ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานี INTV แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สถานี INTV แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวพระราม 9 เน็ตเวิร์ค : มาฟอร์มยักษ์ อัดฉีดหนัก - รับกระแสคลื่นลูกใหม่แรงเกินห้ามใจ


รายการ ตลาดวิเคราะห์ ออกอากาศทางสถานี INTV และ TVD ทุกวันเสาร์ อาทิตย์ ได้มีโอกาสต้อนรับนักธุรกิจหนุ่ม คนรุ่นใหม่ไฟแรง ที่หันมาให้ความสนใจกับ ธุรกิจขายตรง ธุรกิจที่ผู้คนมักให้ความเชื่อมั่นว่า...จะ สร้างชาติไทย ให้พัฒนาก้าวไกลได้

ฉะนั้น การผันธุรกิจจาก ผู้รับเหมาก่อสร้าง ก่อนวิ่งเข้าสู่ ธุรกิจเวชภัณฑ์ยาแผนโบราณ ที่บรรพบุรุษได้สั่งสมประสบการณ์มานานหลายทศวรรษ และทำธุรกิจจนประสบผลสำเร็จมากว่า 40 ปี ภายใต้การบริหารของ เสกข์สรร ธีระวาณิชย์...ย่อมเป็นเครื่องการันตีคุณภาพ และประทับตราแบรนด์ได้ดีที่สุด และไม่ใช่เรื่องยากที่จะแปรผันหันเข้าสู่ธุรกิจขายตรง...ในที่สุด

เพราะชื่อเสียงเรียงนามของสินค้าถูกสร้างตำนานมากว่า 40 ปี และตัวสินค้าที่สืบตำนานกว่า 500 ปี ที่เป็นต้นตำรับสมุนไพรราชวงศ์จีน...ก็ย่อมเป็นที่เลื่องลือในหมู่ผู้บริโภค ซึ่งเป็นฐานหลักที่ให้ความจงรักภักดีต่อแบรนด์มาอย่างยาวนาน...จนทำให้วันนี้ ชื่อของตำรับยาแผนโบราณ ภายใต้แบรนด์ ซินแป๊ะฮ้อ และ ปาซินซุ่ย ชื่อจึงติดและคุ้นหูในหมู่นักดื่มยาสมุนไพรจีนที่โด่งดังไปทั่วราชอาณาจักร...

เพียงระยะเวลา 7 เดือน ที่คืบคลานเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรง ตำแหน่งขายตรง พระราม 9 เน็ตเวิร์ค จึงถูกวางให้เป็นองค์กรฟอร์มยักษ์ ที่มีลูกหลานเจ้าสัวขึ้นแท่นบริหาร...และเมื่อได้มีโอกาสสัมผัสกับทีมบริหารทั้ง 3 อาทิ พงษ์กฤตย์ องค์ศิริวัฒนา - นันธวัฒน์ ธีระวาณิชย์ และ เต็มดวง ผดุงสุนทรารักษ์...ก็แบไต๋ออกมาในสไตล์ที่เป็นกันเอง และอยากสร้างฝันที่เป็นจริงให้กับคนไทย มีชีวิตที่ดีกว่า...วันวาน และพร้อมจะนำทัพ พระราม 9 เน็ตเวิร์ค ให้ก้าวไกลไปถึงฝั่ง...

หากจะประลองฝีมือผ่านฝีปาก ว่า เคยผ่านด่านในสนามรบขายตรงหรือไม่ คำตอบที่ได้รับคือ ทีมบริหารชุดนี้เขามิใช่น้องใหม่ ที่จะมาฝึกหัดในสนามรบขายตรง เพราะทุกคนได้สวมหัวใจสิงห์ลิงโลดบินโฉบไปโฉบมาเข้าไปแวะเวียนขายตรงเผื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาหลายค่าย...ซึ่งก่อนจะเป็นที่มาของคำว่า พระราม 9 เน็ตเวิร์ค

เวทีขายตรงนี้...จึงเป็นเวทีประลองฝีมือ เพื่อวัดกึ๋นนักบริหารทั้ง 3 ที่ได้มีโอกาสเข้ามาเยือนสถานี INTV - TVD เพื่อพิสูจน์วิสัยทัศน์ผ่านหน้าจอ ก่อนถูกจารึกเป็นตัวอักษรผ่านหน้าทุ่งกระดาษผืนนี้

ขอเอ่ยถึงบอร์ดบริหารท่านแรก พงษ์กฤตย์ องค์ศิริวัฒนา ที่เข้ามาร่วมบริหารในฐานะผู้กุมบังเหงียนธุรกิจ นั่งแท่นบริหารในตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท พระราม 9 เน็ตเวิร์ค จำกัด ก็ได้เผยวิสัยทัศน์อย่างไม่ออมมือออมแรง เพราะต้องการฝ่าด่านแล้วแจ้งเกิดในวงการขายตรงได้อย่างเฉียบพลัน

หากเจาะประวัตินักบริหารท่านนี้ ก็ทราบว่าไม่ธรรมดา เพราะได้พกดีกรีหนุ่มนักเรียนนอก พ่วงใบปริญญาโท สาขาการตลาด รวมถึงเคยผ่านงานบริหารในธุรกิจมาอย่างมากหลาย และที่สำคัญยังมีบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าที่นำเข้าและส่งออกทั่วทั้งเอเชียอีกด้วย

ธุรกิจนี้ ก็ถือได้ว่าเป็นธุรกิจที่ต้องตามเทคโนโลยีให้ทันอยู่เสมอ ด้วยประสบการณ์การบริหารงานของเรา จากอดีตจนถึงปัจจุบันธุรกิจของเรา จึงเติบโตขึ้นอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องของการเจาะตลาดต่างประเทศ ผมจะมีความถนัดเป็นพิเศษ บอสใหญ่ พงศ์กฤษต์ คุยผ่านรายการทีวีในช่วงเริ่มต้น และกล่าวต่อว่า ขณะนี้ธุรกิจนำเข้า - ส่งออก ก็ยังดำเนินการอยู่ มีระบบการบริหารที่ชัดเจน จากนั้นก็ปรับเปลี่ยนมาสู่กลุ่มธุรกิจขายตรง เพื่อที่จะสร้างกลุ่มผู้บริโภคให้ตอบโจทย์ประเทศไทยมากที่สุด
ข้ามฟากมาที่บอร์ดบริหารอีกท่านหนึ่ง นัทธวัฒน์ ธีระวาณิชย์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด หนุ่มนักบริหารวัยใสแต่ใจเกินร้อย เล่าประวัติส่วนตัวผ่านทางรายการ ตลาดวิเคราะห์ ว่า อดีตเคยเป็นกรรมการ บริษัท เหมืองหินราช จำกัด ตั้งอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นเหมืองผลิตหินให้กับผู้รับเหมาต่าง ๆ และก็มาเป็น กรรมการผู้จัดการ ท่าทราย โอเชี่ยน ที่ผ่านประสบการณ์ทั้งเหมืองหินและทรายมาอย่างโชกโชน เรียกได้ว่า บ่มเพาะประสบการณ์จากธุรกิจก่อสร้างมาอย่างเต็มใบ
...เมื่อประสบการณ์การบริหารของบอสทั้ง 2 กลับอยู่คนละวงโคจร แต่เมื่อประสานเป็น พระราม 9 เน็ตเวิร์ค ก็ต้องปรับกันทั้ง 2 ฝ่าย
บอส นัทธวัฒน์ กล่าวย้อนถึงการบริหารงานในอดีตที่เป็นประสบการณ์มาว่า ผมเคยเป็นกรรมการ บริษัท เหมืองหินราช อยู่ที่ จ.บุรีรัมย์ เป็นเหมืองผลิตหินให้กับผู้รับเหมาต่าง ๆ และเป็นกรรมการผู้จัดการ ท่าทราย โอเชี่ยน พูดง่าย ๆ ว่า ได้ประสบการณ์จากงานคลุกดิน หิน และทราย มาโดยตรง เพราะฉะนั้นการเข้ามาคลุกคลีกับชนชั้นชาวรากหญ้า ก็เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับผม

ชื่อพระราม 9 เลขมงคล
1 ปีวางฐานแจกรถ-ทอง-ท่องเที่ยว
ซึ่งความหมายของคำว่า พระราม 9 เน็ตเวิร์ค ก็มีที่มาที่ไปเช่นเดียวกัน คำว่า พระราม มาจากชื่อตัวยา และประธานก็ได้นำเลข 9 ที่เป็นเลขมงคลของคนจีนมาเติมลงไป ขณะเดียวกันเริ่มต้นบริษัทได้ตั้งอยู่ที่ถนนพระราม 9 ด้วย ชื่อบริษัทจึงมาลงเอยที่คำว่า พระราม 9 เน็ตเวิร์ค โดยได้เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี 2555 เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ภายหลังจากการเปิดตัวต้องบอกว่า ได้รับการต้อนรับอย่างเหลือเชื่อ โดยเฉพาะผู้นำเข้ามาอยู่กับเราค่อนข้างเยอะ เพราะมีสินค้าที่ตอบโจทย์ในท้องตลาด จึงเกิดการซื้อซ้ำตลอดเวลา

ขวบครึ่งปีกว่าที่ผ่านมา นับจากมีการเปิดตัวแถลงข่าว มองว่า 1 ปี คือการวางรากฐานทางด้านธุรกิจ ก็มีการเตรียมตัวทั้งบริษัท เตรียมวางแผนในตัวผลิตภัณฑ์ การเรียนรู้ธุรกิจขายตรง เนื่องจากธุรกิจขายตรงจะต้องผ่านการศึกษามาอย่างดี

เมื่อทีมบริหาร สินค้า แผนการตลาดลงตัว จึงได้กางตำรารบ ด้วยการเปิดยุทธศาสตร์เจาะตลาดทั้งระยะสั้นและระยะยาว โดยแผนระยะสั้นจะกระตุ้นด้วยโปรโมชั่นการท่องเที่ยว นั่นคือ ฮ่องกง เป็นที่แรก ส่วนช็อตเด็ดต่อไป นั่นคือ การวางเป้าหมายกลุ่ม หากสามารถทำยอดขายทีมได้ 39 ล้านบาท ก็จะแจกรถ 9 รางวัล และทองคำมูลค่า 40 บาท ส่วนแผนระยะยาวจะพาไปท่องเที่ยวยุโรป บอส พงษ์กฤตย์ ได้ขยายเนื้อความและกล่าวต่อว่า

ด้านศูนย์กระจายสินค้าของพระราม 9 เน็ตเวิร์ค ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ จ.บุรีรัมย์และจ.โคราช ส่วนในปี2556 จะเปิด Center เป็นศูนย์ธุรกิจตามหัวเมืองใหญ่ ๆ โดยมีโรงงานการผลิตของบริษัทตั้งอยู่ใน จ.บุรีรัมย์ ซึ่งกว่าที่จะมาเป็นยาปาซินซุ่ย ได้มีการผลิตยาจีนเป็นเวลานาน เป็นธุรกิจในเครือของท่านประธานฯ ที่มีประสบการณ์มากว่า 40 ปี และเคยเป็นหมอแมะในวัง ที่สืบทอดกันมาชั่ว 5 อายุคน ที่สำคัญเป็นเจ้าของแบรนด์สินค้ายาสตรี นิสิงเห ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานาน จึงได้ผลิตยาปาซินซุ่ยและซินแปะฮ้อ ซึ่งเป็นสูตรของคุณทวดมาตั้งแต่ 500 ปีที่แล้ว ดังนั้น สินค้าที่นำมาจำหน่ายในระบบขายตรงที่กำหนดให้เป็นสินค้าพระเอกของบริษัท นั่นก็คือ ยาแผนโบราณ ปาซินซุ่ย และซินแปะฮ้อ

โดยสรรพคุณเด่นของสินค้าทั้ง 2 ตัวนี้ เริ่มต้นด้วย ปาซินซุ่ย เป็นสูตรพิเศษเข้มข้นแบบราชวงศ์จีน ช่วยบำรุงหัวใจ และที่สำคัญผ่านการจดทะเบียนองค์การอาหารและยา (อย.) เป็นที่เรียบร้อย และสินค้าตัว ซินแปะฮ้อ ช่วยบำรุงร่ายกาย ผิวพรรณ ไขข้อ โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องปวดเมื่อย ซึ่งทานได้ตั้งแต่เด็กถึงผู้ใหญ่ ไม่มีผลข้างเคียง เป็นการดูแลตั้งแต่ต้นเหตุก่อนที่จะเข้าโรงพยาบาล และด้วยประสบการณ์การผลิตยาแผนโบราณที่ยาวนานหลายร้อยปีมาจนถึงปัจจุบัน สินค้าทั้ง 2 ตัวนี้ จึงเป็นสูตรที่เข้มข้นนำเข้ามาจากประเทศจีน และได้รับใบอนุญาตที่ถูกต้องของยาแผนโบราณในประเทศไทยด้วย

