ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : 'นีโอไลฟ์' ผนึก 'ไชนีส อบร็อด' ติวสมาชิกอัดหลักสูตรเข้มก่อนบุก AEC







hhhhh (Mobile)

 


"นีโอไลฟ์" เปิดเวที อีโค สมาร์ต ขายตรงแห่งนวัตกรรมรักษ์สิ่งแวดล้อม ประดับเข็มสมาชิกประจำเดือน พ.ย.56 เดินหน้า อัดหลักสูตรอบรมให้นักขาย พร้อมเร่งขยายศูนย์ออนไลน์ เซ็นเตอร์ 1 อำเภอ 1 ศูนย์ทั่วประเทศ ล่าสุดจับมือ "ไชนีส อบร็อด" บริษัทพันธมิตร ผุดโครงการเพื่อการศึกษา "ซีเอเอสซี-นีโอไลฟ์ แนะแนว การศึกษาในประเทศจีน (CASC-NEOLIFE EDUCATION PROJECT)" ดันสมาชิกเพิ่มองค์ความรู้ภาษาจีน แบ่งให้ความรู้ 3 รูปแบบในหลักสูตรระดับนานาชาติ ตอกย้ำสโลแกน "เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีกว่า"


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ของไทย เปิดเผยว่า การจัดงานประดับเข็มประจำเดือนของบริษัท ที่เกิดขึ้นเป็นประจำในทุกเดือน ก็เพื่อเป็นการฉลองให้กับผู้ที่ประสบ ความสำเร็จในการเป็นนักธุรกิจในสังกัดบริษัท ที่สามารถไต่ระดับ ขึ้นมาในตำแหน่งต่างๆ


"นีโอไลฟ์ ถือเป็นบริษัทแรก และบริษัทเดียวที่มีการจัดงาน ประดับเข็มในทุกเดือนให้กับสมาชิกของบริษัท เนื่องจากในแต่ ละเดือนมีผู้ประสบความสำเร็จเกิดขึ้นอย่างมากมาย และต่อเนื่อง มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โดยในครั้งนี้ก็เป็นการฉลองความสำเร็จ ให้กับนักธุรกิจที่สามารถขึ้นตำแหน่งประจำเดือน พ.ย.2556 โดยงาน จัดภายใต้ธีม "นีโอไลฟ์ อีโค สมาร์ต" เพื่อเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นแบรนด์แห่งนวัตกรรมที่ใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม" ดร.นพรุจ กล่าว


ธุรกิจขายตรงถือเป็นธุรกิจที่มีวิวัฒนาการมาจากการค้าขายแบบดั้งเดิม ที่ต้องซื้อขายผ่านพ่อค้าคนกลาง ธุรกิจ MLM เป็นธุรกิจที่จะทำให้ประชาชนทุกคนสามารถสวมบทเป็นเจ้าของธุรกิจ เป็น กลุ่มคนต้นน้ำที่สามารถสร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำได้


อีกทั้ง ความต้องการที่จะเป็นบริษัท ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชน นีโอไลฟ์ ถือกำเนิดขึ้นจากความต้องการแบ่งปันโอกาสให้กับพี่น้องประชาชนให้สามารถเป็นเจ้าของธุรกิจ ทั้งยังรวมถึงกลุ่มคนใน ระดับนานาชาติ โดยบริษัทได้เปิดโอกาสผ่านกลุ่มสินค้าที่หลากหลายมีความครอบ คลุมความต้องการของผู้บริโภค ไม่ว่าจะเป็นสินค้ากลุ่มสุขภาพ ความงาม และสินค้าอุปโภคบริโภค


นอกจากในส่วนของเรื่องสินค้าแล้ว นีโอไลฟ์ยังเป็นบริษัทที่มีแผนการตลาดที่ ง่ายไม่ซับซ้อน เข้าใจได้ เพื่อเป็นการตอบ โจทย์กลุ่มคนในทุกระดับชั้นที่ต้องการเป็น เจ้าของธุรกิจ


"นีโอไลฟ์ยังมีในเรื่องของระบบสนับสนุนนักธุรกิจต่างๆ รวมถึงกิจกรรมที่ จัดอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี รวมถึงการสร้างระบบเทรนนิ่งต่างๆ ของบริษัท อีกทั้งบริษัทยังมีในส่วนของศูนย์ธุรกิจหลากหลายรูปแบบ โดยล่าสุดก็มีในส่วนของ "ศูนย์นีโอไลฟ์ ออนไลน์ เซ็นเตอร์" ที่บริษัทต้องการกระจายไปในทุกอำเภอของ ประเทศไทย โดยในแต่ละอำเภอจะมีหนึ่งศูนย์ออนไลน์เซ็นเตอร์" หัวเรือนีโอไลฟ์ เผย


อย่างไรก็ดี "นีโอไลฟ์ ออนไลน์ เซ็นเตอร์" (Neolife Online Center) เป็น ลักษณะของศูนย์บริการสินค้ามาตรฐานแบบ 1 อำเภอ 1 ศูนย์บริการ และไม่ให้ซ้ำสถานที่ตั้งกัน "นีโอไลฟ์ ออนไลน์" จะเป็นจุดจำหน่ายสินค้าหลัก และบริการสินค้าของบริษัทให้แก่สมาชิกแบบออนไลน์ สมาชิกสามารถตรวจสอบข้อมูล สายงาน และการสั่งซื้อได้ทันที มั่นใจทุกขั้นตอน


ด้านทำเลที่ตั้ง บริษัทจะเน้นเรื่องพื้นที่ในเขตเจริญของแต่ละอำเภอ โดยจะ แบ่งรูปแบบศูนย์ฯ เป็น 2 รูปแบบ คือ 1.เปิดในห้างสรรพสินค้า และ 2.เปิดแบบ อาคารพาณิชย์ ส่วนองค์ประกอบภายในก็จะมีจุดจำหน่ายสินค้า หรือเคาน์เตอร์ขาย สินค้า ตู้ใส่สินค้า หรือตู้โชว์สินค้า ชุดโต๊ะ กลมนั่งประชุมธุรกิจ และชุดอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สำหรับขายออนไลน์ (Real-time) 1 ชุด และเช็กสายงาน 1 ชุด


โดยในส่วนของเป้าหมายการเกิดขึ้น ของศูนย์ "นีโอไลฟ์ ออนไลน์" บริษัทคาดว่า เมื่อถึงสิ้นปี 56 นี้ จะมีการเกิดขึ้น ของ "นีโอไลฟ์ ออนไลน์ เซ็นเตอร์" ประมาณ 200 ศูนย์ โดยในปี 57 บริษัทจะมี "นีโอไลฟ์ ออนไลน์ เซ็นเตอร์" ทั้งหมด 500 ศูนย์ ใน 500 อำเภอ จากจำนวนกว่า 800 อำเภอในประเทศ นอกจากในส่วนของศูนย์ออนไลน์ฯที่กล่าวถึงนี้ บริษัทยังมี ในส่วนของ "สปาช็อป" ที่มีแล้วกว่า 2 พัน ช็อปในปัจจุบัน


จากในเรื่องของศูนย์ธุรกิจรูปแบบต่างๆ แล้ว บริษัทก็ยังมีในส่วนของระบบเทรนนิ่งอบรมหลักสูตรต่าง เพื่อสร้างนักธุรกิจตั้งแต่จากระดับเริ่มต้น ไปสู่ความเป็น มืออาชีพ ที่สามารถสร้างรายได้ในหลักล้านบาท โดยแต่ละหลักสูตรจะกระจายทำ การประชุมอบรมไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ รวมถึงสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ ก็จะทำ การเปิดหลักสูตรอบรมในทุกสัปดาห์


อย่างไรก็ตาม ไม่เพียงแต่ประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้น ล่าสุดทาง "นีโอไลฟ์" ยังได้ผุดโครงการเพื่อการศึกษาครั้งใหญ่ให้กับสมาชิกภายใต้ "โครงการ ซีเอเอสซี-นีโอไลฟ์ แนะแนวการศึกษาในประเทศจีน CASC-NEOLIFE EDUCATION PROJECT"


โดยดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร และดร.รัชนี มหานิยม ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสมาชิก และกรรมการผู้จัดการได้ให้ความสำคัญกับการศึกษา โดยเฉพาะการศึกษาต่อที่ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งประเทศมหาอำนาจในหลายด้าน จึงได้ร่วมมือกับ มร.หวง เฉิง เซิน ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไชนีส อบร็อด สตัดดี เซ็นเตอร์ จำกัด ที่ปัจจุบันเป็นที่ปรึกษาให้กับนีโอไลฟ์ จัดทำโครงการการศึกษานี้ขึ้น เพิ่มโอกาสและความรู้ให้แก่สมาชิก รวมถึงคนในครอบครัว เพื่อตอกย้ำสโสแกน ของบริษัท คือ เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีกว่า


ซึ่งโครงการดังกล่าว จะแบ่งออกเป็น 3 หมวดการศึกษาใหญ่ คือ โครงการ ซัมเมอร์ แคมป์ เพื่อเรียนรู้ศึกษาประเพณี และวัฒนธรรมของจีน, โครงการศึกษาต่อประเทศจีน เพื่อเรียนรู้หลักสูตรนานา ชาติในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของจีน ซึ่งเป็นหลักสูตรที่มีการรับรองในระดับนานาชาติ และโครงจัดอบรมภาษาจีน โดยทั้งหมดบริษัทต้องการที่จะยกระดับความรู้ทางการศึกษาให้กับสมาชิก และยังถือเป็นการรองรับการเปิดตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งปัจจุบันภาษาจีน ไม่ต่างจากภาษาอังกฤษที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย


ทั้งนี้ ในส่วนของโครงการ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ประกวดร้องเพลง และ ลีลาประกอบเพลง ระดับมัธยมศึกษา ทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1 ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ขณะนี้เข้าสู่รอบที่ 2 มีโรงเรียน เข้ารอบมา 21 ทีม ซึ่งปี 57 ในงานประจำ ปีของบริษัทจะเป็นการแข่งขันเพื่อหาทีมชนะเลิศ


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค (Praram 9 Network) : รัฐต้องรีบปรับ ก.ม. ให้ทัน AEC







601107_10152620087525447_1934214469_n (Mobile)

 


ดูท่าเรื่องที่จะมีการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ประกอบการตระหนักเป็นพิเศษ ส่งผลให้มองย้อนมาที่เรื่องของกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต่างเกรงกันว่า หาก AEC เริ่มขึ้น การลงทุนของบริษัทต่างชาติจะเข้ามาใน ไทยเพิ่มขึ้น แน่นอนยิ่งบริษัทมากขึ้น คนเยอะขึ้น ความวุ่นวายย่อม มากขึ้นตาม แล้วกฎหมายขายตรงไทยจะปรับต้วอย่างไรเมื่อเวลานั้น มาถึง


นายนัทธวัฒน์ ธีระวาณิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายขายตรงว่า อาชีพขายตรงสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยหลายแสนล้านบาท ซึ่งยังช่วยในเรื่องของคนที่ตกงานให้มีอาชีพทำ แต่ที่คนส่วนใหญ่กลัวไม่กล้าเข้ามาทำ เพราะเกิดจากกลุ่มคนที่คิดแต่จะเอาประโยชน์หลอกลวงให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเข้ามาลงทุน จากนั้นก็ปิด บริษัทและหนีหายไป ซึ่งจะไปตามจับตัวมาดำเนินคดีก็ยาก กว่าจะแจ้ง ความดำเนินคดีได้ต้องใช้เวลานาน


"แม่ทีมส่วนใหญ่ชอบย้ายบริษัทกันบ่อย ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความเสียหาย เพราะยอดขายหายกำไรหด เพราะแม่ทีมเวลาย้ายทีม จะชอบดึงเอาลูกทีมไปเกือบทั้งหมด และยังมีบางคนมาพูดไม่ดีให้ร้าย กับบริษัทอีก ทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย โดยกฎหมายก็ยังไม่สามารถ เอาผิดกับแม่ทีมเหล่านี้ได้ จึงอยากให้มีการแก้ไขปรับปรุงโดยเร่งด่วน"


"นัทธวัฒน์" กล่าวต่อว่า ในปี 2558 การเปิดตลาดการค้าเสรีอาเซียนก็เกิดขึ้น ทำให้ประเทศไทยที่มีบริษัทขายตรงเป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องรีบออกกฎหมายที่ควบคุมได้มารองรับตรงจุดนี้อย่างเร่งด่วน เพราะตลาดอาเซียนเริ่มขึ้นเมื่อไร จะมีคนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเยอะขึ้น และในจำนวนประชากรไทยกว่า 60 ล้านคน มีคนทำอาชีพเครือข่ายประมาณ 10 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้


ปัจจุบันมีกลุ่มไม่หวังดีใช้วิธีการหลอกลวงมากมาย ทำให้คนที่ตั้งใจอยากจะประสบความสำเร็จ เมื่อโดนหลอกหมดตัว ก็เกิดความกลัวและบอกต่อจนทำให้ธุรกิจขายตรงจากสีขาวกลายเป็นสีดำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากมีกติกาควบคุมที่เหมาะสม ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น คือ ควบคุมให้ทั่วถึงและยุติธรรม เชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในธุรกิจวงการขายตรง จะค่อยๆ หมดไปเอง และทำให้ธุรกิจเครือข่ายดูมีความน่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ดูน่ากลัวอีกต่อไป


ธุรกิจเครือข่ายสามารถทำเป็นอาชีพหลักได้จริง อีกทั้งยังสามารถ ทำเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย โดยอยู่ที่ใครจะแบ่งเวลามาทำเท่านั้น ซึ่งอาชีพนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงฐานะได้ สามารถมีรายได้ไร้ขีดจำกัด และยังเกษียณในอาชีพได้ด้วย


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

AEC ฟีเวอร์ 'รูอัน' เกาหลีลุยอาเซียน ปักธงไทยตั้งเป็นฮับ/ใช้สินค้าต้านเหี่ยวทำเงิน







ทีมผู้บริหารรูอัน (Mobile)

 


"รูอัน" ธุรกิจขายตรงสัญชาติเกาหลี ภายใต้การกุมบังเหียนของ "พาร์ค อิน ชอน" และ "เจมส์ ลี" ร่วมกับนักธุรกิจไทย จัดงานต้อนรับนักธุรกิจจากเกาหลีกว่า 130 คน เผยเตรียมยึดไทยเป็นแกนกลางลุยตลาดอาเซียน นำเข้าสินค้าต้านความชราเป็นเรือธง โกยเงินคนกลัวเหี่ยว


หลังจากกระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เริ่มมาแรง ทำให้บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่จากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกันอย่างคับคั่ง ล่าสุดด้านธุรกิจ เครือข่ายไทยได้มีค่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่สัญชาติ เกาหลี "รูอัน" (RUAN) เข้ามาขยายเครือข่ายแห่งความสำเร็จแก่นักธุรกิจไทย ผ่านโอกาสครั้งใหม่กับธุรกิจชื่อว่า "รูอันเวิลด์" (RUAN World) โดย 2 ประธานบริหารจาก บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด นำโดย คุณพาร์ค อิน ชอน (Mr.Park In Cheon) และคุณเจมส์ ลี (Mr.James Lee) ร่วมกับนักธุรกิจ ไทยจากทั่วทุกภูมิภาค จัดงาน "RUAN World" Unity Sharing Vision เพื่อเป็นการต้อนรับนักธุรกิจจากเกาหลีกว่า 130 คน ด้วย การเนรมิตงานเลี้ยงสังสรรค์ เพื่อเชื่อม สัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจด้วยความอบอุ่น พร้อมกับการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และทัศนคติในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน


