ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวคังเซน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวคังเซน แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ขายตรงกู้วิกฤต ศก. ซบ Q4 อัดแคมเปญดันยอดพุ่ง







Business-development-grants1 (Mobile)

 


3 ค่ายยักษ์ใหญ่ขายตรง ปรับแผนสู้วิกฤติเศรษฐกิจซบ หลัง 3 ไตรมาสแรก กำลังซื้อหด Q4 หวังปาฏิหาริย์ช่วยกระตุ้น เศรษฐกิจฟื้น เร่งจัดโปรโมชั่นดันยอดเข้าเป้า เบอร์หนึ่ง “แอมเวย์” เร่งอัดฉีดโปรโมชั่นด้วยการ Intensive สมาชิกสมัครใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่า มีรายได้เพิ่มขึ้น 6% ด้านกิฟฟารีนเร่งสร้างบรรยากาศคึกคักภายในหวังสร้างแรงจูงใจให้สมาชิก ยกขบวน สินค้าขายดีจัดโปรโมชั่นกระตุ้นยอดท้ายปี ส่วน คังเซน-เคนโก ไม่น้อยหน้าจัดแคมเปญปลุกไฟนักขาย เน้นขยายตลาดมากขึ้น เล็งบุกตลาดอาเซียนแก้ลำยอดในไทยไม่กระเตื้อง


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า จากโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ภาครัฐ ประกาศใช้ ไม่ว่าจะเป็นโครงการรถคันแรก และบ้าน หลังแรก ส่งผลให้ผู้บริโภคที่เข้าร่วมโครงการดังกล่าว ระมัดระวังและมีการวางแผนการใช้จ่ายมากขึ้น เนื่องจากต้องนำเงินส่วนหนึ่งมาใช้ใน การผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ทำให้ กำลังซื้อในช่วง 3 ไตรมาสแรก เกิดการชะลอตัว ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ถือเป็นสิ่งที่บริษัทไม่สามารถควบคุมได้ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่บริษัทสามารถทำได้ คือ การจัดแคมเปญพิเศษ ให้กับสมาชิก เพื่อออกไปขยายตลาดมากขึ้น เช่น การจัดแคมเปญท่องเที่ยวต่างประเทศ หรือการ จัดโปรโมชั่นซื้อสินค้าแล้วมีของแถม เป็นต้น


ขณะเดียวกันในช่วงที่ตลาด ภายในประเทศเกิดการชะลอตัว บริษัทได้ออกไปขยายตลาด ยังต่างประเทศมากขึ้น เพื่อชดเชยตลาดในประเทศ โดยแนวทางการทำตลาด ต่างประเทศจะไม่เหมือนกับ ในประเทศไทย เนื่องจากใน ไทยสมาชิกส่วนใหญ่จะเน้นการขายมากกว่าการขยาย แต่ในต่างประเทศ บริษัทต้องการให้สมาชิกมีแนวทางในการ ที่เหมาะกับประเทศนั้นๆ เนื่องจากมีวัฒนธรรม และข้อจำกัดที่ไม่เหมือนกัน เช่น ประเทศเวียดนาม, พม่า, กัมพูชา อินโดนีเซีย และ สปป.ลาว เป็นต้น


“เดิมทีสมาชิกของเราจะเน้นการขายมากกว่า ขยายงาน คิดเป็น 70% ต่อ 30% แต่ปัจจุบันเราได้ ปรับแนวคิดในการทำธุรกิจให้กับสมาชิก โดย หันมาเน้นการขยายธุรกิจเพิ่มมากขึ้น ทำให้ ปัจจุบันสัดส่วนดังกล่าวเปลี่ยนมาเป็น 50% ต่อ 50% ซึ่งแนวทางดังกล่าวเราได้นำไปใช้กับตลาด ต่างประเทศถือว่าค่อนข้างได้ผลดี โดยเฉพาะใน สปป.ลาว ที่มียอดขายเพิ่มสูงสุดในรอบ 10 ปี


ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ส่งผล ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงมีการปรับกลยุทธ์ การตลาดเพื่อให้สอดรับกับสภาพเศรษฐกิจ มากขึ้น ซึ่งภาพรวมบริษัทมองว่าผู้ประกอบการ แต่ละค่ายจะมีการอัดฉีดงบการตลาดเพื่อกระตุ้น ยอดขาย รวมถึงการจัดแคมเปญต่างๆ ออกมา ช่วยเหลือสมาชิกในไตรมาสสุดท้ายของปีสูงขึ้น เช่นเดียวกัน ซึ่งภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรง ปีนี้ คาดว่าจะมีอัตราการเติบโต 5-6%


รัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี ที่ยังคงน่าเป็นห่วง จากผลพวงเศรษฐกิจโดยรวม ที่ชะลอตัว ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง บริษัทจึงปรับแผนการตลาดเพื่อให้เป็นไปตาม เป้าหมายที่วางไว้ทั้งปีที่ 18,000 ล้านบาท ด้วย การรุกตลาดผ่าน 2 แนวทางหลัก คือ 1.จัด โปรโมชั่นให้นักธุรกิจแอมเวย์ให้ทำงานได้ง่าย ยิ่งขึ้น 2.เพิ่ม Intensive สำหรับสมาชิกที่สมัคร ใหม่ ส่วนสมาชิกรายเก่าก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น ประมาณ 6% หากสร้างยอดขายให้เติบโต เพิ่มขึ้น ซึ่งการจัดโปรโมชั่นดังกล่าวถือเป็นการ ปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์เศรษฐกิจใน ยุคปัจจุบัน เพื่อให้สมาชิกและนักธุรกิจแอมเวย์ ทำงานได้คล่องตัวยิ่งขึ้น


ขณะที่แผนการตลาดจากนี้ไป บริษัทจะ รุกตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริง ที่เป็นผลิตภัณฑ์ เรือธงของกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพ นอกเหนือ ไปจากกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ และ เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี โดยบริษัทจะใช้งบ 80 ล้านบาท ทำตลาดเครื่องกรองน้ำอีสปริงในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นแผนการจัดรายการส่งเสริมการขาย สำหรับการซื้อเครื่องกรองน้ำใหม่ และสำหรับ ผู้ที่เปลี่ยนไส้กรองของลูกค้าเดิม


น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ และกรรมการผู้จัดการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส สุดท้ายของปี ที่บริษัทหลายค่ายเจอกับปัญหา เศรษฐกิจภายในประเทศ ส่งผลให้กำลังซื้อของ ผู้บริโภคลดลง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวเป็นปัญหา ที่ไม่สามารถแก้ไขได้ สิ่งเดียวที่ผู้ประกอบการ รวมถึงบริษัทจะทำได้ คือการปรับแผนการตลาด และการทำงานเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า โดยเฉพาะ ในธุรกิจขายตรงบริษัทมองว่าการอบรมให้ สมาชิกมีวินัยในการทำงาน การกระตุ้นให้สมาชิก มีความตื่นตัวในการขยายสายงาน ด้วยการจัด โปรโมชั่นส่งเสริมการขาย เพื่อให้สมาชิกและ ผู้นำมีกำลังใจในการทำงานมากขึ้น


“สิ่งที่เราทำ คือ การนำสินค้าที่มียอดขายสูงสุดมาจัดโปรโมชั่นให้กับผู้นำ นอกจากนี้ ยังมีการจัดกิจกรรมประจำสัปดาห์ และ กิจกรรมประจำเดือน เพื่อให้บรรยากาศภายใน มีความคึกคักมากขึ้น ที่สำคัญในปีนี้เราได้ ทุ่มงบการตลาด รวมถึงกิจกรรมสำหรับสมาชิก ประมาณ 300 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 15%” น.ต.พญ.นลินี กล่าว


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 234 ประจำวันที่ 1-15 พฤศจิกายน 2556


 

วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2556

พลิกตำราฝ่ากำลังซื้อตก "แอมเวย์-กิฟฟารีน-คังเซน" ทุ่มงบปลุกตลาด







mlm


เศรษฐกิจชะลอตัว "สินค้า-บริการ" พาเหรดขยับราคาขึ้น ส่งผลกำลังซื้อของผู้บริโภคถดถอย ร้อนถึงผู้ประกอบการ MLM แทบ ทุกบริษัทต้องออกแรงกระตุ้นตลาด "แอมเวย์" เตรียมแผน 2-3 ปั่นยอดขาย ช่วงท้ายปี ด้าน "กิฟฟารีน" ทุ่มงบตลาด 100 ล้านผ่านหนังโฆษณา 3 ชุด มุ่งเน้นฉายภาพนักธุรกิจเป็นหลัก ฝั่ง "คังเซน-เคนโก" เร่งปรับฐานบริษัท ใช้คลินิก ความงาม "เบอร์รี่ เฮาส์" เป็นกำลังเสริม


"แอมเวย์" ดันแผนสำรองดันยอดขาย


นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากสภาวะเศรษฐกิจทั้งภายใน และภายนอกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพิษเศรษฐกิจยุโรป สหรัฐอเมริกา และจีน ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบ ทำให้ภาพรวมของวงการขายตรงปีนี้ ไม่สามารถเติบโตได้เหมือนปีก่อนๆ โดยจะเติบโตได้เพียงประมาณ 5% จากมูลค่าการตลาดรวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท ซึ่งหากโตได้เพียงเท่านี้ ก็จะถือเป็นการเติบโตที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี จากที่เคยเติบโตในแต่ละ ปีที่ 7-10%


"ธุรกิจขายตรงต้องพบกับการเติบโต ที่น้อยที่สุดในรอบ 10 ปี ก็เป็นผลมาจากพิษ เศรษฐกิจภายนอกประเทศ แต่สำคัญกว่านั้นคือปัญหาเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยเฉพาะนโยบายรถคันแรก และนโยบายอื่นๆ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมาส่งผลให้ประชาชนลดการซื้อ ซื้อช้าลง โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทขายตรงต่างๆ ทำให้กลุ่มบริษัทขายตรงต้องออกกิจกรรมส่งเสริมการ ขายรวมถึงหาวิธีการกระตุ้นตลาดเพิ่มขึ้น" กิจธวัช เผย


โดยในส่วนของ "แอมเวย์" เอง ขณะนี้ บริษัทได้มีการปรับแผนปรับกลยุทธ์ในการกระตุ้นยอดขาย โดยเริ่มใช้แผน 2 ซึ่งการทำงานของบริษัทเราจะวางแผน 1, 2 และ 3 ในทุกปี เพื่อรองรับกับเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เป้าของยอดขายสะดุด อย่างไรก็ดี บริษัทได้วางงบการตลาด ทั้งปี 56 ไว้ที่ 800 ล้านบาท โดยผ่านช่วงครึ่งปีแรก บริษัทยังเหลืองบอีกมาก ซึ่ง "แอมเวย์" จะใช้งบที่เหลือกระตุ้นตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง


ล่าสุด "แอมเวย์" ได้เปิดตัวสินค้าใหม่ ในกลุ่ม "นิวทริไลท์" โดย "กิจธวัช" เผยว่า เทรนด์ของผู้บริโภคยังคงตระหนักถึงความสำคัญในการดูแลร่างกายให้แข็งแรงมีสุขภาพดี และยอมรับให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพพื้นฐานมากขึ้น


"กิฟฟารีน" อัดโฆษณากระตุ้นคนร่วมธุรกิจ


ทางด้าน พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า ปีนี้บริษัทได้ทำการก่อสร้างศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งศูนย์ย่านมีนบุรีใช้พื้นที่ 1 ไร่ งบการก่อสร้างทั้งหมด อยู่ที่ประมาณ 75 ล้านบาท และในปีหน้าก็จะสร้างเพิ่มที่หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกหนึ่งที่ โดยศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนที่เป็นศูนย์ใหญ่ปัจจุบันมีแล้ว 20 ศูนย์ ซึ่งบริษัทต้องการ สร้างเพิ่มอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งงบไว้ที่ 66 ล้านบาท ซื้อที่ดินขยาย โรงงานในนิคมฯ นวนคร เพื่อรองรับการเติบโต ของธุรกิจกิฟฟารีน


สำหรับทิศทางการตลาดโดยรวมใน ปี 2556 นี้ กิฟฟารีนได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยทุ่มงบการตลาดถึง 100 ล้านบาท ผ่านภาพยนตร์โฆษณาซีรี่ส์ 3 ชุด เรื่อง "WE" "TRUST" และ "SUPPORT" ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจที่ดำเนินมานานกว่า 17 ปี พร้อมสัญญาว่าจะทำให้ทุกท่านได้มีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่ตัวเองสร้าง และมีโอกาสสร้างในสิ่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของ


บริษัทมีความพร้อมที่จะสนับสนุน สมาชิกทุกท่านให้ประสบความสำเร็จได้อย่าง ง่ายดาย และใช้เวลาไม่นาน โดยภาพยนตร์ โฆษณาทั้ง 3 เรื่อง เน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจผ่านเครื่องมือทาง การ ตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะ "กิฟฟารีน แชนแนล" ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมาย ใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่าง ต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตลอดจนการตอบแทนผลกำไรคืนสู่สมาชิก ในรูปแบบใหม่ๆ


"โฆษณาทั้ง 3 ชุดที่กล่าวมา บริษัทต้องการที่จะใช้เพิ่มจำนวนนักธุรกิจของบริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5 แสนรหัสที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ จากตัวเลขสมาชิกของบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ 6.5 ล้านรหัส ซึ่งบริษัทต้องการใช้โฆษณาที่มีเนื้อหา ในการถ่ายทอดให้เห็นถึงโอกาสเป็นเจ้าของ ธุรกิจกิฟฟารีนสำหรับทุกคนมาเป็นตัวเพิ่ม นักธุรกิจของบริษัท โดยเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มนักธุรกิจของบริษัทได้ประมาณ 5-6 หมื่น รหัสในปีนี้"


"คังเซน-เคนโก" รักษานักขายเก่า


ในส่วนของนายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทมีการปรับเปลี่ยนภายในองค์กรมากพอสมควร โดยช่วงต้นปีมีการแก้ไขจุดอ่อน และปรับจุดแข็งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมยอดขาย จำนวนสมาชิก ซึ่งทุกอย่างกำลังดีขึ้น โดยถือว่ากำลังอยู่ในช่วงการเปลี่ยนถ่ายสมาชิกใหม่ๆ เข้ามาสู่องค์กร และบริษัทก็ พยายามมุ่งเน้นให้องค์กรช่วยเหลือดูแลซึ่งกันและกันให้ดี


"ในส่วนของกลยุทธ์ครึ่งปีหลัง ตอนนี้ เริ่มมีสัญญาณที่ดีขึ้น เรายังเดินตามแผนเดิม เพราะได้ปิดจุดอ่อน และเร่งพัฒนาสมาชิกให้มีความเข้าใจสิ่งต่างๆ มากขึ้น เพราะจะขายอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ ต้องมีการขยายองค์กรให้เป็น เริ่มจากการชักชวนอย่างไรให้ได้ผล โดยต้องการให้สมาชิกสามารถกำหนดทิศทางได้เองว่าจะเติบโตได้ ขนาดไหน ที่สำคัญต้องมีความซื่อสัตย์ต่อองค์กรด้วย"


สำหรับทิศทางธุรกิจของปี 2556 นี้ บริษัทตั้งเป้าหมายผลักดันการเติบโตให้ได้ประมาณ 5-10% เนื่องจากต้องค่อยๆ เป็น คอยๆ ไปทีละสเต็ปที่วางแผนไว้ โดยเชื่อว่า ยังมีคนจำนวนมากที่ต้องการมีรายได้เพิ่ม โดยสมาชิกของคังเซน-เคนโก ที่มีอยู่ทั่วประเทศกว่า 5 แสนคน เป็นสมาชิกที่แอ็กทีฟ ประมาณ 30%


"ทั้งนี้ บริษัทยังมีคลินิกด้านความงาม "เบอร์รี่ เฮาส์" ที่ดำเนินธุรกิจความงามมาได้ปีเศษๆ โดยคังเซนฯ ตั้งใจอยากจะบริการ ลูกค้าที่เกษียณแล้ว โดยที่นี่มีคอร์สเกี่ยวกับ ความงามทุกรูปแบบ อย่างที่ทราบกันดีว่า ตลาดความงามมีการแข่งขันกันสูงมาก ทำให้บริษัทเตรียมที่จะซื้อที่ดินด้านหลัง อาคาร คังเซน เพลส ประมาณ 150 ตร.ว. เพื่อเปิดคลินิกรองรับสมาชิกคังเซนฯ โดยเฉพาะ เพราะการมาเสริมความงามที่นี่ยังจะ ได้ PV ของ "คังเซน-เคนโก" เพิ่มด้วย อีกทั้งคลินิกที่ว่ายังมีทีมแพทย์ที่เชี่ยวชาญเข้ามาดูแลเป็นอย่างดี"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงQ1พาเหรดเปิดตัวสินค้าใหม่ ชูความโดดเด่นพรึ่บหวังกระทุ้งยอดต้นปีตื่น !