โดยในส่วนของโรงงานผลิต พระราม 9 เน็ตเวิร์ค จากเฟส 1 ที่ตั้งอยู่ใน จ.บุรีรัมย์ ก็ได้มีการวางแผนก่อตั้งโรงงานผลิตในเฟสที่ 2 ตั้งอยู่ที่ อ.วังน้อย จ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งเป็นโรงงานมาตรฐานสากลผ่านระบบ GMP ทุกอย่าง สำหรับสินค้าทั้ง 2 แบรนด์ จะไม่มีวางจำหน่ายตามร้านขายยาทั่วไป เพราะผลิตมาจำหน่ายสำหรับธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะ

จัดทัพสินค้าใหม่เสริมเขี้ยว
เตรียมความพร้อมสู่อาเซียน
จากความพร้อมของบริษัทในทุก ๆ ด้าน รวมถึงในส่วนสินค้าทั้ง 2 ตัวนี้ เราจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก ซึ่งท่านประธานฯ ได้วางแนวคิดก่อนจะทำการผลิต โดยข้างกล่องสินค้า ปาซินซุ่ย และ ซินแปะฮ้อ สังเกตได้ว่าจะมีอักษรพิมพ์อยู่หลายภาษา อาทิ จีน, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, เกาหลี, พม่า และลาว เป็นต้น การเตรียมการตรงส่วนนี้ก็เพื่อเตรียมรับมือในการส่งออกสินค้าสู่ประเทศอาเซียน อีกประมาณ 3 ปี ก่อนที่จะถึงการเปิดเสรีประชาคมการค้าอาเซียนในปี 2558 นี้

นอกจากนี้ เรายังมีไลน์สินค้าอีกตัวหนึ่ง นั่นคือ กลุ่มดูแลผิวพรรณที่ผลิตและนำเข้าจากประเทศเกาหลี โดยจับมือร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่จากเกาหลี ภายใต้แบรนด์ Feellan 23 หลังจากที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเรา ภายหลังจาก 23 วัน คุณจะกลับมาเป็นคนอายุ 23 ปีอีกครั้ง และต้องบอกว่าสินค้าจากประเทศเกาหลีเป็นสินค้าที่ปราศจากสารต้องห้าม โดยผลิตจากธรรมชาติล้วน ๆ และยังมีครีมกันแดด SPF 40 มีรองพื้นบีบี ครีมกำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ ซึ่งจริง ๆ เราจะแบ่งสินค้าออกเป็น 3 เซ็ตหลักคือ
1. Basic Set ดูแลผิวหน้าทั่วไป
2. Nutritive Set ครีมที่เป็นมอยส์เจอไรเซอร์
3. Anti-aging Set ชุดลบเลือนริ้วรอย สังเกตจากขวดสีทองมีความเป็นคอลลาเจน ดูแลผิวหน้าเป็นพิเศษ ทำให้หน้าเป็น V Shape อีกด้วย

ในส่วนชุดบำรุงผิวพรรณ เรียกได้ว่าเป็น Premium Brand เรื่องของราคาจะถูกจัดเป็นเซ็ตชุดเล็กถูกที่สุดราคา 3,000 กว่าบาท ส่วนเซ็ตใหญ่ที่สุดราคา 10,000 บาท และส่วนสินค้ายาสมุนไพรจีนที่เป็นพระเอกราคาสมาชิกตัวปาซินซุ่ย ราคา 2,200 บาท และ ซินแปะฮ้อ ราคา 1,750บาท ไม่เพียงเท่านี้ สำหรับท่านใดที่สนใจขายปลีก สำหรับปาซินซุ่ย ราคา 2,700 บาท และ ซินแปะฮ้อ ราคา 2,200บาท ซึ่งคิดว่าบุคคลทั่วไปก็สามารถสร้างกำไรได้จากราคาข้างกล่องได้ทันที

โดยรวมแล้วสินค้าจึงถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ กลุ่มแรก กลุ่มภายในดี เป็นตัวยาสมุนไพรจีน กลุ่มที่ 2 กลุ่มภายนอกดี อาทิ Time Lock - อาหารเสริมผิวพรรณดี หน้าตาสดใส, Re Gime - ไม่ใช่ยาลดความอ้วน แต่เป็นสารสกัดจากธรรมชาติ และ Demiste มีส่วนผสมของกลูต้าไธโอน และสารสกัดจากธรรมชาติอื่น ๆ และกลุ่มสุดท้ายคือ กลุ่มเครื่องสำอางที่มีคุณภาพ และไม่มีสารสเตียรอยด์ ซึ่งทั้ง 3 กลุ่มนี้ก็ได้ผ่านองค์การอาหารและยา (อย.)เรียบร้อยแล้ว บอสใหญ่ นัทธวัฒน์ กล่าวถึงไลน์สินค้าหลัก - รอง ที่กำลังบุกตลาดอยู่ในขณะนี้

นำร่องยุทธศาสตร์เหนือคู่แข่ง
เน้นอบรม - ฝึกสมาชิกเข้มแข็ง
การเข้ามาสู่ตลาดเครือข่ายขายตรง พระราม 9 เน็ตเวิร์ค มีความความมั่นใจจาก 4 นโยบายหลัก ที่ทำการเปิดตลาด จนได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ซึ่งเรื่องนี้บอส พงษ์กฤตย์ ออกมากล่าวย้ำด้วยความมั่นใจ พร้อมกับแจงนโยบายหลัก 4 ข้อ ดังนี้คือ

นโยบายแรก เราเป็นบริษัทที่มีความมั่นคง และยังมีทีมที่ปรึกษาน่าเชื่อถือ ไม่ว่าเป็น คุณศิริพล ยอดเมืองเจริญ อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ ท่านดิลก มหาดำรงค์กุล เจ้าของโรงแรม สวิสโฮเต็ล เลอ คองคอร์ด ส่วนบุคคลที่ 3 คือ คุณชาลี โสภณพนิช และสุดท้ายว่าที่ร้อยตรี คุณฉลอง ทองแผ่ ที่ปรึกษากระทรวงสาธารณสุข นโยบายที่ 2 เรามีบริษัทในเครือที่ประสบความสำเร็จเป็นจำนวนมาก เป็นเครื่องยืนยันการันตี นโยบายที่ 3 แผนการตลาดที่ทันสมัย ก็คือ ผู้นำหรือนักธุรกิจที่ต้องการข้อมูลเชิงลึก เรามีแผนการจ่ายค่า commission ของบริษัทที่ชัดเจน และนโยบายที่ 4 ธุรกิจขายตรง เรามีระบบ Training OPP ด้วยการ support ให้กับผู้นำจัดประชุมทุกวันเสาร์ที่ โรงแรม สวิสโฮเต็ล

เรียกได้ว่าเพียงแค่ 7 เดือน ที่เปิดตัวบริษัทมา พระราม 9 เน็ตเวิร์ค เน้นระบบขายตรงที่ชัดเจนและแผนการตลาดโดยเบื้องต้นเข้าใจง่าย จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะการดึงบุคคลสำคัญในประเทศไทยที่มีประสบการณ์ในวงการของธุรกิจเข้ามามีบทบาท ก็นับว่า เป็นสิ่งที่น่าจับตามองไม่น้อย หากเจาะลึกระบบ Training ก็จะมีการปรับเปลี่ยนระบบทุกสัปดาห์ รวมถึงการให้ข้อมูลตัวผลิตภัณฑ์ แผนการตลาด ข้อมูลเกี่ยวกับองค์กร สมาชิกใหม่ ให้นักธุรกิจสามารถเข้าไปศึกษาได้ทันที ทุกวันเสาร์ที่โรงแรม สวิสโฮเต็ล ตั้งแต่ 14.00 น.-16.00 น.ตามที่กล่าวมาในเบื้องต้น นี่จึงเป็นองค์ประกอบที่สำคัญในการที่จะนำพาสมาชิกให้ประสบความสำเร็จ บอส พงษ์กฤตย์ กล่าวเน้นย้ำถึงนโยบายและต่อว่า

หนึ่งกลยุทธ์สำคัญที่ทำให้ พระราม 9 เน็ตเวิร์ค มียอดเติบโตอย่างต่อเนื่อง นั่นก็คือ เรื่องของโปรโมชั่นสำหรับกลุ่มสมาชิกที่สามารถทำยอดขายได้ถึง 39 ล้านบาท ขอขยายความต่อเนื่องจากข้อมูลเกริ่นมาในเบื้องต้นเพิ่มเติม คือ นอกจากจะมีการแจกรางวัลทองคำ 40 บาท แล้วยังมีการแจกรางวัลใหญ่สุด นั่นคือ รางวัลรถยนต์นิสสัน เทียน่า, ซูซูกิ สวิฟท์, นิสสัน อัลเมร่า และ นิสัน มาร์ช

และโปรโมชั่นที่พิเศษสุดกับการนำพาสมาชิกกว่า 30 คน บินลัดฟ้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตเครื่องสำอาง Feellan ซึ่งเป็นโรงงานที่ผลิตไลน์สินค้าเครื่องสำอางยักษ์ใหญ่ของเกาหลี ถือเป็นครั้งแรกที่เปิดโอกาสให้ผู้เยี่ยมชมจากต่างประเทศเข้าไปสัมผัส สำหรับโปรโมชั่นที่น่าสนใจ ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ นั่นคือ จะนำสมาชิกที่ทำยอดกลุ่ม 39 ล้านบาท พาไปเที่ยวที่ อิตาลี, ฝรั่งเศส, สวิสเซอร์แลนด์ ทริปทัวร์ยุโรป โดยหมดเขตโปรโมชั่นนี้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม ศกนี้

ล่าสุด เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ได้ถือฤกษ์การจัดงาน Soft opening ที่โรงแรม สวิสโฮเต็ล เลอคองคอร์ด ชั้น 7 (ซึ่งเป็นออฟฟิศของบริษัท ที่ย้ายมาจากถนนพระราม 9) ภายใต้ชื่องาน I am number 9 ซึ่งมีผู้นำ - สมาชิกตบเท้าเข้าร่วมงานกว่า 500 คน โดยภายในงานได้มีการแจกรางวัลทั่วไป และทองคำ มูลค่ารวมกว่า 500,000 บาท

นอกเหนือจากโปรโมชั่นที่มีการกระตุ้นยอดขายกันอย่างต่อเนื่องแล้ว พระราม 9 เน็ตเวิร์ค ยังมีบริการระบบ On line กึ่ง offline ซึ่งคาดว่าจะติดตั้งเสร็จในเดือนกันยายนนี้ ส่วนระบบ hot line service สามารถโทรมาสั่งสินค้าได้มีบริการ 24 ชั่วโมง โดยไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องโลจิสติกส์ หรือระบบออนไลน์อาจเกิดปัญหาทำให้ระบบล่ม รวมถึงปัญหาระบบโลจิสติกส์ (จัดส่งสินค้า) ว่าจะมีความล่าช้า

และยังวางแผนระยะยาวไปถึงตัวสินค้าหากมีความต้องการสูง ปัญหาเรื่องสินค้าขาดตลาดจะไม่มี เพราะกำลังการผลิตได้ตั้งสำรองไว้ล่วงหน้าแล้ว ส่วนปัญหาเรื่องการจ่ายเงินปันผลที่บอกว่า overpay ก็ไม่ต้องกังวล เพราะเรามีระบบที่ตรวจสอบค่าใช้จ่าย ระบบการจัดการบัญชีของบริษัทที่ชัดเจน และสามารถตรวจสอบได้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ พระราม 9 เน็ตเวิร์ค ได้เตรียมแผนรองรับไว้อย่างดี โดยมีการวิเคราะห์และทดสอบระบบเต็ม 100% ก็เชื่อว่าไม่น่าจะเกิดปัญหาอย่างแน่นอน นัทธวัฒน์ กล่าวปิดท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่328 ประจำวันที่16 - 30 กันยายน 2555

เลขาฯ สคบ. แอ็คชั่นแรง ฮึ่ม! ใบสั่ง รมต.จัดระเบียบขายตรง (MLM)


