ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ขายตรง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความรู้ขายตรง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

พระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง







rok (Mobile)

 


พ.ศ.2545 หมวด7 บทกำหนดโทษดังนี้


 มาตรา 45 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการ ตาม มาตรา 16 ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกิน หนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ


มาตรา 46 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 19 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินห้าแสนบาท


มาตรา 47 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 20 หรือ มาตรา 27 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ และปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท ตลอดเวลาที่ยังฝ่าฝืนอยู่


มาตรา 48 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 21 วรรคหนึ่ง ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท


มาตรา 49 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 22 หรือ มาตรา 28 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือนหรือปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ


มาตรา 50 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 23 หรือ มาตรา 25 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาท


มาตรา 51 ผู้ใดฝ่าฝืน มาตรา 26 มาตรา 30 วรรคหนึ่ง หรือ มาตรา 37 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามหมื่นบาท


มาตรา 52 ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงใดไม่แจ้งการเปลี่ยนแปลงแผนการจ่ายผลตอบแทนให้นายทะเบียนทราบ ตาม มาตรา 38 วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสามแสนบาท


มาตรา 53 ผู้ใดกระทำความผิดต้องระวางโทษตามพระราชบัญญัตินี้ เมื่อพ้นโทษแล้วยังไม่ครบกำหนดห้าปี กระทำความผิด ต่อพระราชบัญญัตินี้อีก ต้องระวางโทษเป็นสองเท่าของโทษที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น


มาตรา 54 ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่งต้องรับโทษตามพระราชบัญญัตินี้เป็นนิติบุคคลให้กรรมการผู้จัดการ หรือบุคคลใด ซึ่งรับผิดชอบในการดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้สำหรับความผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่าตนมิได้มีส่วนในการกระทำความผิดของนิติบุคคลนั้น


มาตรา 55 บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กรณีตาม มาตรา 46 ให้คณะกรรมการมีอำนาจเปรียบเทียบได้ และในการนี้ ให้คณะกรรมการมีอำนาจมอบหมายให้คณะอนุกรรมการ พนักงานสอบสวนหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนิน การเปรียบเทียบได้ โดยจะกำหนดหลักเกณฑ์ในการเปรียบเทียบหรือเงื่อนไข ประการใดๆ ให้แก่ผู้ได้รับมอบหมายตามที่เห็นสมควรก็ได้


ภายใต้บังคับของบทบัญญัติตามวรรคหนึ่ง ในการสอบสวน ถ้าพนักงานสอบสวนพบว่าบุคคลใดกระทำความผิดตาม พระราชบัญญัตินี้ และบุคคลนั้นยินยอมให้เปรียบเทียบ ให้พนักงานสอบสวนส่งเรื่องมายังคณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายให้มีอำนาจเปรียบเทียบตามวรรคหนึ่ง ภายในเจ็ดวันนับ แต่วันที่ผู้นั้นแสดงความยินยอมให้เปรียบเทียบ


เมื่อผู้กระทำความผิดได้เสียค่าปรับตามที่เปรียบเทียบแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกัน ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา


 


 


Credit By : นิตยสารลีดเดอร์ไทม์ ฉบับที่157 เดือนธันวาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

วิถีผู้นำ !!!







c9f3f4ba52754898912ccbf0bfce7255mycareer_leader510_02 (Mobile)

 


การสร้างทีมงานสิ่งที่สำคัญคือ ต้องรู้วิธีการที่จะพัฒนา คนในทีมงานให้สามารถเก่งได้อย่างที่เราต้องการ และทำให้ทีมงานเชื่อ และศรัทธาในตัวเรา ซึ่งอยู่ในฐานะผู้นำทีมให้ได้ เชื่อไหมครับว่า มีงานวิจัยพบว่า ผู้นำหรือหัวหน้างานในยุคนี้ ไม่ได้มีปัญหาเรื่องความรู้แต่มีปัญหาเรื่องความคิด โดยเฉพาะ การใช้ศิลปะในการติ ชม หรือพูดกับคนในทีม หลักการง่ายๆ ของการเป็นผู้นำ แม่ทีมยุคใหม่ คุณจะต้องเป็นคนที่ทั้งฉลาด ในการคิด และฉลาดในการสอนงานครับ โดยผู้นำจะต้องเก่ง ใน 4 เรื่องดังต่อไปนี้


1.เก่งงาน คุณจะต้องมียุทธวิธีการคิด มีการนำหลักการความรู้มาประยุกต์ และมีการใช้ประสบการณ์เดิมเข้ามา ผสาน คุณต้องมีความเชี่ยวชาญในงานที่ทำ อย่างงานเครือข่าย เรื่องพื้นฐานที่คุณจะต้องเก่งนั้น ได้แก่ เรื่องการพูดถึงความเด่น ความแตกต่างของผลิตภัณฑ์ แผนธุรกิจที่มีรายได้ ความมั่นคง นอกจากนั้นแล้วคุณยังต้องสามารถถ่ายทอดเรื่องราวที่คุณเชี่ยวชาญนี้ให้กับทีมงานได้เช่นกัน


2.เก่งคน คุณต้องมองคนเป็น ดูคนออก ใช้คนให้ถูกกับงาน เลือกพัฒนาคนให้ถูกต้องกับความสามารถที่เขามี


3.เก่งคิด ก่อนอื่น คุณต้องเข้าใจนะครับว่า "ความคิด" กับ "ความรู้" เป็นคนละเรื่องกัน คนที่จบสูงกว่าไม่ได้หมาย-ความว่าจะต้องมีความคิดที่เหนือกว่าดีกว่าคนอื่นเสมอไป ผู้นำจะต้องเก่งคิด โดยใช้จินตนาการวางแผนงานให้รอบคอบ เป็นระบบ มีทางแก้สำหรับปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น มองงานให้กว้างทุกมิติ และมีจิตใจกว้างพอ ที่จะยอมรับเมื่อทำพลาด ตลอดจนยอมให้คนอื่นมาเป็นอาจารย์ของตนเองได้บ้าง