สมรภูมิรบขายตรงร้อนระอุ!...หลังหลายค่ายเข็นสินค้าใหม่ออก มาสู้ศึกเพียบพร้อมโชว์ความโดดเด่นทางด้านสินค้าที่มีคุณภาพ มี โนวฮ์าวล้ำสมัย...ระบุสินค้าเพื่อสุขภาพ-ความงาม ยังเป็นสินค้ากลุ่ม ฮอตฮิตในตลาดเครือข่ายพ่วงท้ายด้วยสินค้ากลุ่มเกษตร เผยเตรียม พบสินค้าใหม่ที่จะออกมาสู่ตลาดเครือข่ายอีกเพียบเร็วๆนี้ทั้งค่าย เล็ก-กลาง-ใหญ่


ผ่านพ้นไปแล้ว 2 เดือน เกมการแข่งขัน ใน ธุรกิจขายตรง ก็ยังคงทวีความร้อนแรง แบบไม่มีขีดสุด และยิ่งจะเพิ่มอุณหภูมิแบบ ร้อนฉ่าขึ้นเรื่อยๆ เฉกเช่นเดียวกับ อุณหภูมิ ความเดือดของ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ของ ธุรกิจขายตรง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ ที่สำคัญในการทำตลาดเช่นกัน...เพราะยิ่งหากค่ายไหนเข็นสินค้าใหม่ออกมาเย้ายวน ใจผู้บริโภคได้มากแค่ไหน เชื่อว่าก็น่าที่จะมี ภาษีทางธุรกิจที่ดีกว่าเช่นกัน แต่ทั้งนี้ สินค้า ใหม่ที่ออกมา ก็ต้องโดนใจทั้งผู้บริโภคและ สมาชิกด้วย
...ปักษ์นี้ ตลาดวิเคราะห์ ขอซูม ความเคลื่อนไหวของค่ายขายตรงในช่วงต้น ปีว่า มีค่ายไหนบ้าง ที่ปล่อยสินค้าใหม่ ๆ ออกมาสู่ตลาดกันบ้าง และสินค้าแต่ละตัวนั้น มีความโดดเด่นเป็นอย่างไร ซึ่งมีรายละเอียด ให้ทุกท่านได้ติดตามดังนี้


Q1สินค้าใหม่เปิดตัวเพียบ ชูความโดดเด่นด้านนวัตกรรม


...เริ่มต้นเปิดศักราชใหม่ของปีนี้ หาก ใครที่พอจำกันได้ดี กับสินค้าใหม่ของค่าย ยู นิซิตี้ นั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพที่ชื่อ LC ที่ค่ายนี้ ส่งตรงเข็นออกมา เพื่อต้องการ ตอบสนองความต้องการของผู้ที่รักสุขภาพ เรียกได้ว่า เป็นการตอบรับกระแสเทรนด์รัก สุขภาพที่ปีนี้กำลังมาแรงนั่นเอง
โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอลซี (LCDietary Supplement Product) ถือเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเวย์โปรตีนชนิดผง สำหรับชงดื่ม (รสวานิลลา) ทางเลือกสำหรับ ผู้ที่ต้องการเสริมโปรตีนและควบคุมปริมาณ ของคาร์โบไฮเดรต เพื่อสุขภาพที่ดี และยังมี ส่วนช่วยควบคุมน้ำหนัก ในผู้ที่มีน้ำหนักตัว เกินด้วย โดยส่วนประกอบที่สำคัญ ของ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอลซี ได้แก่ โปรตีน เมทริกซ์ (โปรตีนสกัดจากถั่วลันเตา โปรตีน สกัดจากนมวัว และเวย์โปรตีน) มอลโต เด็กซ์ตริน อินนูลิน ไฟเบอร์ วิตามินและเกลือ แร่รวม ซูคราโลส และกลิ่นวานิลลา
ซึ่งต้องบอกว่า ส่วนหนึ่งที่ ยูนิซิตี้ เติบโตและมียอดขายที่ดีอย่างต่อเนื่อง มาได้ นั้น สินค้า ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที เดียว โดยทางด้าน มร.คริสโตเฟอร์ คิม ประธาน ยูนิซิตี้ เอเชีย แปซิฟิก เอง เชื่อว่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารแอลซีตัวใหม่ ก็น่าที่ จะสร้างยอดขายที่ดีและผู้บริโภคให้การตอบ รับด้วยเช่นกัน
...มาดูกันอีกหนึ่งค่ายที่ขอบอกว่าเป็น เจ้าพ่อเปิดตัวสินค้าใหม่ เลยก็ว่า นั่นก็คือ ค่าย ดี เน็ทเวิร์ค ที่ในปีนี้ เบิกฤกษ์เปิดตัว สินค้าใหม่ ด้วยการเข็นสินค้าทางการเกษตร ออกมาบุกตลาดเครือข่ายภายใต้ชื่อ บานเย็น ซึ่งเป็น สารบำรุงสมองพืช โดย สินค้าในกลุ่มนี้มีอยู่ 3 ตัว ด้วยกัน คือ ตัวแรก บานเย็นรากขาว ตัวต่อมาคือ วัคซีนพืช เป็น การเสริมภูมิคุ้มกันให้กับพืช ซึ่งทำจาก ซิลิก้าและกรดอะมิโน ตัวที่ 3 คือ สารเพิ่ม ผลผลิตบานเย็น เร่งการผลิตดอกออกผล ซึ่ง ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดถือเป็นที่สุดแห่งนวัตกรรม สารเสริมพืชแห่งยุค โดยสินค้าเกษตรดัง กล่าว เป็นเทคโนโลยีจากประเทศสวิตเซอร์ แลนด์ ที่สามารถลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 75 เปอร์เซ็นต์ด้วยกัน
โดยสินค้ากลุ่มบานเย็น นี้ ทางด้าน ค่าย ดี เน็ทเวิร์ค เอง มีความมั่นใจว่า จะ สามารถก้าวขึ้นมาเป็นสินค้าขายดีในลำดับ ต้น ๆ ของทางบริษัทอีกด้วย โดยในช่วงที่ ผ่านมา พบว่า ค่ายนี้ ได้มีการทดลองแจก สินค้าดังกล่าวไปแล้วกว่า 200 ชุดด้วยกันเพื่อให้เกษตรกรได้ทดลอง ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ ที่สำคัญเลยก็ว่าได้ เพราะถ้า หากสินค้ามีการใช้ดีและเห็นผล จริงนั่นก็หมายความว่า การทำ ตลาดของสินค้ากลุ่มนี้ก็จะง่าย ขึ้นตามมาด้วย ที่สำคัญ ทาง ดี เน็ทเวิร์ค เอง ยังตั้งเป้าหมาย ยอดขายผลิตภัณฑ์ตัวนี้ไว้ที่ 60 ล้านบาทในปีนี้อีกด้วย ซึ่งก็ต้อง มาติดตามกันดูว่าจะบรรลุตาม เป้าหมายหรือไม่
...ข้ามฝากมาที่ค่าย พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค กันบ้าง ที่ ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ มีแผนที่ จะเปิดตัวสินค้าใหม่เป็นกาแฟ รันส์คอฟฟี่ 44 โดยเป็นกาแฟ สำหรับผู้ชาย ที่จะเปิดตัวในช่วง เดือนมีนาคมนี้ หลังจากที่ผ่าน มา พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค เอง ได้มีการเปิดตัวสินค้า M9 Coffiee ที่เป็นกาแฟผสมคอลาเจน จากประเทศฝรั่งเศสสำหรับ สุภาพสตรี โดยค่ายนี้บอกว่า กระแสตอบรับค่อนข้างที่จะดี อย่างมาก นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ใน ช่วงเดือนกลางปีนี้ เตรียมที่จะ เปิดตัวสินค้าใหม่ประเภท ปศุสัตว์หรืออาหารสัตว์สำหรับ สุนัขและแมวอีกด้วย ซึ่งถือเป็น อาหารสัตว์ตัวใหม่ที่ พระราม เก้าเน็ตเวิร์ค เอง ร่วมมือกับ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการทำการวิจัยร่วมกัน พร้อม กับมีแผนที่จะขยายไลน์ของ สินค้าประเภทยาสมุนไพรเพิ่ม อีก โดยมีเป้าหมายที่จะออก ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้ในรูปแบบ ของยาเม็ดบำรุงร่างกาย ที่มีส่วน ผสมของกระดูกเสือ มีสรรพคุณ ทำให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งคาดว่า จะเปิดตัวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของปีนี้
...ด้านค่าย นิว ไลฟ์ ก็ไม่ น้อยหน้าเช่นกัน ซึ่งก็ได้เริ่ม ทยอยออกสินค้าใหม่เพื่อตอบ สนองความต้องการของสมาชิก และผู้บริโภคเช่นกัน ซึ่งสินค้าที่ จะชิมลางออกมาในช่วงไตรมาส แรกปีนี้นั้น มีอยู่ 3 รายการด้วย กัน คือ สินค้าตัวแรกชื่อว่า ลูทีน พลัส เป็นผลิตภัณฑ์เสริม อาหาร บำรุงสายตา เหมาะ สำหรับผู้ที่อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ เป็นเวลานาน สินค้าตัวที่ 2 ผลิต ภัณฑ์คอลลาเจน และสินค้าตัว ที่ 3 เป็นพวกแชมพู ยานวด เจล อาบนํ้า
ส่วนค่าย มาบุญครอง ในช่วงไตรมาสแรกปีนี้ ก็ออกมา เข็นสินค้าใหม่ 2 รายการสู่ตลาด เครือข่ายเช่นกัน นั่นก็คือ SB-2 โค เอน ไซม์ คิวเท็นตราศิริชัยผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อ สุขภาพสตรี และ D 1 (ดี1) ตรา ศิริชัย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สารสกัดจากธรรมชาติเพื่อการ ล้างพิษทั่วร่างกาย ซึ่งผลิตภัณฑ์ ใหม่ทั้ง 2 รายการนี้ ทางมาบุญ ครองเอง ได้บอกว่าค่อนข้างที่จะ ได้รับการตอบรับจากนักธุรกิจ เป็นอย่างดีทีเดียว พร้อมกับมี แผนที่จะเข็นสินค้าใหม่ๆออก มาสู่ตลาดในปีนี้อย่างต่อเนื่อง เช่นกัน
เช่นเดียวกับค่าย คัง เซน-เคนโก ที่มีข่าวแว่วมาว่า เตรียมที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ ที่ ยิ่งใหญ่แห่งปีกันเลยทีเดียวใน วันที่ 24 มีนาคม 2556 นี้ ที่อา คารคังเซน เพลส นั่นก็คือ Kangzen PROGENE โปรจีน ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวพรรณให้ กระจ่างใส กระชับกล้ามเนื้อ ด้วยสารอาหารจากธรรมชาติ อย่างแท้จริง พร้อมเสริมด้วยสาร SOD ที่ต้านอนุมูลอิสระ ผิวสวย และสุขภาพดี และผลิตภัณฑ์ คังเซน เฟล็กซิ คอลลาเจน ที่ จะช่วยบำรุงผิวพรรณเช่นกัน... เรียกว่าน่าที่จะเป็นอีกหนึ่งกลุ่ม สินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการ ของสุภาพสตรีได้เป็นอย่างดีที เดียว
ด้าน บริษัท ไอยรา แพลน เน็ต จำกัด อีกหนึ่งบริษัทขาย ตรงน้องใหม่ที่กำลังมาแรงอยู่ใน ขณะนี้ ก็ได้มีการเปิดตัวสินค้า ใหม่ประมาณ 4 รายการด้วยกัน ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ไม่ว่า จะเป็น เครื่องดื่มสำหรับผู้ชาย ผลิตภัณฑ์อาหารผิว ผลิตภัณฑ์ ครีมกันแดด เป็นต้น ซึ่งทางด้าน ไอยราเอง มีความคาดหวังว่า ผลิตภัณฑ์สินค้าใหม่ที่จะมีการ เปิดตัวในช่วงไตรมาสที่ 1 นี้ น่า ที่จะสามารถสร้างยอดขายให้ กับบริษัทได้เป็นอย่างดีทีเดียว
...จะเห็นได้ว่า ในเรื่องของ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ถือเป็น อีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ ธุรกิจขายตรง เลยก็ว่าได้ เพราะหากค่ายไหน ที่มีสินค้าที่ โดดเด่น และสามารถสร้างจุด ขายให้กับผลิตภัณฑ์นั้นสำเร็จ เชื่อว่าในเรื่องของยอดขายก็จะ ตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ต้องมา ติดตามกันดูว่า ในไตรมาสที่ 2 ที่ กำลังจะมาถึงนี้ จะมีค่ายไหนที่ เข็นสินค้าใหม่ ๆ ออกมาสร้าง สีสันให้กับธุรกิจบ้าง คงต้องติดตามกันต่อไป!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 340 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

วันจันทร์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko): พาท่องแดนต้องมนต์ "มาเลเซีย" 3 วัน 2 คืน








เมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2556 ที่ผ่านมา บริษัทคังเซนเคนโก นำโดยคุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ นำทีมนักธุรกิจคังเซน ผู้พิชิตรางวัลท่องเที่ยว โครงการ UP5 ท่องแดนต้องมนต์ "มาเลเซีย" เมืองแห่งความหลากหลายทางวัฒนธรรม 3 วัน 2 คืน เพื่อท่องเที่ยวและพักผ่อนกับบรรยากาศในธรรมชาติ ความงดงามแห่งเมืองเกนติ้ง ไฮแลนด์ ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางความอบอุ่น สนุกสนาน กันทั่วหน้า


 


 

วันพุธที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

เหล่าสมาชิก ตบเท้าเข้างานสุดพลัง คังเซนฯ โรงแรมโฆษะ จ.ขอนแก่น อย่างคับคั่ง








 


ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากสมาชิกคังเซนฯ ในเขตพื้นที่ และใกล้เคียง รวมถึงสมาชิกจาก สปป.ลาว ที่ให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง บรรยากาศภายในงานครึกครื้นสนุกสนาน มีบูธผลิตภัณฑ์ครบทุกกลุ่มไว้คอยให้บริการ พร้อมทั้งบูธเกมส์ซึ่งมีสมาชิกให้ความสนใจเล่นเกมส์จำนวนมาก พร้อมด้วยการเสวนา และการแชร์ประสบการณ์เคล็ดลับความสำเร็จจากนักธุรกิจระดับไดเรกเตอร์ให้กับสมาชิกที่เข้าร่วมงานได้รับพลังกันเรียกว่าเต็มร้อย ทุกท่านต่างมีกำลังใจและเทคนิคในการทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน


[gallery link="file" orderby="title"]

วันอังคารที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต @ ณ โรงเรียนวัดสุวรรณจินดาราม จ.ปทุมธานี

มูลนิธิอำพันยุทธ์ ร่วมกับ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดกิจกรรมเพื่อตอบแทนสังคม ภายใต้โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา และการพัฒนาของเด็กไทย นำทีมโดยคุณธีร์ฉัตรภัทร พิมพ์แสง ผอ.ฝ่ายการตลาด พร้อมคณะเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคม โดยมอบเงินสดเพื่อใช้ส่งเสริมด้านการศึกษา เครื่องอุปโภค-บริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน โดยมีนายสุธี เชื้อไทย ผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ ณ โรงเรียนวัดสุวรรณจินดาราม จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555


[gallery link="file"]

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : โครงการ "สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต" @ ณ โรงเรียนวัดจันทาราม จ.ปทุมธานี

อีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ที่มูลนิธิอำพันยุทธ์ ร่วมกับ บริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จัดขึ้น เพื่อตอบแทนสู่สังคม ภายใต้โครงการ สานสายใย เพื่อเด็กไทยสู่อนาคต โดยตระหนักถึงความสำคัญด้านการศึกษา และการพัฒนาของเด็กไทย นำทีมโดยคุณธีร์ฉัตรภัทร พิมพ์แสง ผอ.ฝ่ายการตลาด พร้อมคณะเดินทางไปร่วมทำกิจกรรมในครั้งนี้ โดยมอบเงินสดเพื่อใช้ส่งเสริมด้านการศึกษา เครื่องอุปโภค-บริโภค และเลี้ยงอาหารกลางวันให้กับนักเรียน โดยมีนายสมบัติ สนธิ รักษาการแทนผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นผู้รับมอบ บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความสนุกสนานที่มอบให้กับน้องๆ ณ โรงเรียนวัดจันทาราม จ.ปทุมธานี เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2555


[gallery link="file"]

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : เส้นทางเงินล้านสัมผัสใกล้แค่เอื้อม "มุฑิตา ดิฐไกรกุล" & "พีรศักดิ์ เรืองจิต"


2 ผู้นำเงินล้านที่ต้องบันทึกลงใน คอลัมน์ : คลับเงินล้าน ภายใต้รอบรั้ว บริษัท คังเซน - เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และต้องบันทึกลงหน้าประวัติศาสตร์วงการขายตรงไทยอีกครั้ง กับสาวสวยอารมณ์ดี...ไก่ - มุฑิตา ดิฐไกรกุล และหนุ่มนักสู้ ผู้ไม่ท้อต่อโชคชะตา แป๊ก- พีรศักดิ์ เรืองจิต
...เส้นทางขายตรงที่เดินเข้ามาสัมผัส เป็นเส้นทางใหม่ที่ลิขิตชีวิตครอบครัวใหญ่...ไก่ - มุฑิตา ดิฐไกรกุล มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น
ซึ่งก่อนที่จะมาบรรจบที่เส้นทางขายตรง ไก่ - มุทิตา เป็นวิสัญญีพยาบาล ในโรงพยาบาลจังหวัดนครราชสีมา ถือว่าเป็นอาชีพที่ดีและเหมาะที่สุด เพราะไม่ว่าเราจะทำอาชีพอะไร ก็ถือว่าดีไปหมด แต่มันยังไม่ใช่อุดมการณ์ของเรา ซึ่งนอกจากอุดมการณ์แล้วเรามีอีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเดินไปไม่ถึงฝั่งฝัน...
นั่นคือ เรื่องเศรษฐกิจของครอบครัว เพราะต้องดูแลปากท้องของพี่น้อง นอกเหนือจากการดูแลครอบครัวตัวเอง ทั้งสามีที่รับราชการครูและลูก ๆ ที่ต้องดูแลด้วย ที่สำคัญเธอเป็นข้าราชการคนเดียวของตระกูล เธอจึงเป็นความหวังเดียวที่พี่น้องทุกคนอยากจะฝากผีฝากไข้ และเธอเป็นลูกคนกลางไม่ใช่คนโต มุฑิตา ย้อนถึงประวัติของครอบครัว กับการใช้ชีวิตที่โลดโผน

ลูก ๆ ทั้ง 2 คน ชาย - หญิง ก็อยากจะมีชีวิตที่ดีให้มากกว่านี้ แต่เม็ดเงินในกระเป๋าไม่เป็นใจ ถ้ามีลูกเยอะก็ต้องมีค่าใช้จ่ายสูง เพราะนอกจากต้องเลี้ยงดูลูกแล้ว ยังต้องดูแลพี่น้อง 5 - 6 คน ในตระกูลด้วย

เพราะวัฒนธรรมของคนไทย สอนให้อาชีพราชการเป็นที่พึ่งของครอบครัว หากใครขัดสน เราก็ต้องช่วยเหลือ...
เมื่อชีวิตถูกกำหนดให้เดินบนภาระกองใหญ่ ที่วางกองไว้ตรงหน้า...ชีวิต มุฑิตา ต้องดิ้นถึงขีดสุด เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพย์ เพื่อหล่อเลี้ยงทุก ๆ ชีวิต
เพราะฉะนั้นคำว่า เครดิต และใบวิสัญญีพยาบาล คือ ทางออกที่ดีที่สุด เพื่อเป็นเกณฑ์ในการกู้ยืมเงินธนาคาร มาหมุนเป็นสภาพคล่อง เธอก็กล้าทำทุกรูปแบบ เพราะคิดว่า มุฑิตา มีปัญญาหามาใช้ได้...ด้วยการใช้ความขยันเข้าแลก

อาชีพเสริมทุกชนิด...จึงประดาเข้ามาในสมอง เพื่อทำเป็นอาชีพเสริม ทั้งขายเพชร พลอย จิวเวลรี่ต่าง ๆ โดยใช้คุณวุฒิพยาบาลเป็นใบเบิกทางเชื่อหรือไม่ เธอสามารถใช้ใบข้าราชการซี 7 วิสัญญีพยาบาลนำร่อง เป็นใบสินเชื่อ ใบเบิกทาง เพื่อจะนำเพชร พลอยมาขาย จากจังหวัดจันทบุรี ขนมาเป็นเงินนับเป็นล้าน ๆ บาทต่อรอบ เพราะการไปเอาเพชร - พลอยจากจันบุรีมาขาย สมัยก่อนเขาจะถามก่อนเลยว่า...มีโฉนดที่ดินมาจำนองไหม.. ถ้าประกันที่ดินไว้ จึงจะปล่อยของมาให้ขาย ณ ตอนนั้น มุฑิตา บอกเลยว่า...ไม่มีอะไรซักอย่าง เพราะว่าทรัพย์สินโดนยึดหมดแล้ว มีแค่บัตรข้าราชการใบเดียว เป็นใบนำร่อง แต่เธอภูมิใจมาก เพราะเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิต สำหรับบัตรข้าราชการซี 7