ไม้เด็ด สคบ.ยุคเลขาธิการคนใหม่ จิรชัย มูลทองโร่ย เข้มเต็มรส...ก้าวแรกผู้ประกอบการต้องทำ ตราสัญลักษณ์...คืบต่อไปจัดระเบียบบ้านขายตรง ใครดีรักษา ใครเสียฟันทิ้ง...แจงผู้ประกอบการควรเข้าสังกัดสมาคมใด สมาคมหนึ่งด่วน เคลียร์ตัวเองขั้นต้น ก่อน สคบ.จะลงมือสอบจริง...ตั้งธง ฟันขายตรงที่ขอจดแจ้ง อยู่หรือตายต้องขอใบมรณะบัตร ถ้าไม่ทำยึดใบอนุญาตคืน...ตามติดมาตรการเฉียบ เดินตามก้น รมต.วรวัจน์ ทุกกระเบียดนิ้ว...เข้มแต่เอาจริง..!! นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดใจให้สัมภาษณ์ผ่านทางสถานี INTV และ นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ถึงนโยบายการปฏิบัติงาน ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจ ดังต่อไปนี้


นักข่าว : ตำแหน่งที่ได้รับมีผลตั้งแต่เมื่อไหร่
เลขาธิการ : ตามที่สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งมา คือวันที่ 4 สิงหาคม 2555


นักข่าว : เตรียมตัวอย่างไรที่จะมาดำรงตำแหน่ง
เลขาธิการ : การเตรียมตัว สำหรับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. เหมือนเป็นฝ่ายเลขาฯ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งเรามีบอร์ดใหญ่คือ บอร์ดการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งในกฎหมาย มีนายกฯ ทั้ง 4 คนเป็นประธาน และมีส่วนระดับข้าราชการกระทรวงต่าง ๆ ที่เป็นผู้ทรงคุณวุฒิตามที่ ครม.แต่งตั้งมีทั้งหมด 8 คน
ฉะนั้น ในส่วนของ สคบ.เดิมเรามีวิสัยทัศน์ในการคุ้มครองผู้บริโภค ขณะที่เกิดปัญหาขึ้นมาทุกฝ่ายก็จะเรียกร้องให้ สคบ.เข้ามาแก้ไข ยกตัวอย่าง ที่ผ่านมาเครือข่ายมือถือดีแทคล่ม ก็ถามหาว่า สคบ.อยู่ไหน ผมจึงได้จัดทำนโยบายต่าง ๆ ตามท่าน วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักรัฐมนตรีที่กำกับและดูแล สคบ.ได้มอบหมายมา โดยระบบ สคบ.จะต้องเปลี่ยนมุมมอง เปลี่ยนวิธีการทำงานใหม่ เราจะมาทำร้องเรียนแบบเดิม ๆ ดำเนินการแบบเดิม ๆ คงจะไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายในปี 2558 มีการเปิดประชาคมเสรีทางการค้าอาเซียน 10 ประเทศก็จะไหลเข้ามา จึงมีความคิดว่า เดิมเราเป็นหน่วยงานกลางคุ้มครองผู้บริโภค ขณะนี้เราควรนำในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคของชาติ เพราะทุกคนเห็นว่ามีปัญหาอะไรก็มาที่ สคบ.
โดยเฉพาะกรณีของ ดีแทค แม้ว่าจะมีหน่วยงาน กสทช.ดูแลเครือข่ายในเรื่องของสัญญาณ แต่ความเสียหาย หากใครเสียหายอย่างไรก็ยังมาแจ้งมาที่นี่ ก็คงจะไม่ตั้งรับอย่างเดียว ปัญหา ดีแทค คงต้องไปบูรณาการชดเชยความเสียหายจากตรงนี้ ดังนั้น ตามวิสัยทัศน์ที่ได้ร่างมา สคบ.ต้องเป็นผู้นำการคุ้มครองผู้บริโภคแห่งชาติและต้องยอมรับในระดับนานาชาติ นั่นคือกระบวนการการเรียกร้องสิทธิ์ที่จะเข้มข้นขึ้น


นักข่าว : ทีนี้ นโยบายที่ทางรัฐบาลให้กับ สคบ.เป็นอย่างไร
เลขาธิการ : ท่าน รมต.อยากเห็นกระบวนการคุ้มครอง ผู้บริโภคแบบครบวงจร ไม่ใช่มาแก้ปัญหาที่ปลายเหตุหรือภายหลัง ยกตัวอย่าง ผู้บริโภคซื้อสินค้ามาชิ้นหนึ่งแล้วได้รับความเสียหายมาร้อง สคบ.ก็มีกระบวนการเจรจาไกล่เกลี่ยในชั้นเจ้าหน้าที่ หรือเจรจาไกล่เกลี่ยชั้นอนุกรรมการ ก็มาฟ้องบังคับคดี ปรากฏว่า 3 ปียังไม่เสร็จ ฉะนั้น ระบบมันควรจะพัฒนา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการซื้อสินค้า เหมือนกับว่าซื้อไปแล้วเกิดความเสียหายใครจะมาการันตี มารับผิดชอบ ตรงนี้นโยบายของท่าน วรวัจน์ จึงมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ด้วยการแสดงสัญลักษณ์ใด ๆ ที่ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบ หรือที่เรียกว่า Consumer Position Guaranteed ก็หมายความว่า ผู้บริโภคได้แสดงการเยียวยาความเสียหาย ตรงนี้เป็นเรื่องแรกที่จะสร้างความเชื่อมั่น โดยเรามีสินค้าและบริการ 26 รายการ ที่ประกาศมาตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2555 ขณะนี้อยู่ระหว่างการกลั่นกรองและคัดเลือกออกมา โดยให้พี่น้องประชาชนได้ทราบว่า ถ้าจะไปซื้อรถยนต์สัก 1 คัน จะไปซื้อเต็นท์รถไหน จะไปทัวร์ต่างประเทศทัวร์ไหนที่ได้รับโลโก้หรือตราสัญลักษณ์จาก สคบ. รวมถึงขายตรงบริษัทไหนที่ สคบ.มอบตราสัญลักษณ์ให้ไปเป็นเครื่องการันตี ตรงนี้จะเป็นนโยบายเร่งด่วน


นักข่าว : ในอดีตที่ผ่านมาสภาพปัญหาที่เราเจอมีผู้บริโภคที่ได้รับความเดือดร้อนมาร้องเรียนกับ สคบ. กระบวนการที่จะหาข้อสรุประหว่างคู่กรณี ใช้เวลานาน ข้อกฎหมายบังคับใช้ไม่สามารถดำเนินการได้ทันที ทำให้เกิดปัญหาหมักหมมยาวนาน กรณีอย่างนี้ในปี 2554 ที่ผ่านมายังมีข้อตกค้างอยู่ใน สคบ.มากน้อยเพียงใด
เลขาธิการ : มีครับ ส่วนที่เคลียร์ไม่ได้ก็มี หมายความว่ายังเป็นความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ แต่ยังอยู่ระหว่างการดำเนินการชดเชย เรื่องอยู่ในขั้นตอนของศาล บางเรื่องค้างอยู่ที่เจ้าหน้าที่ก็มี คำว่าค้างอยู่ที่เจ้าหน้าที่ เพราะต้องดำเนินการเจรจาไกล่เกลี่ยเป็นสำคัญ เพราะถ้าฟ้องศาล ศาลก็เรียกไกล่เกลี่ยในชั้นศาลอีก ฉะนั้น การดำเนินการไกล่เกลี่ยก็ต้องดำเนินการอย่างกว้างขวาง ในส่วนตรงนี้เรามีเจ้าหน้าที่รับเรื่องร้องทุกข์ทั้งตัวโฆษณาและตราฉลากทั่วไทย ท่าน รมต.บอกให้ไปดูขั้นตอนของตำรวจเขามีพาวเวอร์ มีวิธีการเจรจาไกล่เกลี่ย ผมจึงได้เตรียมการนับตั้งแต่เดือนตุลาคม จนถึงปี 2556 เป็นต้นไป จะทำโครงการเจรจาไกล่เกลี่ยชั้นเจ้าหน้าที่ และไม่ใช้เจ้าหน้าที่คนเดียว ผมจะทำโครงการก็คือ จับมือกับตำรวจร่วมมือกับ สคบ.สภาทนายความร่วมกับ สคบ.ชั้นเจ้าหน้าที่ ผมก็เตรียมห้องไกล่เกลี่ยชั่วคราวไว้แล้ว อยากดำเนินการให้ได้มากขึ้น ในส่วนอนุกรรมการเรามีอยู่ 7 คณะ นั่นก็ส่วนหนึ่ง อย่างไรก็ตาม การร้องเรียนมาที่ สคบ.เดี๋ยวนี้ความก้าวหน้าของ สคบ.ผู้บริโภคเขารู้สิทธิ์ รู้ช่องทางมากขึ้น แต่สิ่งที่ผู้บริโภคเรียกร้องความเสียหาย บางทีมันเกินกรอบความเป็นจริงไปมาก และบางครั้งผู้บริโภคก็ไม่ยอม อาทิ ไปซื้อนมมา 1 แพ็ค นมบูดทานเข้าไปเกิดความเสียหาย ไปหาหมอ หมอจ่ายยาแก้ปวดท้องหมดไปไม่ถึง 1,000 บาท แต่ผู้บริโภคเรียกชดเชยความเสียหาย 300,000 บาท ผู้ประกอบการบอกความเสียหายที่แท้จริงไม่ถึง 1,000 บาท บริษัทจ่ายให้ 10,000 บาท แต่ผู้ร้องไม่ยอม กรณีอย่างนี้คงไม่ตามใจก็ต้องไปพิสูจน์กันที่ชั้นศาล ถ้าตรงนี้ไม่เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม ก็มีอำนาจการพิจารณาเช่นเดียวกัน


นักข่าว : ทีนี้ เรื่องของกระบวนการพิจารณาระหว่างเจ้าทุกข์กับผู้ร้องทุกข์ อำนาจของเราเหมือนเป็นอนุญาโตตุลาการ
เลขาธิการ : ใช่เลย มีอำนาจสั่งชดใช้ค่าเสียหายได้ ตรงนี้จะเข้าล็อคที่ทาง รมต.วรวัจน์ ในเมื่อกรรมการมีคำวินิจฉัยออกมาว่า บริษัทควรจะต้องรับผิดชอบจ่าย หรือให้ประกันจ่าย นี่เป็นส่วนหนึ่ง โดยทั่วไปแล้วที่เราเจรจาไกล่เกลี่ย เราให้แต่ละฝ่ายได้ยอมสภาพกันตามความเป็นจริง ตามเหตุผล ตรงนั้นเราอาจจะไม่สามารถบังคับได้ก็จริง แต่ลำดับต่อไปนี้ ถ้ากรรมการวินิจฉัยแล้วว่า บริษัทจำเป็นต้องรับผิดชอบ บริษัทก็ต้องชดเชย อันนี้ก็ถือเป็นคำตัดสินได้เหมือนกัน


นักข่าว : กรณีไหนที่ถูกร้องเรียนมากที่สุด
เลขาธิการ : ในระยะเวลา 2 - 3 ปีที่ผ่านมา กรณีที่ถูกร้องเรียน อันดับ
1. จะเป็นเรื่องรถยนต์ยังคงสูงอยู่ เพราะคนใช้มากปัญหาเยอะตามมา ทั้งรถใหม่ป้ายแดงจองแล้วไม่ได้ รับจองเยอะแต่ผลิตไม่ทัน รถยนต์เก่าตามเต็นท์ไม่บอกรายละเอียดครบถ้วนตามกฎหมาย และการเช่าซื้อรถยนต์ - รถจักรยานยนต์
2. สินค้าบริการทั่วไป ซื้อสินค้าแล้วเกิดความเสียหาย มีการร้องเรียน สคบ.มากขึ้น เพราะผู้บริโภครู้ช่องทางมากขึ้น
3. บ้านและคอนโดฯ ไม่โอนกรรมสิทธิ์และเรื่องสร้างไม่ทันนั้นหายไป แต่เป็นการก่อสร้างที่บกพร่องมาแทน ฉาบปูนไม่แห้ง ก็อกน้ำรั่ว ก็จัดลำดับว่ามีบริษัทไหนบ้างที่มีการร้องเรียนจากลำดับมากสุดไปจนถึงน้อยสุด ซึ่งผมจ้องไว้แล้วมีเกือบ 10 โครงการ ที่มีการร้องเรียนมากเกิน อาจจะมีการเชิญ ผู้ประกอบการมาคุยกันว่า ทำไมถูกร้องเรียนเยอะจัง ก็เป็นเรื่องที่ต้องไปดำเนินการจัดการกันเอง
4. โทรศัพท์ ธนาคาร และประกันภัย ประเด็นมักจะอยู่ที่ว่า ไปเก็บเบี้ยมาแล้วไม่จ่ายไป แต่ก็มีความจำเป็นเหมือนกัน สำหรับกรณีที่กรมธรรม์ระบุไว้เช่นนี้ แล้วมีข้อยกเว้นไปไม่คุ้มครอง หรือผู้เอาประกันเดิมบอกคุ้มครองทั้งหมด แต่จู่ ๆ นายหน้าเห็นว่า โรคบางโรคเป็นความเสี่ยงของบริษัทก็ไปบอกให้ทางผู้เอาประกันรับสภาพตามข้อยกเว้น ก็ไม่ต้องรับประกัน อันนี้ก็ถือว่าไม่ถูกต้อง ฉะนั้น ทำครั้งแรกมาคุ้มครองอย่างไรก็ต้องคุ้มครองตามนั้น พอเห็นเขาสภาพไม่ดีก็ให้เขายอมรับสภาพเสีย เรื่องนี้ถือว่าไม่ใช่จรรยาบรรณที่ดี เดี๋ยวนี้มีโฆษณากันเยอะที่บอกว่า ทำประกันโดยไม่ตรวจสุขภาพ ถ้าเกิดไปทำแล้วสุขภาพเขามีปัญหาก็อย่ามีข้ออ้างว่า เป็นมาก่อน เพราะถ้าไม่ตรวจสุขภาพ ก็ต้องรับสภาพก่อน นี่เป็นวงกว้างที่จำเป็นจะต้องรู้