มร.พาร์ค อิน ชอน ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด เปิดเผยว่า "รูอันเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ ที่พร้อมเปิดรับนักธุรกิจทุกท่านเข้าสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างไร้ขีดจำกัดและมั่นคง ภายใต้ธุรกิจที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของทุกไลฟ์สไตล์ให้ก้าวไกลสู่ความ เป็นผู้นำระดับสากล"


ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงมุมมองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยว่า "เรามีความมุ่งมั่นที่ จะขยายธุรกิจไปยังทุกประเทศทั่วโลก โดยเราเล็งเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการ เป็นประเทศศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอาเซียน (Hub of Asean) ซึ่งเหมาะสำหรับการก่อตั้งสำนักงานใหญ่และคลังสินค้าหลักทางธุรกิจ ด้วยความเป็นจุดกึ่งกลางบนพื้นแผ่นดินอาเซียน ทำให้การคมนาคมขนส่งสินค้ามีความสะดวกสบายและสามารถต่อยอดบริหารจัดการงานให้พัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งนโยบายหลักขององค์กรยังมุ่งเน้นด้านสุขภาพและการพัฒนาบุคลิกภาพ รวมถึงความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ความงาม เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของนักธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างลงตัว"


ทางด้าน มร.เจมส์ ลี ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด และในฐานะ ประธานบริหาร บริษัท รูอันเวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์การบริหารงานทางธุรกิจว่า "ปัจจุบันผู้หญิงมีบทบาทและความสำคัญในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่โดดเด่น รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยน ไปตามยุคสมัย แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับผู้หญิง มาตลอดเวลา นั่นคือ "เสน่ห์แห่งความงาม" ทำให้เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น รูอัน เวิลด์ จึงพิถีพิถันในการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกสภาพผิวได้อย่างแท้จริง


โดยบริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์ไลน์แรกในกลุ่มต่อต้านความชรา Anti-Aging ด้วย ผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมี่ยม MONG-NIS Skin Vitalizing Essence สเปรย์ เซลล์บูสเตอร์สารสกัดจากธรรมชาติที่จะช่วยปรนนิบัติผิวพรรณให้คงความอ่อนเยาว์ เอาไว้ดังเดิม เสมือนเก็บอายุของคุณให้เป็น ความลับตลอดไป (Keep Your Age As A Secret) เพื่อรุกตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในประเทศไทย พร้อมดำเนินกิจกรรมด้านการสื่อสารทางการตลาดในหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา ให้เป็นที่รู้จักและสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ในปัจจุบันได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะนำมาสู่การจดจำ และการรับรู้ถึงแบรนด์โพสิชันนิ่งต่อไป"


"ด้วยวิสัยทัศน์การบริหารงานและความทุ่มเทในการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เรามั่นใจว่าจะสามารถผลักดันนักธุรกิจรูอันเวิลด์ให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล พร้อมเติมเต็มทุกรอยฝันของทุกไลฟ์สไตล์ด้วยอิสรภาพในการดำเนินธุรกิจแห่งความมั่นคง" คุณเจมส์ ลี กล่าวทิ้งทาย


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2556

MLM แห่ขยายสาขา ตจว. ปักธงหัวเมืองใหญ่รับ AEC







email-mlm-leads (Mobile)

 


MLM เคลื่อนทัพบุกยึดหัวเมืองใหญ่ในต่างจังหวัด เตรียมความพร้อมศูนย์สาขารองรับการเปิดเสรีการค้า AEC "ไทยเฮลท์" บุกหนักเร่งปักธง 4 ภาค ตั้งเป้าสิ้นปีเปิดศูนย์ครบ 10 สาขา เผย กระแสตอบรับเกินคาด หลังดึง 7 ศิลปินดาราเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า เดินสายโรดโชว์จัดอีเวนต์ใหญ่ทั่ว ประเทศ "ออร์กาโน่" โฟกัส อีสาน-ใต้ อัพสมาชิก 2 หมื่นรหัส ด้าน "เอเชีย สุพรีม" เล็งหัวเมืองอีสานผุด 5 สาขา เตรียมคลังสินค้า อีกกว่า 20 แห่งไว้รองรับ ส่วน "ดีไลฟ์" ยึดขอนแก่นประตูสู่อาเซียน


จากการเตรียมความพร้อมของกลุ่มบริษัทขายตรง เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่จะมีขึ้นในปี 2558 ส่งผลให้บรรดาบริษัทต่างๆ พยายาม รุกคืบออกไปในพื้นที่ต่างจังหวัด ขยายสาขาตาม หัวเมืองใหญ่เพื่อรองรับสมาชิก ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ สร้างฐานการตลาดก่อนที่จะออกไปปักธงในประเทศต่างๆ ทั้ง 10 ประเทศ ซึ่งเป็นสมาชิกประเทศ กลุ่มอาเซียน


นายไตรรัตน์ ธีรทิพย์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไทยเฮลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จำหน่าย ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในระบบ ขายตรงและแฟรนไชส์ เปิดเผยว่า หลังจากเปิดตัว "ไทยเฮลท์กรุ๊ป" ไปเมื่อช่วงเดือนที่ผ่านมาได้เกิดกระแสตอบรับจากสมาชิกใหม่ๆ เป็นจำนวนมาก มาจากการ นำศิลปินดาราถึง 7 คนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ให้ผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ได้แก่ อ.วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์ เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์หลักคือน้ำเห็ดสกัดตรา "มัชรูม พลัส" ใบเตย อาร์สยาม เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิงตรา "ซ้อเจ็ด เซ็ตคัพ" สามารถ พยัคฆ์อรุณ และสมรักษ์ คำสิงห์ เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าวผสมน้ำมันรำข้าวตรา "ยูนิ ไรซ์" และ สมเล็ก ศักดิกุล พร้อมด้วย หมวย แม็กซิม และอะตอม ภัคจิรา เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับผู้ชาย ตรา "วีเอ็ม พลัส"


"สิ่งที่บริษัทกำลังดำเนินการคือเร่งขยายเปิดศูนย์ให้ได้ 10 สาขา ภายในสิ้นปีนี้เป็นอย่างน้อย โดยคุณสมบัติของสมาชิกที่จะเปิดสาขาจะต้องเป็นสมาชิกกับบริษัท อย่างน้อย 1 ปี เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่า ดำเนินธุรกิจได้ ซึ่งเวลานี้มีสมาชิกตามจังหวัด ต่างๆ หลายแห่ง และจะไล่เปิดตามหัวเมือง จังหวัดใหญ่ๆ ให้ครอบคลุม 4 ภาคทั่วประเทศ"


นายไตรรัตน์กล่าวว่า ตอนนี้ได้ตั้งเป้า หมายว่าภายใน 3 ปีจะมีผู้สนใจเข้าร่วมธุรกิจ เป็นสมาชิกประมาณ 2 หมื่นคนซึ่งจะมีส่วน ช่วยทำรายได้เพิ่มขึ้นถึง 50% ของรายได้ และหากผู้บริโภคเริ่มให้การยอมรับและเชื่อมั่นในคุณภาพของผลิตภัณฑ์มากขึ้น จากนั้นจะมีการผลักดันเข้าเป็นบริษัท (มหาชน) ต่อไป โดยมีเป้าหมาย 5 ปีว่า จะ สามารถทำยอดขายติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาดรวมด้วยยอดขายไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านบาท


ออร์กาโน่ โฟกัส อีสาน-ใต้


นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ผู้จัดการ ทั่วไป บริษัท ออร์กาโน่ โกลด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากบริษัทได้ดำเนินธุรกิจตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา โดยมีการเปลี่ยนแปลงการจัดการภายในหลายอย่าง แต่ก็เป็นไปในทิศทางที่เติบโตขึ้น และนี่ถือเป็นครั้งแรกที่บริษัทได้จัดงานใหญ่แบบนี้ ซึ่ง มีสมาชิกกว่า 1 พันคน เข้าร่วมงานทั้งสมาชิก จากไทยและต่างประเทศ ซึ่งถือว่าภาพรวม น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง


ในส่วนของกิจกรรมทางการตลาด "ออร์กาโน่ โกลด์" ยังพยายามเจาะตลาดไปที่ภาคอีสาน และภาคใต้เหมือนเดิม ส่วน ของเป้าหมายด้านสมาชิก บริษัทได้ตั้งเป้าไว้ที่ 2 หมื่นรหัสภายในสิ้นปีนี้ โดยมีสมาชิกที่แอ็กทีฟประมาณ 20% จากกลุ่มสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่เป็นผู้จัดการเองในเรื่องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการจัดประชุมสัมมนา การเทรนนิ่ง โดยที่บริษัทจะเป็นผู้ที่คอยสนับสนุน ในเรื่องของออฟฟิศ และสินค้าที่จะนำเข้าสู่ตลาด


"เอเชีย สุพรีม" เล็งหัวเมืองอีสานผุด 5 สาขา


อ.สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด เผยว่า ในช่วงครึ่งปีแรกที่บริษัทได้พยายามอัดสินค้าใหม่ เน้นใช้โปรโมชั่นท่องเที่ยวล่อใจ จัดอบรมสัมมนา และโฆษณาสื่อทุกช่องทาง เพื่อผลักดันตัวเลขยอดขายให้เติบโตขึ้น โดยสิ้นปียังหวังว่า เราจะขยับไปได้ตามเป้าที่ 300 ล้านบาท และตอนนี้ทุกอย่างก็เติบโตมาถึง 500% แล้ว


ในส่วนของแผนการตลาดในครึ่งปีหลัง อ.สุธีร์ ประธานใหญ่ "เอเชีย สุพรีม" ได้กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมจะเปิดสาขาเพิ่ม เป็นแห่งที่ 5 ในภาคอีสาน โดยมองไว้เป็นจังหวัดใหญ่ๆ ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นบุรีรัมย์, อุดรธานี, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และนครราชสีมา เนื่องจากก่อนหน้านี้เปิดไปแล้ว 3 แห่ง คือที่หาดใหญ่, พิษณุโลก และเชียงใหม่ นอกจากนี้ ยังมีคลังสินค้าอีกกว่า 20 แห่ง ที่อยู่ตามจุดสำคัญครอบคลุมทั่วประเทศ


"ผมคิดว่า บริษัทกำลังเติบโตไปในทางที่ดี สิ่งที่กำลังทำต่อไปในอนาคต คือจะ มีศูนย์ขยายงานให้สมาชิกไว้ใช้ทั่วประเทศ ที่นี่จะคอยกระจายเครือข่ายในระดับรากหญ้า และไปถึงคนชนชั้นกลาง รวมทั้งนักลงทุนที่สนใจ และตอนนี้บริษัทก็ได้มีผู้นำเก่งๆ หลายคนที่เข้ามาร่วมธุรกิจกับบริษัท ทำให้ถือเป็นจุดแข็งสำคัญในการสร้างตลาด ออกไปให้ยั่งยืน"


"ดีไลฟ์" ยึดขอนแก่นประตูสู่อาเซียน


นายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ดีไลฟ์ เตรียมที่จะบุกตลาดแบบเต็มอัตราศึก ทั้งใน ส่วนของการขยายสาขา และการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA ตามภูมิภาคต่างๆ โดยในปีนี้ดีไลฟ์จะมุ่งเน้นไปที่ภาคอีสานเสียส่วนใหญ่ที่ถือเป็นเป้าหมายหลักของบริษัท โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ ประกอบด้วย ขอนแก่น, อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด ซึ่งสาขาแห่งใหม่ล่าสุดในจังหวัดขอนแก่นนั้น ตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น และเชื่อว่าสาขาดังกล่าวนี้น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งแห่งที่จะช่วยสร้างธุรกิจดีไลฟ์ให้ผู้บริโภคได้รู้จักด้วยเช่นกัน


"ขอนแก่นค่อนข้างมีขายตรงเข้ามาเปิดน้อยมาก ในขณะเดียวกันการเปิดสาขาที่ขอนแก่น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจดีไลฟ์เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงรากฐานแข็งแกร่ง และต้องบอกว่า การที่เราเลือกเปิดสาขาที่ห้างโลตัสนั้นถือว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ที่จะเปิดได้ เนื่องจากต้องผ่านหลายขั้นตอน พอสมควร และการที่ดีไลฟ์เข้ามาเปิดธุรกิจ ขายตรงที่ห้างโลตัสได้ ย่อมต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน"


นายเทวัญกล่าวว่า สาเหตุที่ดีไลฟ์ฯ มุ่งเน้นทำตลาดในภาคอีสานเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ของดีไลฟ์เป็นคนภาคอีสาน ในขณะเดียวกันยังเห็นว่าภาคอีสานน่าที่จะเป็นประตูสำคัญสู่ตลาด อาเซียนในปี 2558 นี้ได้ด้วย


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2556

จับตา! MLM ไตรมาสสุดท้าย ดิ้นสู้กำลังซื้อหด/โหมกระแส AEC หนัก







aec (Mobile)

 


ในที่สุดก็เดินทางมาถึงช่วงโค้งสุดท้ายของการเก็บเกี่ยวยอด ขายของบรรดาบริษัทขายตรง ซึ่งในช่วงนี้นับเป็นช่วงที่ดีที่สุดสำหรับทุกค่าย ที่จะทำรายได้สร้าง กำไรให้กับบริษัท โดยกลุ่มผู้บริหาร ขายตรงต่างให้ความคิดเห็นในทำนองเดียวกันว่า ช่วงไตรมาสสุดท้าย คือ ช่วงที่ดีที่สุดในการสร้างยอดขาย ซึ่งรายได้ทั้งหมดของปี จะขึ้นอยู่กับช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีมากถึง 30-40% เลยทีเดียว ส่งผลให้บริษัทขายตรงน้อยใหญ่ ต้องพยายามสร้างกลยุทธ์ที่ เข้มข้นเพื่อโกยยอดขายในช่วงนี้


เริ่มที่ "แอมเวย์" ที่มีการคาดการณ์ ถึงสภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเรื่องของกำลังซื้อ ซึ่งทางบริษัทยอมรับว่า ปีนี้ผู้บริโภคมีการจับจ่ายน้อยลง เป็นผลมาจาก กำลังซื้อที่หดตัวจากสภาวะเศรษฐกิจ ทำให้บริษัทต้องมีการใช้แผน 2 และ 3 เพื่อทำให้ยอดขายของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบ


โดยนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวย-การฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ยอดขายในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในเป้าหมายที่บริษัทได้วางไว้ โดยครึ่งปีแรกมี อัตราการเติบโตอยู่ที่ประมาณ 5-10% แต่ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ บริษัทมีความกังวล ในเรื่องของเศรษฐกิจ ที่อาจทำให้กำลังซื้อ ของผู้บริโภคลดลง ซึ่งอาจทำให้บริษัทไม่สามารถเติบโตได้อย่างที่คาดหวังไว้


"การเติบโตของบริษัทที่ "แอมเวย์" ได้ตั้งไว้ในส่วนของยอดขายคือ การมียอด ขายเพิ่มขึ้น 7% แต่เมื่อดูจากสถานการณ์ ต่างๆ ที่เกิดขึ้นมาในช่วงครึ่งปีหลังนี้ อาจ ทำให้บริษัทเติบโตได้เพียง แค่ 3-5% แต่บริษัทยังเชื่อว่าเป้า 1.8 หมื่นล้านบาท บริษัทจะสามารถทำได้เมื่อจบปี 56 นี้" รัตนา เผย


