน 5 ปีจะเห็นเต็มรูปแบบ ช่วง 1-2 ปีแรกขอโฟกัสให้ระบบลงตัวก่อน และรองรับธุรกิจหลักของเราก่อน พออยู่ตัว เฟสต่อไปก็จะเป็น business provider ให้กับธุรกิจ และสามารถมองว่าเป็นโปรฟิตเซ็นเตอร์ในอนาคตได้"


งัด "แท็บเลต" เพิ่มยอด 


นายดนัยกล่าวต่อไปว่า ขณะเดียวกันก็จะมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีสั่งซื้อสินค้าและรับสมัครสมาชิก โดยเฟสแรก เมื่อต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมาได้แจกแท็บเลตให้กับผู้จัดการเขตทั่วประเทศที่มีอยู่ 970 ราย เพื่อนำมาช่วยสนับสนุนให้การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อสินค้าให้สะดวกและรวดเร็วขึ้นภายใน 5 นาที จากเดิมใช้เวลานาน 4-7 วัน พร้อมทั้งระบบพิกัดแผนที่ (จีพีเอส) 


ที่ทำให้การจัดส่งสินค้าไปยังลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น และยังได้พัฒนาระบบการชำระค่าสินค้าผ่านระบบออนไลน์ และระบบโลจิสติกส์ให้การสั่งซื้อสินค้าให้ได้รับเร็วขึ้นเป็น 4 วัน จากเดิม 7 วัน และอีก 2 ปีข้างหน้าจะพัฒนาให้เหลือ 3 วัน


ส่วนเฟส 2 จะพัฒนาให้เป็นรูปแบบของอิเล็กทรอนิกส์แค็ตตาล็อก สามารถสั่งซื้อสินค้าผ่านแท็บเลตและสมาร์ทโฟนได้ จะเริ่มใช้ปลายปีนี้ ตรงนี้นอกจากจะช่วยให้การสั่งสินค้าง่ายขึ้นแล้ว ยังจะช่วยลดต้นทุนอีกทางหนึ่ง


"ปีนี้เราตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 12,000 ล้านบาท หลัก ๆ มาจากแนวทางที่วางไว้ดังกล่าว และการเร่งเพิ่มรายการสินค้าใหม่อีก 7% จากปัจจุบันที่มีอยู่มากกว่า 1,000 เอสเคยู เพื่อรองรับกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่รับเร็วเบื่อเร็ว หลัก ๆ จะโฟกัสที่กลุ่มเมกอัพ ตามด้วยเพอร์ซันนอลแคร์ สกินแคร์ และน้ำหอม รวมทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ที่มีดาราดังเป็นพรีเซ็นเตอร์ เพื่อสร้างความจดจำ และสร้างความคึกคักให้ตลาด


เล็งเปิด "มิสทินแชนเนล"


นอกจากนี้ บริษัทยังมีแนวคิดให้บริการด้านการสื่อสารกับพันธมิตร (communication provider) ในรูปแบบของนำเสนอสินค้าผ่านแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ และในอนาคต ถ้าเคเบิลได้รับความนิยมถึงจุดหนึ่ง อาจจะมีช่องเคเบิลของบริษัทเอง อนาคตอาจจะมี "มิสทินแชนเนล" เพื่อให้ข้อมูลสมาชิก และวันนี้มิสทินจับมือกับพีเอสไอ เคเบิลรายใหญ่อยู่แล้ว 


ปัจจุบัน ผู้ประกอบการ หรือเจ้าของสินค้า นอกจากจะให้ความสำคัญกับสื่อออนไลน์แล้ว ก็ยังมองไปที่เคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียมมากขึ้น และบริษัทก็มีแผนจะใช้สื่อดังกล่าวเป็นช่องทางในการสื่อสารกับสมาชิก ทั้งในแง่ของสินค้าใหม่ โฆษณาใหม่ รวมถึงการสาธิตการใช้สินค้า วิธีการเก็บรักษา การแต่งหน้า 


เปิดเกมรุกรับ "เออีซี" 


สำหรับตลาดต่างประเทศ นายดนัยกล่าวว่า ปัจจุบัน ในแง่รายได้ยังมีสัดส่วนไม่ถึง 10% ของยอดขายรวม หรือมีรายได้ปีละ 700-800 ล้านบาท แต่มีการเติบโตเฉลี่ย 30-40% ต่อปี และการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ถือเป็นโอกาสดี ที่จะนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายในประเทศสมาชิก ทั้งในรูปแบบของรีเทล ค้าส่ง จำหน่ายผ่านตัวแทน และขายตรง ขึ้นอยู่กับสภาพตลาด การแข่งขัน และมีแผนตั้งโรงงานผลิตสินค้าที่พม่า โดยการเตรียมตัวเข้าสู่เออีซี อยู่ภายใต้ 2 ยุทธศาสตร์หลัก ในแง่ของพันธมิตรที่จะเป็นผู้ผลิตและทำการตลาด ขณะนี้ได้เจรจากับนักธุรกิจในประเทศต่าง ๆ อาทิ อินโดนีเซีย เวียดนาม กัมพูชา ลาว คาดว่าอีก 2 ปีจะเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น


"เราจะเน้นไปทางพม่ามากกว่า ด้วยยุทธศาสตร์ประชากรและการเติบโต การแข่งขันที่ยังน้อย ซึ่งมิสทินเข้าไปในพม่ามา 7-8 ปีแล้ว ฐานค่อนข้างแน่น 


ขณะที่กัมพูชา ด้วยประเทศที่เล็กกว่า และกำลังซื้อไม่สูง แม้ว่าวันนี้จะดีกว่า แต่ด้วยชายแดนที่ติดกัน ทำให้วันนี้สินค้าไทยวิ่งเข้าไปเยอะมาก จึงไม่เหมาะที่จะเข้าไปเปิด เพราะต้นทุนจะสูงกว่าการนำเข้า 


ส่วนลาว เป็นประเทศที่เล็กมาก โลจิสติกส์ค่อนข้างลำบาก เพราะไม่มีทะเล เรามองทางเวียดนามมากกว่า แต่ยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง ทำให้เราตัดสินใจในเรื่องของการผลิตไม่เท่าไร แต่เรื่องการตลาดเข้าไปแล้ว ทั้งลาว เวียดนาม กัมพูชา"


 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ประชาชาติธุรกิจ