นักข่าว : เรื่องอย่างนี้ กรณีการซื้อบ้านและรถยนต์ก็ดี หรือเกี่ยวกับเรื่องประกันภัยอะไรต่าง ๆ จริง ๆ อำนาจ สคบ.ไม่ได้มีมากถึงขนาดไปยุติการดำเนินธุรกรรมกับเขาได้ แต่เราสามารถใช้อำนาจนี้เข้าไปเจรจากับหน่วยงานหรือองค์กรที่เขารับผิดชอบโดยตรง หมายถึงว่าบูรณาการร่วมกันทำได้หรือไม่
เลขาธิการ : ครับ ในส่วนบูรณาการนี่ก็โอเค เราก็มีกรรมการแต่ละกรรมการ แต่ส่วนสุดท้าย สคบ.คุ้มครองสิทธิผู้ประกอบการ แม้ คปภ.กรมธรรม์เขาบอกว่าเป็นอย่างนี้ แต่เรามองแล้วไม่เป็นธรรมก็ต้องพิสูจน์กันในชั้นศาล สคบ.เคยฟ้องคดีถึงศาลฎีกา กรณีของประกันไปทำแล้วครั้งแรกบอกว่า คุ้มครองได้หมด พอเขาเป็นโรคขึ้นมา ไม่คุ้มครอง ไม่จ่ายเบี้ยประกัน เราเคยฟ้องฎีกาก็ชนะ ฉะนั้น เราจะเป็นจุดสุดท้ายที่คุ้มครองถึงกระบวนการของการเยียวยาก่อนถึงศาล เพราะเราดูแลในเบื้องต้น สคบ.ยังมีอำนาจครอบคลุม


นักข่าว : มาตรฐานที่ สคบ.กำหนดไว้ว่า ผู้ประกอบการต้องมีโลโก้/ตราสัญลักษณ์ของ สคบ.เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เราดำเนินการไปถึงไหนแล้วครับ
เลขาธิการ : โดยกรอบกฎหมายวางหลักเกณฑ์ไว้ 3 ข้อ นั่นก็คือ 1. ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค อาหาร ยา เครื่องสำอาง ราคาสินค้า ฉลากสินค้า นี่คือสิ่งที่คุ้มครองผู้บริโภคต้องทำให้ถูกต้อง 2. กฎหมายอื่นที่ธุรกิจนั้นจะต้องทำ 3. ผู้ประกอบการมีกระบวนการเยียวยาความเสียหายให้ผู้บริโภคอย่างไร นี่เป็นความเชื่อมั่นของผู้บริโภคว่า ซื้อสินค้าไปแล้วเกิดความเสียหาย
ผู้ประกอบการชดเชยได้เลย อันนี้คือหลักเกณฑ์ที่เรากำหนดเอาไว้ แล้วเราจะเร่งดำเนินการมอบตราสัญลักษณ์นี้ โดยจับร่วมมือกับบริษัทประกัน 2 บริษัท 1. ทิพยประกันภัย 2. เมืองไทยประกันภัย ส่วน สคบ.เป็นหน่วยงานของภาครัฐเป็นกรอบของกฎหมาย แต่ว่าบริษัทประกันไปดูในเรื่องเบี้ยประกัน ก็ไปคุยกับเขาว่ามีความเสี่ยงเท่าไหร่ ถ้าปีหนึ่งมีความเสี่ยงเท่าไหร่ ก็เอาปัญหานั้นเข้ามาทำประกัน ราคาไปคำนวณ นั่นเป็นส่วนที่เราเร่งรัดอยากจะแสดงตราสัญลักษณ์ให้ผู้บริโภคได้เห็นโดยเร็ว


นักข่าว : ตราสัญลักษณ์ สคบ. เป็นภาคบังคับ/สมัครใจ
เลขาธิการ : คือมันไม่ใช่บังคับ แต่เหมือนเป็นการบังคับไปในตัว ถ้าคุณไม่ทำให้เกิดความ เชื่อมั่น ปี 2558 มีการเปิดเสรีทางการค้าประชาคมอาเซียน เมื่อต่างประเทศเข้ามาสินค้าดีกว่า แล้วมาขอรับตราสัญลักษณ์จาก สคบ.เราเองจะเสียหายด้วย ฉะนั้น คุณจะต้องปรับตัวในระยะเวลาที่เหลือเพียงไม่กี่ร้อยวันนี้แล้ว ผู้ประกอบการก็ต้องปรับตัว สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ผู้บริโภคจะมองแล้วว่า สินค้าใดที่ดี ก็จะสร้างความเชื่อมั่นได้ เหมือนเราไปซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำไมจึงไปมุ่งเรื่องฉลากเบอร์ 5 พอเห็นฉลากก็มั่นใจว่า ประหยัดไฟ
ต่อไปนี้ คุณจะซื้อสินค้าใช้บริการดูที่โลโก้ สคบ.ว่าอยู่ที่ไหน เพราะฉะนั้นส่วนราชการเมืองไทยก็จะไปรับรองคุณภาพของสินค้า คอนเซ็ปต์เดียวกับการประหยัดไฟเบอร์ 5 แต่เราเองไม่ได้การันตีตัวคุณภาพสินค้า เราไม่มีหน้าที่การันตี แต่เรามีหน้าที่แสดงความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค อย่างไร ถ้าเกิดปัญหา


นักข่าว : สคบ.เป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทในเรื่องของการกำกับตรวจสอบดูแลธุรกิจประเภทหนึ่ง คือ ธุรกิจขายตรง อันนี้ก็หมายความว่า กฎหมายให้อำนาจเราเต็มที่ อาทิ การออกใบอนุญาตให้คุณหรือโทษได้ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมามีธุรกิจขายตรงมีการเติบโตตามภาวะเศรษฐกิจ มีบริษัทรายเล็ก - รายน้อยเกิดขึ้นมากมาย ในกระบวน การควบคุมกำกับดูแลธุรกิจขายตรง ณ เวลานี้ มาตรฐานมีความเข้มข้นเพียงพอหรือยัง
เลขาธิการ : ผมดูอยู่นะว่า คงทราบว่าการทำธุรกิจขายตรงมีหลากหลาย บางคนบอกขาวก็มี เทาก็มีเยอะแยะ เราจะรู้ได้อย่างไรว่าใครดีไม่ดี ฉะนั้น ผมเองต้องจัดระเบียบบ้านผมก่อน ธุรกิจขายตรงมาจดทะเบียนกับ สคบ.เกือบ 900 บริษัท แต่ในภาพที่มีการทำธุรกิจจริง ๆ ผมมั่นใจไม่เกิน 200 บริษัท ส่วนที่เหลืออีก 700 บริษัท ไม่รู้หายไปไหน ตรงนี้มาจดทะเบียนแจ้งที่ สคบ. แต่เวลาตายใบมรณะบัตรไม่เคยมาขอ ฉะนั้น ส่วนตรงนี้ผมจะมาทำข้อมูลตามที่ รมต.บอกให้ทำฐานข้อมูลบริษัท ฐานข้อมูลแผนการตลาด ฐานข้อมูลของสินค้าของแต่ละบริษัท นี่คือสิ่งที่ต้องทำ ก็มีการเตรียมการแล้ว ด้วยระบบ IT ที่สามารถตรวจสอบได้ อีกส่วนหนึ่งก็คือ เรื่องของภายนอก ก็คือ สมาคมขายตรง ในขณะนี้มีอยู่ 4 - 5 สมาคม อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อย่างไรก็ตามบริษัทที่สังกัดในนามสมาคม ผมชอบ เพราะว่าอย่างน้อยเขาก็มีส่วนที่มีการกลั่นกรองมาส่วนหนึ่งแล้ว ผมจึงมั่นใจว่า สมาชิกที่จดทะเบียนเกือบ 900 บริษัท มิได้เป็นสมาชิกในสมาคมอื่น ๆ ก็มี เพราะฉะนั้นในส่วนตรงนี้ ก็จะมาจัดระเบียบว่า ที่มาจดทะเบียนตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2545 ถึงวันนี้กี่ปีแล้ว บริษัทยังดำเนินการอยู่หรือไม่ ก็ต้องมีการรายงานกันบ้าง ซึ่งจะใช้ในเชิงยุทธศาสตร์ประสานงานว่า ยังดำรงธุรกิจนี้อยู่หรือไม่ ถ้าไม่ดำรงธุรกิจนี้ก็ถอนไป ยกเลิกใบอนุญาต ก็ควรจะเคลียร์ข้อมูลตรงนี้ออกไป คือกฎระเบียบตรงนี้อนาคตจะต้องมีการร่างออกมาอย่างแน่นอน สำหรับบริษัทที่จดทะเบียนแล้วไม่แอคทีฟ ทำแบบลอย ๆ อาจจะเป็นช่องทางในการทำธุรกิจอย่างอื่นแอบแฝงอยู่รึเปล่า
คือที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่จะมาอ้างว่า คนมีแค่ 7 คน ไปดูธุรกิจนับ 1,000 บริษัท ไม่ไหว ผมบอกเรื่องนั้นเป็นข้อจำกัด ไม่สามารถมาอ้างได้ ต้องไปบริหารจัดการมาว่าจะดูแลกันอย่างไร เดี๋ยวนี้ไม่ต้องมานั่งนับกันทั้งหมด เพราะระบบ IT มันสามารถตรวจสอบกันได้ ในส่วนขายตรง นโยบายของ รมต.วรวัจน์ ท่านบอกว่า เป็นธุรกิจที่สร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ที่สามารถขยายเศรษฐกิจได้อย่างมากมายเหลือเกิน
เดี๋ยวนี้ ไม่ใช่ขายเฉพาะในประเทศ แต่เขาส่งออกไปยังต่างประเทศได้ ฉะนั้น ในส่วน สคบ.เราเป็นตัวแทนประเทศไทยไปประชุมอาเซียน วันที่ 4 - 6 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา มีการประชุมที่เมืองไทย ฉะนั้น เราเป็นเจ้าภาพเกี่ยวกับเรื่องการจัดสถานที่ เพราะฉะนั้นทางสมาคมขายตรงอยากจะฝากมาทางอาเซียนด้วยว่า ทำยังงัยตลาดอาเซียนจะเปิดกว้างและยอมรับธุรกิจขายตรง บางประเทศก็ยอมรับแต่ยังต้องไปจดทะเบียนยังต่างประเทศ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นธุรกิจที่ทำคุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมืองนี้ แต่อีกแนวหนึ่ง ถ้าหากว่าทำเชิงลบ ก็ทำลายเศรษฐกิจของชาติบ้านเมืองด้วยแล้ว สคบ.ต้องเดินคู่ขนานกันไป ใครดีก็ส่งเสริม ใครที่ทำไม่ถูกต้องคงต้องกำจัดออกไป ซึ่งการกำจัดท่าน รมต.วรวัจน์ ให้ไป MOU กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะติดตามว่าใครทำธุรกิจนอกรูปแบบรึเปล่า ใครทำธุรกิจที่ผิดกฎหมายรึเปล่า เพราะกรมสอบสวนคดีพิเศษ มีความเชี่ยวชาญในการสืบสวนสอบสวน สคบ.ก็มีข้อมูลที่จะประสานทั้งทางตรงและทางอ้อม อันนี้ก็น่าจะทำให้บ้านเมืองน่าจะดีขึ้น ในเรื่องการจัดการเกี่ยวกับการขายตรง


