ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โมนาวี ไทยแลนด์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ โมนาวี ไทยแลนด์ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

ข่าว โมนาวี (Monavie) : โมนาวี ยันไม่ถอนหุ้นหนีไทยปูทางขึ้นแถวหน้าเอเชีย







phil_welch_sm_0 (Mobile)


โมนาวี รื้อผังโครงสร้างบริหารใหม่ ตั้ง Mauricio Bellora นั่งควบ 2 ตำแหน่ง ประธานกรรมการ-CEO คุมทั่วโลก หวังก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทขายตรงระดับแถวหน้า ของโลก ด้าน ฟิล เวลช์ ลั่น! อีก 3-5 ปี ปั้นตลาด เอเชียมียอดขาย 40-50% ติดอันดับต้นของโลก การันตีบริษัทแม่หนุนไทย 100% กลบกระแส ข่าวลบถอนหุ้นหนี โปรยยาหอมไทยเป็นตลาด ที่มีศักยภาพ เตรียมดันให้ก้าวขึ้นมาติดแถวหน้า ของเอเชีย

ฟิล เวลช์ ประธานกรรมการประจำ ภูมิภาคเอเชียเหนือ และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โมนาวี สหรัฐอเมริกา กล่าวว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โมนาวีได้ทำการปรับโครงสร้างการบริหารงานภายใน ใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต โดยบริษัทได้ แต่งตั้ง Mauricio Bellora เข้ามานั่งในตำแหน่ง ประธานกรรมการ และประธานกรรมการบริหาร (CEO) และ Walter Noot ประธานบริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ(COO) โดยทั้ง 2 ท่าน จะเข้ามาดูแลในการ ทำตลาดของโมนาวีทั่วโลก พร้อมทั้งได้แต่งตั้งประธาน กรรมการประจำภูมิภาคอีก 10 คน เพื่อให้เข้ามาดูแลตลาด ตามภูมิภาคต่างๆ ของโมนาวี โดยตน (ฟิล เวลช์) ที่จะเข้ามา ดูแลตลาดโมนาวีประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ยกเว้นจีน, ไต้หวัน และฮ่องกง ทั้งนี้ การปรับโครงสร้างการบริหารงาน ภายในในครั้งนี้ จะทำให้โมนาวีมีอัตราการเติบโตแบบมั่นคง และยั่งยืน โดยเฉพาะการได้ทีมผู้บริหารที่มีประสบการณ์ใน ธุรกิจขายตรงอย่าง Mauri Cio Bellora เข้ามาดูแลตลาด ทั้งหมด เชื่อว่าจะทำให้โมนาวีเติบโตบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ การก้าวขึ้นมาเป็นบริษัทขายตรงระดับโลกได้

โมนาวีเมื่อ 3 ปีก่อน กับปีนี้ไม่เหมือนกัน เพราะจาก การได้เรียนรู้ความผิดพลาดในการทำตลาดช่วงที่ผ่านมา ทำให้เราได้เรียนรู้ และปรับรูปแบบการทำงานให้สอดคล้อง กับตลาดแต่ละพื้นที่ ซึ่งจุดแข็งของเรา คือ การมีผลิตภัณฑ์ ที่ดีมีคุณภาพ และส่งต่อไปให้ผู้คนจากทั่วทุกมุมโลก แต่เรา ไม่สามารถทำงานคนเดียวได้ ต้องอาศัยนักธุรกิจเข้ามาช่วย ในการขยายตลาดออกไป และต้องทำงานกันเป็นทีม ดังนั้น ภาพจากนี้ไปจึงทำให้โมนาวีไม่เหมือน และต่างจากบริษัท อื่นๆ ทั่วไป อย่างไรก็ตาม แม้เมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา เราจะมีการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ แต่วัตถุประสงค์ของเราไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ การทำให้ผู้คนมีความสุข และมีสุขภาพที่ดี

ฟิล เวลช์ กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการตัดรหัส สมาชิกระดับสูงในยุโรป และญี่ปุ่น ว่าสาเหตุของการตัดรหัส สมาชิกของผู้นำระดับสูง มาจากผู้นำเหล่านี้ได้นำสินค้าจาก การปิดตำแหน่งไปขายตัดราคา ซึ่งบริษัทได้มีการสืบทราบว่า ผิดจริง ประกอบกับนโยบายของบริษัทระบุชัดเจนว่า หากมี สมาชิกนำสินค้าไปขายตัดราคา บริษัทจำเป็นที่จะต้องตัด รหัสสมาชิก โดยในกรณีที่ประเทศโปแลนด์มีผู้นำระดับรอยัล แบล็กไดมอนด์ ได้นำสินค้าไปขายตัดราคาที่ประเทศรัสเซีย ส่วนที่ญี่ปุ่นเป็นผู้นำระดับบลู ไดมอนด์ ได้นำสินค้าไปขายตัด ราคา ซึ่งทางบริษัทก็ได้ทำการตัดรหัสสมาชิกเป็นที่เรียบร้อย แล้ว

สำหรับภาพรวมของโมนาวีในตลาดเอเชียแปซิฟิกนั้น ถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมาก โดยมีอัตราการเติบโตอย่าง ต่อเนื่อง ซึ่งประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด ได้แก่ เกาหลีใต้ รองลงมาคือ ญี่ปุ่น ขณะที่ประเทศที่มียอดขายสูงสุดเป็น อันดับ 1-5 ได้แก่ ญี่ปุ่น, มาเลเซีย, ออสเตรเลีย, เกาหลีใต้ และไทย ตามลำดับ โดยในส่วนของออสเตรเลียกับเกาหลีใต้ จะสลับกันขึ้นเป็นอันดับ 3 และ 4 อย่างไรก็ตาม เชื่อมั่นว่า ภายในอีก 3-5 ปีข้างหน้า ตลาดเอเชียจะมียอดขายเติบโต เป็นอันดับ 1 ของโมนาวี โดยคิดเป็นสัดส่วน 40-50% ของ ยอดขายรวมทั่วโลก

ส่วนนโยบายในการรุกตลาดในประเทศไทยนั้น ฟิล เวลช์ กล่าวยืนยันว่า บริษัทแม่ยังคงให้การสนับสนุนที่จะทำ ธุรกิจในไทยเต็ม 100% และไม่มีแผนที่จะปิดบริษัทในไทย อย่างแน่นอน แม้ที่ผ่านมาจะมีกระแสข่าวลบๆ ออกมาอย่าง ต่อเนื่องก็ตาม ซึ่งการที่ตนได้เข้ามาดูแลตลาดในไทยถือว่า เป็นความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากเป้าหมายของบริษัทแม่ คือ ต้องการให้ไทยเป็นตลาดที่เติบโตต่อไปในระยะยาว โดย นโยบายของบริษัทจะสร้างฐานผู้บริโภคเน้นการใช้ผลิตภัณฑ์ อย่างยั่งยืน ในอนาคตบริษัทเตรียมจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามาทำตลาดเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมดเพียง 6 รายการเท่านั้น ทั้งนี้ เพื่อต้องการสร้างฐานตลาดผู้บริโภค อย่างแท้จริง เพราะในช่วงที่ผ่านมาการทำตลาดในไทย นักธุรกิจส่วนใหญ่จะเน้นในเรื่องการขยายธุรกิจเป็นหลัก

ในช่วงที่ผ่านมาแม้ผมจะไม่ได้เข้ามาดูแลตลาดใน ไทยตั้งแต่ช่วงเริ่มต้น แต่ก็พอทราบว่ามีความผิดพลาด อะไรอยู่บ้าง เช่น การยื่นขอเลขที่ อย. ที่ใช้เวลานานเกิน ไป และเสียค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง แต่จากนี้ไปเชื่อว่าจะเริ่ม ดีขึ้น เพราะเราจะนำบทเรียนต่างๆ เหล่านั้นมาปรับใช้ โดยผมเริ่มเข้ามาดูตลาดในไทยตั้งแต่เดือนเมษายน 2556 ที่ผ่านมา และได้เห็นการเติบโตในไทย ซึ่งส่วนตัวมองว่า ไทยถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพมาก โดยปัจจุบันมีสัดส่วน ยอดขายคิดเป็นอันดับ 5 ของเอเชีย ทั้งที่เป็นประเทศ ที่โมนาวีเข้ามาเปิดตลาดใหม่ในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งผม เชื่อว่าตลาดในไทยไม่หยุดอยู่เพียงเท่านี้อย่างแน่นอน แต่ จะต้องเติบโตต่อไปอาจจะก้าวขึ้นมาอยู่ในอันดับต้นๆ ของ เอเชียในอนาคตอันใกล้นี้






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556



วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าว โมนาวี (Monavie) : โมนาวี ฟิต!พร้อมรุกตลาดวาดฝันเป็นที่ 1 ทั่วโลกใน 5-10 ปี









โมนาวี บริษัทขายตรงน้องใหม่พร้อมแล้วที่จะรุกตลาด เต็มสูบ ตั้งเป้าปั๊มรายได้ปีนี้ 600 ล้านบาท พร้อมวางหมากระยะยาว อีก 5-10 ปี ต้องขึ้นสู่อันดับ 1 ของโมนาวีทั่วโลก ภายในกลางปี นี้จะเปิดตัวสินค้าใหม่กลุ่มโปรตีนควบคุมน้ำหนัก ขณะนี้รอคำตอบ จากองค์การอาหารและยา หรือ อย.


