ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dchl แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Dchl แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ดีเอสไอตั้งโต๊ะสัญจรกลางศูนย์ดำรงธรรมเมืองสองแคว เปิดรับเหยื่อ บริษัทดิจิตอลคราวน์ ธุรกิจขายตรงน้ำมันหอมระเหย ตุ๋นร่วมลงทุนสูญเงินกันถ้วนหน้า รับแจ้งความจนถึงพรุ่งนี้ (3 พ.ค.)







mlm

 


วันนี้ (2 พ.ค.) นายนิรันดร ชัยศรี ผู้อำนวยการส่วนคดีอาญาพิเศษ 3 สำนักงานคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมทีมงานยังคงตั้งโต๊ะที่ศูนย์ดำรงธรรม ศาลากลางจังหวัดพิษณุโลก เปิดรับแจ้งความคดีน้ำมันหอมระเหย บริษัท ดิจิตอลคราวน์ โฮลดิ้ง (DCHL) จำกัด ให้ผู้เสียหายที่ถูกบริษัทดังกล่าวหลอกลวงเดินทางมาเป็นพยานร่วมฟ้องร้องบริษัทฯ


นายนิรันดรกล่าวว่า บริษัทฯ มีพฤติการณ์หลอกลวงให้ผู้อื่นสมัครเป็นสมาชิก ในลักษณะการหาเครือข่ายโดยไม่เน้นการขายสินค้า ช่วงปี 2553-2555 ซึ่งผิดกฎหมาย ด้วยการใช้ธุรกิจน้ำหอมปรับอากาศขายตรง โดยโฆษณาชักชวนหาสมาชิกผ่านบุคคล จัดอบรมตามสถานที่ต่างๆ เช่น โรงแรมในกรุงเทพฯ และนครราชสีมา หลอกลวงเผยแพร่แผนการตลาด อบรมสมาชิกโดยใช้ชื่อ การอบรมคอร์ส CEO นำแผนการตลาดที่เป็นส่วนหนึ่งของการหลอกลวงให้เข้าใจว่าการทำธุรกรรมของบริษัทฯ


แต่ข้อเท็จจริงจากการสืบสวนสอบสวน พบว่า ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับแล้วได้กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน อ้างว่าประสบความสำเร็จในการลงทุนกับบริษัทฯ มีรายได้จำนวนมาก ให้ลงทุนร่วมเป็นหุ้นส่วน ไม่ใช่การขายสินค้า มีการจ่ายเงินลงทุนเพียงครั้งเดียว แต่จะได้ผลตอบแทนสูงเป็นประจำทุกเดือน ล่อผู้เข้าอบรมเชื่อว่าธุรกิจของบริษัทฯสามารถให้ผลตอบแทนมากจริง


โดยใช้แผนการตลาดชักชวนให้ลงทุนประมาณ 12,300 บาท ได้รับสินค้าจำนวน 1 ชุด จากนั้นมีการลงทุนประมาณ 60,000-4,000,000 บาท บริษัทฯ กำหนดจ่ายผลตอบแทนด้วยการโอนเข้าบัญชีให้สมาชิกทุกวันที่ 20 ของเดือนถัดไป และยังแนะนำให้ผู้เข้าอบรมนำทรัพย์สินที่มีค่า เช่น บ้าน รถยนต์ ที่ดินไปจำนอง หรือจำนำกับสถาบันการเงินทั้งในและนอกระบบนำมาลงทุนด้วย


นายนิรันดรเปิดเผยอีกว่า ที่ผ่านมามีประชาชนหลายจังหวัด ที่ถูกบริษัทดังกล่าวหลอกลวง โดยที่ จ.นครราชสีมามีผู้เสียหายมากที่สุด จังหวัดเดียวมากถึง 2,000 ราย ขณะที่ภาคอีสานทั้งภาค มีผู้เสียหาย 5,000 ราย เข้าแจ้งความแล้ว 2-3 พันราย ภาคเหนือตอนล่าง ผู้เสียหายประมาณ 1,000 ราย ภาคเหนือตอนบน ประมาณ 500 ราย ส่วนภาคใต้มีผู้เสียหายน้อยมาก เพียงประมาณ 500 ราย


นายนิรันดรบอกอีกว่า จนถึงขณะนี้ผู้เสียหายในภาคเหนือตอนล่าง เข้าแจ้งความค่อนข้างน้อย เพียงประมาณ 30 รายเท่านั้น ซึ่งทางดีเอสไอจะตั้งโต๊ะรับแจ้งความที่ศาลากลางจังหวัด เช่นเดียวกับจังหวัดภาคเหนือตอนบน ไปจนถึงพรุ่งนี้ (3 พ.ค.) จึงขอให้ผู้เสียหายแสดงตัวเข้าแจ้งความโดยเร็ว หากพ้นกำหนดจะต้องเดินทางไปแจ้งที่ดีเอสไอ ที่กรุงเทพฯ เอง


 


 


Credit By :http://www.manager.co.th

วันอาทิตย์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ประมวลช็อตเด็ดขายตรงปี55 ร้อนระอุทุกอณูตั้งแต่ต้นปีถึงปลายปี


ซูมภาพธุรกิจขายตรงปี55 พบคลื่นความแรงปะทุตั้งแต่ต้นปี หลังหลายค่ายยอดขายพุ่งสวนวิกฤติ เผยไตรมาสที่ 1 ทุกค่ายเร่งกลยุทธ์ดึงธุรกิจตื่น ทั้งเสริมความแข็งแกร่งด้วยโฆษณา-สื่อทีวี-โปรโมชั่น พร้อมระบุครึ่งปีแรกข่าวฉาวขายตรงเพียบ ตลาดผลิตภัณฑ์สตรีดังพลุแตก...ส่วนครึ่งปีหลังตลาดขายตรงร้อนระอุ หลังหน่วยงานรัฐสับแหลกธุรกิจนอกรีดดิ้นไม่หลุด

หากจะให้พูดถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ในธุรกิจขายตรง ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นปีนี้ เชื่อว่าหลาย ๆ ท่าน คงจำเรื่องราวของธุรกิจนี้ได้เป็นอย่างดี แต่ก็เชื่อว่ามีหลาย ๆ คน จำนวนไม่น้อยเช่นกัน ที่ยังจำเหตุการณ์เรื่องราวในธุรกิจขายตรงไม่ได้แบบเต็มร้อยเสียทีเดียว
โดยปักษ์นี้ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ ขอมาประมวลภาพรวม ธุรกิจขายตรง ออกมาให้ทุกท่านได้ ย้อนรำลึก ถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นตลอดปี 2555 ที่ผ่านมาอีกครั้ง เชื่อว่าหลาย ๆ ท่านในที่นี้ คงจะจำภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้อย่างแน่นอน โดยเชื่อว่าแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ต่างล้วนแล้ว น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียว


Q1ขายตรงยอดขายร้อนฉ่า
ทุกค่ายเร่งกลยุทธ์ดึงธุรกิจตื่น
...ต้องบอกว่า เริ่มต้นปี 2555 นั้น พบว่า หลาย ๆ ค่ายในบริษัทขายตรง ต่างออกอาวุธหมัดเด็ด ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจอย่างเมามันทีเดียว เห็นได้จาก เมื่อจบไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ หลาย ๆ ค่าย ต่างมียอดขายที่เรียกว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก เริ่มตั้งแต่พี่ใหญ่อย่าง แอมเวย์ เอง ที่ยังคงยึดเก้าอี้แชมป์ยอดขายในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ โดยสามารถมียอดขายเติบโตตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 7-10% เช่นเดียวกับทางด้าน ซูเลียน ที่มียอดขายในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ที่เติบโตมากกว่า 20% หรือมียอดขายกว่า 1,400 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่าย กิฟฟารีน ที่มีตัวเลขเติบโตอยู่ที่ 10% ในช่วงไตรมาสที่ 1 รวมถึงเอม สตาร์ มียอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 15% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนค่ายหมอเส็ง มีตัวเลขในไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ เติบโตอยู่ที่ 20-25% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาปีที่ผ่านมา...เรียกได้ว่าขายตรงแต่ละค่าย ต่างมียอดขายที่ถือว่าเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะเจอวิกฤติในเรื่องของภาวะน้ำท่วมลากยาวมาถึงต้นปีนี้ก็ตามที

ซึ่งต้องบอกว่า ไม่ใช่เฉพาะในเรื่องของยอดขายในไตรมาสที่ 1 ที่ทำให้หลาย ๆ ค่าย ต่างยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ แต่ทั้งนี้ยังพบอีกว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 มีหลาย ๆ ค่าย ต่างออกมาปล่อยทีเด็ดเพื่อกระตุ้นธุรกิจกันอย่างมากมายทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นทางด้านค่าย โกลด์แคทส์ ก็ได้ออกมาอัดกลยุทธ์แบบครบเครื่อง ด้วยการเปิดตัว 2 ทายาทนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรง ไปพร้อม ๆ กับการเตรียมแผนบุกตลาดเต็มร้อย ด้วยการทุ่มทุนสร้างสื่อทีวีดาวเทียมช่อง GIFT Channel ลุยตีตลาดในวงการขายตรงแบบครบเครื่อง

ค่าย ดีเน็ทเวิร์ค ออกมาประกาศรุกตลาดด้วย 7 จุดยุทธศาสตร์ พร้อมกับการเข็นสินค้าใหม่สู้ศึกอย่างมากมาย โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 นั้น สินค้าที่ทาง ดีเน็ทเวิร์ค นำออกมาตีตลาด คือ สินค้าสำหรับท่านชาย Seven Zeed จากประเทศไต้หวัน...เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่สร้างความฮือฮาได้อย่างมากทีเดียว
ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่หลาย ๆ คน คงพอที่จะจำกันได้เป็นอย่างดี ในกรณีของค่าย ไทยเฮลท์ ที่มีข่าวฉ่าวออกมาว่า มีตัวแทนขายโอเวอร์เคลม อวดสรรพคุณเกินจริงผ่านเว็บจนทิ่มตา อย. เข้า...ซึ่งเรื่องนี้ถูกกลายเป็นประเด็น ที่ถูกจับจ้องรับปีมังกรทองกันเลย จนทางด้าน สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ต้องออกมาร่อนออกข่าวประชาสัมพันธ์เตือน! ผู้บริโภค อย่าตกเป็นเหยื่อหลงเชื่อโฆษณาที่เกินความเป็นจริง โดยเฉพาะการโฆษณาผ่านเว็บไซต์ ที่ตัวแทนขายโอเวอร์เคลมสรรพคุณสินค้าเกินความเป็นจริง...!!.ซึ่งในเวลานั้น ทางด้านเอ็มดีใหญ่ของค่าย ไทยเฮลท์ ก็ออกมาโต้ว่า นโยบายโฆษณาบริษัทฯ อยู่ในกรอบควบคุมของทาง อย. ไม่คิดที่จะออกนอกลู่ นอกทาง แถมที่ผ่านมา ไม่เคยโฆษณาขายสินค้าผ่านเว็บไซต์แต่อย่างใด ก็เป็นอีกหนึ่งข่าวที่หลาย ๆ คน ต่างเฝ้าดูความคืบหน้าของเรื่องนี้กันอย่างใกล้ชิดทีเดียว

เช่นเดียวกับทางด้านขายตรงน้องใหม่เอง ในช่วงไตรมาสที่ 1 ก็พบว่า หลาย ๆ ค่ายต่างส่งไม้เด็ดออกอาวุธครบมือเพียบ ทั้งในส่วนของ สินค้า-แผนการตลาด-โปรโมชั่น เรียกได้ว่ามีการเปิดเกมรบหมดหน้าตัก หวังเขย่าธุรกิจเพื่อต้องการแจ้งเกิดกันเลย

ส่วนอีกหนึ่งเรื่องที่น่ายินดีสำหรับค่าย นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส อิงค์ นั่นก็คือ การตอกย้ำบริษัทชั้นนำระดับโลก ด้วยการคว้า 2 รางวัล การันตีคุณภาพความสำเร็จ จากการจัดอันดับของ อินเวสเตอรส์ บิสซิเนส เดลี่ หรือ ไอบีดี ให้เป็น1 ใน 100 บริษัทที่ดีที่สุดประจำปี 2011 และเป็น 1 ใน 1,000 บริษัทมหาชน ที่มีการเติบโตเร็วที่สุดในโลกจาก ดิ อินเตอร์เนชั่นแนล บิสซิเนส ไทมส์ หรือไอบีทีอีกด้วย

ต่อกันด้วยค่าย หมอเส็ง ที่ออกมาประกาศรุกฆาต กางตำราทุ่มงบกว่า 200 ล้านบาท ลุยสื่อเต็มอัตราศึก เพื่อหวังที่จะปูทางให้สมาชิก พิชิตความสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว ด้วยการโฆษณาผ่าน 3,5,7,9 ซึ่งนับว่าหมากเกมนี้ ทางด้านคุณหมอเส็ง วางหมากเพื่อที่จะเป็นเครื่องมือสำคัญ ให้กับสมาชิกได้สามารถทำงานได้ง่ายขึ้นจริง ๆ

ส่วนอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่สร้างความคึกคักให้กับสมรภูมิรบขายตรงได้ไม่น้อย นั่นก็คือ การเปิดศึกช่วงชิงพื้นที่ความยิ่งใหญ่ในตลาดเครือข่ายขายตรงของค่ายใหญ่หลาย ๆ ค่าย ที่ออกมาเดินเกมได้อย่างน่ากลัวเริ่มจาก ...แอมเวย์ ที่นำร่อง ปรับผลตอบแทนอีกรอบ หวังที่จะดึงสมาชิกไม่ให้ปันใจหนีไปค่ายอื่น แถมยังมุ่งเน้นรุกตลาดผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คอีกด้วย นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ กิฟฟารีน ก็ไม่น้อยหน้า กางตำราเพิ่มอินเทนซีฟ 2 เท่า พร้อมกับจัดโปรโมชั่นพิเศษ เอาใจสมาชิกตลอดทั้งปี ส่วน คังเซน-มิสทีน-เอสเนเจอร์ ก็ออกมางัดลูกเล่นใหม่สารพัด หลังจากที่โดนขายตรงหน้าใหม่ รุกประชิดติดหน้าประตูบ้าน ด้วยการออกอาวุธแบบครบเครื่องกันเลยทั้งในส่วนของโฆษณาประชา สัมพันธ์ สินค้าที่โดนใจ