นักข่าว : ในเครือข่ายที่ดูแล้วทำธุรกิจที่ไม่ชอบมาพากล คือหมายความถึงจดทะเบียนนอกกรอบธุรกิจที่ขายตรงเขาทำกัน ใน Black list หรือบัญชีรายชื่อของ สคบ.มีจำนวนเท่าไหร่ที่เข้าข่ายที่ต้องเทคแอ็คชั่นกันแล้ว
เลขาธิการ : ตรงนี้ผมเองก็ไม่กล้าที่จะตอบ แต่ที่มองดูแล้วประมาณ 10 กว่าบริษัท มันตี ๆ พูดกันมานานมากแล้ว ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่จะต้องจัดระเบียบกันใหม่ ผมมั่นใจว่าการจะมาดูแลงาน สคบ.ไม่ใช่จะมารบราฆ่าฟันกัน แต่มาขอความร่วมมือกัน มาช่วยกันทำ เพราะแนวนโยบายผมจะไม่เป็นพระเอกคนเดียว ผมต้องการบูรณาการคือ ประการที่ 1. กลไกของรัฐในการคุ้มครองผู้บริโภคทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาค
ประการที่ 2. คือ กลไกของผู้ประกอบการ ถือเป็นต้นน้ำที่ดูแลผู้บริโภค ถ้าเราคุยกับผู้ประกอบการอย่างเข้าใจ ทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย ผู้บริโภคก็จะได้รับความคุ้มครองอย่างแน่นอน ประการสุดท้ายคือ บูรณาการภาคประชาชน ก็ยังมีหลายภาคส่วนที่คุ้มครองผู้บริโภค แต่ยังไม่ได้ทำงานร่วมกัน อย่างเช่น มูลนิธิ สมาคมที่เกี่ยวข้อง ผมตั้งใจไว้ว่า อยากจะทำงานร่วมกันในการคุ้มครองผู้บริโภค


นักข่าว : อีกประเด็นหนึ่งคือ กรณีผู้ประกอบการขายตรง ในอดีตที่ผ่านมาการดำเนินธุรกิจ หากใครมีรายได้เท่าไหร่ก็นำไปเข้ากระบวนการระบบภาษีจ่ายรัฐบาล ใครขาดทุนก็รับผิดชอบตัวเอง แต่ ณ วันนี้ มาตรการหนึ่งที่ทางรัฐมนตรี อยากให้ สคบ.ออกมาทำคือ เงินเปอร์เซ็นต์เทจ (Percentage) ของรายได้ 0.4 - 0.15 % ที่ว่าจะต้องเก็บเหมือนกับการเก็บค่าต๋งกับผู้ประกอบการ อันนี้เราดำเนินการอย่างไร
เลขาธิการ : อันนี้ไม่ใช่เรื่องการเก็บต๋ง แต่เป็นเรื่องการคุยกัน ในวัน 28 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา คือ เรามาบันทึกร่วมกันกับเมืองไทย ประกันภัยไทย ว่าอัตราเบี้ยประกันในการการันตีสินค้าหรือบริการสำหรับผู้บริโภค ถ้าผู้บริโภคเกิดความเสียหายบริษัทจะชดเชยความเสียหายอย่างไร ก็มีการยกตัวอย่างขึ้นมาว่า 0.04 - 0.15% ตรงนี้ขอกราบเรียนว่า มันเป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค เพราะถ้าผู้บริโภคเกิดความเสียหายบริษัทประกันจะดูแลอย่างไร แต่ไม่ใช่เงินค่าต๋ง เป็นเงินค่าเบี้ยประกัน เพราะเงินเบี้ยประกันมันไม่เกี่ยวกับผม ผมดูในกรอบกฎหมาย ส่วนอัตราเบี้ยประกันเท่าไหร่นั้น บริษัทประกันก็ต้องไปคุยกับผู้ประกอบการว่า เขามีความเสี่ยงอย่างไร
โดยเฉพาะในอดีตเรื่องของการขายตรง ก็เป็นปัญหาว่า สคบ.จดทะเบียนช้า ซึ่งการจดทะเบียนให้ช้านั้น ซึ่งเป็นเหตุผลที่ให้ผู้จดทะเบียนไม่เข้าใจและก็มีปัญหา ก็ไปกล่าวหาว่าทาง สคบ.เรียกรับเงิน มีการเตะถ่วงและยังมีข่าวออกมาอีกว่า จะต้องจ่ายเงิน 200,000 - 300,000 บาท ไปให้ตำรวจก็ดี ไปให้ผู้บริหาร สคบ.ก็ดี ตรงนี้ยืนยันเลยว่า ผมเองคงต้องจัดการ เพราะว่าผู้บังคับบัญชาระดับสูงฝากเอาไว้ ระดับกระทรวงก็ฝากเอาไว้ มันเสียภาพพจน์ขององค์กร สคบ. เพราะ สคบ.มีความโปรงใส่ สามารถตรวจสอบได้ และซื่อสัตย์มาโดยตลอด
และมีการกล่าวอ้างว่า การที่คุณไปจดทะเบียนต้องเรียกรับเงิน ใครเป็นคนรับไป ซึ่งตรงนี้ผมก็ได้รับคำสั่งมาแล้วว่า จะต้องดำเนินการต่อ และยืนยันชัดเจนว่า ระบบนี้ไม่มีแน่นอน ผมมั่นใจ และถ้าหากพี่น้องประชาชนทราบเบาะแสว่า ใครกระทำการเหล่านี้ แจ้งผมได้โดยตรง


นักข่าว : มีการร้องเรียนธุรกิจบางกลุ่มที่จดทะเบียนทำธุรกิจขายตรงกับ สคบ.มีการปราศรัย เจรจาชักจูง แนะนำผู้ที่เข้ามาร่วมกระบวนการทางธุรกิจ ค่อนข้างจะดูไม่ค่อยน่าไว้วางใจ โดยเฉพาะกลุ่มที่เรียกว่าน้ำมันระเหยอะไรต่าง ๆ ท่านมีการส่งคนเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ มีการทำธุรกรรมเรื่องนี้บ้างหรือยัง
เลขาธิการ : เป็นส่วนหนึ่ง ก็ได้รับฟังมาแล้วเหมือนกัน เพราะการทำธุรกิจหลายธุรกิจการโฆษณาบอกเล่า ถ้าไม่มีปรากฏในเอกสาร แผ่นพับหรือโบรชัวร์ต้องฝากพี่น้องประชาชนเลยว่า อย่าไปเชื่อ เพราะการที่จะบอกว่าสรรพคุณสินค้าดีอย่างไร ต้องมีการบอกรายละเอียดชัดเจน นี่เป็นข้อกฎหมาย ว่าผู้จำหน่ายอิสระหรือว่ามีการนำไปขายโดยวิธีการขายตรงจะต้องพูดในกรอบที่มีหลักฐานแสดงเท่านั้น การที่ตัวเองไปกล่าวอ้างโอ้อวดหรือพรีเซ็นต์เกินความจริง ก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่นำตัวอย่างมาว่าทานไปแล้วดี ใช้ไปแล้วดี ก็ต้องเรียกมาชี้แจง
ส่วนการสื่อสารผ่านโทรทัศน์ ดาวเทียม ก็ค่อนข้างที่จะเป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ ว่ามีการโฆษณาสินค้าประเภทขายตรง ประเภทตลาดแบบตรงกันค่อนข้างเยอะ และไปนำผู้ที่มีชื่อเสียงมาเป็นตัวอย่าง มาเป็นพรีเซ็นต์เตอร์ ซึ่งตรงนี้ก็ต้องดูกันว่า ท่านใช้จริงไหม เป็นจริงไหม ไม่ใช่ว่ามากล่าวอ้างโดยที่ไม่มีหลักฐานเหล่านี้
ซึ่งปัญหาการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุชุมชนก็ดี สื่อโทรทัศน์ดาวเทียมก็ดี ค่อนข้างจะหละหลวมมาก ท่าน รมต.ก็มีนโยบายที่จะขอความเห็นก่อนทำการโฆษณา แม้กฎหมาย สคบ.มาตรา 29 มีอยู่แล้วที่จะคุ้มครองผู้บริโภค บอกว่าให้ทำความเห็นก่อนทำการโฆษณา ก็ไม่มีใครมาขอความเห็น เราเลยตั้งอนุกรรม การขึ้นมาที่จะตรวจสอบ ถ้าท่านไม่แน่ใจมาขอความเห็นได้ทุกตัวสินค้า
เพราะฉะนั้นในส่วนที่เราจะดูแลขายตรงอยู่นี้ ก็จะเป็นลักษณะที่ว่า ขอต้นน้ำก่อน ขอทำความเข้าใจก่อน ก็นำเรียนมาที่เดิมว่า ผมมาแล้วไม่ใช่มารบราฆ่าฟันกัน กลางน้ำนี่ก็คือ มีเดีย แต่ปลายน้ำคือประชาชนที่ไปซื้อสินค้ามา ตรงนี้กฎหมายที่ประชาชนอยากให้แก้ไข สมัยที่บอกว่าเงินกองทุนสูงหรือเงิน
ค้ำประกันสูง อันนี้ก็เป็นส่วนที่ต้องมาพูดคุยกันอีกที ว่ามันมีความเป็นธรรมอย่างไร
และผู้ประกอบการขายตรงที่กำหนดราคาสินค้า กับส่วนต่างราคาสินค้าที่ค่อนข้างจะสูงมาก ส่วนใหญ่เอารายได้ให้กับทางตัวแทนจำหน่าย 70 - 90% แล้วมาผลักภาระให้กับผู้บริโภคทั้งหมด มันเป็นธรรมรึเปล่า ก็ต้องมาคุยกันว่า เราควรกำหนดเพดานไว้อย่างไร ไม่ใช่ให้ค่าตอบ แทนผู้จำหน่ายอิสระสูงมาก แต่ภาระตกอยู่ที่ผู้บริโภค ผมว่าก็ไม่เป็นธรรม ตรงนี้ถามว่าต้องมีมาตรการเข้ามาดูหรือไม่ ขอตอบอย่างนี้ว่า ผมเข้ามาทำงานเพียงไม่กี่วัน ก็ฟังข้อมูลเท่าที่เราดูในท้องตลาด ยกตัวอย่างต้นทุน 100 บาท แต่ขายในราคา 1,000 บาท ที่อ้างว่าเป็นต้นทุนทางการตลาด เป็นเรื่องที่ผู้บริโภคต้องรับภาระเต็ม ๆ ก็คงต้องขยับในขั้นตอนต่อไป
ส่วนทางด้านภาษีจะทำอย่างไร วิธีคิดภาษีก็เป็นปัญหาว่า ต้นทุนอยู่ตรงไหน เรื่องอย่างนี้มันควรบูรณาการกัน การค้ามีวินัยหรือไม่ ต้นทุนอยู่ตรงไหนที่เอามาขาย 100 ไปขาย 1,000 ภาษีทางตรง ภาษีทางอ้อม ดูกันอย่างไร อันนี้ก็ต้องดูกันที่ปลายน้ำต้องดูกันที่ผู้บริโภค แต่ไม่ใช่ต้นทุนนิดเดียวแต่ไปขาย 1,000 - 1,500 บาท ผมเองไม่กล้าซื้อ เพราะมันไม่เป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค


นักข่าว : กระบวนการของขายตรงมีอยู่ 2 - 3 ประเด็น ที่ไม่ควรให้ผู้ที่มาทำธุรกิจกระทำคือ 1. กระบวนการสร้างรายได้ 2. กระบวนการเรื่องผลประโยชน์ 3. กระบวนการในเรื่องของโฆษณา ชวนเชื่อ 4. การสร้างภาพของความยิ่งใหญ่อะไรต่าง ๆ ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่บางคนอาจได้ยินข่าวบริษัทนี้สร้างโรงงานลงทุน 5,000 ล้านบาท แต่ไม่เคยเห็นโรงงานเลย อันนี้ไม่ทราบว่าจะมีกระบวนการตรวจสอบอย่างไร
เลขาธิการ : ครับ ก็คงจะค่อย ๆ หาข้อมูลไป เพราะหลากหลายเหลือเกิน 800 - 900 บริษัท ก็คงจะมาคัดกรองกัน เบื้องต้นก็ขอจัดระเบียบ จัดแถวก่อน ว่าบริษัทไหนบ้างที่ไม่เคยมีสินค้าในท้องตลาดเลย แล้วมันหายไปไหน ก็คงมากลั่นกรองกัน ตรงนี้ก็จะต้องจัดวาระงานในธุรกิจแต่ละธุรกิจว่า ควรดำเนินการอย่างไร
อย่างไรก็ตาม ผมมั่นใจว่าอดีตผมเป็นปลัดอำเภอ ผมอยู่อำเภอ ผมถือหลักว่า ถ้าไม่ออกท้องที่ก็จะไม่รู้จักคน ไม่รู้จักงาน ก็คิดว่าถ้ามีโอกาสก็จะไปเยี่ยมเยือนทางสมาคมหรือบริษัทก็ดี เพื่อให้ได้มีความใกล้ชิด รับข้อเสนอแนะต่าง ๆ และก็มั่นใจว่า ที่มาทำตรงนี้ก็เพื่ออยากจะมาส่งเสริมคนดี ส่วนคนไม่ดีก็อยากจะจัดการตามระบบกฎหมายต่อไป