ทันทีที่เห็นใบข้าราชการการันตีความเชื่อมั่น...มุฑิตา ก็สามารถหยิบโน่นเลือกนี่ ทิ้งอันนี้ แต่เอาอันนั้น หยิบอย่างเมามันมือ เข้าออกร้านโน้นแวะร้านนี้ เสมือนเศรษฐีนีเลือกซื้อเพชร - พลอย กว่าจะรู้ตัวอีกที...ก็เกิดอาการหนาวสั่น เพราะของหยิบมาทั้งหมดมันเป็นเงินกี่ล้านบาท...ก็ไม่รู้ และถ้าทำหายระหว่างทาง ตายลูกเดียว ในใจแอบคิดอยู่อย่างนั้น แต่ไม่กล้าปริปากพูด
เพราะเราจับเสือมือเปล่า...ส่วนทรัพย์ที่ติดตัวกลับมานั้น คุณค่าเกินคณานับยิ่งนัก
ขณะที่ตัวเธอเองยังมึนงงอยู่ และยังไม่ค่อยกล้ามั่นใจ ว่าทำไมเขาถึงกล้าให้เครดิตเราขนาดนี้..
แต่เธอมีความดีอยู่ในตัว ที่คนอื่นมองเห็น และเธอมักเปรยอยู่บ่อย ๆ ว่า การใช้ชีวิตไม่ให้ตกทุกข์ได้ยาก จำต้องพกพาคาถาประจำใจ นั่นคือ...เพราะความรู้ไม่สูงมากแต่ว่าความสามารถสูงเราจึงมีความพยายามสูงก็เลยต้องใช้ความสามารถในการหารายได้เพราะการจะมองเห็นโอกาสของรายได้จากอาชีพที่สองเราต้องมีความมั่นคงทางจิตใจ เมื่อ วิ่ง สู้ ฟัด กับอาชีพเสริม พ่วงงานประจำหลัก ก็ทำให้ต้นตระกูลมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาก ๆ ทุก ๆ สิ้นเดือนก็จะเห็นรอยยิ้มเปื้อนจากใบหน้าทุกคนในครอบครัว เพราะแม้เงินข้าราชการจะถูกหักรอนไปไม่เหลือเศษเงินให้ติดก้นกระเป๋า แต่เธอยังมีเม็ดเงินจากอาชีพเสริมเข้ามาจุนเจือ

...และอาชีพเสริมที่ว่านี้แหละ ทำรายได้ให้กับชีวิตเธอเป็นกอบเป็นกำกว่า 200,000 - 300,000 บาท/เดือน นาทีนั้น เธอคิดเพียงอย่างเดียว เราต้องรวยกับการขายเพชร - พลอยแน่ ๆ

เสมือนสายฟ้าฟาดลงกลางใจ เมื่อปี 2540 ชีวิตที่กำลังล่องลอยอยู่กับความร่ำรวย ก็หล่นตุ๊บตกลงมาจากสวรรค์ทันที...เมื่อเกิดวิกฤติต้มยำกุ้ง ลามมาเป็นต้มยำจิวเวลรี่ 10 ปี ที่ใฝ่ฝันกับชีวิตใหม่ที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ กลับต้องพังลงในพริบตา
เหมือนฟ้าสั่ง หรือ สวรรค์แกล้ง...ก็ไม่มีคำเปรียบเปรยใดมาเทียบกับอาการบาดเจ็บทางธุรกิจได้
ากเงินทองที่เคยซื้อบ้าน ซื้อที่ดิน ซื้อรถ และเงินสดที่พกติดตัวอีกหลายล้าน เพราะไม่ชอบเอาไปฝากธนาคาร เธอจะเก็บเงินสดไว้ในกระเป๋าและเวลาไปทำงาน ก็จะซ่อนไว้ในล็อกเกอร์...ที่ ๆ เธอคิดว่าปลอดภัยเป็นที่สุด เพราะเธอสามารถหยิบใช้ได้ง่าย ๆ ทรัพย์ทุกอย่างจึงถูกเนรมิตด้วยเงินสด และไม่ใช้เงินเชื่ออีกต่อไป

แต่เมื่อฟ้าไม่เป็นใจ...กับการเดินบนเส้นทางเศรษฐี...ทรัพย์ทุกอย่างที่ มุฑิตา เคยสะสม จึงถูกแปลงเป็นเงินสดอีกครั้ง เพื่อนำมาจ่ายหนี้...บ้าน รถ ที่ดิน เรียกว่า ทุก ๆ อย่างที่เป็นทรัพย์ ถูกแปรเปลี่ยนให้เป็นเงิน เพื่อนำมาจ่ายหนี้

จนในที่สุด...ก็พยุงไม่อยู่ ปล่อยให้เลยตามเลย ท่องคาถาเพียงอย่างเดียว ไม่มี ไม่หนี และก็ไม่จ่าย เหมือนกับว่า เราเอาปัญหานั้นฝังดิน แล้วก็เอาซีเมนต์กลบทับ...

หนักสุดก็มีหมายศาลมาถึงบ้าน ก็ได้แต่อ่านแค่นั้น เพราะไม่รู้จะทำอย่างไร ถึงจะสนใจก็ทำอะไรไม่ได้ จากดอกเบี้ยร้อยละ 8 ที่ต้องชำระตามกฎหมาย ดอกขยับสูงถึงร้อยละ 18...ก็ยังไม่มีจ่ายอยู่ดี เธอเล่าให้ฟังอย่างอารมณ์ดี เมื่อย้อนอดีตไปสู่วันวาน
ตอนนั้น มุฑิตา ได้แต่นั่งทำใจ และบอกกับตัวเองว่า มันเป็นลิขิตตัวเอง ถ้าเราไม่โง่ซะอย่าง อะไรมันก็ผ่านไปได้
...เธอจึงไม่เคยโทษตัวเอง ไม่เคยโทษเวรกรรม แต่ก็แอบโทษสามี (นิดนึง) เพราะเอาที่ดินไปให้คนอื่นยืมจำนองเป็นล้าน เธอก็บ่นทุกครั้งที่เจอหน้าสามี จนต้องออกคำสั่ง จากนี้ไปถ้าจะคบใคร เอามาให้ฉันดูหน้าก่อน

ทั้ง ๆ ที่ใจก็แอบสงสาร ฝั่งสามีแกก็ฟังแล้วก็ไม่กล้าคบใครจริง ๆ เพราะเขาเป็นคนใจอ่อน ใครมายืมตังค์ก็แอบให้หมด
ดังนั้น เมื่อเธอมีหนี้ได้ ก็ต้องหามาใช้ได้เหมือนกัน...ถึงแม้ใจจะแกร่งดั่งหินผา เมื่อเจอปัญหามาก และสารพัดสารพันมารุมเร้า จิตที่เคยเข้มแข็งดี ก็เริ่มจิตตก จนต้องเข้าวัดหันหน้าพึ่งธรรมะ จนพระอาจารย์ร้องทักว่า... โชคดีนะหนูที่เกิดมาเป็นคนจนเพราะคนรวยส่วนใหญ่เขามองไม่เห็นธรรมคนจนเขามองเห็นธรรมเพราะฉะนั้นโชคดีแล้วที่เกิดมาเป็นคนจน ได้ยินคำนั้น มุฑิตา กลับไม่รู้สึก จน อีกในชีวิต และเริ่มมองหาหนทางใหม่ ก็เพราะ จิต เราร่ำรวยแล้ว และหัวใจมันคอนเฟิร์ม ด้วยคำว่า สู้ หนทางเส้นใหม่จึงเริ่มเปิดประตูรับ...เข้าสู่บ้านขายตรงหลังใหม่ หลังที่ไม่เคยเหยียบย่ำและพานพบ...เมื่อมีโอกาสได้รู้จักกับ อ.สเวก ภูมรินทร์ ที่เป็นอัพไลน์เชิญเราไปทานอาหารเย็น เพื่อเลี้ยงส่งอำลาขอออกมาทำ คังเซน และพูดถึงไวน์สมุนไพร พูดถึงสรรพคุณของสินค้าแต่ละตัว จนจบเรียบร้อย เธอก็พูดขึ้นมาทันที ว่า ...พี่ขวดหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่มีเงินร่อยหรอ แต่ก็ขอสมัครเป็นสมาชิกด้วยคน

เมื่อได้สินค้ามาขวดหนึ่ง ทานสินค้าไปจนถึง 10 วัน รอบเดือนก็มาไม่รู้ตัว จากที่เคยปวดท้องตลอดเวลา และยังเป็นทั้ง ไมเกรน, ตับอักเสบ, ปวดรอบเดือน, หัวใจขาดเลือด และก็ริดสีดวงทวาร สารพัดโรคที่มารุมเร้ายามร่างกายเราอ่อนแอ หลังจากทานได้ประมาณ 2 สัปดาห์ ก็เริ่มขับล้างสารพิษ มีอาการปวดสมองเหมือนจะแตก เสมือนว่ามีคนเอาเหล็กมาเกี่ยวตรงเส้นประสาท และเป็นไข้ด้วย พอหลังจากนั้น 3 วันแล้ว ก็ไม่มีอาการอะไรอีกจนถึงปัจจุบันนี้ที่เป็นเช่นนี้เพราะมันเป็นไวน์สมุนไพรจีน ที่ช่วยบำบัด ฟื้นฟูบำรุงร่างกายให้กลับมาสมบูรณ์ดังเดิม

ความอยู่ดีมี รวย ก็เริ่มมาเยือนอีกครั้ง ในปี 2542 และเธอทำควบคู่กับอาชีพพยาบาล จนถึงปี 2547 ก็ลาออกจากอาชีพพยาบาล...ย้อนกลับไป ณ ตอนนั้น เธอก็ก้าวขึ้นตำแหน่งมาเรื่อย ๆ หลังจาก 1 ปีผ่านไป ก็ขึ้นตำแหน่ง สโมสรเงินล้าน จากวันนั้นถึงวันนี้ มุฑิตา...มีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อย ๆ บัดนี้ มุติตา เก็บความร่ำรวย เป็นเงินสดสะสมผ่านบัญชีกว่า 43 ล้านบาท

หมดหนี้ หมดสิน หมดสิ้นถึงความลำบาก...เมื่อประตูสวรรค์เปิดรับชีวิตใหม่อีกครั้ง...บ้าน รถ ที่ดิน ที่ถูกยึด มันกลับมาเป็นของเธออีกครั้ง มาพร้อม ๆ กับความยิ่งใหญ่ ด้วยอาคารพาณิชย์ที่เป็นทาวน์โอม 3 ชั้น สนนราคากว่า 7 ล้านบาท รถ BMW รถฟอร์ด และที่ดินอีก 5 แปลง เธอซื้อ ซื้อ และซื้อด้วยเงินสด...ทั้งนั้น ต้องขอบคุณหนี้สิน ขอบคุณ คังเซน ที่ทำให้มีชีวิตใหม่ที่ดีกว่า...เพราะถ้าไม่เคยเป็นหนี้ ก็คงไม่ได้เป็นเศรษฐีในวันนี้...

มุฑิตา ยังให้รางวัลกับชีวิต ด้วยการส่งลูกสาว - ลูกชายสุดที่รัก ร่ำเรียนต่อที่ซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา โดยไม่ต้องกู้ทุนรัฐบาล และกำลังจะส่งลูกคนเล็กไปเรียนที่นั่นอีกคน เพราะ มุฑิตา มองว่า...ความรวยตรงนี้ ยังสามารถจะส่งความรวยต่อให้ลูกหลานได้อีกมากมาย เพราะการที่เธอส่งลูกสาว - ลูกชายไปเรียนต่างประเทศ ก็เพื่อไปเอาวิสัยทัศน์ และสุดท้ายก็ต้องกลับมาเป็นหนึ่งในครอบครัว คังเซน ที่สามารถกระจายรายได้ให้กับทุกคนในครอบครัว ได้ รวย กันถ้วนหน้า
หนุ่มนักสู้ผู้ล่าฝัน ที่มีแรงบันดาลใจ อยากไต่ขึ้นบันไดแห่งความรวยไม่แพ้กัน แป๊ก - พีรศักดิ์ เรืองจิต...เศรษฐีเงินล้านท่านที่ 2 ของค่าย คังเซน - เคนโก
ต้นกำเนิด พีรศักดิ์ เป็นลูกคนกลาง เป็นคนที่ต้องแบกรับภาระครอบครัวอีกคนหนึ่ง ซึ่งก่อนที่จะมาทำธุรกิจกับ คังเซน ก็ทำงานธนาคารมาก่อน เพราะเรียนจบทางด้านเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จบมาตรงสาขา จึงเข้าทำงานธนาคารอยู่ฝ่ายสินเชื่อ

ลำพังเงินเดือนอย่างเดียว ทำท่าจะเอาทางบ้านไม่รอด เพราะพ่อ - แม่มีลูกอยู่ 5 คน ไหนจะต้องแบกรับภาระทางบ้าน เพราะเราเรียนจบมาแล้ว
มิหนำซ้ำครอบครัวทางบ้าน ก็มีหนีสิ้นที่ติดธนาคารอยู่ไม่น้อย จึงต้องเร่งหาอาชีพเสริม เพื่อมาเป็นรายได้ในการจุนเจือครอบครัวและพี่น้อง อาชีพเสริมชิ้นแรกจึงประเดิมด้วยการเปิดร้านอาหาร เปิดบูธขายมือถือตามห้างสรรพสินค้า หรือไม่ก็ขายของตามชั้นวางของในซูเปอร์มาร์เก็ต หรือแม้กระทั่งรับติดตั้งจานดาวเทียมก็ทำมาหมดแล้ว

พีระศักดิ์ ทำและทำทุกอย่างที่ขวางหน้า อะไรที่คิดว่า ทำได้ ก็ทำหมด...แต่ติดปัญหาอยู่ที่ว่า ทำยังไงก็ไม่รวยซักที มีแค่พอเลี้ยงตัวเองได้ แต่ก็เลี้ยงคนอื่นไม่ได้ จนกระทั่งวันหนึ่งพ่อรู้ว่า ไปไม่รอด พ่อเลยบอกว่า มีงานหนึ่งที่ทำแล้วรวย เพราะคนที่ทำเขามีรายได้เป็นล้านเลย ก็ต้องขอบคุณพ่อที่แนะนำเรา ณ ตอนนั้นยังไม่มีความเชื่อว่า ทำแล้วได้จริง แต่พ่อบอกว่า ผู้ที่ทำตรงนี้แล้วสำเร็จ เขาอยู่อุดรธานี แต่เราอยู่ขอนแก่น ระยะทางห่างกัน 120 กิโลเมตร

สุดท้าย...พ่อก็ลากไป แต่ในใจยังแอบคิดว่า ถ้าได้เดือนละแสน ก็ถือว่าเก่งมาก เพราะส่วนใหญ่เจอแต่พวกแสนสาหัส ไปไม่รอด เพราะการหาเงินหลักแสนนั้นยาก...แต่พ่อบอกเราว่า มีรายได้หลักล้านเลย ก็เลยจำใจขับรถไปถึงอุดรธานี ซึ่งระยะทางไม่ใช่ปัญหา เพราะเราต้องไปดูให้เห็นกับตาว่า มันคือความจริงหรือเปล่า ก็เลยต้องไปพิสูจน์กันหน่อย...

วันนี้ ต้องขอบคุณ คุณลุงไพฑูรย์ - ป้าวิจิตร บุญศรี และขอบคุณ คุณพีระ ทรงทำ ผู้เปิดโอกาสให้...พอไปถึงก็ยังไม่ปลื้ม เพราะหลักการที่เรียนเศรษฐศาสตร์มา ต้องคำนวณก่อนว่า บ้าน รถเบนซ์ และ BM5 ที่จัดแสดงโชว์ มันใช่หรือไม่ เมื่อเริ่มคำนวณก็เจอมูลค่าทรัพย์สิน 10 กว่าล้านขึ้น ถึงยอมรับ ว่า พ่อชวนไปดูคนรวยจริง ความคิดที่ไม่ไกลเกินฝัน ก็เริ่มโลดแล่นเข้ามาในสมอง สมมติ ถ้าผมมีสัก 10 กว่าล้าน คงซื้อทุกอย่างได้ไม่หมด เพราะถ้าจะซื้อแบบนั้นจริง ๆ ต้องมีเงินสักประมาณ 20-30 กว่าล้านบาท ถึงจะมีอารมณ์ซื้อได้ เพราะปกติถ้าเราซื้อรถเบนซ์ ก็ถือว่าโอเว่อร์มากแล้ว ไหนจะต้องซื้อทรัพย์อย่างอื่นอีก

เมื่อคิดและคำนวณแบบเบ็ดเสร็จ จึงรุดหน้าเข้าไปฟังบรรยายทันที ฟังครั้งแรกไม่เข้าใจ จึงนำเอกสารกลับมาศึกษาเอง เพราะจะให้ขับไประหว่างขอนแก่น - อุดรธานี ไป - กลับ 240 กิโล...คงไม่ไหว ค่าน้ำมันกินหมดแน่

เมื่อลองศึกษา ลองดูข้อมูลที่บริษัททำสื่อออกมา ก็มั่นใจว่า ไปได้แน่ เพราะถ้าจะขายแบบหลอก ๆ ไม่เอากำไร ก็ไม่ต้องมานั่งเสียเงินค่าทำสื่อไปให้ยากทำไม และมันคงไม่ได้กำไร จึงมั่นใจสื่อ คังเซน ค่อนข้างมาก เพราะเขาพัฒนาสื่อมาโดยตลอด ไม่เคยหยุดคิด จึงตัดสินใจลงมือทำ...