4.เก่งชีวิต ผู้นำต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี และมีคุณธรรม คุณต้องทำงานอย่างมีความสุข และกลับบ้านไปก็ใช้ชีวิตส่วนตัวอย่างมีความสุขเช่นกัน ที่สำคัญต้องไม่ใช้อารมณ์ และ ความหลงเป็นใหญ่ เมื่อต้องตัดสินใจ


ท้ายที่สุด ผมมี list ของแบบผู้นำ แม่ทีม แบบที่ไม่พึงประสงค์มาฝากครับ ลองดู หากคุณมีพฤติกรรมคล้ายๆ เช่นดังด้านล่าง ระวังตัวนะครับ


บ้าพลัง ใช้อารมณ์ในการทำงาน


ยึดติดแต่กับความคิดตัวเอง เมินความคิดคนอื่น


ติดเทคโนโลยี ทำให้การสื่อสารโดยวาจา โดยการเผชิญหน้ากับคนรอบข้างไม่มีความหมาย ใช้ชีวิตกับคนรอบข้างบ้างนะครับ อย่ามัวแต่ก้มหน้าก้มตา ใช้ smart phone/ tablet แม้กระทั่งสั่งงาน หรือสอนงานผ่านทางโปรแกรมแชต ต่างๆ ขอให้หลีกเลี่ยงเสีย 


หนีปัญหา ชอบโทษว่าลูกน้อง ลูกทีมผิด จะทำให้เขาท้อแท้ หมดกำลังใจทำงาน


 เอาหน้าไว้ก่อน


เปลี่ยนใจทุกวัน หาความแน่นอนไม่ได้


ฝันตลอด ลูกทีมชอบคนทำงานที่มีแผนงานชัดเจน ไม่ใช่ขายฝันไปวันๆ มีแต่เป้า ต้องการยอด แต่ไม่แนะวิธีการ ทำงานที่เป็นระบบ หรือไม่แนะกลยุทธ์ในการทำงานที่จะทำให้ ได้มาซึ่งเป้า/ยอดที่ต้องการ


ไร้คุณธรรม ลำเอียง ไม่มีความซื่อสัตย์


"การปกครองคน สิ่งสำคัญคือต้องมีความจริงใจเป็นกำลังใจให้ทุกคนสร้างทีมงานที่แข็งแกร่งได้นะครับ"


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ความเชื่อมั่นในธุรกิจขายตรง







MLM_lead (Mobile)

 


หากจะกล่าวถึงธุรกิจแห่งโอกาส แน่นอนว่าหนึ่ง ในนั้นต้องมีธุรกิจขายตรงติดโผอยู่ในอันดับต้นๆ อย่าง แน่นอน เพราะธุรกิจขายตรงเปิดรับผู้คนทุกเพศทุกวัย ไม่จำกัดวุฒิการศึกษา ให้อิสระเรื่องเวลาสามารถทำเป็น อาชีพเสริมสร้างรายได้อย่างไร้ขีดจำกัด


อย่างไรก็ตาม ด้วยเพราะเป็นธุรกิจแห่งโอกาส ทำให้บ่อยครั้งธุรกิจขายตรงมักจะถูกนำไปใช้เพื่อหาโอกาสเอาเปรียบผู้อื่น ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อภาพรวมของธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการล่อลวงให้สมัครเป็น สมาชิกแล้วก็ปิดบริษัทหนีไป การกล่าวอ้างถึงรายได้แต่ไม่เคยพูดถึงคุณภาพสินค้า การบอกว่าไม่จำเป็นต้อง ทำงานเดี๋ยวก็มีรายได้ พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้ล้วนเป็น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาพรวมของธุรกิจขายตรงขาดความเชื่อมั่นจากสายตาของคนทั่วๆ ไป


ในความเป็นจริง ความเชื่อมั่นเป็นรากฐานที่สำคัญในทุกๆ สายธุรกิจ มิใช่เพียงแค่ในธุรกิจขายตรง เท่านั้น เพราะความเชื่อมั่นจะนำมาซึ่งความตั้งใจ ความ อุตสาหะ ความมั่นคง และความสำเร็จในการทำธุรกิจ นั้นๆ ลองคิดดูว่าหากเรามีความเชื่อมั่นในธุรกิจที่เรากำลังทำอยู่ สิ่งที่ตามมาคือความตั้งใจที่จะทำให้ดีที่สุด เพื่อความสำเร็จตามที่ตั้งเป้าไว้ ในขณะเดียวกันหากเราขาดความเชื่อมั่น สิ่งที่ตามมาคือการเปลี่ยนแปลง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากจะมองในมุมของธุรกิจขายตรงก็จะ เป็นการเปลี่ยนบริษัทกันเป็นว่าเล่น รวมทั้งการมีชื่อ เป็นนักขายอิสระอยู่ในหลายๆ บริษัท เหตุเพราะบุคคล เหล่านั้นไม่มีความเชื่อมั่นในบริษัทที่ตนเองสังกัด หรือมองอีกมุมหนึ่งคือ บริษัทไม่ได้สร้างความเชื่อมั่น ให้กับนักขาย ความเชื่อมั่นจึงเป็นเรื่องของการให้ความ ร่วมมือกันของทั้งสองฝ่ายที่มีเป้าหมายเดียวกัน


