ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ thai mlm news แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ thai mlm news แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เปิดใจ “ดุษศิดา ภาคาเดช” ผู้หญิงแกร่งแห่ง “ลาชูเล่” ฉีกความแตกต่างทางธุรกิจ สู่ความสำเร็จร่วมกัน







lachule3 (Mobile)

ท่ามกลางการแข่งขันทางการตลาดที่สูง คู่แข่งเกิดขึ้นมาก ดังนั้นเพื่อช่วงชิงความได้เปรียบทางธุรกิจ กลยุทธ์การตลาดที่เกิดขึ้นจึงต้องมีการพลิกเกมการตลาดให้เท่าทันและสอดรับกับทุกสถานการณ์ และตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีของเส้นทางของแบรนด์ขายตรง “ลาชูเล่” ที่ได้สานฝันความสำเร็จให้เกิดขึ้นกับคนไทย อันสอดรับกับปณิธานที่ว่า “ความสำเร็จของท่านคืองานของเรา” ทำให้ธุรกิจขายตรงแห่งนี้เติบโตขึ้นเป็นลำดับภายใต้การบริหารงานที่เฉียบคมและเฉียบขาดของบิ๊กบอสใหญ่ “ร.ต.ต ดร.สุรเชษฐ์ เชื้อศรี” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติก (ประเทศไทยจำกัด) จำกัด และ บริษัท ลาชูเล่(เอเชีย) จำกัด ผู้คร่ำหวอด ในวงการธุรกิจเครือข่ายมาหลายสิบปีและมาพร้อมกับการแสดงถึงจุดแข็งยืนยังถึงจุดยืนของ “ลาชูเล่” ให้เป็นที่ยอมรับว่าเป็นธุรกิจเน็ตเวิร์ค มาร์เก็ตติ้งอันดับต้นๆของประเทศไทยที่สร้างความเชื่อมั่น เชื่อใจ จนสามารถขยายฐานสมาชิกทั่วประเทศกว่า 80,000 รหัสในปัจจุบัน


ทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นกับแบรนด์แกร่งหัวใจไทย “ลาชูเล่” มหานครแห่งความสุขและความงามเพื่อชาวเอเชีย ที่ได้ก้าวเติบโตอย่างแข็งแกร่งมาอย่างยาวนานนี้ หนึ่งบุคคลสำคัญที่ถือเป็นมือขวาของแม่ทัพใหญ่แห่ง “ลาชูเล่” ผู้หญิงแกร่งมากความสามารถคือ “คุณดุศิตา ภาคาเดช กรรมการผู้จัดาร บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และ บริษัท ลาชูเล่ (เอเชีย) จำกัด” ผู้บริหารหญิงเก่งที่คนวงการธุรกิจขายตรงรู้จักเธอดี และโอกาสดีนี้หนังสือพิมพ์ ลีดเดอร์ไทม์ (รายปักษ์) ได้เข้าสัมภาษณ์ถึงแนวการบริหารงานอย่างเป็นกันเอง


คุณดศิตา ภาคาเดช กรรมการผู้จัดการ บริษ้ท ลาชูเล่ คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท ลาชูเล่ (เอเชีย) จำกัด เปิดใจวิเคราะห์ภาพรวมธุรกิจขายตรงว่า ด้วยสภาพเศรษฐกิจถดถอย มองว่าจะทำให้กระทบต่อธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของเป้าหมายยอดขายหลายบริษัทอาจไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ จึงทำให้โค้งสุดท้ายปีนี้บริษัทจะต้องพยายามบริหารงานให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ ทำให้ใกล้เคียงยอดเดิมหรือใกล้เป้ามากที่สุด สำหรับลาชูเล่เองก็ได้ตั้งเป้าการเติบโตไว้ประมาณ 30% มากกว่าปีที่แล้ว แต่ปัจจุบันเติบโตเพียง 15% เท่านั้นจึงทำให้โค้งสุดท้ายนี้เราได้มีการวางแนวทางการทำงานด้วยการปรับโปรโมชั่นหรือยุทธศาสตร์ทางการตลาดให้สอดรับกับสถานการณ์ต่างๆ “ลาชูเล่ทำ 2 บริษัทคู่กัน ในปีนี้เราต้องยอมรับว่าเราได้รับผลกระทบบ้าง ทั้งความไม่นิ่งของสถานการณ์เศรษฐกิจการเมือง ภัยพิบัติน้ำท่วม บริษัทต้องพลิกแพลงเกม ตลาดให้ทัน ซึ่งเหลือเวลาอีก 2 เดือนที่ต้องเดินหน้ารุกตลาดเต็มที่เพื่อพลักดันให้ถึงเป้าหมายที่ต้องการ”


