ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาด AEC แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ตลาด AEC แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รู้เขา...รู้เรา!! สแกนพลังงานขายตรงไทย เดินหน้าปักธงรบตลาด AEC







630 (Mobile)


เป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 (ปี ค.ศ. 2015)ของการเปิดประตูสู่ ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศในแถบอาเซียนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันของประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ 1. ประเทศไทย 2.อินโดนีเซีย 3.มาเลเซีย 4.สิงคโปร์ 5.บรูไน 6.ฟิลิปปินส์ 7.เวียดนาม 8.ลาว 9.พม่า และ10.กัมพูชาเพื่อก้าวไปสู่ การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งการหลอมรวมพลังครั้งนี้เพื่อช่วยกันยกมาตรฐานสินค้าภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน


เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วไป และรวมถึง ธุรกิจเครือข่าย ที่นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สำคัญของการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ เวลานี้ได้มีการปักธงรบและขยับตัวเองในการวางแนวทางการทำงานให้สอดรับกับตลาดใหม่นี้ย่างคึกคัก


อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก AEC เป็นตลาดที่น่าจับตามองของนักธุรกิจทั่วทุกมุมโลก และเวลานี้แม้จะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการแต่ก็มีบริษัทขายตรงที่เล็งเห็นความสำคัญได้วางแผนเข้าไปรุกตลาด อาเซียนกันล่วงหน้าในหลายประเทศกันแล้ว หรือหากจะไล่เรียงมาตั้งแต่ขายตรงเบอร์หนึ่งสัญชาติไทย นัมเบอร์วัน


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เวลานี้ได้ตระเตรียมตัวเองด้วยการเร่งขยายอาณาจักรตัวเองเปิดตัวรุกตลาดอาเซียนมาระยะหนึ่งก่อนหน้านี้โดยนำร่องในเฟสแรกขยายธุรกิจไปยังตลาดประเทศพม่า กัมพูชาและมาเลเซีย อีกทั้งได้เล็งทำเลทองต่อเนื่องอีกหลายประเทศ หรือหากเป็นในส่วนของเนื้องานที่ได้วางไว้นั้นกิฟฟฟารีนเองก็ได้มีการเตรียมแผนงานรองรับ กับ AEC ไว้อย่างดิบดีนั้นก็คือแผนแรกการเฟ้นหาสินค้าที่เหมาะสมกับประเทศใดในกลุ่มอาเซียน ต่อมาแผนที่สองวิธีการทำตลาดทั้งในเรื่องของการส่งออกและการนำเข้าให้สอดรับกับประเทศนั้นๆและทุกอย่างต้องมีการปรับตัวและตามให้ทันกับโอกาสที่ดีทางธุรกิจในอนาคตข้างหน้าที่สำคัญ คือการเร่งพัฒนาศักยภาพการทำงานของนักธุรกิจกิฟฟารีนให้สามารถบุกตลาดดังกล่าวได้อย่างมั่นใจ


ยักษ์ขายตรงต่อมา บริษัทนู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยังคงเดินหน้าอัดแน่นกลยุทธ์การตลาดรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่ให้เกิดขึ้น โดยจะมุ่งให้ความสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้นทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มกำลังโดยยังคงจุดยืนที่มุ้งเน้นการชู นวัตกรรมแห่งการชะลอวัย ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพ ภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชรา พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร MASS Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป โดยมีเป้าหมายความสำเร็จปีนี้ด้วยยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และเพื่อแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่เคยประกาศไว้


ข้ามห้วยมาที่ดงขายตรงย่านรัชดา บริษัท จอยน์ แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด


ก็ได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังโดยในช่วงแรกบริษัทจะเข้าไปลงทุนเฉพาะประเทศที่ติดกับไทยเป็นหลักก่อนเพราะต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ โดยรูปแบบของการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศนั้นจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ เช่นในพม่าอาจะต้องตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาระหว่าง J&C กับนักลงทุนในประเทศ แต่ในกัมพูชาบริษัทสามารถเข้าไปถือหุ้นได้ 100 % เลย ส่วนในลาวอาจจะเข้าไปถือหุ้นร่วมกับบริษัทในประเทศตามสัดส่วนที่รัฐบาลกำหนด เช่นเดียวกับในมาเลเซียที่มีนักลงทุนท้องถิ่นเข้ามาถือหุ้นด้วย แต่การบริหารจัดการทั้งหมดก็ยังเป็นบริษัทในไทย


