ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สมาคมขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย "TDIA" ลงนาม MOU ร่วมเทคโนสยามยกชั้นขายตรงเปิดหลักสูตร ป.โท ต่อยอดถึง ป.เอก


สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) จับมือ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดหลักสูตรสอน วิชาชีพขายตรงเทียบชั้น ป.โท เป็นแห่งแรก หวังผลักดันภาพขายตรงไทยให้เป็นธุรกิจสีขาวแบบ ไร้มลทิน โดยค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร 1.2 แสน บาท แต่สมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมฯ ลดเหลือ คนละ 1 แสนบาท เริ่มแรกคาดว่ามีผู้เรียนทั้งสิ้น 30 คน โดยจะเปิดสอนในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ แถม นายกสมคมฯยังปล่อยหมัดเด็ดทิ้งท้าย หลักสูตรนี้ อาจต่อยอดถึงชั้น ป.เอก ได้ต่อไป

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรม ขายตรงไทย เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือทางวิชาการในการเปิดหลักสูตรการสอนวิชาขายตรงในระดับปริญญาโทกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามครั้งนี้ ถือเป็นโครงการแรกที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการหลังจากตนเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ และถือเป็นการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จด้วยดี ในอนาคต สมาคมฯจะมีการขยายความร่วมมือเหล่านี้ไปสู่หน่วยงานการศึกษาอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ หลักสูตรขายตรงที่จะเปิดสอน ในวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สมาคมฯ ก็ได้ มีส่วนร่วมให้คำปรึกษา และจะแนะนำคณาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ วิชาขายตรงโดยเฉพาะให้กับวิทยาลัยฯ ได้คัดเลือก ส่วนผู้เรียนในกลุ่มแรก สมาคมฯ ก็ได้รวบรวมสมาชิกจำนวนหนึ่งมาสมัคร มีประมาณ 30 คน โดยค่าศึกษาตลอดหลักสูตรประมาณ 1.2 แสนบาท แต่ในฐานะสมาชิกของสมาคมฯ ทางวิทยาลัยลดให้เหลือคนละ 1 แสนบาท และในอนาคตหากมีผู้ประสบความสำเร็จในระดับ ปริญญาโทแล้ว ระดับปริญญาเอกก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลจนเกินไป ที่ผ่านมาตนก็ได้มีการ พูดคุยคร่าวๆ แล้วกับทางวิทยาลัยฯ

นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้สมาคมฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนหนึ่งจากกระทรวงอุตสาหกรรม เราจึงเตรียมจะทำโครงการเปิดอบรมหลักสูตรขายตรงในระยะสั้นร่วมกับสถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เป็น การจัดอบรมฟรี แต่อาจจำกัดเวลาและจำนวนคน โดยจะมุ่งเน้นไปยังผู้ที่อยากประกอบธุรกิจใหม่เป็นอันดับแรกก่อน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสมาคมฯ เองมีความต้องการที่จะส่งเสริมด้านการศึกษาเกี่ยวกับการขายตรงอย่างถูกต้องให้กับบุคคลทุกๆ ฝ่ายจริงๆ เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค คือภาพจากคนภายนอกที่มองเข้ามาต้องมองภาพธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้อง ด้วยภาพลักษณ์ที่ดีงาม ซึ่งโครงการในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และสมาคมฯ เองคงมีอีกหลายๆ โครงการที่จะได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป

ด้านอาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า หลักสูตรนี้ มีชื่อว่าหลักสูตรปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) กลุ่มวิชาการตลาดและธุรกิจเครือข่าย โดยผู้เรียนต้องศึกษาวิชาว่าด้วยการขายตรงทั้งหมด 36 หน่วยกิต มีประมาณ 5 วิชา รวมถึงการทำวิทยานิพนธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง ซึ่งทางวิทยาลัย จะเริ่มเปิดกลุ่มวิชานี้ในภาค 2/55 ประมาณ เดือนพฤศจิกายน โดยกำหนดระยะเวลาเรียนอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ คณาจารย์ที่สอนมีทั้งอาจารย์จากภายในและภายนอกหรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ทางสมาคมฯ ได้เสนอชื่อมาให้เราพิจารณา โดยหลักสูตรแรกจะมีผู้เรียนจาก สมาคมฯประมาณ 30 คนก่อน หลังจากนั้นทางวิทยาลัยจะได้นำองค์ความรู้ต่างๆมาปรับปรุงให้เป็นที่ต้องการของคนทั่วไปอย่างแท้จริง และขยายวงกว้างไปสู่กลุ่มบุคคลทั่วไปที่สนใจในวิชาชีพขายตรงต่อไป

อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ยังได้กล่าวถึงความแตกต่างของหลักสูตร วิชาชีพขายตรงของวิทยาลัยฯ กับสถาบัน อื่นๆ ว่า นอกจากที่นี่จะเป็นสถาบันแห่งแรกที่เปิดสอนกลุ่มวิชาขายตรงระดับปริญญาโทแล้ว สิ่งที่แตกต่างหรือข้อได้เปรียบที่ผู้เรียนจะได้รับจากวิทยาลัยของเรายังมีอีก 4 ประการด้วยกัน คือ ประการ แรก ความรู้ ที่ไม่ใช่เพียงความรู้ในทฤษฎี สอง ประสบการณ์ซึ่งได้มาจากอาจารย์ ผู้สอนและผู้เรียน ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาชีพขายตรง เข้ามาแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ประการที่สาม การสร้างองค์ความ รู้ใหม่จากปัญหาต่างๆ ที่ทุกฝ่ายร่วมกันคิดวิเคราะห์ และแก้ไข และประการสุดท้าย เครือข่าย สังคมผู้เรียนที่อยู่ในวิชาชีพเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU ระหว่างสองสถาบัน ซึ่งนายสุวิทย์ก็ได้กล่าวแสดงความ คิดเห็นถึงการเปิดหลักสูตรขายตรง ดังกล่าวว่า เป็นที่น่าชื่นใจที่ทางสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ที่กำลังจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้นี้ ได้ร่วมมือทาง วิชาการเปิดหลักสูตรขายตรงในระดับปริญญาโทขึ้น เพราะตนมองว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้าง องค์ความรู้สู่การประกอบวิชาชีพที่ถูกต้อง เอื้อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง

ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ดี ที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้าง เศรษฐกิจให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการความร่วมมือนี้ก็เป็นโครงการที่สามารถรองรับอาเซียนได้อย่างหนึ่ง เพราะจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของขายตรงไทยให้ก้าวสู่นานาประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

นายสุวิทย์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่ สคบ. จะร่วมสนับสนุนโครงการนี้ ว่า ก่อนอื่นตนต้องขอเรียนว่า ทางสคบ.คงไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของสถาบันการศึกษา แต่เราจะช่วยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักสูตร ว่าหลักสูตรนี้ดีอย่างไร เรียน แล้วจะได้อะไร ให้กับบุคลากรของ สคบ. และประชาชนทั่วไปได้รับทราบโดยทั่วกัน ประการที่สองยินดีสนับสนุนในส่วนของวิทยากร เพราะในฐานะที่เรานั่งอยู่บนฐาน ข้อมูล เป็นผู้กำกับดูแลธุรกิจขายตรงอย่าง ใกล้ชิด ฉะนั้น สคบ.จึงน่าจะมีส่วนช่วยเหลือ ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากสมาคมฯ และวิทยาลัยฯ มีเรื่องที่จะให้ สคบ. สนับสนุนในส่วนใดเพิ่มเติมเช่น อาจ จะมีการจัดทำหลักสูตรย่อยๆ ที่ต้องการประกาศนียบัตรจาก สคบ. เราก็อาจจะมีการปรึกษากันต่อไป ตรงนี้ก็มีความยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1338 ประจำวันที่ 26-9-2012 ถึง28-9-2012

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมขายตรง : สมาคมขายตรงใหม่


ธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน มีสมาคมที่เกิดจากการรวมตัวกันของบริษัทขายตรงอยู่ทั้งหมด 3 สมาคมหลัก ได้แก่


1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)


2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)


3.สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)


ซึ่งทั้ง 3 สมาคม มีสมาชิกรวมกันอยู่ที่ 67 บริษัท นับว่าน้อยมากสำหรับจำนวนบริษัทที่มีสังกัดสมาคม เมื่อเทียบกับจำนวนกว่า 800 บริษัทขายตรงที่มีการจดทะเบียน ยื่นขอประกอบธุรกิจรูปแบบขายตรงกับทาง สคบ. โดยสิ่งที่กล่าวมานี้ แสดงให้เห็นว่าจุดอ่อนของธุรกิจ ขายตรง คือ การแยกกันอยู่ เนื่องจากเหตุผลมากมายหลาย ประการ ทำให้รัฐดูแลไม่ทั่วถึง อีกทั้งไม่สามารถยึดสมาคม ใดสมาคมหนึ่งเป็นที่ตั้งในการควบคุมได้


นี่จึงเป็นเหตุผลสำคัญอย่างหนึ่งที่ต้องมีสมาคมใหม่ เพราะเมื่อสมาคมเก่าทั้ง 3 สมาคม ไม่สามารถดึงบริษัทขายตรงต่างๆ เข้าร่วม ซึ่งอาจสืบเนื่องมาจากการทำงานของ แต่ละสมาคมที่ไม่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของบริษัทส่วนใหญ่ได้