ครึ่งปีแรกข่าวฉาวขายตรงเพียบ
ตลาดผลิตภัณฑ์สตรีดังพลุแตก
...เช่นเดียวกับอีกหนึ่งข่าวดัง ที่ประโคมข่าวหน้า 1 หนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ นั่นก็คือ ผู้บริหารโอทูฯ เดือด หลังถูกบริษัทขายตรงจอมลวงโลก 2 ค่าย แอบอ้างโรงงานการผลิต มาจากแหล่งเดียวกันกับ โอทู ฟลาโวเจน พร้อมกับมีการนำภาพโฆษณาขึ้นเว็บหรา ขนาดเว็บช่อง intv.co.th ยังเข้ามาล้วงคองูเห่า โชว์โลโก้โอทูฯ แต่คลิกดูเนื้อหาข้างในกลับเป็นคนละบริษัท

โดยในช่วงนั้นทางด้าน กัญจนา ผู้จัดการโรงงานผลิตโอทู ฟลาโวเจน ก็ได้ออกมากล่าวว่า ตนเองไม่มีส่วนรู้เห็นเป็นใจให้ค่ายอื่น ยังให้ความไว้วางใจบริษัท โอทูฯ เป็นตัวแทนจำหน่ายเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น เช่นเดียวกับทางด้าน ขวัญชัย ปิยะทัศน์ ก็ออกมาเคลียร์ใจจับมือโรงงานลุยตลาดเกษตรเหมือนเดิม พร้อมกับเตรียมเปิดตัวโอทูขวดเล็กหวังบุกตลาดล่างกลุ่มเกษตร

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของกรณีค่าย ซัน คลาร่า สินค้าฟิตกระชับที่ในช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้ ก็เกิดปัญหาเช่นกัน โดยในช่วงนั้น ค่าย สตาร์ ซันไชน์ ที่นำโดย โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ก็ได้ออกแบรนด์ใหม่ที่ชื่อว่า คลาร่า พลัส พร้อมกับจ้างโรงงานอื่นผลิตสินค้าให้ และไม่ใช้บริการ บริษัท เนเชอรัล เฮิร์บ อินดัสทรี จำกัด เหมือนเดิม ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ทางสมาชิกในช่วงเวลานั้น เกิดความสับสนหวั่นสูตรเพี้ยนคุณภาพไม่เหมือนเดิม จนผลสุดท้ายทางด้าน ธนอรรถ ตรีธิติธัญ ผู้ผลิต ซัน คลาร่า สูตรฟิตกระชับเจ้าตำรับ ก็ได้ออกมาประกาศว่าในกลางเดือนเมษายนนี้ พร้อมที่จะออกผลิต ภัณฑ์ใหม่ชื่อ ซัน คลาร่า พลัส เลขที่ อย. 11-1-03654-1-0005 ที่สำคัญ ยังประกาศอีกว่า หาก สตาร์ ซันไชน์ ไปใช้บริการจากโรงงานผลิตอื่น บริษัทฯ จำเป็นต้องมอบแบรนด์นี้ ให้ค่ายขายตรงรายอื่นทำตลาดต่อไป...เรียกว่ากระแสของผลิตภัณฑ์ ซัน คลาร่า ค่อนข้างที่จะร้อนแรงอย่างมากทีเดียวในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมา

...นับได้ว่า ในช่วงครึ่งปีแรกกระแสของผลิตภัณฑ์ภายในสำหรับสุภาพสตรีค่อนข้างมาแรงอย่างมากทีเดียว หลังจากที่ ซัน คลาร่า ออกมาสร้างกระแสจนดังเปรี้ยงป้าง จนส่งผลให้หลาย ๆ ค่าย ต่างกระโดดเข้ามาร่วมแชร์ในตลาดนี้ เห็นได้จาก ค่าย แอมริช ขายตรงคลื่นลูกใหม่ ที่ได้ส่งผลิตภัณฑ์ ออไรท์ ใช่เลย เพื่อภายในผู้หญิง สูตรดั้งเดิม พร้อมกับทุ่มงบ 80 ล้าน ลงสื่อทีวีดาวเทียม ควบคู่กับวิทยุชมชนกว่า 1,200 สถานี จนวันนี้เรียกว่าผลิตภัณฑ์ ออไรท์ กำลังอยู่ในกระแสของตลาดและหลาย ๆ คนเริ่มที่จะรู้จักกันอย่างมากขึ้นด้วย เช่นเดียวกับทาง โอทู ก็ได้ออกสินค้า ภายในผู้หญิง ที่ชื่อว่า เอฟ-ทู มาเขย่าตลาดเช่นกัน
เช่นเดียวกับข่าวของทางด้านอดีตมือปราบแชร์ลูกโซ่อย่าง พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ ที่ถูก นายชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวง พร้อมกับมีหนังสือย้ายฟ้าผ่าจากผบ.สำนักคดีทรัพย์สินทางปัญญา ไปเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านคดีพิเศษมีผลทันที ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายนที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความตกตะลึงให้กับหลาย ๆ คน ได้อย่างมากทีเดียว และจากนั้นไม่นาน ทางด้าน พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ เอง ก็ได้ โบกมืออำลาสื่อ เออรี่ตัวเองก่อนเกษียณ พร้อมกับปิดฉากมือปราบแชร์ลูกโซ่ขายตรงลงทันที


ตลาดขายตรงครึ่งปีหลังระอุ
หน่วยรัฐสับแหลกธุรกิจนอกรีด
...เช่นเดียวกับ ข่าวร้อนมาแรงในช่วงเริ่มต้นครึ่งปีหลัง ที่ทำให้ทางผู้ประกอบการขายตรงต่างเครียดขึ้นสมองหลังกันเลย หลังจากที่ถูก วรวัจน์ เอื้ออภิญ ญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ได้มีใบสั่งให้สคบ. บีบคอ บริษัทขายตรง ให้ซื้อประกันสินค้ากับ ทิพยประกันภัย โดยคิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปี เพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภค โดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวล่อ ซึ่งเรื่องนี้ทำเอาผู้ประกอบการหลาย ๆ ค่าย ต่างออกมาโต้ว่า ถือเป็นการแบกภาระที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากบริษัทขายตรงทุกค่าย ต่างมีระบบประกันคุณภาพสินค้าอยู่แล้ว...ซึ่งเป็นข่าวที่หลาย ๆ ฝ่ายต่างเฝ้าจับตามองกันอย่างมากที่เดียวว่าจะหาทางออกที่ดีสำหรับผู้ประกอบการอย่างไร

ส่วนอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความฮือฮาได้ไม่น้อยทีเดียวนั่นก็คือ การเปิดตัวเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คนใหม่ที่ชื่อ จิรชัย มูลทองโร่ย โดยเลขาฯ คนใหม่ท่านนี้ ต้องบอกว่า เป็นผู้ที่ถูกสื่อวิจารณ์หนัก พรอมกับเป็นเลขาฯสคบ.คนแรก ที่มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบมากที่สุดด้วย

และหลังจากที่ได้รับตำแหน่งใหม่ได้ไม่นาน เรียกได้ว่า ช่วงนั้นมีข่าวมาว่า เลขาฯ สคบ.ท่านนั้น ค่อนข้างฟิตจัดอย่างมากทีเดียว ด้วยการออกหมัดแรก จี้ผู้ประกอบการขายตรงทำประกันสินค้า เพื่อรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. รับสนองนโยบาย รมต.วรวัจน์ เอื้ออภิญ ญกุล พร้อมกับบอกว่า ไม่สนซ้ำซ้อนกฎหมายขายตรงที่ว่าด้วย การรับคืนสินค้ามาตรา ๓๖ ...เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่ง แอ็ค ชั่นแรก ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะต้องลงมือเดินเครื่องเต็มสูบ นั่นก็คือ การขับเคลื่อน ตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อให้บริษัทขายตรงนำไปเป็นโลโก้แห่งความเป็นมาตรฐาน อย่างล่าสุดก็มีข้อสรุปแล้วว่า ในส่วนของผู้ประกอบการที่จะได้ตราสัญลักษณ์ สคบ. นั้น จะต้องปฏิบัติ 3 แนวทาง ด้วยกัน คือ 1.ให้ทางธนาคารค้ำประกัน ตามวงเงินความเสี่ยงที่มี 2. ต้องมีการตั้งกองทุนขึ้นมา และ 3. การทำประกัน
...ส่วนอีกหนึ่งข่าวใหญ่ที่ส่งท้ายปีนี้ เลยก็ว่าได้ นั่นก็คือ การปิดบัญชีดำขายตรง DCHL ที่ทางด้าน สคบ. DSI กองปราบฯ ได้ร่วมมือกัน บุกจับตัวการใหญ่ DCHL ที่ย่านพระราม 9 หลังจาก ที่ได้มีการรวบรวมพยานหลักฐานแล้วพบว่า สามารถดำเนินคดีได้ พร้อมกับสามารถออกหมายจับได้ ซึ่งการจับกุมในครั้งนี้ ถือเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดูเลยก็ว่าได้

...จะเห็นได้ว่า ข่าวต่าง ๆ ที่ทาง นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ได้นำเสนอมานี้ คือ หลาย ๆ เหตุการณ์ที่ใครหลายคนที่อยู่วงการขายตรง คงพอที่จะจำกันได้บ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งทาง ทีมข่าวตลาดวิเคราะห์ ได้หยิบยกออกมาให้ทุกท่านได้ทราบเพียงคร่าว ๆ เท่านั้น เชื่อว่าตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ผ่านมานี้ ธุรกิจขายตรง หรือ ธุรกิจไหน ๆ ต่างก็คงที่จะเจอสารพัดปัญหาเข้ามารุมเร้าในธุรกิจอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าธุรกิจนั้นจะเจอปัญหามากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเอง...ลองมาจับตากันดูต่อไปว่าในปี 2556 ที่กำลังจะคืบคลานมาถึงนี้ จะมีสิ่งแปลก ๆ ใหม่ ๆ เข้ามาในธุรกิจมากน้อยแค่ไหนอีกไม่นานคงรู้กันแน่!!!...


thaimlmnews.com ( เชื่อมตรงทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่งรวมธุรกิจเครือข่าย )


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 ธันวาคม 2555 ปีที่ 15 ฉบับที่ 334

วันจันทร์ที่ 19 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ปิดวงจรอุบาทว์ DCHL ยึด 500 ล. DSI รอสรุป 3 เดือน









จบเกม DCHL หลอกลวงทำนาบนหลังคน หลัง 3 หน่วยงานรัฐแท็กทีมบุกถึงรังย่านพระราม 9 ชี้หลอกลวงมานานแรมปี ทั้งโน้มน้าวให้เจ้าทุกข์ ขายบ้าน ขายที่ดิน หลอกลวงสารพัดวิธี ผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์แล้ว 2,600 ราย ประเมินมูลค่าความเสียหายกว่า 5,000 ล้านบาท สั่งอายัดเงินแล้ว 500 ล้านบาท ระบุห้ามทำธุรกรรมใดๆ ด้าน DCHL ยันให้ผู้เสียหายนำสินค้าไปรับเงินคืน หลังรัฐยกเลิกอายัดเงิน ด้าน DSI รอผล 3 เดือน ชี้ชะตาเสร็จสิ้น


ในเวลานี้คงมีน้อยคนนักที่ไม่รู้จัก บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ DCHL เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทดังกล่าวมีข่าวไม่เว้น แต่ละวันเกี่ยวกับการทำธุรกิจเป็นแชร์ลูกโซ่ มากกว่าการทำธุรกิจ ขายตรง และจากการทำธุรกิจในลักษณะดังกล่าวได้มีผู้เสียหาย เป็นจำนวนมากได้เข้าไปร้องเรียนกับ สำนักงานคณะกรรมการ- คุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เพื่อให้เข้ามาตรวจสอบบริษัทดังกล่าว


ล่าสุด สคบ. ได้ร่วมกับกองปราบปราม และกรมสอบสวน คดีพิเศษ หรือ DSI เข้าทำการตรวจค้นที่ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด เลขที่ 338 อาคาร ดี ซี เอช แอล จำกัด ถ.พระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ และจากการตรวจสอบพบ ว่า บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนกับ สคบ. ในรูปแบบธุรกิจ ขายตรงน้ำมันหอมระเหย และตะเกียง แต่มีผู้ใช้ร้องเรียนว่าบริษัท ดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ โดยได้มีการชักชวน ให้ร่วมลงทุน และหาสมาชิกเพิ่ม หากหาสมาชิกใหม่มาได้ 5-6 คน ก็จะได้รับเงินปันผลเพิ่มขึ้นถึง 21,000-26,000 บาท


พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ ผ้บูัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI เปิดเผยว่า จากการเข้าตรวจค้น พบว่า บริษัท DCHL ได้กระทำธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งเป็น ธุรกิจที่ผิดกฎหมายจริง และขณะนี้ได้สั่งการให้บริษัทดังกล่าว หยุดดำเนินการธุรกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หากยังฝ่าฝืนจะทำการ ปรับเป็นเงินจำนวน 10,000 บาทต่อวัน ไปจนกว่าจะหยุดดำเนินการ พร้อมกันนี้ยังได้สั่งอายัดเงินในบัญชีของบริษัทไว้แล้วจำนวนกว่า 500 ล้านบาท และได้เสนอคดีนี้กับอัยการให้ฟ้องเป็นคดีอาญา และคดีแพ่ง พร้อมกับสั่งให้มีการจับกุมผู้ที่กระทำความผิดในคดี ดังกล่าวจำนวน 20 ราย ซึ่งขณะนี้จับกุมได้แล้ว 9 ราย


ในด้านของผู้เสียหาย ขณะนี้มีผู้ร้องทุกข์แล้ว 2,600 ราย หรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม คาดว่าอย่างไรก็ตาม บริษัทยังไม่สามารถคืนเงินลงทุน น่าจะมีผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนเพิ่มอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่ง DSI ก็พร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ที่ต้องการเข้ามาร้องเรียน โดย DSI จะตั้งโต๊ะรับเรื่องร้องเรียน และพร้อมกับจ่ายค่าเดินทาง เป็นบางส่วนให้กับผู้เสียหายที่อยู่ในต่างจังหวัด และในกรุงเทพฯ ที่เดินทางมาให้การกับคดีนี้