คุณแคลลี่ มอตต์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าในปี 2555 ที่ผ่านมาบริษัทเพิ่งจะได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ทางด้านสินค้าที่จะมาทำตลาด โดยระหว่างนั้นมีการตระเตรียมงานด้านอื่นๆ ไปพร้อมๆ กัน และจากปีนี้ไป (2556) บริษัทจะบุกตลาดอย่างเต็มที่ ซึ่งคาดว่าจะมีรายได้ประมาณ 600 ล้านบาท หรือ 20 ล้านเหรียญสหรัฐ


โดยสินค้าหลักที่นำตลาดมีหลายชนิดคือ น้ำผลไม้อาซาอิเพอร์เพิล เป็นน้ำผลไม้รวมเข้มข้นจากผลไม้ 18 ชนิด ที่อุดมไปด้วยไฟโตนิวเทรียนท์ สารต้านอนุมูลอิสระกว่า 3,000 ชนิด จาก 10,000 ชนิดทั่วโลก เป็นผลไม้ชนิดเดียวในโลกที่มีสารต้านการอักเสบในเส้นเลือดที่ชื่อว่า เวลูติน (Velutin) สรรพคุณยับยั้ง ชะลอการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่ผิดปกติ และฟื้นฟู เสริมสร้างเซลล์ ของทุกระบบในร่างกาย


นอกจากนั้น ยังมีสินค้าทางกลุ่มสกินแคร์ (Skin Care) อีก 5 ประเภท ได้แก่ ครีมอาบน้ำ, โฟมล้างหน้า, ซีรั่มบำรุงผิวหน้า, ครีมบำรุงผิวตอนกลางวัน และกลางคืน


โมนาวีเปิดสาขาทั่วโลกแล้ว 24 ประเทศ ทางด้านประเทศไทยเปิดบริการเป็นลำดับที่ 19 ต้องยอมรับว่า สินค้าตัวนำนี้ น้ำผลไม้อาซาอิ เปิดตัวที่สหรัฐฯ เขาตื่นเต้นกันมาก เพราะคนส่วนใหญ่ดื่มน้ำอัดลม แต่เมื่อมีน้ำผลไม้แบบนี้ให้ประชาชนให้การต้อนรับที่ดี แต่สำหรับประเทศไทย คนไทยรักษาสุขภาพกันเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ดังนั้น น้ำผลไม้อาซาอิ จึงเป็นทางเลือกหนึ่งของคนที่ชอบรสชาติ และรักสุขภาพ ส่วนสินค้าอื่นๆ ทางด้านสกินแคร์นั้น เปิดตัวในไทย เหมาะกับผิวของคนไทย และยอมรับว่าบริษัทสามารถแข่งขันด้านราคาได้ เมื่อเทียบกับสินค้าในระดับ บนที่อยู่บนเคาน์เตอร์แบรนด์ แต่ราคา เราถูกกว่าครึ่ง แต่ถ้าเทียบกับสินค้าใน กลุ่มขายตรงด้วยกันก็อยู่ในระดับเดียวกัน


คุณแคลลี่ กล่าวถึงเป้าหมายในระยะยาวของบริษัทคาดว่า 5-10 ปี จะ ปั้นให้โมนาวีประเทศไทย ก้าวสู่อันดับ 1 ของโมนาวีทั่วโลก โดยถึงตอนนั้นจะต้อง สร้างรายได้ประมาณ 3,500 ล้านบาท เพราะฉะนั้นวันนี้บริษัทพร้อมทุกด้านที่จะขยายตลาดอย่างเต็มที่ ซึ่งภายในกลางปีนี้จะออกสินค้าใหม่เป็นสินค้ากลุ่มโปรตีน ควบคุมน้ำหนัก และเครื่อง ดื่มผสมคอลลาเจนบำรุงผิวพรรณ ขณะ นี้อยู่ระหว่างการขออนุญาตจากทางองค์การอาหารและยา แต่หากการอนุมัติล่าช้า บริษัทเตรียมแผนสำรอง เป็นสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลความงามเข้ามาขออนุมัติแทน ได้แก่ กลุ่มแชมพูดูแลเส้นผมและผลิตภัณฑ์ที่ดูแล เฉพาะจุดของผิวหน้า และในปี 2557 มีเป้าหมายจะเปิดตัวสินค้าเครื่องดื่มให้พลังงาน


ส่วนตัวแล้วมีโอกาสได้ไปเปิดตลาดในหลายประเทศ ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพในการทำตลาด ด้านขายตรง เพราะมีคนอยู่เยอะ เป็นคนมีอัธยาศัยดี มีน้ำใจ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ชอบคุยชอบแบ่งปัน ดังนั้น เหมาะกับธุรกิจขายตรงอย่างมากจึงคาดว่าฝันที่ตั้งไว้ไม่ไกลเกินเอื้อมที่ฝันจะเป็นจริง แต่ยอมรับว่าการติดต่อประสานงานกับทางภาครัฐ ก็เป็นบทเรียนที่ทำให้รู้ว่าต้องเตรียมตัว และเตรียมพร้อมอย่างไร คุณแคลลี่ กล่าว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1371 ประจำวันที่23-1-2013 ถึง25-2-2013

วันเสาร์ที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2555

"โมนาวี" เปิดสกินแคร์ระดับพรีเมี่ยม วางจำหน่ายในไทยที่แรกของโลก








คุณเดฟ เฟลป์ ประธานภูมิภาคเอเชียตะวันอออกเฉียงใต้ บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัดกล่าวว่า ประเทศไทยเป็นประเทศแรกที่ทาง โมนาวี เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในกลุ่ม สกินแคร์ เมื่อ 7 ปีที่ผ่านมาตอนเปิดบริษัทโมนาวี ทางบริษัทมีนโยบายชัดเจนว่าถึงอย่างไรก็ตาม ทางโมนาวีเองก็ต้องมีผลิตภัณฑ์สกินแคร์ไว้จำหน่าย เนื่องจากผลิตภัณฑ์ สกินแคร์และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารถือเป็นผลิตภัณฑ์หลักในวงการขายตรง
โมนาวี สกินแคร์ เป็นนวัตกรรมจากฝรั่งเศส มีสารสกัดจากป่าอาเมซอน เราวางแผนมานานแล้วที่จะเปิดสกินแคร์ในเมืองไทย เมื่อเจ้าของบริษัทไฟเขียว เราจึงเลือกเปิดสกินแคร์ในเมืองไทยเป็นประเทศแรก การที่เจ้าของอนุมัติเปิดสกินแคร์ ที่เมืองไทยก็เนื่องจากเขาให้เกียรติเมืองไทย และเราก็ตั้งความหวังกับผลิตภัณฑ์สกินแคร์ของเราไว้สูงมาก
ผู้บริหารระดับสูง โมนาวี กล่าวต่อไปว่า สำหรับขั้นตอน ขอ อย.ของผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ โมนาวีนั้น อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายคาดว่าอีกไม่นาน สินค้าตัวดังกล่าวจะได้รับการรับรองจากทาง อย. การเปิดสินค้า สกินแคร์ ของทางบริษัท ในครั้งนี้ หลายคนอาจมองว่า สกินแคร์จะเป็นสินค้าขัดตาเทพ นั้นไม่ถูกต้อง ทางโมนาวี ให้ความสำคัญ กับ 2กลุ่มผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทไม่ว่าจะเป็นน้ำผลไม้หรือสกินแคร์ในสัดส่วน เท่าๆ กัน
นโยบายด้านสินค้าของเรานั้น เราเน้นที่ความหลากหลาย แต่เราจะเปิดสินค้าได้กี่ตัวนั้นขึ้นอยู่กับว่าทาง อย. จะอนุมัติสินค้าเราได้กี่รายการ ในวันนี้เราเปิดสินค้ากลุ่มสกินแคร์ไปแล้ว เป็นการตอกย้ำนโยบายด้านสินค้าที่เน้นความหลากหลายของเราได้เป็นอย่างดี เราคาดว่าน่าจะเปิดสินค้าในปีนี้อีก 2-3 รายการ แต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าทาง อย. ออกสินค้าให้เราได้กี่ตัว
สำหรับผลประกอบการในช่วงที่ผ่านมา ถือว่า โมนาวี มีการเติบโตในระดับที่น่าพึงพอใจ ในปีนี้ทางบริษัทคาดว่ายอดขายอาจจะแซงหน้าโมนาวี มาเลเซีย ซึ่งมียอดขายเดือนละ 200 ล้านบาท โดย 1 ปีที่ผ่านมาทางบริษัทมีสมาชิกอยู่ราว 30,000 รหัส ถือเป็นตัวเลขที่น่าพึงพอใจ
โมนาวีเป็นบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ทางบริษัทก็ได้ทุ่มงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนทั่วประเทศ แต่ในช่วงเริ่มต้นธุรกิจ ทางโมนาวีโฟกัสไปที่คนในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นขอนแก่น เชียงใหม่ ซึ่งเป็นพื้นที่ๆ มีจำนวนสมาชิกของโมนาวีจำนวนมาก


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 154


 

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว โมนาวี (Monavie) : ตั้งไทยศูนย์กลางอาเซียน สยายปีกส่งสกินแคร์ลุยเครือข่าย


โมนาวี ประกาศกร้าวเลือกไทยเป็นฐานขยายตลาดคลุมอาเซียน ล่าสุด ประเดิมสินค้ากลุ่มแรกลงตลาดสกินแคร์ หลังรอผล อย. มานาน เดินหน้าทำตลาด อย่างจริงจัง หวังก้าวเป็นที่ 1 ในตลาดอาเซียนแซงพี่ใหญ่มาเลเซียใน 2 ปี ระบุ อีก 10 ปี วางหมากยอดขายโมนาวีทั่วโลกพุ่ง 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ

เดวิด เอ็น เฟลปส์ ประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท โมนาวี โฮลดิ้งส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า การที่บริษัทเลือกประเทศไทยเป็น ประเทศแรกในการเปิดตัวสินค้ากลุ่มสกินแคร์นั้น เนื่องจากบริษัทได้เล็งเห็นว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพของตลาดขายตรง ซึ่งก่อนหน้านี้มีสินค้าในกลุ่ม สกินแคร์จำหน่ายในประเทศต่างๆ มาแล้วหลายปี

สำหรับสินค้าในกลุ่มสกินแคร์มีทั้งสิ้น 5 รายการ โดยมีจุดเด่นจากวัตถุดิบที่เป็น ธรรมชาติจากป่าอะเมซอน ซึ่งสินค้ารายการนี้ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะ- กรรมการอาหารและยา หรือ อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในขณะเดียวกันผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารน้ำผลไม้ที่ได้ยื่นเรื่องขอ อย. ไปนานแลว้ นัน้ ขณะนียั้งไมได้รับอนุญาต โดย เดวิด ให้ความคิดเห็นว่าสินค้ากลุ่มเสริมอาหารมีขั้นตอนการตรวจสอบที่ยุ่งยากกว่ากลุ่มสกินแคร์ แต่อย่างไรก็ตาม บริษัทขอยืนยันว่าจะไม่ทำผิดศีลธรรมด้วยการ ยื่นใต้โต๊ะแน่นอน

ทั้งนี้ หลังจากที่เปิดตัวสินค้ากลุ่มสกินแคร์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว บริษัทเตรียม แผนรุกตลาดเครือข่ายอย่างเต็มที่ ซึ่งขณะนี้มีคู่แข่งให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะคู่แข่งที่เคยเป็นพันธมิตรทางการค้ากันมาก่อน ซึ่งบริษัทมั่นใจว่า การรุกตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ จะสามารถผลักดันยอดขายให้เติบโตได้ในสิ้นปี

ด้านอัตราการเติบโตของ โมนาวี หลังจากที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการ เมื่อกลางปีที่แล้ว มีอัตราการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ทีดี ถึงแม้จะไม่ค่อยมีข่าวความ เคลื่อนไหวเท่ากับที่อื่น แต่ปัจจุบัน โมนาวี ในประเทศไทยมีสมาชิกมากถึง 30,000 รหัส