เมื่อเริ่มเข้ามาสู่รอบรั้ว คังเซน มีวิธีการทำงานที่ง่าย เพราะ คังเซน คัดสรรสินค้ามาค่อนข้างดี ตัวระบบทำให้นักธุรกิจรู้ว่า ต้องทำอะไร ถ้าอยากขายออแกนิก แค่พาลูกค้ามาเจอเจ้าของผลิตภัณฑ์ และจำเป็นต้องไปเข้าคอร์ส 1 - 2 - 3 - 4 และ 5 เพราะบริษัทน้ำดี ๆ เขาทำกิจกรรมกันอย่างนี้...ด้วยสรรพคุณของสินค้า คังเซน ที่ทำสื่อออกมาแต่ละเล่ม คังเซน มุ่งเน้นวัตถุธรรมชาติบำบัดที่ใช้ภูมิปัญญาจากวิชาการการผลิตของชาวตะวันตก อาทิ ยุโรป สวิตเซอร์แลนด์ และเนเธอร์แลนด์ ซึ่งก็ไม่มีที่ไหน ที่จับสินค้าตัวเด่น ๆ มารวมกัน และยังมีรางวัลสินค้าดีเด่น ประทับตราคุณภาพ ตรงนี้จึงเป็นจุดสำคัญ

ดังนั้น เส้นทางเงินล้านของ คังเซน จึงเดินได้ไม่ยาก แค่ทำตามระบบที่มีแบบแผนอยู่แล้ว เขามีระบบช่วย ถ้าระบบไม่ช่วย ก็คงจะสำเร็จไม่ได้...และยังมีสาขาอีกกว่า 80 สาขา ออนไลน์ถึงกันเพื่อเอื้อความสะดวกให้กับสมาชิก ปล่อยให้ระบบทำงานแทนคน...จนร่ำรวยแบบกระจายออกไป

คังเซน ยังมีคลับ..สำหรับคนที่มีรายได้ 10 ล้าน จะขึ้นตำแหน่งซิลเวอร์ รายได้ 20 ล้าน ขึ้นตำแหน่งโกลด์...พีรศักดิ์ จึงพำนักอยู่ในตำแหน่งโกลด์ เพราะว่ามียอดรวม 40 กว่าล้านเหมือนกับ พี่ไก่ - มุฑิตา ที่แข่งกันรวย...ส่วนใครมีรายได้เกิน 50 ล้าน จะขึ้นตำแหน่งที่เรียกว่า แพลทินัม...

และในเร็ว ๆ นี้ เราทั้ง 2 คน ก็จะขึ้นในตำแหน่งดังกล่าว ก็เป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นว่า เราหาเงินได้เยอะมากในระบบเครือข่าย...

...เรื่องความเป็นอยู่ของครอบครัว ดีมาก ๆ เพราะเราซื้อรถตู้ส่วนตัวให้แม่ และยังมีคนขับรถอีก 1 คน บ้านที่เคยติดหนี้แบงก์ ก็เป็นอิสระ แถมออกเบนซ์ป้ายแดง 1 คัน เป็นของขวัญ ส่วนพ่อก็ซื้อรถวีออสคันย่อมให้เป็นรางวัล

วันนั้น...ถ้าผมไม่เลือกเครือข่าย ไม่เลือก คังเซน คงจะให้ความสุขบุพการีไม่ได้...เพราะลำพังเราสู้ชีวิต หนี้สินที่มีอยู่เต็มบ้าน ก็ได้แต่ถ้าเอาตัวเองรอด เพราะถ้าจะไปช่วยกันทั้งบ้านกับเงินเดือนเริ่มต้นแค่ 7,000 บาท กับหนี้ทางบ้านอีกบานเบอะ มันไม่ใช่คำตอบเลย และนี่คือสิ่งที่เราสัมผัสมา...

พีรศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายผ่านถ้อยคำอย่างลึกซึ้งว่า...ผมมีความภูมิใจกับตรงนี้มากและก็ภูมิใจในตัวท่านประธานเพราะท่านเป็นคนมีอายุน้อยมีวิสัยทัศน์ดีมีฝีมือการทำงานที่ดีมือถึงกล้าที่จะทำกล้าที่จะเสี่ยงล่าสุดยังได้เปิดสาขาเพิ่มที่เวียดนาม - กัมพูชาถือว่าครอบครัวของผมมีบุญมากนักที่ได้มาร่วมธุรกิจกับท่าน และนี่คือ ความเป็น คังเซน ที่นำพาครอบครัวเราไปสู่เส้นทางอาเซียนแล้วในวันนี้

ผมจึงอยากเห็นทุกคนรักอาชีพเสริม รักที่จะก้าวหน้า แล้วก้าวเดินไปคว้าในเส้นทางอาเซียนด้วยกัน และจงใช้เวลาว่างหลังเลิกงานก็สามารถทำได้ จึงอยากให้ทุกคนคิดและลงมือทำ ก็จะสำเร็จเหมือนดั่งเช่นชีวิตผมอย่างแน่นอน...!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง กิฟฟารีน(Giffarine Thailand) คังเซน-เคนโก(Kangzen-Kenko) ซุ่มปรับราคา


++ขายตรงซุ่มปรับราคา


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด
พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงกิฟฟารีน กล่าวว่า บริษัททยอยปรับราคาสินค้าขึ้นตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2-3 รายการ โดยปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 2-3% และในเดือนสิงหาคมนี้จะปรับราคาสินค้าขึ้นอีกไม่เกิน 10 รายการ ประมาณ 2-3% เช่นกัน จากจำนวนสินค้าทั้งหมด 2 พันรายการ โดยก่อนการปรับราคาขึ้นจะแจ้งไปยังนักธุรกิจ (สมาชิก) ล่วงหน้า 1 เดือน เพื่อแจ้งผู้บริโภคให้ทราบ ขณะที่ต้นทุนราคาสินค้าเพิ่มขึ้นนั้นส่วนใหญ่จะมาจากบรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นราว 10% ส่วนราคาน้ำมันมีผลกระทบเล็กน้อย ประกอบกับสินค้าของบริษัทเป็นสินค้าชิ้นเล็ก
"ตั้งแต่ขึ้นราคาสินค้ามา 1 เดือนพบว่ายอดขายยังคงเติบโตได้ดี แต่พบว่าในสัปดาห์นักธุรกิจมีการตุนสินค้าเล็กน้อย แต่หลังจากนั้นก็กลับสู่สภาวะปกติ ส่วนราคาสินค้าที่จะทยอยขึ้นในเดือนสิงหาคม ขณะนี้บริษัทพยายามเจรจาต่อรองราคาวัตถุดิบเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำไม่ให้กระทบนักธุรกิจและผู้บริโภค"
ทั้งนี้การขึ้นราคาสินค้าเชื่อว่าจะไม่กระทบต่อยอดขายในปีนี้ ที่คาดว่าจะเติบโต 7-10% หรือราว 6 พันล้านบาท สำหรับสินค้าที่ปรับราคาขึ้นไปแล้ว ประกอบไปด้วย อะบาโลน คอลลาเจน จาก 390 บาท เป็น 408 บาท ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมกลูต้า เคอร์ซิมา ซีอี จาก 300 บาท เป็น 330 บาท น้ำทับทิม จาก 435 บาท เป็น 450 บาท ฯลฯ นอกจากนี้กลุ่มเครื่องสำอาง มีการปรับบรรจุภัณฑ์ใหม่ พร้อมปรับราคาขึ้น เช่น ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอย วิตามินบำรุงผิว เป็นต้น


บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
ขณะที่บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงอีกรายได้ทำจดหมายถึงสมาชิกหรือนักธุรกิจอิสระ แจ้งปรับราคาสินค้าขึ้น 5-10% โดยให้เหตุผลว่า ผู้ผลิตสินค้าในต่างประเทศ มีการปรับราคาสินค้าขึ้นหลายครั้ง รวมทั้งภาวะราคาน้ำมัน ราคาพลังงานเชื้อเพลิง มีแนวโน้มสูงขึ้น ผนวกกับการปรับค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันตั้งแต่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ทำให้บริษัทได้รับผลกระทบด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจที่สูงขึ้น และบริษัทไม่สามารถแบกรับภาระดังกล่าวได้ จึงขอปรับราคาสินค้าขึ้นตั้งแต่วันที่ 1กรกฎาคมนี้เป็นต้นไป


จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจฉบับที่ 2,754 5-7 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : คนขายตรงง้าง รมต.! ค้านแหลกตรา สคบ.


หลังฉาก สคบ. ยังวุ่นไม่เลิก เป็นประเด็นร้อน ที่ รมต.วรวัจน์ เสนอโครงการตรา- สัญลักษณ์ สคบ. ยังไม่มีข้อสรุป ผู้ประกอบการขายตรงไม่เห็นด้วย ชี้โครงการดีต่อ ผู้บริโภค แต่ผู้ประกอบการต้องแบกรับภาระต้นทุนสินค้าเพิ่ม อีกทั้งยังเป็นการทำงาน ที่ซํ้าซ้อนโดยใช่เหตุ ยันเรื่องนี้สมาคมการขายตรงไทยต้องหารือร่วมกันเพื่อหา ข้อสรุปที่ชัดเจน ยํ้าต้องหยั่งเสียงบริษัทขายตรงกว่า 800 บริษัทว่าเห็นด้วยหรือไม่

กลายเป็นประเด็นร้อนและยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ชัดเจนได้ สำหรับโครงการมอบตรา- สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคที่นำร่อง 4 ธุรกิจ ที่รวมธุรกิจขายตรงด้วย ซึ่งนโยบายดังกล่าวเป็นนโยบาย ร้อนของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่มอบหมายงานให้สำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ดำเนินการ ภายใต้แนวคิดที่ต้องการสร้างความมั่นใจให้กับ ผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้า ด้วยการนำระบบประกันภัยมาสนับสนุนกระบวนการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภค ในกรณีที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียหายจากสินค้าและบริการเบื้องต้นจะมีการนำร่องตราสัญลักษณ์กับธุรกิจ 4 ประเภท ประกอบด้วย ธุรกิจบริการอู่ซ่อมรถยนต์ ธุรกิจรถยนต์ใช้แล้ว ธุรกิจทองรูปพรรณ และธุรกิจขายตรง ซึ่งเหตุผลที่ สคบ. เลือกธุรกิจขายตรง เนื่องจากธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโต สูง และมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่หลากหลายในวงกว้างเกือบทุก สังคมและอาชีพ จึงจำเป็นต้องสร้างความเชื่อมั่น และยก ระดับภาพลักษณ์ของธุรกิจให้ดีขึ้น เพื่อรองรับการแข่งขัน โดยเฉพาะการยกระดับมาตรฐานการคุ้มครองผู้บริโภคใน การก้าวสู่ประชาคมอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558

แม้ว่าภาพรวมของโครงการนี้จะเป็นเรื่องดี และเป็น โครงการสมัครใจ ไม่ได้บังคับให้ผู้ประกอบการต้องติดตรา สัญลักษณ์ แต่ทว่าความชัดเจนในประเด็นการขอรับตรา สัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ยังไม่มีความชัดเจนในหลายด้าน โดยเฉพาะประเด็นประกันภัย ทั้งในเรื่องของความซํ้าซ้อน ของการประกันภัยความเสี่ยง โดยเฉพาะในกรณีบริษัท ต่างชาติ ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะมี ระบบดังกล่าวจากต่างประเทศอยู่แล้ว ต้องทำประกันส่วนนี้ เพิ่มหรือไม่ รวมถึงเบี้ยประกันที่จะเรียกจัดเก็บว่าควรเป็น เท่าใด เนื่องจากเบื้องต้น บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด ที่ เป็นบริษัทนำร่องในการเข้าร่วมโครงการนี้ ยังไม่มีบทสรุปที่ ชัดเจนเกี่ยวกับเบี้ยประกันที่ต้องจ่าย แต่เบื้องต้นคาดว่า จะมีการจัดเก็บเบี้ยประกันภัยในอัตรา 0.1-0.5% ของราคา สินค้า

กับประเด็นดังกล่าว ได้มีการตั้งคำถามกันในวงกว้าง ว่า สุดท้ายแล้วโครงการนี้จะเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับ ผู้ที่เกี่ยวข้องด้วยกันทุกฝ่ายหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ ที่อาจจะต้องแบกรับภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น ซึ่ง เรื่องนี้ผู้ประกอบการได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ โครงการตราสัญลักษณ์โดยเริ่มจาก น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า โครงการที่ สคบ. จัดทำขึ้นนี้ ถือว่าเป็นโครงการที่ดีในการส่งเสริมยกย่องบริษัท ที่ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้อง แต่ในมุมกลับกันคงต้องมีการพูด คุยหารือถึงแนวทางที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ โดยเฉพาะประเด็น เบี้ยประกัน ที่จะมีการจัดเก็บในอัตรา 0.1-0.5% ของราคา สินค้านั้น ถือว่าเป็นอัตราที่สูงมาก

ทั้งนี้ การจัดเก็บในอัตราดังกล่าว บริษัทจะต้องมี การจ่ายเบี้ยประกันสูงถึง 15-25 ล้านบาทต่อปี ซึ่งถือเป็น เม็ดเงินที่สูงมาก เนื่องจากตามปกติบริษัทมีระบบที่รองรับ ความเสียหายและรับผิดชอบลูกค้าอยู่แล้ว ซึ่งจากการหารือ กับผู้ประกอบการในสมาคมการขายตรงไทยในช่วงที่ผ่านมา พบว่า ในกรณีที่เกิดความเสียหายเกี่ยวกับตัวสินค้าหรือ บริการนั้น ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นมีการชดเชยแค่ระดับหลัก หมื่นบาทเท่านั้น ซึ่งหากต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันสูงขึ้น ถือว่า เป็นเงินที่สูงเกินไป แต่คงต้องมีการหารือถึงแนวทางที่ เหมาะสมอีกครั้ง

ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ประเด็นตราสัญลักษณ์ สคบ. คงต้องรอความชัดเจนจากการ ประชุมร่วมกับสมาชิกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA เพื่อหาแนวทางกันอีกครั้ง ซึ่งเรื่องนี้ส่วนตัวมองว่าเป็น โครงการที่ดี แต่ในทางกลับกันโครงการมอบตราสัญลักษณ์ จะกระทบต่อต้นทุนสินค้า ดังนั้น คงต้องมานั่งคุยกันหลายๆ ฝ่าย เพื่อให้อยู่ในขอบข่ายและอยู่ในเกณฑ์ที่รับได้

ขณะที่ วิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการฝ่ายขาย ประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง โครงการมอบตราสัญลักษณ์ สคบ. ว่า โครงการดังกล่าวเป็นโครงการที่ดี เนื่องจากจะทำให้ผู้บริโภค มีความมั่นใจในการซื้อสินค้า ซึ่งส่วนตัวไม่เห็นด้วย เพราะ จะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายให้กับผู้ประกอบการ เรื่องนี้ หน่วยงานภาครัฐควรกลับไปทบทวนเกี่ยวกับโครงการ ดังกล่าวว่า การมอบตราสัญลักษณ์นั้นจะเป็นการทำงาน ที่ซํ้าซ้อนกันหรือไม่

สินค้าทุกตัวต้องผ่าน อย. ก่อนนำออกมาขายอยู่ แล้ว แน่นอนว่าถ้าไม่ผ่านสินค้าก็ออกมาสู่ตลาดไม่ได้ อันนี้ เมื่อได้รับการอนุมัติจาก อย. แล้ว จะต้องไปผ่านตรา สัญลักษณ์จาก สคบ. อีก เรื่องนี้รัฐคงต้องไปคิดทบทวนดูก่อน ว่า การที่จะมาทำโครงการนี้ รัฐควรที่จะเอาเวลาไปตรวจ สอบผู้ประกอบการขายตรงที่ปัจจุบันมีมากกว่า 800 บริษัท ดีกว่าจะมาทำโครงการนี้ดีกว่าไหม วิภารัตน์ กล่าว

ส่วน ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี ประธานกรรมการ- บริหาร บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า การนำเสนอโครงการตราสัญลักษณ์ผู้บริโภค เป็นสิ่งที่ดี แต่ยังไม่เหมาะ เรื่องนี้ควรจะให้สถานการณ์บ้าน- เมืองมีความเสถียรกว่านี้ โดยเฉพาะปัญหานํ้าท่วมที่คาดว่า จะเกิดขึ้นอีกในปีนี้ รวมถึงการเตรียมรับตลาดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนที่ใกล้จะมาถึงในปี 2558 ซึ่งจะมีการแข่งขัน ที่สูงขึ้น เรื่องนี้มีหน่วยงานใดที่จะรับมือกับการฟอกเงิน หรือไม่ และมีกฎหมายฟอกเงินจากต่างชาติที่จะเข้ามา รองรับแล้วหรือไม่ ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นประเด็น ที่เร่งด่วน เนื่องจากต่างชาติมีกฎหมายรองรับเป็นอย่างดี

โครงการนี้มันทำ ให้เกิดการระคายเคืองต่อ ผู้เสียภาษี และคิดว่ายังไม่เหมาะสม อยากให้รัฐยืดเวลา ออกไปก่อน ควรนำเรื่องนี้มาคุยกับผู้ประกอการเพื่อเรียก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมาหารือร่วมกัน ในการหาทางออก เพราะ เท่าที่คุยผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย ดังนั้น เราอยาก ให้รัฐออกกฎหมายเข้มงวด เพื่อตรวจสอบผู้ประกอบการกว่า 800 บริษัทใหไ้ ดก้ อ่ น อีกอย่างบุคลากรที่ปฏิบัติงานสว่ นงาน ขายตรงก็มีน้อยด้วย เรื่องนี้อยากให้มีการแยกแยะ หากรัฐ คิดที่จะทำโครงการแบบนี้ก็ถือว่าฆ่าตัวตายชัดๆ ตรงนี้ก็อยาก ให้ประเทศชาติขับเคลื่อนไปได้ สมาคมการขายตรงไทย เปิดมามากกว่า 20 ปียังไม่เคยเจอ ฉะนั้น รัฐต้องทบทวน และอยากให้นำกลับไปคิดใหม่ทำใหม่ ที่สำคัญเรื่องนี้ อยากให้มีการทำประชาพิจารณ์ถามผู้ประกอบการ 828 บริษัทก่อนว่าเห็นด้วยหรือไม่อย่างไรกับโครงการนี้ ร.ต.ต.ดร.สุรเชษฐ์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังคงเป็นประเด็นให้ติดตาม กันต่อว่า สุดท้ายแล้วโครงการตราสัญลักษณ์ที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ปิ๊ง ไอเดียออกมานั้น จะเป็นอย่างไรต่อไป และจะมีการเดิน- หน้าโครงการหรือไม่ หากมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการ ที่ไม่เห็นด้วยกับโครงการดังกล่าว และคงต้องเป็นประเด็น ที่ทุกฝ่ายต้องถกหารือร่วมกันต่อไป เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับ ความเสมอภาคเท่าเทียมกันที่สุด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

ข่าว คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : เล็งขายไลเซนซ์มะกัน ดึงแผนเฟส 2 สร้างตึกแฝด


คังเซน-เคนโก ตบเท้าเข้าสู่ธุรกิจใหม่ แย้มเล็ง ขายไลเซนซ์ หลังนักลงทุนอเมริกันเจรจาเรื่อง สินค้า เดินหน้าประกบนักลงทุนไต้หวัน สร้าง โรงงานแห่งใหม่ มูลค่า 30 ล้านบาท พร้อม ประกาศแผน 2 สร้างตึก 2 คังเซนฯ ชี้รอ ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน ด้านตลาด ต่างประเทศ พาเหรดเปิดต่อเนื่อง หวังขยาย- ฐานสู่ตลาดอินโดจีนทุกประเทศ ขณะที่ยอดขาย 6 เดือนแรกของปียังทรงตัว คาดปิดยอดขายสิ้นปีได้ 2,000 ล้านบาท