ลุยสุดตัวไม่แพ้กันสำหรับ ยักษ์ขายตรงสัญชาติไทยแท้ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด หลังประสบความสำเร็จด้วยยุทธศาสตร์การตลาดแบบป่าล้อมเมืองที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมีผู้นำขึ้นรับรางวัลต่อเดือนนับพันคน และเพื่อสานต่อเป้าหมายใหญ่ของการรุกตลาดเออีซีเพื่อสร้างอาชีพให้กับคนทั่วโลก ทำให้ปัจจุบัน นีโอไลฟ์ฯ ได้มองการณ์ไกลเริ่มมีการขยายธุรกิจของบริษัทออกไปสู่พี่น้องประเทศเพื่อนบ้านในแถบภูมิภาคอาเซียน สู่ประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ จีน (เซี่ยงไฮ้) การดำเนินงานของบริษัทมีความคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจขายตรงของคนอาเซียนที่จะร่วมกันสร้างอนาคตที่ดี พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอาเซียนของเราให้มีความเจริญก้าวหน้าและให้ประชาชนของเรากินอยู่ดียิ่งๆขึ้นไป


เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งทางธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 11 ได้เป็นอย่างดีสำหรับ บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่เห็นได้ชัดเจนว่าตลาดประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับการประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจด้วยการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นในปีนี้ ล่าสุดยูนิซิตี้ได้เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยการเปิดสำนักงานยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญ อีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธรกิจของยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญอีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธุรกิจของยูนิซิตี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชากรในประเทศนั้นๆ มีรายได้รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของการทำงานร่วมกันของเครือข่ายยูนิซิตี้ในประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนยูนิซิตี้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ทางด้าน


บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด


ประกาศขอปูทางสู่ประชาคมอาเซียน โดยร่วมมือกับประเทศ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและทั้งประเทศไทยร่วมกันผลักดันความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันได้ใช้ฐานประเทศสิงคโปร์เป็นฮับ หรือศูนย์กลางกระจายสินค้าที่สำคัญของซินเนอร์จี้ นอกจากนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้แก่นักธุรกิจได้เรียนรู้ในเรื่องของสินค้า เพิ่มเติมบริษัทได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ ทริปเดินทางไปสัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติม กับทางผู้เชี่ยวชาญให้สามารถแนะนำและขยายธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ถือเป็นการเตรียมตัวในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน


ส่วนข้ามชาติ บริษัท อาเจล อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด แม้ว่าจะเจออุปสรรคทางธุรกิจหลายระลอก แต่ก็ยังยืนหยัดต่อสู้ได้ถึงทุกวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าอาเจลนั้นมีดีเช่นกัน ซึ่งกลยุทธ์ของอาเจลต่อจากนี้ไปเพื่อให้สมาชิกสามารถออกไปขยายธุรกิจได้ง่าย ได้วางแนวทางการทำงานที่ยังคงเน้นการทำงานพื้นฐาน เช่น การจัด Small Group Meeting และการจัดหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ เพื่อสร้างสายเลือดใหม่ของอาเจลขึ้นมา โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีในการเติบโตอย่างมั่นคงและทันช่วงเปิด AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ในปี 58 อย่างพอดิบพอดี


อีกหนึ่งค่ายคลื่นลูกใหม่มาแรง บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด หลังโชว์ไม้เด็ดยุทธศาสตร์การตลาดแบบคลื่นกระทบฝั่งดันธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วแล้วยังได้เดินหน้าพัฒนาตัวเอง ด้วยการเปิดการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องระบบไอที ทีได้ทุ่มงบราว 10 ล้านบาทพัฒนารอบด้าน จำทำสื่อข้อมูลบริษัท ผ่านทางเว็บไซต์รวมทั้งสิ้น 12 ภาษาด้วยกัน อีกทั้งยังได้เตรียมปรับปรุงและพัฒนาส่วนของฐานข้อมูลรายชื่อสมาชิกอย่างชัดเจนกว่าเดิม สามารถแยกสมาชิกต่างชาติ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบรายชื่อหรือสานต่อธุรกิจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่จะลงใหม่นี้สามารถลองรับได้ถึง 100 ล้านรหัส ด้านขายตรงน้องใหม่ผู้บริหารมือเก๋า บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลดฺ ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญในการเปิดรับ AEC และการตลาดในยุคดิจิทัล ด้วย Application อัจฉริยะที่สมบูรณ์ที่สุดในเครือข่ายขายตรงไทย สมาชิกสามารถ สปอนเซอร์ เช็คยอด และสั่งซื้อสินค้าผ่าน Application ทั้งบนมือถือ และแท็บเลต ระบบ IOS จึงทำให้สมาชิกสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั่วมุมโลก และบริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด (BWL) ก็คึกคักไม่แพ้กันหลังจากที่เวลานี้ผู้บริหารบริษัทแม่ประเทศ สิงคโปร์ ได้เปิดไฟเขียวรอรับไว้อยู่แล้ว ด้วยการขยับส่วนของสำนักงานใหญ่ ตลอดรวมถึงการขยายโกดังเก็บสินค้าและระบบขนส่งที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าหากบริษัทขายตรงรองรับการทำงานที่ครอบคลุม มีระบบไอทีที่ดี ก็จะได้เปรียบทางธุรกิจและนำไปสู่การสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเวลานี้บริษัทได้มีการบอกต่อสมาชิกหรือผู้นำให้มีความเตรียมพร้อมรอบด้านที่จะเปิดรับการแข่งขันทางการตลาดอย่างเสรีด้วยเช่นกัน