องค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสร้างความเชื่อมั่น ให้เกิดขึ้นกับภาพรวมของธุรกิจขายตรงต่อคนในสังคม นั้นสามารถทำได้ไม่ง่ายแต่ก็ไม่ยากจนเกินไป หากเกิด ความร่วมมือกันของทั้งฝ่ายบริษัทและนักขายในการ ให้ข้อมูลที่เป็นข้อเท็จจริง ไม่กล่าวเกินจริง มีความจริงใจ และซื่อสัตย์ต่อกัน สร้างให้เกิดกลไกการค้าขายเหมือน กับธุรกิจอื่นๆ ที่ขับเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างสง่าผ่าเผย ไม่ฉวยโอกาสความเป็นธุรกิจแห่งโอกาสแล้วนำไปเอารัดเอาเปรียบผู้อื่น สิ่งเหล่านี้จะช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจ ขายตรงเกิดความเชื่อมั่นในวงกว้างเช่นเดียวกันกับธุรกิจประกันที่มีลักษณะโครงสร้างทางธุรกิจคล้ายคลึง กัน แต่ด้วยภาพลักษณ์ที่ปรากฏต่อสังคมในฐานะธุรกิจ ที่ให้ความคุ้มครองแก่ผู้เอาประกัน ทำให้เกิดการยอมรับ เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งปัจจุบันที่ได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน


ความเป็นเจ้าธุรกิจแห่งโอกาส ยังคงเปิดกว้าง อยู่เสมอ หากผู้ที่อยู่ในแวดวงธุรกิจขายตรงด้วยกันเอง ทำให้สังคมเกิดความเชื่อมั่นว่าธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่มอบโอกาสที่ดีให้กับผู้คน ไม่ใช่คอยฉวยโอกาสจากคนอื่น


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/


 

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

เส้นทางสู่ความสำเร็จ !!!







Success-flow-chart-003 (Mobile)

 


นักธุรกิจเครือข่ายป้ายแดง ส่วนใหญ่มักจะประสบปัญหาที่สำคัญในการทำงานนั่นก็คือเรื่อง "ทิศทางในการทำธุรกิจ" เนื่องจากความเป็นมือใหม่ในธุรกิจ หรือบางรายอาจได้รับการสนับสนุนจาก อัพไลน์ไม่มากเท่าที่ควร จึงทำให้รู้สึกว่าทำงานยากเหลือเกิน ผมคิดว่าทิศทางในการทำงานจึงเป็นสิ่งที่นักธุรกิจใหม่จะต้องเรียนรู้และเข้าใจ "เส้นทางของความสำเร็จในการทำธุรกิจเครือข่าย" สิ่งสำคัญสำหรับนักธุรกิจที่จะต้องเริ่มต้น มี 3 ขั้นตอน ดังนี้


1.ความรัก ความศรัทธา และความเชื่อ


ความรักในงานเครือข่าย เชื่อในผลิตภัณฑ์ ศรัทธาแนวทางในการทำธุรกิจ ที่สำคัญคือ ต้องมั่นใจ ในอาชีพนักธุรกิจเครือข่าย รวมทั้งมีความเชื่อว่าจะประสบความสำเร็จในการทำงาน มองเห็นภาพความ สำเร็จของตัวเองในอนาคต ความฝันของตัวเราที่ทำสำเร็จได้จากธุรกิจเครือข่าย สิ่งเหล่านี้จะช่วยกระตุ้น และเพิ่มกำลังใจของเราในการทำงาน


2.การลงมือทำ


ทุกสิ่งทุกอย่างจะไม่บังเกิดผล หากตัวเราไม่ลงมือปฏิบัติ เพราะงานเครือข่ายเป็นงานที่ต้องลงมือ ทำและทำอย่างต่อเนื่อง อาศัยความขยันและการวางแผนการทำงานที่ดี ตัวเราก็จะทำงานง่ายขึ้น การคิดและการวางแผนที่ดีนั้น จะต้องเป็นรูปธรรม สามารถนำไปปฏิบัติและเกิดประโยชน์ได้จริง ดังนั้นช่วง 3-6 เดือนแรก ยังต้องอาศัยความสม่ำเสมอของ ตัวเองเป็นสำคัญ


3.เข้าสู่ระบบของการทำงานพื้นฐานที่สำคัญ  เช่น


การเชิญคน เป็นภารกิจหลักที่จะทำให้เครือข่ายของเราเติบโต และขยายตัวได้ เพราะการสร้างเครือ ข่ายเปรียบเสมือนการออมเงินที่เราค่อยๆ เก็บออม การเชิญคนก็จะเป็นการสะสมเครือข่ายของเรา เช่นเดียวกันเป็นสินทรัพย์ของเราตลอดไป


เมื่อเชิญคนมาได้แล้วก็เข้าสู่กระบวนการจัดทำประชุมกลุ่มย่อย (House Meeting) เพื่อให้ความรู้ ความเข้าใจ รวมทั้งทัศนคติที่ดีต่อธุรกิจ จากนั้นเราก็ต้องพาเขาไปที่ศูนย์ธุรกิจ ไปงานประชุมหรือกิจกรรม ต่างๆ ที่บริษัทได้จัดขึ้น ซึ่งจะช่วยให้เขาได้อยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี และอยู่ท่ามกลางผู้ประสบความสำเร็จ


ทั้งหมดที่ผมได้นำเสนอ เปรียบเสมือนเครื่องมือ ใช้นำทางให้กับนักธุรกิจใหม่ๆ สามารถทำงานได้ในทิศทางที่ถูกต้อง ซึ่งนำมาสู่ความสำเร็จ เพียงใช้ความรัก ความศรัทธา และความเชื่อในธุรกิจ พร้อม กับการลงมือทำ นำคนเข้าระบบอันแข็งแกร่งของบริษัท เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ปัญหาของการทำธุรกิจของ คนใหม่ก็จะหมดไป ส่งผลให้เกิดนักธุรกิจใหม่ที่มีคุณภาพอีกมากมายในเครือข่ายของเรา








 

 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

ทักษะนักขายตรง !!!







handshake in business by samarttiw (Mobile)


เกาะติดขายตรงฉบับนี้ ถือโอกาสนำบทความดีๆ ของ อ.ประสิทธิ์ รัตนพันธ์ สาขาวิชาการตลาด คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ กูรูของวงการขายตรงมาฝากนักขาย เพื่อเป็นประโยชน์ในการสร้างสรรค์อาชีพ