สำหรับกลยุทธ์โค้งสุดท้ายปีนี้ “คุณดุษศิดา” กล่าวว่า ด้วยกระแสผลตอบรับดีในกลุ่มของเกษตร ชื่อแบรนด์ “ไจก้า ลาชูเล่” ทำให้บริษัทเร่งต่อยอดกระตุ้นชื่อเสียงของไลน์สินค้ากลุ่มดังกล่าวผ่านช่องทางสื่อเรดิโอ มาร์เก็ตติ้ง ของลาชูเล่ โดยเริ่มต้นเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา ซึ่งจะเน้นกระตุ้นในกลุ่มของเกษตรอินทรีย์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือทั้งหมด และหลังจากปล่อยสปอร์ตโฆษณาไปไม่ถึงเดือนกระแสผลตอบรับที่ได้กลับมาดีเกินคาด ทั้งทางด้านธุรกิจและสินค้า


“เรากระจายเสียงออกไปไม่ถึงเดือน ปรากฏว่ามีคนสนใจเข้ามาทำธุรกิจมากพอสมควร ซึ่งการใช้ช่องทางการประชาสัมพันธ์สินค้าแต่ละชนิดก็มีความแตกต่างกันออกไป แต่ด้านสื่อสารวิทยุเราเลือกดันกลุ่มสินค้าเกษตรไจก้าเป็นอันดับแรก เพราะว่าเกษตรกรหรือคนที่ใช้เขาไม่ได้ดูทีวี เขาอยู่ในสวนในไร่ วิทยุเป็นสิ่งที่ทำให้แก้เหงา ดังนั้นกลุ่มเกษตรจะเน้นเรื่องวิทยุเป็นหลัก ส่วนไลน์สินค้ากลุ่มลดน้ำหนักหรือด้านสุขภาพ ยังไปได้หลากหลายทั้งในสื่อแม็กกาซีน หรือสื่อทีวี”


ปรับลดราคาสินค้าสมาชิกทำงานง่ายขึ้น


อย่างไรก็ตามด้วยเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้หลายบริษัทขายตรงได้มีการขยับตัวในการทำงานใหม่ และสอดรับกับแนวทางการทำงานของลาชูเล่ เช่นกัน ซึ่ง “คุณดุษศดา” กล่าวต่อว่า ในปีนี้คาดว่าสินค้าบางรายการอาจจะมีการปรับลดลง เพื่อให้ง่าต่อการเปิดตลาดของสมาชิก เป็นการเพิ่มช่องทางการทำธุรกิจอีกทางหนึ่ง เพิ่มลูกเล่นเรื่องของการสนับสนุนผู้บริโภคที่เข้ามาใช้สินค้าก็จะสามารถที่จะมีรายได้กับลาชูเล่ได้เช่นเดียวเช้นเดียวกัน แม้ว่าช่วงครึ่งปีหลังต้องเจอกับสภาพเศรษฐกิจที่มีการชะลอการซื้อ แต่ลาชูเล่ก็สามารถที่จะรักษาและเพิ่มจำนวนของลูกค้าถือว่าสวนกระแส ส่วนตอนนี้มีการปรับเรื่องของการปรับเรื่องของการสมัครทำธุรกิจเพียงแค่ 100 บาท ต่อปี จากเดิม 500 บาท เป็นการสนับสนุนในภาคเศรษฐกิจให้สามารถเข้ามาในธุรกิจแล้วสามารถมีรายได้มากขึ้น