อย่างไรก็ตาม แม้ โมนาวี ประเทศไทย จะมีอัตราการเติบโตเป็นที่น่าพอใจ แต่ก็ยังเปรียบเทียบกับ โมนาวี มาเลเซีย ไม่ได้ ที่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 200 ล้านบาทต่อเดือนแต่บริษัทมีความมั่นใจว่าด้วยความพร้อมและศักยภาพ ของตลาด ประเทศไทยจะสามารถทำให้ โมนาวี ประเทศไทย มียอดขายแซงหน้ามาเลเซียได้ภายในสิ้นปีนี้ และมั่นใจว่าภายใน 2 ปี โมนาวี ประเทศไทยจะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของ โมนาวี ทั่วโลก จากปัจจุบัน โมนาวี มี สาขาทั้งสิ้น 19 ประเทศ โดยประเทศที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทได้ 3 อันดับแรก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย

อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมาบริษัทได้ขยายตลาด เครือข่ายในแถบอาเซียนแล้ว 3 ประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ซึ่งบริษัทวางแผนที่จะ ให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของ โมนาวี ในการ ขยายตลาดไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจาก ผู้บริหารได้มองเห็นว่าประเทศไทยเป็นประเทศ ที่มีศักยภาพค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับประเทศ ต่างๆ ในภูมิภาคเดียวกัน

เดวิด กล่าวต่อไปว่า จากนี้ไปโมนาวีจะเข้าไป ทำการตลาดในธุรกิจเครือข่ายอย่างจริงจัง และพร้อม ที่จะทุ่มงบลงทุนในด้านต่างๆ เช่น งบการจัดฝึกอบรม การจัดงานแถลงข่าวความคืบหน้าต่างๆ และงบการ ค้นหาสินค้าใหม่ๆ ซึ่งในส่วนนี้บริษัทได้วางเป้าหมาย ที่จะสร้างความหลากหลายของสินค้า ทั้งนี้เพื่อเป็น การสร้างทางเลือกใหม่ๆ ให้กับผู้บริโภค โดยบริษัทตั้ง เป้าหมายว่าภายใน 10 ปี โมนาวีทั่วโลกจะต้องมียอดขาย 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันมีรายได้ที่ 750 ล้าน เหรียญสหรัฐ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "โมนาวี-Monavie" พลิกจับสกินแคร์ชูโรง ถอยตั้งหลัก - เครื่องดื่มยันไม่ผ่าน อย.


โมนาวี เปิดตัวยิ่งใหญ่ภายใต้สินค้าสกินแคร์ขนดารามาเขย่าเกมเพียบหลังเมินเครื่องดื่มไม่ได้รับอนุญาตจากอย. เดวิด คุยตลาดขายตรงไทยยังไปได้สวยรีบเติมระบบเสริมความแกร่งด่วน


นายเดวิด เฟลฟ์ ผู้บริหารระดับสูงแห่งภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด จัดงานแถลงข่าวเปิดตัว โมนาวี สกินแคร์ ผลิตภันฑ์ความงามจากธรรมชาติ ที่ได้คัดสรรส่วนผสมหลักส่งตรงจากป่าอเมซอน ออกมาวางขายในประเทศไทยเป็นที่แรกในโลก โดยในงานนี้มีเหล่าสาวสวยของวงการบันเทิง ได้เข้าร่วมไขความลับแห่งความงามเพียบ ไม่ว่าจะเป็น วุ้นเส้น วิริฒิพา, พอลล่า เทย์เลอร์, แคลทรียา อิงลิช และ เบียร์ - มนทกานติ
รังสิพราหมณกุล บรรณาธิการบริหารคนสวย แห่งนิตยสาร มาดามฟิกาโร่....

เหตุผลที่เลือกเมืองไทยเพราะว่าศักยภาพของตลาดอยู่ที่เมืองไทย บริษัทจึงเห็นว่า สมควรเป็นอย่างมาก เมืองไทยเป็นประเทศแรกที่จัดโรดโชว์สกินแคร์ และเกือบทุกประเทศที่ให้ความสนใจสินค้าตัวนี้เป็นอย่างยิ่ง ถือเป็นครั้งแรกของโลกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ในแถบเอเชียก่อน ส่วน โมนาวี สาขาอเมริกาและญี่ปุ่นได้เปิดดำเนินการมานานแล้ว แต่ยังไม่โรดโชว์สกินแคร์ ส่วนวัตถุดิบนำเข้ามา ก็คือ มาจากป่าดงดิบอเมซอน

โมนาวี เข้ามาทำตลาดเครือข่ายจริง ๆ ตั้งแต่ปีที่ผ่านมา เราได้ทำในส่วนของพรีมาร์เก็ตติ้ง และวันนี้สกินแคร์ทั้ง 5 ชิ้นได้ผ่านการรับรองใบอนุญาตจาก อย. เรียบร้อยแล้ว ก็พร้อมที่จะลุยและทำตลาดใหญ่ในเชิงรุก โดยสินค้าตัวนี้จะเป็นพระเอกอีกตัวหนึ่ง หากมองอัตราการเจริญเติบโตของบริษัทก็ถือว่าสูงที่สุด
ถามว่าสินค้าสกินแคร์นำมาแทนน้ำผลไม้ที่จดทะเบียน อย.ไม่ผ่านหรือไม่ ผมว่าพูดอย่างนี้ก็ไม่ถูก เพราะบริษัทเครือข่ายขายตรงทั่วโลกร้อยละ 76 ยอดขายจะมาจากอาหารเสริมกับสกินแคร์ อันนี้เป็นตัวเลขที่สำคัญจริง ๆ ส่วนผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนสุดท้ายในการที่จะได้รับการจดทะเบียน อย. เพราะฉะนั้นเรายังให้เกียรติของทางราชการ ไทยอยู่ในเรื่องของการยื่นขอใบอนุญาตน้ำผลไม้

เรารู้ดีว่าการได้รับ อย.เกี่ยวกับสินค้าสกินแคร์มันง่ายกว่าเครื่องดื่ม ขั้นตอนมันน้อยกว่า เวลาก็สั้นกว่า แต่ตอกย้ำกันอีกนิดหนึ่งว่า ความสำคัญของแต่ละประเทศเท่ากัน ที่มาเริ่ม ณ ตอนนี้เพราะการนำสินค้าใหม่เข้ามาก็จำเป็นต้องใช้เวลาในการยื่นเรื่อง คือประมาณ 1 - 2 อาทิตย์ ซึ่งเราจะใช้สินค้าสกินแคร์เป็นตัวเจาะตลาดในที่สุด มร.เดวิด กล่าวและต่อว่า

ภาพรวมทั่วไปของ โมนาวี คงจะบอกอย่างชี้ชัด ๆ ว่า โมนาวี ยังครองตำแหน่งพิเศษ ว่า เป็นขายตรงทอล์คออฟเดอะทาวน์ ทั้งทางด้านสินค้าและรายได้ของสมาชิก เพราะแผนการตลาดดีไปหมด ขณะนี้เราเปิดสาขาไป 23 ประเทศแล้วอย่างในอาเซียนก็มีเปิดที่ มาเลเซีย สิงคโปร์ และไทย ซึ่งผมก็ดำรงตำแหน่งเป็น ประธานบริษัทในภูมิภาคนี้ แล้วประเทศต่อไปที่เรากำลังจะเปิด ก็คือ อินโดนีเซีย เวียดนาม และฟิลิปปินส์

สำหรับ โมนาวี ประเทศ ไทย เราได้วางระบบที่เป็นซิสเต็มส์ชัดเจน หรือระบบที่เรียกว่า เอ็มซีที ระบบนี้จะเป็นระบบการฝึกอบรมที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 2 เดือนที่ผ่านมา มันเป็นระบบที่ทำให้คนที่มีโอกาสได้รับการฝึกอบรม โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันแรก เน้นระบบการขับเคลื่อนคน จนไปถึงความสำเร็จของแต่ละตำแหน่ง เพราะฉะนั้นเราจะไปจัดในต่างจังหวัดด้วย อาทิ หาดใหญ่ ขอนแก่น ระบบเทรนนิ่งของเราไม่ใช่ระบบเทรนนิ่งอย่างเดียว แต่มันเป็นระบบที่ต่อเนื่อง มันเป็นระบบการฝึกอบรม + ท่องเที่ยว มารวมอยู่ในโปรแกรมเดียวกัน ซึ่งเรายังไม่ครบ 1 ปี ในประเทศไทย แต่ว่าเราได้มีระบบการฝึกอบรมแบบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อจะรองรับสมาชิกของ โมนาวี อยู่ทั่วประเทศ
นอกจากระบบที่รันไปแล้ว เราก็จะเพิ่มเติมในเรื่องของสินค้าที่หลากหลาย เพราะเป็นเป้าหมายของ โมนาวี ต้องมีสินค้าหลากหลาย แต่สินค้าใหม่จะเข้ามาเมื่อไร ยังไม่ได้วางเป้า เพราะต้องขึ้นอยู่กับการขอใบอนุญาตจาก อย. ด้วย วันนี้ก็เห็นได้ชัดว่าสินค้ามีความหลากหลายมากขึ้น ส่วนสินค้าใหม่ที่จะเข้ามาอันนี้ยังไม่เปิดเผย เพราะว่ามันเป็นกลยุทธ์ทางการตลาดของเรา วันนี้แค่ดูจากงานเปิดตัววันนี้ คุณก็รู้ว่าบริษัท โมนาวี พร้อมที่จะใช้งบ เพื่อการเปิดตัวอย่างอลังการ แล้วก็มีดาราที่จะมาช่วยพรีเซ็นต์สินค้า สังเกตได้ว่าเราได้ทุ่มงบหลายล้านบาทเฉพาะในงานเปิดตัวอย่างเดียว

คาดว่าสิ้นปีนี้น่าจะมีการเปิดตัวอีกสัก 2 - 3 รายการ แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับใบอนุญาตจาก อย.ด้วย เราก็บอกไม่ได้ เพราะในเรื่อง อย.เราไม่ได้ควบคุมทั้งหมดทุกอย่าง เราต้องเข้าใจว่า โมนาวี เลือกทางที่ชอบธรรมในการยื่นเอกสารไว้กับ อย. เอกสารทุกอย่างตัวจริง ข้อมูลครบทุกอย่าง ถูกต้องทุกอย่าง ไม่มีการเล่นซิกแซ็ก ไม่มีการเล่นทริก เพราะเราให้เกียรติกับกฎหมายเมืองไทยเต็มที่ ก็แค่รอดูขั้นตอนให้จบเป็นที่เรียบร้อยก่อนว่าเป็นอย่างไร ถึงจะนำเข้ามาจำหน่ายในระบบได้ มร.เดวิด กล่าวปิดท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่324 ประจำวันที่16 - 31 กรกฏาคม 2555