โดย "อ.ประสิทธิ์" กล่าวว่า การดำเนินงานของนักขายตรงเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องเผชิญกับความหลากหลายทั้งใน ด้านบุคคล สังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้สถานการณ์ต่างๆ นักขายตรงต้องรู้จักการบริหารจัดการที่มีต่อตนเอง และสังคม ทั้งด้านการบริหารเวลา และการบริหารองค์กรเครือข่าย เพื่อเป็น การกำหนดทิศทางการดำเนินงานให้สามารถบรรลุเป้าหมายตาม ที่แต่ละคนปรารถนา โดยนักขายตรงต้องกำหนดภารกิจ หรือกิจกรรมที่ต้องปฏิบัติ มีการกำหนดรูปแบบของกิจกรรม ขั้นตอน การดำเนินงาน ตลอดจนมีการกำหนดแนวทางที่ชัดเจน ซึ่งจำเป็น อย่างยิ่งที่นักขายตรงจะต้องรู้จักและเข้าใจในกระบวนการบริหาร จัดการทั้งการบริหารตัวเองและองค์กร


การบริหารจัดการเป็นกิจกรรมที่นักขายตรงจะต้องอาศัย ทั้งทักษะ ความรู้และประสบการณ์ ซึ่งการบริหารจัดการเป็นกระบวนการของกิจกรรมต่างๆ ที่ผสมผสานเกี่ยวข้องกันอย่าง ต่อเนื่อง และเน้นการบรรลุเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้ โดยอาศัย การทำงานเป็นทีม พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน


ปัจจัยที่บ่งบอกถึงความสำเร็จในด้านการบริหารจัดการของนักขายตรง จะต้องอาศัยความรู้ความสามารถของนักขายตรง และนักขายตรงก็จะต้องเริ่มต้นความสำเร็จที่ตัวเอง โดยนักขายตรงต้องมีทักษะดังต่อไปนี้


1.ทักษะด้านเทคนิค นักขายตรงต้องมีทัศนคติที่ดีต่อระบบการขายตรง มีความรู้ความเข้าใจในรูปแบบและกิจกรรม ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการขายตรง สามารถใช้ความรู้ความชำนาญ และนำไปสู่การปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเหมาะสมภายใต้สถานการณ์ ที่แตกต่างกันและมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนักขาย ตรงจะต้องแสดงถึงความเป็นมืออาชีพ รู้ลึกและศึกษาอย่างแท้จริงเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง มีการดำเนินงานเป็นขั้นเป็นตอน อย่างต่อเนื่องสามารถสร้างความเชื่อมั่นและเป็นที่พึ่งให้แก่ลูกค้า และสมาชิกได้


2.ทักษะด้านมนุษยสัมพันธ์ อาชีพขายตรงเป็นอาชีพที่จะต้องพบปะกับบุคคลต่างๆ มากมาย และต้องทำงานร่วมกับ บุคคลอื่นๆ มีปฏิสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ดังนั้น นักขายตรงต้อง สร้างความร่วมมือในองค์กร เน้นการทำงานเป็นทีมมีความเป็น หนึ่งเดียว พึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน มีทัศนคติและการติดต่อสื่อสารให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของสมาชิกและเครือข่าย นอกจากนี้ นักขายตรงจะต้องเป็นผู้ที่มีไมตรีจิตที่ดี จริงใจ ยิ้มแย้มแจ่มใส และพร้อมที่จะช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกด้วยความเต็มใจ


3.ทักษะด้านความคิด นักขายตรงต้องสามารถเข้าใจธรรมชาติขององค์กรโดยรวม เข้าใจในความแตกต่างของสมาชิก รู้จักการปรับตัวเปลี่ยนแปลงความคิดให้สามารถอยู่ร่วมกับสมาชิกภายในองค์กรได้ ซึ่งนักขายตรงจะต้องสั่งสมประสบการณ์ เพื่อเพิ่มพูนความรู้ ให้รู้จักการคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่าง เหมาะสมกับสถานการณ์และนักขายตรงต้องพึงระลึกว่า คงไม่มี ใครอยากทำงานร่วมกับคนที่มองโลกในแง่ร้ายหรือคิดอคติ ในทางลบ


4.ทักษะด้านความเป็นผู้นำ กิจกรรมขายตรงจะต้องอาศัยกระบวนการชี้นำและจูงใจให้บุคคลอื่นเชื่อมั่นและคล้อย ตาม เพื่อให้ตัดสินใจทำกิจกรรมร่วมกันหรือการตัดสินใจซื้อสินค้าและสมัครสมาชิก นักขายตรงจะต้องรู้จักการโน้มน้าวจูงใจ ให้สมาชิกมีความร่วมมืออย่างเต็มใจและเต็มความสามารถใน การขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ นอกจากนี้ นักขายตรงต้องรู้จักการผสมผสานบทบาทในแต่ละส่วนเพื่อเป็น แบบอย่างที่ดีให้กับสมาชิก โดยความสำเร็จของอาชีพนักขายจะต้องอาศัยความเข้มแข็งและสามัคคีร่วมกันทำงานเป็นทีม และเมื่อมีการทำงานเป็นทีมก็จะต้องอาศัยผู้นำที่มีความรู้ความ สามารถในการนำพาองค์กรก้าวเดินต่อไป


ทักษะทั้ง 4 ด้านเป็นปัจจัยที่สำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ และประสิทธิผลของการบริหารจัดการของนักขายตรง การพัฒนาตนเองของนักขายตรงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากที่นักขายตรงจะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่องโดยต้องเรียนรู้อย่างตลอดชีวิต เพื่อเพิ่มพูนทักษะให้กับตนเอง ก้าวเดินต่อไปสู่ความ สำเร็จตามเป้าหมาย





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ !!!







svhnevcg8s5j28f1ka51neoo80 (Mobile)