แลดูคึกคักตั้งแต่ต้น สำหรับน้องใหม่ทุนหนา บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด ที่ได้วางเป้าสร้างกระแสความรับรู้ทางด้านผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ออกไปขยายตลาดในประเทศลาว และกัมพูชาโดยร่วมกับภาครัฐในการออกบูทในประเทศดังกล่าว อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาได้ไปอออกบูทร่วมกับภาครัฐในงาน Thailand Trade Exhibition 2013 ณ Diamond Island Convention & Exhibition Center กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ต่อด้วยกลางเดือนเดียวกันนี้ ในงาน Thailand Health & Beauty Zone ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค และต้นเดือนกรกฎาคม 2556 ในงาน Lao-Thai Trade Fair 2013 ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค นครหลวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว ตลอดจนขายตรงน้องใหม่ บริษัท วิลเลนดรยอฟ จำกัด แม้จะเพิ่งเข้ามาลิ้มลอง ตลาดขายตรง แต่นับได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจ ประหนึ่งมืออาชีพ ซึ่งเป็นเพราะว่าได้คลุกคลีในการทำตลาดเครื่องสำอางมานานและรู้ถึงความต้องการทางตลาดได้เป็นอย่างดี ส่วนการเตรียมความพร้อมในการขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เช่น สปป.ลาว,พม่าและกัมพูชานั้นเนื่องจากฐานตลาดกลุ่มลูกค้าในประเทศดังกล่าวยังไม่ค่อยคุ้นเคยการทำธุรกิจแบบขายตรง ดังนั้นกลยุทธ์ในช่วงแรกของการเข้าไปรุกตลาดในกลุ่มประเทศดังกล่าวจะทำในลักษณะขายตรงชั้นเดียวไปก่อน ภายใต้แบรนด์ใหม่ เพื่อเป็นการปูฐานผู้บริโภคไว้ก่อน ซึ่งเมื่อเปิด AEC บริษัทก็เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากขายตรงชั้นเดียวมาเป็นขายตรงหลายชั้น


ทิ้งท้ายดูความพร้อมธุรกิจขายตรงชั้นเดียว(SML) แบรนด์ดังอย่าง มิสทีน บริษัทบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขณะนี้ก็ได้ทุ่มสุดตัวซึ่งหลังจากที่เริ่มขยายตลาดเข้าพม่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมียอดขาย 500 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์นักธุรกิจลาวตั้งบริษัทใหม่ที่ประเทศลาวพร้อมทั้งจะมีการเปิดโชว์รูมเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการกับผู้บริโภค และในขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาแผนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มเติม และคาดว่าในช่วงกลางปีนี้บริษัทจะมีการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อรองรับเออีซี ด้วยเช่นกัน โดยจะพิจารณาถึงความพร้อมในส่วนของวัตถุดิบ เพื่อลดต้นทุนได้มากกว่า 10% ขึ้นไปถึงจะสามารถลงทุนได้


ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของบริษัทขายตรงที่มีความตื่นตัวทางธุรกิจในการเตรียมรุกตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในอีก2ปีข้างหน้า เพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่ของธุรกิจขายตรงไทย เราขอเป็นกำลังให้กับทุกค่ายและทุกคนในการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าธุรกิจขายตรงไทย...ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556


วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวไอยรา แพลนเน็ต (Aiyara Planet) : ไอยรา ผ่าแผนเด็ดดันยอดโต ซุ่มขอ อย. ลาวจ่อบุกตลาด AEC







boss (Mobile)