นักข่าว : สุดท้ายก็อยากให้ท่านฝากข้อคิดถึงผู้บริโภคว่า การพิจารณาในการเลือกซื้อสินค้า/บริการ กับกลุ่มธุรกิจบริษัทใดก็ดี มีมุมมอง มีหลักการคิดอย่างไร ในการดูแลตัวเองหรือเลือกมาพึ่ง สคบ.
เลขาธิการ : ก็อยากบอกว่า ท่านเป็นผู้บริโภคยุคใหม่แล้ว จะไปซื้อสินค้าหรือใช้บริการ อย่าไปเชื่อมาก อย่าไปฟังที่เขาบอกต่อ ๆ กันมา คนไทยถ้าดีก็จะบอกต่อกัน แต่ถ้าไม่ดีไม่ยอมบอกใคร กลัวถูกตำหนิ ถูกกล่าวหา ตรงนี้อยากให้ระมัดระวังในเบื้องต้นคือ 1. ดูก่อนข้อมูลที่กล่าวอ้างมามันอยู่ตรงไหน 2. ถ้าฉลากสินค้าไม่ถูกต้องและดำเนินธุรกิจไม่ถูกต้องให้แจ้ง สคบ.มา ติดต่อสายด่วน โทร.1166 หรือจะไปขอคำร้องที่ร้านเซเว่นฯ ทุกสาขาทั่วประเทศไทย หรือจะไปติดต่อที่ เทศบาล อบต.อำเภอ ศาลากลางจังหวัดก็ได้ เพราะฉะนั้น สคบ.อยู่ใกล้บ้านท่านแล้ว อยากให้ท่านเป็นผู้บริโภคยุคใหม่ ซื้อสินค้าถ้าไม่ได้รับความเป็นธรรม อย่าลืมนึกถึง สคบ.


นักข่าว : จากกระแสข่าวที่โดนโจมตี มีที่มาที่ไปอย่างไร
เลขาธิการ : ประเด็นร้อนที่เป็นข่าวมาอย่างต่อเนื่อง เลขาธิการเผยทิ้งท้ายว่า ผมก็ชัดเจน การจะใช้เงินท่านเลขาธิการเป็นคนขออนุมัติ รับผิดชอบหมด มันไม่ใช่เงินส่วนตัว เอาผมไปตีข่าวตั้ง 2 - 3 อาทิตย์ ผมก็ชี้แจงปลัดไปว่า ใบเสร็จหลักฐานและเงินที่ใช้นั้น ไม่เคยรับมาเลย แต่ว่าก็ไปหานายเก่าท่าน ท่านก็ชวนไปที่บริษัท ผมก็ไป ผมก็บอกว่าท่านครับ ขอความกรุณาท่านหน่อยได้ไหม ผมจะถ่ายทอดสดของกรมประชา สัมพันธ์ 166,000 บาท แล้วปรากฏว่าท่านบอกว่าเอาสิ ทำหนังสือมา ผมก็ทำไปปรากฏว่าวันนั้นกรมประชา สัมพันธ์บอกว่า มีปัญหาในการถ่ายทอดสด คือถ่ายทอดสดไม่ได้ ก็ต้องบันทึกเทปแล้วค่อยมาออกวันที่ 7 เรื่องแค่นี้ ถามผมก็จบแล้ว
แต่นี่มีการทำเรื่องไปถึงรัฐมนตรี ทำเรื่องไปถึงปลัด จะเอาผมให้ตาย เห็นเหตุการณ์ในตอนแรกผมก็จะชี้แจงเหมือนกัน พรรคพวกบอกว่าไม่ต้องแล้ว เดี๋ยวเรื่องก็จบ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่มันไม่บังควรจะเกิดขึ้น ผมเองทำอะไรทำด้วยความถูกต้อง เพราะฉะนั้นยืนยันได้ 32 ปี ในชีวิตข้าราชการ ไม่เคยที่จะมีความด่างพร้อยในเรื่องเหล่านี้


นักข่าว : ทางสื่อก็อยากให้ท่านมาชี้แจงบ้าง เพราะเราฟังแต่ข่าวฝ่ายเดียว คนให้ข่าวเราก็ไม่ทราบเจตนาเหมือนกัน
เลขาธิการ : ผมถือว่าถ้าสื่อรับมาอย่างนี้ สื่อต้องถามก่อนซิว่า เป็นยังไง เพื่อนผมที่เป็น ผู้กำกับบอกว่า เรื่องนี้มันสร้างความเสียชื่อเสียง จะต้องฟ้อง ผมบอกว่าให้เลิกรากันไป แต่ต้องการรู้ว่า ใครที่ไปให้ข้อมูลกับสื่อ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จบนี่คือตัวใบเสร็จ จากกรมประชาสัมพันธ์ 166,000 บาท ผมก็จ่าย เขาก็มาอัดในวันที่ 30 แล้วก็ไปออกรายการในวันที่ 7 ก็มีหนังสือไปชี้แจงว่า ไม่สามารถออกรายการในวันนั้นได้ก็จบ ซึ่งผมก็มีหนังสือไปถึงเขา


เพราะอันนี้มันจะทำให้ผมสะดุด ตรงที่ว่าถ้าเราจะไปประสานกับผู้ประกอบการ เกิดปัญหาอย่างนี้อีกแล้วเราจะทำอย่างไร แทนที่จะร่วมมือกันทำงานใช่ไหม แต่ถ้าว่าผมไปเอาเงินมาแสนนึงแล้วเอาไปใช้ส่วนตัวสิ ตรงนี้ก็ฟ้องกันไปเถอะ ผมก็เอามาใช้ในงาน นี่เป็นเรื่องที่สื่อต้องระมัดระวังด้วย แต่ถ้าผมจะฟ้องสื่อเพื่อที่จะให้สื่อคายมาว่า ใครเป็นคนไปจ้างสื่อ ใครเอาข้อมูลมาให้สื่อ ตำรวจก็ได้เตรียมการแล้ว ผมบอกเลิกไม่เอาขออโหสิกรรม
นักข่าว : ทางสื่อจะได้ยินข้อมูลมาหลายด้าน แต่มีข้อจำกัดเรื่องการประสานงาน เรื่องเวลาของผู้ให้สัมภาษณ์กับผู้ที่ตกเป็นข่าว บางทีกับจังหวะตรงนี้ มันก็ไม่ทันเวลา ฉะนั้น ที่เราทำสื่อก็ยืนยันว่า โอเพ่นทั้ง 2 ฝ่าย ขอยืนยันแน่นอน 100% ว่าไม่เป็นมือให้ใครอยู่แล้ว


ผมว่าเรามาเป็นมิตรกันดีกว่า มีอะไรผมกับสื่อก็เปิดกว้างอยู่แล้ว เพราะมีคนเตือนว่า อย่าไปมีปัญหากับสื่อ สื่อขอสัมภาษณ์ อย่าเรื่องมาก จะให้ทำหนังสือมาก่อน เอาประเด็นมาก่อน อันนี้ไม่มีสำหรับผม ผมก็ปฏิบัติตัวว่าผมไม่มีปัญหากับสื่อ อย่างผมไม่มีลีลาอีก 10 นาทีจะให้สัมภาษณ์ ผมต้องเตรียมของผมตลอด โดยเตรียมข้อมูลไว้เป็นปึกเพื่อตอบคำถาม ผมไม่เคยปฏิเสธการให้สัมภาษณ์กับสื่อ...ครับ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่328 ประจำวันที่16 - 30 กันยายน 2555

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko)" ปักหมุดอาเซียน เชื่อมั่นเปิด AEC ปี 2558 เอาอยู่..!!


ทันทีที่รายการ ตลาดวิเคราะห์ ที่ออกอากาศทางสถานี INTV และ TVD ทุก ๆ วันเสาร์ - อาทิตย์ยิงคำถามถึงเรื่องยอดขาย 5,000 ล้านบาทในอาเซียน มีโอกาสไหม...สำหรับ 1- 2 ปีข้างหน้า กับยอดขายค่าย คังเซน - เคนโก หนึ่งในบอร์ดบริหารที่เป็นคีย์แมนคนสำคัญของค่าย คังเซน - เคนโก ...อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน - เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า สำหรับผู้ประกอบการเองทุกๆคนก็อยากได้ตัวเลขเยอะๆทุกคนก็อยากได้ยอดขายสูงๆแต่เรามีการประเมินอยู่เสมอว่าด้วยจุดแข็งและจุดอ่อนที่เราต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเราจะสะท้อนตัวเลขออกมาได้มากขนาดไหน.. จริงๆผมจะประกาศเป้า 5,000 ล้านบาทหรือ 7,000 ล้านบาทก็ได้หรือจะ 10,000 ล้านบาทก็ได้แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่มันเป็นเพียงแค่คำพูดแต่เราจะมีการประเมินตัวเราเองตลอดเวลาว่าด้วยศักยภาพของตัวเราเวลานี้ควรจะโตสักกี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งผมมองตัวเลขค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟจะเป็นการอนุรักษ์นิยมเล็กๆถ้าขายตรงของเราโตได้เฉลี่ยต่อปีปีละ 10 15% หรือโตได้ 20% ก็ถือว่าเราโชคดีซึ่งตัวเลขที่เติบโตทั้งในตลาดอาเซียนและไทยเรากวาดยอดขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท


ที่สำคัญเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอสภาวะน้ำท่วมหนัก ย้อนกลับไปดูอุตสาหกรรมทั้งระบบถูกกระทบทั้งหมดคังเซน-เคนโกก็โดนไปทั้งสิ้น 10 กว่าสาขาที่ต้องปิดไปเพราะโดนน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ทางเราก็พยายามแจ้งสมาชิกบางคนที่โดนน้ำท่วม ให้ย้ายฐานการทำงานไปยังพื้นที่ที่น้ำยังไม่ท่วม อาทิ คนที่อาศัยอยู่ภาคกลางย้ายไปทำที่ภาคตะวันออก โชคดีที่นักขายเรามีทัศนคติที่เป็นบวก เขาพยายามมองวิกฤติให้เป็นโอกาส เมื่อตรงนี้ทำงานไม่ได้ ก็ไปทำงานที่อื่น ก็เท่ากับสร้างสำนักงานชั่วคราวไปสร้างธุรกิจในที่ที่เกิดใหม่ คือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ น้ำท่วมที่นี่ ก็ไปทำที่ใหม่ได้ พอน้ำลดก็กลับมาทำที่เดิม
ในจังหวะเดียวกันเพื่อนบ้านหรือทุก ๆ คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อย บางคนบ้านหายไปทั้งหลัง รถหายไปทั้งคัน บางคนก็โรงงานปิด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่หยุด นั่นคือ ค่าใช้จ่ายมันมีอยู่ตลอด ค่าใช้จ่ายไม่ได้หยุดตามจังหวะธุรกิจที่หยุด ก็กลายเป็นว่า นักธุรกิจ คังเซนฯ ได้นำเอาอาชีพเสริมเข้าไปกระตุ้นให้คนเข้ามา แต่ต้องยอมรับว่าทำไม่ได้เต็มที่ เพราะมันยากนิดนึง แค่เปลี่ยนทัศนคติในการทำงานกลายเป็นมุมบวก แม้จะน้ำท่วมจะเป็นภาพลบ แต่ปรับทัศนคติบวกในสายตานักธุรกิจ ก็ถือว่าโอเคแล้ว
ณ วันนั้น ธุรกิจของเราก็ชะงักไป 20% มีดร็อปลงไป สมาชิก ทีมงาน สต๊าฟ เราจำเป็นต้องช่วยสมาชิก มีการระดมสิ่งของช่วยเหลือพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง อะไรที่ช่วยเหลือได้เราก็ช่วยเหลือกันไป ลงไปช่วยกันทำ ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมถึง คังเซนฯ ได้บริจาคผ่านสื่อต่าง ๆ และมีการบริจาคด้วยตัวเอง อาทิ เรือยาง ขนรถสิบล้อ ขนเตาแก๊ส 2,000 ชุด เอาสมาชิกเป็นกระบอกเสียงไปช่วยเหลือตามจุดต่าง ๆ
เมื่อวิกฤติได้ผ่านพ้นไป เกมการเดินตลาดในไตรมาสที่ 1 2 ก็คงไม่ต้องตั้งรับกันแล้ว เพราะเราตั้งรับมานาน 3 เดือนเต็ม ก็โดนกันไปพอสมควร จนกลายเป็นวลีฮิตของทุกพื้นที่น้องน้ำมารึยัง
หลังจากที่เราโดนผลกระทบไป เราก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเราสำรวจฐาน เห็นได้อย่างหนึ่งว่ากำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในโซนภาคกลางซึ่งเป็นฐานใหญ่ของเรา เพราะว่าโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเรายังรันไม่ได้ 100% การจ้างงานอะไรต่าง ๆ บางทียังไม่เกิดขึ้น 100% ซึ่งมันเป็นฐานผู้บริโภคใหญ่เรียกว่าหดไปพอสมควร เราก็เลยต้องหันไปขยายธุรกิจในพื้นที่อื่นมากขึ้น พอถึงเวลาทุกอย่างเรียบร้อย การรันธุรกิจในอุตสาหกรรมได้ 100% ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคนก็ไหลกลับมาทำงาน เพราะนิคมอุตสาหกรรมใหญ่กลับมารันเหมือนเดิม คนก็กลับมาทำงานเช่นเดิม พื้นที่อื่นที่ยังเป็นห่วงอยู่ ก็สามารถกลับมาขยายได้เพิ่มมากขึ้น ยกเว้น ปีนี้น้ำมา กันไม่ได้ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป
โดยสรุปไตรมาส 1 และ 2 คังเซนฯ ได้ปรับเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก ส่วนไตรมาส 3 ย่างก้าวสู่ฤดูการขาย ก็ต้องหยั่งเข้าไปในพื้นที่ในช่วงฤดูการขาย ถ้าเปรียบกับธุรกิจท่องเที่ยวที่แบ่งฤดูการท่องเที่ยวออกเป็น โลซีซั่น อยู่ 2 ช่วง ช่วงแรกคือ เดือนเมษายน - พฤษภาคม เป็นช่วงจับจ่ายใช้สอยและวันหยุดยาว เป็นวันครอบครัว พอจับจ่ายใช้สอยสู่ช่วงโลซีซั่น 2 นั่นคือ เปิดเทอม ย่างเข้าหน้าฝนหรือช่วงภาวะที่เกิดน้ำท่วม เรื่องธุรกิจก็จะได้รับผลกระทบจากการเดินทาง