ขณะที่ บริษัท DCHL ที่ตกเป็นผู้ต้องหา เบื้องต้นบริษัทได้ ออกมารับผิดชอบด้วยการคืนเงินตามจำนวนที่ผู้เสียหายแต่ละราย ได้ลงทุนไป แต่ต้องมีสินค้าของบริษัทไปยื่นคืนให้แก่บริษัทด้วย อย่างไรก็ตามบริษัทยังไม่สามารถคืนเงินลงทุนให้กับผู้เสียหายได้ในขณะนี้ เนื่องจากเงินในบัญชีของ บริษัทได้ถูกอายัดไว้จึงต้องรอให้มีการดำเนินคดีให้เสร็จ สิ้นก่อนจึงจะสามารถคืนเงินให้กับผู้เสียหายได้ ซึ่ง DSI รับรองว่าผู้เสียหายจะได้เงินที่ลงทุนคืนกลับอย่าง แน่นอน หากจำนวนเงินที่ได้อายัดไว้ไม่เพียงพอกับ ค่าเสียหายที่ต้องจ่าย DSI จะไปติดต่อกับกรมคุ้มครอง สิทธิ์ว่าในกรณีที่ถูกหลอกลวงจะสามารถจ่ายเงิน ค่าเสียหายให้ได้หรือไม่ แต่ยังไม่สามารถรับปากได้ หาก เป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีแล้วต่อมาศาลยกฟ้อง ผู้เสียหายสามารถเรียกร้องค่าเสียหายได้ อย่างไรก็ดี ในด้านการดำเนินคดี DSI คาดว่า จะดำเนินคดีให้เสร็จสิ้นภายใน 3 เดือน โดยจะดำเนินการ เสร็จเป็นส่วนๆ ซึ่ง 70 คนแรกที่ได้เข้ามาร้องเรียน ก่อนนั้นได้ส่งฟ้องศาลไปแล้วเมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 ที่ผ่านมา และที่เหลือจะทำการสอบปากคำและ ส่งฟ้องศาลให้เร็วที่สุด


ณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กล่าวว่า ขณะนี้ สคบ. ได้สั่งเพิกถอนใบอนุญาตการทำธุรกิจของ DCHL ไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา หากยังมีการฝ่าผืนจะสั่งปรับเป็นเงินวันละ 10,000 บาท หากย้อนไปก่อนที่จะมีการดำเนินการจับกุมบริษัท ดังกล่าว สคบ. ได้รับเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการทำธุรกิจ แชร์ลูกโซ่ของบริษัทดังกล่าว มาตั้งแต่ปลายปี 2553 แต่ยังไม่สามารถที่จะเอาผิดได้ เนื่องจากในการเข้า ร้องเรียนมีความแตกต่างกัน


อย่างไรก็ตาม ในการที่จะดำเนินคดีในแต่ละ ครั้งนั้นจะต้องมีหลักฐานที่สามารถเอาผิดได้จริง และ ต้องผิดพลาดไม่ได้ ดังนั้น สคบ. จึงได้ทำการประชุม ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ สำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน และกลุ่มป้องปรามการเงินนอก ระบบ เพื่อหาข้อมูลในเรื่องนี้เพื่อจะดำเนินการต่อ และ หลังจากนี้ สคบ. จะทำหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในจังหวัดต่างๆ เพื่อเตือนประชาชนในการทำธุรกิจ แชร์ลูกโซ่ต่อไป


จากกรณีดังกล่าวเพื่อเป็นการเผยแพร่ให้กับ ประชาชนได้รับรู้ถึงการทำธุรกิจที่ไม่ถูกต้องของ DCHL น.ส.โนเนม (นามสมมติ) ผู้เสียหายจากกรณีดังกล่าว ได้เข้าร้องเรียนกับรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งเพื่อ เผยแพร่ให้กับประชาชนได้รับทราบ โดย น.ส.โนเนม เล่าว่า ครั้งแรกที่ได้ลงทุนทำธุรกิจกับ DCHL ได้ใช้ งบลงทุน 230,000 บาท เริ่มสมัครในเดือนมีนาคม 2555 ที่ผ่านมา และหลังจากทำธุรกิจไปไม่นานก็ได้เงินคืน จำนวน 200,000 บาท แต่สิ่งที่ทำให้ตัดสินใจเลิกทำ เพราะข้อมูลที่ได้รับกับความเป็นจริงไม่ตรงกัน


น.ส.โนเนม เล่าต่อไปว่า ตอนเข้าไปช่วงแรกๆ คนที่เป็นระดับผู้นำจะมีการพูดโน้มน้าวให้ทำธุรกิจ โดย ยกตัวอย่างคนที่ประสบความสำเร็จให้ฟัง และบอกว่า ถ้าทำไม่ได้ระบบก็จะมีการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน หลังจากนั้นก็ให้เริ่มหาคนเข้ามาร่วมทำธุรกิจด้วย การสอนให้ไปโกหกคนอื่นเพื่อให้เข้ามาร่วมธุรกิจหากทำ ไม่ได้ก็จะมีการต่อว่า


นอกจากนี้หากทำไปสักพักจะให้ลงทุนเพิ่ม หากไม่มีเงินทุนก็จะพูดเกลี้ยกล่อมให้ขายทรัพย์สิน ที่มีอยู่เพื่อนำเงินมาลงทุน บางรายถึงขั้นต้องไปหลอก ขายทรัพย์สิน ขายที่ดิน ขายบ้าน จากญาติพี่น้อง เพื่อ นำเงินไปลงทุน จากจุดนี้ทำให้ตนมองเห็นว่าธุรกิจนี้ ไม่ใช่ธุรกิจที่ถูกต้อง เพราะสอนให้สมาชิกโกหกหลอก- ลวงคนอื่น จึงตัดสินใจเลิกทำธุรกิจดังกล่าว


อนึ่ง บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ DCHL นั้น เป็นบริษัทนำเข้าตะเกียงน้ำมันหอมระเหย อโรมา บำบัด สินค้านำเข้าจากประเทศฝรั่งเศส ซึ่งใน ภูมิภาคเอเชีย มีบริษัท DCHL ตั้งอยู่ทั้งหมดประมาณ 14 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย และเป็นบริษัทที่ได้ จดทะเบียนเป็นบริษัทที่ถูกต้องตามกฎหมาย


อย่างไรก็ตาม แม้บริษัทดังกล่าวจะถูกสั่งให้ ปิดกิจการไปแล้ว แต่สุดท้ายแล้วเรื่องนี้จะจบลง อย่างไรนั้น ต้องติดตามกันต่อไปว่าหน่ายงานภาครัฐ จะเอาจริงเอาจังกับเรื่องดังกล่าวอย่างไร และคาดว่า จากกรณีนี้ จะเป็นอุทาหรณ์สำหรับหลายๆ คน ที่ต้องการจะมีรายได้สูง แต่ขาดสติในการยั้งคิดก่อน ที่จะทำธุรกิจและคงเป็นตัวอย่างให้กับหลายบริษัท ที่ยังมีพฤติกรรมการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ได้เห็นว่า สุดท้ายการทำอะไรที่ไม่ถูกต้องจะต้องจบลงในแบบที่ไม่สวยงามเสมอ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ปีที่ 9 ฉบับที่ 211 วันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ดีเอสไอ (DSI) ประสานกองปราบฯ บุกทลายแชร์ลูกโซ่ตะเกียงน้ำมัน


ดีเอสไอ ผนึกกำลังกองปราบปรามฯ ทลายรังแชร์ลูกโซ่ ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย หลังเหยื่อกว่า 400 คน วิ่งโร่แจ้งความดำเนินคดี เหตุสูญเงินหลายแสนให้กับบริษัทขายตะเกียงลวงโลก คาดมีผู้เสียหายกว่า 2.5 หมื่นคนหลงเชื่อนำเงินเข้าลงทุน มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท เร่งตามจับตัวการใหญ่ 20 ราย ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย ชื่อว่า DCHL หรือ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจขาย ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย ที่อาจทำธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ เพราะมีการชักชวนให้สมาชิกร่วมลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก และเน้นไปที่การหาสมาชิกเพิ่ม ปรากฏว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนกับทาง สคบ.และ ดีเอสไอ เพื่อให้ตรวจสอบบริษัทนี้เป็นจำนวนหลายร้อยคน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดี พิเศษ (ดีเอสไอ) สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่กองปราบปรามกว่า 50 นาย พร้อมหมาย ค้นศาลอาญา เข้าตรวจค้นสำนักงาน บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ (DCHL) ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 338 อาคาร ดี ซี เอช แอล จำกัด ถ.พระราม9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังได้รับการร้องเรียนว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน และหา สมาชิกเพิ่ม เบื้องต้นคาดว่ามีมูลค่าความเสียหาย กว่า 5 พันล้านบาท

พันตำรวจเอกนิรันดร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบว่า ผู้เสียหายแต่ละรายได้ รับความเสียหายจากการนำเงินไปลงทุนเฉลี่ยคนละ 2 แสนบาท และจากการสอบ ถามพบว่า บางคน ถึงกับลงทุนนำบ้านและ ที่ดินมาจำนอง กู้เงินธนาคาร เพื่อนำเงินมาลงทุนกับบริษัทนี้ แลกกับคำโอ้อวดจาก บริษัทว่าจะมีรายได้อย่างต่ำเดือนละ 4 หมื่นบาท บางรายมั่นใจเพราะญาติเป็นผู้ชักชวน แต่สุดท้าย ปรากกฏว่าได้ผลตอบ แทนประมาณ 1-2 เดือนแรกเท่านั้น จากนั้นบริษัทจะมีการบ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเงินให้สมาชิกตามสัญญา และตั้งเงื่อนไขว่า หากอยากได้ผลตอบแทนต้องไปหาสมาชิกมาลงทุนเพิ่ม การดำเนินงานดังกล่าวจึงเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ไม่ใช่การทำธุรกิจขายตรง

จากข้อมูล พบว่าธุรกิจดังกล่าวเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2545 ตลอดระยะเวลา 10 ปี มีผู้หลงเชื่อสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก แล้วกว่า 2.5 หมื่นคน มีเงินหมุนเวียนกว่า 5 พันล้านบาท ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ออก หมายจับผู้ต้องหารวมทั้งหมด 20 ราย ที่เป็นผู้บริหารและผู้นำระดับสูงของบริษัท ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527

ส่วนรายงานความคืบหน้าล่าสุด มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอแล้วรวม กว่า400 คน จากที่คาดว่าจะมีผู้เสียหาย ทั้งหมดประมาณ 2,600 คน ตนจึงขอความ ร่วมมือให้ผู้เสียหายที่ยังไม่เข้าแจ้งความ รีบแจ้งดำเนินคดี เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมพยานหลักฐาน หากเราได้สอบ สวนตามคำผู้เสียหายหมดเมื่อไร จะรีบสรุป สำนวนส่งพนักงานอัยการ ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิน 3 เดือน และขณะนี้ ดีเอสไอ ได้อายัดบัญชีของ บริษัท DCHL แล้วเป็นเงินประมาณ 500 ล้านบาท เงินที่อายัดดังกล่าว คาดว่าอย่างน้อยจะนำมาเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหายเมื่อคดีสิ้นสุด หากเงินไม่พอสำหรับจ่าย ก็อาจจะมีหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม อย่างเช่น กรมคุ้มครอง สิทธิ ที่ให้ความช่วยเหลือ เมื่อมีความเสีย หายทางคดีอาญาเกิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนทุกคนจึงวางใจได้

ด้าน พันตำรวจเอกสุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองบังคับ การตำรวจกองปราบปราม เปิดเผย ความ คืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 20 คน ว่า ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วทั้งหมด 7 ราย มีการมอบ ตัว 1 ราย และมีผู้ต้องหาเข้าไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 1 ราย รวมทั้งหมด 9 ราย เหลืออีก 11 ราย เป็นคนไทยทั้งหมด

พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวย้ำว่า ผู้ต้องหาที่เหลือหากเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่จะมีสิทธิประกันตัว แต่หากเจ้าหน้าที่จับได้ จะไม่มีสิทธิประกันตัวไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยความผิดข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท

ส่วนกรณีผู้เสียหาย ที่จะเข้ามาแจ้ง ความกับเจ้าหน้าที่ หากใครมีความรู้สึกไม่ ปลอดภัย กลัวจะมีภัยคุกคาม ก็มีกฎหมาย คุ้มครองพยานอยู่แล้ว ผู้เสียหายจึงควรวาง ใจ และรีบเข้ามาให้ปากคำ เพื่อเจ้าหน้าที่จะ ได้รวบรวมพยานหลักฐานที่รัดกุมต่อไป ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกองปราบฯ จะได้มีการ พิจารณาจัดการคุ้มครองตามความเหมาะสม

ด้าน นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในฐานะผู้ดูแล เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ก็ได้กล่าวชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า ในส่วนของบริษัท DCHL ณ วันนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค ในฐานะนายทะเบียน ได้มีคำสั่งเพิกถอนไม่อนุญาตให้บริษัทนี้ทำธุรกิจ ขายตรงแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป ถ้าหากขัดคำสั่ง ก็จะมีการปรับ เป็นรายวัน วันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท

ส่วนกรณีมีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ สคบ.ว่ามีการเอาผิดกับบริษัท ดังกล่าวล่าช้า นายณัชภัทร ก็ได้เปิดเผยว่า สคบ.ดำเนินคดีนี้มานานแล้ว แต่การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่จะเอาความ ผิด ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อป้องกันการ ผิดพลาด ที่ผ่านมา สคบ.จะมีการประชุม ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนัก งานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกลุ่มป้องกันการเงินนอกระบบ อยู่เป็น ระยะ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงมีอยู่ เพราะมีคนร้องเรียนกันมาตั้งแต่ปลายปี 2553 เรื่อยมา เพียงแต่พฤติกรรมแตกต่างกันไป บ้าง ยังไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้เราดำเนินคดีในฐานความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ต่อมาเมื่อได้หลักฐานเพิ่มที่ชัดเจน รัดกุมกว่า ที่ผ่านมา จึงนำไปสู่ขบวนการขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1349 ประจำวันที่ 3-11-2012 ถึง6-11-2012

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตามหาความจริงคดีแชร์ลูกโซ่ DCHL สูญเสีย 5 พันล. ล่าตัวการ 11 คนไทยที่เหลือ เจอที่ไหนประกาศจับที่นั่น..!!