อย่างไรก็ดี หลังจากนี้บริษัทได้พยายามที่จะเน้นการทำงาน เพื่อกระตุ้นนักธุรกิจ และผู้บริโภคเป็นสำคัญ ซึ่งบริษัท จะมีการเพิ่มรายได้จากงานขายสินค้าให้กับสมาชิกประมาณ 6% โดยบริษัทจะเน้น ในเรื่องของการขายสินค้าของสมาชิกเป็น สำคัญ ส่วนเรื่องของการสร้างเครือข่ายนักธุรกิจ ในส่วนนี้บริษัทไม่ได้ตั้งเป็นเป้า หลักแต่อย่างใด


ด้าน "ยูนิลีเวอร์" มองการณ์ไกลที่จะขยายแบรนด์ขายตรงของบริษัทออกไป ในกลุ่มประเทศต่างๆ ในเอเชีย โดยมีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์ขายตรงจาก "อาวียองซ์" ไปเป็น "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" โดย นางสุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เปิดเผยว่า เพื่อให้ "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" สามารถเติบโตขึ้นเป็น 2 เท่า สอดคล้องกับพันธกิจที่ยูนิลีเวอร์ได้วางไว้ "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ต้องขยายธุรกิจไปต่างประเทศ เพื่อเพิ่มสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจ และกลุ่มลูกค้า โดยอาศัยชื่อเสียงและความมั่นคงของยูนิลีเวอร์ โดยจะรุกหนักด้านการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิตอล เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายโดยตรงของบริษัทมากขึ้น


อีกหนึ่งปัจจัยคือ การขยายไลน์สินค้า จะมีความหลากหลายเพื่อตอบสนองให้ตรงกับความต้องการของสมาชิก และผู้บริโภค พร้อมทั้งยังได้มีการแบ่งประเภทกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ภายใต้ชื่อต่างๆ เพื่อความชัดเจน ได้แก่ กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์และเพอร์-ซันนอลแคร์ โดยจะเป็นสินค้าระดับพรีเมี่ยม ภายใต้ชื่อ "อาวียองซ์" (aviance), กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใช้ชื่อ "ไวทัลลิตี้" (Vitality), กลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลสุขภาพช่อง ปาก ใช้ชื่อ "ไอ-เฟรช" (i-fresh) และกลุ่มผลิตภณฑ์ในครัวเรือนภายใต้ชื่อ "ลีเวอร์ โฮม" (Lever Home)


อย่างไรก็ดี "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" มีความพร้อมใน 5 ศักยภาพเพื่อสร้างการ เติบโตที่ยั่งยืนสู่ความสำเร็จทุกมิติ และพร้อมยืนอยู่ในระดับแถวหน้าของธุรกิจเครือข่าย ประกอบด้วยศักยภาพการเติบโต ในประเทศ (Local Growth) ด้วยความเชี่ยวชาญ และนวัตกรรมระดับสากลของ ยูนิลีเวอร์ ทำให้สามารถขยายฐานผู้บริโภค และสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจเครือข่าย "ยูนิลีเวอร์ เน็ทเวิร์ค" ครอบคลุมทั่วประเทศ เห็นได้ที่ปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 5 แสน รหัส ซึ่งนับเป็นปีที่สามารถสร้างการเติบโต ที่ดีทั้งในแง่สมาชิกผู้ร่วมธุรกิจ และรายได้ ที่เพิ่มขึ้น ศักยภาพการเติบโตระดับโลก (Global Growth)


อย่างไรก็ตาม สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ บริษัทต้องมีการเปลี่ยนชื่อแบรนด์ขายตรง จาก "อาวียองซ์" มาเป็น "ยูนิลีเวอร์เน็ทเวิร์ค" ก็เพื่อต้องการให้ผู้บริโภคได้เห็นและรู้จักในแบรนด์ของบริษัทได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้ง ยังมีในเรื่องของการขยายตลาดสินค้า รวมถึงการขยายตลาดต่างประเทศ ซึ่งจะไม่ทำให้ผู้บริโภคสับสนในแบรนด์


ทั้งนี้ บริษัทยังจะเลือกใช้ประเทศไทยในการสร้างเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ซึ่งจะขยายแบรนด์ออกไปในหลายประเทศ โดยจะมีสำนักงานหลักอยู่ที่ประเทศไทย


อีกหนึ่งค่ายที่หันมาเอาดีกับการเป็น ธุรกิจเครือข่ายหลายชั้นอย่างเต็มตัวคือ "ไทยเฮลท์" ที่ล่าสุดเปิดตัวบริษัทขายตรงของตัวเองขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยเตรียม งบประชาสัมพันธ์แบรนด์ถึง 50 ล้านบาท เพื่อสร้างชื่อให้เป็นที่รู้จักโดยทั่วกัน ซึ่งนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการ "ไทยเฮลท์ กรุ๊ป" ผู้จำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพ เปิดเผยว่า บริษัท ได้มีการที่เปลี่ยนจากการขายปลีกมาทำธุรกิจ MLM อย่างเต็มตัว เพื่อต้องการให้ สมาชิกสามารถทำธุรกิจและรับรายได้ ไม่ใช่ให้สมาชิกเน้นขายของอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนสมาชิกรายใดที่ต้องการเปิดช็อปจำหน่ายสินค้าเองก็สามารถทำได้เลย แต่ต้องเป็นสมาชิกกับบริษัทอย่างน้อยเกิน 1 ปีขึ้นไป เนื่องจากต้องการความมั่นใจว่าจะทำธุรกิจได้ยั่งยืน


สำหรับการเปิดตัวของไทยเฮลท์ อินเตอร์ฯ เป็นการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายของไทยเฮลท์ กรุ๊ป ให้ครอบคลุม และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบัน มีช่องทางการจัดจำหน่ายผ่านสื่อในเครือ ร้านค้าในรูปแบบแฟรนไชส์ และตัวแทนจำหน่าย โดยไทยเฮลท์ อินเตอร์ฯ เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคและผู้ที่สนใจสามารถสมัครสมาชิกเป็นตัวแทนจำหน่ายมีรายได้ กลับมาโดยลงทุนต่ำ แต่มีโอกาสประสบความสำเร็จสูง ภายใต้การบริหารงานของ ไทยเฮลท์ กรุ๊ป ดังนั้น บริษัท ไทยเฮลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้น ในรูปแบบธุรกิจขายตรงแบบหลายชั้น (Multi-Level Marketing-MLM) ภายใต้ ระบบการตลาดแบบไบนารี่


นอกจากนี้ บริษัทยังได้เตรียมทุ่มงบประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำการตลาด ผ่านสื่อโฆษณาต่างๆ ทุกช่องทาง ไม่ว่าจะ เป็นฟรีทีวี, เคเบิลทีวี, หนังสือพิมพ์, วิทยุ และยังเตรียมโฆษณาผ่านระบบคมนาคม อย่างรถเมล์ ที่จะใช้กว่า 60 คัน วิ่งรอบกรุงเทพฯ โดยทั้งหมดจะเริ่มกิจกรรมทาง การตลาดตั้งแต่วันที่ 16 ก.ย.2556


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ขายตรง กับ AEC







7117AEC (Mobile)


ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา เรื่องของความร่วมมือเปิดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ได้กลายเป็นประเด็นหลักที่ทำ ให้บรรดาผู้ประกอบการน้อยใหญ่ พูดถึงการเตรียมความพร้อม ในการรับมือกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้


แล้ว AEC คืออะไร


AEC หรือ Asean Economics Community คือการรวมตัวของชาติในแถบทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน 10 ประเทศ ได้แก่ ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา และบรูไน


เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน รูปแบบจะคล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone ทำให้มีผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้าได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติ ในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า (เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)


การที่สินค้าส่วนใหญ่จะถูกลดเรื่องภาษีนำเข้า และส่งออก หรือบางสินค้าก็จะไม่มีเรื่องของภาษีนั้น กลายเป็นเรื่องยั่วใจของ บรรดานักธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นรายเล็ก หรือรายใหญ่


โดยที่กลุ่มธุรกิจขายตรงก็ไม่ต่างจากวงการธุรกิจประเภท อื่น ที่จับจ้องการพลิกโฉมของกลุ่มประเทศอาเซียนนี้


หลายบริษัทขายตรง ณ เวลานี้ ใช้เวที AEC ที่จะเกิดขึ้น เป็นประเด็นในการสร้างข่าว เพื่อให้บริษัทของตนเองดูเป็นบริษัท ที่มีความเป็นสากลเพิ่มขึ้น เพื่อเรียกพลังศรัทธา ว่าบริษัทของ ตนเองมั่นคงอย่างไร


ส่วนอีกหลายบริษัทก็ยังเอ่ยถึงเรื่องนี้ได้ไม่มาก เพราะเป็นแบรนด์เปิดใหม่ หรือมีขนาดธุรกิจที่ยังเล็ก หากหยิบเรื่อง AEC ขึ้นมาพูด ก็คงจะกลายเป็นการปั้นน้ำเป็นตัว คือ พูดง่ายๆ ว่า ขนาดตลาดในประเทศยังไม่กระเตื้องแล้วยังสะเออะไปมอง เรื่องตลาดต่างประเทศ


และก็มีไม่น้อยที่ยังไม่ได้ให้ความสำคัญกับตลาดอาเซียน มากนัก เพราะเห็นว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ไม่ใช่เรื่องน่าตื่นเต้น ไปกว่าการทำตลาดในประเทศ


ในอีก 2 ปีข้างหน้า แน่นอนที่สุดคือ การหลั่งไหลเข้า มาของธุรกิจต่างประเทศ ไม่เพียงแต่ธุรกิจของ 10 ประเทศอาเซียนเท่านั้น เพราะหลายบริษัทจากต่างภูมิภาค ต่างทวีปก็ กำลังจดจ้องสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับภูมิภาคนี้เสมือนนักล่าที่ซ่อน ตัวอยู่ในโพรงหญ้าด้วยความหิวกระหาย


สิ่งนี้จะเป็นผลดีกับหลายบริษัทขายตรง และก็เป็นผลเสีย กับหลายบริษัท โดยเฉพาะบริษัทเล็กๆ


ส่วนบริษัทใหญ่ที่มีฐานผู้บริโภค ฐานสมาชิกที่มากอยู่แล้ว รวมถึงเงินทุนที่พร้อมวางบนกระดานทุกเมื่อ บริษัทเหล่านี้มี แต่จะได้เปรียบ (หากไม่ฉลาดน้อยจนเกินไป)


และหากมองตามหน้าเสื่อเอาความจริงขึ้นมาพูด จริงอยู่ ที่ประเทศไทยมีภูมิศาสตร์ที่ตั้งน่าเย้ายวน ถือเป็นจุดแข็งแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า อีกหลายประเทศเขาก็มีดีของเขา


ซึ่งประเทศที่น่าลงทุนของวงการขายตรงไทยในแถบอาเซียน ณ ตอนนี้ ผู้เขียนขอแนะนำไปที่กลุ่มที่มีการพัฒนาด้านเศรษฐกิจน้อยกว่าเรา ซึ่งถือเป็น Blue Ocean


โดยต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ธุรกิจขายตรงมีความคล้ายคลึงกับบะหมี่สำเร็จรูป คือ เมื่อเศรษฐกิจไม่ดี อาหารที่มี ราคาถูกแต่อิ่มท้องชนิดนี้จะกลายเป็นที่นิยมเป็นที่สุด ส่วนช่วง เศรษฐกิจดี บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็คงเป็นเพียงตัวประกอบที่ถูกนำ มาแปรรูปทำเป็นอาหารชนิดอื่นๆ ความนิยมย่อมถดถอย


ขายตรงยังถูกมองเป็นเพียงอาชีพเสริมรายได้ของผู้คน ทั่วโลก


การจะบุกเข้าไปในประเทศที่ประชากรกินดีอยู่ดี ย่อมเป็น สิ่งที่ไม่ค่อยเหมาะในการจะสร้างเม็ดเงินก้อนโต


แต่ประเทศเจริญแล้วจะเป็นเหมือนตัวสร้างบารมี สิ่งนี้ เสมือนการแปรรูปธุรกิจ เพื่อสร้างกำไรกับผู้คนในประเทศที่ต้องการ ขายตรงจริงๆ...












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

อย. เดินหน้าปรับระเบียบรับมือ AEC ตั้งโต๊ะถกกติกา "ผลิต-นำเข้า" เครื่องสำอางใหม่







Image (Mobile)


อย.เตรียมยกเครื่องร่าง ประกาศฯ หลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่องสำอางควบคุม หวังเป็นการพัฒนา มาตรฐานสถานที่ผลิตและสถานที่นำเข้า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ให้มีการพัฒนาตนเอง เข้าสู่ระบบคุณภาพ ส่งผลให้สามารถแข่งขันกับการเปิดการค้าเสรีได้อย่างยั่งยืน


ที่สำคัญเพื่อเป็นการพัฒนามาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางภายในประเทศรองรับ ASEAN Economic Community : AEC ที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2558 ซึ่งการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางเป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับนานาประเทศได้ จึงกำหนดจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาครวมกว่า 600 คน


นอกจากนี้ ยังเวียนแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นทางไปรษณีย์ด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและจะนำข้อคิด เห็นมาประกอบการพิจารณาก่อนที่จะออกประกาศบังคับใช้ต่อไป


น.พ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยถึงการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่องหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่อง สำอางควบคุมว่า ร่างประกาศฯ เรื่องหลักเกณฑ์ เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่อง สำอางควบคุม กำหนดให้ผู้ผลิต/ผู้นำเข้า เพื่อ ขายเครื่องสำอางควบคุม ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต/นำเข้า วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม ที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายประกาศนี้ หรือไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมที่ได้รับใบแจ้งการผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมอยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศนี้ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ซึ่งประกาศนี้จะให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา


ในส่วนของหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม มี 9 หมวดได้แก่


1.บุคลากร ต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การผลิตเครื่องสำอางควบคุม วิธีการเก็บรักษา ความรู้ทางด้านสุขอนามัย และข้อควรระวังในการปฏิบัติงาน


2.สถานที่ผลิต ทำเลที่ตั้งไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสถานที่ผลิตมั่นคงแข็งแรง จัดให้มีสถานที่เก็บวัตถุดิบเป็นสัดส่วนแยกออกจากห้องผลิต


3.อุปกรณ์และเครื่องมือ ต้องไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างผลิต เช่น จากน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเชื้อเพลิง ผงหรือเศษโลหะ ทำด้วยวัสดุที่ไม่ทำปฏิกิริยา ไม่หลุดลอกติดเครื่องสำอาง


4.สุขลักษณะและสุขอนามัยไม่เป็น โรคติดต่อ ต้องสวมทับด้วยชุดปฏิบัติงาน ทุกครั้ง สถานที่เป็นระเบียบ สะอาด รวมทั้ง อุปกรณ์และเครื่องมือ


5.การดำเนินการผลิต วัตถุดิบและวัสดุบรรจุต้องอยู่ในสภาพดี จัดเป็นสัดส่วน ต้องมีฉลากแสดงชื่อติดอยู่ที่ภาชนะบรรจุ วัตถุดิบ และวัสดุบรรจุ และมีเอกสารตรวจ สอบคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตและกระบวนการบรรจุเป็น ไปตามข้อกำหนด


6.การควบคุมคุณภาพ เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐาน


7.เอกสารการผลิต


8.การเก็บ


9.ข้อร้องเรียน


สำหรับหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการนำเข้า วิธี การเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม มี 7 หมวดได้แก่


1.บุคลากรต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การนำเข้าเครื่องสำอางควบคุม


2.สถานที่นำเข้าเครื่องสำอาง ทำเล ที่ตั้งไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน แยกเก็บวัตถุดิบและเครื่องสำอางสำเร็จรูปเป็นสัดส่วน


3.สุขลักษณะและสุขอนามัยทั้งบุคลากรที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคติดต่อ สถานที่สะอาด


4.การดำเนินการนำเข้าผู้ผลิตในต่างประเทศต้องมีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน หรือหลักเกณฑ์อื่นที่ไม่ต่ำกว่า หรือที่ อย. กำหนด


5. การควบคุมคุณภาพ


6. การเก็บรักษา


7. ข้อร้องเรียน


"ข้อคิดเห็นที่ได้รับจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในขณะเดียวกันเพื่อการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางในประเทศเพื่อให้สอดคล้อง กับคุณภาพมาตรฐานสากล และการแข่งขันในตลาดสากลต่อไป" เลขาธิการฯ กล่าวในที่สุด






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

AEC จะทำให้ยากขึ้น !!!