การใช้ชีวิตของมนุษย์ในสังคมและสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน เต็มไปด้วยการแข่งขัน แย่งชิง อันเป็นเหตุมาจากทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด แต่มนุษย์ทุกคนต้องการแสวงหาโอกาสและ สิ่งที่ดีที่สุดให้กับตนเอง ผนวกกับความต้องการที่หลากหลาย ของแต่ละคนอย่างไม่มีที่สิ้นสุด จึงทำให้มนุษย์ต้องดิ้นรน ใช้ความพยายามเพื่อให้ได้มาในสิ่งที่แต่ละคนปรารถนามากเพิ่มขึ้น มีการพัฒนาวิธีการดำเนินชีวิตให้ก้าวทันเทคโนโลยีและสร้างค่านิยมใหม่ๆ ให้เกิดขึ้นตามมา


มนุษย์เมื่อมีโอกาสและทางเลือกก็ย่อมต้องการในสิ่งที่ ทำให้ชีวิตมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ซึ่งภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน ก็มีปัจจัยต่างๆ มากมายที่ส่งผลต่อความสำเร็จ สามารถบรรลุ เป้าหมายตามที่แต่ละคนต้องการ ถือว่าเป็นกุญแจที่ไขประตู ให้คนเราก้าวไปสู่เป้าหมายที่แต่ละคนได้กำหนดขึ้นมา ปัจจัย ที่ส่งผลให้การดำเนินชีวิตไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จประกอบด้วย


1.เครือข่าย ปัจจุบันไม่ว่าจะดำเนินธุรกิจ หรือใช้ชีวิตในสังคม จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีเครือข่ายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับตนเอง เครือข่ายมีหลายรูปแบบทั้งในรูปแบบของเส้นสาย เครือญาติ เพื่อนฝูง หรือระบบอุปถัมภ์ เป็นการสร้างสิทธิพิเศษให้ตนเอง จริงๆ และสรุปง่ายๆ ได้ว่า การสร้าง เครือข่ายเป็นการแบ่งปัน เอื้อเฟื้อ หรือต้องมีผลประโยชน์ร่วมกันนั่นหมายถึง เครือข่ายจะเกิดขึ้นได้ก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกันหรือมีผลประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งทุกคนต้องยอมรับ ว่าคนเราไม่สามารถทำงานให้ประสบความสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว และบางครั้งโอกาสก็เกิดจากเครือข่าย


2.ความแตกต่าง วิธีการคิด การทำงาน และการดำเนินชีวิตที่มีความแตกต่าง ต้องดี เด่น และดัง เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของผู้ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น จะต้องมีการสร้างสม ชื่อเสียง หรือบางครั้งก็ต้องสร้างกระแส หรือตามกระแสให้ ทันเพื่อเกาะกระแสให้ตนเองมีชื่อเสียง สร้างภาพลักษณ์ให้มีความโดดเด่น จนเป็นที่ยอมรับของสังคม ทำให้ต้องมีการทำการตลาดสำหรับตัวบุคคลเพื่อสร้างความชอบทำให้ตนเอง มีความเป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนคนอื่นๆ


3.ความรู้ความสามารถ การใช้ชีวิตในปัจจุบันเต็มไปด้วยการแข่งขันภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด จึงมีความ จำเป็นที่คนเราต้องรู้จักการพัฒนาตนเอง เพิ่มพูนความรู้ความ สามารถ สั่งสมประสบการณ์ให้เป็นผู้รอบรู้ และรู้ลึกรู้จริงในบางเรื่อง มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต ก้าวทันต่อเทคโนโลยี และ พัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดเวลา ซึ่งในบางครั้งปัญหาหรืออุปสรรคก็ต้องแก้ด้วยความรู้ควบคู่กับประสบการณ์เพื่อค้นหาทางออกของปัญหาให้เจอ


4.สุขภาพกายและจิต ไม่ว่าคนเราจะดำเนินชีวิตอย่างไร จะต้องเริ่มต้นที่ตนเอง ต้องมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง มีสุขภาพกายและจิตที่ดี มองโลกในแง่บวก มีทัศนคติที่ดี ผนวกกับการเกิดโรคภัยต่างๆ มากมาย ทำให้กระแสเพื่อสุขภาพกำลังมาแรงในปัจจุบัน อะไรๆ ก็เพื่อสุขภาพ เพราะคนเราจะทำอะไรต้องอาศัยทั้งแรงกายและแรงใจในการลงมือ ทำ สุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ หรือบางครั้งคนเราก็ไม่ยอมแก่ไม่ยอมเหี่ยว อยากสวยอยากหล่อ อยากให้เป็นที่ยอมรับของบุคคลอื่น จึงต้องหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ


เครือข่ายถือว่าเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อความสำเร็จในการดำเนินชีวิต แต่เราต้องเริ่มต้นที่ตัวเรา เองด้วยการดูแลสุขภาพที่ดี รู้จักการฝึกฝนพัฒนาตนเอง อย่างต่อเนื่อง สร้างความเป็นเอกลักษณ์และสร้างชื่อเสียง ที่ดีให้กับตนเอง แล้วเครือข่ายก็จะเข้ามาหาเราหรือเราออกไปหาเครือข่ายก็สามารถกระทำได้ง่ายขึ้น เพราะถ้าคนเราไม่ใช่หมอ ก็คงไม่อยากทำงานกับคนที่มีสุขภาพไม่ดี หรือมีจิตใจไม่ดี ใครๆ ก็ชอบที่จะทำงานหรือใช้ชีวิตอยู่ร่วม กับคนที่มีสุขภาพดี มีการพัฒนาตนเองและมีความรู้ความ สามารถที่โดดเด่น





Credit By : http://www.siamturakij.com/

สร้างเวลาให้มีค่า







571281-topic-ix-0 (Mobile)