ไอยรา งัดไม้เด็ดปั๊มยอดขายสิ้นปี 300 ล้าน ผ่าแผน ยึดหัวหาดภาคอีสานเป็นฐานรุกตลาด AEC ล่าสุด ยื่นขอ อย.ลาว ประเดิมเป็นประเทศแรก มั่นใจไม่เกิน 3 เดือน ได้ฤกษ์ปักธง ชูนโยบาย 1 โค้ด 1 แพลนเน็ต เผยเตรียมยลโฉมแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ไอยรา คาเฟ่ รูปแบบใหม่ หวังต่อยอดพีวีให้กับสมาชิก


กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรมการ/กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า ปีนี้บริษัทได้วางเป้าหมายยอดขายสำหรับปีนี้ไว้ที่ 300 ล้านบาท โดย จะใช้กลยุทธ์ดังนี้ 1.ขยายพื้นที่, ขยายยอดขาย, ขยายฐาน สมาชิก และพัฒนานักธุรกิจให้มีความเข้าใจธุรกิจยิ่งขึ้น2.การวางกลยุทธ์ และกำหนดเป้าหมายร่วมกัน, การติดตาม เป้าหมาย, อุปสรรค และปัญหากับผู้นำในทุกๆ เดือน เพื่อ ให้มีการปรับตัวตามสถานการณ์ได้อยู่เสมอ และ 3.การทำ แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดขายตรง เช่น เน้นให้เห็นโลโก้ ช้าง และเห็นความเคลื่อนไหวของบริษัทตลอดเวลา เป็นต้น


สำหรับปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทได้จับมือร่วมกับ ผู้นำในการขยายธุรกิจไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจมีการเติบโตขึ้นตามลำดับ โดยพื้นที่ที่ถือเป็น ตลาดหลัก ได้แก่ ภาคใต้ ซึ่งเริ่มมีความแข็งแกร่งมากขึ้น รองลงมาเป็นพื้นที่ภาคเหนือที่เริ่มกระจายเข้าไปในจังหวัด ย่อยๆ ของภาค ส่วนพื้นที่ภาคอีสานยังเป็นพื้นที่ที่ยัง ไม่เติบโตเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่าภาคอีสาน ยังคงเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นพื้นที่เส้นทางหลัก เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) ในปี 2558


เรามองว่าพื้นที่ภาคอีสานจะเติบโตได้อีก และ จะเป็นเส้นทางในการเข้าไปขยายตลาดในแถบประเทศ เพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว ซึ่งล่าสุด เราได้ยื่นขออนุญาต จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในลาว แล้ว คาดว่าจะได้รับการอนุมัติอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งการยื่นขอใบอนุญาตจาก อย. ลาว ในครั้งนี้ เพื่อรองรับ การเปิด AEC ในอีก 2 ปีข้างหน้า หลังจากที่เราไปยื่นขอ อย. ในลาว ทำให้มีผู้นำทั้งใน สปป.ลาว และภาคอีสานเริ่ม ให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก นั่นแสดงให้เห็นว่า สมาชิกในภาคอีสานต้องการที่จะเข้าไปทำธุรกิจในตลาด AEC เช่นกัน


สำหรับการเข้าไปทำตลาดใน สปป.ลาว ในเบื้องต้น บริษัทจะได้นำสินค้า 3 รายการ ซึ่งเป็นตัวหลักของไอยรา ก่อน โดยได้กำหนดราคาไว้เท่ากับประเทศไทย แต่ตัวพีวี (PV) จะลดลงไป ซึ่งสมาชิกของไอยราสามารถขยายตลาด ได้ภายใต้รหัส 1 โค้ด 1 แพลนเน็ต ส่วนรูปแบบการลงทุน ในลาวนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด ซึ่งตอนนี้ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะลงทุนในรูปแบบใด ได้แก่ บริษัท ลงทุนเอง 100% และการร่วมหุ้นกับนักลงทุนในประเทศ นั้นๆ โดยทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ


ปัจจุบันเราเริ่มทำฐานข้อมูลใหม่สำหรับชาวต่าง- ประเทศแล้ว โดยการลงทะเบียนของนักธุรกิจชาวต่าง- ประเทศจะใช้เลขบัตรประชาชนที่เป็นของคนประเทศนั้น ซึ่งจะบอกได้ว่าคนๆ นั้นมาจากประเทศใดจากนั้นตามด้วย โค้ดของบริษัท และเมื่อมีการส่งพีวีเข้ามาทางบริษัทจะนำ มาคำนวณเพื่อจ่ายค่าคอมมิสชั่น ซึ่งการลงทะเบียนใน ลักษณะดังกล่าวสมาชิกของบริษัทสามารถทำได้ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในเอเชียเท่านั้น