รุก-รบด้วยระบบเทรนนิ่ง
จุดเหวี่ยงนักขายสำเร็จเร็ว
เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว 6 เดือน ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง จึงเตรียมกลยุทธ์ในการบุกตลาด ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือเรียกว่า B2C (Business 2 Consumer) คือเราพยายามใช้งบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเห็นว่างบประมาณที่เราใช้จะลงไปในส่วนของการจัดอีเว้นท์ การออกบูธ การจัดงานร่วมกับผู้นำในพื้นที่ เพื่อที่จะแนะนำกลุ่มลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งเป็นการแนะนำอยู่ในตัว เรามั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ KK หรือ คังเซน - เคนโก เป็นที่รู้จักอยู่ในตลาดพอสมควร
ฉะนั้น การที่เราไปออกบูธเท่ากับเป็นการตอกย้ำแบรนด์ KK เดิมเคยเห็นโฆษณาผ่านช่อง 3 จากที่เคยเห็นแล้วผ่านไป แต่ไม่เคยรู้ว่าสาขาอยู่ที่ไหน เราจึงมาต่อด้วยกลยุทธ์ B2C ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำได้ง่ายที่สุด ใช้งบประมาณน้อยที่สุด และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด
เพราะฉะนั้นจะมีการจัดอีเว้นท์ใหญ่ - ย่อย ลงในแต่ละพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อย่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกแผนงานหนึ่งจัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ถือเป็นอีเว้นท์ไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็ได้รับความสนับสนุนจากสมาชิกมากันตามสมควร เรามีการเปิดตัวสินค้าใหม่ พร้อมแนะนำระบบในการทำธุรกิจที่มั่นคงและถูกต้องเป็นอย่างไร เรามีการแบ่งห้องเล็ก ๆ 4 ห้อง มีห้องแผนการตลาด ห้องการเปิดตัวสินค้า ห้องในการอบรมปรับเปลี่ยนทัศนคติ เป็นต้น
ผมถึงบอกว่าเราพยายามสร้างเน็ทเวิร์คบิลเดอร์หรือกลุ่มนักธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของธุรกิจซึ่งจะสังเกตได้ว่าในแต่ละห้องอบรมจะจำกัดการอบรมห้องละไม่เกิน40นาทีวันหนึ่งก็มีอยู่3รอบคูณจำนวนครั้งต่อวันรันตั้งแต่เช้าจรดเย็นเหตุผลที่เราทำอย่างนี้เพราะเราเห็นว่าในแต่ละรอบถ้ามีการอบรมแล้วคนเยอะเกินไปการเข้าถึงตัวจะน้อยแต่ถ้าคลาสของเราไม่ใหญ่จนเกินไปห้องอบรมไม่แน่นและสามารถใกล้ชิดได้มากกว่ามีการเทสมาก่อนว่าได้ผลก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
ยกตัวอย่างเมื่อก่อนผมอบรมที่พัทยาเป็นฟังก์ชั่นSM (Star Manager)ฟังก์ชั่นครั้งนั้นอบรม400กว่าคนแต่ว่า400กว่าคนมันจบแล้วก็จบบางทีคนอาจเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ไม่รู้ผมจึงปรับใหม่โดยคัดเกณฑ์ในการฝึกอบรมเหลือ120 150คนปรากฏว่าเราเช็คเรตติ้งมากกว่า60%ที่เข้าใจและเรียนรู้งานได้เร็วขึ้นคือทุกอย่างต้องทำการบ้านอย่างละเอียดยิบอย่างที่บอกคังเซนฯของเรามีจุดแข็งในเรื่องของการขายแต่ว่าการสร้างระบบบิลเดอร์หรือสร้างระบบเน็ทเวิร์คยังไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าที่ควร
แต่ในช่วง 2 3 ปีที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่าขายตรงจะทิ้งน้ำหนักไปทางหนึ่งทางใดไม่ได้ ขายตรงจะทิ้งน้ำหนักงานขายอย่างเดียวไม่ได้ จะทิ้งน้ำหนักการสร้างระบบอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะบางทีการสร้างแต่ฝัน สร้างแต่ละระบบ
ฝัน ๆๆ จนขายอะไรไม่ได้ แต่ว่าถ้าขาย ๆๆ อย่างเดียวไม่มีวันหยุด เพราะฉะนั้นเราต้องเอาทั้ง 2 ระบบนี้มาแมทซ์ด้วยกัน เมื่อมาสร้างระบบที่ถูกต้อง เราก็มีทิศทางที่ดีในการขายสินค้า ตัวสินค้าไม่ดีมันเอื้อให้ทำธุรกิจไม่ได้ แต่ของเราคนบริโภคได้ทุก ๆ เดือน แค่อินพุตระบบก็อปปี้ระบบความสำเร็จลงไป แต่ระบบนี้จะให้เกิดความเข้มแข็งต้องเดินตามสเต็ป 1 2 3 4 เมื่อมามิกซ์การอบรมที่มีอยู่หลาย ๆ คอร์ส ระบบก็จะไปสร้างคนให้เกิดความแข็งแกร่งได้ไม่ยาก
แผนงานการอบรมก็จะก้าวไปพร้อม ๆ กับการจัดอีเว้นท์และการเปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างที่ไบเทค บางนา การจัดงานก็พ่วงไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว ภายใต้ชื่อออร์แกนนิคนูทริชั่นแอนด์รีจูวีแลคต้องบอกว่า 16 ปีแล้วที่เราเปิดตลาด แต่นำสินค้ามาอัพเกรด มาปรับคุณภาพ เติมสารอาหารลงไป ก็เลยถือโอกาสเปิดตัวสินค้าตัวนี้อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันเรามีสินค้าอีกหลายรายการในเครือออร์แกนิค และกำลังรอนำเข้าอีก 4 5 รายการ รวมแล้วเรามีสินค้ากว่า 20 กว่าตัว แต่ตอนนี้ขออนุญาตนำเข้าแค่ 3 ตัวก่อน
ส่วนสินค้าที่เป็นนางเอก ก็ยังคงเป็นครีมไข่มุกหรือที่เรียกว่าว่า เพิร์ล และยกระดับไปเป็น เพิร์ล ซีรี่ส์ จากเจาะลูกค้าฐานกลางยกระดับไปถึงระดับบน สิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจมาก นั่นคือ การจับมือร่วมลงทุนกับซัพพลายเออร์ที่ไต้หวัน ซึ่งโรงงานแห่งนี้จะผลิตสินค้าชุด เพิร์ล ซีรี่ส์ ให้กับเรา ที่ผ่านการขออนุญาตจาก GP Certificate ต่าง ๆ เพื่อส่งไปทั่วโลก จริง ๆ ซัพพลายเออร์เจ้านี้อยู่กับเรามาตั้งแต่เราเปิดบริษัท เดิมทีเขามีอยู่แล้ว 2 โรงงาน แต่ว่าด้วยกำลังผลิตฟูล คาพาซิตี้ (Full Capacity - กำลังการผลิตเต็ม) เพราะเรามีการขยายไลน์สินค้า ซึ่งระยะหลังนี้มีการเติบโตมาก ๆ ซึ่งเราเริ่มส่งออกไปที่ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงไทยมากขึ้น
และถือเป็นการขยายโรงงานผลิตเป็นโรงที่ 3 ซึ่ง 2 โรงแรก เราไม่ได้เริ่มต้น เพราะเขาเริ่มต้นมาก่อน แต่พอเราชวนมาลงทุนในไทยเขาบอกไม่สะดวก (กลัวน้ำท่วม) ก็พยายามชักชวนเพราะจะได้พัฒนาในเรื่องของคุณภาพ และเราต้องการอิมเมจภาพลักษณ์ เพราะว่าธุรกิจขายตรงเราต้องการอิมเมจ หรือว่า ภาพลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในธุรกิจขายตรง เราต้องสร้างธุรกิจให้เขาสัมผัสได้ เราจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า ถ้าจะสร้างโรงงานโรงที่ 3 ผมขอร่วมลงทุนด้วยส่วนหนึ่ง ก็เท่ากับว่าสินค้าตัวนี้เราเป็นผู้จำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย ภายใต้ลิขสิทธิ์ของเราเอง
ส่วนในประเทศอื่น ๆ เราไม่ได้ขยายออกไปในรูปแบบแฟรนไชส์หรือรีเทล แต่เราผ่านในรูปแบบของธุรกิจขายตรง เพราะจะต้องไปลิงค์กับระบบ โกรบอล วัน คือ 1 รหัสคุณสามารถทำธุรกิจที่ คังเซนฯ โอเปอเรชั่นอยู่ โดยเราปรับเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ว่า หากมีการคำนวณรายได้จะคำนวณมาจากเวียดนาม ลาว กัมพูชา มารวมกัน จุดแข็งของเราคือ เรามีทีมเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ของเราลิงค์ระบบเวิลด์วาย ระบบเซิร์ฟเวอร์ เมนเฟรมต่าง ๆ เราใช้งบลงทุนไปกว่า 50 ล้านบาท ตอนนี้คาพาซิตี้ลิงค์ได้ทั้ง 5 ประเทศ เราเขียนระบบขึ้นมาเอง เป็นโกรบอลสไตล์ คังเซนฯ เพราะธุรกิจจะเติบโตได้ต้องเน้นการทำงานที่เป็นทีม ไม่ได้เน้นเก่งแค่เพียงคนเดียว
สำหรับโปรเจ็กต์ที่จะเป็นภาพลักษณ์ของ คังเซน เคนโก ในอนาคต ก็คือ เราเตรียมพร้อมที่จะสร้างสำนักงานแห่งที่ 2 เป็นอาคารคังเซน เพลส มูลค่าการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท จะประกอบไปด้วยตึก 2 ตึก ตึกแรกก็จะเป็นอาคารห้องประชุมคอนเวนชั่น ฮอลล์จุคนได้ 700 800 คน เป้าหมายเราจะจัดงานใหญ่ที่นั่น ซึ่งจะเป็นห้องประชุมใหญ่ชั้นบน และชั้นล่างจะเป็นห้องประชุมย่อยซอยลงมา ตึกที่ 2 จะเป็นออฟฟิศบิวดิ้ง บริษัทต่าง ๆ ในเครือจะย้ายมาที่นี่ 6 7 บริษัท ซึ่งเราอยากให้เป็น One stop service ในที่เดียวกัน โปรเจ็กต์นี้เราเริ่มต้นดำเนินการแล้ว แต่ด้วยพื้นที่ใช้สอยประมาณ 12,000 ตารางเมตร ทำให้เข้าไปในมาตรากฎหมายตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็ต้องยื่นขออนุญาตทั้ง กทม. และ EIA ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 3 4 เดือน ถ้าหมดหน้าฝนคาดว่าปลายปีนี้ก็น่าจะเริ่มลุยได้
ส่วนในเรื่องของแผนงานโรงแรมที่เคยวางไว้ ตัวผมเป็นคนที่ชอบการบริหารด้านการโรงแรม ชอบเรื่องการบริการ ก็อยากจะมีโรงแรมและรีสอร์ท เป็นของเราเอง ซึ่งในอนาคตผมมั่นใจว่า ธุรกิจของเราจะมั่นคงและเดินหน้า เมื่อธุรกิจเจริญเติบโต สิ่งหนึ่งที่เราต้องพูดคุยอยู่เสมอ ก็คือ การแตกแขนงธุรกิจสู่ธุรกิจอื่นที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งโรงแรมและรีสอร์ท ซึ่งเราได้จัดซื้อที่ดินอยู่ทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งที่เราเริ่มต้นไปแล้ว นั่นคือ ธุรกิจในส่วนของการเงิน ที่ดิน และโรงพิมพ์ รวมถึงธุรกิจบริหารจัดการทั่วไป ธุรกิจที่เปิดขึ้นมาใหม่ นั่นคือ ธุรกิจในส่วนของการส่งเสริมความงาม แต่จะไม่นำบริษัทเข้ามหาชน เพราะด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง และด้วยแคชโฟร หรือ กระแสเงินสดที่เรามีอยู่เพียงพอ
ในเรื่องของการสื่อโฆษณา จริง ๆ เรามีการใช้งบตามสมควร เราใช้งบประมาณได้อย่างสูงสุดทุ่มในเรื่องของบิลบอร์ด ณ จุดต่าง ๆ ที่เรากระจายไปในเวลานี้ เป็นจุดที่มีการสัญจรไปมาผ่านค่อนข้างเยอะ คนที่ขับรถผ่านไป มาแล้วมองเห็น ก็เป็นการรีมายด์แบรนด์เนมของเราได้เหมือนกัน นอกเหนือจากนั้น การโฆษณาผ่านทางสื่อต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ก็จะมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนสื่อโฆษณาทีวี เรามีการโยกงบไปสนับสนุนการประกวดนางสาวไทย ซึ่งก็ถือว่าเราโชคดีที่ส่งประกวดทั้ง 3 คน ได้ตำแหน่งนางสาวไทยทั้งหมดเลย
ส่วนการใช้สื่อทีวีดาวเทียมผมคิดว่ากลยุทธ์ในแต่ละบริษัทแต่ละองค์กรมีความคิดที่ต่างกันเรื่องของการใช้สื่อก็แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละองค์กรเราเชื่อว่ามันก็เป็นผลดีทั้งนั้นขอเพียงแต่ว่าแต่ละองค์กรแมนเนจในการใช้สื่ออย่างไรผมถือว่าโอเคก็เป็นทิศทางเดินในแต่ละบริษัทก็ว่ากันไป