"เวลา" เป็นทรัพยากรที่มีค่าสำหรับทุกคน ซึ่งใช้แล้วหมดไป ผ่านแล้วผ่านเลยไม่สามารถหวนกลับคืนได้ ทุกคนมีเวลาเท่ากันทุกวัน คือ วันละ 24 ชั่วโมง เมื่อทุกคนรู้คุณค่าของเวลาก็ย่อมสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ รู้จักใช้เวลาที่มีอยู่อย่างคุ้มค่า ดังนั้น คนเราทุกคนต้องรู้จักการใช้เวลาให้คุ้มค่าก่อเกิดประโยชน์สูงสุด เพราะเวลาไม่เคยหยุดรอใคร ไม่ว่ายากดีมีจนก็ไม่สามารถหาซื้อเวลาได้ และ เวลาก็ไม่สามารถเก็บไว้ใช้ในยามขาดแคลนได้


สำหรับนักขายตรงซึ่งเป็นอาชีพที่มีอิสระทางด้านเวลา ก็ต้องสร้างคุณค่าให้ เกิดขึ้นในแต่ละช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วอย่างไม่มีวันหวนกลับ ดังนั้น นักขายตรง ต้องรู้จักวางแผนและจัดสรรเวลาในการทำงานอย่างถูกต้องเหมาะสม ต้องใช้เวลาในการทำงานให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด รู้จักที่จะแบ่งเวลาและจัดสรร เวลาของตนเองให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่กำหนดไว้


นักขายตรงควรจัดสรรเวลาเพื่อก่อให้เกิดความสำเร็จในหลายๆ ด้าน เพราะ การจัดสรรเวลาจะเป็นกรอบแนวทางในการให้บรรลุความสำเร็จ กำหนดกรอบเพื่อกำกับการทำงานทุกอย่างด้วยเวลาเสมอ มีการวางแผนการดำเนินกิจกรรมต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการกำหนดเวลาให้มีคุณค่าและเกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการจัดลำดับความสำคัญ สิ่งที่สำคัญที่สุดไว้ในลำดับแรก และลดหลั่นลงมาตามลำดับ ความสำคัญของงานและเวลาที่มีสำหรับจัดการงานทั้งหมด และต้องคิดค้นหาวิธีการใหม่ๆ เพื่อลดเวลา หรือใช้เวลาเท่าเดิมแต่ได้ปริมาณและคุณภาพมากขึ้น


การสร้างเวลาให้มีค่าเป็นการวางแผนเวลาแต่ละวันอย่างมีระบบ เข้าใจการ จัดเรียงความสำคัญและลำดับของงาน การลดขั้นตอนของงานหลักการประหยัดเวลา มีการบริหารเวลากับคนได้อย่างเหมาะสม มีการเรียนรู้และเข้าใจถึงสาเหตุของการใช้เวลาที่ไม่มีประสิทธิภาพ การสร้างเวลาให้มีคุณค่าของนักขายตรง เพื่อ ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดจากเวลาที่มีอยู่ สามารถกระทำได้ดังนี้


1.นัดหมายตรงเวลา นักขายตรงต้องมีความตรงต่อเวลา เมื่อได้นัดหมายกับบุคคลอื่นไว้แล้วก็ต้องไปให้ตรงเวลา ไม่ไปสาย เพราะเวลาของลูกค้าหรือของ บุคคลอื่นก็ย่อมมีค่ามากเช่นกัน


2.นักขายตรงต้องมีความพร้อมเสมอ สามารถเริ่มงานขายหรือการนำเสนอโอกาสได้ทันทีในทุกโอกาสที่มีความเหมาะสม โดยไม่ต้องรอเวลา หรือไม่ผัดวัน ประกันพรุ่ง


3.ใช้เวลาให้เหมาะสมกับลักษณะงานและลูกค้าแต่ละประเภท ต้องรู้จักการควบคุมเวลา และวางแผนการใช้เวลาให้สอดคล้องกับงานแต่ละลักษณะ มีการ กำหนดแผนงานและตารางเวลาอย่างชัดเจน


4.พยายามทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลา หรือปิดการขายทันทีเมื่อโอกาสเหมาะสม ไม่ปล่อยโอกาสให้ผ่านพ้นไปอย่างไร้ประสิทธิภาพ


5.ปรับปรุงและพัฒนาตนเองเพื่อบริหารเวลาอย่างต่อเนื่อง สามารถปรับตนเองให้เข้ากับสถานการณ์รอบข้างและสอดคล้องกับเวลาที่ใช้ในแต่ละกิจกรรม ตลอดจนรู้จักการสร้างมูลค่าเพิ่มด้วยการบริหารเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ


การสร้างเวลาให้มีคุณค่าเป็นเทคนิคของการจัดสรรเวลาและการจัดลำดับความสำคัญอย่างเหมาะสมถูกต้อง ได้ผลลัพธ์ที่คุ้มค่า มีความก้าวหน้าในชีวิต มีความสุขและประสบความสำเร็จทั้งชีวิตส่วนตัว ครอบครัวและการงาน ซึ่งการบริหาร เวลาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพเปรียบเสมือนการพัฒนาศักยภาพแห่งตนเพื่อให้บรรลุสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิต


การเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงทักษะในการบริหารเวลาให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในชีวิตส่วนตัวและชีวิตการทำงานของนักขายตรง เป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อให้ใช้เวลาแต่ละช่วงอย่างมีคุณค่าและประสบผลสำเร็จ ตามที่ได้ตั้งใจไว้ คุณค่าของเวลาก็คือคุณค่าของชีวิต ดังนั้น ต้องทำทุกช่วงเวลา ที่มีอยู่ให้มีคุณค่า และพึงระลึกเสมอว่า "เวลาไม่คอยใครแม้สักคนเดียว"





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2556

"คนคือสินทรัพย์"







diversity_rainbow_people (Mobile)