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าที่ผ่านมามีกลุ่มนักลงทุนจากรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา สนใจ และมองเห็นโอกาสเกี่ยวกับสินค้าของคังเซนฯ หลังจากผู้นำคังเซนฯ จาก สปป.ลาว นำสินค้าไปจำหน่าย ที่อเมริกาและได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงมีแผนที่จะขาย ไลเซนซ์คังเซนฯ ให้กับนักลงทุนที่สนใจเกี่ยวกับสินค้า ซึ่ง ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันแล้วในระดับหนึ่ง


นอกจากนี้บริษัทได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรไต้หวัน ในการสร้างโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มคอสเมติกส์ มูลค่า 30 ล้านบาท ที่ไต้หวัน คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องจักรและผลิต- สินค้าได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขณะเดียวกันบริษัทกำลัง เตรียมแผนเฟส 2 ในการก่อสร้างตึกคังเซนฯ 2 ด้วยมูลค่า การลงทุน 250-300 ล้านบาท เพื่อเป็นการต้อนรับ คังเซนฯ 2 ทศวรรษ อีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งการก่อสร้างตึกคังเซนฯ นั้น ต้องรอใบอนุญาตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน จึงจะ สามารถเริ่มต้นเฟส 2 ได้


ในส่วนของแผนงานต่างประเทศในปีนี้บริษัทเตรียม เปิดสาขาใหม่ที่เมืองย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์ และเนปิดอร์ เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พม่ามีอัตราการเติบโต 5-7% โดยมียอดขายแต่ละปีประมาณ 15 ล้านบาท และในปีนี้จะ เห็นได้ว่ายอดขายของประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2-3 ล้านบาท ต่อเดือน ดังนั้น ภายในสิ้นปีบริษัทคาดว่าประเทศพม่าจะปิด ยอดขายได้ประมาณ 25 ล้านบาท ภายหลังจากที่ประเทศ ดังกล่าวมีการเปิดประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุน มากขึ้นเช่นเดียวกัน


สำหรับประเทศที่มียอดขายเป็นอับดับ 1 ได้แก่ อินโดนีเซีย ปิดยอดขายในปี 2554 ได้กว่า 900 ล้านบาท อันดับ 2 ได้แก่ สปป.ลาว ปิดยอดขายได้ 160 ล้านบาท อันดับ 3 ได้แก่ พม่า และอันดับ 4 ที่บริษัทเพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจ ได้แก่ กัมพูชา ปิดยอดขายได้ 8-9 แสนบาท อย่างไรก็ดี บริษัท เตรียมเปิดสาขาใหม่ที่เวียดนาม ได้แก่ เมืองโฮจิมินห์ และ ฮานอย ในปีนี้ เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดอินโดจีนทุกๆ ประเทศด้วย แผนการลงทุนเอง 100% ขณะที่แผนการบุกตลาดต่าง- ประเทศต่อไป คือ ฮ่องกง และฟิลิปปินส์


อิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมบริษัทในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมายังอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากปลายปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับตัว และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการ- บริหารงานภายใน จากรูปแบบครอบครัวเปลี่ยนเป็นการ สร้างองค์กรเครือข่ายเน็ตเวิร์คอย่างแท้จริง ด้วยการดึงระบบ Evolution Success System เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งจุดเด่นคือการมีนักธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าเก่งมากถึง 70% บริษัทจึงเน้นวางแผนไปยังกลุ่มนักธุรกิจดังกล่าว ซึ่งมี เป้าหมายการสร้างเน็ตเวิร์คบิวเดอร์ให้ได้ 50% ในปีนี้


ช่วงนี้เป็นช่วงปรับเปลี่ยน หลังจากเจอปัญหา เรา เจอจุดอ่อนภายใน แล้วเราก็มาปรับหาจุดแข็งเพื่อให้องค์กร เติบโตต่อไป อย่างการปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ว่าเมื่อไหร่จะต้องทำให้เสร็จ และเมื่อทำเสร็จก็ต้องหาจุดอ่อน และต้องพัฒนา ต่อไปให้องค์กรภายในดีขึ้นเรื่อยๆ


อย่างไรก็ตาม จนถึงสิ้นปี บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 1,900-2,000 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลหลักที่บริษัทไม่ได้วาง เป้าสูงถึง 2,500-3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทรู้ว่า ภายในบริษัทเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร ซึ่งว่ากันไปตามความเป็นจริงมากกว่าที่จะตั้งเป้าหมาย ไว้สูงเกินจริง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : ประมวลภาพ BEST of THE BEST ที่สุดแห่งเงคังเซน-เคนโก

คังเซน-เคนโก จัดงานแสดงศักยภาพความเป็นที่สุดของคังเซน-เคนโก ภายใต้ชื่องาน BEST of THE BEST รูปแบบของความสำเร็จที่นำพาท่านไปสู่ความมั่งคั่งอย่างมั่นคง โดยคุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร เป็นประธานกล่าวเปิดงาน คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ และคุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ให้เกียรติร่วมงานและเปิดงานอย่างเป็นทางการ
ไฮไลท์ของงานมีการฉลองความเป็นที่สุดแห่งผลิตภัณฑ์ชั้นนำในกลุ่มสุขภาพ ของผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิค แอนด์ รีจูวีแลค ที่อยู่เคียงข้างคังเซนฯ มากว่า 15 ปี เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากพืชผักผสมชนิดผง เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเส้นใยอาหารงานนี้ได้รับเกียรติจาก Dr.Henry Chang (ดร.เฮนรี่ ชาง) เจ้าของผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค แห่งบริษัทเฮนรี่ ออร์แกนิค เฮลท์ อิงค์ สหรัฐอเมริกา ให้เกียรติเดินทางมาร่วมงาน
ผู้เข้าร่วมงานต่างทั้งได้สัมผัสกับผลิตภัณฑ์คุณภาพในกลุ่มสุขภาพอย่างใกล้ชิด และได้รับฟังการบรรยายข้อมูลในด้านแผนการตลาดและผลิตภัณฑ์อย่างเต็มอิ่ม ตลอดจนรับฟังการแชร์ประสบการณ์จากสุดยอดขุนพลแห่งคังเซนฯ ในหลากหลายแง่มุม ที่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างดี
บรรยากาศของงานได้แสดงถึงศักยภาพ และความเป็นหนึ่งของพี่น้องครอบครัวคังเซนฯ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่ต่างเดินทางมาร่วมกันสร้างพลังอย่างคับคั่ง ณ ห้องแกรนด์ ฮอลล์ ศูนย์นิทรรศการและการแสดงสินค้าไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555


[gallery link="file"]


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

ข่าว คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : มอบเงิน "มูลนิธิไทยรัฐ"


คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บจก.คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล พร้อมคณะผู้บริหารได้แก่ คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ คุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่และคุณสุขุม อนงค์เลขา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.อำพันยุทธ์ อินเตอร์เนชั่นแนล เข้ามอบเงินสมทบทุน มูลนิธิไทยรัฐ ครั้งที่ 2 ประจำปีพ.ศ. 2555 เพื่อใช้ประโยชน์ตามวัตถุประสงค์ของมูลนิธิฯต่อไป ที่สำนักงาน นสพ.ไทยรัฐ ถนนวิภาวดี-รังสิต เช้าวันนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

เศรษฐกิจฟื้น การเมืองเปิดทาง ขายตรง (MLM) คังเซน-เคนโก,สุพรีเดอร์ม,เฮอร์บาไลฟ์ เสริมภูมินักขายอบรมถี่ยิบ..ดึงเรตติ้ง


เศรษฐกิจในประเทศดี การเมืองไร้ความรุนแรง แผ่อานิสงส์สู่ธุรกิจขายตรง คังเซน-เคนโก จัดอบรม นักขายอัดหลักสูตรพื้นฐาน เพิ่ม อาวุธสมาชิก สุพรีเดอร์ม ปลุกกระแสน้ำสมุนไพร ตีคู่คอร์สอบรมดึงเรตติ้งคืน ด้าน เฮอร์บาไลฟ์ เดินสายภูธร เน้น หนักที่ตลาดต่างจังหวัด

ดูจะกลายเป็นข่าวดีของบรรดา บริษัทขายตรง ที่เหตุการณ์บ้านเมืองไม่ได้มีความรุนแรงอย่างเช่นหลายปีที่ผ่านมา อีกทั้งเศรษฐกิจก็ไม่ได้เลวร้าย ทำให้หลายแบรนด์เดินหน้า ขนกลยุทธ์ออกมาห้ำหั่นกันฝุ่นตลบ โดย บริษัทส่วนใหญ่ทิ้งน้ำหนักไปที่การให้ความรู้กับนักขายเป็นสำคัญ ซึ่งต้องดูว่าหลักสูตรติดอาวุธสมาชิกของใคร จะทำให้ยอดขายเป็นไปตามเป้าที่หวัง

> คังเซน-เคนโก แก้จุดอ่อน อัดหลักสูตรพื้นฐานให้สมาชิก

นายอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แผนงานในปี 2555 บริษัทจะมีการปรับโครงสร้างระบบภายในบริษัท โดยจะเป็นการพัฒนาให้ เข้าสู่ระบบเครือข่ายขายตรงอย่างเต็ม รูปแบบมากขึ้น อย่างไรก็ดี น่าจะไม่เปลี่ยนรูปแบบโครงสร้างธุรกิจไปเลยทีเดียว แต่จะเน้นการสร้างความสมดุล ระหว่างจุดแข็งและจุดบกพร่องของบริษัท โดยจุดแข็งที่สำคัญของเราในขณะนี้ คือ ปัจจุบันบริษัทมีผู้จำหน่ายอิสระที่มีความเชี่ยวชาญในการนำเสนอ ผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เราจะพบโลโก้ที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์จำหน่ายสินค้าของคังเซนฯ ทั่วทั้งประเทศกว่า 1 หมื่นศูนย์ แต่กลับพบว่าผู้จำหน่ายเหล่านั้นไม่ได้รู้วิธีการทำธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุให้พวกเขามีรายได้ไม่ต่อเนื่อง เกิดการสูญเสียลูกค้า และเลิกทำธุรกิจ ไปโดยปริยาย

ทั้งนี้ ในส่วนของความคืบหน้า ของธุรกิจคังเซนฯ ในต่างประเทศหัวเรือใหญ่ของคังเซนฯ ก็ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปเปิดธุรกิจในต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศด้วยกัน คือ อินโดนีเซีย, ลาว, พม่า, กัมพูชา และ เวียดนาม โดยประเทศที่มียอดขาย เติบโตมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย ซึ่ง ในปีแรก มียอดขายทะลุ 950 ล้าน บาท อยู่ในอันดับท็อปเทนของบริษัท ขายตรงที่นั่น ส่วนลาวมียอดขายประมาณ 160 ล้านบาท พม่า ประมาณ 15 ล้านบาท ส่วนกัมพูชา และเวียดนาม ยังถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการ เข้าไปดำเนินธุรกิจ

"อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาพบว่าธุรกิจคังเซนฯในประเทศพม่ามียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2-3 ล้านบาท จากเดิมที่ขายได้เพียง 1 ล้านบาท ดังนั้นภายในสิ้นปีนี้ตนจึงคิดว่ายอดขายในพม่าอาจจะทะลุ 25 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญน่าเกิดขึ้นจากการเริ่มหันมาเน้นการดำเนินธุรกิจขายตรงตามระบบมากขึ้น และในขณะนี้ตนก็เริ่มสนใจที่จะเข้าไปเปิดธุรกิจคังเซนฯ ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ และฮ่องกง เพราะทั้ง 2 ประเทศมีฐานสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคของบริษัทคังเซนฯ เครือข่ายขายตรงของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 2 ทศวรรษโดยตนคาดว่าไม่เกินงานวันเกิดฉลองครบรอบ 20 ปี บริษัทจะสามารถขยายธุรกิจครอบคลุมทุกประเทศในแถบอินโดจีนได้อย่างแน่นอน

> "สุพรีเดอร์ม" จัดโปรฯ เต็มพรืดสร้างแรงจูงใจสมาชิก

ด้านนายธรรมนูญ สมบูรณ์สินผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่ากลยุทธ์ทางการตลาดในข่วงไตรมาสที่ 3 บริษัทเตรียมเพิ่มสินค่าใหม่เข้ามาสนับสนุนการทำงานของสมาชิก โดยจะเป็นสินค้าจำพวก Mass Product ซึ่งจะทำให้สมาชิกสามารถนำไปเสนอผู้บริโภคได้ง่ายขึ้น โดยล่าสุดได้เปิดตัวและเริ่มจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมุนไพรเพื่อสุขภาพ 3 รายการ เพื่อเข้ามาเจาะเทรนด์ตลาดคนรักสุขภาพ เช่น เครื่องดื่มสมุนไพรปัญจะ ภูตะ ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรถึง 39 ชนิด ช่วยปรับสมดุลของธาตุทั้ง 5 และสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับร่างกาย โดยหลังจากบริษัททำการทดลองตลาดภายในช่วงเดือนที่ผ่านมาสมาชิกและผู้บริโภคให้การตอบรับเป็นอย่างดี

นอกจากนั้นบริษัทยังมีกลยุทธ์เพิ่มการฝึกอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่าการอบรมให้แก่สมาชิก เนื่องจากมองว่าการอบรมถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจเครือข่าย บริษะทพยายามจัดการฝึกอบรมในคอร์สต่างๆ เพิ่มขึ้น ทั้งในส่วนของสมาชิกและพนักงาน เพื่อให้พวกเขามีความรู้ที่จะสามารถบริการหรือตอบสนองความต้องการต่งๆ ของผู้บริโภคได้ให้สามารถออกไปนำเสนอผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยบริษัทจะมีระบบการจัดฝึกอบรมในทุกๆ วันพุธ ส่วนศุนย์สาขาต่างๆ ก็จะมีการจะดประชุมในทุกๆ เสาร์-อาทิตย์ นอกจากนี้ ยังมีการจัดอบรมพิเศษในเรื่องของสินค้าและกิจกรรมต่างๆ อีกมากมาย

ส่วนในด้านศูนย์อบรมหรือสาขาของบริษัทนั้น ปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 96 สาขา กระจายไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศโดยสัดส่วนยอดขายส่วนใหญ่จะอยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งในปีนี้หากทุกอย่างดำเนินไปตามแผนที่วางไว้ ตนก็อยากที่จะเปิดสาขาให้ครบ 100 สาขา และในด้านการจัดโปรโมชั่นต่างๆ เพื่อสร้างแรงกระตุ้นการทำงาน โดยเฉพาะโปรฯท่องเที่ยว บริษัทจะเปลี่ยกฎเกณฑ์ในรูปแบบใหม่ คือ จากเดิมที่บริษัทใช้ระบบอิงกลุ่ม เปลี่ยนมาใช้ระบบอิงเกณฑ์ หากใครผ่านเกณฑ์พที่บริษัทกำหนดก็สามารถไปท่องเที่ยวได้เลย และหากใครเก่งทำเป้าได้สูง ก็อาจจะไปท่องเที่ยวได้มากกว่า 2 ที่นั่ง

> "เฮอร์บาไลฟ์" เน้นปั้นสมาชิกภูธร

นายจักพันธ์ สุทธโทธน กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด จำกัด เปิดเผยว่า กลยุทธ์การตลาดในปีนี้เฮอร์บาไลฟฟ์จะยังคงเน้นการขยายตลาดออกสู่ภูมิภาคมากขึ้น โดยการลงพื้นที่แต่ละครั้ง บริษัทจะมีการจะดกิจกรรมโดนเน้นการบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของสุขภาพมากขึ้น จากเมื่อก่อนที่ยังไม่มีในส่วนนี้ จึงอาจทำให้ผู้คนทั่วไปยังไม่รู้จักผลิตภัณฑ์ของบริษัทมากนัก และยังมีกิจกรรมที่ชื่อว่า "วันนี้คุณดื่ม Shake แล้วหรือยัง" ซึ่งเป็นแผนการโปรโมตผลิตภัณฑ์หลักที่ดีขายดีที่สุดของบริษัท

"นอกจากกลยุทธ์ต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในปีนี้บริษัทจะเน้นการฝึกอบรมมากขึ้นจะมีการสนับสนุนการจัดกิจกรรมของสมาชิกมากขึ้น ซึ่งต้นปีที่ผ่านมาบริษัทมีการจัดอบรมหรือประชุมรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ครั้ง และมีเรื่องน่ายินดี คือในการจัดประชุมครั้งที่ผ่านมา พบว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 1,500 คน เพิ่มขึ้นจากเดิมถึง 3 เท่า จึงถือได้ว่าการกำหนดนโยบายส่งเสริมสนับบรรยายให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพมากขึ้น ส่งผลดีต่อธุรกิจของบริษัทอย่างเห็นได้ชัด "นายจักรพันธ์ เปิดเผยโดยภายในสิ้นปีนี้หรือปีหน้า
บริษัทก็มีแผนที่จะเปิดศูนย์สาขาโดยมีลักษณะเป็น Sale Center เนื่องจากบริษัทได้มองเห็นถึงศักยภาพความพร้อมต่างๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเข้าไปประเดิมในภาคอีสานเป็นพื้นที่แรก เนื่องจากอัตราการเติบโตขยายตัวไปอย่างรวดเร็วมากซึ่งตนคาดว่าจะมีการใช้งบประมาณในการเปิดศูนย์แต่ละศูนย์ประมาณ 5 ล้านบาท และในอนาคตจะมีขยายไปที่ภาคใต้ ภาคเหนือเป็นลำดับถัดไป

"อย่างไรก็ดี ตนก็มีความเป็นห่วงอยู่บ้างเกี่ยวกับสถานการณ์ความวุ่นวายด้านการเมืองจองไทยที่อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของประชาชนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำนักงานออฟฟิศสาขาไทยก็อยู่ในเขตพื้นที่เสี่ยงเกี่ยวกับการก่อความไม่สงบทางการเมืองจุดนี้อาจส่งผลให้ผู้บริโภคจำนวนมากของบริษัทเกิดปัญหาหรืออุปสรรคสำคัญด้านการขยายเครือข่ายส่วนปัญหาทางด้านเศรษฐกิจตนคิดว่าไม่มีผลโดยตรงต่อธุรกิจขายตรงเพราะจากการสำรวจของเอแบคโพลล์ พบว่า ธุรกิจขายตรงโดยรวมเติบโตมากกว่า 10% ทุกปี" นายจักรพันธ์ กล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1319 ประจำวันที่ 21-7-2012 ถึง24-7-2012

วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "คังเซน-Kangzen" : ปรับรุกมืออาชีพ! ปั้นนักเครือข่ายคว้า 2 พันล้านบาท


อิทธิศักดิ์ บิ๊กบอส คังเซน เคนโก รับ 6 เดือนแรกปี 55 ปรับแผนใหม่ หันเน้นสร้าง นักธุรกิจมืออาชีพ