944785_568873323149897_2127144469_n (Mobile)


เชื่อว่าหากกฎหมายขายตรงยังไม่ได้รับการปรับ หรือแก้ไขปัญหาของธุรกิจกับคำว่า "แชร์ลูกโซ่" ก็คงไม่ถูกแยกออกจากกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ที่คลุกคลีกับวงการในหลายสถานะ ต่างมองว่า กฎหมายขายตรงปัจจุบันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขายตรงยังไม่ใช่ธุรกิจน้ำดีเต็มรูปแบบ ซึ่งในส่วนนี้ก็คงต้องลุ้น ว่าเมื่อไหร่ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจนเพื่อยกระดับ วงการขายตรงให้เป็นธุรกิจสร้างคน สร้างชาติ อย่างที่ควรจะเป็น


นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า หากมีการแก้ไขข้อกฎหมายขายตรงที่ใช้มานานหลายปี มองว่าเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำให้สอดคล้องกับธุรกิจขายตรงจริงๆ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น และแก้ไขแล้วประเทศชาติ ต้องได้รับผลดีด้วย คือเศรษฐกิจต้องเติบโตขึ้นสร้างความเชื่อมั่น ให้กับคนในประเทศและต่างประเทศ


"เนื่องจากกฎหมายขายตรงจะเป็นตัวควบคุมกฎกติกาในการทำธุรกิจ หากกฎหมายครอบคลุมหมดจะทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำ ผิดทำได้ยากขึ้น และเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นผู้เสียหายสามารถร้องเรียนแจ้งความเอาผิดได้ เพราะปัญหาแชร์ลูกโซ่ก็ยังเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากอยู่ในวงการธุรกิจ ขายตรง จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายอย่างเร่งด่วนจะดีที่สุด"


ยิ่งใกล้จะถึงการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หากกฎหมายขายตรงในประเทศไทยยังไม่ได้ทำ การแก้ไข เชื่อว่าจะมีปัญหาตามมาแน่นอน เพราะถึงตอนนั้น บริษัทใหญ่ๆ จะอยู่ได้ แต่บริษัท เล็กๆ จะลำบาก เนื่องจากศักยภาพจะสู้บริษัทใหญ่ๆ ที่เปิดมานาน ไม่ได้ และปัญหาการโยกย้ายของนักธุรกิจขายตรงจะมีมากด้วย เพราะตอนนั้นจะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดทำธุรกิจที่เมืองไทยเยอะมาก ทำให้มีตัวเลือกทำธุรกิจตามไปด้วย


"คนส่วนใหญ่ที่มาทำธุรกิจขายตรง เพราะเชื่อว่าเปลี่ยน แปลงชีวิตของเขาให้ดีขึ้นได้ คนจนกลายเป็นคนรวยกับธุรกิจนี้ มาเยอะแล้ว และมีจำนวนคนไทยทำธุรกิจขายตรงราวๆ 10 ล้านคน อยู่หลากหลายบริษัท ลองนึกถึงมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ที่เข้ามาทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้นแค่ไหน ซึ่งจะมองธุรกิจขาย ตรงเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้ เพราะมีมูลค่าขนาดนี้ รวมถึงต่างประเทศทั่วโลกก็นิยมทำกันหลายประเทศ"


อย่างไรก็ตาม ถึงเวลานี้ทุกคนคงเห็นแล้วว่า มูลค่าธุรกิจ ขายตรงมีผลดีแค่ไหน และธุรกิจเครือข่ายยังช่วยให้คนที่ตกงาน มีงานทำเป็นจำนวนมากอีกด้วย รวมถึงผลิตภัณฑ์ก็ได้รับการรับรอง ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรงหลายคน ซึ่งตรงนี้ถามผู้ที่ ทำขายตรงจะรู้ดีแน่นอน





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : ขายตรงไทย-เวียดนาม-มาเลเซียผนึกกำลังร่วม แชร์แนวคิดธุรกิจหวังยกระดับเครือข่ายอาเซียน







mlm01 (Mobile)


3 นายกสมาคมขายตรง 3 ชาติ เปิดมุมมองภาพรวมธุรกิจขายตรง...ด้าน กิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย เผยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ขายตรงเมืองไทยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี พร้อมเชื่อการเปิดเออีซี ระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น...ส่วน สมาคมการขายตรงมาเลเซีย แจงข้อมูลผู้สำเร็จในธุรกิจเครือข่ายมาเลเซีย ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงอยู่ที่ 61% พร้อมเตรียมดึงคนรุ่นใหม่สู่ธุรกิจมากขึ้น หลังพบมากกว่า 70% คนอายุ 30-60 ปี เป็นนักธุรกิจเครือข่าย...ด้าน สมาคมการขายตรงเวียดนาม ระบุผู้ที่จะเข้ามาทำธุรกิจขายตรงได้ ต้องใช้ระยะเวลา 2 ปี พร้อมต้องเจอกฎเหล็กขายตรงอีกเพียบ!


นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งการส่งสัญญาณที่ดีสำหรับ ธุรกิจขายตรง ในภูมิภาคอาเซียนเลยก็ได้ กับการมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียนด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทาง สมาคมการขายตรงไทย สมาคมการขายตรงมาเลเซีย และสมาคมการขายตรงเวียดนาม เอง โดยทั้ง 3 สมาคม 3 ชาติ ต่างก็ได้ออกมาเผยถึงภาพรวมและโอกาสในการเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศด้วย แต่ทั้งนี้ ต้องยอมว่าการเข้าไปในแต่ละประเทศนั้น ค่อนข้างที่จะเป็น งานหิน ที่ เหล่าผู้ประกอบการ ใน ธุรกิจขายตรง ควรที่จะต้องเตรียมความพร้อมด้วยเช่นกัน!!...


กิจธวัชฉายภาพขายตรงไทย


อัตราการเติบโตดีทุกปีเกือบ10%


...สำหรับภาพรวมของธุรกิจขายตรงในเมืองไทยนั้น ทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA กล่าวว่า ปัจจุบันธุรกิจชายตรงในประเทศไทยมีอยู่ 4 สมาคม คือ 1.สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) 2.สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) 3. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) และ 4. สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) โดยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ตั้งแต่ปี 2002-2012 พบว่า ยอดขายโดยรวมของธุรกิจขายตรงมีมูลค่าอยู่ที่ 68,000 ล้านบาท โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเกือบ 10% ทุกปี


ทางสมาคมมีความเชื่อมั่นว่า หากอุตสาหกรรมขายตรงอัตราการเติบด้วยอัตราเร่งเช่นนี้ เชื่อว่าภายในปี 2016 อุตสาหกรรมขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าตลาดรวมทะลุ 100,000 ล้านบาทได้อย่างแน่นอน โดยอัตราเร่งที่จะทำให้อุตสาหกรรมขายตรงเติบโตได้อย่างแน่นอนนั่นก็คือ การเปิดเออีซีนั่นเอง ซึ่งระบบภาคเศรษฐกิจจะมีการถูกพัฒนาให้มีความเร็วขึ้น เพราะฉะนั้นเป้า 1 แสนล้านบาท ก็น่าที่จะขยับเข้ามาเร็วภายใน 1-2 ปีข้างหน้านี้ก็เป็นไปได้ด้วยเช่นกัน


นายกิจธวัช กล่าวอีกว่า จากข้อมูลในชาติอาเซียนเพียงแค่ 6 ประเทศ พบว่า เมื่อเอา 6 ประเทศมารวมกันมีมูลค่าตลาดโดยรวมอยู่ที่ 10,372 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 3 แสนล้านบาท โดยแบ่งแยกได้ดังนี้ 1.ประเทศมาเลเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 4,667 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 16.4% 2.ประเทศไทย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2,947 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 9.1% 3.ประเทศอินโดนีเซีย มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,088 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 10.3% 4.ประเทศฟิลิปปินส์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 1,011 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 22.9% 5.ประเทศสิงคโปร์ มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 367 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 6.4% และ 6.ประเทศเวียดนาม มูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 292 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือเติบโตที่ 21.7%


สำหรับสถิติที่จะเกี่ยวข้องกับธุรกิจเครือข่ายนั้น ประกอบด้วย


1. จำนวนประชากรก็ถือว่ามีโอกาสที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตด้วยเช่นกัน


2. กำลังซื้อของผู้บริโภคในประเทศนั้น ๆ


3. การยอมรับในสังคมหรือตลาดนั้น ๆ ว่าพฤติกรรมผู้บริโภคมีแนวโน้มที่จะยอมรับ


ส่วนรูปแบบการตลาดของประเทศ ไทยในปัจจุบันพบว่า ตลาด MLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 82.7% ตลาด SLM มีสัดส่วนอยู่ที่ 18.9% และอื่น ๆ มีสัดส่วนอยู่ที่ 2.5% โดยในแต่ละแผนถือว่ามีข้อดีที่แตกต่างกันไป


ด้านพฤติกรรมในการตัดสินใจซื้อสินค้าในธุรกิจขายตรง พบว่า คนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับคุณภาพของสินค้า รองลงมาจะเป็นในเรื่องของราคา ส่วนกลุ่มสินค้าที่ใช้มากนั้นพบว่า กลุ่ม wellness มีสัดส่วนอยู่ที่ 39% กลุ่ม Cosmetics & Personal Care มีสัดส่วนอยู่ที่ 27% กลุ่ม Household Goods & Durables มีสัดส่วนอยู่ที่ 17% เป็นต้น


สินค้าสุขภาพมาเลเซียโตดี


เชื่อAECเปิดตลาดไปได้สวย


ด้าน Mr.Frederick Ng President of Direct Selling Association of Malaysia ก็ได้เผยว่า ในช่วง 3-5 ปีที่ผ่านนั้น พบว่า เริ่มเห็นธุรกิจขายตรงในตะวันตกและทางยุโรปเข้ามาเปิดตลาดในภูมิอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศมาเลเซีย ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในมาเลเซียคือ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพอยู่ที่ประมาณ 44%


นอกจากนี้ จากข้อมูลผู้ที่สำเร็จในธุรกิจขายตรงในประเทศมาเลเซียนั้นพบว่า ส่วนใหญ่จะเป็นสุภาพสตรีมากกว่าสุภาพบุรุษ โดยอยู่ที่ 61% ขณะเดียวกัน ในมาเลเซียคนที่มีเชื้อสายชาวจีนนั้น จะมีความโดดเด่นอย่างมากในการทำธุรกิจเครือข่ายอยู่ที่ 57% ส่วนคนที่มีเชื้อชาติมาเลเซียอยู่ที่ 37%


ส่วนคนที่มีอายุตั้งแต่ 30-60 ปีนั้น พบว่ามากกว่า 70% เป็นนักธุรกิจเครือข่าย ซึ่งคนกลุ่มดังกล่าวนี้ เรียกว่าเป็นกระดูกสันหลังของธุรกิจเครือข่ายในมาเลเซีย ส่วนกลุ่มวัยรุ่นนั้น ถือว่ายังให้ความสนใจในธุรกิจเครือขายน้อยมาก โดยทางมาเลเซียเองมีแผนที่จะเข้าไปให้ถึงกลุ่มดังกล่าวด้วย


ปัจจุบันสมาคมการขายตรงมาเลเซีย มีบริษัทที่เป็นสมาชิกในสมาคมอยู่ที่ 65 บริษัท โดยมีทั้งบริษัทที่เป็นของมาเลเซียและบริษัทข้ามชาติรวมกัน


Mr.Frederick กล่าวอีกว่า ในการร่วมมือกันของตลาดขายตรงแต่ละชาตินั้น เชื่อว่า น่าที่จะส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมขายตรงมวลรวมอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ ยังคาดว่าการเปิดตลาดเออีซี ยังจะเป็นการช่วยให้การลงทุนในแต่ละประเทศ เกิดการแข่งขันมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน


กฎเหล็กขายตรงเวียดนามเพียบ!


เผยหน้าใหม่เข้าไปต้องใช้เวลา2ปี


เช่นเดียวกับทางด้าน Tram Ha Chairwoman of AmCham Vietnam Direct Selling Committee เผยว่า ในประเทศเวียดนามถือว่าธุรกิจขายตรงค่อนข้างมีศักยภาพที่สูงมาก แต่ในขณะเดียวกันในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงในเวียดนามก็มีความเข้มงวดมากด้วยเช่นกัน


ซึ่งล่าสุดทางเวียดนามเอง ได้มีแนวคิดที่จะแก้ไขในเรื่องของกฎหมายหลังจากที่ได้มีการบังคับใช้มาแล้วเมื่อปี 2006 ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการจัดประชุม สัมมนา ฝึกอบรม ที่จะต้องมีการขออนุญาตในการจัดแต่ละครั้ง โดยผู้จำหน่ายอิสระ ไม่สามารถที่จะจัดฝึกอบรมด้วยตนเองได้ หรือแม้กระทั่งการจัดฝึกอบรมของบริษัทต่าง ๆ ไม่สามารถที่จะเรียกเก็บเงินจากผู้จำหน่ายอิสระได้ โดยจะต้องเป็นการอบรมฟรีทั้งหมด


นอกจากนี้ บริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจในประเทศเวียดนามนั้น จะต้องมีการรายงานการทำธุรกิจในทุก 6 เดือน ที่สำคัญ สำหรับนักลงทุนที่จะเข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงในเวียดนามได้นั้น จะต้องใช้ระยะเวลานานถึง 2 ปีเลยทีเดียว กว่าที่จะได้รับใบอนุญาตการลงทุน


นายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม กล่าวอีกว่า หากย้อนดูถึงอัตราการเติบโตของธุรกิจขายตรงในเวียดนามตั้งแต่ปี 2006 -2011 พบว่า มีอัตราการเติบโตเป็นที่พึ่งพอใจ แต่หลังจากปี 2011 เป็นต้นไป เริ่มพบว่าธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ทางสมาคมฯ จึงต้องทำงานหนักมาก ที่จะสร้างภาพพจน์ของธุรกิจขายตรงเวียดนามให้กลับมาดีอีกครั้ง ด้วยการให้ความรู้ ความเข้าใจในธุรกิจขายตรงแก่คนหนุ่มสาวที่มีระดับการศึกษาสูงเพิ่มมากขึ้น


สำหรับทิศทางของกฎหมายใหม่ในประเทศเวียดนามนั้น ทางนายกสมาคมการขายตรงเวียดนาม มองว่า อยากที่จะให้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี 2013 และสามารถนำมาปฏิบัติได้จริงในปี 2014 โดยขณะนี้ ร่างกฎหมายฉบับแรกได้เสร็จไปแล้ว ส่วนการร่างกฎหมายฉบับอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการต่ออายุใบอนุญาต ขณะนี้ก็อยู่ในระหว่างการพิจารณา ซึ่งคาดว่าอีกไม่นาน น่าที่จะมี่ข้อสรุปอย่างแน่นอน