สำหรับแผนการตลาดในปีหน้า(2557) ลาชูเล่จะเน้นผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักเป็นตัวชูโรงรับปีใหม่ โดยจะเน้นการจัดกิจกรรม การจัดการประกวดแข่งขันการลดน้ำหนักเพื่อหุ่นสวยและมีสุขภาพที่ดี ภายใต้ชื่อสินค้า “โอราล่า” จะใช้เป็นตัวหลักนำร่องของตลาดในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ไปจนถึงปีหน้าโดยสินค้าดังกล่าวถือว่าขับเคลื่อนดีเพราะภายในหนึ่งเดือนทำยอดขายได้มากกว่า 4,000 ขวด ซึ่งเป็นตัวเลขที่ยังไม่ได้ผ่านสื่อใดๆ เลย แต่เราอาศัยการบอกต่อของสมาชิกผู้ใช่สินค้าทำให้สินค้าน่าเชื่อถือ ใช้ได้ผลจริงและไม่มีผลข้างเคียง


“ต้นปีหน้าจะบุกเรื่องของกลุ่มนี้เป็นหลักคือ หุ่นดี สุขภาพดี ผิวพรรณดี เป็นแบบตัวกระตุ้นยอดขายและสร้างโปรโมชั่น เน้นให้เป็นกิจกรรมหลักของลาชูเล่ โดยมีการเปิดตัวสินค้าดังกล่าวไปแล้ว 2 สาขาพร้อมกันคือ สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯและขอนแก่นซึ่งผลตอบรับดีมาก โดยกิจกรรมทางการตลาดเราจะมุ่งเน้นทำที่หัวเมืองใหญ่ทั้งที่กรุงเทพฯ ชลบุรี ขอนแก่น และเชียงใหม่ เป็นหลักถือเป็นเป้าหมายใหญ่ที่บริษัทกำหนดไว้ และแนวทางรุกตลาดทางภาคใต้จะมุ่งเน้นตลาดเกษตร เนื่องจากเป็นพื้นที่ทำเกษตรเยอะมาก ถ้ามองจริงๆ เรามองในกลุ่มเป้าหมายแต่ถ้าทำให้ดีที่สุดในไตรมาสแรกของปี 57 เราจะบุกใน 4 จังหวัดก่อน เพราะว่าการเดินทางใกล้แล้วเราก็มีบุคลากรผู้นำแม่ทีมอยู่ในพื้นที่นั้น”


ส่วนแผนเปิดตลาดต่างประเทศ รับ AEC ขณะนี้มีการขยายตลาดในส่วนของตัวแทนจำหน่ายเข้าไปในประเทศเพื่อนบ้าน รวม 3 ประเทศด้วยกัน คือประเทศพม่า สปป.ลาว และกัมพูชาและด้วยสินค้าของลาชูเล่เป็นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ จึงเชื่อมั่นว่าจะสร้างตวามมั่นใจให้กับผู้บริโภคได้ระดับหนึ่ง เพราะเป็นสินค้าดีมีคุณภาพหรืออยู่ในกลุ่มระดับ B ขึ้นไปทั้งหมด ถือว่าเป็นเกมเปลี่ยนวิกฤติเป็นกาสครั้งนี้สามารถขยายฐานผู้บริโภคเพิ่มจำนวนผู้ใช้สินค้า และที่สำคัญขยายฐานนักธุรกิจเครือข่ายได้กว้างและรวดเร็วทะลุมากที่สุดก็ว่าได้


 


 


 


 


Credit By: นสพ.ลีดเดอร์ไทม์ ฉบับที่ 235 ประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2556  


 


 

วันพุธที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2554

‘แคนเดซ เอส แมทธิวส์’ เปิดปฏิบัติการณ์ ‘แอมเวย์’ ท้าชิงแชมป์โลก! แคนเดซ เอส แมทธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น

เป้าหมายคือยอดขายทั่วโลก“แอมเวย์”ต้องได้ขึ้นเป็น “ผู้นำอันดับ1” ธุรกิจขายตรงของโลกในปี 2563