หวังสร้างรากฐานองค์กรแข็งแรงดันเติบโตต่อเนื่อง 40 ปี เผยกลยุทธ์ครึ่งปีหลังเล็งขยายตลาดเสริมอาหารเจาะกลุ่มคนรักสุขภาพเพิ่ม ล่าสุดเปิดตัว ออร์แกนิค นูทริชั่น แอนด์ รีจูวีแลค ที่คงคุณภาพอยู่คู่บริษัทมายาวนาน 15 ปี คาดสิ้นปียอดขายขยับกลับมา 2,000 ล้านบาท นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหารบริษัทคังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกปี 2555 ที่ผ่านมาว่า เนื่องจากเป็นช่วงปรับตัวขององค์กรจึงทำให้ยอดขายยังอยู่ภาวะทรงตัวและยัง ไม่เป็นที่น่าพอใจนัก พร้อมกันนี้บริษัทได้หันมาเน้นการสร้างเครือข่ายแทนผู้บริโภคเดิม โดยครึ่งปีหลังจะมุ่งให้ความสำคัญในการรุกตลาดกลุ่มสินค้าอาหารเสริมมากขึ้น เพื่อเป็นการขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคที่รักและใส่ใจสุขภาพ

นายอิทธิศักดิ์กล่าวว่า คังเซนมีบุคลากรที่มีความเป็นนักขายทั่วไปมากถึง 70% ส่วนอีก 30% เป็นกลุ่มที่มีความรู้ด้านการขายมากขึ้น หรือเรียกว่านิวเจนเนอร์เรชั่น ทำให้วันนี้บริษัทต้องสร้างโจทย์ใหม่สร้างนักธุรกิจคังเซนตัวจริงที่จะเป็น ส่วนหนึ่งในการเติบโตอย่างต่อเนื่องไปจนถึงอนาคต 20- 40 ปี ข้างหน้า


ผมจะสอนนักธุรกิจคังเซนฯเสมอว่าไม่ว่าธุรกิจจะมีการแข่งขันสูงแค่ไหน เราจะไม่พูดถึงเรื่องการหลอกลวงผู้บริโภคเพียงเพราะหวังแค่เงินรายได้ การยืนอยู่บนฐานธุรกิจต้องยืนด้วยความจริงใจให้กับผู้บริโภค วันนี้การปรับตัวทำให้เราใช้เวลาในการสร้างยอดพอสมควร ผ่านมา 2 ไตรมาส เรามีผู้เดินตามความสำเร็จเพิ่มมากขึ้น ยอดขายก็เพิ่มขึ้นมาในระดับหนึ่ง และต่อไปไตรมาส 3-4 จะเห็นภาพความชัดเจนที่เพิ่มมากขึ้นมากกว่าปีที่แล้ว

สำหรับเป้ายอดขายสิ้นปีนี้ นายอิทธิศักดิ์ กล่าวว่า คาดหวังจะมีอัตราการเจริญเติบโตมากกว่าปีที่ผ่านมา และจะกลับมายืนอยู่ที่ 1,900 2,000 ล้านบาท นั่นหมายความว่าเจิรญเติบโตมากขึ้น เหตุผลที่ไม่หวังมากเพราะคังเซนต้องประเมินจุดอ่อนจุดแข็งของตัวเองว่าเป็นอย่างไร ทั้งนี้แต่ละปียังคาดรายได้จะยังเพิ่มขึ้นเฉลี่ยที่ 10-15% โดยปัจจุบันบริษัทมีจุดกระจายสินค้ากว่า 120 แห่งทั่วประเทศ

นอกจากนั้นนายอิทธิศักดิ์ยังได้กล่าวถึงยอดขายในต่างประเทศ ช่งปี 2554 ที่ผ่านมาว่า คังเซนฯ ทำยอดขายได้สูงสุดในประเทศอินโดนีเซีย 900 ล้านบาท ลาว 160 ล้านบาท พม่ากำลังดีขึ้นยอดขายอยู่ที่15 ล้าน กัมพูชายอดขายยังไม่มาก ส่วนเวียดนามเพิ่งเริ่มดำเนินการเปิดตลาด ซึ่งบริษัทยังมีแผนขยายตลาดไปอีกหลายๆ ประเทศในอินโดจีน

ทั้งนี้ล่าสุดคังเซน เคนโกได้จัดงาน BEST OF THE BEST งานแสดงศักยภาพความเป็นที่สุดของ 4D คือ ธุรกิจขายตรงของไทยที่ก้าวไกลไปสู่สากล แผนงานที่ให้ผลตอบแทนที่มั่งคั่งและมั่นคง ผลิตภัณฑ์ชั้นยอดที่เพิ่มคุณภาพให้กับทุกชีวิต และแผนพัฒนาบุคลากรให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพและประสบความสำเร็จในชีวิตขึ้น พร้อมมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ ออร์แกนิค นูทริชั่น แอนด์ รีจูวีแลค ที่คงคุณภาพอยู่คู่บริษัทคังเซนฯมายาวนานถึง 15 ปีคาดดันยอดขายสิ้นปีโตเพิ่มอีก 10%


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 232 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 กรกฏาคม 2555

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko)" ปักหมุดอาเซียน เชื่อมั่นเปิด AEC ปี 2558 เอาอยู่..!!


ทันทีที่รายการ ตลาดวิเคราะห์ ที่ออกอากาศทางสถานี INTV และ TVD ทุก ๆ วันเสาร์ - อาทิตย์ยิงคำถามถึงเรื่องยอดขาย 5,000 ล้านบาทในอาเซียน มีโอกาสไหม...สำหรับ 1- 2 ปีข้างหน้า กับยอดขายค่าย คังเซน - เคนโก หนึ่งในบอร์ดบริหารที่เป็นคีย์แมนคนสำคัญของค่าย คังเซน - เคนโก ...อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน - เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า สำหรับผู้ประกอบการเองทุกๆคนก็อยากได้ตัวเลขเยอะๆทุกคนก็อยากได้ยอดขายสูงๆแต่เรามีการประเมินอยู่เสมอว่าด้วยจุดแข็งและจุดอ่อนที่เราต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเราจะสะท้อนตัวเลขออกมาได้มากขนาดไหน.. จริงๆผมจะประกาศเป้า 5,000 ล้านบาทหรือ 7,000 ล้านบาทก็ได้หรือจะ 10,000 ล้านบาทก็ได้แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่มันเป็นเพียงแค่คำพูดแต่เราจะมีการประเมินตัวเราเองตลอดเวลาว่าด้วยศักยภาพของตัวเราเวลานี้ควรจะโตสักกี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งผมมองตัวเลขค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟจะเป็นการอนุรักษ์นิยมเล็กๆถ้าขายตรงของเราโตได้เฉลี่ยต่อปีปีละ 10 15% หรือโตได้ 20% ก็ถือว่าเราโชคดีซึ่งตัวเลขที่เติบโตทั้งในตลาดอาเซียนและไทยเรากวาดยอดขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท


ที่สำคัญเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอสภาวะน้ำท่วมหนัก ย้อนกลับไปดูอุตสาหกรรมทั้งระบบถูกกระทบทั้งหมดคังเซน-เคนโกก็โดนไปทั้งสิ้น 10 กว่าสาขาที่ต้องปิดไปเพราะโดนน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ทางเราก็พยายามแจ้งสมาชิกบางคนที่โดนน้ำท่วม ให้ย้ายฐานการทำงานไปยังพื้นที่ที่น้ำยังไม่ท่วม อาทิ คนที่อาศัยอยู่ภาคกลางย้ายไปทำที่ภาคตะวันออก โชคดีที่นักขายเรามีทัศนคติที่เป็นบวก เขาพยายามมองวิกฤติให้เป็นโอกาส เมื่อตรงนี้ทำงานไม่ได้ ก็ไปทำงานที่อื่น ก็เท่ากับสร้างสำนักงานชั่วคราวไปสร้างธุรกิจในที่ที่เกิดใหม่ คือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ น้ำท่วมที่นี่ ก็ไปทำที่ใหม่ได้ พอน้ำลดก็กลับมาทำที่เดิม
ในจังหวะเดียวกันเพื่อนบ้านหรือทุก ๆ คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อย บางคนบ้านหายไปทั้งหลัง รถหายไปทั้งคัน บางคนก็โรงงานปิด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่หยุด นั่นคือ ค่าใช้จ่ายมันมีอยู่ตลอด ค่าใช้จ่ายไม่ได้หยุดตามจังหวะธุรกิจที่หยุด ก็กลายเป็นว่า นักธุรกิจ คังเซนฯ ได้นำเอาอาชีพเสริมเข้าไปกระตุ้นให้คนเข้ามา แต่ต้องยอมรับว่าทำไม่ได้เต็มที่ เพราะมันยากนิดนึง แค่เปลี่ยนทัศนคติในการทำงานกลายเป็นมุมบวก แม้จะน้ำท่วมจะเป็นภาพลบ แต่ปรับทัศนคติบวกในสายตานักธุรกิจ ก็ถือว่าโอเคแล้ว
ณ วันนั้น ธุรกิจของเราก็ชะงักไป 20% มีดร็อปลงไป สมาชิก ทีมงาน สต๊าฟ เราจำเป็นต้องช่วยสมาชิก มีการระดมสิ่งของช่วยเหลือพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง อะไรที่ช่วยเหลือได้เราก็ช่วยเหลือกันไป ลงไปช่วยกันทำ ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมถึง คังเซนฯ ได้บริจาคผ่านสื่อต่าง ๆ และมีการบริจาคด้วยตัวเอง อาทิ เรือยาง ขนรถสิบล้อ ขนเตาแก๊ส 2,000 ชุด เอาสมาชิกเป็นกระบอกเสียงไปช่วยเหลือตามจุดต่าง ๆ
เมื่อวิกฤติได้ผ่านพ้นไป เกมการเดินตลาดในไตรมาสที่ 1 2 ก็คงไม่ต้องตั้งรับกันแล้ว เพราะเราตั้งรับมานาน 3 เดือนเต็ม ก็โดนกันไปพอสมควร จนกลายเป็นวลีฮิตของทุกพื้นที่น้องน้ำมารึยัง
หลังจากที่เราโดนผลกระทบไป เราก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเราสำรวจฐาน เห็นได้อย่างหนึ่งว่ากำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในโซนภาคกลางซึ่งเป็นฐานใหญ่ของเรา เพราะว่าโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเรายังรันไม่ได้ 100% การจ้างงานอะไรต่าง ๆ บางทียังไม่เกิดขึ้น 100% ซึ่งมันเป็นฐานผู้บริโภคใหญ่เรียกว่าหดไปพอสมควร เราก็เลยต้องหันไปขยายธุรกิจในพื้นที่อื่นมากขึ้น พอถึงเวลาทุกอย่างเรียบร้อย การรันธุรกิจในอุตสาหกรรมได้ 100% ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคนก็ไหลกลับมาทำงาน เพราะนิคมอุตสาหกรรมใหญ่กลับมารันเหมือนเดิม คนก็กลับมาทำงานเช่นเดิม พื้นที่อื่นที่ยังเป็นห่วงอยู่ ก็สามารถกลับมาขยายได้เพิ่มมากขึ้น ยกเว้น ปีนี้น้ำมา กันไม่ได้ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป
โดยสรุปไตรมาส 1 และ 2 คังเซนฯ ได้ปรับเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก ส่วนไตรมาส 3 ย่างก้าวสู่ฤดูการขาย ก็ต้องหยั่งเข้าไปในพื้นที่ในช่วงฤดูการขาย ถ้าเปรียบกับธุรกิจท่องเที่ยวที่แบ่งฤดูการท่องเที่ยวออกเป็น โลซีซั่น อยู่ 2 ช่วง ช่วงแรกคือ เดือนเมษายน - พฤษภาคม เป็นช่วงจับจ่ายใช้สอยและวันหยุดยาว เป็นวันครอบครัว พอจับจ่ายใช้สอยสู่ช่วงโลซีซั่น 2 นั่นคือ เปิดเทอม ย่างเข้าหน้าฝนหรือช่วงภาวะที่เกิดน้ำท่วม เรื่องธุรกิจก็จะได้รับผลกระทบจากการเดินทาง


รุก-รบด้วยระบบเทรนนิ่ง
จุดเหวี่ยงนักขายสำเร็จเร็ว
เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว 6 เดือน ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง จึงเตรียมกลยุทธ์ในการบุกตลาด ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือเรียกว่า B2C (Business 2 Consumer) คือเราพยายามใช้งบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเห็นว่างบประมาณที่เราใช้จะลงไปในส่วนของการจัดอีเว้นท์ การออกบูธ การจัดงานร่วมกับผู้นำในพื้นที่ เพื่อที่จะแนะนำกลุ่มลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งเป็นการแนะนำอยู่ในตัว เรามั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ KK หรือ คังเซน - เคนโก เป็นที่รู้จักอยู่ในตลาดพอสมควร
ฉะนั้น การที่เราไปออกบูธเท่ากับเป็นการตอกย้ำแบรนด์ KK เดิมเคยเห็นโฆษณาผ่านช่อง 3 จากที่เคยเห็นแล้วผ่านไป แต่ไม่เคยรู้ว่าสาขาอยู่ที่ไหน เราจึงมาต่อด้วยกลยุทธ์ B2C ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำได้ง่ายที่สุด ใช้งบประมาณน้อยที่สุด และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด
เพราะฉะนั้นจะมีการจัดอีเว้นท์ใหญ่ - ย่อย ลงในแต่ละพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อย่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกแผนงานหนึ่งจัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ถือเป็นอีเว้นท์ไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็ได้รับความสนับสนุนจากสมาชิกมากันตามสมควร เรามีการเปิดตัวสินค้าใหม่ พร้อมแนะนำระบบในการทำธุรกิจที่มั่นคงและถูกต้องเป็นอย่างไร เรามีการแบ่งห้องเล็ก ๆ 4 ห้อง มีห้องแผนการตลาด ห้องการเปิดตัวสินค้า ห้องในการอบรมปรับเปลี่ยนทัศนคติ เป็นต้น
ผมถึงบอกว่าเราพยายามสร้างเน็ทเวิร์คบิลเดอร์หรือกลุ่มนักธุรกิจใหม่ๆที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของธุรกิจซึ่งจะสังเกตได้ว่าในแต่ละห้องอบรมจะจำกัดการอบรมห้องละไม่เกิน40นาทีวันหนึ่งก็มีอยู่3รอบคูณจำนวนครั้งต่อวันรันตั้งแต่เช้าจรดเย็นเหตุผลที่เราทำอย่างนี้เพราะเราเห็นว่าในแต่ละรอบถ้ามีการอบรมแล้วคนเยอะเกินไปการเข้าถึงตัวจะน้อยแต่ถ้าคลาสของเราไม่ใหญ่จนเกินไปห้องอบรมไม่แน่นและสามารถใกล้ชิดได้มากกว่ามีการเทสมาก่อนว่าได้ผลก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
ยกตัวอย่างเมื่อก่อนผมอบรมที่พัทยาเป็นฟังก์ชั่นSM (Star Manager)ฟังก์ชั่นครั้งนั้นอบรม400กว่าคนแต่ว่า400กว่าคนมันจบแล้วก็จบบางทีคนอาจเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ไม่รู้ผมจึงปรับใหม่โดยคัดเกณฑ์ในการฝึกอบรมเหลือ120 150คนปรากฏว่าเราเช็คเรตติ้งมากกว่า60%ที่เข้าใจและเรียนรู้งานได้เร็วขึ้นคือทุกอย่างต้องทำการบ้านอย่างละเอียดยิบอย่างที่บอกคังเซนฯของเรามีจุดแข็งในเรื่องของการขายแต่ว่าการสร้างระบบบิลเดอร์หรือสร้างระบบเน็ทเวิร์คยังไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าที่ควร
แต่ในช่วง 2 3 ปีที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่าขายตรงจะทิ้งน้ำหนักไปทางหนึ่งทางใดไม่ได้ ขายตรงจะทิ้งน้ำหนักงานขายอย่างเดียวไม่ได้ จะทิ้งน้ำหนักการสร้างระบบอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะบางทีการสร้างแต่ฝัน สร้างแต่ละระบบ
ฝัน ๆๆ จนขายอะไรไม่ได้ แต่ว่าถ้าขาย ๆๆ อย่างเดียวไม่มีวันหยุด เพราะฉะนั้นเราต้องเอาทั้ง 2 ระบบนี้มาแมทซ์ด้วยกัน เมื่อมาสร้างระบบที่ถูกต้อง เราก็มีทิศทางที่ดีในการขายสินค้า ตัวสินค้าไม่ดีมันเอื้อให้ทำธุรกิจไม่ได้ แต่ของเราคนบริโภคได้ทุก ๆ เดือน แค่อินพุตระบบก็อปปี้ระบบความสำเร็จลงไป แต่ระบบนี้จะให้เกิดความเข้มแข็งต้องเดินตามสเต็ป 1 2 3 4 เมื่อมามิกซ์การอบรมที่มีอยู่หลาย ๆ คอร์ส ระบบก็จะไปสร้างคนให้เกิดความแข็งแกร่งได้ไม่ยาก
แผนงานการอบรมก็จะก้าวไปพร้อม ๆ กับการจัดอีเว้นท์และการเปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างที่ไบเทค บางนา การจัดงานก็พ่วงไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว ภายใต้ชื่อออร์แกนนิคนูทริชั่นแอนด์รีจูวีแลคต้องบอกว่า 16 ปีแล้วที่เราเปิดตลาด แต่นำสินค้ามาอัพเกรด มาปรับคุณภาพ เติมสารอาหารลงไป ก็เลยถือโอกาสเปิดตัวสินค้าตัวนี้อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันเรามีสินค้าอีกหลายรายการในเครือออร์แกนิค และกำลังรอนำเข้าอีก 4 5 รายการ รวมแล้วเรามีสินค้ากว่า 20 กว่าตัว แต่ตอนนี้ขออนุญาตนำเข้าแค่ 3 ตัวก่อน
ส่วนสินค้าที่เป็นนางเอก ก็ยังคงเป็นครีมไข่มุกหรือที่เรียกว่าว่า เพิร์ล และยกระดับไปเป็น เพิร์ล ซีรี่ส์ จากเจาะลูกค้าฐานกลางยกระดับไปถึงระดับบน สิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจมาก นั่นคือ การจับมือร่วมลงทุนกับซัพพลายเออร์ที่ไต้หวัน ซึ่งโรงงานแห่งนี้จะผลิตสินค้าชุด เพิร์ล ซีรี่ส์ ให้กับเรา ที่ผ่านการขออนุญาตจาก GP Certificate ต่าง ๆ เพื่อส่งไปทั่วโลก จริง ๆ ซัพพลายเออร์เจ้านี้อยู่กับเรามาตั้งแต่เราเปิดบริษัท เดิมทีเขามีอยู่แล้ว 2 โรงงาน แต่ว่าด้วยกำลังผลิตฟูล คาพาซิตี้ (Full Capacity - กำลังการผลิตเต็ม) เพราะเรามีการขยายไลน์สินค้า ซึ่งระยะหลังนี้มีการเติบโตมาก ๆ ซึ่งเราเริ่มส่งออกไปที่ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงไทยมากขึ้น
และถือเป็นการขยายโรงงานผลิตเป็นโรงที่ 3 ซึ่ง 2 โรงแรก เราไม่ได้เริ่มต้น เพราะเขาเริ่มต้นมาก่อน แต่พอเราชวนมาลงทุนในไทยเขาบอกไม่สะดวก (กลัวน้ำท่วม) ก็พยายามชักชวนเพราะจะได้พัฒนาในเรื่องของคุณภาพ และเราต้องการอิมเมจภาพลักษณ์ เพราะว่าธุรกิจขายตรงเราต้องการอิมเมจ หรือว่า ภาพลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในธุรกิจขายตรง เราต้องสร้างธุรกิจให้เขาสัมผัสได้ เราจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า ถ้าจะสร้างโรงงานโรงที่ 3 ผมขอร่วมลงทุนด้วยส่วนหนึ่ง ก็เท่ากับว่าสินค้าตัวนี้เราเป็นผู้จำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย ภายใต้ลิขสิทธิ์ของเราเอง
ส่วนในประเทศอื่น ๆ เราไม่ได้ขยายออกไปในรูปแบบแฟรนไชส์หรือรีเทล แต่เราผ่านในรูปแบบของธุรกิจขายตรง เพราะจะต้องไปลิงค์กับระบบ โกรบอล วัน คือ 1 รหัสคุณสามารถทำธุรกิจที่ คังเซนฯ โอเปอเรชั่นอยู่ โดยเราปรับเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ว่า หากมีการคำนวณรายได้จะคำนวณมาจากเวียดนาม ลาว กัมพูชา มารวมกัน จุดแข็งของเราคือ เรามีทีมเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ของเราลิงค์ระบบเวิลด์วาย ระบบเซิร์ฟเวอร์ เมนเฟรมต่าง ๆ เราใช้งบลงทุนไปกว่า 50 ล้านบาท ตอนนี้คาพาซิตี้ลิงค์ได้ทั้ง 5 ประเทศ เราเขียนระบบขึ้นมาเอง เป็นโกรบอลสไตล์ คังเซนฯ เพราะธุรกิจจะเติบโตได้ต้องเน้นการทำงานที่เป็นทีม ไม่ได้เน้นเก่งแค่เพียงคนเดียว
สำหรับโปรเจ็กต์ที่จะเป็นภาพลักษณ์ของ คังเซน เคนโก ในอนาคต ก็คือ เราเตรียมพร้อมที่จะสร้างสำนักงานแห่งที่ 2 เป็นอาคารคังเซน เพลส มูลค่าการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท จะประกอบไปด้วยตึก 2 ตึก ตึกแรกก็จะเป็นอาคารห้องประชุมคอนเวนชั่น ฮอลล์จุคนได้ 700 800 คน เป้าหมายเราจะจัดงานใหญ่ที่นั่น ซึ่งจะเป็นห้องประชุมใหญ่ชั้นบน และชั้นล่างจะเป็นห้องประชุมย่อยซอยลงมา ตึกที่ 2 จะเป็นออฟฟิศบิวดิ้ง บริษัทต่าง ๆ ในเครือจะย้ายมาที่นี่ 6 7 บริษัท ซึ่งเราอยากให้เป็น One stop service ในที่เดียวกัน โปรเจ็กต์นี้เราเริ่มต้นดำเนินการแล้ว แต่ด้วยพื้นที่ใช้สอยประมาณ 12,000 ตารางเมตร ทำให้เข้าไปในมาตรากฎหมายตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็ต้องยื่นขออนุญาตทั้ง กทม. และ EIA ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 3 4 เดือน ถ้าหมดหน้าฝนคาดว่าปลายปีนี้ก็น่าจะเริ่มลุยได้
ส่วนในเรื่องของแผนงานโรงแรมที่เคยวางไว้ ตัวผมเป็นคนที่ชอบการบริหารด้านการโรงแรม ชอบเรื่องการบริการ ก็อยากจะมีโรงแรมและรีสอร์ท เป็นของเราเอง ซึ่งในอนาคตผมมั่นใจว่า ธุรกิจของเราจะมั่นคงและเดินหน้า เมื่อธุรกิจเจริญเติบโต สิ่งหนึ่งที่เราต้องพูดคุยอยู่เสมอ ก็คือ การแตกแขนงธุรกิจสู่ธุรกิจอื่นที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งโรงแรมและรีสอร์ท ซึ่งเราได้จัดซื้อที่ดินอยู่ทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งที่เราเริ่มต้นไปแล้ว นั่นคือ ธุรกิจในส่วนของการเงิน ที่ดิน และโรงพิมพ์ รวมถึงธุรกิจบริหารจัดการทั่วไป ธุรกิจที่เปิดขึ้นมาใหม่ นั่นคือ ธุรกิจในส่วนของการส่งเสริมความงาม แต่จะไม่นำบริษัทเข้ามหาชน เพราะด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง และด้วยแคชโฟร หรือ กระแสเงินสดที่เรามีอยู่เพียงพอ
ในเรื่องของการสื่อโฆษณา จริง ๆ เรามีการใช้งบตามสมควร เราใช้งบประมาณได้อย่างสูงสุดทุ่มในเรื่องของบิลบอร์ด ณ จุดต่าง ๆ ที่เรากระจายไปในเวลานี้ เป็นจุดที่มีการสัญจรไปมาผ่านค่อนข้างเยอะ คนที่ขับรถผ่านไป มาแล้วมองเห็น ก็เป็นการรีมายด์แบรนด์เนมของเราได้เหมือนกัน นอกเหนือจากนั้น การโฆษณาผ่านทางสื่อต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ก็จะมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนสื่อโฆษณาทีวี เรามีการโยกงบไปสนับสนุนการประกวดนางสาวไทย ซึ่งก็ถือว่าเราโชคดีที่ส่งประกวดทั้ง 3 คน ได้ตำแหน่งนางสาวไทยทั้งหมดเลย
ส่วนการใช้สื่อทีวีดาวเทียมผมคิดว่ากลยุทธ์ในแต่ละบริษัทแต่ละองค์กรมีความคิดที่ต่างกันเรื่องของการใช้สื่อก็แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละองค์กรเราเชื่อว่ามันก็เป็นผลดีทั้งนั้นขอเพียงแต่ว่าแต่ละองค์กรแมนเนจในการใช้สื่ออย่างไรผมถือว่าโอเคก็เป็นทิศทางเดินในแต่ละบริษัทก็ว่ากันไป