อาเซียนโกยยอดกว่า1,000ล้าน.
ยังเปิดเกมรุกหนัก-ไม่ล่าถอย
ในตลาดอาเซียนเติบโตมากที่สุดก็จะเป็นอินโดนีเซีย ยอดขายปีละ 1,000 ล้านบาท เราติดอันดับ 6 หรือติดอันดับท็อปเท็นในอินโดนีเซีย ซึ่งเราเปิดที่อินโดนีเซีย ก็ต้องบอกว่า เป็นระยะเวลา 10 กว่าปีแล้ว เพราะการที่แบรนด์ไทยไปโตที่ต่างประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องยากมาก กว่าที่เราจะไปเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ไปทำความเข้าใจระบบความรู้พื้นฐาน การยืนบนธุรกิจขายตรงบางทีมันก็ยากพอสมควร อย่างประเทศพม่าเอง ถือว่าเราไปเปิดประเทศมาเป็นเวลา 8 9 ปีแล้ว แต่ยอมรับว่าในพม่าเองเราใช้เวลาร่วม ๆ 5 6 ปี ที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา เกี่ยวกับเรื่องการทำเน็ทเวิร์คเครือข่าย ฉะนั้น การเข้าไป 2 3 ปีแรก ต้องเรียนรู้ปูพื้นอย่างเดียว ถึงจะสอบผ่าน
ฉะนั้น การเดินยุทธศาสตร์ของเรา จะมุ่งเน้นการสร้างยอดขาย สร้างองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาร่วมบิสิเนส พาร์ทเนอร์ เราค่อนข้างจะให้ความสำคัญ คืออยากให้เขาเรียนรู้เพื่อการทำงานอย่างถูกต้องเป็นอย่างไร องค์กรธุรกิจมันถึงจะเจริญเติบโตได้ ฉะนั้น เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องการอบรม เราจึงเดินทางอยู่ตลอดเวลา ทัวร์ไปทั้งการจัดงาน หรือจัดอบรมสัมมนาต่าง ๆ เราก็จัดทีมงานจากบริษัทของเราไป และไม่ใช่ทีมโดเมสติก Domestic แต่เป็นทีมอินเตอร์เนชั่นแนลเทรนนิ่ง ยกตัวอย่าง เดือนนี้ไปพม่า ลาว กัมพูชา ก็จำเป็นต้องใช้ทั้ง 2 ภาษา เป็นเซ็นเตอร์กลาง เพราะในประเทศเวียดนาม กัมพูชา ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ล่ามแปล เพราะโดยพื้นฐานโลคัลที่นั่น จะมีข้อจำกัดเรื่องภาษาพอสมควร แต่ว่าก็ยังไปได้ด้วยดี เพราะว่าเรามีการลองผิด ลองถูกกันมาหลายปีแล้ว
เมื่อเราเคลื่อนสู่ระบบการทำงานให้สมาชิก ก็เท่ากับเติมความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น อย่างที่ผ่านมาสมาชิกของเราเขาไม่รู้จักเน็ทเวิร์ค แต่เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องซื้อมา ขายไป ต้องบอกว่า พม่าขายเก่งแบบขั้นเทพ เราบอกเสมอว่าขายตรงที่ดี ต้องเกิดการบริโภคซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขามีพื้นฐานทางธุรกิจมากขึ้น สินค้าตาม พอระบบเดิน ทุกอย่างก็วิ่งได้เลย จึงทำให้ธุรกิจพม่าเริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยอดไปยังไม่ถึง 100 ล้านบาท เพราะเพื่อนบ้านอย่างพม่าปิดประเทศมาหลายปี และต้องเรียนรู้เขามากพอสมควร และที่สำคัญรายได้ต่อหัวยังคงต่ำอยู่ ชนชั้นแรงงานรายรับอยู่ระหว่าง 500 2,500 บาท/หัว
เมื่อเทียบกับสินค้าของ คังเซนฯ ที่จำหน่ายในราคา 700 800 บาท/ชิ้น จนไปถึงหลักหมื่น ซึ่งกว่าจะทำความเข้าใจก็ยากเหมือนกัน เพราะวิธีการของเขาวิ่งไปหาคน เมื่อได้คนมาก็ชวนซื้อของ คือเขาได้กำไรจากค้าปลีก ระบบจึงค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ โจทย์คือคนขายเก่ง ทำยังงัยให้เขาเข้าใจเครือข่ายมากขึ้น เมื่อเราจับทางได้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันอย่าง ลาว ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องใช้กลยุทธ์เดียวกันในการบริหารงาน
19 ปีที่ คังเซนฯ เติบโตมา เราเติบโตมาจากสินค้าดีมีคุณภาพ แต่เมื่อมองไปที่ฐานนักธุรกิจของเรา ส่วนใหญ่จะถูกปรับจากนักขายมาเป็นนักธุรกิจอิสระกว่า 70% ตอนนี้เราจึงปรับเปลี่ยนนักธุรกิจให้เป็น เน็ทเวิร์ค บิลเดอร์ คือนักขายที่เป็นนักธุรกิจที่มีความเข้าใจระบบ 100% สัดส่วน 30% จะเป็นคนรุ่นใหม่ นิว เจเนอเรชั่น หรือ ยังบลัด เราจึงเติมระบบในการอบรม เทรนนิ่ง ก็อปปี้ และทำอย่างไรให้บุคคลเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกัน จาก 70 : 30 เราจะเพิ่มเป็น 50 : 50 ให้เท่าเทียมกัน ถ้าเราทำได้ตามคาดหวัง ยอดของเราก็จะไปได้อย่างฉลุยเลยทีเดียว
อัตรา30%ที่ได้ไม่ใช่เฉพาะคนรุ่นใหม่แต่มีสมาชิกที่เป็นรุ่นบุกเบิกของเราด้วยวันนี้ก็ถือว่าไม่น้อยหน้าเพราะขายตรงถ้าอยู่ได้อย่างยั่งยืนมั่นคงถาวรและเจริญเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดต้องนำเอาระบบขายตรงมาเป็นหัวใจสำคัญต้องปรับการทำงานให้เป็นไปตามระบบเชิญผู้มุ่งหวังและผู้ถูกมุ่งหวังเข้าระบบสุดท้ายก็เข้าสู่ฟังก์ชั่นของการอบรมใช้ฟังก์ชั่นการอบรมให้เป็นประโยชน์
ซึ่งภายใต้การจัดงานBest Off the Bestที่ไบเทค บางนา ตามที่กล่าวมาในเบื้องต้น คังเซนฯ ก็เชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละประเทศอย่าง พม่า ลาว กัมพูชา เข้ามาร่วมงานดังกล่าวด้วย ซึ่งในเอเชียคาดว่าน่าจะมีฐานสมาชิกกว่า 3,000 คน ก็ไม่ถือว่ามากนัก และวันนี้ต้องบอกว่าเราสยายปีกได้ครอบคลุมหมดแล้ว จริง ๆ เราตั้งใจครอบตลาดอาเซียนครบ 2 ทศวรรษ หรือ 20 ปี แต่ในปีที่ 19 เราทำได้ครบถ้วนตามจุดมุ่งหมาย เป้าหมายต่อไป เราต้องการต่อยอดทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
ประเด็นสุดท้ายที่มีการพูดคุยกัน นั่นคือ ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในสายตาบอร์ดบริหาร มองการเติบโตเป็นเช่นไร.. บอสอิทธิศักดิ์วิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า
ตัวเลขการเติบโตผมว่าสวยนะเพราะจากที่ผมเข้าไปสัมผัสในอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศการเติบโตในภาพรวมปีนี้น่าจะเห็นเป็นตัวเลข70,000ล้านบาทสำหรับที่เข้าระบบซึ่งอาจจะบวกด้วยซ้ำเหตุผลเพราะว่าผมเห็นดิสเพลเยอร์หรือกลุ่มผู้ประกอบการใหม่เข้ามาสู่กลุ่มธุรกิจขายตรงมากขึ้นถ้าตลาดนี้มันตันคงไม่มีผู้ประกอบการรายใดเอาเงินลงทุน10 20ล้านบาทมาลงหรอกครับแสดงว่าทุกคนมองเห็นธุรกิจนี้มีโอกาสโตมหาศาลจึงแห่เข้ามาลงทุนอย่างมากไม่เพียงเฉพาะในโลคัลหรือในประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังมีในอาเซียนทางยุโรปและอเมริกาก็ยังไหลเข้ามาสู่ประเทศไทยเพราะว่าตัวเลขการเติบโตในฝั่งยุโรปและอเมริกามีอัตราการเติบโตที่น้อยลงแต่ตัวเลขการเติบโตในเอเชีย-แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นทุกปีนั่นก็หมายความว่าโอกาสทางนี้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วนการย่างก้าวสู่เวทีอาเซียน จริง ๆ เราพัฒนาตัวเราเองไม่ได้หยุด ถามว่าเราพร้อมไหม คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่เราพอสู้ไหว เพราะว่าในอินโดจีนทั้งหมด ผมลงไปศึกษาตลาดและเปิดธุรกิจครอบคลุมมาประมาณ 4 5 ปีแล้ว คิดว่าเราพอมีฐานพอสมควร ก็พอสู้ได้ในเวทีอาเซียน ซึ่งกำลังจะเปิดเสรีทางการค้าในปี 2558เชื่อว่า เอาอยู่..!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่324 ประจำวันที่16 - 31 กรกฏาคม 2555