กัมปนาท กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายหลัก ของบริษัทยังคงมาจากสารสกัดจากงาดำคิดเป็นกว่า 70% จากยอดขายสินค้าทั้งหมด ซึ่งในอนาคตบริษัทมีแผนจะนำ สารสกัดจากงาดำไปผสมในสินค้าชนิดอื่นๆ ซึ่งล่าสุดได้นำ ไปผสมเป็นคอลลาเจนผสมเซวามีนสารสกัดจากงาดำซึ่ง เป็นการสร้างกระแสความตื่นเต้นในองค์กรได้ค่อนข้างดี มาก ส่วนความคืบหน้าการเปิดร้านกาแฟ ไอยรา คาเฟ่ นั้น บริษัทมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้สมาชิก มีพีวีเพิ่มขึ้นอย่างง่ายๆ โดยบริษัทจะเปิดร้านกาแฟตาม เซ็นเตอร์ต่างๆ ของบริษัท เพราะในแต่ละสัปดาห์จะมี สมาชิกเข้ามาที่เซ็นเตอร์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 วัน และ หลายคนต้องการที่จะดื่มกาแฟ ดังนั้น การเปิดร้านกาแฟ จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้สมาชิกมีพีวีเพิ่มขึ้น โดย ร้านกาแฟดังกล่าวจะเปิดในลักษณะเเฟรนไชส์ เพื่อให้ สมาชิกสามารถซื้อไปเปิดเองโดยมีต้นแบบ ไอยรา คาเฟ่ เป็นแบบอย่าง คาดว่าร้านกาแฟดังกล่าวจะเปิดตัว ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้


กัมปนาท กล่าวว่า หากมองภาพความสำเร็จของ ไอยรา ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1.การจัดอบรม สัมมนาที่มีอย่างต่อเนื่อง 2.เทคโนโลยีที่บริษัทพยายาม ใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือในการทำงานโดย สะดวก ซื้อง่าย ส่งสินค้าคล่องตัว ตรวจสอบข้อมูล ย้อนหลังในการที่จะสื่อสารกัน และสามารถชำระสินค้า ผ่านทางร้านสะดวกซื้อ 7-11 ได้ ทำให้ผู้บริโภคปลายทาง เกิดความเชื่อมั่น และ 3.การสร้างแบรนด์ให้เป็น ที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่ ยังไม่เชื่อมั่นในธุรกิจขายตรง ดังนั้น จึงต้องสร้างการ ยอมรับให้มากขึ้น




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ดี เน็ทเวิร์ค ฉีกกฎขายตรงเกษตร เนรมิต บานเย็น นวัตกรรมสารเสริมพืชแห่งยุค








ดี เน็ทเวิร์ค ฉีกแนวทางธุรกิจขายตรงเกษตร เนรมิต สารบำรุงสมองพืช ภายใต้ชื่อ บานเย็น ที่สุดแห่งเทคโนโลยีทำให้หาอาหารเก่งขึ้น ทำการปรับสภาพดิน เป็นนวัตกรรมจากสวิตเซอร์แลนด์ สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ ทดลองแจกไป 200 ชุด ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับแจกไปนั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ คาดสินค้ากลุ่ม บานเย็น จะก้าวขึ้นเป็นสินค้าขายดีในลำดับต้นๆ ของทางบริษัทในอนาคตอันใกล้ เตรียมจัดงานใหญ่ฉลองจำหน่ายผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ ครบ 50 ล้านเม็ด ต้นปีหน้าพร้อมตั้งเป้าบุกตลาดเวียดนามเป็นที่แรก


คุณสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทได้ทำการเปิดผลิตภัณฑ์ใหม่ โดยทำการฉีกแนวในการทำธุรกิจเกษตรอย่างสิ้นเชิง ด้วยการออกสินค้า สารบำรุงสมองพืช ภายใต้ชื่อ บานเย็น


ผลิตภัณฑ์บานเย็นหรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า บานเย็นรากขาวจะมีแพ็ตเกจเป็นสีบานเย็นทำให้คนเห็นแล้วจำได้เลย นี่ถือเป็นการฉีกกฏเกณฑ์เดิมๆ ว่าทำไมสินค้าเกี่ยวกับเกษตรต้องสีเขียวเท่านั้น โดยสารบำรุงสมองพืชของเราถือเป็นที่สุดของนวัตกรรมทำให้หาอาหารเก่งขึ้น ทำการปรับสภาพดิน เป็นเทคโนโลยี่จากสวิตเซอร์แลนด์สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์