อาเซียนโกยยอดกว่า1,000ล้าน.
ยังเปิดเกมรุกหนัก-ไม่ล่าถอย
ในตลาดอาเซียนเติบโตมากที่สุดก็จะเป็นอินโดนีเซีย ยอดขายปีละ 1,000 ล้านบาท เราติดอันดับ 6 หรือติดอันดับท็อปเท็นในอินโดนีเซีย ซึ่งเราเปิดที่อินโดนีเซีย ก็ต้องบอกว่า เป็นระยะเวลา 10 กว่าปีแล้ว เพราะการที่แบรนด์ไทยไปโตที่ต่างประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องยากมาก กว่าที่เราจะไปเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ไปทำความเข้าใจระบบความรู้พื้นฐาน การยืนบนธุรกิจขายตรงบางทีมันก็ยากพอสมควร อย่างประเทศพม่าเอง ถือว่าเราไปเปิดประเทศมาเป็นเวลา 8 9 ปีแล้ว แต่ยอมรับว่าในพม่าเองเราใช้เวลาร่วม ๆ 5 6 ปี ที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา เกี่ยวกับเรื่องการทำเน็ทเวิร์คเครือข่าย ฉะนั้น การเข้าไป 2 3 ปีแรก ต้องเรียนรู้ปูพื้นอย่างเดียว ถึงจะสอบผ่าน
ฉะนั้น การเดินยุทธศาสตร์ของเรา จะมุ่งเน้นการสร้างยอดขาย สร้างองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาร่วมบิสิเนส พาร์ทเนอร์ เราค่อนข้างจะให้ความสำคัญ คืออยากให้เขาเรียนรู้เพื่อการทำงานอย่างถูกต้องเป็นอย่างไร องค์กรธุรกิจมันถึงจะเจริญเติบโตได้ ฉะนั้น เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องการอบรม เราจึงเดินทางอยู่ตลอดเวลา ทัวร์ไปทั้งการจัดงาน หรือจัดอบรมสัมมนาต่าง ๆ เราก็จัดทีมงานจากบริษัทของเราไป และไม่ใช่ทีมโดเมสติก Domestic แต่เป็นทีมอินเตอร์เนชั่นแนลเทรนนิ่ง ยกตัวอย่าง เดือนนี้ไปพม่า ลาว กัมพูชา ก็จำเป็นต้องใช้ทั้ง 2 ภาษา เป็นเซ็นเตอร์กลาง เพราะในประเทศเวียดนาม กัมพูชา ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ล่ามแปล เพราะโดยพื้นฐานโลคัลที่นั่น จะมีข้อจำกัดเรื่องภาษาพอสมควร แต่ว่าก็ยังไปได้ด้วยดี เพราะว่าเรามีการลองผิด ลองถูกกันมาหลายปีแล้ว
เมื่อเราเคลื่อนสู่ระบบการทำงานให้สมาชิก ก็เท่ากับเติมความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น อย่างที่ผ่านมาสมาชิกของเราเขาไม่รู้จักเน็ทเวิร์ค แต่เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องซื้อมา ขายไป ต้องบอกว่า พม่าขายเก่งแบบขั้นเทพ เราบอกเสมอว่าขายตรงที่ดี ต้องเกิดการบริโภคซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขามีพื้นฐานทางธุรกิจมากขึ้น สินค้าตาม พอระบบเดิน ทุกอย่างก็วิ่งได้เลย จึงทำให้ธุรกิจพม่าเริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยอดไปยังไม่ถึง 100 ล้านบาท เพราะเพื่อนบ้านอย่างพม่าปิดประเทศมาหลายปี และต้องเรียนรู้เขามากพอสมควร และที่สำคัญรายได้ต่อหัวยังคงต่ำอยู่ ชนชั้นแรงงานรายรับอยู่ระหว่าง 500 2,500 บาท/หัว
เมื่อเทียบกับสินค้าของ คังเซนฯ ที่จำหน่ายในราคา 700 800 บาท/ชิ้น จนไปถึงหลักหมื่น ซึ่งกว่าจะทำความเข้าใจก็ยากเหมือนกัน เพราะวิธีการของเขาวิ่งไปหาคน เมื่อได้คนมาก็ชวนซื้อของ คือเขาได้กำไรจากค้าปลีก ระบบจึงค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ โจทย์คือคนขายเก่ง ทำยังงัยให้เขาเข้าใจเครือข่ายมากขึ้น เมื่อเราจับทางได้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันอย่าง ลาว ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องใช้กลยุทธ์เดียวกันในการบริหารงาน
19 ปีที่ คังเซนฯ เติบโตมา เราเติบโตมาจากสินค้าดีมีคุณภาพ แต่เมื่อมองไปที่ฐานนักธุรกิจของเรา ส่วนใหญ่จะถูกปรับจากนักขายมาเป็นนักธุรกิจอิสระกว่า 70% ตอนนี้เราจึงปรับเปลี่ยนนักธุรกิจให้เป็น เน็ทเวิร์ค บิลเดอร์ คือนักขายที่เป็นนักธุรกิจที่มีความเข้าใจระบบ 100% สัดส่วน 30% จะเป็นคนรุ่นใหม่ นิว เจเนอเรชั่น หรือ ยังบลัด เราจึงเติมระบบในการอบรม เทรนนิ่ง ก็อปปี้ และทำอย่างไรให้บุคคลเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกัน จาก 70 : 30 เราจะเพิ่มเป็น 50 : 50 ให้เท่าเทียมกัน ถ้าเราทำได้ตามคาดหวัง ยอดของเราก็จะไปได้อย่างฉลุยเลยทีเดียว
อัตรา30%ที่ได้ไม่ใช่เฉพาะคนรุ่นใหม่แต่มีสมาชิกที่เป็นรุ่นบุกเบิกของเราด้วยวันนี้ก็ถือว่าไม่น้อยหน้าเพราะขายตรงถ้าอยู่ได้อย่างยั่งยืนมั่นคงถาวรและเจริญเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดต้องนำเอาระบบขายตรงมาเป็นหัวใจสำคัญต้องปรับการทำงานให้เป็นไปตามระบบเชิญผู้มุ่งหวังและผู้ถูกมุ่งหวังเข้าระบบสุดท้ายก็เข้าสู่ฟังก์ชั่นของการอบรมใช้ฟังก์ชั่นการอบรมให้เป็นประโยชน์
ซึ่งภายใต้การจัดงานBest Off the Bestที่ไบเทค บางนา ตามที่กล่าวมาในเบื้องต้น คังเซนฯ ก็เชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละประเทศอย่าง พม่า ลาว กัมพูชา เข้ามาร่วมงานดังกล่าวด้วย ซึ่งในเอเชียคาดว่าน่าจะมีฐานสมาชิกกว่า 3,000 คน ก็ไม่ถือว่ามากนัก และวันนี้ต้องบอกว่าเราสยายปีกได้ครอบคลุมหมดแล้ว จริง ๆ เราตั้งใจครอบตลาดอาเซียนครบ 2 ทศวรรษ หรือ 20 ปี แต่ในปีที่ 19 เราทำได้ครบถ้วนตามจุดมุ่งหมาย เป้าหมายต่อไป เราต้องการต่อยอดทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
ประเด็นสุดท้ายที่มีการพูดคุยกัน นั่นคือ ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในสายตาบอร์ดบริหาร มองการเติบโตเป็นเช่นไร.. บอสอิทธิศักดิ์วิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า
ตัวเลขการเติบโตผมว่าสวยนะเพราะจากที่ผมเข้าไปสัมผัสในอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศการเติบโตในภาพรวมปีนี้น่าจะเห็นเป็นตัวเลข70,000ล้านบาทสำหรับที่เข้าระบบซึ่งอาจจะบวกๆด้วยซ้ำเหตุผลเพราะว่าผมเห็นดิสเพลเยอร์หรือกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ๆเข้ามาสู่กลุ่มธุรกิจขายตรงมากขึ้นถ้าตลาดนี้มันตันคงไม่มีผู้ประกอบการรายใดเอาเงินลงทุน10 20ล้านบาทมาลงหรอกครับแสดงว่าทุกคนมองเห็นธุรกิจนี้มีโอกาสโตมหาศาลจึงแห่เข้ามาลงทุนอย่างมากไม่เพียงเฉพาะในโลคัลหรือในประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังมีในอาเซียนทางยุโรปและอเมริกาก็ยังไหลเข้ามาสู่ประเทศไทยเพราะว่าตัวเลขการเติบโตในฝั่งยุโรปและอเมริกามีอัตราการเติบโตที่น้อยลงแต่ตัวเลขการเติบโตในเอเชีย-แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นทุกๆปีนั่นก็หมายความว่าโอกาสทางนี้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วนการย่างก้าวสู่เวทีอาเซียน จริง ๆ เราพัฒนาตัวเราเองไม่ได้หยุด ถามว่าเราพร้อมไหม คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่เราพอสู้ไหว เพราะว่าในอินโดจีนทั้งหมด ผมลงไปศึกษาตลาดและเปิดธุรกิจครอบคลุมมาประมาณ 4 5 ปีแล้ว คิดว่าเราพอมีฐานพอสมควร ก็พอสู้ได้ในเวทีอาเซียน ซึ่งกำลังจะเปิดเสรีทางการค้าในปี 2558เชื่อว่า เอาอยู่..!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่324 ประจำวันที่16 - 31 กรกฏาคม 2555

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "คังเซน-kangzen" พลิกกลยุทธ์ปิดจุดอ่อนอัดหลักสูตรดันยอด 2,000 ล้าน


นายอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมของ ธุรกิจคังเซนฯในช่วงที่ผ่านมาว่า ต้องยอมรับว่าปัจจุบันยอดขายของบริษัทอยู่ในภาวะชะลอ ตัว ผลประกอบการยังไม่ค่อยเป็นที่น่าพึงพอใจ ซึ่งสาเหตุส่วนหนึ่งน่าจะเกิดจากการที่บริษัทมีจุดอ่อนเกี่ยวกับระบบการสร้างเครือข่ายที่ยังไม่พัฒนาให้เกิดความชัดเจน สมาชิกนักธุรกิจของเราที่เข้าใจธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริงมีไม่ถึง 30% โดยอีก 70% ยังคงเป็นเพียงผู้จำหน่ายอิสระทั่วไป ที่เข้ามาร่วมธุรกิจเพียงเพราะชื่นชอบในผลิตภัณฑ์ของคังเซนฯเท่านั้น โดยส่วนใหญ่มักจะดำเนินธุรกิจขายตรง แบบครอบครัว เน้นการบริโภคเป็นหลัก

ฉะนั้น แผนงานในปี 2555 บริษัทจึงจะมี การปรับโครงสร้างระบบภายในบริษัท โดยจะเป็นการพัฒนาให้เข้าสู่ระบบเครือข่ายขายตรงอย่างเต็มรูปแบบมากขึ้น อย่างไรก็ดีน่าจะไม่เปลี่ยน รูปแบบโครงสร้างธุรกิจไปเลยทีเดียว แต่จะเน้น การสร้างความสมดุลระหว่างจุดแข็งและจุดบก พร่องของบริษัท โดยจุดแข็งที่สำคัญของเราใน ขณะนี้ คือ ปัจจุบันบริษัทมีผู้จำหน่ายอิสระที่มีความเชี่ยวชาญในการนำเสนอผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เราจะพบโลโก้ที่เป็นสัญลักษณ์ของศูนย์จำหน่ายสินค้าของคังเซนฯ ทั่วทั้งประเทศกว่า 1 หมื่นศูนย์ แต่กลับพบว่าผู้จำหน่ายเหล่านั้นไม่ได้รู้วิธีการทำธุรกิจเครือข่ายอย่างแท้จริง จึงเป็นเหตุให้พวกเขามีรายได้ไม่ต่อเนื่อง เกิดการ สูญเสียลูกค้า และเลิกทำธุรกิจไปโดยปริยาย

การหันมาเน้นในเรื่องของการทำธุรกิจขายตรงตามระบบมากขึ้น จึงน่าจะแก้ปัญหาสำคัญดังกล่าวได้ ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เริ่มดำเนิน การตามแผน ด้วยการเพิ่มการอบรม สร้างความ เข้าใจเกี่ยวกับแนวความคิดดังกล่าวให้กับนักธุรกิจคังเซนฯทั่วประเทศ โดยขณะนี้มีการเตรียมความพร้อมด้วยการจัดอบรมเกี่ยวกับคอนเซปต์ของการทำธุรกิจในเบื้องต้น และจะเริ่ม พัฒนาความรู้ด้านอื่นๆ เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย อย่างเป็นขั้นตอนต่อไปเรื่อยๆ เพื่อบริษัทจะสามารถสร้างยอดขายได้มากกว่าที่เป็นอยู่