วันพุธที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว MTeam โมนาวี-Monavie ผงาดรุกตลาด 100%


โมนาวี บริษัทยักษ์ใหญ่จากสหรัฐอเมริกา ปรับแผนดึงดูดนักธุรกิจทั่วโลก กับค่าแนะนำที่จะได้ตลอดชีพ รวมถึงโบนัสทีมสูงสุด 15% ซึ่งยังไม่มีบริษัทไหนสามารถจ่ายสูงได้เทียบเท่า โมนาวีมาก่อน นอกจากนั้นยังมีแผนการตลาดอีก 5 ข้อ ที่จะจ่ายให้ทุกก้าวของการทำงานเรียกได้ว่าขยับปุ๊บได้เงินปั๊บ สัปดาห์ต่อสัปดาห์กันเลยทีเดียว


ในวันที่ 27 มิถุนายน2555 ที่ผ่านมา บริษัท โมนาวีฯ เปิดตัวสกินแคร์ MonaVie NV กับ 3 สาว Super Star ชื่อดัง เช่น พอลล่า เทเลอร์, วุ้นเส้น และ แคทรียา อิงลิช พร้อม บก.แมกกาซีนชื่อดังจาก มาดามฟิกาโล่ งานนี้โมนาวีเปิดตัวกลางห้างหรูใจกลางเมือง The Terminal 21 ไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนสินค้าในหมวด Skin Care ที่เปิดตัวไปนั้น เป็นเครื่องสำอางที่รวบรวมสารสกัดธรรมชาติจากแหล่ง ที่อุดมสมบรูณ์อย่างลุ่มแม่นํ้าอะเมซอนถึง 3 ชนิดด้วยกัน รวมถึงนวัตกรรมใหม่ล่าสุดที่สามารถช่วยลำเลียง สารอาหารลํ้าคุณค่าให้เข้าสู่ชั้นที่ลึกที่สุดของผิว นอกจากนั้นโมนาวียังนำเอา ไฮยาลูลอน สารที่สามารถ เข้าไปเติมร่องลึกต่างๆ ให้ตื้น และเรียบเนียนขึ้นอีกด้วย เพื่อให้ทั้งหนุ่มๆ สาวๆ ได้หน้าเป๊ะโดยไม่ต้องพึ่งมีดหมอ กันอีกต่อไป


งานนี้ได้รับการตอบรับดีมากจากสื่อมวลชนต่างๆ และนักธุรกิจโมนาวีที่มากันอย่างคับคั่ง ส่วนทีมที่ดูจะ โดดเด่นเป็นที่สุดคงหนีทีมสุดฮอตอย่าง MTeam ไปไม่ได้ ซึ่งมีนักธุรกิจเข้าร่วมงานอย่างหนาแน่น นอกจากนั้นยังมี เซอร์ไพรส์การเปิดตัวนักธุรกิจอันดับต้นๆ ของไทย อย่างเช่น คุณศิวกรณ์ สมุทรทอง ที่เคยถล่มยอดให้ทั้ง Agel และ Tahitian Noni มาแล้ว งานนี้เจ้าตัวกล่าว... ขอแซงทุกตำแหน่งที่มีอยู่ในประเทศไทยให้ได้ หลังจากงานเปิดตัว MTeam ได้จัดงานแบบ Private กันเพิ่มที่สำนักงานใหญ่ของ บริษัท โมนาวีฯ ที่ตึก Interchange 21 ชั้น 21 อีกด้วย ซึ่งงานนี้ Mr.Gem Morris ผู้นำระดับสูงจากสหรัฐอเมริกาให้เกีรยติมาเป็นแขกพิเศษ พร้อมแจก Tablet 10 เครื่อง กันทุกเดือน จาก คุณศศิน วีรฉัตรสกุล นักธุรกิจตำแหน่งไดมอนด์คนแรกของไทย... งานนี้บอกได้คำเดียวว่า ร้อนแรงมาก!


งานนี้ MTeam พร้อมลุยตลาด 100% กับระบบที่ บริษัท โมนาวีฯ ได้จัดเตรียมไว้ และระบบ Being System ที่จะจัดขึ้นในทุกโซนของประเทศไทย กับผู้นำวิสัยทัศน์เป็นเลิศ อ.อัศจรรย์ อานามวงษ์ เจ้าของฉายา จะเดินทำไม ในเมื่อเราบินได้ ใครอยากสำเร็จระยะยาว ทำงานรอบเดียวจบ ต้องรีบติดต่อผู้นำทีมหนุ่ม-สาว ที่มีวิสัยทัศน์อย่าง คุณศศิน วีรฉัตรสกุล และ คุณเกตุกุลธร จิระเดชดำรง ให้เร็วที่สุด เพราะความสำเร็จไม่เคยรอใคร!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย "โมนาวี-Monavie" กับ Dave Phelps


ดูท่าตลาด Fruit Energy Drink จะไม่ดุเดือดเลือดพล่านเหมือนช่วง ที่ผ่านมาแล้วนะเจ้าคะ ก็แหม ก่อนหน้านี้ อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่าขายตรงเมืองมะกัน อย่าง บีฮิบ, ซีสเซิล, โมนาวี แข่งกันชิงดี- ชิงเด่นสร้างกระแสดันยอดชนิดที่ว่า สะเทือนวงการขายตรงไทยกันทีเดียว อ๊ะๆ แต่บีฮิบก็ดันพลาดท่าแพแตก ด้าน ซีสเซิล ก็ยังโตแบบไม่ได้เปรี้ยงปร้าง เลยเข้าที Mr.Dave ณ โมนาวี ได้โอกาสจัดงานเปิดตัวสกินแคร์ที่ห้างใจกลางเมือง เรียกความสนใจจากมหาชน งานนี้เรียกได้ว่าใจปํ้าทุ่มทุนสร้างจริงๆ ว่า แตล่ งทุนไปเท่าไหร่ 4 สาว ก็มิกล้าฟัร ธง เดี๋ยวธงจะหักเหมอื นหมอดู ชื่อดัง คริ คริ...แต่เท่าที่ประมาณคร่าวๆ เนี้ย ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงเจ็ดหลัก ล่ะค่ะ ก็เล่นเชิญทั้งดารา นักร้อง เซเลบฯ มาร่วมพูดคุยในงาน ไหนจะ สื่อทีวี หนังสือพิมพ์ อะไรอีกมากมาย 4 สาว ก็ช่วยลุ้นให้กระแสที่จุด ไปติดลอยลมบน อย่าให้ใครมาว่าได้ว่า ตำนํ้าพริกละลายแม่นํ้าเลย เจ้าค่ะ อิอิ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

วันพฤหัสบดีที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "โมนาวี-Monavie" ตั้งตัวเป็นแกนอาเซียน บริษัทแม่ทุ่มทุนดันไทยแซงสาขามาเลย์


บอสใหญ่ โมนาวี ไฟเขียว ทุ่มทุนสร้างสาขาไทย ตั้งเป็นศูนย์กลางอาเซียน ทั้งยังหวังดันให้ก้าวเป็นผู้นำอันดับ 2 ของสาขาโมนาวีทั่วโลก มองข้ามสาขามาเลเซียที่ปัจจุบันยอดขายสูงกว่า ล่าสุด อิมพอร์ตสินค้า กลุ่มสกินแคร์ เปิดตัวที่ไทยเป็นที่แรกหวังเกาะกระแสความอยากสวยโกยเงิน เผยขณะนี้พันธมิตรหน้าเก่าเริ่มหวนกลับมาสนใจ

มร.เดวิด เอ็น เฟลปส์ ประธานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้บริษัท โมนาวี โฮลดิ้งส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า หลังจากบริษัทโมนาวีประเทศไทย เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อประมาณกลางปีที่แล้ว อัตราการเติบโตของบริษัทเป็น ไปในทิศทางที่ดี แม้ดูเหมือนจะไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ แต่ปัจจุบันโมนาวีสาขาไทย มีจำนวนสมาชิกประมาณ 3 หมื่นรหัส จาก ระยะเวลาการรีครูตคนเพียงไม่ถึงปี และใน ปีนี้บริษัทจึงมีแผนรุกตลาดเครือข่ายอย่าง เต็มที่ โดยล่าสุดได้ทุ่มงบหลายล้านบาทจัดงาน แถลงข่าวเปิดตัวผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่ของ บริษัท คือ ผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 5 รายการหลัก

มร.เดวิด ให้ข้อมูลเพิ่มเติมต่อประเด็น ดังกล่าวว่า ผลิตภัณฑ์กลุ่มใหม่นี้บริษัทได้จัดงานเปิดตัวในประเทศไทยเป็นที่แรก จาก โมนาวีทั่วโลก เนื่องจากประธานผู้ก่อตั้งทั้ง 3 ท่าน ได้มองเห็นถึงศักยภาพของตลาดขายตรงในประเทศไทย โดยผลิตภัณฑ์กลุ่มสกินแคร์ของบริษัทมีจุดเด่นพิเศษ คือ คัดสรรวัตถุดิบธรรมชาติจากป่าอเมซอน ปัจจุบันสินค้าในกลุ่มนี้ได้รับอนุญาตจากทาง อย.เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนผลิตภัณฑ์เสริม อาหารน้ำผลไม้โมนาวีสินค้าเรือธงที่ยื่นเรื่อง ขออนุญาตกับอย.ไปนานแล้วนั้น ขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับอนุญาต ซึ่งมร.เดวิด ก็มองในแง่ ที่ดีว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีกระบวนการตรวจ สอบที่ค่อนข้างยุ่งยากกว่าสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ และบริษัทโมนาวีก็จะไม่มีวันทำผิด ศีลธรรม อย่างเช่น ยื่นใต้โต๊ะอย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี หลังจากที่บริษัทเปิดตัวสินค้าใหม่ และเตรียมแผนรุกตลาดเครือข่าย อย่างเต็มกำลังในปีนี้ ทำให้ขณะนี้มีผู้ให้ความ สนใจความเคลื่อนไหวของธุรกิจโมนาวีเยอะมาก โดยเฉพาะคู่แข่งทางการค้าที่เคย เป็นพันธมิตรเก่า ซึ่งมร.เดวิด กล่าวทีเล่นทีจริงว่า ในโลกนี้ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้ คู่แข่งทางการค้าที่เคยเป็นพันธมิตรเก่า ก็อาจหวนกลับมาเป็นพันธมิตรใหม่ได้อีกครั้ง แต่ทั้งนี้ ตนก็ยังเชื่อมั่นว่า ด้วยศักยภาพและ ความสามารถของผู้บริหารทุกท่าน จะสามารถ สร้างผู้นำหน้าใหม่ที่เก่งกาจไม่แพ้พันธมิตรเก่าเหล่านั้นได้แน่นอน