ธุรกิจต่างๆ จะดำเนินภารกิจหลักให้บรรลุวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ ได้นั้น ต้องอาศัยบุคลากรหรือ "คน" ที่มีคุณภาพในปริมาณที่เหมาะสมกับงาน คนถือว่าเป็นทรัพยากรที่มีบทบาทสำคัญและมีความจำเป็นมากต่อความ สำเร็จขององค์กร เป็นตัวช่วยในการประสานงานต่างๆ ให้ดำเนินงานอย่างมี ประสิทธิภาพ ดังนั้น การบริหารคนหรือ "การบริหารทรัพยากรมนุษย์" จึงเป็นปัจจัยที่สำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินธุรกิจเพราะบุคลากรเป็นผู้จัดหาและใช้ทรัพยากรอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเงิน วัสดุอุปกรณ์และการบริหารจัดการ ตลอดจนการสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กร ซึ่งถ้าธุรกิจเริ่มต้นด้วยการมีบุคลากรที่ดีมีความสามารถปัจจัยด้านอื่นๆ ก็จะดีตามมาด้วย


"ทรัพยากรมนุษย์ หรือคน" ถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญ ซึ่งธุรกิจหรือองค์กรต่างๆ จะต้องมีการจัดแบ่งกิจกรรมที่ต้องทำให้เหมาะสมกับบุคคลที่มี ความถนัดในกิจกรรมนั้นๆ โดยการจัดหาและคัดเลือกบุคคลที่มีความรู้ความ สามารถในกิจกรรมแต่ละด้าน แล้วมอบอำนาจและความรับผิดชอบอย่างเหมาะสมให้กับบุคคลเหล่านั้น ตลอดจนมีการควบคุมการทำงานและแก้ไขปรับปรุงให้สอดคล้องกันภายในองค์กร ดังนั้น ธุรกิจจะต้องมองเห็นถึงความ สำคัญของพนักงานและทีมงาน มีการวางแผนในการจัดโครงสร้างองค์การที่ดี มีนโยบายและแนวทางในการดำเนินงานไปสู่เป้าหมายที่ชัดเจน


การบริหารคนสำหรับองค์กรธุรกิจ จะเป็นเรื่องการดำเนินงานด้านการสรรหาคัดเลือกให้ได้มาซึ่งสมาชิกและทีมงานที่มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถเหมาะสมกับลักษณะการดำเนินงานของธุรกิจ สามารถนำธุรกิจไปสู่ การบรรลุถึงวัตถุประสงค์ขององค์กรได้ โดยต้องอาศัยกระบวนการที่มีนโยบาย และการวางแผนด้านต่างๆ ซึ่งเกี่ยวข้องกับคนอย่างเหมาะสม ชัดเจน เพื่อหาสมาชิกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาเป็นทีมงานในองค์กรได้อย่างเหมาะสม และเพียงพอ สามารถใช้ประโยชน์จากบุคลากรเหล่านั้นได้อย่างคุ้มค่าเหมาะสม ตลอดจนมีการพัฒนาและรักษาบุคลากรที่มีคุณค่าเหล่านั้นให้อยู่กับองค์กรตลอดไป โดยสามารถสรุปลักษณะของการบริหารคนในองค์กรธุรกิจ ได้ดังนี้


1.เป็นกิจกรรมการใช้ประโยชน์จากสมาชิกของธุรกิจเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ขององค์กร


2.เป็นกิจกรรมที่องค์กรทำให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดจากการใช้บุคลากร ซึ่งเป็นไปตามนโยบายและการวางแผนของธุรกิจ


3.เป็นกิจกรรมเกี่ยวกับการสรรหา การจูงใจ การพัฒนา และการรักษา บุคลากรที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม ให้ดำเนินงานในธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล


4.เป็นกิจกรรมการบริหารจัดการเกี่ยวกับบุคลากรของธุรกิจในด้านต่างๆ



การบริหารคนซึ่งเป็นสินทรัพย์ขององค์กรเป็นสิ่งที่มีความสำคัญมาก ซึ่งส่งผลต่อความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจ เพราะการบริหารคนที่มีประสิทธิภาพ จะนำมาซึ่งองค์กร ทีมงานและเครือข่ายธุรกิจที่มีศักยภาพ มีความแข็งแกร่ง จะนำองค์กรไปสู่จุดหมายปลายทางแห่งความสำเร็จร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิผล


จุดเริ่มต้นของการบริหารคนสำหรับองค์กรคือ การคัดเลือกสมาชิกที่มีคุณภาพ ซึ่งการสรรหาสมาชิกสำหรับองค์กรอาจเริ่มต้นจากคนรู้จัก ญาติสนิท มิตรสหาย โดยคัดเลือกจากมุมมอง ทัศนคติ ความรู้ความสามารถ และประสบการณ์ที่พวกเขาเหล่านั้นมี เมื่อคัดเลือกได้แล้วขั้นต่อไปจะต้องมีการ พัฒนา ฝึกอบรม เพิ่มทักษะให้เกิดการเรียนรู้งานและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ กฎระเบียบหรือวัฒนธรรมองค์กร สร้างความสัมพันธ์และแรงกระตุ้นจูงใจ ในการทำงาน ตลอดจนการติดตามดูแลช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้กับ สมาชิก เพื่อเสริมแรงในการปฏิบัติงานไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จ