สคบ. DSI กองปราบฯ จับมือ 3 ประสาน บุกจับตัวการใหญ่ DCHL 9 ราย รวบตัวทันควัน คงเหลือระดับดุกซ์อีก 11 รายคนไทย เจอที่ไหนจับที่นั่นเตือนมาร์ควิสอีกกว่า 500 ราย หากข่มขู่สมาชิกหรือแอบเปิดดำเนินต่อ สั่งเชือดเป็นรายต่อไป และสั่งปรับวันละ 10,000กองปราบฯ ลั่นหากผู้เสียหายโดนข่มขู่ แจ้งความได้ที่ สน.ท้องที่ ตำรวจจะเฝ้าระวังภัยให้เป็นพิเศษ สคบ. เล็งติดตามพฤติกรรมเพิ่มอีก 2 ค่าย เข้าข่ายหมิ่นแหม่แชร์ลูกโซ่หรือไม่..


วันที่ 26 สิงหาคม 2555 ทีมข่าว นสพ.ตลาดวิเคราะห์ และสถานี INTV TVD ได้รับร้องเรียนจากสามี ภรรยา คู่หนึ่งที่ได้หอบหิ้วเอกสารเป็นแฟ้มปึกใหญ่ พร้อมเอกสารการเข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ที่ DSI ว่ามีบริษัทขายตรงบริษัทหนึ่งที่ยื่นขอใบอนุญาตจดทะเบียนขายตรง สคบ.เป็นที่เรียบร้อย โดยจำหน่ายสินค้าตะเกียง - น้ำมันหอมระเหย ตนจึงได้ตัดสินใจสมัครในเดือนมีนาคม 2544 ในนามบริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (DCHL) เป็นบริษัทสัญชาติจีน พอทำไปได้สักระยะหนึ่งก็เกิดสงสัยในพฤติกรรมการกระทำว่า ธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่หรือไม่


ตนกับสามีจึงได้เข้าไปแจ้งความไว้ที่ DSI ไว้ก่อน ขณะเดียวกันที่สาขาโคราช ก็ได้มีชาวบ้านรวมตัวกันเข้าไปแจ้งความร้องทุกข์เช่นเดียวกัน แต่เนื่องจากขั้นตอนการทำงานของ DSI ที่ทำการสืบสวนสอบสวนล่าช้า และหวั่นเกรงว่าภัยจะมาถึงตัว เพราะโดนขู่ฆ่ามาแล้วหลายครั้ง จึงได้ตัดสินใจหอบหลักฐานมาที่สำนักงาน นสพ.ตลาดวิเคราะห์ และสถานี INTV TVD เพื่อแจ้งเบาะแสให้ทราบ โดยมีสื่อในวงการขายตรงด้วยกันแนะนำ ว่า ถ้าเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้ให้แจ้งไปที่สำนักงานตลาดวิเคราะห์จะเกิดผลกว่า ตนและสามีจึงรุดมาที่สำนักงานในวันดังกล่าว


เมื่อทีมข่าวรับทราบเรื่องราวดังกล่าว ก็ได้ทำการเสาะหาข้อมูลในเชิงลึกอีกครั้ง เพราะก่อนหน้านั้นทีมข่าวก็ได้รับการร้องเรียนมาเช่นเดียวกัน และได้ส่งทีมงานไปเจาะหาข้อมูล แต่ไม่สามารถเข้าไปได้ สืบเนื่องจากไม่มีผู้แนะนำ จึงไม่อนุญาตให้เข้าไปสังเกตการณ์ได้ เพราะที่นี่มีระบบป้องกันอย่างแน่นหนา ก็ได้นำข้อมูลเพียงบางส่วนมาตีพิมพ์ข่าว เพื่อสื่อถึง สคบ.รับทราบ แต่การกระทำในครั้งแรกไม่เกิดผลใด ๆ เมื่อทีมข่าวได้รับทราบข้อมูลเบื้องลึกจาก 2 สามี ภรรยา อีกครั้ง จึงได้ทำการประสานงานทันที โดยเริ่มติดต่อไปยัง สมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรม ในวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 โดยรวบรวมผู้เสียหายกว่า 30 คน เดินทางไปที่สมาคมผู้สื่อข่าวอาชญากรรมฯ


นักข่าวสายอาชญากรรมจาก นสพ.ไทยรัฐ เมื่อเห็นผู้ร้องทุกข์จำนวนมาก จึงแนะนำให้มาที่กองปราบฯ เพราะที่นี่มีความพร้อมมากกว่า ทางทีมข่าวตลาดวิเคราะห์ จึงได้ประสานงานไปยัง พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปราม/โฆษก มือปราบชื่อดัง เป็นผู้รับเรื่องราวร้องทุกข์ด้วยตนเอง และจัดแถลงข่าวโดยทันที ในวันเดียวกัน เวลา 15.00 น. และ นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ได้ตีพิมพ์ลงในหนังสือพิมพ์ตลาดวิเคราะห์ พร้อมออกอากาศทางรายการข่าวสถานี INTV ไปพร้อม ๆ กัน ในฉบับวันที่ 1 15 สิงหาคม 2555 โดย พ.ต.อ.ได้แถลงข่าว เพื่อรับทำเป็นคดีพิเศษร่วมมือกับทาง DSI มีใจความคร่าว ๆ ที่สำคัญดังนี้
ตอนนี้ทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายสอบสวนของ DSI ก็ได้รับเป็นคดีพิเศษไปแล้ว เนื่องจากว่าเป็นภัยคุกคามต่อประชาชนโดยทั่วไป โดยเน้นไปที่คนภาคอีสาน และตอนนี้กำลังเพิ่มไปที่ภาคเหนือที่ อ.แม่สาย มีข้อมูลเชิงลึก และกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการและคิดว่าคงจะร่วมมือกับทาง DSI อย่างใกล้ชิด ในการที่จะจับกุมผู้กระทำผิดรายนี้ ถือว่าเป็นรายใหญ่มาก


ในส่วนตัวของกระผมเองก็เคยขับรถผ่านเส้นทางพระราม 9 ก็เห็นเหมือนน้องนักข่าวเห็น ว่ามันเกิดอะไรขึ้น มันเหมือนตลาดนัดเพราะคนเยอะมาก เราก็คิดว่ามันมีงานอะไร พอทราบตรงนี้ก็มองเห็นภาพเลยว่า มีคนโดนหลอกเยอะมาก ขอให้คำมั่นว่าทางกองปราบปรามฯ จะร่วมมือกับ DSI ในการที่จะสอบสวนสืบสวนจับกุมผู้กระทำผิดรายนี้ทุกคน และขอให้คำมั่นว่าทางผู้เสียหายรายใดที่ถูกคุกคาม ก็สามารถติดต่อมาที่เราได้เลยที่กองปราบฯ ที่หมายเลข Call Center ที่ 1195 เรามีเจ้าหน้าที่รับสายอยู่บริการ 24 ชั่วโมง ก็บอกว่ามาแจ้งความเรื่องนี้ หากถูกใครคุกคามขู่อย่างไร แบบไหน ให้เล่าเลยไม่ต้องกลัว ก็เหมือนเปิดหน้าเล่นกันเลย
และเราขอยืนยันว่าทางเราจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด เพราะถือว่าเป็นภัยคุกคามประเทศไทย บ้านเราไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย ไม่ว่าเขาอาจจะไปแอบอ้างด้วยวิธีการใด ๆ เราจะรีบดำเนินการ ในตรงนี้ความผิดก็คือในภาษาพูดเราเรียกว่าแชร์ลูกโซ่ ความผิดทางกฎหมาย ก็คือฉ้อโกงประชาชน คือหลอกลวงให้ประชาชนโดยทั่วไปหลงเชื่อ อย่างนี้ก็คือว่าหลงเชื่อให้มาลงทุนนะ เอามา 2 แสนแล้วจะได้คุณจะได้ประมาณ 10% ไปเรื่อย ๆ ซึ่งในข้อเท็จจริงแล้วมันไม่ใช่การทำธุรกิจจริง ๆ อย่างมาซื้อตะเกียง ตะเกียงก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่เหมือนลงทุนไปทางเกษตร มีการลงทุนแล้วนำไปค้าขาย ตรงนี้ก็คล้าย ๆ คดีที่มีในอดีต ไม่ว่าจะเป็นแชร์ชะม้อย หรือแชร์อะไรต่าง ๆ พวกนี้ ก็เหมือนกับเขาจะกดดันให้ผู้ที่มาร่วมลงทุนไปหาลูกค้ารายใหม่หรือเหยื่อรายใหม่ ๆ เข้ามา เมื่อได้รายใหม่มา 2 แสน เขาก็ให้รางวัล 2 หมื่น เพราะทางบริษัท


ก็จะให้แสนแปดไปเรื่อย ๆ คนเก่าก็ไปหาคนใหม่ ๆ หาลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น มันก็เป็นที่เขาเรียกว่าอัพไลน์ - ดาวไลน์
ดังนั้น ความเสียหายก็เกิดขึ้นอย่างที่ทางผู้เสียหายได้บอกว่า เหยื่อรายใหม่ที่ไม่สามารถไปหาลูกค้ารายใหม่ ไม่สามารถหาเงินมาได้ครบ มันก็จะสะดุด ถ้าสะดุดทางนี้ก็จะไม่ได้รับค่าตอบแทน ค่าตอบแทนสำหรับบางคนที่เข้ามาใหม่ ๆ มันก็จะได้ไม่คุ้ม อย่างเช่น ทำมาซักสามเดือนอย่างเก่งก็ได้ไปหกหมื่น แต่ตัวเองต้องไปกู้เงินมาถึง 2 แสน ใน 2 แสนนี้ต้องมีเสียดอกเบี้ยนอกระบบ หรือที่ไปขายฝาก ทำให้ขาดจำนอง โดนยึดไปอีกกลายเป็นปัญหามากมาย เพราะถ้าปล่อยไปมันจะกระทบความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจ ถ้าประเมินมูลค่าความเสียหายในตอนนี้ก็เยอะมาก ถ้าเอา 2 แสน ด้วยจำนวนผู้เสียหายที่ชำระไปแล้ว แล้วยังมีต่อเนื่องอีก บางคนเอามา 2 แสน และก็มาเพิ่มขึ้นอีก ยังต้องเสียดอกเบี้ยนอกระบบเพิ่มขึ้นอีก หรือคนที่เอาที่ดินแปลงนึงไปขายฝาก พอครบสิ้นปีไม่เอาเงินมาให้เขาก็ยึดที่ดินไป เพราะฉะนั้นมูลค่าความเสียหายมันมากกว่า 2 แสน ตอนนี้ยอดผู้เสียหายประมาณ 2 หมื่นคน ก็เอา 2 หมื่นคนคูณด้วย 2 แสน ก็เท่ากับ 4,000 ล้านบาท
นั่นแปลว่าบวก ๆ ขึ้นไปอีก เพราะมันยังมีผลต่อเนื่องจากความเสียหาย เพราะการสูญเสียเวลา สูญเสียโอกาสในการทำงาน ทั้งทรัพย์สินที่เอาไปค้ำประกัน จำนองหรือขายฝากก็โดนยึดอะไรต่าง ๆ ไป เดี๋ยวทางกองปราบฯ ก็จะรีบดำเนินการกับทาง DSI ทางเราก็จะลงบันทึกประจำวันไว้ว่า มาขอความร่วมมือกับเรา และเราก็จะร่วมมือด้วยความเต็มใจ เพราะหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาหน่วยนี้ก็จะเป็นหน่วยปราบปราม ไม่ว่าจะเป็นแชร์ชะม้อย แชร์นกแก้ว เราก็ได้ทำมาแล้ว เรามีประสบการณ์ในเรื่องนี้ ขอให้มั่นใจในเรื่องของความปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกคุกคาม ท่านใดถูกคุกคาม ก็โทรมาแจ้งได้ที่ 1195 เพราะเราก็อยากจะได้ข้อมูลและข้อเท็จจริงว่า มีใครมาคุยอะไรกับเรา ไม่ว่าจะมาขู่หรือมาชวนให้เชื่ออะไรก็โทรมาที่ 1195 ได้เลย หรือจะทำเป็นจดหมายมาก็ได้ มาถึงผู้บังคับการกองปราบปราม จะเปิดผนึกหรือจะลงชื่อ ไม่ลงชื่อมาก็ได้ หรือใครที่มีข้อมูลที่คิดว่าเป็นความลับ ก็มาพบผมโดยตรงเลยก็ได้ เรายินดีที่จะให้ความร่วมมือ จากนี้ไปเราก็จะไปประชุมหารือกันว่า ใครที่กระทำความผิดบ้าง และเงินผู้ที่เสียหาย ได้เสียหายไปเท่าไหร่ จะทำอย่างไรที่จะทำให้ผู้เสียหายได้รับเงินคืนให้เร็วที่สุด เราคงตั้งคณะสอบสวนให้สอบสวนในเรื่องนี้โดยด่วนที่สุด


3 เดือนเศษเร่งเก็บข้อมูล
ปฏิบัติการจับทั่วไทย12-13 ต.ค.
ภายหลังแถลงข่าวใหญ่จากวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา เมื่อกองปราบฯ ประกาศจับมือทำงานร่วมกับทาง DSI ก็มีผู้เสียหายเดินทางเข้ามาแจ้งความเพิ่มขึ้นอย่างไม่ขาดสายที่ DSI เมื่อทราบว่าทางเจ้าหน้าที่เริ่มจะเอาจริง บริษัท DCHL จึงได้ปรับเปลี่ยนแผนภายในใหม่ ด้วยการประกาศรับคืนสินค้าพร้อมกับคืนเงินบางส่วน 30 40% โดยใช้วิธีการหักเงินจากอัพไลน์ (แม่ทีมใหญ่) หาก อัพไลน์คนไหนโดนดาวไลน์ (ลูกทีม) คืนสินค้าเยอะเท่าไหร่ อัพไลน์ก็จะโดนหักเงินปันผลมากเท่านั้น จากที่เคยได้รับเงินปันผลเต็มและมีกำไรบ้าง ก็เริ่มจะหมดตัว เพราะถือเป็นความผิดของอัพไลน์ที่ไม่สามารถทำให้ดาวไลน์ขยายสายงานต่อได้ และยังมาคืนสินค้าแล้วรับเงินคืนอีก แถมยังสั่งให้สมาชิก รูดซิบปาก ห้ามรับรู้ข้อมูลข่าวสารใด ๆ ภายนอก ส่วนข่าวที่ถูกโจมตีจากสื่อ ระดับดุกซ์ (ผู้นำสูงสุด) กับผู้บริหาร 20 คน ก็บอกว่าสามารถเคลียร์กับตำรวจได้ ด้วยการใช้เงินเป็นใบเบิกทาง