ส่วนแผนการรุกตลาดต่างประเทศ ประธานใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดตลาดขายตรงโมนาวีในมาเลเซีย และสิงคโปร์ไปแล้ว และประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ 3 ในแถบอาเซียน ขณะนี้บริษัทเตรียมแผน จะผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยาย ตลาดไปยังภูมิภาคอาเซียน ไม่ว่าจะเป็น อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, กัมพูชา และลาว เนื่องจากผู้บริหารทุกท่าน มองว่า ประเทศไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพค่อนข้าง สูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในแถบนี้

แม้ขณะนี้ ยอดขายของโมนาวี ประเทศไทยจะเทียบไม่ได้กับประเทศมาเลเซีย ที่ปัจจุบันสามารถสร้างยอดขายได้ประมาณ 200 ล้านบาทต่อเดือน แต่ตนมั่นใจว่าด้วยความพร้อม และศักยภาพต่างๆ จะทำให้ยอดขายสาขาไทยเติบโตแซงหน้าประเทศมาเลเซียได้อย่างแน่นอนภายในสิ้นปีนี้ และเชื่อมั่นว่าอีกประมาณ 2 ปีจาก นี้ไปยอดขายโมนาวีไทยจะขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของโมนาวีทั่วโลก จากปัจจุบันที่มีจำนวน ทั้งสิ้น 19 ประเทศ โดยประเทศที่มียอดขาย สูงสุด 3 อันดับแรก ได้แก่ อเมริกา ญี่ปุ่น และมาเลเซีย

นับจากนี้ไปบริษัทจะเร่งรุกตลาดเครือข่ายโมนาวีอย่างเต็มกำลัง โดยบริษัทพร้อมจะทุ่มงบลงทุนในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพราะโมนาวีมีเป้าหมายหลัก คือ สร้างความหลากหลายในด้านสินค้า เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภค นอกจากนี้ ยังพร้อม ทุ่มงบจัดกิจกรรมเทรนนิ่ง จัดงานแถลงข่าวความคืบหน้าต่างๆ ของบริษัทเพื่อก้าวเป็นผู้นำตลาดเครือข่าย และตั้งเป้าภายใน 10 ปี โมนาวีทั่วโลกจะต้องมียอดขาย 2 หมื่น ล้านเหรียญสหรัฐ จากปัจจุบันที่มีรายได้อยู่ที่ 750 ล้านเหรียญสหรัฐ มร.เดวิด กล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1314 ประจำวันที่ 4-7-2012 ถึง6-7-2012

วันศุกร์ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2555

แซด “ชนิดา” เล็งซุกรัง อัพไรซ์ “ชัยวัฒน์” ปัดแค่ข่าวโคมลอย


ลือกันให้สนั่นวงการายตรง หลังค่ายบีฮิบตกเป็นเป้านิ่ง ถูกลือกันกระฉ่อนว่าสินค้ามีการปรับสูตรเพื่อให้ผ่าน อย. แถมลือกันหนาหูว่า หัวเรือใหญ่อย่าง ชนิดา และจีเอ็มอย่าง ชัยวัฒน์ เตรียมยกพลทั้งยวงย้ายไปค่ายใหม่ ไม่ โมนาวี ก็อัพไรซ์ หลัง ชนิดา ไม่มีบทบาทในบีฮิบมานาน ด้านดนัย คาดความเป็นไปได้ อัพไรซ์ อาจมีเปอร์เซ็นต์สูงสุด ที่จะเข้าไปอยู่ ขณะที่จีเอ็มบีฮิบอย่าง ชัยวัฒน์ โต้ไม่เป็นเรื่องจริง ยังตอนนี้ยังไม่คิดไปไหน อยากบริหารให้ดีที่สุด เพราะสิ้นปีนี้คาดหวังยอดขาย 700 ล้านบาท

ช่วงนีมีกระแสข่าวดังกระฉ่อนไปทั่ววงการขายตรงว่าค่ายบีฮิบกำลังระส่ำตกอยู่ในช่วงขาลง ทั้งปัญหาเรื่องสินค้าตัวเอก อย่าง มาร์กี้ เบอร์รี่ ที่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เมื่อหลายเดือนก่อน กลับเป็นเรื่องทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เมื่อสินค้าดังกล่าวผ่าน อย. แล้วก็จริง แต่ภายในมีการปรับเปลี่ยนแผ่นพับเกี่ยวกับสูตรสินค้า มาร์กี้ เบอรร์รี่ ใหม่ ให้ผ่าน อย.จนท้ายี่สุด อย. ก็อนุมัติในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีประเด็นในน่าติดตามเกี่ยวกับข่าวคราวเคลื่อนไหวของ ขนิดา บูรณะบุตร แม่ทัพใหญ่ของบีฮิบที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เริ่มแรกที่ออกจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบีฮิบเป็นอย่างมาก แต่ระยะหลังกลับไม่เห็นบทบาทสำคัญของ ชนิดา เท่าใดนักซึ่งข่าววงในบ้างก็ว่า ชนิดา มีปัญหาภายในกับแม่ทีมระดับใหญ่ และมีปัญหาภายในยิบย่อย ทำให้ ชนิดา เริ่มหาทางออกเพื่อย้ายไปยังบ้านใหม่ ที่มี 2 ตัวเลือกอย่างโมนาวี ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการสักที และอัพไรซ์ธุรกิจเทรดออนไลน์ ของอดีตผู้บริหารเก่าอาเจลที่ยังมีคดีความติดตัว อย่าง เกลน เจนเซ่น

ผู้นำบีฮิบรายหนึ่ง วิเคราะห์ให้ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ฟังว่า ค่ายโมนาวีไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า ชนิดา จะย้ายไป บางกระแสข่าวลือว่ากันว่าสมาชิกและผู้นำโมนาวีไม่ต้อนรับ ชนิดา หากจะมาสานต่อธุรกิจร่วมกันนอกจากนี้ผู้นำรายหนึ่งได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่ ชนิดา จะย้ายไปอยู่ค่ายอัพไรซ์นั้น น่าจะเป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วกระแสข่าวลือที่ว่าจะจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่

จากประเด็นดังกล่าว “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ได้ติดต่อไปยัง ดนัย วงศ์ประเสริฐ ผู้นำ บริษัท บีฮิบ(ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้รับการยืนยันว่า กระแสข่าวที่ ชนิดา จะย้ายไปอยู่ค่ายโมนาวีนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ดูความน่าจะเป็น ชนิดา น่าจะเลือกไปอยู่ค่ายอัพไรซ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อชนิดา  น่าจะเลือกไปอยู่ค่ายอัพไรซ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อ ชนิดา เปลี่ยนขั้วจริงๆคาดว่าจะมีกลุ่มผู้นำย้ายตามไปอยู่ค่ายเดียวกันกับ ชนิดา อย่างแน่นอน

“ถามว่าผมจะย้ายตามไปหรือเปล่า เรื่องนี้ผมคง ไม่ย้าย เพราะมองว่าการเทรดขายผ่านออนไลน์เมืองนอกเป็นที่ยอมรับกันมาก ส่วนเมืองไทย คนไทยยังไม่ได้ยอมรับกันในวงกว้าง อีกทั้งกฏหมายก็ไม่มี ไม่เหมาะที่จะทำเอ็มแอลเอ็ม(MLM) ดังนั้น สิ่งที่ผมมองหากมีการเปลี่ยนค่ายคงจะมีหลายปัจจัย ตั้งแต่สินค้า บริษัท และแผนการตลาดที่เป็นตัวหลัก ฉะนั้น เรื่องนี้คงต้องดูระยะยาว หากชนิดาไปจริงเขาก็คงต้องเอาคนของเขาไปด้วย เรื่องนี้คงต้องประเมินสถานการณ์กันทุกวัน ถ้าถามว่าจะไปอยู่ค่ายไหนตอนนี้ยังไม่คิด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ไปอันนี้ต้องดูองค์กรเป็นหลัก” ดนัย กล่าว

ขณะที่ ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ว่า กระแสข่าวลือเกี่ยวกับสินค้า และ การย้ายไปอยู่ค่ายใหม่นั้นไม่เป็นความจริง ณ ตอนนี้ยังไม่มีความคิดที่จะย้ายไปค่ายใหม่ ส่วนข่าวลือที่ออกมาว่า ชนิดา กับ ตน จะย้ายไปยังค่ายอัพไรซ์นั้น น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริหารของพัมไรซ์ กับ ขนิดา นั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับอัพไรซ์ และโมนาวี และ เวลานี้ก็ยังไม่มีใครติดต่อเราเข้ามา แต่ที่ผ่านมามี 2-3 บริษัทจากต่างประเทศมาทาบทามผม เพื่อให้เข้าไปบริหารงาน ต้องบอกว่าตอนนี้ผมอยากบริหารบีฮิบให้ดี และผมก็ไม่คิดที่จะย้ายไปไหน ผมอยู่ที่นี่ ผมสบายใจ และ ถ้าถามว่า ในอนาคตหาก ชนิดา ออกจากบีฮิบไปจริงๆ ผมจะตมไปด้วยหรือไม่ บอกได้เลยว่าผมกับเขานับถือกันเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่จะตามไปด้วยมั้ย ผมบอกได้ว่าตอนนี้ยังต้องบริหารงานและดูแลคนอีกมาก จึงไม่คิดที่จะย้ายไปไหน คิดอยู่สิ่งหนึ่งคือ ต้องการบริหารงานให้ดี เพื่อให้สิ้นปีนี้ปิดยอดให้ได้ 700 ล้านบาท ตามที่ตั้งไว้ “ ชัยวัฒน์ กล่าว


ขอขอบพระคุณเนื้อหาดีดี : นสพ. เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

แซด “ชนิดา” เล็งซุกรัง อัพไรซ์ “ชัยวัฒน์” ปัดแค่ข่าวโคมลอย


ลือกันให้สนั่นวงการายตรง หลังค่ายบีฮิบตกเป็นเป้านิ่ง ถูกลือกันกระฉ่อนว่าสินค้ามีการปรับสูตรเพื่อให้ผ่าน อย. แถมลือกันหนาหูว่า หัวเรือใหญ่อย่าง ชนิดา และจีเอ็มอย่าง ชัยวัฒน์ เตรียมยกพลทั้งยวงย้ายไปค่ายใหม่ ไม่ โมนาวี ก็อัพไรซ์ หลัง ชนิดา ไม่มีบทบาทในบีฮิบมานาน ด้านดนัย คาดความเป็นไปได้ อัพไรซ์ อาจมีเปอร์เซ็นต์สูงสุด ที่จะเข้าไปอยู่ ขณะที่จีเอ็มบีฮิบอย่าง ชัยวัฒน์ โต้ไม่เป็นเรื่องจริง ยังตอนนี้ยังไม่คิดไปไหน อยากบริหารให้ดีที่สุด เพราะสิ้นปีนี้คาดหวังยอดขาย 700 ล้านบาท