การที่จะมีการก่อตั้งสมาคมใหม่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด แต่หากปฏิเสธว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่คงไม่ได้ เพราะการที่จะมีสมาคมเกิดขึ้นใหม่ สมาคมที่อยู่ก่อนย่อมรู้สึก ร้อนๆ หนาวๆ นำไปสู่การจดจ้อง ว่าในอนาคตสมาคมใหม่ จะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และจะมีวิธีการทำงานอย่างไร


ซึ่งจากที่ทราบกันว่า สมาคมใหม่ของวงการขายตรง มีความคิดแรกเริ่มมาจาก บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยทีมผู้บริหารของบริษัท ต้องการเห็น การทำงานของสมาคมที่ทำเพื่อวงการขายตรงอย่างจริงจัง


โดยไม่สนว่าบริษัทใด มีแผนธุรกิจแบบใด ขอเพียง แต่มีอุดมการณ์ที่สำคัญร่วมกันก็เพียงพอ


สมาคมใหม่ จะเน้นการทำงานที่สำคัญ คือ ทำเพื่อส่วนรวม ยกระดับวงการขายตรงให้เจริญก้าวหน้า และขยายตัวอย่างที่ควรจะเป็นกว่าในปัจจุบัน อีกทั้งยังสานต่อ งานต่างๆที่สมาคมเก่าทำแล้ว แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ให้เกิดความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม


โดยงานแรกที่ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ. ที่ผันตัวมานั่งเป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของ นีโอ ไลฟ์ และว่าที่หัวเรือคนสำคัญของสมาคมใหม่ ต้องการทำคือ การหาจุดร่วมกับ 3 สมาคมที่มีอยู่ ผลักดัน พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่ ที่ยืดเยื้อมา นานกว่า 2 ปี ให้สามารถออกมาเป็นกฎระเบียบในการควบคุมธุรกิจให้ได้เร็วที่สุด อีกทั้งต้องเป็นพ.ร.บ. ของวงการ อย่างแท้จริง ไม่เพียงแต่เป็นของบริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือ สมาคมใดสมาคมหนึ่ง


ตรงนี้นับเป็นเรื่องสำคัญ เพราะขายตรงเดินหน้าไปไกล กฎหมายที่ใช้อยู่ ดูจะเก่าเกินไปสำหรับธุรกิจในปัจจุบัน


สมาคมที่จะเกิดขึ้นใหม่ ไม่ได้เกิดจากความต้องการ ตอบโจทย์ความอยากของใคร และไม่ใช่สมาคมเฉพาะกิจแต่อย่างใด


แต่สมาคมใหม่ เกิดจากปัจจัยสำคัญที่ต้องการ ยกระดับวงการธุรกิจเป็นสำคัญ และที่สุดคือ การทำให้ ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจสีขาว เป็นธุรกิจที่ยั่งยืนของคนที่ เดินเข้ามาในธุรกิจ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1325 ประจำวันที่ 11-8-2012 ถึง14-8-2012

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมการขายตรง (TDSA) : นายกสมาคมการขายตรงคนใหม่ ชู4ยุทธศาสตร์รับ เออีซี (AEC)


นายก ส.ขายตรงไทยคนใหม่ วาง 4 กลยุทธ์ สร้างความแข็งแกร่งธุรกิจขายตรงรายเล็ก-กลาง ขยายตลาดรับเออีซี ห่วงปัญหาการเมือง-ภัยธรรมชาติ ฉุดธุรกิจ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (ทีดีเอสเอ) เปิดเผยภายหลังการรับตำแหน่งนายกสมาคมการขายตรงไทยคนใหม่ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยขนาดกลางและเล็ก ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ได้เข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน


"หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพขยายตลาด อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากมีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคนี้"


ทั้งนี้ได้วางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต คือ มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่างๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ


นอกจากนี้ สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


"ผมจะนำกลยุทธ์และนโยบายต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ มาสานต่อให้เกิดความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครือข่าย และยังเน้นย้ำการช่วยเหลือสมาชิกและนักธุรกิจอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความรู้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ" นายกิจธวัช กล่าว


นอกจากนี้ นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงปีนี้ มีมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเติบโตประมาณ 7-8% หากไม่มีปัจจัยผลกระทบจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ และภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงการมีบริษัทที่แอบอ้าง หรือแชร์ลูกโซ่ เข้ามาในธุรกิจขายตรง ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรง


"ปัญหาการเมืองอาจกระทบธุรกิจขายตรงในเชิงจิตวิทยาเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันจะกระทบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคการบริการ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทย ส่วนเรื่องน้ำท่วมเชื่อว่าไม่น่ากระทบมากนัก เพราะทุกฝ่ายต่างก็เตรียมแผนรับมืออยู่แล้ว" นายกิจธวัช กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ กรุงเทพธุรกิจ