พร้อมกับกำชับให้อัพไลน์คุมดาวไลน์เข้มทุกพื้นที่ ยึดมือถือ ห้ามดูทีวี ห้ามเล่นอินเตอร์เน็ต ห้ามอ่านหนังสือพิมพ์ ห้ามพูดคุยกับคนภายนอก เพราะจะได้ไม่หวั่นไหวกับข้อมูลข่าวสาร และที่สำคัญยังเปิดห้องเช่าให้มาอยู่รวมกันใกล้ ๆ กับศูนย์ฝึกอบรม สาขาพระราม 2 ที่จุคนได้ประมาณ 2,000 คน เพราะสามารถจำกัดคน จำกัดพื้นที่ในการเสพข่าวสารได้ และให้ฟังข่าวสารจากทางบริษัทเท่านั้น ซึ่งผู้เสียหายบางคนจากการที่ได้พูดคุยกับทีมข่าว แทบจะไม่เคยได้ดูทีวีเลยเป็นเวลานานกว่า 1 ปี

ส่วนอัพไลน์ที่แตกแถวไม่อยู่ในกรอบ หากคนไหนดอดไปแจ้งสื่อ ไปแจ้งความ หรือไปตั้งกระทู้ใน สคบ.ก็จะโดนขู่ฆ่า ตามรังควาน จนกระทั่งอัพไลน์ที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว ต้องย้ายที่อยู่ระเหเร่ร่อนไปเรื่อย ๆ บางคนยอมทิ้งทรัพย์เพื่อหนีเอาตัวรอด เพราะกลัวโดนตามล่า เมื่อปฏิบัติการ

การจัดวางระบบใหม่ของ DCHL เริ่มเข้มข้นกับอัพไลน์ผู้ที่แหกกฎบริษัทเริ่มต่อต้านและออกมาแจ้งความเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ทาง DCHL ก็เปิดกฎที่เข้มข้นรุนแรงกว่าเก่าในรอบ 3 เดือนกว่า ๆ ก่อนที่ทาง DSI และกองปราบฯ จะเริ่มปฏิบัติการจับกุมทั่วประเทศ

โดยเฉพาะ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผู้บังคับการ กองบังคับการปราบปราม/โฆษก ร่วมด้วย พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 ที่ได้รับมอบหมายจาก นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ DSI ทำการจับกุมผู้กระทำความผิดทั่วไทย ดังรายละเอียดต่อไปนี้

วันนี้ 12 ตุลาคม 2555 เวลา 15.00 น. พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักดคีอาญาพิเศษ 1 พ.ต.อ.ไชยา คงทรัพย์ ผกก.สน.มักกะสัน พ.ต.ท.กัมพล รัตนประทีป เจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายสืบสวน สน.มักกะสัน พร้อมกำลังเจ้าหน้าที่ DSI จำนวนกว่า 30 คน นำหมายค้นของศาลอาญาเข้าตรวจค้นตึกเลขที่ 338 อาคาร DCHL ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังได้รับร้องเรียนว่าบริษัท

ดังกล่าวได้เปิดเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่น้ำมันหอมระเหยพร้อมตะเกียงวิเศษ หลอกลวง และฉ้อโกงประชาชน เบื้องต้นมูลค่าความเสียหายมูลค่าเกินกว่า 10 ล้านบาท
ณ วันนั้นมีสมาชิกที่อยู่ในบริษัทจำนวนมากหลายร้อยคนอยู่ในตึก DCHLและยังมีตึกด้านหลังไว้สำหรับเก็บบัญชีสต๊อกสินค้า และรายรับ - รายจ่ายทำบัญชีการเงินทั้งหมด รวมถึงได้เคยแจ้งกับทางสมาชิกให้ทราบว่าจะปรับเป็นสปา เพื่อไว้ให้สมาชิกไว้ใช้บริการ จากการตรวจสอบพบว่า มียอดเงินหมุนเวียนวิ่งเข้ามาในบัญชีเฉพาะเดือนกันยายนเดือนเดียว ทั้งสิ้น 139 ล้านบาท และสำหรับวันเดียวกันนี้มียอดเงินวิ่งเข้ามา จำนวน 39 ล้านบาท ทางเจ้าหน้าที่จึงยึดเอกสารทั้งหมดเพื่อนำไปตรวจสอบที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ

และทราบว่าจะมีตัวการใหญ่ซึ่งเป็นชาวต่างชาติได้เดินทางกลับเข้ามา 1 คน ทราบชื่อภายหลังคือ นายฮวง เชียง เซียง อายุ 43 ปี สัญชาติจีนไต้หวัน ตามหมายจับ จึงรีบมาควบคุมตัวพร้อมขอตรวจค้นทันที ซึ่งตัวการใหญ่มีทั้งหมด 3 คน ขณะนี้ ทางเจ้าหน้าที่กองปราบปรามได้แจ้งว่า สามารถควบคุมตัวได้แล้ว 2 ราย ชื่อ น.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี สัญชาติจีน และ น.ส.หว่อง คิน ซีย อายุ 36 ปี สัญชาติจีน อยู่ระหว่างการสอบสวน

นอกจากนี้ ยังได้ออกหมายจับไปแล้วจำนวน 20 คน ซึ่งเป็นตัวการใหญ่ชาวต่างชาติ 3 ราย อีก 17 ราย เป็นคนไทย ที่ทำหน้าที่เป็นดุกซ์ และยังมีศูนย์ใหญ่อีกที่อยู่จังหวัดนครราชสีมา โดยคนไทยจะทำหน้าที่เป็นผู้บริหารขึ้นเวทีพูดชักชวนหลอกลวงลูกค้าให้มาลงทุน ตามเกณฑ์การลงทุนเป็นระดับ ๆ แบ่งซอยย่อย พบว่ามีการลงทุนขั้นต่ำประมาณ 200,000 บาท และจะมีการโชว์สลิปให้เห็นยอดเงินตอบแทนที่ได้คืนมาทุกวันที่ 20 ของเดือน จะได้ผลตอบแทนที่เกินจริง ทำให้ผู้ลงทุนหลงเชื่อซึ่งจะได้มาประมาณแค่ 1 - 2 เดือนแรก จากนั้นก็จะไม่มีเงินเข้ามาในบัญชีทำให้ผู้ลงทุนทวงถามถึงส่วนแบ่งผลตอบแทนที่จะได้รับทุกเดือน โดยทางอัพไลน์จะแจ้งให้ทราบว่า หากอยากได้ผลตอบแทนกลับคืน ก็ต้องไปหาผู้มาร่วมลงทุนมาลงทุนอีก ถึงจะได้ผลตอบแทนกลับไป ก็ทำให้มีผู้หลงเชื่อมาเป็นทอด ๆ
ด้านนายอิสรพงศ์ สาพงษ์เอี่ยม เจ้าหน้าที่คดีพิเศษ DSI กล่าวว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่มีการสืบ ติดตามตั้งแต่ปี 2553 บริษัทขายตรงที่จำหน่ายตะเกียงน้ำมันหอมระเหยที่อวดสรรพคุณบำบัดสารพัดโรค ดำเนินงานปีนี้เข้าสู่ปีที่ 10 ซึ่งปีที่ผ่านมามีฐานสมาชิกกว่า 20,000 ราย และปัจจุบันฐานสมาชิกปิดที่ราว 40,000 ราย ซึ่งผู้เสียหายส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคเหนือและภาคอีสาน โดยเฉพาะ จ.สุรินทร์และโคราช ที่ลุกลามเกือบทั่วทั้งจังหวัด ส่งผลให้ผู้เสียหายบางรายต้องขายที่นา สิ้นเนื้อประดาตัว และหนักถึงขั้นแขวนคอตายในบางราย

การนำกำลังเข้าตรวจสอบครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลาง สมุดเงินฝาก และเข้าตรวจสอบเก็บข้อมูลเบื้องต้นภายในห้องบัญชี ห้องคอมพิวเตอร์ โดยยึดเซิร์ฟเวอร์เพื่อนำกลับไปตรวจสอบรายละเอียดต่าง ๆ จำนวน 1 เครื่อง นอกจากนี้ ยังมีการตรวจสอบสมุดรายวันทั่วไป บัญชีรายรับแต่ละเดือน ที่พบว่าบริษัทนี้มีรายรับ เงินวิ่งเข้ามาในบัญชีเดือนกันยายน ล่าสุด! 139 ล้านบาท และรายได้ที่วิ่งเข้ามาในบัญชีวันที่บุกตรวจสอบวันเดียวปาเข้าไปถึง 39 ล้านบาท...!!
เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ได้แจ้งข้อหาตัวการใหญ่ 3 รายว่า ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 มาตรา 4 และมาตรา 5 มาตรา 12 และ 15 และประมวลกฎหมายอาญามาตรา 341 มาตรา 343 ประกอบมาตรา 83
ต่อมาที่กองปราบปราม เมื่อเวลา 19.30 น.พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รอง ผบก.ป. พร้อมด้วย พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) แถลงข่าวจับกุม น.ส.หว่อง คิน ซี อายุ 36 ปี น.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ทั้งสองสัญชาติจีน น.ส.มีนา สุขสงวน อายุ 32 ปี และ น.ส.วนิสา ศิลาอ่อน อายุ 29 ปี ผู้ต้องหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นฉ้อโกงประชาชนและร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม พรก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยจับกุม น.ส.หว่อง คิน ซี และ น.ส.เฉิน เป่า หยี ได้ที่บริเวณลานจอดรถ อาคารเดอะสตาร์ แอท พระราม 3 ถนนพระราม 3 เแขวงบางโพงพาง เขตยานนาวา กทม. น.ส.มีนา ได้ที่หน้าบ้านเลขที่ 73/219 หมู่ 5 ต.เสาธงหิน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี ส่วน น.ส.วนิสา จับกุมได้บริเวณกองปราบปราม ถนนพหลโยธิน
ด้านผู้ต้องหาทั้งหมดต่างให้การปฏิเสธว่า ไม่ได้หลอกขาย เนื่องจากลูกค้าจะซื้อของก็ซื้อไปเลยไม่ต้องสมัครสมาชิกตามที่ถูกกล่าวหาแต่อย่างใด ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ นางมีนา นั้นถือเป็นวิทยากรการพูดชักจูงใจอันดับต้น ๆ ของประเทศ ซึ่งทางบริษัทดังกล่าวยอมจ่ายเงินให้เดือนละ 5 แสนบาท ให้มาสอนพนักงานของบริษัทเพื่อไปหลอกลวงสมาชิกต่อไป

และในวันเดียวกัน เมื่อเวลา 12.00 น.พ.ต.ท.ภูวเดช ภูวปรีชานนท์ สว.กก.1 บก.ป. พ.ต.ท.พุทธพงศ์ เมฆเอี่ยมนภา สว.กก.1 บก.ป. พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดปฏิบัติการ นำกำลังจับกุมตัว นายสายันต์ ประกอบสัญฑ์ อายุ 31 ปี ชาว จ.สกลนคร และ น.ส.พเยาว์ กาบมาลี อายุ 31 ปี ชาว จ.สระแก้ว สองสามี - ภรรยาในฐานความผิดร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นฉ้อโกงประชาชน และร่วมกันฉ้อโกงประชาชนตาม พ.ร.ก.การกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527 โดยสามารถจับกุมได้ที่อาคารเลขที่ 689 ปากซอยเอกชัย 16 แขวงบางขุนเทียน เขตจอมทอง กทม.

ทั้งนี้ สืบเนื่องมาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามสืบทราบว่า ผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย ซึ่งเป็นสามี - ภรรยาได้พักอาศัยอยู่ที่อาคารดังกล่าว และเป็นผู้ต้องหาที่ทาง DSI ได้ออกหมายจับไว้ในคดีแชร์ลูกโซ่ขายน้ำมันหอมระเหย จึงรายงานผู้บังคับบัญชาทราบ และทำการจับกุมได้ดังกล่าว จากการสอบสวนทั้งสองให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา และจะให้การในชั้นศาลเท่านั้น เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงควบคุมตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายส่งพนักงานสอบสวน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เพื่อทำการสืบสวนสอบสวนขยายผล และดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป

ต่อมา ที่ศาลอาญาเมื่อเวลา 11.00 น.พนักงานสอบสวนกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) คุมตัว นายฮวง เชียง เซียง ชาวจีน น.ส.หว่อง คิน ซี ชาวจีน น.ส.เฉิน เป่า หยี ชาวจีน น.ส.มีนา สุขสงวน นางวนิสา ศิลาอ่อน และนายคำสิงห์ วรรณประภา ผู้ต้องหาที่ 1 - 6 ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ไปฝากขังที่ศาลอาญาครั้งแรก มีกำหนด 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 - 24 ต.ค.55

คำร้องฝากขังบรรยายว่า ผู้ต้องหาที่ 1 เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ทำธุรกิจขายตรง นำเข้าน้ำหอมระเหยจากต่างประเทศ โดยมีการโฆษณาชักชวนหาสมาชิกผ่านเว็บไซต์ www.dchl.com เชิญชวนให้สมาชิกเข้าร่วมรับการอบรมโดยผู้ต้องหาทั้ง 6 จะเป็นผู้บรรยายในการสัมมนา ให้สมาชิกร่วมลงทุนกับบริษัท ไม่ใช่การขายสินค้า สร้างความเสียหายมูลค่า 10 ล้านบาท เหตุเกิดระหว่างวันที่ 11 ส.ค.53 - 15 พ.ค.54 การสอบสวนยังไม่แล้วเสร็จ ต้องสอบปากคำพยานอีก 30 ปาก รอผลการตรวจประวัติอาชญากร ขออนุญาตศาลฝากขัง พร้อมคัดค้านการประกันตัวเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนี
ศาลพิจารณาคำร้องอนุญาตให้ฝากขังได้ (ขอบคุณ : ข้อมูลบางส่วนคัดลอกมาจาก ASTV)


25 ต.ค.55 ผู้เสียหายกว่า 40 คน
นัดออกสื่อช่องTPBS และ INTV
วันที่ 25 ธันวาคม 2555 ความพยายามของผู้นำระดับสูง 41% หรือ มาร์ควิส และอัพไลน์ ได้รวมตัวกันอีกครั้งกว่า 40 คน ได้นัดรวมตัวกันเพื่อให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ : สถานีประชาชน ช่อง TPBS รวมถึงสถานี INTV ในวันเดียวกัน เพื่อประกาศต่อสมาชิกหรือดาวไลน์ที่ยังโดนอัพไลน์ระดับมาร์ควิสกว่า 500 คน กระจายอยู่ทั่วประเทศ ที่ยังป้อนข้อมูลข่าวสารที่ผิดไปจากความจริง ทั้งที่เป็นข่าวครึกโครม ว่าตัวการใหญ่โดนจับกุม 9 คน คงเหลืออีก 11 คนที่ตามรวบตัวอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะระดับมาร์ควิสยังปิดบังข้อมูลข่าวสารที่แท้จริง และได้แจ้งข้อมูลเท็จให้กับสมาชิกรับทราบว่า ระดับดุกซ์ที่โดนจับกุมตัวนั้นไม่จริงเขาไม่ได้หายไปไหน เหตุที่มาไม่ได้เพราะไปแข่งขันกีฬาสี