...จะเห็นได้ว่า ในแต่ละประเทศต่างก็มีจุดดี จุดเด่น จุดด้อย ที่แตกต่างกันออกไป ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของกฎหมายที่บางบริษัทเข้มงวดในเรื่องนี้ บางประเทศไม่ได้เข้มงวดในเรื่องนี้ แต่เชื่อว่าเกือบทุกประเทศ ต่างก็ต้องการที่จะเห็นภาพโดยรวมของอุตสาหกรรมขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างแน่นอน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันศุกร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย " เอเชีย สุพรีม " (Asia Supreme) กับ อาจารย์สุธีร์ รัตนนาคินทร์







aj.sutee (Mobile)











ถึงใครหลายเจ้าจะชื่นชอบ ต้องมนต์ เสน่ห์ จุดยุทธศาสตร์ห้างฯ ยอดนิยม (ของคน ขายตรง) อิมพีเรียล เวิลด์ (บิ๊กซี) ลาดพร้าวหันมายึดเป็นแหล่งฐานทัพใหญ่ แต่สำหรับ อาจารย์สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานแห่ง เอเชีย สุพรีม นั้น ขอคิดต่าง ก็ไม่รู้ว่า เพราะคับที่ หรือเพราะ คับอกคับใจ เลยตัดสินใจโบกมือบ๊ายบาย ขอย้ายสำนักงานใหญ่ มาที่ใหม่ ไฉไลกว่าเดิม อ๊ะอ๊ะ...ก็มิได้ไปไหนไกลหรอกนะเจ้าคะ ก็แหม...เล่นย้าย มาอยู่ตรงกันข้ามที่เก่าเลยเจ้าค่า มาเปิดทำการอยู่ที่ชั้น 3 ณ อาคารแมงป่อง ถ.ลาดพร้าว ซึ่งจะเริ่มทำการตั้งแต่กลางเดือนนี้เป็นต้นไป สมาชิก เอเชีย สุพรีม โปรดทราบ!! อย่ามัวหลงไปที่เก่า เพราะอาจจะไปเจอขายตรง เจ้าใหม่... ตึง!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 226 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : เปิดโรงเรียนขายตรงรับ AEC "นีโอ ไลฟ์" ดันหลักสูตรเทียบเท่า "ปวช.-ปวส."







Capture (Mobile)


"นีโอ ไลฟ์" พลิกโฉมวงการ เตรียมเปิด "โรงเรียนขายตรง" ศูนย์กลางแห่งการศึกษา วิชาขายตรงรับเสรีการค้าอาเซียน ยันสอนอย่างมืออาชีพ สร้างนักธุรกิจระดับโปรฯ มี ใบประกาศนียบัตรรับรองเทียบเท่า ปวช.-ปวส. ใช้สมัครงานได้จริง มั่นใจเปิดไม่เกินปี 2559 เผยโปรแกรมอบรมนักธุรกิจของบริษัท ได้รับการตอบรับดีเกินคาด หลังดึง "อ.เชน-จตุพล ชมพูนิช" วิทยากรชื่อดังร่วม ชี้ต่อไปพร้อม เสริม "กูรู" มืออาชีพมาให้ความรู้สมาชิก


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า ขณะนี้ "นีโอ ไลฟ์" มีโครงการจะเปิด "โรงเรียนขายตรง" ที่มีหลักสูตรการเรียนการสอนแบบมืออาชีพ เพื่อให้ทุกคนได้มีโอกาสเข้ามาเรียน และจะมีใบประกาศนียบัตรรับรองการจบการศึกษาเทียบเท่าในระดับ ปวช. หรือ ปวส. ที่จะสามารถนำไปประกอบเป็นอาชีพที่บริษัทขายตรงอื่นๆ ได้ โดยจะมีการรวบรวมข้อมูลหลักสูตรเกี่ยวกับ ขายตรงไว้ที่นี่ทั้งหมด โดยเบื้องต้นอาจจะเปิดรับสมัครเข้ามาเรียน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาขึ้นไปก่อน โดยสถานที่ตั้งได้เล็งแถบปริมณฑล เนื่องจากเป็นทำเลที่ดี และเดินทางไปมาได้สะดวก


"บริษัทตั้งใจจะทำโครงการนี้ให้เป็นจริงให้ได้ เพราะตอนนี้ เหลือเวลาอีก 2 ปี ก็จะเข้าสู่การรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนแล้ว และเพื่อเป็นการรับมือเออีซี ในปี 2558 เราจึงเตรียม จะเปิดเป็น "โรงเรียนขายตรง" ขึ้นมาในระยะเวลาใกล้ๆ กัน โดย เบื้องต้นจะใช้เวลาเตรียมตัว 3 ปี คาดว่าปี 2559 น่าจะเปิดได้ ส่วนเรื่องของชื่อโรงเรียนกำลังพิจารณากันอยู่" ดร.นพรุจกล่าว


อย่างไรก็ดี บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ ยังได้จัดการอบรมจิตวิทยาผู้นำองค์กร รุ่นที่ 4 2556 เมื่อวันที่ 12-13 มิถุนายน 2556 ณ ภูรัญญา รีสอร์ต โดยมี "ดร.นพรุจ เวชกุล" ประธานกรรมการบริหาร และ "ดร.รัชนี มหานิยม" ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสมาชิกและกรรมการผู้จัดการ รวมถึงประธานและรองประธานฝ่ายการตลาด ร่วมเป็นวิทยากรเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ ความรู้ความสามารถสู่นักธุรกิจรุ่นใหม่


โดยภาพรวมของการอบรมหลักสูตรในครั้งนี้ถือว่าน่าพอใจมาก มีสมาชิกใหม่ๆ เข้าร่วมนับพันคน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมั่นคงและความน่าเชื่อถือของบริษัท โดยจุดประสงค์การเข้าอบรมก็เพื่อปลุกกำลังใจ สร้างฝัน สร้างนักธุรกิจที่มีคุณภาพ


โดยตลอดปีนี้บริษัทได้เชิญ อ.เชน-จตุพล ชมภูนิช พิธีกรและวิทยากรชื่อดัง มาให้การบรรยายตลอดทั้งปี 2556 อีกทั้งปีต่อๆ ไปก็จะมีแผนดึงวิทยากรดังๆ แบบนี้ เข้ามาเป็นสีสันของการปฐมนิเทศเชิงจิต-วิทยาผู้นำองค์การครั้งนี้ด้วย เนื่องจากวิทยากร ดังๆ จะมีประสบการณ์และแง่คิดดีๆ ให้กับสมาชิกผู้เข้าร่วมอบรม ตลอดเรื่องการพัฒนา บุคลิกภาพให้แก่ท่านสมาชิก อีกทั้งยังได้รับ ความรู้และความสนุกสนานไปพร้อมๆ กัน และยังมีเกมที่แทรกแนวคิดในการทำงาน


ประธานบริษัท "นีโอ ไลฟ์" กล่าวต่อว่า การดำเนินธุรกิจบริษัทไม่ได้มุ่งหวัง เพื่อทำกำไรเป็นหลัก แต่เป้าหมายสำคัญต้องการให้ประชาชนยึดเป็นอาชีพได้ ซึ่งขณะนี้ทางภาครัฐการก็ได้เห็นความสำคัญ และเข้ามาสนับสนุนธุรกิจขายตรงแล้ว ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี แต่หน่วยงานของภาครัฐยังมีกำลังคนน้อยเกินไป ทำให้ไม่เพียงพอต่อการควบคุมบริษัทขายตรงที่มีกว่า 800 บริษัท มีมูลค่าตลาดรวมไม่ต่ำกว่าแสนล้าน บาท และนับวันจะเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เป็น สาเหตุที่ "นีโอ ไลฟ์" รอไม่ได้ จึงพยายามคิดทำโครงการต่างๆ มากมาย จะเห็นได้จาก การสร้างศูนย์ประชุมครอบคลุมทั่วทั้ง 77 จังหวัด เพื่อใช้จำหน่ายสินค้า ฝึกเทรนนิ่ง โดยที่ทาง "นีโอ ไลฟ์" ลงทุนให้ เพื่อให้ประชาชนได้เข้าอบรมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพื่อจะได้เข้าใจธุรกิจขายตรงมากขึ้น





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ศศินทร์ชี้ถึงเวลาพัฒนาระบบ Call Center รองรับเปิด AEC เผยเป็นกลยุทธ์ในการสร้างยอดขายและภาพลักษณ์ให้กับธุรกิจ







ac9dd68684139f1b13643cb7d42ede92-0 (Mobile)


นักวิชาการจากศศินทร์ เผยถึงเวลาที่ธุรกิจขายตรงและธุรกิจบริการอื่น ๆ ต้องพัฒนาระบบ Call Center เพื่อสร้างความพึงพอใจและรักษาฐานลูกค้าให้อยู่กับองค์กร ทั้งกระบวนการทำงานและเทคโนโลยีให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว แม่นยำ ในการให้ข้อมูลและแก้ไขปัญหาให้กับผู้บริโภค ย้ำมีบทบาทในการสร้างยอดขายและภาพลักษณ์ให้กับสินค้าและบริการ


ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการด้านการตลาดและประชาสัมพันธ์ สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Sasin) เปิดเผยถึงความสำคัญของธุรกิจ Call Center ว่า เป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ธุรกิจต่าง ๆ ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากมีบทบาททำให้ผู้บริโภคเกิดความประทับใจ รวมทั้งการตัดสินใจซื้อ และยังสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับธุรกิจอีกด้วย ดังนั้น ธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงทั้งในและต่างประเทศ ควรมีความชัดเจนเรื่องนโยบายพัฒนาระบบ Call Center ให้มีศักยภาพ โดยเฉพาะเมื่อรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ธุรกิจจากชาติอื่นๆ ในอาเซียนอีก 9 ประเทศ จะเข้ามาแชร์ส่วนแบ่งตลาด และระบบ Call Center อาจแข็งแกร่งกว่าคนไทย


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันธุรกิจที่ใช้ระบบ Call Center เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคมากขึ้น ที่เห็นได้ชัด คือการนำเสนอขายสินค้าและบริการไม่ว่าจะเป็นธุรกิจประกันภัย สถาบันการเงิน โรงพยาบาลและธุรกิจเพื่อสุขภาพ รวมทั้งผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ต้องอาศัยพนักงานขายผ่านโทรศัพท์ เนื่องจากเป็นรูปแบบการตลาดและการขายที่วัดผลได้ในเวลารวดเร็ว นอกจากนี้ Call Center ยังมีบทบาทรับเรื่องร้องเรียนกรณีเกิดปัญหาการอุปโภค บริโภคสินค้าต่างๆ ดังนั้นจึงมีความสำคัญต่อบริการหลังการขายทำให้ลูกค้าเกิดความสะดวกสบายในการติดต่อสื่อสารกับผู้ผลิต และบรรจุภัณฑ์ส่วนใหญ่จะมีเบอร์โทรศัพท์เพื่อให้ลูกค้าสามารถสอบถาม ปรึกษา และร้องเรียนปัญหาต่าง ๆ ทั้งนี้เพิ่อสร้างความพึงพอใจ ความประทับใจหลังการขาย


ดร.กฤษติกา กล่าวว่า เมื่อระบบ Call Center มีบทบาทในการตลาดทั้งเชิงรุกและเชิงรับ ดังนั้น ธุรกิจที่ทำการตลาดผ่านทางโทรศัพท์ ต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาศักยภาพของบุคลากร นอกจากมารยาทในการรับโทรศัพท์แล้ว ผู้ที่อยู่ในอาชีพนี้ต้องคำนึงเรื่องการสื่อสารกับลูกค้า เพื่อให้เกิดความรู้สึกในเชิงบวก รวมถึงต้องเรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าและบริการเป็นอย่างดี ผู้ที่สนใจมักสอบถามข้อมูล เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์และบริการ หากมีข้อมูลไม่เพียงพออาจทำให้พลาดโอกาสในการขายได้ ที่สำคัญควรเรียนรู้ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า ดังนั้น ธุรกิจที่ใช้กลยุทธ์การตลาดระบบ Call Center จะต้องพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะ ความเชี่ยวชาญในการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ในระหว่างการทำงาน


"นอกจากการพัฒนาบุคลากร ธุรกิจที่ต้องสร้างความพึงพอใจให้ลูกค้าผ่านระบบ Call Center จำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงาน โดยเฉพาะระบบไอทีควรมีความทันสมัย มีข้อมูลถูกต้องแม่นยำ ดังนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่ดังกล่าว ต้องรอบรู้ในทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ จึงจำเป็นต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อให้พนักงาน Call Center สามารถตรวจสอบข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ไม่ให้ลูกค้ารอสายนานหรือโอนไปยังฝ่ายอื่นๆ สามารถให้คำตอบได้ในจุดบริการเดียว" ดร.กฤษติกากล่าว และให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ทำให้กลุ่มผู้บริโภคมีความหลากหลายขึ้น เนื่องจากชาติต่าง ๆ ทั้งจากอาเซียนและทั่วโลกเข้ามาใช้บริการธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น นั่นหมายความว่าภาษาอังกฤษเพียงอย่างเดียวไม่สามารถตอบรับความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าได้ ทั้งนี้ธุรกิจบริการในเมืองไทยได้รับความนิยมจากทั่วโลก ทั้งลูกค้าชาวตะวันออกกลาง ยุโรป อเมริกา ญี่ปุ่น จีนฯลฯ ดังนั้น นอกจากภาษาอังกฤษแล้วจะต้องพัฒนาให้มี Call Center ที่สามารถสื่อสารภาษาเดียวกับลูกค้า ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้เกิดความเชื่อมั่นและความไว้วางใจได้มากกว่า


อย่างไรก็ตาม การลงทุนจ้างพนักงานที่เป็นเจ้าของภาษามาทำงานอาจไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับบางธุรกิจ ทางออกของปัญหาดังกล่าวจะไม่ใช่อุปสรรคอีกต่อไป เช่น ธุรกิจที่ต้องใช้การตลาดขายตรงในเมืองไทยบางแห่งก็ใช้ Call Center ที่เป็นเอเย่นในประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษดีกว่า หรือแม้แต่การพัฒนาระบบการสื่อสารที่เชื่อมโยงไปยัง Call Center ในต่างประเทศที่ใช้ภาษาเดียวกับลูกค้า จะทำให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพและสามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคชาตินั้นๆได้เป็นอย่างดี




Credit By :http://www.newswit.com

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รู้เขา...รู้เรา!! สแกนพลังงานขายตรงไทย เดินหน้าปักธงรบตลาด AEC







630 (Mobile)


เป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 (ปี ค.ศ. 2015)ของการเปิดประตูสู่ ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศในแถบอาเซียนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันของประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ 1. ประเทศไทย 2.อินโดนีเซีย 3.มาเลเซีย 4.สิงคโปร์ 5.บรูไน 6.ฟิลิปปินส์ 7.เวียดนาม 8.ลาว 9.พม่า และ10.กัมพูชาเพื่อก้าวไปสู่ การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งการหลอมรวมพลังครั้งนี้เพื่อช่วยกันยกมาตรฐานสินค้าภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน


เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วไป และรวมถึง ธุรกิจเครือข่าย ที่นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สำคัญของการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ เวลานี้ได้มีการปักธงรบและขยับตัวเองในการวางแนวทางการทำงานให้สอดรับกับตลาดใหม่นี้ย่างคึกคัก


อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก AEC เป็นตลาดที่น่าจับตามองของนักธุรกิจทั่วทุกมุมโลก และเวลานี้แม้จะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการแต่ก็มีบริษัทขายตรงที่เล็งเห็นความสำคัญได้วางแผนเข้าไปรุกตลาด อาเซียนกันล่วงหน้าในหลายประเทศกันแล้ว หรือหากจะไล่เรียงมาตั้งแต่ขายตรงเบอร์หนึ่งสัญชาติไทย นัมเบอร์วัน


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เวลานี้ได้ตระเตรียมตัวเองด้วยการเร่งขยายอาณาจักรตัวเองเปิดตัวรุกตลาดอาเซียนมาระยะหนึ่งก่อนหน้านี้โดยนำร่องในเฟสแรกขยายธุรกิจไปยังตลาดประเทศพม่า กัมพูชาและมาเลเซีย อีกทั้งได้เล็งทำเลทองต่อเนื่องอีกหลายประเทศ หรือหากเป็นในส่วนของเนื้องานที่ได้วางไว้นั้นกิฟฟฟารีนเองก็ได้มีการเตรียมแผนงานรองรับ กับ AEC ไว้อย่างดิบดีนั้นก็คือแผนแรกการเฟ้นหาสินค้าที่เหมาะสมกับประเทศใดในกลุ่มอาเซียน ต่อมาแผนที่สองวิธีการทำตลาดทั้งในเรื่องของการส่งออกและการนำเข้าให้สอดรับกับประเทศนั้นๆและทุกอย่างต้องมีการปรับตัวและตามให้ทันกับโอกาสที่ดีทางธุรกิจในอนาคตข้างหน้าที่สำคัญ คือการเร่งพัฒนาศักยภาพการทำงานของนักธุรกิจกิฟฟารีนให้สามารถบุกตลาดดังกล่าวได้อย่างมั่นใจ


ยักษ์ขายตรงต่อมา บริษัทนู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยังคงเดินหน้าอัดแน่นกลยุทธ์การตลาดรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่ให้เกิดขึ้น โดยจะมุ่งให้ความสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้นทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มกำลังโดยยังคงจุดยืนที่มุ้งเน้นการชู นวัตกรรมแห่งการชะลอวัย ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพ ภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชรา พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร MASS Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป โดยมีเป้าหมายความสำเร็จปีนี้ด้วยยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และเพื่อแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่เคยประกาศไว้


ข้ามห้วยมาที่ดงขายตรงย่านรัชดา บริษัท จอยน์ แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด


ก็ได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังโดยในช่วงแรกบริษัทจะเข้าไปลงทุนเฉพาะประเทศที่ติดกับไทยเป็นหลักก่อนเพราะต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ โดยรูปแบบของการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศนั้นจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ เช่นในพม่าอาจะต้องตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาระหว่าง J&C กับนักลงทุนในประเทศ แต่ในกัมพูชาบริษัทสามารถเข้าไปถือหุ้นได้ 100 % เลย ส่วนในลาวอาจจะเข้าไปถือหุ้นร่วมกับบริษัทในประเทศตามสัดส่วนที่รัฐบาลกำหนด เช่นเดียวกับในมาเลเซียที่มีนักลงทุนท้องถิ่นเข้ามาถือหุ้นด้วย แต่การบริหารจัดการทั้งหมดก็ยังเป็นบริษัทในไทย


ลุยสุดตัวไม่แพ้กันสำหรับ ยักษ์ขายตรงสัญชาติไทยแท้ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด หลังประสบความสำเร็จด้วยยุทธศาสตร์การตลาดแบบป่าล้อมเมืองที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมีผู้นำขึ้นรับรางวัลต่อเดือนนับพันคน และเพื่อสานต่อเป้าหมายใหญ่ของการรุกตลาดเออีซีเพื่อสร้างอาชีพให้กับคนทั่วโลก ทำให้ปัจจุบัน นีโอไลฟ์ฯ ได้มองการณ์ไกลเริ่มมีการขยายธุรกิจของบริษัทออกไปสู่พี่น้องประเทศเพื่อนบ้านในแถบภูมิภาคอาเซียน สู่ประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ จีน (เซี่ยงไฮ้) การดำเนินงานของบริษัทมีความคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจขายตรงของคนอาเซียนที่จะร่วมกันสร้างอนาคตที่ดี พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอาเซียนของเราให้มีความเจริญก้าวหน้าและให้ประชาชนของเรากินอยู่ดียิ่งๆขึ้นไป


เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งทางธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 11 ได้เป็นอย่างดีสำหรับ บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่เห็นได้ชัดเจนว่าตลาดประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับการประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจด้วยการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นในปีนี้ ล่าสุดยูนิซิตี้ได้เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยการเปิดสำนักงานยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญ อีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธรกิจของยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญอีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธุรกิจของยูนิซิตี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชากรในประเทศนั้นๆ มีรายได้รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของการทำงานร่วมกันของเครือข่ายยูนิซิตี้ในประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนยูนิซิตี้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ทางด้าน


บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด


ประกาศขอปูทางสู่ประชาคมอาเซียน โดยร่วมมือกับประเทศ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและทั้งประเทศไทยร่วมกันผลักดันความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันได้ใช้ฐานประเทศสิงคโปร์เป็นฮับ หรือศูนย์กลางกระจายสินค้าที่สำคัญของซินเนอร์จี้ นอกจากนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้แก่นักธุรกิจได้เรียนรู้ในเรื่องของสินค้า เพิ่มเติมบริษัทได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ ทริปเดินทางไปสัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติม กับทางผู้เชี่ยวชาญให้สามารถแนะนำและขยายธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ถือเป็นการเตรียมตัวในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน


ส่วนข้ามชาติ บริษัท อาเจล อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด แม้ว่าจะเจออุปสรรคทางธุรกิจหลายระลอก แต่ก็ยังยืนหยัดต่อสู้ได้ถึงทุกวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าอาเจลนั้นมีดีเช่นกัน ซึ่งกลยุทธ์ของอาเจลต่อจากนี้ไปเพื่อให้สมาชิกสามารถออกไปขยายธุรกิจได้ง่าย ได้วางแนวทางการทำงานที่ยังคงเน้นการทำงานพื้นฐาน เช่น การจัด Small Group Meeting และการจัดหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ เพื่อสร้างสายเลือดใหม่ของอาเจลขึ้นมา โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีในการเติบโตอย่างมั่นคงและทันช่วงเปิด AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ในปี 58 อย่างพอดิบพอดี


อีกหนึ่งค่ายคลื่นลูกใหม่มาแรง บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด หลังโชว์ไม้เด็ดยุทธศาสตร์การตลาดแบบคลื่นกระทบฝั่งดันธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วแล้วยังได้เดินหน้าพัฒนาตัวเอง ด้วยการเปิดการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องระบบไอที ทีได้ทุ่มงบราว 10 ล้านบาทพัฒนารอบด้าน จำทำสื่อข้อมูลบริษัท ผ่านทางเว็บไซต์รวมทั้งสิ้น 12 ภาษาด้วยกัน อีกทั้งยังได้เตรียมปรับปรุงและพัฒนาส่วนของฐานข้อมูลรายชื่อสมาชิกอย่างชัดเจนกว่าเดิม สามารถแยกสมาชิกต่างชาติ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบรายชื่อหรือสานต่อธุรกิจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่จะลงใหม่นี้สามารถลองรับได้ถึง 100 ล้านรหัส ด้านขายตรงน้องใหม่ผู้บริหารมือเก๋า บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลดฺ ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญในการเปิดรับ AEC และการตลาดในยุคดิจิทัล ด้วย Application อัจฉริยะที่สมบูรณ์ที่สุดในเครือข่ายขายตรงไทย สมาชิกสามารถ สปอนเซอร์ เช็คยอด และสั่งซื้อสินค้าผ่าน Application ทั้งบนมือถือ และแท็บเลต ระบบ IOS จึงทำให้สมาชิกสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั่วมุมโลก และบริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด (BWL) ก็คึกคักไม่แพ้กันหลังจากที่เวลานี้ผู้บริหารบริษัทแม่ประเทศ สิงคโปร์ ได้เปิดไฟเขียวรอรับไว้อยู่แล้ว ด้วยการขยับส่วนของสำนักงานใหญ่ ตลอดรวมถึงการขยายโกดังเก็บสินค้าและระบบขนส่งที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าหากบริษัทขายตรงรองรับการทำงานที่ครอบคลุม มีระบบไอทีที่ดี ก็จะได้เปรียบทางธุรกิจและนำไปสู่การสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเวลานี้บริษัทได้มีการบอกต่อสมาชิกหรือผู้นำให้มีความเตรียมพร้อมรอบด้านที่จะเปิดรับการแข่งขันทางการตลาดอย่างเสรีด้วยเช่นกัน


แลดูคึกคักตั้งแต่ต้น สำหรับน้องใหม่ทุนหนา บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด ที่ได้วางเป้าสร้างกระแสความรับรู้ทางด้านผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ออกไปขยายตลาดในประเทศลาว และกัมพูชาโดยร่วมกับภาครัฐในการออกบูทในประเทศดังกล่าว อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาได้ไปอออกบูทร่วมกับภาครัฐในงาน Thailand Trade Exhibition 2013 ณ Diamond Island Convention & Exhibition Center กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ต่อด้วยกลางเดือนเดียวกันนี้ ในงาน Thailand Health & Beauty Zone ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค และต้นเดือนกรกฎาคม 2556 ในงาน Lao-Thai Trade Fair 2013 ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค นครหลวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว ตลอดจนขายตรงน้องใหม่ บริษัท วิลเลนดรยอฟ จำกัด แม้จะเพิ่งเข้ามาลิ้มลอง ตลาดขายตรง แต่นับได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจ ประหนึ่งมืออาชีพ ซึ่งเป็นเพราะว่าได้คลุกคลีในการทำตลาดเครื่องสำอางมานานและรู้ถึงความต้องการทางตลาดได้เป็นอย่างดี ส่วนการเตรียมความพร้อมในการขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เช่น สปป.ลาว,พม่าและกัมพูชานั้นเนื่องจากฐานตลาดกลุ่มลูกค้าในประเทศดังกล่าวยังไม่ค่อยคุ้นเคยการทำธุรกิจแบบขายตรง ดังนั้นกลยุทธ์ในช่วงแรกของการเข้าไปรุกตลาดในกลุ่มประเทศดังกล่าวจะทำในลักษณะขายตรงชั้นเดียวไปก่อน ภายใต้แบรนด์ใหม่ เพื่อเป็นการปูฐานผู้บริโภคไว้ก่อน ซึ่งเมื่อเปิด AEC บริษัทก็เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากขายตรงชั้นเดียวมาเป็นขายตรงหลายชั้น


ทิ้งท้ายดูความพร้อมธุรกิจขายตรงชั้นเดียว(SML) แบรนด์ดังอย่าง มิสทีน บริษัทบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขณะนี้ก็ได้ทุ่มสุดตัวซึ่งหลังจากที่เริ่มขยายตลาดเข้าพม่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมียอดขาย 500 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์นักธุรกิจลาวตั้งบริษัทใหม่ที่ประเทศลาวพร้อมทั้งจะมีการเปิดโชว์รูมเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการกับผู้บริโภค และในขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาแผนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มเติม และคาดว่าในช่วงกลางปีนี้บริษัทจะมีการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อรองรับเออีซี ด้วยเช่นกัน โดยจะพิจารณาถึงความพร้อมในส่วนของวัตถุดิบ เพื่อลดต้นทุนได้มากกว่า 10% ขึ้นไปถึงจะสามารถลงทุนได้


ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของบริษัทขายตรงที่มีความตื่นตัวทางธุรกิจในการเตรียมรุกตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในอีก2ปีข้างหน้า เพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่ของธุรกิจขายตรงไทย เราขอเป็นกำลังให้กับทุกค่ายและทุกคนในการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าธุรกิจขายตรงไทย...ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556


วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ปูแดง" ชูแผนป่าล้อมเมืองมุ่งถิ่นทุรกันดารชี้ตลาดใต้มาแรง







pd (Mobile)

 


"ปูแดง" อุบยอดขายปี 55 เดินหมาก ปี 56 ด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ลงพื้นที่ล่าลูกค้าในพื้นที่ทุรกันดาร พร้อมประชา-สัมพันธ์แบรนด์ในเขตชนบท ฟุ้ง! ตลาดภาคใต้สุดแรง สมาชิกซื้อสินค้าต่อเนื่อง ส่วนเรื่อง AEC ยังไม่เน้น บอกแต่ตอนนี้ เริ่มมีสมาชิกรุกเพื่อนบ้านตามเขตชายแดน สั่งสินค้าทีละเป็นร้อยตัน คาดสิ้นปีบัญชีโต 30%


 


นายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการที่น่าพอใจ ธุรกิจมีการเติบโต 15% แต่คงจะยังไม่ขอเปิดเผยเรื่องตัวเลขว่าได้เท่าไหร่ ซึ่งในแต่ละ เดือนจะมีสมาชิกหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมธุรกิจ ต่อเนื่องประมาณ 3,000 รหัสขึ้นไป


"ตนมีความมั่นใจว่า บริษัทจะมีการเติบโตขึ้นมากกว่านี้ เพราะปีที่ผ่านมา บริษัท ขยายธุรกิจออกไปทั่วประเทศ ขณะที่ปัญหา ส่วนใหญ่ที่พบเจอจะเป็นเรื่องของน้ำ หากฝนไม่ตกจะทำให้มีผลกระทบต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะบริษัทจะเน้นธุรกิจเกี่ยวกับ การเกษตร ยิ่งในภาคอีสานเวลาฝนไม่ตกก็จะทำไร่ทำนาไม่ได้ ทำให้ลูกค้าไม่สามารถสั่ง ซื้อสินค้าจากบริษัทเราได้"


นอกจากนี้ ประธานใหญ่ "ปูแดง 168Ž" ยังได้กล่าวถึงแผนการตลาดในปี 2556 ว่า บริษัทวางแผนการตลาดด้วยการออกพื้นที่ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศได้เข้าไปเจาะตลาดตามหมู่บ้านที่ทุรกันดาร โดยเรา ก็เดินทางไปในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ได้ฐานลูกค้า ใหม่ๆ กลับมามากมาย ทั้งยังมีการสั่งซื้อสิ้นค้าจากเราเยอะขึ้น ซึ่งถือเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทไปด้วยในตัว และตอนนี้ก็มีลูกค้าที่เข้ามาร่วม ธุรกิจกับบริษัทเรามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเป้าหมายในปีนี้ บริษัทมั่นใจธุรกิจจะต้องมีการเติบโตขึ้นถึง 30% และสมาชิกต้องมียอดขายแตะที่ 200,000 รหัส


"ตอนนี้กลยุทธ์ที่เราใช้จะเป็นแบบ ป่าล้อมเมือง คือเราต้องการสร้างฐานธุรกิจ ให้แน่นก่อน เพราะก่อนหน้านี้บริษัทเราเคย มีปัญหาใหญ่เมื่อปี 2553 แต่บริษัทก็ฝ่าวิกฤติ มาได้ ทำให้เราได้กลับมายืนในธุรกิจอีกครั้ง และตอนนี้ก็ดำเนินธุรกิจมาได้อย่างต่อเนื่อง จากวันที่เปิดบริษัทมาตั้งแต่เป็น "บริษัท เบสท์ 59 จำกัด" ในปี 2546 มาถึงตอนนี้ ก็เท่ากับ 11 ปีแล้ว ที่บริษัทของเราอยู่ในวงการขายตรงมา"