นับเป็นโอกาสอันดีที่ “กองบรรณาธิการ” ได้รับเกียรติเข้าร่วมงานแถลงข่าวของ “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งความพิเศษครั้งล่าสุด อยู่ตรงการมาเยือนของ “ผู้บริหารชั้นเซียน” มือการตลาดระดับโลก “แคนเดซ เอส แมทธิวส์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด “แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น”

‘BIZ RECORD’ ฉบับนี้จึงขอนำทุกท่านไปทำความรู้จักกับนักบริหารระดับอินเตอร์ท่านนี้ ที่มาพร้อมกับ “กลยุทธ์เด็ด” ส่งแอมเวย์สู่ “แชมป์โลกขายตรง” ให้ได้ในอนาคตอันใกล้!!

ทักทาย‘แคนเดช’มือตลาด ‘แอมเวย์โลก’

“แคนเดซ แมทธิวส์” เกิดที่เมืองนิว ไบรท์ตัน, มลรัฐเพนซิลเวเนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา จบปริญญาตรีจากคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิศวกรรมโลหการและวิทยาการบริหาร และการจัดการจากมหาวิทยาลัยคาร์เนจี เมลลอน (Carnegie Mellon University) และจบการศึกษาในระดับปริญญาโท ด้านบริหารธุรกิจจากสแตนฟอร์ดบัณฑิตวิทยาลัยธุรกิจ

เป็นกำลังสำคัญในการวางกลยุทธ์ด้านการตลาด “แอมเวย์” ด้วยวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นการตลาดระดับโลกในด้านผลิตภัณฑ์ความงาม สุขภาพและเครื่องใช้ในครัวเรือน รวมทั้งแบรนด์แอมเวย์ระดับโลก ดูแลด้านความต้องการที่แท้จริงของผู้บริโภคและตลาด อีกทั้งความรับผิดชอบต่อการเป็นพลเมืองที่ดีในสังคม และการสื่อสารองค์กรของแอมเวย์ทั่วโลกอีกด้วย

ก่อนที่จะเข้ามาร่วมงานกับ “แอมเวย์” ในปี 2550 แมทธิวส์เคยดำรงตำแหน่งเป็นประธานบริษัท ซอฟท์ชีน-คาร์สัน (SoftSheen-Carson) ฝ่ายสินค้าอุปโภคและบริโภคในเครือลอริอัล (L’OREAL) ประเทศสหรัฐอเมริกา และเคยเป็นรองประธานบริษัทฝ่ายผลิตภัณฑ์ใหม่และนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ และกรรมการผู้จัดการให้กับเครื่องดื่มประเภทที่ไม่ใช่เครื่องดื่มโคล่า ในเครือบริษัทโคคา-โคล่า (Coca-Cola)

นอกจากนี้ แมทธิวส์เคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงสายการตลาดให้กับบริษัทซีบา วิชั่น (CIBA Vision), ผลิตภัณฑ์การดูแลช่องปาก บริษัท บอสช์ แอนด์ ลอมบ์ (Bausch + Lomb), ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและน้ำหอม บริษัท พรอคเตอร์ แอนด์ แกมเบิล (Procter & Gamble) และบริษัท เจเนอรอล มิลส์ (General Mills) ซึ่งเป็นที่แรกที่แมทธิวส์ได้เริ่มงานด้านการตลาด

แมทธิวส์เป็นหนึ่งในสมาชิกของสภาผู้นำผู้บริหาร และปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณะกรรมการให้กับหน่วยงานด้านเครื่องสำอางเฉพาะผู้หญิง (Cosmetic Executive Women), ธนาคารฟิฟธ์ เธิร์ด (Fifth Third) – มิชิแกนตะวันตก, องค์กรฟิชเกอร์ สเก็ตติ้ง อิน ฮาร์เล็ม (Figure Skating in Harlem), สวนสาธารณะและประติมากรรมเฟรดเดอริก เมย์เยอร์ (Frederik Meijer)