สืบเนื่องจากยังมีสมาชิกอีกจำนวนมากที่ยังไม่รับทราบข่าวสาร เพราะโดนปิดหู ปิดตา ห้ามเสพข่าวสารทุกชนิด พร้อมยึดมือถือห้ามติดต่อผู้ใด ขณะเดียวกันยังมีแฟนหนุ่มของดุกซ์ที่โดนจับกุมตัวไป จำนวน 3 คน ได้เข้าไปเฝ้าสังเกตการณ์ผู้เสียหายที่ให้สัมภาษณ์ที่ช่อง TPBS โดยไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายและสื่อแต่อย่างใด วึ่งตามที่เคยให้ข้อมูลกับสมาชิกว่า เรามีเงินเยอะพอที่จะจ่ายให้กับตำรวจ และประกาศจะตามล่าหัวมาร์ควิสและอัพไลน์ที่ออกให้สัมภาษณ์สื่อด้วย

และในวันเดียวกันเจ้าหน้าที่จาก สคบ. นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) และ พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองบังคับการปราบปราม ออกให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ : สถานีประชาชน พร้อมกับผู้เสียหาย เพื่อแจ้งเตือนผู้ที่หลงเป็นเหยื่อ

จากนั้นได้ให้สัมภาษณ์ผ่านทางช่อง INTV ที่ออกในรายการ : ข่าวเด่นวันนี้ รวมถึงมาร์ควิสและอัพไลน์ ผู้เสียหายรวมตัวกันกว่า 10 คน เพื่อให้สัมภาษณ์อย่างละเอียดผ่านรายการ : ตลาดวิเคราะห์ ทางสถานี INTV และ TVD ที่ทำหน้าที่เป็นตัวแทนคนเครือข่ายตลอดมา ซึ่งมีใจความสำคัญดังต่อไปนี้

พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กล่าวกับทีมข่าว INTV ในรายการ : ข่าวเด่นวันนี้ ว่าในจำนวนผู้เสียหายที่มาร้องเรียนกว่า 2,600 คน ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษจะคืนเงินให้กับผู้เสียอย่างไร ในเบื้องต้นก็ได้รับคำตอบว่า จากปริมาณผู้เสียหายประมาณ 2,600 คน เราก็มีวิธีการบริหารจัดการ ก็คือ เราได้จัดเจ้าหน้าที่ประมาณ 5 นาย ซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนเข้าเวรสอบสวน วันหนึ่ง ๆ เราคาดว่าจะทำได้ 40 คน แต่ว่าถ้ามีปริมาณผู้เสียหายมากขึ้น ก็จะเพิ่มพนักงานสอบสวนให้มากขึ้น และก็จัดสถานที่เพิ่มเติมมากขึ้น และต้องขออนุญาตท่านอธิบดีที่จะดำเนินการตามนี้ แต่ในเบื้องต้นเราคิดว่าจะจัดซัก 5 คนและ 1 วันไม่ต่ำกว่า 40 คน ซึ่งผมคิดว่าถ้าทำไปนาน ๆ มันก็จะเกิดความเชี่ยวชาญและก็จะทำได้เร็วขึ้น อาจจะให้คนที่สอบคนเดิมเพิ่มได้ประมาณ 20% ก็น่าจะได้วันละ 60 คนต่อวัน

สำหรับเม็ดเงินที่อายัดไว้ ถ้ามีผู้เสียหายมีจำนวนมากเกิน 10,000 คนขึ้นไป เงินที่อายัดไว้นำมาจ่ายไม่เพียงพอ ซึ่งถ้าพูดกันตามหลักกฎหมาย มันจะมีหน่วยงานที่อาจจะให้ความช่วยเหลือได้ เช่น กระทรวงยุติธรรม เรามีหน่วยงานอยู่หน่วยงานหนึ่งที่เปิดขึ้นมา หากมีความเสียหายทางคดีอาญาเกิดขึ้น เราก็สามารถที่จะไปติดต่อก็คือ กรมคุ้มครองสิทธิ์ ซึ่งผมจะไปตรวจสอบดูว่ากรณีที่ถูกหลอกลวงเป็นคดีอาญา จะมีการชดเชยค่าเสียหายทางแพ่งได้หรือไม่ แต่ทั้งนี้ผมยังไม่รับปาก แต่ว่าเป็นกรณีที่ผู้ต้องหาถูกดำเนินคดีแล้ว ต่อมาศาลยกฟ้องตรงนี้ก็สามารถเรียกค่าเสียหายได้ ผมยังไม่แน่ใจว่ากรมคุ้มครองสิทธิ์จะทำได้แค่ไหน เพียงได
แต่อย่างไรก็ดีผมอาจจะเสนอผู้บังคับบัญชาว่า กรณีที่เกิดขึ้นแบบนี้ ทางหน่วยงานของรัฐนี้จะสามารถช่วยเหลืออะไรได้บ้าง ในเบื้องต้นอย่างที่ผมบอก ก็คือ ถ้าเดินทางมาแล้วก็มาให้การ ผมก็จะจ่ายค่าเดินทางในกรุงเทพฯ 200 บาท ต่างจังหวัดก็ 500 บาทอย่างที่กราบเรียนไป

ถามว่าคดีนี้จะยืดเยื้อหรือไม่ หากมีผู้เสียหายเพิ่มมากขึ้น คดีนี้จะเสร็จเป็นส่วน ๆ ส่วนหนึ่งอย่างที่ผมกราบเรียนก็คือ 70 คนแรกภายในวันที่ 5 พฤศจิกายน 2555 เราจะรีบส่งฟ้องศาล ส่วนที่เหลือเราสอบสวนผู้เสียหายหมดเมื่อไหร่ เราจะรีบส่งสำนวนเสนอพนักงานอัยการ ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิน 3 เดือน ก็เราพยายามทำให้เสร็จภายในกรอบนี้ โดยเพิ่มพนักงานสอบสวนอย่างที่กราบเรียน

ในเบื้องต้น DSI มีการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเรื่องแชร์ลูกโซ่ ที่มีความต่างจากขายตรง โดยปกติเราจะมีการผลิตเอกสารชี้แจง นอกจากนั้นก็ยังมีในเว็บไซต์ของกรมสอบสวนคดีพิเศษที่เปิดเข้าไปดู อย่างที่บอกเมื่อกี้ ก็คือ แง่คิด สะกิดใจ ห่างไกลแชร์ลูกโซ่ วิธีการสังเกตธุรกิจไหนเป็นธุรกิจขายตรง ธุรกิจไหนเป็นธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เราก็จะมีข้อมูลอยู่ หากท่านทำธุรกิจขายตรงอยู่และไม่แน่ใจ ขอให้เข้าไปดูแง่คิด สะกิดใจ แล้วนำไปวิเคราะห์ดู ถ้ามันเป็นไปในแง่ของแชร์ลูกโซ่ ท่านก็อาจจะต้องรีบถอยออกมาและก็แจ้งให้เราทราบต่อไป

เหตุผลที่เราต้องใช้เวลาสืบสวนนานกว่า 3 เดือน เป็นเพราะเรื่องของการรวบรวมพยานหลักฐาน มันต้องมีทั้งการแฝงตัว การตรวจสอบบัญชีเงินฝาก ซึ่งก็ต้องใช้ระยะเวลาพอสมควร แต่ละคดีเราไม่สามารถยืนยันได้ว่า ใช้ระยะเวลานานเท่าไหร่ เพราะว่าถ้ารีบดำเนินการ อาจจะส่งผลเสียในรูปคดี เช่น มีผู้ต้องหาบางรายที่หลุดรอดไป เพราะว่าเราต้องดูพยานหลักฐานให้ละเอียด ถ้าดูไม่ดี ถ้ารีบร้อนก็จะได้ผู้ต้องหาที่ไม่ครบถ้วน จึงทำให้พนักงานสอบสวนกังวลกัน


รวบทันที9 รายตัวการใหญ่ไม่รอด
ตามล่าอีก11 รายเจอที่ไหนจับที่นั่น
ทางด้าน พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองบังคับการปราบปราม กล่าวเพิ่มเติมถึงกรณีการเข้าไปจับกุมว่า หลังจากที่ได้รับร้องเรียนในครั้งแรกที่กองปราบฯ เราก็ทำการสอบสวนปากคำผู้เสียหายไว้ และก็ประมาณเรื่องแล้วมันเข้าลักษณะของคดีพิเศษที่กรมสอบสวนคดีพิเศษจะต้องดำเนินการ เราจึงส่งเรื่องให้ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ หลังจากนั้นกรมสอบสวนคดีพิเศษก็จะทำการสอบสวนอย่างต่อเนื่อง

เมื่อผู้เสียหายเข้ามาร้องเรียนที่กองปราบฯ เราก็จะรับเรื่องส่งต่อให้กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการ จากนั้นก็รวบรวมพยานและหลักฐานส่งให้กรมสอบสอบสวนคดีพิเศษได้ออกหมายจับผู้ต้องหาจำนวน 20 ราย และหมายจับนี้ก็เริ่มมาปรึกษากับเราว่า จะเริ่มดำเนินการวันไหน เพราะว่ามันจะมีผู้ต้องหาที่เป็นชาวต่างชาติ ซึ่งอยู่นอกราชอาณาจักร เราก็ไม่อยากไปจับคนอื่นที่อยู่ในราชอาณาจักรก่อน เพราะเกรงว่าถ้าจับไปก่อนแล้วคนที่อยู่เมืองนอกนั้นจะทราบ ก็ไม่ยอมเข้ามาในราชอาณาจักร ทำให้การจับกุมลำบาก จึงได้รอ

เมื่อทาง สคบ.แจ้งว่า ในวันที่ 12 ต.ค.นี้ ทางผู้บริหารเบอร์ 1 ของบริษัทจะเข้ามาทำการเสียค่าปรับที่ สคบ. วันนั้นเราก็ตกลงว่าจะลงมือจับกุมถ้าเขามาจริง เพราะคนอื่นอยู่ในราชอาณาจักรอยู่แล้ว ถ้าตัวใหญ่อยู่นอกราชอาณาจักรมาเมื่อไหร่จับกุมคนในประเทศได้ คนอื่นก็จะตามมา วันที่ 12 ต.ค. ผู้บริหารระดับสูงเขาก็มาที่ DSI ก็เลยไปจับกุมเบอร์ 1 และหลังจากนั้นวันเดียวกันเราก็สามารถจับกุมได้เพิ่มอีก 5 ราย ในวันที่ 13 ต.ค.จับได้อีก 2 ราย และไปมอบตัวที่ DSI อีก 1 ราย สรุปกองปราบฯ จับกุม 7 ราย DSI 2 ราย รวมทั้งสิ้นเป็น 9 ราย คงเหลือติดตามการจับกุมอีก 11 ราย ตอนนี้เราก็พยายามติดตามสืบสวนจับกุมอยู่ พวกนี้ก็เริ่มรู้ตัวและเริ่มหลบหนีกัน ตอนนี้ก็กำลังเช็คข้อมูลว่าเขาไปอยู่ตรงไหน

ส่วน 11 รายที่เหลือ ก็ไม่ได้แบ่งใครจับ ทาง DSI ก็จะมีหมาย ทางเราก็จะมีหมาย และจะร่วมกันติดตามสืบสวนจับกุมและร่วมมือกับตำรวจท้องที่ด้วย ถ้าใครเจอก็จับได้หมด ไม่มีระยะเวลาว่าจะจับเมื่อนั้นเมื่อนี้ ทุกวันนี้ก็ยังดำเนินการอยู่เจอเมื่อไหร่ก็จับ 11 คนเมื่อนั้น คงเหลือแต่คนไทยทั้งนั้นละครับ กระทำผิดในข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน ก็จำคุกตั้งแต่ 5 -10 ปี และก็ปรับตั้งแต่ 5 แสน ถึง หนึ่งล้านบาท และก็ปรับอีกวันละไม่เกิน 10,000 บาท หากเปิดดำเนินการต่อจนกว่าจะหยุดดำเนินการ ซึ่งตอนนี้เขาหยุดไปแล้ว

ในส่วนของพยาน ถ้าใครรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความปลอดภัย มันมีกฎหมายคุ้มครองพยานอยู่แล้ว เขาสามารถมายื่นคำร้องได้ อาจจะไปยื่นกับตำรวจท้องที่หรือมายืนที่กองปราบฯ ว่า หากเกรงจะไม่ได้รับความเป็นธรรมก็จะมีการจัดการพิจารณาและจัดชุดคุ้มครองตามความเหมาะสม

ถามว่าผู้เสียหายยังมาแจ้งได้ที่กองปราบฯ หรือไม่ ก็ยังมาได้ครับ ในส่วนของคดีอื่น ๆ ถ้าเราสอบสวนแล้วมันเข้าลักษณะฉ้อโกงประชาชน การกู้ยืมเป็นการฉ้อโกงประชาชน เราก็ต้องส่งเรื่องให้ DSI ก็ร่วมมือกันอยู่แล้วครับ และถ้ามีใครชักชวนให้ทำธุรกิจโดยที่ท่านไม่มีส่วนในการบริหารอะไรเลย ทำหน้าที่เพียงเอาเงินมาลงทุน หรือไปหาสมาชิกเพิ่มและก็ได้ผลตอบแทนที่มันสูง ตรงนี้มันผิดปกติ และให้ท่านตั้งข้อสังเกตไว้เลยว่า มันอาจจะเข้าลักษณะแชร์ลูกโซ่ เพราะว่าคงไม่มีใครเขาหวังดีกับเราขนาดนั้น ที่ว่าได้เงินง่าย ๆ แล้วจะมาชวนเราทำ เขาก็คงทำเองไปแล้ว และถ้าใครเจอพฤติกรรมอย่างนี้ก็ให้ติดต่อตำรวจท้องที่ หรือว่ากองปราบฯ หรือว่า DSI ก็ได้ และต้องตรวจสอบก่อนที่ท่านจะตัดสินใจไปลงทุน พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย


15 ต.ค.ถอนใบอนุญาต สคบ.
เตือนภัยขายตรงอีก2ค่ายจ่อคิวเชือด
นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวถึงในส่วนของบริษัท DCHL ก็คือ ณ วันนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ก็ได้มีคำสั่งเพิกถอนไม่อนุญาตบริษัทนี้ประกอบธุรกิจขายตรงตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม 2555 เป็นต้นไป ถ้าหากกระทำการฝ่าฝืน มันก็มีบทลงโทษก็คือปรับเป็นรายวัน วันละไม่เกิน 10,000 บาท อันนี้ก็คือบทลงโทษหลังจากการเพิกถอน

ทำไมถึงมีการกระทำที่ล่าช้า ทั้งที่มีการตั้งกระทู้ถามในเว็บ สคบ.มานานแล้ว อยากบอกว่ามีการดำเนินการมาพอสมควรแล้ว เพียงแต่การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานเพื่อที่จะเอาผิด เอาคนเข้าคุก มันก็ต้องใช้เวลานิดนึง เพราะถ้าเกิดการผิดพลาดอะไรคงไม่ได้ ตรงนี้เราก็มีการประชุมร่วมกันกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และก็สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและกลุ่มป้องปรามการเงินนอกระบบอยู่เป็น

ระยะ ๆ เมื่อมีข้อเท็จจริงและก็ได้หลักฐานใหม่มา เพื่อที่จะนำไปสู่กระบวนการขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมานี้ ก็มีการประชุมกันเรื่อย ๆ เพราะมีคนร้องเรียนเข้ามาตั้งแต่ปลายปี 2553 เพียงแต่พฤติกรรมมันแตกต่างกันไปบ้าง มันยังไม่ชัดเจนพอที่จะให้เราดำเนินคดีฐานความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ณ วันนี้

ถามว่าก่อนหน้านี้มีการแฝงตัวเข้าไปดูบ้างหรือไม่ ก็มีทางตำรวจกรมสอบสวนได้แฝงตัวเข้าไป และก็ทางป้องปรามทาง ปปง.ได้แฝงตัวเข้าไป แต่ว่าเข้าไปตอนไหนอย่างไรนั้น ก็คงเข้าไปลับ ๆ ไม่ได้เปิดเผยตัวตน ณ ตอนนี้ตามที่ผู้บังคับการสำนักคดีอาญาพิเศษ ที่ได้บอกไว้นะครับว่า คนที่เสียหายก็ขอให้เข้าไปแจ้งความร้องทุกข์ลงชื่อไว้กับกรมสอบสวนคดีพิเศษทั้งหมด เนื่องจากว่าทางกรมสอบสวนรับเป็นคดีพิเศษแล้ว และจะมีการฟ้องร้องดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญา
ตอนนี้ก็รวบตัวได้ทั้งหมดเลย ทั้งที่สาขาสำนักงานใหญ่หลัก ๆ ก็คือ ตรงพระราม 9 และที่โคราช อันนี้ก็คิดว่าคงปิดทำการแล้ว และคงไม่สามารถเปิดทำการได้อีกแล้ว ถ้ายังเปิดก็มีโทษปรับอีกต่อวันไม่เกิน 10,000 บาท สิ่งที่ทางรัฐอำนวยความสะดวกกระทำได้พร้อมกัน เพราะว่าตึก สคบ.กับ DSI อยู่ตึกเดียวกันเพียง แต่คนละชั้น สามารถเข้ามาปรึกษาเข้ามาร้องเรียนอะไรได้ เราก็จะอำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างยิ่ง

ส่วนผู้เสียหายเกินหลักหมื่นหรือไม่ อันนี้ผมยังตอบไม่ได้ เพราะว่าที่ผ่านมาในฐานข้อมูลของบริษัท มันก็มีเป็นหลักหมื่น แต่คนที่เสียหายจริง ๆ ที่เดินเข้ามาร้องทุกข์มันก็ไม่ถึง จากนี้ไป สคบ.ก็คงชี้แจงไปทุกจังหวัด เดี๋ยวเราจะมีหนังสือแจ้งทางจังหวัดให้ประสานเผยแพร่ประชาสัมพันธ์เรื่องเกี่ยวกับแชร์ลูกโซ่ต่อไป
ที่สำคัญก่อนหน้านี้มีการเชิญบริษัทขายตรงที่เข้าข่ายว่าเป็นแชร์ลูกโซ่หรือไม่ ก็มีการเชิญมา 2 ค่าย ก็ได้ทำตามขั้นตอนกระบวนการของกฎหมายที่ให้อำนาจ สคบ.ไว้ คงจะดูประเด็นในเรื่องของข้อเท็จจริง และประเด็นของการร้องเรียน รวมถึงพฤติกรรมของบริษัทที่ไปทำ คงต้องปรับเข้ากฎหมายว่า มันสามารถที่จะดำเนินการได้ตามข้อกฎหมายข้อใดบ้าง

โดยเฉพาะข้อกฎหมายที่เอาหนักสุดเลย มาตรา 19 หลัก ๆ ก็คือ ผู้ใดประกอบธุรกิจขายตรง โดยมีลักษณะเป็นการชักชวนให้ประชาชนเข้ารวมธุรกิจโดยจ่ายผลตอบแทนจากการคิดคำนวณ จากจำนวนคนที่เพิ่มขึ้นประมาณนี้ ก็มีโทษจำคุกไม่มีโทษปรับเฉพาะมาตรานี้ แต่สำหรับความผิดฐานมาตราอื่น ๆ เช่น มาตรา 38 มาตรา 27 มาตรา 20 อันนี้มีบทลงโทษในเรื่องของการเสียค่าปรับอยู่ ตรงนี้ก็ดูเป็นแต่ละฐานความผิดไป

จึงอยากฝากถึงประชาชนก่อนที่จะเข้าร่วมธุรกิจ ก็คงจะต้องมีการตรวจสอบ อย่างแรกที่อยากให้ตรวจ ก็คือ 1. บริษัทได้รับการจดทะเบียนจาก สคบ.หรือไม่ ตรวจสอบในเว็บไซต์ของสำนักงานได้ว่า บริษัทนี้ได้จดทะเบียนหรือไม่ 2. ถ้าตรวจสอบพบแล้วว่า พบบริษัทจดทะเบียนแล้ว ถ้ามีพฤติกรรมแบบนี้ให้โทรมาถามเจ้าหน้าที่สักนิดหนึ่ง เพราะเจ้าหน้าที่ในส่วน สคบ.เขาก็จะมีข้อมูลของบริษัทอยู่เบื้องต้น ที่สามารถอธิบายหรือว่าบอกในข้อเท็จจริงได้ และเพียงพอที่จะให้ท่านตัดสินใจในการที่จะเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมในการทำธุรกิจ ส่วนบริษัทที่อยู่ภายใต้แนวนโยบายของท่านเลขาธิการคนปัจจุบัน นายจิรชัย มูลทองโร่ย ก็คือ ส่งเสริมทุกบริษัทที่ทำดีแน่นอน และก็เน้นหนักปราบปรามกับบริษัทที่มีพฤติกรรมที่เป็นแชร์ลูกโซ่ ตรงนี้ท่านก็ให้นโยบายมาชัดเจน


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1 - 15 พฤศจิกายน 2555ฉบับ331

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

กองปราบบุกจับ DCHL"ตะเกียงวิเศษ"ลวงโลก "แจ้งข้อหาแชร์ลูกโซ่!!!!!"








ในที่สุดบริษัท DCHL ซึ่งทำธุรกิจจัดจำหน่ายตะเกียงและน้ำมันหอมระเหยชื่อดัง ซึ่งอาศัยช่องทางการขายตรงมาบังหน้า ด้วยการชักชวนสมาชิกให้เข้ามาลงทุนด้วยเงินเป็นจำนวนมาก พร้อมทั้งมอบผลประโยชน์ตอบแทนกลับคืนให้อัตราที่สูงกว่ากฏหมายกำหนดหากหาสมาชิกรายใหม่มาร่วมลงทุนได้ เผยในรอบปีที่ผ่านมามีผู้เสียหายร้องเรียนกับ สคบ. มากเป็นประวัติศาสตร์ถึง 900 ราย เลยทีเดียว

เมื่อวัน 12 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองปราบปรามกว่า 50 นายนำกำลังเข้าตรวจค้น บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โอลดิ้ง จำกัด หรือ (DCHL) ตั้งอยู่ที่เลขที่ 338 อาคาร ดี ซี เอช แอล จำกัด ถ. พระราม9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นบริษัทขายตรงน้ำมันหอมระเหย และตะเกียง แต่มีผู้ใช้ร้องเรียนว่าบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน และหาสมาชิกเพิ่มหากหาสมาชิกใหม่มาได้ 5-6 คน ก็จะได้รับเงินปันผลเพิ่ม ถึง 21,000-26,000 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้าตรวจค้นภายในบริษัทพบประชาชนซึ่งมานั่งรอสมัครสมาชิกใหม่กับทางบริษัทบริเวณชั้น 1 ไม่ต่ำกว่า 100 คน และพบสมาชิกเก่าเข้ามารับสินค้าและมาอบรมกับบริษัท โดยไม่ตื่นตกใจกับการเข้าตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ยังคงนั่งรอสมัครสมาชิกและรับสินค้ากันตามปกติ จนเสร็จสิ้นการตรวจค้น


พ.ต.อ. นิรันดร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ออกหมายจับผู้ต้องหารวม 20 คนซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ 3 คนที่วสใสนถจับกุมได้แล้วคือนายฮวงเชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ 43 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ น.ส.หว่อง คิน ซึ อายุ 36 ปี ชาวฮ่องกงและน.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ชาวฮ่องกง ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นผู้ชักชวนสมาชิกเข้าร่วมลงทุนด้วยการล่อลวงให้ลงทุนจำหน่ายน้ำมันหอมระเหยและตะเกียงรายละ 190,000 บาทเพื่อให้ได้เงินปันผล 40,000 บาท แต่หากลงทุนเพียง 12,300 บาทจะยังไม่ได้รับเงินปันผลจนกว่าจะสามารถชักจูงสมาชิกมาร่วมลงทุนเพิ่มจึงได้แจ้งข้อหาว่าร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน


พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า การตรวจค้นบริษัทดังกล่าวดีเอสไอได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายประมาณ 70 รายคิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท โดยประชาชนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภายคะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีการตั้งสาขาใหญ่อีก 1 แห่งที่จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีการหลอกลวงจะจัดอบรมตามโรงแรมหรูต่างๆ ซึ่งมีวิทยากรชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิกและเชิญชวนให้ซื้อสินค้าโดยโฆษณาชวนเชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิธีการพูดที่น่าเชื่อถือเจาะกลุ่มคนที่มีเงินน้อยซื้อน้อย มีเงินมากซื้อมากรวมถึงมีการโฆษณาชักชวนผ่านเว็บไซต์ และอ้างว่าเงินเป็นผลสามารถนำไปเป็นมรดกตกทอดถึงเครือญาติได้


"ในวันนี้จะรวบรวมหลักญานโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดข้อมูลจำนวนลูกค้าและสินค้าเพื่อตรวจสอบยอดผู้เสียหาย รวมถึงดูบัญชีความเคลื่อนไหวทางการเงิน ซึ่งพบว่าเฉพาะวันนี้เพียงวันเดียวมียอดสั่งซื้อ 39 ล้านบาท และเพือนกันยายน 2555 มีกำไรกว่า 198 ล้านท ทั้งนี้จากการตรวจสอบยอดสมาชิกจาก สคบ. ปี 2554 มีสมาชิก 20,000 คน และเชื่อว่าขณะนี้มียอดสมาชิกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40,000 คน ซึ่งสคบ.ได้สั่งปรับวันละ 10,000บาทรวมยอดค่าปรับถึงปัจจุบัน 600,000 บาท ส่วนการสั่งให้ยุติกิจการเป็นอำนาจของ สคบ." พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าว


อนึ่ง ก่อนหน้านี้(วีนที่ 4 ก.ค.) ที่กองปราบปราม กลุ่มสมาชิกนักธุรกิจเครือข่ายของบริษัทดิจิตอล คราวน์โฮลดิ้ง ย่านพระรามเก้า กว่า 30 คนเดินทางเข้าพบ พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป.เพื่อร้องทุกข์ขอให้ช่วยตรวจสอบการดำเนินกิจการของบริษัทนี้ว่าเข้าข่ายแชร์ลูกโซ๋หรือไม่เนื่องจากขณะนี้มีผู้ใช้แรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือบางส่วนตกเป็นเหยี่ต้องกู้หนี้ยืมสิน นำที่ดินของครอบครัวไปจำนองเพื่อนำเงินมาลงทุนในวจรธุรกิจลักษณะนี้รวมค่าเสียหายประมาณ 4,000 ล้านบาท


น.ส.เอ (นามสมมติ) อายุ 27 ปี ชาว จ.หนองบัวลำภู หนึ่งในสมาชิกธุรกิจเครือข่ายของบริษัทแห่งนี้ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้ทำงานอยู่โรงงานบริษัทรถยนต์ชื่อดังแห่งหนึ่ง ต่อมาได้มีเพื่อนซึ่งทำธุรกิจเครือข่ายกับบริษัทนี้มาชักชวนให้ร่วมทำธุรกิจโดยบอกว่าลงทุนเล็กน้อยแต่ได้รับผลประโยชน์ตอบแทนไปตลอดชีวิตจึงเกิดความสนใจเพราะต้องการช่วยเหลือครอบครัวหาเงินมาไถ่ถอนที่ดินกว่า 20 ไร่ที่ติดจำนองอยู่ จากนั้นเพื่อนคนดังกล่าวได้พามาเข้าอบรมที่อาคารสำนักงานย่านพระรามเก้า เสียค่าเข้ารับอบรม 300 บาท เมื่อเข้าอบรมบรัษทก็จะจัดคนที่ประสบความสำเร็จได้รายได้มากๆ มาพูดจูงใจ ซึ่งในการอบรมแต่ละครั้งใช้เวลาไม่เท่ากัน แต่เมื่อฟังบ่อยๆ เข้าจะเหมือนถูกล้างสมอง และเชื่อว่ามีความเป็นไปได้เพราะแต่ละคนที่มาเป็นสมาชิกนั้นก็เป็นคนใช้แรงงานหาเช้าินค่ำที่อยากจะมีฐานะดีขึ้น