ช่วงนีมีกระแสข่าวดังกระฉ่อนไปทั่ววงการขายตรงว่าค่ายบีฮิบกำลังระส่ำตกอยู่ในช่วงขาลง ทั้งปัญหาเรื่องสินค้าตัวเอก อย่าง มาร์กี้ เบอร์รี่ ที่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา หรือ อย. เมื่อหลายเดือนก่อน กลับเป็นเรื่องทอล์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ เมื่อสินค้าดังกล่าวผ่าน อย. แล้วก็จริง แต่ภายในมีการปรับเปลี่ยนแผ่นพับเกี่ยวกับสูตรสินค้า มาร์กี้ เบอรร์รี่ ใหม่ ให้ผ่าน อย.จนท้ายี่สุด อย. ก็อนุมัติในที่สุด

นอกจากนี้ยังมีประเด็นในน่าติดตามเกี่ยวกับข่าวคราวเคลื่อนไหวของ ขนิดา บูรณะบุตร แม่ทัพใหญ่ของบีฮิบที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่เริ่มแรกที่ออกจะมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจบีฮิบเป็นอย่างมาก แต่ระยะหลังกลับไม่เห็นบทบาทสำคัญของ ชนิดา เท่าใดนักซึ่งข่าววงในบ้างก็ว่า ชนิดา มีปัญหาภายในกับแม่ทีมระดับใหญ่ และมีปัญหาภายในยิบย่อย ทำให้ ชนิดา เริ่มหาทางออกเพื่อย้ายไปยังบ้านใหม่ ที่มี 2 ตัวเลือกอย่างโมนาวี ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการสักที และอัพไรซ์ธุรกิจเทรดออนไลน์ ของอดีตผู้บริหารเก่าอาเจลที่ยังมีคดีความติดตัว อย่าง เกลน เจนเซ่น

ผู้นำบีฮิบรายหนึ่ง วิเคราะห์ให้ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ฟังว่า ค่ายโมนาวีไม่น่าจะเป็นไปได้ว่า ชนิดา จะย้ายไป บางกระแสข่าวลือว่ากันว่าสมาชิกและผู้นำโมนาวีไม่ต้อนรับ ชนิดา หากจะมาสานต่อธุรกิจร่วมกันนอกจากนี้ผู้นำรายหนึ่งได้วิเคราะห์ความเป็นไปได้ที่ ชนิดา จะย้ายไปอยู่ค่ายอัพไรซ์นั้น น่าจะเป็นความจริง ซึ่งเรื่องนี้คงต้องติดตามกันต่อไปว่า สุดท้ายแล้วกระแสข่าวลือที่ว่าจะจริงหรือมั่ว ชัวร์หรือไม่

จากประเด็นดังกล่าว “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ได้ติดต่อไปยัง ดนัย วงศ์ประเสริฐ ผู้นำ บริษัท บีฮิบ(ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้รับการยืนยันว่า กระแสข่าวที่ ชนิดา จะย้ายไปอยู่ค่ายโมนาวีนั้น ไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ดูความน่าจะเป็น ชนิดา น่าจะเลือกไปอยู่ค่ายอัพไรซ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อชนิดา  น่าจะเลือกไปอยู่ค่ายอัพไรซ์มากกว่า ดังนั้น เมื่อ ชนิดา เปลี่ยนขั้วจริงๆคาดว่าจะมีกลุ่มผู้นำย้ายตามไปอยู่ค่ายเดียวกันกับ ชนิดา อย่างแน่นอน

“ถามว่าผมจะย้ายตามไปหรือเปล่า เรื่องนี้ผมคง ไม่ย้าย เพราะมองว่าการเทรดขายผ่านออนไลน์เมืองนอกเป็นที่ยอมรับกันมาก ส่วนเมืองไทย คนไทยยังไม่ได้ยอมรับกันในวงกว้าง อีกทั้งกฏหมายก็ไม่มี ไม่เหมาะที่จะทำเอ็มแอลเอ็ม(MLM) ดังนั้น สิ่งที่ผมมองหากมีการเปลี่ยนค่ายคงจะมีหลายปัจจัย ตั้งแต่สินค้า บริษัท และแผนการตลาดที่เป็นตัวหลัก ฉะนั้น เรื่องนี้คงต้องดูระยะยาว หากชนิดาไปจริงเขาก็คงต้องเอาคนของเขาไปด้วย เรื่องนี้คงต้องประเมินสถานการณ์กันทุกวัน ถ้าถามว่าจะไปอยู่ค่ายไหนตอนนี้ยังไม่คิด แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ไปอันนี้ต้องดูองค์กรเป็นหลัก” ดนัย กล่าว

ขณะที่ ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ “เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค” ว่า กระแสข่าวลือเกี่ยวกับสินค้า และ การย้ายไปอยู่ค่ายใหม่นั้นไม่เป็นความจริง ณ ตอนนี้ยังไม่มีความคิดที่จะย้ายไปค่ายใหม่ ส่วนข่าวลือที่ออกมาว่า ชนิดา กับ ตน จะย้ายไปยังค่ายอัพไรซ์นั้น น่าจะมีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริหารของพัมไรซ์ กับ ขนิดา นั้นมีสายสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน

“ตอนนี้ยังไม่ได้คุยกับอัพไรซ์ และโมนาวี และ เวลานี้ก็ยังไม่มีใครติดต่อเราเข้ามา แต่ที่ผ่านมามี 2-3 บริษัทจากต่างประเทศมาทาบทามผม เพื่อให้เข้าไปบริหารงาน ต้องบอกว่าตอนนี้ผมอยากบริหารบีฮิบให้ดี และผมก็ไม่คิดที่จะย้ายไปไหน ผมอยู่ที่นี่ ผมสบายใจ และ ถ้าถามว่า ในอนาคตหาก ชนิดา ออกจากบีฮิบไปจริงๆ ผมจะตมไปด้วยหรือไม่ บอกได้เลยว่าผมกับเขานับถือกันเหมือนพี่เหมือนน้อง แต่จะตามไปด้วยมั้ย ผมบอกได้ว่าตอนนี้ยังต้องบริหารงานและดูแลคนอีกมาก จึงไม่คิดที่จะย้ายไปไหน คิดอยู่สิ่งหนึ่งคือ ต้องการบริหารงานให้ดี เพื่อให้สิ้นปีนี้ปิดยอดให้ได้ 700 ล้านบาท ตามที่ตั้งไว้ “ ชัยวัฒน์ กล่าว


ขอขอบพระคุณเนื้อหาดีดี : นสพ. เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค

วันเสาร์ที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2555

MLM ไทยพีค! ขายตรงข้ามชาติแห่จองพื้นที่รับอาเซียน



จากที่จะมีการเปิดการค้าเสรี-อาเซียนขึ้นในปี 2558 ไม่ใช่เพียงแต่บริษัทขายตรงในประเทศไทยเท่านั้นที่เริ่มขยายตัวออกสู่ตลาดเพื่อนบ้าน แต่บรรดาบริษัทขายตรงจากฝั่งทวีปอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของอเมริกา หรือยุโรป ก็เล็งเห็นความสำคัญในเรื่องนี้ และเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่ของประเทศต่างๆ ในอาเซียนเพื่อเป็นฐานในการขยายแบรนด์สู่โลกตะวันออก

ซึ่งเมื่อดูจากสถิติ และการเก็บข้อมูลในส่วน ต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจขายตรงในบ้านเราเป็นพื้นที่ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ทั้งตัวเลขของผู้ที่เป็นสมาชิกทั้งในส่วนของผู้บริโภค และนักธุรกิจในปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 16 ล้านคน มีบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องแล้วกว่า 700 บริษัท มูลค่าการตลาดไม่น้อยกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี จากส่วนนี้กลายเป็นสิ่งที่เย้ายวนขายตรงข้ามชาติ ให้มาวางฐานบริษัทที่เมืองไทยในการขยายสู่อาเซียนเพื่อรองรับ AEC ในอนาคตอันใกล้

โดยนายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิป (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วงแรกของการเปิดตัวบริษัทจะเน้นไปที่กรุงเทพฯ เป็นตลาดหลักในการทำยอดขาย ซึ่งเป็นเรื่อง ธรรมดาที่หลายบริษัทได้ทำ เพราะกรุงเทพฯจัดเป็นสมรภูมิที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของวงการขายตรงส่วนในอนาคตบริษัทก็ต้องการที่จะขยายออกไปตามต่าง จังหวัดที่เป็นหัวเมืองใหญ่ๆ โดยในต่างประเทศ บริษัทสาขาของไทยก็เริ่มมองข้ามไปที่ลาว และเวียดนาม ซึ่งมีการหมายตากันไว้

ทั้งนี้ บีฮิปยังมีการวางกลยุทธ์ที่เป็น เรื่องแปลกใหม่อีกอย่าง นั่นคือ บริษัทต้องการที่จะให้สมาชิกใช้ “แท็บเล็ต” ในการทำงาน ซึ่งบริษัทจะทำการสั่งเทคโนโลยีดังกล่าวเข้ามา แล้วลงโปรแกรมที่เป็นของบริษัท สมาชิกสามารถซื้อได้ด้วยการ ผ่อนในราคา 590 บาท ต่อเดือน รวมทั้งหมด 18 เดือน

นอกจากเรื่องของแท็บเล็ตแล้ว บีฮิป ยังต้องการใช้เทคโนโลยีของโทรศัพท์มือถือ เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่บริษัทได้วางกลยุทธ์ ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่คงต้องใช้เวลา แต่ในส่วนของมือถือ ก็จะให้สมาชิกซื้อเอง แต่บริษัทจะให้บริการในการลงโปรแกรมการทำงานให้

ด้าน มร.แรนดี้ ลาร์เซ่น ประธานผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท โมนาวี จำกัด เปิดเผยว่า หลังบริษัทได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงจากสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในเดือนมีนาคม2554ที่ผ่านมาล่าสุดได้เปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 28พฤษภาคม2554

บริษัทเตรียมแผนผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางในการขยายตลาดไปยังภูมิภาคอาเซียน เนื่องจากไทยเป็นตลาดที่มีศักยภาพค่อนข้างสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในแถบอาเซียนโดยที่ผ่านมาบริษัทได้เปิดตลาดขายตรงโมนาวีในมาเลเซีย และสิงคโปร์ไปแล้ว และล่าสุดไทยเป็นประเทศที่3ในแถบอาเซียน