ก่อนหน้านี้เธอยังเคยเป็นหนึ่งในคณะกรรมมาธิการของมหาวิทยาลัยคาร์เนจี เมลลอน (Carnegie Mellon University) เมืองพิตต์สเบิร์ก และยังเคยร่วมเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของสแตนฟอร์ดบัณฑิตวิทยาลัยธุรกิจ ประวัติการทำงานและความเสียสละต่อสาธารณชนของแมทธิวส์ ได้ลงตีพิมพ์ในสื่อสิ่งพิมพ์ชื่อดังหลายเล่ม เช่น อิบอนี (Ebony), เอสเซ็นส์ (Essence), แบล็ค เอ็นเตอร์ไพรส์ (Black Enterprise), กลาเมอร์ (Glamour), ซาลอน เซ็นส์ (Salon Sense) และ เดอะ วอลล์ สตรีท เจอร์นัล (The Wall Street Journal) ซึ่งนิตยสาร แบล็ค เอ็นเตอร์ไพร์ส (Black Enterprise) ยังแต่งตั้งให้เธอเป็นนักบริหารยอดเยี่ยมแห่งปี 2552 อีกด้วย

ลั่น!อีก9ปี‘แอมเวย์’ขึ้นแท่นอันดับ1โลก

เป้าหมายการดำเนินธุรกิจของแอมเวย์นับจากนี้ “แคนเดซ” ตอกย้ำว่า เป้าหมายคือยอดขายทั่วโลก “แอมเวย์” ต้องได้ขึ้นเป็น “ผู้นำอันดับ1” ธุรกิจขายตรงของโลกในปี “2563” หรือในอีก “9 ปีข้างหน้า” นี้ ด้วยการครองส่วนแบ่งมากกว่า “12 %” แทนที่แชมป์เดิมคือ “เอวอน” ซึ่งปัจจุบันเป็นผู้นำตลาดขายตรงชั้นเดียว (SLM)

จากปัจจุบัน “แอมเวย์” มีส่วนแบ่ง “9.7%” นับว่าเป็นผู้นำตลาดธุรกิจขายตรงหลายชั้น (MLM) ของโลก อีกทั้งในปี 2553 ที่ผ่านมา “แอมเวย์ทั่วโลก” มีการเติบโต 0.2% หรือมีรายได้ “9.2 พันล้านเหรียญสหรัฐ”

“ยุทธศาสตร์” กับการก้าวสู่การเป็นผู้นำตลาดธุรกิจขายตรงทั่วโลกมุ่งเน้นโฟกัส “2 กลุ่มผลิตภัณฑ์” กลุ่มแรก คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ “นิวทริไลท์” ที่วางเป้าหมายก้าวสู่การเป็นผู้นำกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในปี 2563 จากปัจจุบันที่ครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 4.7%

กลุ่มถัดมา คือ ผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม เครื่องสำอาง “อาร์ทิสทรี” ซึ่งวางเป้าหมายว่าในปี 2563 จะขึ้นติดอันดับ 1 ใน 5 ของตลาด จากปัจจุบันครองส่วนแบ่งอยู่ที่ 1.7%

สำหรับแผนการรุกตลาดทั่วโลก “แคนเดซ” โฟกัสไปที่ “5 กลยุทธ์” สำคัญ คือ 1.สร้างความแข็งแกร่งใหักับแบรนด์-การบริการให้กับผลิตภัณฑ์หลักของแอมเวย์ 2.สร้างความใกล้ชิดของแบรนด์ผลิตภัณฑ์กับนักธุรกิจและผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่ม Gen-Y 3.พัฒนาโซลูชั่นครอบคลุมสินค้าและบริการ 4.เปลี่ยนแปลงประสบการณ์ผู้บริโภคและนักธุรกิจ 5.ขับเคลื่อนโดยพัฒนาธุรกิจสู่ความเป็นเลิศในด้านต่างๆ

เจาะคนรุ่นใหม่ผ่าน‘Social Network’