สินค้าในกลุ่มนี้มี3ตัว ตัวแรกคือ บานเย็นรากขาว ตัวต่อมาคือ วัคซีนพืช เป็นการเสริมภูมิคุ้มกันให้กับพืช ซึ่งทำจากซิลิก้าและกรดอะมิโน ตัวที่ 3 คือ สารเพิ่มผลผลิตบานเย็น เร่งการผลิตดอกออกผล ซึ่งผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถือเป็นที่สุดแห่งนวัตกรรมสารเสริมพืชแห่งยุค
การที่เราโดเข้ามาร่วมทำธุรกิจขายตงเกษตรสืบเนื่องจากสินค้าของเราเข้ากับคอนเซ็ปต์ของ ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวคือ เป็นสินค้าที่ดีมีนวัตกรรม เห็นผลลัพธ์อย่างชัดเจน เนาเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว ขนส่งง่าย ราคาเอื้อต่อผู้บริโภค และสามารถแข่งขันในตลาด AEC ได้ ที่สำคัญสินค้ากลุ่มเกษตรของ ดี เน็ทเวิร์ค ทุกตัวล้วนแต่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและโลก
คุณสาคร กล่าวว่า จากประสบการณ์ที่ตนเคยทำธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรเมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมาปรากฏว่าประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ทำ 3 เดือนสร้างยอดขาย ได้สูงถึง 20 ล้านบาท ซึ่งสินค้าที่จำหน่ายเป็นสูตรเดียวกันกับ สารบำรุงสมองพืชบานเย็น ตนจึงมีความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ของ ดี เน็ทเวิร์คจะสามารถตอบสนองความต้องการของเกษตรได้เป็นอย่างดี
ทางบริษัทคาดหวังว่าสินค้ากลุ่ม บานเย็น จะก้าวขึ้นเป็นสินค้าขายดีในลำดับต้นๆ ของทางบริษัท และจากการได้ทำการทดลองแจกไป 200 ชุด ปรากฏว่าผู้ที่ได้รับการแจกไปนั้นต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นผลิตภัณฑ์ที่ดี มีคุณภาพ


ประธานผู้ก่อตั้ง ดี เน็ทเวิร์ค กล่าวต่อไปว่า ในวันที่ 27 มกราคม 2556 ทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะมีการจัดงานใหญ่เฉลิมฉลองยอดขายโกโรจินส์ 50 ล้านเม็ด และมีการประดับเข็มให้กับสมาชิกที่ประสบความสำเร็จในทุกตำแหน่ง
งานใหญ่ของเราจะจัดขึ้นที่โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คาดว่าจะมีคนเข้าร่วมงานกว่า 3,000 คนจากทั่วประเทศ นอกเหนือจากการเฉลิมฉลองและการประดับเข็มแล้ว เรายังมีโปรแกรมการแข่งขันท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนาม ซึ่งถือเป็นการศึกษาตลาด AEC ไปในตัว เนื่องจากทาง ดี เน็ทเวิร์ค จะบุกตลาดเวียดนามเป็นประเทศแรก
ความพร้อมในการบุกตลาดเวียดนามนั้น ในขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียม ความพร้อม ในเรื่องต่างๆไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าก็อยู่ในระหว่างการขอจด อย. อยู่ซี่งโปรโมชั่นการท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนามนี้ สร้างความคึกคักในหมู่สมาชิก ดี เน็ทเวิร์ค เป็นอย่างมาก ซึ่งทางบริษัทคาดว่าจะมีผู้ผ่านคุณสมบัติการท่องเที่ยวในครั้งนี้ถึง 400 คน โดยโปรโมชั่นดังกล่าวเริ่มเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2555 ถึง 5 มกราคม 2556 เดินทางในเดือน พฤษภาคม 2556


การที่เราเลือกบุกตลาดเวียดนามก่อน สืบเนื่องจากคนเวียดนามเป็นคนที่ขยันขันแข็งเป็นออย่างมาก อีกทั้งเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา พวกเขากำลังแสวงหาโอกาสในชีวิตซึ่งผมมองว่าเหมาะอย่างมากกับการทำอาชีพขายตรง เราจึงตัดสินใจบุกตลาดเวียดนามเป็นประเทศแรก คุณสาคร ระบุปิดท้าย



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 154