นายอิทธิศักดิ์ เปิดเผยต่อว่า บริษัทเริ่ม ทดลองดำเนินตามแผนงานดังกล่าวมาตั้งแต่ ช่วงปลายปีที่แล้ว ด้วยการปรึกษาระดมความ คิด ความเห็นร่วมกับผู้จำหน่ายอิสระจากทั่วประเทศ ซึ่งหลายๆ คนให้การตอบรับ และเริ่มหยุดกิจการในเซ็นเตอร์ของตัวเอง แล้วหันเข้ามาฝึกอบรมในบริษัทมากขึ้น และพบว่าระยะเวลาผ่านไปเพียง 2 ไตรมาส ยอดขาย ของบริษัทเริ่มไต่ระดับขึ้นมาในระดับที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นในไตรมาสที่ 3 และ 4 ของปีนี้เราจึงน่าจะเห็นความชัดเจนของธุรกิจคังเซนฯ มากขึ้น ทั้งนี้ภายในสิ้นปีบริษัทตั้งเป้ายอดขาย ไว้ที่ตัวเลข 2 พันล้านบาท และพยายามให้เติบโต 10-15% อย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี

นอกจากนี้ ในครึ่งปีหลัง บริษัทคังเซนฯ ก็มีแผนที่จะพัฒนาคุณภาพของผลิตภัณฑ์ให้เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคมากขึ้นโดยเฉพาะการปรับปรุงคุณภาพในผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ออร์แกนิค ซึ่งเป็นสินค้าหลักที่อยู่คู่กับบริษัทมากว่า 16 ปี โดยในปี 2554 บริษัทจำหน่ายผลิต ภัณฑ์ดังกล่าวได้มากกว่า 4 หมื่นชิ้น รวมเป็นเงินกว่า 55 ล้านบาท คาดว่าหลังจากการปรับปรุงคุณภาพใหม่ในครั้งนี้จะ ยิ่งส่งผลให้ยอดขายเติบโตขึ้นอีกกว่า 10% และในปีนี้บริษัทยังมุ่งให้ความสำคัญกับการรุกตลาดในกลุ่มสินค้าเสริมอาหารมากขึ้น เพื่อเป็นการขยายฐานกลุ่มผู้บริโภคที่รักและใส่ใจในสุขภาพ

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงความคืบหน้าของธุรกิจคังเซนฯในต่างประเทศ หัวเรือใหญ่ ของคังเซนฯ ก็ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้เข้าไปเปิดธุรกิจในต่างประเทศแล้ว 5 ประเทศด้วยกัน คือ อินโดนีเซีย, ลาว, พม่า, กัมพูชา และเวียดนาม โดยประเทศที่มียอดขายเติบโตมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย ซึ่งในปีแรกมียอดขายทะลุ 950 ล้านบาท อยู่ในอันดับท็อปเทนของบริษัทขายตรงที่นั่น ส่วนลาวมียอดขายประมาณ 160 ล้านบาท พม่า ประมาณ 15 ล้านบาท ส่วนกัมพูชา และ เวียดนาม ยังถือว่าเป็นช่วงเริ่มต้นของการเข้าไปดำเนินธุรกิจ

อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา พบว่าธุรกิจคังเซนฯ ในประเทศ พม่า มียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนประมาณ 2-3 ล้านบาท จากเดิมที่ขายได้เพียง 1 ล้านบาท ดังนั้นภายในสิ้นปีนี้ตนจึงคิดว่ายอดขายในพม่าอาจจะทะลุ 25 ล้านบาท ซึ่งปัจจัยสำคัญน่าเกิดขึ้นจากการเริ่มหันมาเน้นการดำเนินธุรกิจขายตรงตามระบบมากขึ้น และในขณะนี้ตนก็เริ่มสนใจที่จะเข้าไปเปิดธุรกิจคังเซนฯในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น ฟิลิปปินส์ และฮ่องกง เพราะทั้ง 2 ประเทศ มีฐานสมาชิกที่ เป็นผู้บริโภคของบริษัทอยู่แล้วเป็น จำนวนมาก เรื่องดังกล่าวจึงถือเป็น ก้าวย่างสำคัญที่น่าภาคภูมิใจของบริษัทคังเซนฯ เครือข่ายขายตรงของคนไทยที่ดำเนินธุรกิจมาเกือบ 2 ทศวรรษ โดยตนคาดว่าไม่เกินงานวันเกิด ฉลองครบรอบ 20 ปี บริษัทจะสามารถขยายธุรกิจครอบคลุมทุกประเทศในแถบอินโดจีนได้อย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันเมื่อผู้สื่อข่าวถามถึง ความรู้สึกของนายอิทธิศักดิ์ ในฐานะอดีตนายกสมาคมการขายตรงไทย ที่เพิ่งลาตำแหน่งไปล่าสุด เขาได้เปิดเผยถึงความรู้สึกตลอด 2 ปีของการทำหน้าที่ดังกล่าวว่า ในวินาทีแรกที่ผู้ใหญ่ทุกคนให้โอกาส บอกตรงๆว่าตนมีความกลัว กลัวว่าจะทำงานได้ไม่ดี แต่ในเมื่อทุกคนให้ความไว้วางใจ และประธานผู้ก่อตั้งบริษัทคังเซนฯ ก็บอกว่า ยังไงเราก็ต้องทำได้ จึงทำให้ตนตัดสินใจเข้ารับหน้าที่ โดยตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ตนได้รับประสบการณ์หลายๆ อย่างที่ทำให้ตัวเองมีมุมมองความคิดที่กว้างขึ้น เติบโตขึ้น ส่วนผลงานที่ตน รู้สึกภูมิใจมากที่สุด คือ การนำพาชื่อเสียงของประเทศไทย ให้เป็นที่รู้จักใน เวทีธุรกิจขายตรงโลก โดยประเทศไทยเป็นประเทศแรกและประเทศเดียวใน เอเชียแปซิฟิก ที่ได้รับรางวัล โก อวอร์ด ในเรื่องของการดำรงไว้ซึ่งจรรยาบรรณการดูแลผู้บริโภค รวมถึงการให้ความสำคัญกับตลาดขายตรงทั้งหมด ซึ่งตนเชื่อว่าในวาระของนายกสมาคมคนใหม่ คุณกิจธวัช ฤทธ-ราวี ท่านจะยิ่งให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ เพราะทางสมาคมฯคาดหวังว่า ในปีหน้าเราจะขึ้นตำแหน่งในระดับแพลตินัม ซึ่งจะเป็นประเทศแรกของโลกที่ได้รับตำแหน่งนี้

อย่างไรก็ดี อดีตนายกสมาคมฯ ที่จะเข้ามารับหน้า ที่เลขาธิการให้แก่สมาคมฯในวาระปัจจุบัน ได้กล่าวถึงนโยบายสำคัญของสมาคมการขาย ตรงไทยว่า ณ วันนี้คณะกรรมการทุกคนมีแนวคิดว่า สมาคมฯจะต้องเร่งผลักดันให้ทุกๆ บริษัทที่เป็นสมาชิกได้รับโอกาสที่จะเข้ามาสลับสับเปลี่ยนการทำงานเพื่อสังคม คือ มีโอกาสที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ ร่วมกัน ไม่ใช่มีอยู่แค่ประมาณ 10 บริษัทอย่างที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ซึ่งตนเชื่อว่า การที่เราให้โอกาสคนรุ่นใหม่เข้ามาเป็นคณะกรรม การ โดยที่ผู้ใหญ่ทุกคนยังคอยเป็นที่ปรึกษา น่าจะเป็นประสบการณ์ที่ดีเหมือนเช่นที่ตนเคยได้รับ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1316 ประจำวันที่ 11-7-2012 ถึง13-7-2012

อั้นไม่ไหว! ต้นทุนวัตถุดิบพุ่งอั้นไม่ไหว! ต้นทุนวัตถุดิบพุ่ง ขายตรง (MLM) พาเหรดขึ้นราคาสินค้า


 


แบรนด์ขายตรงครวญวัตถุดิบสินค้าขยับขึ้นราคาไม่หยุด บีบหลายบริษัทแบกภาระต้นทุนไม่ไหว ปรับราคาสินค้าขึ้นพรวด กิฟฟารีน ปรับขึ้น 10% ใน 10 รายการสินค้า แอมเวย์ ขอขึ้น 6% มิสทิน บอกขอทยอยปรับ ด้าน เอสเนเจอร์ ขอตรึงราคา หลังบริษัทแม่ ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ขึ้นราคาไปแล้ว เอมสตาร์ เพิ่มการผลิตกินกำไรน้อยลงเพื่อเรตติ้ง คังเซน-เคนโก นับถอยหลังจ่อปรับปลายปี


จากเดิมที่หลายบริษัทออกมาประกาศยอมแบกภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากราคาสินค้าในท้องตลาด รวมถึงราคาวัตถุดิบสินค้าปรับราคาขึ้น จากเศรษฐกิจที่ผันผวน และอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ข้าวของปรับราคา มาวันนี้หลายบริษัทดูจะต้องยอมออกมายกธงขาว หลังต้องเลิกแบกภาระที่หนักอึ้ง จนต้องประกาศขึ้นราคาสินค้าบางรายการของบริษัท


> กิฟฟารีน-แอมเวย์-มิสทิน กอดคอขึ้นราคาสินค้า


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย ว่า บริษัทได้จัดโปรโมชั่นจำหน่ายจานดาวเทียมในราคาพิเศษแก่นักธุรกิจและสมาชิก สำหรับเป้า หมายในช่วง 1 ปีต้องการสร้างการรับรู้ในวงกว้าง และในระยะยาวคาดว่าจะมีนักธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 10-20% ซึ่งหลังจากเปิดตัวไปได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี สำหรับผลประกอบการปีนี้ตั้งเป้า โต 10-12% จากรายได้กว่า 5,000 ล้านบาท แต่ต้องในกรณีที่ไม่มีน้ำท่วม ส่วนผลประกอบการ 5 เดือนเติบโต 10% พร้อมกันนี้ยังได้รองรับภาวะ น้ำท่วมด้วยการทุ่มงบทำกำแพงป้องกันน้ำท่วม สามารถรองรับปัญหาน้ำท่วม 90% ส่วนนิคมอุตสาหกรรมนวนครก็ได้สร้างกำแพงกันน้ำท่วมคืบหน้าไปแล้ว 40% คาดว่าเดือนสิงหาคมแล้วเสร็จ


พ.ญ.นลินีกล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทได้ปรับราคาสินค้าเพิ่มขึ้นไม่ถึง 10% จำนวน 10 รายการจากจำนวนสินค้าทั้งหมด 2,000 รายการ เพราะวัตถุดิบและแพ็กเกจจิ้งสูงขึ้น ส่วนปลายปีนี้จะเปิด ตัวสินค้าใหม่ช่วงเดือนกันยายน 7-10 รายการ ส่วนกรณี กสทช.จะออกมาควบคุมเกี่ยวกับเนื้อ หาการนำเสนอของโทรทัศน์ดาวเทียม เชื่อว่าจะ ส่งผลดีต่อผู้บริโภคได้รับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง สำหรับกิฟฟารีนมีนโยบายการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารที่ถูกต้องไม่เกินความเป็นจริงแก่ผู้บริโภคอยู่แล้ว ขณะที่การรวมตัวของกลุ่มขาย ตรงเพื่อเป็นสมาพันธ์ขายตรง ต้องมีการพิจารณาหรือหารือร่วมกัน เนื่องจากปัจจุบันกลุ่มธุรกิจขายตรงมีด้วยกัน 3 สมาคม


บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นแบรนด์ขาย ตรงเบอร์หนึ่งของประเทศ นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการของ บริษัทก็ได้ออกมายอมรับผ่านสื่อว่า บริษัทจำเป็นต้องปรับราคาขึ้น


เพราะกว่า 4 ปีแล้วที่บริษัทคงราคาสินค้า ของบริษัทไว้ ทั้งๆ ที่ผ่านมา ต้นทุนในการ บริหารจัดการหลายอย่างของบริษัทก็มีการปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัท ต้องปรับราคา สินค้าบางรายการขึ้นอีก 6% ซึ่งถึงแม้ราคาของสินค้าจะปรับตัวขึ้นก็ตาม ทางบริษัทยังมีความเชื่อมั่นว่า สินค้าของบริษัทจะยังคงขายดีได้เช่นเดิม เนื่อง จากคุณภาพของสินค้านั่นเอง


นอกจากในส่วนของแอมเวย์ แล้ว ยังมีทางด้านของ มิสทิน โดย นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็น อีกหนึ่งบริษัทที่มีการประกาศในส่วนของการปรับขึ้นราคาสินค้าแล้ว โดยต้นทุนวัตถุดิบของมิสทินคิดเป็นสัดส่วน 80% ต้นทุนค่าแรง 20% หลักๆ เป็นค่าแรงใน กลุ่มสกินแคร์และแป้งมีสัดส่วน 10% และต้นทุนค่าแรงกลุ่มเมกอัพมีสัดส่วนเฉลี่ย 7-9% กรณีการปรับขึ้นค่าแรงจะทำให้ต้นทุน ค่าแรงในกลุ่มสินค้าเมกอัพเพิ่มขึ้น 4-5% ส่วนต้นทุนค่าแรงในกลุ่มแป้งและสกินแคร์ เพิ่มขึ้น 6-7% ทำให้สินค้าใหม่ที่จะออกมาทำตลาดในอีก 1-2 เดือนข้างหน้ามีราคา ที่สูงขึ้น สะท้อนโครงสร้างต้นทุนที่แท้จริง สำหรับสินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดอยู่แล้ว บริษัทไม่มีแผนปรับขึ้นราคาภายในปีนี้ แต่จะทยอยปรับขึ้นราคาสินค้าเฉลี่ย 2-5% โดยดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปครั้งละ 2% ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ต้นปี 2556


> คังเซน-เคนโก จ่อปรับขึ้นตาม


ด้านนายอิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์ ประธาน กรรมการบริหาร บริษัท คังเซน เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า คังเซนฯ จะมีการปรับราคาสินค้าเพื่อช่วยลดต้นทุน การผลิตที่สูงขึ้นหรือไม่นั้น บริษัทจะพิจารณา จากหลายๆ ปัจจัย เพราะหลายปีที่ผ่านมา ทางบริษัทต้องแบกรับกับต้นทุนในการจัดการ หลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นอัตราแลกเปลี่ยน ต้นทุนทางลอจิสติกส์ จากอัตราราคาน้ำมันโลก ที่เพิ่มขึ้น ขณะนี้ตนและผู้บริหารจึงกำลังพิจารณาดูภาพรวมของสินค้าว่าจะมีการปรับในกลุ่มไหนก่อน และในอัตราเท่าใด


> เอมสตาร์ ยอมกินกำไรน้อยผลิตให้มากแทน


ท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์ ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท เอม สตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากที่ผ่านมาร่วม 6 เดือนของการทำธุรกิจประจำปีมังกรทองนี้ ทางบริษัทมีอัตราการเติบโตที่ดี และเป็นไปตาม เป้ายอดขายที่บริษัทได้กำหนด ซึ่งนับเป็น เรื่องที่ดี เนื่องจากในปีนี้สถานการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ซึ่งส่งผลดีต่อการทำธุรกิจ


โดยหากมองย้อนไปเมื่อช่วงปลายปี ที่ผ่านมา ซึ่งมีเหตุมหาอุทกภัยเกิดขึ้นมานั้น โรงงานของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบอะไร ทำให้ยอดขายในปีนี้เป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนเรื่องของการขึ้นราคาสินค้าที่หลายบริษัทเริ่มปรับขึ้นนั้น เอม สตาร์ยังไม่ได้มีแผนที่จะปรับราคาสินค้าขึ้นตาม ซึ่งถึง แม้สินค้าบางตัวจะมีวัตถุดิบที่ราคาขยับขึ้นก็ตาม แต่ทว่าบริษัทยังมีสินค้าชนิดอื่นที่ผลิตอยู่ และราคาต้นทุนยังเหมือนเดิม ทำ ให้บริษัทนำสินค้าเหล่านี้มาหักลบกับสินค้าที่มีวัตถุดิบที่ขยับตัวแพงขึ้น ซึ่งนำมาเฉลี่ยทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะขยับตัวสูงขึ้น


> เอสเนเจอร์ ยังตรึง หลังบริษัทแม่ปรับไปก่อน


นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) และเจ้าของธุรกิจเครือข่ายแบรนด์ เอสเนเจอร์ เผยว่า สำหรับการเตรียมตัวเพื่อรองรับการเปิดเสรีอาเซียน ที่จะถึง ในปี 2558 นี้ นอกจากการพัฒนาคุณภาพ สินค้าแต่ละตัวให้ชัดเจนแล้ว ยังมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง คือด้านบุคลากร ซึ่งบริษัทจะต้องมีการพัฒนาทักษะ (skill) ของพนักงานให้เป็นผู้มีความรู้ ความ ชำนาญ อย่างแท้จริง โดยเฉพาะบุคลากร ในระดับ ผู้จัดการระดับกลางจนถึงระดับสูงให้รู้จักบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ


ส่วนประเด็นการขึ้นค่าแรงงานนั้น ประธานใหญ่ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ยอมรับว่า ในส่วนของบริษัท ต้องแบกค่าแรงเพิ่มขึ้นถึง 20 ล้านบาท/เดือน หรือ 200 ล้านบาท/ปี หลังจากที่มีการปรับค่าแรงงาน 300 บาท/วัน/คนทั่วประเทศ ทำให้ต้นทุน ค่าแรงงานพุ่ง 40-45% บริษัทต้องปรับตัวโดยเน้นการลงทุนในเครื่องจักรและเทคโนโลยีชั้นสูง (High technology & Capital Intensive) อีกทั้งการพัฒนา automation process เพื่อลดและเลี่ยงการใช้แรงงานคน และเพิ่มผลผลิต (optimize productivity) นอกจากนี้ บริษัทยังได้มีแผน ปรับเพิ่มราคาสินค้าในผลิตภัณฑ์พลาสติก ประมาณ 5% สินค้าเมลามีนอีก 10% ภาย ในเดือนพฤษภาคม


สำหรับธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ (S Natur) นั้น ยังไม่มีการปรับขึ้นราคาสินค้าแต่อย่างใด โดยปัจจุบัน S Natur มีสาขากระจายอยู่ทั่วประเทศ 15 แห่ง และมีตัวแทนจำหน่ายอยู่ในต่างประเทศ คือ ลาว และพม่า และในปีนี้บริษัทจะเปิดสาขา เพิ่มอีก 2 แห่งในประเทศอินโดนีเซีย และกัมพูชา เพื่อสามารถรองรับกับความต้องการและใกล้ชิดกับผู้บริโภคในตลาด AEC ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1316 ประจำวันที่ 11-7-2012 ถึง13-7-2012