“แคนเดซ” กล่าวว่านอกจากนี้บริษัทได้เพิ่ม “งบการตลาด” มากขึ้น “2 เท่าตัว” นับตั้งแต่ในช่วง 4 ปีที่ผ่านมาที่ตนได้เข้ามาบริหารงาน เพื่อทำให้แบรนด์แอมเวย์เป็นที่รู้จักกลุ่มเป้าหมายในวงกว้าง ผ่านทั้งการโฆษณาประชาสัมพันธ์ทั้งทางโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ รวมทั้งสื่อออนไลน์ ทาง “Social Network” ด้วยการเปิดแฟนเพจ 3 แบรนด์หลัก คือ แอมเวย์ อาร์ทิสทรี และนิวทริไลท์

กระทั่งสร้าง “Mobile Application” ช่วยให้นักธุรกิจสามารถบริหารจัดการธุรกิจได้บนโทรศัพท์เคลื่อนที่ การเปิดพัฒนาแอมเวย์ช็อป เพื่อให้สินค้าเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายมากขึ้น และทำให้ผลิตภัณฑ์ใกล้ชิดกับผู้บริโภค ซึ่งประเทศไทยมี 48 สาขา ล่าสุดที่เพิ่งเปิดตัวไป คือ ที่ สยามดิสคัฟเวอรี่

สำหรับ “Mobile Application” ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมากขณะนี้ โดยในส่วนของสำนักงานใหญ่ที่สหรัฐอเมริกาได้มีการคิดค้น Application AMWAY for iPhone ออกสู่ท้องตลาดให้สมาชิกทำการดาวโหลดฟรีได้เป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ซึ่งได้รับการตอบที่ดีมากติดอันดับ 4 ของโลก

“การดาวน์โหลด App. หรือ Application มาลงมือถือในปัจจุบัน ได้รับการตอบรับที่ดีมาก เพราะชีวิตประจำวันของผู้คนทุกวันนี้ อยู่กับการใช้โปรแกรมผ่านมือถือมากกว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ ทำให้ยอดการโหลดได้รับความนิยมมากทั้งในสหรัฐอเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น ซึ่งน่าทึ่งว่า App. Amway นั้นได้รับความนิยมมากติด TOP 4 ของ App. ทั้งหมด อีกทั้งมีการใช้สูงกว่าการโทรสั่งสินค้า โดยการโหลดนั้นทำได้ง่ายดาย และสมาชิกไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เมื่อเทรนด์มาในรูปแบบนี้ ทำให้ขณะนี้บริษัทกำลังพัฒนา App. สำหรับโทรศัพท์มือถือที่ใช้ระบบปฏิบัติการ Android เพิ่มเติม ซึ่งจะสามารถเปิดใช้ได้ในเร็วๆนี้”

‘แอมเวย์ไทย’ขานรับทิศทางรุก คาดโต10%

ส่วนทางด้าน “รัตนา ชาญนรา” ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แผนการตลาดของไทยปีนี้ ยังคงสอดคล้องไปในทิศทางเดียวกับแอมเวย์โลก คือมุ่งเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ และเครื่องสำอางอาร์ทิสทรี เครื่องกรองน้ำอีสปริง และเครื่องกรองอากาศ แอทโมสเฟียร์ ซึ่งปัจจุบันการรับรู้ตราสินค้าของแบรนด์มีการรับรู้ 99 % และ 45 % ชื่นชอบผลิตภัณฑ์

ทั้งนี้ผลประกอบการ “ไตรมาสแรก” ของไทย “เติบโต 7-10 %” ตามเป้าหมาย ทำให้มั่นใจว่าในสิ้นปีนี้บริษัทจะสร้างยอดขายเติบโตได้ถึง 7-10 % จากปีที่ผ่านมามีรายได้ 14,370 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นรายได้ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารนิวทริไลท์ 34 % เครื่องสำอางอาร์ทิสทรี 20 % และกลุ่มเครื่องกรองน้ำอีสปริง 20% จากปัจจุบันแอมเวย์เป็นผู้นำตลาดขายตรง ครองส่วนแบ่ง 27 % จากมูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบา
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 205 ปักษ์แรก ประจำวันที่ 1- 15 มิถุนายน 2554