น.ส.เอ กล่าวต่อว่าเมื่อหลงเชื่อเพื่อนที่เป็นอัพไลน์หรือพี่เลี้ยงคอยดูแลอย่างใกล้ชิดก็จะให้หาเงินมาลงทุน โดยวิธีการระดมทุนนั้นเขาจะแนะนำให้พูดคุยกับคนที่เรารักหรือคนในครอบครัว ซึ่งช่วงนั้นตนหลงเชื่อจึงนำที่ดินติดจำนองธนาคารไปจำนองกับนายทุนเงินกู้ได้เงินมา 4.4 แสน บาทแต่เสียดอกเบี้ยร้อยละ 5 เงินที่ได้มาส่วนหนึ่งก็นำไปใช้หนี้ธนาคารที่ก่อนหน้านี้จำนองที่ไว้ส่วนที่เหลือก็นำมาลงทุนในธุรกิจใช้เงินไป 212,300 บาทได้สินค้าเป็นตะเกียงมาหลายชุดดแต่สินค้าเหล่านี้ไม่ได้นำไปขายแต่ก็จะถูกแนะนำให้เก็บสินค้าไว้เพื่อนำไปขายให้คนที่เราชักชวนมาเป็นดาวน์ไลน์ในเครือข่ายเราตนทำงานนี้มาเกือบ 7 เดือน ต้องไปที่อาคารสำนักงานบริษัทที่พระรามเก้าและพระรามสองทุกวัน หยุดวันอาทิตย์วันเดียว และหาเครือข่ายได้เพียงรายเดียวเท่านั้นได้เงินกลับคืนมา 4 หมื่นกว่าบาท


"ตลอดเวลาที่ทำงานเครือข่ายนั้นก็จะถูกพูดกรอกหูให้หาทุนหาเครือข่ายอยู่ตลอดเวลา และได้ทราบจากคนอื่นที่หลงเชื่อมาเป็นเครือข่ายว่าต้องกู้หนี้ยืมสินมาลงทุนคนละ 200,000 บาท เพื่อนำเงินมาหมุนเวียนในระบบธุรกิจนี้ ซึ่งส่วนใหญ่สมาชิกกว่าสองหมื่นคนเป็นผู้ใช้แรงงานจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยเฉพาะ จ.อุบลราชธานี และนครราชสีมา ที่ขณะนี้กำลังเดือดร้อนพราะหนี้สินที่ไปกู้ยืมมาลงทุนโดยเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลตอบแทนจริงตามที่บริษัทมีการกล่าวอ้างจึงไม่อยากให้คนอื่นตกเป็นเหยื่ออีกจึงมาร้องทุกข์ดังกล่าว" นางสาวเอกล่าว


สำหรับการร้องเรียนถึงพฤติกรรมการทำธุรกิจของบริษัท DCHL ที่เข้าข่ายการหลอกลวงประชาชนนั้นตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมาพบว่ามีการร้องเรียนเพื่อให้ตรรวจสอบบริษัทนี้ถึง 900 คน เลยทีเดียวแต่ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่าจากคำแถลงของ พ.ต.อ.นิรันดร์ ที่รุบุว่า สคบ. มีคำสั่งปรับบริษัท DCHL ถึงวันละ 10,000 บาท และในขณะนี้มียอดการปรับสูงถึง 600,000 บาทคิดเฉลี่ยแล้วบริษัท DCHL ถูก สคบ.ปรับมาเป็นระยะเวลา 2 เดือนแล้ว ซึ่งจากจุดนี้เองประชาชนหลายรายที่ได้เห็นข่าวตามหน้าจอทีวีและหนังสือพิมพ์รายวันที่นำเสนอข่าวการจับกุมในครั้งนี้ได้สอบถามกันมาที่กองบรรณาธิการข่าว "หนังสือพิมพ์ LEADER TIME รายปักษ์" ว่า สคบ. สั่งปรับเงินบริษํทนี้ในข้อหาอะไรซึ่งถ้าเป็นข้อหาทำธุรกิจไม่ตรงตามที่ได้ยื่นแจ้งไว้กับสคบ. ทำไม สคบ.ถึงไม่ประกาศแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบล่วงหน้าและจะได้ระมัดระวังตัวเพื่อไม่ให้เข้าไปทำธุรกิจกับบริษํทนี้อีกแถมยังปล่อยให้บริษัทนี้ดำเนินธุรกิจต่อไปถึง 2 เดือนจนกระทั่งมาถูกจับกุมในวันนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าวหนังสือพิมพ์ Leader Time ปีที่ 9 ฉบับที่ 200 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2555

วันอาทิตย์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทลายรัง แชร์ลูกโซ่ ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย โคราชเหยื่อ 200 รายแตกกระเจิง


วันนี้(13 ต.ค.) พ.ต.อ.พงษ์เดช พรหมมิจิตร รอง ผบก.ภ.จว.นครราชสีมา พร้อมด้วย พ.ต.อ.ชลาสินธุ์ ชลาลัย ผกก.สส.ภ.จว.นครราชสีมา นำกำลังบุกเข้าไปยังห้องประชุมภายในอาคารแพทตินั่ม ถนนสุระนารายณ์ ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา หลังจากที่มีสายข่าวรายงานว่าเป็นแหล่งที่ใช้ในการนัดพบกันของแม่ข่ายและลูกข่ายธุรกิจแชร์ลูกโซ่ เครือข่ายบริษัท ดิจิตอลคราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทแชร์ลูกโซ่ขายตะเกียงน้ำมันหอมระเหยฉ้อโกงประชาชน ที่ถูกเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.มักกะสัน บุกเข้าทำการจับกุมสำนักงานใหญ่เมื่อวันที่ 12 ต.ค. ที่ผ่านมา


โดยภายในห้องประชุมพบบรรดาแม่ข่าย ลูกข่าย รวมถึงผู้ที่ประสงค์ที่จะเข้าร่วมขบวนการรายใหม่รวมกว่า 200 คน กำลังจับกลุ่มพูดคุยสัมมนาเพื่อเรียนรู้วิธีการดำเนินธุรกิจ พร้อมกับมีสินค้าตะเกียงน้ำมัน ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการประกาศแจ้งให้ทางผู้ที่อยู่ภายในห้องประชุมทราบว่า สำนักใหญ่ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจทำการจับกุมและอยู่ในระหว่างการดำเนินคดี จากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แจ้งถึงสิทธิผู้ที่อยู่ในห้องประชุมว่า เป็นผู้เสียหายถูกทางบริษัทล่อลวง และหากผู้เสียหายที่ต้องการเงินที่หลอกให้ซื้อสินค้าคืน ให้ไปแจ้งความกับทางเจ้าหน้าทีตำรวจที่ สภ.เมืองนครราชสีมา ได้ในวันที่ 15 ต.ค.ก่อนที่จะทำการตรวจยึดสินค้าทั้งหมดมาไว้เป็นหลักฐาน


ต่อมาทางเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดสืบสวนสอบสวนจังหวัดนครราชสีมา ได้นำหมายค้นศาลแขวงนครราชสีมา เลขที่ ค 139 / 2555 ลงวันที่ 13 ต.ค. เข้าตรวจค้น สำนักงานย่อย บ.ดิจิตอลคราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด อาคารราชสีมาเซ็นเตอร์ ชั้น 2 เลขที่ 154/1 ต.ในเมือง อ.เมืองนครราชสีมา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งจุดที่ใช้เป็นสถานที่นัดพบของเครือข่ายแชร์ลูกโซ่ และเป็นสถานที่เก็บและจำหน่ายสินค้า โดยมีสินค้าส่วนหนึ่งถูกเก็บในตู้กระจกอย่างสวยงาม โดยจากการสังเกตในห้องประชุมดังกล่าวยังพบว่ามีป้ายประกาศห้ามถ่ายภาพ ห้ามใช้โทรศัพท์อย่างเด็ดขาด โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการตรวจยึดสินค้าไว้ตรวจสอบที่ สภ.เมืองนครราชสีมา เพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อไป



ด้านนางกรอาภา คุณาชนะ อายุ 47 ปี ซึ่งเป็นผู้เสียหายที่ถูกบริษัทดังกล่าวหลอกให้ลงทุน เปิดเผยว่า บริษัทดังกล่าวหลอกให้ลงทุนไปเกือบ 2 แสนบาท โดยสมัครเป็นค่าสมาชิก 1.2 หมื่นบาท แต่หากต้องการได้ผลตอบแทนสูงต้องลงทุนมาก จึงซื้อสินค้าไปเป็นเงินเกือบ 2 แสนบาท ซึ่งหลังจากที่ลงทุนไปประมาณ 3 เดือน ไม่พบว่าได้ผลตอบแทนตามที่คาดและรู้ว่าน่าจะเป็นขบวนการแชร์ลูกโซ่ จึงต้องการขอคืนสินค้าเพื่อให้ได้เงินคืนบางส่วนซึ่งได้ทำการติดต่อกับบริษัทเมื่อ เดือน พ.ค.ที่ผ่านมา โดยในตอนแรกทางตัวแทนบริษัทได้นัดผลัดมาเรื่อย และมีนัดอีกครั้งว่าจะให้คืนในเดือนหน้า จากนั้นจึงมาเกิดเรื่องขึ้น จึงได้เดินทางมาตามเรื่องและเตรียมเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนครราชสมีมา เพื่อดำเนินคดีกับบริษัทดังกล่าวตามกฎหมาย โดยส่วนตนคิดว่าไม่น่าจะได้เงินคืนแล้ว แต่ก็อยากให้ผู้ที่กำลังทำธุรกิจร่วมกับบริษัทดังกล่าวได้รู้ตัวและเข้าแจ้งความเพิ่มเติมด้วย


อ้างอิง :dailynews.co.th

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ดีเอสไอ (DSI) : สนธิกำลังกองปราบฯ จับแชร์ น้ำมันหอมระเหย


วันนี้ 12(ต.ค.)พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) สนธิกำลังร่วมกับตำรวจกองปราบปราม นำกำลังเข้าตรวจค้นบริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ตั้งอยู่เลขที่ 338 อาคาร ดี. ซี. เอช. แอล จำกัด ถนนพระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพ ฯ ซึ่งจดทะเบียนกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)เป็นบริษัทขายตรงน้ำมันหอมระเหยและตะเกียง แต่มีผู้ร้องเรียนว่าบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุนและหาสมาชิก เพิ่ม


โดยพ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวว่า ได้ขอออกหมายจับผู้ต้องหารวม 20 คน ในจำนวนนี้เป็นชาวต่างประเทศ 3 คน และสามารถจับกุมได้แล้วประกอบด้วย นายฮวง เชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ 43 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ , น.ส.หว่อง คิน ซี อายุ 36 ปี ชาวฮ่องกง และ น.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ชาวฮ่องกงส่วนผู้ต้องหาที่เหลืออยู่ระหว่างการติดตามจับกุมโดยส่วนใหญ่ที่ถูกออกหมายจับจะเป็นผู้ทำหน้าที่ขึ้นเวทีชักชวนให้สมาชิกเข้าร่วมลงทุนซื้อน้ำมันหอมระเหยและตะเกียง ซึ่งต้องเสียค่าสมัครครั้งแรกเป็นเงินกว่า 12,300 บาท ก่อนจากนั้นจึงมีโอกาสเลื่อนระดับโดยจะได้รับค่าตอบแทนเป็นเงินปันผลจำนวน 41,000 บาท ก็ต่อเมื่อต้องจ่ายเงินลงทุนเป็นเงิน 192,600 บาทต่อราย เบื้องต้นได้แจ้งข้อกล่าวหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน


พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหายประมาณ 70 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 10 ล้านบาทโดยประชาชนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วประเทศโดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีการตั้งสาขาใหญ่อีก 1 แห่งที่จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีการหลอกลวงจะจัดอบรมตามโรงแรมต่างๆซึ่งมีวิทยากรชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิกและเชิญชวนให้ซื้อสินค้าโดยโฆษณาชวนเชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิธีการพูดที่น่าเชื่อถือ เจาะกลุ่มคนที่มีเงินน้อยซื้อน้อย มีเงินมากซื้อมาก หากมีการชักชวนสมาชิกได้เพิ่มจะได้ค่าตอบแทนอีกหัวละ 21,000-26,000 บาท นอกจากนี้ยังพบว่ามีการโฆษณาชักชวนสมาชิกผ่านเว็บไซด์ และอ้างว่าเงินปันผลสามารถนำไปเป็นมรดกตกทอดถึงเครือญาติได้ อย่างไรก็ตามในวันนี้(12ต.ค.) พนักงานสอบสวนจะรวบรวมหลักฐานรายละเอียดสมาชิก เพื่อนำไปตรวจสอบข้อมูลลูกค้าและจำนวนสินค้าทั้งหมด เพื่อนำมาวิเคราะห์ความเสียหายในภาพรวม รวมถึงเก็บข้อมูลความเคลื่อนไหวทางการเงินด้วย


ทั้งนี้ การจะสั่งปิดบริษัทดังกล่าวเป็นอำนาจของสคบ. ซึ่งทราบว่าก่อนหน้านี้สคบ.ได้สั่งปิดกิจการแล้วแต่บริษัทดังกล่าวไม่ดำเนินการตามคำสั่งแต่ยอมเสียค่าปรับวันละ 10,000 บาทที่ล่าสุดมียอดค่าปรับรวมกว่า 600,000 บาทแล้ว


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เจ้าหน้าที่ได้ทำการยึดเครื่องคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดลูกค้าทั้งหมดไปตรวจสอบ รวมถึงแฟ้มเอกสารทางการเงินซึ่งพบว่าวันนี้เพียงวันเดียวมียอดสั่งซื้อมากถึง 39 ล้านบาท โดยเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา พบบริษัทมีกำไรมากถึง 198 ล้านบาทด้วย สำหรับยอดสมาชิกจากการตรวจสอบข้อมูลของสคบ.พบปี 2554 มีสมาชิกกว่า 20,000 คน แต่ขณะนี้เชื่อว่าน่าจะมียอดสมาชิกไม่ต่ำกว่า 40,000 คน


อย่างไรก็ตามภายหลังจากควบคุมตัวผู้ต้องหาไปสอบสวนแล้ว ทางกองปราบปรามยังได้ควบคุมตัวหญิงไทยอีก 2 คน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการโน้มน้าวประชาชนให้หลงเชื่อเป็นสมาชิกในบริษัทดังกล่าวด้วย โดย พ.ต.อ.ประสพโชค พร้อมมูล รองผบก.ป. และ พ.ต.อนิรันดร์ นำตัวทั้งหมดแถลงข่าวที่กองบังคับการตำรวจกองปราบปรามในช่วงเย็นวันเดียวกันนี้


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. เดลินิวส์