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนขยายตลาดไปในกลุ่มประเทศอื่นๆ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์, เวียดนาม, กัมพูชา และลาว ดังนั้นบริษัทเชื่อมั่นว่าอีกประมาณ 2 ปี จากนี้ไปยอดขายโมนาวีไทยจะขึ้นมาเป็น อันดับ 2 ของโมนาวีทั่วโลกที่ปัจจุบันมีจำนวนทั้งสิ้น 19 ประเทศโดยประเทศที่มี ยอดขายสูงสุด3 อันดับแรก ได้แก่ อเมริกา ญี่ปุ่นและมาเลเซีย

โดย มร.อึ้ง เคง เฮียน รองประธานประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท ยูซาน่า เฮลท์ ไซเอนซ์ จำกัด เปิดเผยว่า ยูซาน่า เป็นบริษัทจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพชื่อดังจากอเมริกา โดยได้ทำธุรกิจมาเป็นเวลา 20 ปี จนได้รับความไว้วางใจจากสถาบันต่างๆในความมีประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ ยูซาน่า ยังเป็นธุรกิจเครือข่าย ที่คนทั่วโลกรู้จักเป็นอย่างดี ในฐานะเป็นบริษัทที่ได้รับการโหวตให้เป็นธุรกิจอันดับ 1 ของโลก ต่อเนื่อง 12 ปีซ้อนอีกด้วย

ส่วนสาเหตุที่บริษัทแม่ ตัดสินใจเลือกที่จะเปิดสาขาประเทศไทยนั้น นายอึ้ง เคง เฮียน เปิดเผยว่า เพราะบริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพของนักธุรกิจเครือข่ายในประเทศไทย ที่อยู่ในอันดับต้นของเอเชีย “การที่ยูซาน่าจะตัดสินใจเปิดสาขาที่ประเทศ ใดประเทศหนึ่ง ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราเป็นบริษัทระดับโลก ที่มีชื่อเสียงมายาวนาน ดำเนินธุรกิจมากว่า 19 ปี ปัจจุบันเปิดสาขาใน 18 ประเทศ นั่นหมายถึงว่าบริษัทต้องมั่นใจจริงๆ ว่าที่แห่งนั้นจะสร้าง การเติบโตได้อย่างแน่นอน

นักวิชาการห่วง ต่างชาติปั่นเกม

ทั้งนี้ อาจารย์ประสิทธิ์ รัตนพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด คณะ บริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า การเปิดตลาดอาเซียนดังกล่าว จะทำให้มีการลงทุนของ บริษัทไทยออกไปต่างประเทศมากยิ่งขึ้น เอื้อให้การกระจายตัวของบริษัทขายตรงบ้านเรามีมากขึ้น มีตลาดในการดันรายรับ เพิ่มมากขึ้น ตัวเลือกในการสร้างตลาดขยายตัว แต่ในทางกลับกันการลงทุนจาก ต่างชาติ โดยเฉพาะแบรนด์ขายตรงที่อยู่ในอาเซียน ก็จะเข้ามาสู่ในประเทศเพิ่มขึ้น ตามไป

“การที่บริษัทขายตรงต่างชาติจะเริ่ม เข้ามาขยายตัวในประเทศไทย หลังการเปิดการค้าเสรี สิ่งนี้จะเป็นตัวแปรที่จะทำให้บรรดาผู้ค้าต่างชาติมีส่วนในการร่วมแบ่งเค้กการตลาดรวมของธุรกิจขายตรงเพิ่มขึ้น แต่ด้วยความเชื่อส่วนตัว มองว่าบริษัทขายตรงไทยมีความเข้มแข็งในเรื่อง ของฐานลูกค้า และภาพลักษณ์ที่ดีพอที่จะ รักษาพื้นที่ของตนเอง”

อย่างไรก็ดี ถึงแม้การเปิดการค้าเสรี อาเซียนจะมีเรื่องที่ดีเข้ามา แต่อีกด้านที่ถือว่าเป็นจุดอ่อนของธุรกิจขายตรงบ้านเราในมุมมองของ “อ.ประสิทธิ์” คือ เรื่องของกฎหมายขายตรง ที่ถือว่าเป็นตัวแปร ที่อาจทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมา เมื่อบรรดาบริษัทขายตรงต่างชาติเข้ามาในไทยมากยิ่งขึ้น

“จุดอ่อนของธุรกิจขายตรงไทยที่อาจเกิดขึ้น คือ เรื่องของการเข้ามาปั่นเกมของธุรกิจต่างชาติ อีกทั้งยังรวมไปถึงเรื่องของการซื้อตัวนักขาย โดยเฉพาะ นักขายค่ายเล็ก ซึ่งเมื่อบริษัทต่างชาติเข้ามา การหลั่งไหลของทุนต่างชาติย่อมมีมากขึ้น การดึงตัวนักขายย่อมเกิดขึ้น ซึ่งกฎหมายที่มีอยู่ไม่สามารถควบคุมได้ อีกทั้งสมาคมขายตรงที่อยู่ในประเทศทั้ง 3 สมาคม ก็ดูแลกันในกลุ่มเล็กๆ ซึ่งเรื่องนี้จะกลายเป็นปัญหาของธุรกิจขายตรง ไทยในปี 2558”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1286 ประจำวันที่ 24-3-2012 ถึง 27-3-2012

วันศุกร์ที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

‘โมนาวี’ ลุ้นผ่าน‘อย.’ข้ามปี!เตรียมเปิดออฟฟิศใหม่ม.ค.นี้



“โมนาวี” รอเปิดธุรกิจค้างปี! สินค้ายังไม่ผ่าน “อย.” ขณะทีมบริหารบุกยึดตึกไฮโซ “Interchange 21” ย่านสุขุมวิท ซุ่มตกแต่งออฟฟิศใหม่

“เดวิด” แย้ม!หากทุกอย่างพร้อม เตรียมจัดแถลงข่าวใหญ่เปิดกลยุทธ์รุกตลาด ด้านเครือข่ายออนไลน์คาดตัวเลขพุ่ง 4 - 5 หมื่นคนแล้ว

จากการที่ “เส้นทางนักขาย” ได้รายงานความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับบริษัทข้ามชาติอเมริกาที่เข้ามาบุกตลาดไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา จนถึงขณะนี้เข้าสู่ปี 2555 ยังคงมีบริษัทขายตรงที่ต้องติดตามความเคลื่อนไหวสำคัญ คือการเปิดดำเนินการธุรกิจ ในไทยของ บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่เมื่อ วันที่ 28 พ.ค.2554 ที่ไบเทค บางนา พร้อมเปิดตัวนายเดวิด เอ็น เฟลปส์ ขึ้นอย่างเป็นทางการ กับตำแหน่งผู้จัดการประเทศไทย ควบกับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายการตลาดภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ถึงขณะนี้ยังคงไม่สามารถประกอบธุรกิจขายตรงตามปกติในไทยได้ ต้องใช้วิธีการทำตลาดและสั่งสินค้าผ่านระบบออนไลน์เท่านั้น เนื่องจากยังคงติดปัญหาอยู่ที่การขออนุญาตผลิตภัณฑ์จาก สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา

ต่อประเด็นดังกล่าว ล่าสุด นายเดวิด เอ็น เฟลปส์ เปิดเผยกับ “เส้นทางนักขาย” ว่า “ที่ผ่านมาธุรกิจของเราเกิดกระแสตื่นตัวดีมาก ต้นปีนี้เรากำลังเตรียมที่จะแถลงข่าวในเดือนม.ค.นี้อย่างเป็นทางการ แต่ตอนนี้ขอไม่ตอบรายละเอียดของธุรกิจมากนัก เพราะยังไม่เสร็จสมบูรณ์แบบดี บอกได้เพียงว่าเรากำลังตกแต่งสำนักงานแห่งใหม่ บนอาคาร Interchange 21 ย่านอโศก- สุขุมวิท ด้วยทุนสร้างที่มหาศาลมาก เพื่อสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการขายตรงไทย แม้ขณะนี้สินค้ารายการสำคัญจะยังไม่ผ่าน อย. แต่เรื่องก็กำลังดำเนินการอยู่ จึงไม่เป็นอุปสรรคอะไร เพราะการทำธุรกิจผ่านระบบออนไลน์ยังสามารถทำได้ตามปกติ อีกทั้งคุณภาพสินค้าก็ได้รับความเชื่อถือจากสมาชิกทุกคนอยู่แล้ว โดยปัจจุบันเรามีเครือข่ายประมาณ 4 – 5 หมื่นคนแล้วในขณะนี้”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ในช่วงกลางปี 2545 ที่ผ่านมา ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท โมนาวี (ประเทศไทย) จำกัด มีกรรมการบริษัท 3 คน ตามรายชื่อดังต่อไปนี้ 1. นาย แรนดี้ ลาร์เซ่น 2. นาย กราเดน พอล แจ๊คสัน 3. นาย เดล กอร์ดอน บราวน์ ทุนจดทะเบียน 3,000,000 บาท

แต่จากการตรวจสอบล่าสุด เมื่อวันที่ 13 มกราคมที่ผ่านมา พบว่ากรรมการบริษัทรายที่ 3 ถูกเปลี่ยนชื่อเป็น นายเดวิด เอ็น เฟลปส์ พร้อมกับเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 4,000,000 บาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ “กองบรรณาธิการ” จึงได้ทำการติดต่อสอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์เด่นของบริษัท คือ “ผลิตภัณฑ์น้ำผลไม้ Monavie Juice” ไปทาง กองควบคุมอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) โดยได้รับคำตอบจากเจ้าหน้าที่ประจำกองฯว่า ขณะนี้โมนาวีมีเพียงการยื่นขออนุญาตเป็นบริษัทนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเท่านั้น แต่ยังไม่มีเลขที่การอนุญาตจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตัวดังกล่าวแต่อย่างไร

ก็เป็นไปได้ว่า อาจกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาจริงอย่างที่ผู้บริหารกล่าว แต่ทั้งนี้ตลอดระยะเวลาเมื่อมีผู้บริโภคโทรเข้ามาสอบถามจำนวนมาก เจ้าหน้าที่จำเป็นต้องบอกไปว่า สินค้ายังไม่ผ่าน อย. อาจจะปลอดภัยหรือไม่ก็ได้ หากไม่แน่ใจในสินค้า ก็ขอให้รอซื้อหลังมีการออกใบอนุญาตอย่างเป็นทางการก่อนดีกว่า
อ้างอิง : นสพ.เส้นทางนักขาย ปีที่ 8 ฉบับที่ 220 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 มกราคม 2555

วันอาทิตย์ที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2555

MonaVie Blast Off 2012



บริษัทโมนาวีขอเรียนเชิญผู้แทนจำหน่ายประเทศไทยทุกท่านเข้าร่วมงาน “MonaVie Blast off 2012!” เพื่อเปิดศักราชปีใหม่ของธุรกิจของท่านให้พุ่งไปสู่ความสำเร็จอย่างรวดเร็ว มาร่วมเป็นสักขีพยานและรับฟัง “วิสัยทัศน์ที่เปลี่ยนชีวิต” ซึ่งนำมาสู่แผนการสนับสนุนการเติบโตและขยายตัวของธุรกิจของท่านในปีใหม่นี้ โดยจะมีข่าวสารและนโยบายที่น่าตื่นเต้นจากบริษัท ที่จะช่วยให้ท่านเข้าใจถึงบทบาทสำคัญและความโดดเด่นของบริษัทโมนาวีใน อุตสาหกรรมธุรกิจเครือข่ายของโลก!