"ขณะที่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่ที่สั่งซื้อจะมาจากทางภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่นั่นมีกำลังการสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ไม่ค่อยขาดน้ำ มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้มีการสั่งซื้อสินค้าการเกษตรจากเราเป็นจำนวนมาก มีการสั่งซื้อตลอดปี ในส่วนของสำนักงานใหญ่ ตอนนี้บริษัทตั้งอยู่แถว ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และมีสาขาหลักๆ ประมาณ 7-8 สาขาใหญ่ และยังมีแม่ทีมที่ไปจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้นมาเอง เพื่อเอาไว้จำหน่ายสินค้านั้นมีกว่า 100 แห่ง ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ"


ในส่วนของการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิฐอาเซียน หรือ AEC นั้น "สมปอง" กล่าวว่า "ตอนนี้ได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว เช่นกัน แต่ยังไม่ได้เจาะตลาดเข้าไปมากนัก เพราะส่วนใหญ่ธุรกิจจะเป็นลักษณะของการจำหน่ายผ่านตัวแทนออกไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีผู้นำหลายคนนำสินค้าเข้าไปขาย เองตามตะเข็บชายแดนต่างๆ และมีเพื่อนบ้านของเรา อย่าง ลาว, กัมพูชา, พม่า และ อินโดนีเซีย ที่จะสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทเรา เป็นจำนวนมาก สั่งครั้งละประมาณ 100-200 ตัน แสดงให้เห็นว่า สินค้าจากบริษัทเราได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมาก หากผู้ประกอบการ แถวๆ เพื่อนบ้านต้องการทำธุรกิจกับเรา บริษัท ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่แน่นอน"


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com


 

วันศุกร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวไอยรา แพลนเน็ต (Aiyara Planet) : ไอยรา ผ่าแผนเด็ดดันยอดโต ซุ่มขอ อย. ลาวจ่อบุกตลาด AEC







boss (Mobile)


ไอยรา งัดไม้เด็ดปั๊มยอดขายสิ้นปี 300 ล้าน ผ่าแผน ยึดหัวหาดภาคอีสานเป็นฐานรุกตลาด AEC ล่าสุด ยื่นขอ อย.ลาว ประเดิมเป็นประเทศแรก มั่นใจไม่เกิน 3 เดือน ได้ฤกษ์ปักธง ชูนโยบาย 1 โค้ด 1 แพลนเน็ต เผยเตรียมยลโฉมแฟรนไชส์ร้านกาแฟ ไอยรา คาเฟ่ รูปแบบใหม่ หวังต่อยอดพีวีให้กับสมาชิก


กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรมการ/กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า ปีนี้บริษัทได้วางเป้าหมายยอดขายสำหรับปีนี้ไว้ที่ 300 ล้านบาท โดย จะใช้กลยุทธ์ดังนี้ 1.ขยายพื้นที่, ขยายยอดขาย, ขยายฐาน สมาชิก และพัฒนานักธุรกิจให้มีความเข้าใจธุรกิจยิ่งขึ้น2.การวางกลยุทธ์ และกำหนดเป้าหมายร่วมกัน, การติดตาม เป้าหมาย, อุปสรรค และปัญหากับผู้นำในทุกๆ เดือน เพื่อ ให้มีการปรับตัวตามสถานการณ์ได้อยู่เสมอ และ 3.การทำ แบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในตลาดขายตรง เช่น เน้นให้เห็นโลโก้ ช้าง และเห็นความเคลื่อนไหวของบริษัทตลอดเวลา เป็นต้น


สำหรับปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทได้จับมือร่วมกับ ผู้นำในการขยายธุรกิจไปในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ ส่งผลให้ธุรกิจมีการเติบโตขึ้นตามลำดับ โดยพื้นที่ที่ถือเป็น ตลาดหลัก ได้แก่ ภาคใต้ ซึ่งเริ่มมีความแข็งแกร่งมากขึ้น รองลงมาเป็นพื้นที่ภาคเหนือที่เริ่มกระจายเข้าไปในจังหวัด ย่อยๆ ของภาค ส่วนพื้นที่ภาคอีสานยังเป็นพื้นที่ที่ยัง ไม่เติบโตเท่าที่ควร อย่างไรก็ตามบริษัทมองว่าภาคอีสาน ยังคงเป็นพื้นที่ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็นพื้นที่เส้นทางหลัก เมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจ (AEC) ในปี 2558


เรามองว่าพื้นที่ภาคอีสานจะเติบโตได้อีก และ จะเป็นเส้นทางในการเข้าไปขยายตลาดในแถบประเทศ เพื่อนบ้าน เช่น สปป.ลาว ซึ่งล่าสุด เราได้ยื่นขออนุญาต จากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ในลาว แล้ว คาดว่าจะได้รับการอนุมัติอีกประมาณ 3 เดือนข้างหน้า ซึ่งการยื่นขอใบอนุญาตจาก อย. ลาว ในครั้งนี้ เพื่อรองรับ การเปิด AEC ในอีก 2 ปีข้างหน้า หลังจากที่เราไปยื่นขอ อย. ในลาว ทำให้มีผู้นำทั้งใน สปป.ลาว และภาคอีสานเริ่ม ให้ความสนใจในเรื่องนี้เป็นจำนวนมาก นั่นแสดงให้เห็นว่า สมาชิกในภาคอีสานต้องการที่จะเข้าไปทำธุรกิจในตลาด AEC เช่นกัน


สำหรับการเข้าไปทำตลาดใน สปป.ลาว ในเบื้องต้น บริษัทจะได้นำสินค้า 3 รายการ ซึ่งเป็นตัวหลักของไอยรา ก่อน โดยได้กำหนดราคาไว้เท่ากับประเทศไทย แต่ตัวพีวี (PV) จะลดลงไป ซึ่งสมาชิกของไอยราสามารถขยายตลาด ได้ภายใต้รหัส 1 โค้ด 1 แพลนเน็ต ส่วนรูปแบบการลงทุน ในลาวนั้น บริษัทอยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียด ซึ่งตอนนี้ กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะลงทุนในรูปแบบใด ได้แก่ บริษัท ลงทุนเอง 100% และการร่วมหุ้นกับนักลงทุนในประเทศ นั้นๆ โดยทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ


ปัจจุบันเราเริ่มทำฐานข้อมูลใหม่สำหรับชาวต่าง- ประเทศแล้ว โดยการลงทะเบียนของนักธุรกิจชาวต่าง- ประเทศจะใช้เลขบัตรประชาชนที่เป็นของคนประเทศนั้น ซึ่งจะบอกได้ว่าคนๆ นั้นมาจากประเทศใดจากนั้นตามด้วย โค้ดของบริษัท และเมื่อมีการส่งพีวีเข้ามาทางบริษัทจะนำ มาคำนวณเพื่อจ่ายค่าคอมมิสชั่น ซึ่งการลงทะเบียนใน ลักษณะดังกล่าวสมาชิกของบริษัทสามารถทำได้ทั่วโลก ไม่ใช่แค่ในเอเชียเท่านั้น


กัมปนาท กล่าวอีกว่า ปัจจุบันสัดส่วนยอดขายหลัก ของบริษัทยังคงมาจากสารสกัดจากงาดำคิดเป็นกว่า 70% จากยอดขายสินค้าทั้งหมด ซึ่งในอนาคตบริษัทมีแผนจะนำ สารสกัดจากงาดำไปผสมในสินค้าชนิดอื่นๆ ซึ่งล่าสุดได้นำ ไปผสมเป็นคอลลาเจนผสมเซวามีนสารสกัดจากงาดำซึ่ง เป็นการสร้างกระแสความตื่นเต้นในองค์กรได้ค่อนข้างดี มาก ส่วนความคืบหน้าการเปิดร้านกาแฟ ไอยรา คาเฟ่ นั้น บริษัทมองว่าจะเป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะช่วยให้สมาชิก มีพีวีเพิ่มขึ้นอย่างง่ายๆ โดยบริษัทจะเปิดร้านกาแฟตาม เซ็นเตอร์ต่างๆ ของบริษัท เพราะในแต่ละสัปดาห์จะมี สมาชิกเข้ามาที่เซ็นเตอร์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1-2 วัน และ หลายคนต้องการที่จะดื่มกาแฟ ดังนั้น การเปิดร้านกาแฟ จึงน่าจะเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยให้สมาชิกมีพีวีเพิ่มขึ้น โดย ร้านกาแฟดังกล่าวจะเปิดในลักษณะเเฟรนไชส์ เพื่อให้ สมาชิกสามารถซื้อไปเปิดเองโดยมีต้นแบบ ไอยรา คาเฟ่ เป็นแบบอย่าง คาดว่าร้านกาแฟดังกล่าวจะเปิดตัว ได้ภายใน 3 เดือนข้างหน้านี้


กัมปนาท กล่าวว่า หากมองภาพความสำเร็จของ ไอยรา ประกอบด้วย 3 ส่วนหลักๆ ได้แก่ 1.การจัดอบรม สัมมนาที่มีอย่างต่อเนื่อง 2.เทคโนโลยีที่บริษัทพยายาม ใช้คอมพิวเตอร์มาเป็นเครื่องมือในการทำงานโดย สะดวก ซื้อง่าย ส่งสินค้าคล่องตัว ตรวจสอบข้อมูล ย้อนหลังในการที่จะสื่อสารกัน และสามารถชำระสินค้า ผ่านทางร้านสะดวกซื้อ 7-11 ได้ ทำให้ผู้บริโภคปลายทาง เกิดความเชื่อมั่น และ 3.การสร้างแบรนด์ให้เป็น ที่ยอมรับของผู้บริโภคทั่วไป เนื่องจากปัจจุบันคนส่วนใหญ่ ยังไม่เชื่อมั่นในธุรกิจขายตรง ดังนั้น จึงต้องสร้างการ ยอมรับให้มากขึ้น




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ส.พัฒนาการขายตรงไทยรุกหนัก นายกฯใหม่ นำสมาชิกลุยตลาดAEC







Capture (Mobile)


จับตา สมาคมการพัฒนาการขายตรงไทย หลังคณะกรรมการโหวต เลือก ดร.สมชาย หัชลีฬหา อดีตเลขาฯ ขึ้นแท่นเป็นนายกสมาคมคนใหม่ โดยมี วุฒิพงศ์ วนากุล นั่งเลขาฯ แอ็คชั่นแรก ชี้โลกยุคใหม่การรวมกลุ่ม กันมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด เพราะจะทำให้เกิดพลังในการขับเคลื่อน ไล่ 9 ตั้งแต่การรวมกลุ่มกันของประชาคมชาวโลก WTO หรือ EU เหล่านี้ล้วนเกิดการ ขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดี ล่าสุดกลุ่มอาเซียน หรือ AEC กำลังจะมีการรวมกลุ่มกัน จะเป็นการพลิกประวัติศาสตร์ หน้าใหม่ของอาเซียนซึ่งมีประชากร 600 ล้านคน แพลมๆ สมาคมฯ อาจ เปิดศูนย์เองในประเทศAEC เพื่อให้ สมาชิกเปิดช็อปตัวเองในศูนย์นั้นๆ ลุยตลาดเต็มที่

ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด และนายกสมาคมพัฒนาการขายตรง ไทย เปิดเผย ตลาดวิเคราะห์ ว่า ปัจจุบันโลกทั้งโลกได้ให้ความสำคัญ เกี่ยวกับการผนึกกำลังกันมาก หากดูถึง วิวัฒนาการจากการรวมตัว เราจะเห็นว่าการ รวมตัวของประชาคมโลกได้พัฒนามาเป็น WTO จนกระทั่งมาเป็นนาฟต้า อาฟต้า ตรงนี้ ก็ถือว่าเป็นการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจ ถ้าพูดถึงฝั่งอเมริกา จะเริ่มจากอเมริกาเหนือ ไปถึงเม็กซิโก แคนาดา และมาพูดถึงอาฟต้า ประเทศไทยเราที่พัฒนาจนมาถึงวันนี้ที่เรียกว่า AEC โดยจะรวมกันแบบไหนก็แล้วแต่ เมื่อ รวมตัวขึ้นมาก็ถือว่า ได้ประโยชน์รวมกันแทบ ทั้งสิ้น โดยเราจะเห็นการวิวัฒนาการกันก็จะมี ทั้งดีและเสีย แต่ว่าทุกบทเรียน ทุกการรวมตัว ต้องบอกว่ามีข้อดีมากกว่าข้อด้อย เพียงแต่ว่า ข้อด้อยไม่มีการที่เคยเจอกันมาก่อน ไม่เคย เห็นปัญหา ซึ่งเมื่อเวลาที่มารวมตัวกันก็จะมีทั้งคนที่แข็งแรงและอ่อนแอ แต่สุดท้ายก็ต้อง ใช้เวลาในการปรับตัว

เมื่อตอนที่อียูรวมตัวกันนั้น ซึ่งถ้าย้อน ไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ผู้คนก็บอกว่า ถือเป็นเรื่อง ดี แต่พอถึงวันนี้มันก็เริ่มเห็นปัญหาว่าอียู เมื่อ รวมกันแล้วจะเห็นว่าเงินที่มีสกุลที่แข็งแรงกว่า ก็อยู่ได้และได้เปรียบ แต่ถ้าคนที่มีเศรษฐกิจ อ่อนแอกว่าเมื่อไปรวมกับเขาก็ถือว่าลำบาก และคนที่จะรวมอยู่กับเขาได้จะต้องมีความ สามารถทั้งด้านสุขภาพ เรื่องต้นทุน ภาวการณ์ แข่งขัน เรื่องของเทคโนโลยี โนฮาวน์ กำลังเงิน ทุน เรื่องความได้เปรียบในเรื่องของสินค้า ซึ่ง สิ่งเหล่านี้ถือเป็นองค์ประกอบโดยรวมว่าเมื่อ เรามาอยู่ด้วยกันแล้วจะใช้ประโยชน์ร่วมกัน อย่างไร แต่ถ้ามาอยู่ร่วมกันแล้วอีกฝั่งได้เปรียบ อีกฝั่งไม่ได้เปรียบซึ่งก็ถือว่ายังเป็นปัญหา แต่ สุดท้ายก็ต้องมาพูดคุยกันอยู่ดี ตรงนี้ของอียู ที่ เขาช่วยกันแก้ไขปัญหา ซึ่งเมื่อไม่ได้มีการรวม ตัวกันแบบนี้ ป่านนี้ที่กรีซ สเปน อิตาลี คงล่ม สลายไปแล้ว แต่สุดท้ายก็มีการพยุงกันอยู่ รองรับกันไว้ แต่ท้ายที่สุดแล้วมาตรฐานก็จะมา อยู่ในระดับเดียวกัน ตรงนี้คือ ข้อ ดีของการรวม ตัว

แต่การรวมตัวกันตรงนี้มันก็จะมีความ ต่างศักดิ์ คือ อีกคนมีเงินมากกว่า อีกคนมีเงิน น้อยกว่า ซึ่งตรงนี้จะมาแบ่งปันช่วยเหลือกัน อย่างไร โดยหากมีการช่วยกันมันก็จะจูงกันไป แต่ถ้าไม่ช่วยกันอีกฝ่ายก็ตายเลย ก็ต้องมีการ ดึงกันไว้ โดยจะมีทั้งในเรื่องของกิจกรรมร่วม กัน เงินทุนร่วมกัน ใช้เงินสกุลเดียวกัน คน เคลื่อนย้ายอย่างเสรี แต่ว่าการที่เข้ามาร่วมกัน นั้นก็จะมีบางคนที่อ่อนแอ เพราะเศรษฐกิจ ไม่ดี ค่าเงินไม่แข็งแรง และมีปัญหา ซึ่งการรวม ตัวตรงนี้จะเป็นการฉายให้เห็นภาพว่าวันนี้การรวมตัวกันก่อเกิดประโยชน์มหาศาล ซึ่ง หากรวมแล้วเข้าใจกัน ไปในทิศทางเดียวกัน และอยู่ในกติกาเดียวกันที่ชัดเจน ในแต่สุด ก็จะเป็นเรื่องที่ดีมากกว่า และอุปสรรคก็ไม่ได้ เป็นปัญหา

นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงกล่าว อีกว่า หากมองย้อนไปในหลาย ๆ ปี ซึ่งผมเอง เคยพูดไว้เมื่อ 3 ปีที่แล้วที่หุ้นอเมริกาตก ตรง นี้ต้องบอกว่าถือเป็นอุบัติเหตุในระยะสั้น เมื่อ มีการปรับตัวลงมาสุดท้ายก็ขึ้นกลับมาใหม่ แล้วพอหลังจากนั้นครึ่งปีก็กลับมา ถือว่า เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา และ จากการดู QE1 หากจำไม่ผิดตัวเลขอยู่ที่ 1.8 ล้าน QE2 ตัวเลขอยู่ที่ 6 แสนล้าน และ QE3 ตัวเลขอยู่ที่เดือนหนึ่ง 4 หมื่นกว่าล้านเหรียญ ก็มีข่าวว่าตรงนี้จะไม่กระตุ้นเศรษฐกิจแล้วเรา ก็ต้องดูว่าตัวเลขอัตราการว่างงาน ลดน้อยลง ไหม การเพิ่มขึ้นของเศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่

อย่างเศรษฐกิจ จีดีพี ของประเทศ สหรัฐอเมริกานั้น อย่างปีที่แล้วตัวเลขกลม ๆอยู่ที่ 15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ แต่หากดูจาก QE1 QE2 ในแต่ละปี รวมเม็ดเงินแล้วคร่าว ๆ เฉพาะอเมริกันปั้มเงินแล้วไม่ตํ่ากว่า 3 ล้าน ล้านเหรียญสหรัฐ คือ สามารถเติมสภาพคล่อง ในอเมริกันได้ถึง 20% ได้ส่งผลดี คือ พอมีใคร คนใดคนหนึ่งนั้นกระตุ้นมันก็ส่งผลดีต่ออีกคน หนึ่งดีขึ้น โดยเชื่อมโยงกันไปทั่วโลก ตรงนี้คือ ประโยชน์ของการรวมตัวกัน อย่างอาเซียนในตอนนี้ ก็เริ่มเห็นว่ามี รัฐมนตรีกระทรวงพาณิชย์ แต่ละประเทศเริ่ม มาคุยกันว่าประเทศไหนที่จะสามารถแข่งขัน กันได้ รวมถึงเริ่มมีการขยายและทำธุรกรรมกัน บ้างแล้ว อย่างตัวเลขการทำธุรกรรมล่าสุดนั้น ทางองค์กรการค้าโลกก็ออกมาพูดกัน ตอนนี้ ประเทศไทยเมื่อเทียบแล้วกับการลงทุนในช่วง 3-4 ปี ประเทศไทยนำเงินไปลงทุนต่างประเทศ มากกว่าต่างประเทศมาลงทุนในประเทศไทย เหตุผลเพราะว่าทุกคนก็ต่างอยากที่จะมา ลงทุนเมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน โดยเริ่มที่จะมีคนไปเตรียมการไว้ก่อน เพราะ เวลาเคลื่อนย้ายเสรี คนที่เคยขาย ของ 66 ล้านคนเฉพาะในไทย ตอนนี้มันกลายเป็น 600 ล้านคน เพราะว่า AEC มีการรวมประชากร แล้วอยู่ที่ 600 ล้านคน

ตรงนี้ทำให้มีการเริ่มที่จะ ออกไปวางกลยุทธ์ ด้วยการไป สร้างช่องทางกระจายสินค้าใน ต่างประเทศซึ่งก็เริ่มที่ จะมีการไป ลงทุนในต่างประเทศมากขึ้น จาก การรวมตัวตรงนี้ทำให้มีนโยบาย ต่างประเทศ ซึ่งอยากให้คนคิดว่า ทำ ไมวันนี้คนถึงต้องมีการไป ลงทุนในต่างประเทศ ก็เพราะหาก คุณมีเงินอยู่ในกระเป๋า และไม่ ยอมไปค้าขายกับใครเลยนั้น เรา รวยเฉพาะเรา แต่วันนี้เราเองควร ที่จะต้องมีการพึ่งพาต่างประเทศ

วันนี้มุมมองไม่เหมือนเดิม แล้ว โลกของการเปลี่ยนแปลงก็ดี กับปัจจัยหรือการมองคุณค่าที่แท้ จริง และที่น่าสนใจที่สุด คือ วันนี้ การรวมตัวทางเศรษฐกิจ หรือการ รวมตัวทำธุรกรรมไม่ว่าจะเป็น เครือข่ายหรือเน็ตเวิร์คแบบไหนก็ แล้วแต่ ถ้าใช้ประโยชน์ให้เป็นและ เห็นคุณค่า แล้วสร้างคุณค่าให้เกิด โดยการสร้างมูลค่าเพิ่มร่วมกัน ใช้ ประโยชน์ร่วมกัน ตรงนี้จะถือเป็น ประโยชน์สำหรับเจ้าของธุรกิจ เครือข่ายหรือผู้ร่วมธุรกิจร่วมกัน

ดร.สมชายกล่าวอีกว่า ใน ฐานะที่ได้รับบทบาทการเป็น ผู้นำ ของสมาคมพัฒนาการขายตรง ไทย ก็อยากจะเสนอความคิดว่า การเอากิจกรรมที่มีความสอด คล้องกัน มีวัตถุประสงค์มองไป ข้างหน้าเหมือนกัน สิ่งที่อยากให้ เกิดขึ้น เราก็ต้องมาคิดร่วมกัน ใน แง่ของบริษัทมารวมตัวกันมันก็ เป็นสมาคม และจากสมาคมกับ สมาคมรวมกันก็เป็นสมาพันธ์ และในบริษัทนั้นเองการรวมตัว ของคนในองค์กรก็รวมกันเป็น หนึ่งบริษัท ก็เห็นได้ว่านี้คือการ รวมตัวทั้งสิ้น ที่เราพูดถึงวันนี้คือ เรื่องของการรวมตัวกัน เพราะการ รวมตัวในเรื่องเชิงการค้าก็ดี เชิง ในเรื่องของกิจกรรมเพื่อประโยชน์ ก็ดี เพราะมันก็แล้วแต่วัตถุ ประสงค์ของกิจกรรมนั้น ๆ

ถ้าพูดถึงสมาคมพัฒนา การขายตรงไทย โดยเฉพาะผมได้ รับบทบาทการเป็นนายกสมาคม ที่พึ่งได้รับเลือกเมื่อไม่นานมานี้ โดยหลักการแล้วสมาคมแต่ละ สมาคม และผมก็ได้รับการอบรม และไปรวมกับสมาคมการค้าที่เขา อบรมกัน ก็มีหลากหลายสมาคม ไม่ใช่มีสมาคมขายตรงอย่างเดียว ก็มีสมาคมอื่น ๆ สมาคมสปาไทย สมาคมโลกสีเขียว สมาคมการค้า อาเซียน มารวมกันในรุ่นนี้มีอยู่ 27 สมาคม ซึ่งผมก็ได้รับหนึ่งบทบาท การเป็นรองประธานกลุ่มของ สมาคม และก็กำลังยกฐานะให้ เป็นสมาพันธ์ ก็คือรวมกลุ่มหลาก หลายสมาคมเข้ามาเป็นสมาพันธ์ ก็มีหลักการง่าย ๆ คือ ก่อตั้งขึ้นมา รวมกันเพื่อให้ก่อเกิดพลังทางด้าน ความคิดที่ได้แชร์ประโยชน์ร่วม กัน แต่ประโยชน์ที่ได้มาก็มาจาก 1. คือการเป็นตัวแทนของภาค เอกชน ที่ไปเจรจากับภาครัฐ ที่ เป็นตัวแทนของผู้บริโภค เป็น ตัวแทนของกลุ่มอุตสาหกรรม เป็น ตัวแทนของบริษัทในการเอาเรื่อง ที่อยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโดยสภาพแวดล้อมไม่ว่าจะเป็น เรื่องของเศรษฐกิจ เรื่องของสังคม เรื่องเทคโนโลยี และเรื่องไลฟ์ สไตล์ของผู้คน เพราะทุกอย่างใน สังคมที่มันเปลี่ยนไป มันเกิดจาก การที่คนทำให้เปลี่ยนไป และการ จะเปลี่ยนไปทางไหน ชี้นำอย่างไร มันก็ต้องมีคณะบุคคลหรือกลุ่ม คน อย่างเช่น สภาที่ปรึกษา เศรษฐกิจ เขาก็มาจากสมาคมที่ เป็นตัวแทนและก็รวมกลุ่มและก็ เอาคำแนะนำไปบอกกับรัฐบาล แต่สมาคมหรือสมาพันธ์ก็อาจจะ เอาข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปต่อ รอง

คือ เอาข้อมูลของสมาชิก เข้าไปคุยกับภาครัฐ ไปคุยกับ หน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ เพื่อให้ ได้มาซึ่งแนวทางที่ถูกต้อง คือ ให้ ภาครัฐส่งเสริมแบบเป็นธรรม เป็น ประโยชน์ และเป็นคุณค่าใน อนาคตที่ใช้ร่วมกันในสังคม เพราะการอยู่ร่วมกันเราต้องนึกถึง หลักจรรยาบรรณ และต้องถูก กฎหมาย เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่าง สันติ การรวมตัวกันนั้นเวลาเราไป พูดกับภาครัฐเขาก็ฟังเรา เพราะ เขามองว่าเป็นคนหมู่มากไป ไม่ใช่ คน ๆ เดียว และนี่คือประโยชน์ของ การรวมตัวและสมาคมที่เราทำ เราก็คาดหวังว่าจะเป็นตัวแทนใน กลุ่มเครือข่ายขายตรง เพราะ บริษัทขายตรงอาจจะมีหลาย ๆ แบบ มีชั้นเดียวมีหลายชั้น แต่ สมาคมพัฒนาการขายตรงไทยไม่ ได้เลือกว่าจะเป็นแผนไหน แต่ แผนแบบไบนารี่ไตรนารี่อยู่กับเรา เยอะหน่อย เพราะเราก็เอาสิ่ง เหล่านี้มารวมตัวกัน และก็มาแชร์ กัน ก็บอกว่าแนวทางที่ถูกต้องเป็น อย่างไรก็เอาสิ่งเหล่านี้ไปคุยกับ ภาครัฐ

ดร.สมชายกล่าวอีกว่า อย่างกิจกรรมล่าสุด บริษัทใน สมาคมก็ได้รับตราสัญลักษณ์ จาก สคบ.ไป 4 บริษัท จากจำนวน สมาชิกกว่าสิบบริษัท ที่จริงส่งไป 5 บริษัท อีกบริษัทเนื่องจากไม่เข้า เกณฑ์เพราะว่าอายุไม่ถึง เพราะ ต้องเอาเกณฑ์ 3 ปี แต่นี่ยังแค่ 1 ปี เศษ ก็ต้องรอโอกาสต่อไป ประโยชน์ของการเข้าร่วมสมาคม ก็ดีตรงนี้แหละ ดีกว่าอยู่เพียง ลำพัง เพราะการรวมตัวเราคุยกัน ที่หัวข้อว่า ถ้าวันนี้เรารวมตัวกัน ก็ได้แชร์ และก็ใช้ประโยชน์ร่วมกัน เราไม่ได้มาแกร่งแย่งกันเลย เพราะรอบนี้ที่เปลี่ยนกรรมการก็ โหวตกันเองว่าใครอยากได้ใคร เป็นอะไร และเสียงข้างมากคน ไหน คนนั้นก็รับบทบาทไป ในอนาคตบริษัทไหนที่ไม่ ได้อยู่ในสมาคม ค่อนข้างจะเสีย โอกาส เพราะว่าแรงขับเคลื่อน จากนี้ไปจะเป็นพลังกลุ่มมากกว่า โดดเดี่ยว พอผมเข้ามารับตำแหน่ง ก็จัดวาระเลยว่าต้องไปดูงาน อย่างวันที่ 29 พฤษภาคม นี้ มีทูต พาณิชย์ หรือที่ปรึกษาราชทูต ที่ ปรึกษาการค้าต่างประเทศใน แต่ละประเทศในกลุ่มอาเซียนมา รวมตัวกัน เราก็ได้จองที่นั่งไว้เข้า ร่วมงาน ก็จะมีโอกาสพูดคุยกับ ท่านทูต เพื่อให้เห็นเป็นแนวทาง ว่าต่อไปนี้ AEC ตลาดเป็นอย่างไร ถ้าจะไปเปิดสาขาต่างประเทศเรา ทำอย่างไร เราก็จะได้เปรียบด้าน ข้อมูล และในวันที่ 4 มิถุนายน นี้ กรรมการสมาคมฯ ก็จะไปดูงาน กับกรมการค้าต่างประเทศ เพราะ เขาก็มีการจัดงานกับภาครัฐบาล ไปกับครู อาจารย์ที่ไปในเรื่องของหลักสูตรการส่งเสริมพัฒนา ศักยภาพ และก็ไปดูงานไปกับ สมาคมอื่น ๆ ด้วย ไปดูเรื่องการค้า ลู่ทางการลงทุน ทำบิสสิเนสแมส ชิ่ง เริ่มต้นที่พม่า ไปดูทำเลและ ลู่ทางการลงทุนอยู่กัน 3 คืน ก็ไป พร้อมกันหลายบริษัท เพราะเรา ยังเคยคุยไว้ว่าไปต่างประเทศถ้า ขี้เกียจลงทุน เราอาจจะมารวมตัว กันสร้างออฟฟิศสักออฟฟิศหนึ่ง แล้วก็เข้ามาร่วมกันได้เลย ไม่ต้อง ต่างคนต่างไปลงทุนเปิดศูนย์ สาขา เปิดรวมกันเลย แต่ละบริษัท ก็มาตั้งสำนักงานอยู่ในนั้นแหละ นี่คือ ประโยชน์ของการรวมตัวกัน เป็นสมาคม เราอยู่กันแบบพี่ แบบน้อง และหลังจากพม่าก็มี โปรแกรมต่อกลับไปเวียดนาม จากนั้นไปดูงานที่ฟิลิปปินส์ และ อีกหลาย ๆ ประเทศใน AEC

ลองนึกภาพดู ถ้าเรา เปิดเป็นเซ็นเตอร์ใหญ่ๆในนาม สมาคม ให้สมาชิกมีช็อปเป็นของ ตัวเอง ส่วนกลไกการตลาดแต่ละ บริษัทก็ว่ากันไป ลักษณะวัน สต็อปเซอร์วิสขายตรง อย่างนี้ ประหยัดต้นทุนได้เยอะ ไม่ต้อง กลัวว่าจะไปแย่งสมาชิกกัน เพราะ ทุกบริษัทมีจุดแข็งเป็นของตัวเอง อยู่แล้ว ผู้บริโภคหรือสมาชิกใน ประเทศนั้นๆ เขาเลือกเองได้ว่า ตนเองชอบสไตล์ไหน ดร.สมชาย กล่าวทิ้งท้าย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 345 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556