การบริหารคนของธุรกิจจะต้องให้ความสำคัญกับความรักสามัคคี การร่วมมือร่วมใจ สมานกลมเกลียวของสมาชิก และสร้างความจงรักภักดี ให้เกิดขึ้นในองค์กร ด้วยความเป็นอันหนึ่งอันเดียว ซึ่งทำให้องค์กรขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายด้วยความแข็งแกร่ง โดยอาศัยการสร้างสายสัมพันธ์ที่ดีให้เกิดขึ้นระหว่างสมาชิกหรือพนักงานด้วยกัน ทำให้สมาชิกรู้สึกอบอุ่นและรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรมต่างๆ ขององค์กร ซึ่งต้องประยุกต์ใช้ตามความเหมาะสมของแต่ละองค์กร และมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"PDCA For Direct Selling"







pdca


การบริหารงานในองค์กรใดๆ รวมทั้งองค์กรของทีมงานขายตรงจะ ต้องมีเทคนิคและแนวทางที่แสดงออกถึงหลักคิด อุดมการณ์ และรูปแบบ การบริหารจัดการที่บ่งบอกถึงความมีคุณภาพ มีกระบวนการวางแผน การ ปฏิบัติตามแผน การตรวจสอบ ควบคุม ปรับปรุงและพัฒนา ที่มีรูปแบบ หรือแนวทางที่ชัดเจน สามารถแสดงถึงความพร้อม เกิดความราบรื่น เรียบร้อย ตลอดจนสามารถตรวจสอบแก้ไขได้อย่างทันท่วงที จนนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จดั่งเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้


การนำเครื่องมือวงจรบริหารคุณภาพ PDCA มาใช้ น่าจะเป็นประโยชน์อย่างสูงยิ่งสำหรับการบริหารองค์กรขายตรงภายใต้สถานการณ์ ในปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลง และมีแรงต้านจากปัจจัยต่างๆ มากมาย ซึ่งยากที่จะคาดเดา


"PDCA" หรือที่เรียกว่าวงจรเดมิง (Deming Cycle) หรือวงจรชูฮาร์ต (Shewhart Cycle) เป็นวงจรการบริหารคุณภาพที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย ซึ่งประกอบด้วย 4 ขั้นตอน คือ


ขั้นที่ 1 P : Plan เป็นการวางแผนงานจากวัตถุประสงค์และ เป้าหมายที่องค์กรได้กำหนดขึ้น องค์กรขายตรงจะต้องมีแนวคิดและแนวทางไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จในทิศทางเดียวกัน การวางแผนเป็นการกำหนดเส้นทางหรือแนวทางในการปฏิบัติงาน แผนปฏิบัติงานของ องค์กรขายตรงจะต้องเป็นแผนที่เข้าใจง่าย ครอบคลุมวัตถุประสงค์และ เป้าหมาย มีความรัดกุม และต้องสื่อสารให้เข้าใจตรงกันระหว่างสมาชิก ภายในองค์กร


ขั้นที่ 2 D : Do การปฏิบัติตามขั้นตอนที่วางแผนไว้อย่างเป็นระบบ และต่อเนื่อง โดยการลงมือทำตามแผนจะต้องมีการกำหนดหน้าที่ความ รับผิดชอบให้เหมาะสมกับทักษะความรู้ความสามารถของแต่ละบุคคล ซึ่งในองค์กรขายตรงจะต้องคำนึงถึงบุคลิกภาพ ความคาดหวัง แรงจูงใจ และทัศนคติของสมาชิกในองค์กรด้วย นอกจากนี้ อาจจะต้องใช้ระบบการติดต่อสื่อสารและอุปกรณ์ในการดำเนินงานต่างๆ ที่สะดวก สอดคล้อง กับความต้องการของสมาชิกด้วย



ขั้นที่ 3 C : Check การตรวจสอบผลการดำเนินงานในแต่ละ ขั้นตอนมีปัญหาหรืออุปสรรคอะไรหรือเปล่า สามารถปฏิบัติตามแผนเพื่อ ไปสู่เป้าหมายต่อไปอย่างไร สำหรับองค์กรขายตรงอาจเป็นการตรวจเช็ก ผลงานของสมาชิกแต่ละคนว่าไปไปตามเป้าหมายหรือแผนงานหรือเปล่า เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการพัฒนา ปรับปรุงวิธีการหรือแนวทางในการ ปฏิบัติใหม่ให้เกิดประสิทธิภาพ บรรลุผลตามเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น


ขั้นที่ 4 A : Action เป็นการปรับปรุงและพัฒนาหาแนวทางใหม่ๆ ในการดำเนินงานเพื่อไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายต่อไป การปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการดำเนินงาน เป็นผลต่อเนื่องมาจากการตรวจสอบ ซึ่งอาจ เป็นในลักษณะแก้ไขปัญหาถ้ากรณีมีปัญหา หรือถ้าไม่มีปัญหาก็เป็น การพัฒนาเพื่อความก้าวหน้าไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จต่อไป การปรับปรุงจะต้องดำเนินการให้สอดคล้องกับการตรวจสอบและต้องกระทำอย่างต่อเนื่องเหมาะสม หรือเป็นการปรับปรุงในลักษณะของการ ป้องกันไม่ให้ปัญหาเกิดก็ยิ่งดี


หรือสรุปง่ายๆ ว่า วงจร PDCA เป็นวงจรการบริหารคุณภาพที่เริ่มต้นด้วยการวางแผนที่รัดคุม (Plan) สามารถนำไปปฏิบัติ (Do) สู่เป้าหมายได้จริงและไม่ยาก แต่มีความท้าทาย แล้วในระหว่างการดำเนินงานตามแผนดังกล่าวก็จะต้องคอยตรวจสอบ ติดตาม (Check) ให้สามารถปฏิบัติตามแผนได้อย่างสำเร็จ หากพบเจอกับปัญหาอุปสรรค ก็จะต้องเปลี่ยนแปลง แก้ไข (Action) จนสามารถนำองค์กรไปสู่เป้าหมาย แห่งความสำเร็จตามที่ได้กำหนดไว้


ถ้าหากองค์กรขายตรงทั้งหลายทั้งปวงนำวงจรการบริหารคุณภาพ PDCA ไปใช้เพื่อพัฒนาคุณภาพในการปฏิบัติงานผนวกกับการยึดหลักคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณ ก็น่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของการขายตรงโดยรวมดียิ่งๆ ขึ้นไป ใครก็อยากจะเข้ามาสู่องค์กรขายตรง ซึ่งเป็นองค์กรแห่งคุณภาพ




Credit By :http://www.siamturakij.com