ทั้งนี้จะมีการประกาศโปรโมชั่นใหม่ที่จะทำให้ทุกท่านตื่นเต้นและร่วมทำ คุณสมบัติเพื่อรางวัลที่คุ้มค่า และที่ดีมากยิ่งขึ้นไปกว่านั้น บริษัทจะให้โอกาสท่านได้ใช้คะแนนที่ท่านสะสมตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค.ที่ผ่านมา มานับรวมในการทำคุณสมบัติของโปรโมชั่นใหม่ที่จะประกาศในงานอีกด้วย! สำหรับผู้ที่ผ่านคุณสมบัติของโปรโมชั่นขึ้นตำแหน่ง Gold ที่ผ่านมา บริษัทขอเชิญท่านรับมอบรางวัล iPad2ได้ในงานนี้เช่นกัน!

อย่าพลาดโอกาสที่จะเป็นผู้ร่วมรับฟังเรื่องราวดีๆมากมายที่บริษัทได้เตรียมไว้ในงาน MonaVie Blast Off 2012 ที่เดียวเท่านั้น!

วันจัดงาน : อาทิตย์ที่ 29 มกราคม 2555
เวลา : 13.00 – 15.30 น. (เริ่มลงทะเบียน 12.30 น.)
สถานที่ : ห้อง บอลรูม โรงแรม คอนราด กรุงเทพ (Conrad Bangkok) ถ.วิทยุ เขตปทุมวัน

สามารถติดต่อขอรับบัตรเข้ารวมงาน จากผู้นำของท่านหรือติดต่อที่สำนักงานชั่วคราวบริษัทโมนาวี ชั้น 1A ตึกเทรนดี้ ซ.สุขุมวิท 13 ได้ ระหว่างเวลาทำการ 10.00-18.00 น. ตั้งแต่วันพุธที่ 18 ม.ค. ถึง วันศุกร์ที่ 27 ม.ค. ศกนี้

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ดี เด่น ดัง! MLM ปีกระต่าย



ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาของข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงการขายตรง สร้างจุดเดือดในการแข่งขันชิงเค้กในทุกไตรมาสของปีในช่วงปีที่ผ่านมา แวดวงธุรกิจขายตรงนับเป็นหนึ่งในหลายแขนงธุรกิจที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงบรรดาประชาชนผู้บริโภค ซึ่งดูแล้วว่าในปีกระต่ายจะเป็นปีทองของวงการ MLM เมืองไทยเลยก็ว่าได้

เฉกเช่นทุกปีที่ผ่านมา ทีมข่าว “สยาม ธุรกิจ” ในช่วงฉบับท้ายปีเช่นนี้ ก็จะฉายให้เห็นถึงความเป็นไปของวงการเครือข่ายตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งเราได้รวบรวมข่าวสารที่เป็นกระแสของธุรกิจในปีนี้ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนผู้อ่าน อีกทั้งบาง ท่านอาจลืม บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง ที่ผ่านมา

>> เปิดหัวปี ผู้ค้าเปิดรายรับโชว์รวย

เริ่มต้นกันที่ช่วงไตรมาสที่หนึ่ง เปิดปีมาธุรกิจขายตรงก็เกิดเสียงฮือฮาทันที หลังจากที่ “บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด” นำโดย “ท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” ประธานผู้ก่อตั้งบริษัท จัดการเปิดตัวเลขยอดขายในปี 53 ให้แก่สื่อมวลชนได้เห็น โดยสามารถปิดยอดการขายในตัวเลข 4,901 ล้านบาท
ซึ่งในความฝันของ “เอมสตาร์” คือการทำยอดขายให้ถึง 1 หมื่นล้านบาท ในส่วนของปี 53 อีกทั้งยังต้องการโค่นบัลลังก์แชมป์จากพี่เบิ้มอย่าง “แอมเวย์” ให้จงได้ ซึ่งถึงแม้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นไป
อย่างที่ใจนึก แต่ต้องยอมรับ และนับถือถึงความยอดเยี่ยมของบริษัท เอมสตาร์ เนื่องจากเมื่อมองไปที่ตัวเลขการ เติบโตของบริษัทนามนี้ในแต่ละปี ต้องปรบมือให้อย่างไม่อิดออด เพราะจัดได้ว่า “เอมสตาร์” เป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมในระดับสูงอย่างแท้จริง ในช่วงปีก่อนหน้า

นอกเหนือจาก “เอมสตาร์” แล้ว ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายค่ายก็จัดการเปิด ตัวเลขโชว์ต่อสาธารณชนกันไม่เว้นแต่ ละวัน ส่วนแชมป์ก็ยังเป็นเจ้าเก่ารายเดิม คือ “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ที่ปิดไปได้ถึง 14,370 ล้านบาท ต่อยอดความฝันของตัวเองในปี 55 ที่ต้องการไปให้ถึง 2 หมื่นล้านบาทให้จงได้

นอกจากในส่วนของตัวเลขยอดขาย ของแต่ละบริษัทที่เป็นไปตามเป้าบ้าง ไม่เป็นอย่างที่ฝันบ้าง ในช่วงไตรมาสที่หนึ่งนี้ ก็ดูท่าว่าธุรกิจขายตรงดูจะไต่ระดับความโด่งดังเป็นที่สุด เมื่อหน่วยงานรัฐอย่างสคบ. ผู้เป็นเหมือนกรรมการในสนามขายตรง จัดการเปิดแนวคิดเก่า แต่นำมาทำใหม่ เพื่อ ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเสียที เมื่อจัดการนั่งโต๊ะแถลงไขว่า ต้องการที่จะผลักดันหลักสูตร ขายตรง เข้าสู่วิชาทางเลือกของนิสิตในรั้ว มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายบริษัทพยายามประกาศกลยุทธ์สู้ศึก ของตัวเองออกมา ที่จะใช้เป็นอาวุธในการ ฟาดฟันตลาดปีกระต่ายนี้ ซึ่งเรื่องที่เป็นประเด็นนั่นก็คือ การส่งสินค้าออกสู่ตลาด เพื่อเป็นทางเลือกของประชาชนผู้บริโภค รวมถึงการปรับแผนจ่ายของบริษัท ให้สามารถดึงดูดคนได้มากกว่าที่ผ่านมา

>> รัฐเปิดโต๊ะถกพ.ร.บ.ใหม่ ไร้ข้อยุติ

ถัดมาในไตรมาสที่ 2 ของวงการเครือข่าย ซึ่งช่วงนี้คงไม่มีข่าวคราวใดจะ ดังเทียบเหตุการณ์ผลิกแผ่นดินของคดี “แชร์ลูกโซ่” ซึ่งในปี 2553 “บริษัท เบสท์ 59 จำกัด” ค่ายขายตรงแบรนด์ “ปูแดง” ของ “นายสมปอง แซ่ตั้ง” ถูกจับในคดีเข้าข่ายทำธุรกิจโกง ออกแนวแชร์ลูกโซ่ ซึ่ง ในช่วงนั้น ต้องยอมรับตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประจำวงการชื่อต่างๆ หรือนอกวงการ ก็ฉายแต่ในเรื่องนี้

โดยในท้ายที่สุด “นายสมปอง แซ่ตั้ง” ก็หลุดคดี การจับกุมปิดบริษัทของดีเอสไอ กลายเป็นเรื่องไม่จริง เมื่อตรวจสอบเรียบร้อย “ปูแดง” ไม่มีความผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา ด้วยประการทั้งปวง นำไปสู่การฟ้องร้องกลับ และเปิดโต๊ะแถลงข่าวระบายความอัดอั้นออกมาต่อสาธารณชน โดยทาง “สมปอง แซ่ตั้ง”

อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ ทางรัฐ นำโดยสคบ. ก็จัดการเดินหน้าเกม รุกอีกครั้ง ด้วยการเปิดโต๊ะแถลงเชิงสัมมนา ในหัวข้อ “ค้าขายอย่างไร ให้ถูกกฎหมาย และถูกใจผู้บริโภค” โดยได้มีการเชิญ 4 สมาคมใหญ่ ประจำวงการเครือข่าย อย่าง สมาคมการขายตรงไทย (TDSA), สมาคม พัฒนาการขายตรงไทย (TSDA), สมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) และสมาคมนักธุรกิจอิสระ เข้าร่วมวงการถก
ซึ่งในเนื้อหาสาระสำคัญก็อยู่ที่เรื่อง ของกฎหมาย โดยเฉพาะการร่างพระราชบัญญัติขายตรง และตลาดแบบตรงฉบับใหม่ ซึ่งยืดเยื้อมานานพอควร อีกทั้งยังมีในเรื่องของการปรับ และจำกัดแผนการจ่าย ที่ดูจะยากเหลือเกินที่จะหาข้อความที่ลงตัว และยุติในการถกเถียง ซึ่งถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีพ.ร.บ.ฉบับใหม่มาใช้ จึงต้องถูไถกันไปในฉบับเก่า ที่ผู้ค้าว่าดีไม่พอ

>> กลางปีสารพัดเรื่อง ดี เลว เด่น ดัง

ผ่านไป 2 ไตรมาส ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 เปิดหัวไตรมาสที่ข่าวไม่สู้ดีของวงการ เครือข่าย เมื่อเกิดกระแส “แชร์ลูกโซ่” ประจำปีกระต่ายขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในส่วนของเขตภูธร เหยื่อก็คือ สหกรณ์ครูจังหวัดเลย ซึ่งเป็น “แชร์ ล็อตเตอรี่” สร้างความปั่นป่วน และทำให้ภาพของธุรกิจลดลง โดยไม่นานหลังจากนั้น ก็ คล้ายไฟลามทุ่ง เมื่อข่าวแชร์ดังกล่าวแพร่ สะพัด ที่ตามมาคือพื้นที่อื่น ที่เริ่มมีตอผุดขึ้นมาให้เห็น

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ “บริษัท เอเจล” ที่กลายเป็นเรื่องฟ้องร้องกันระหว่าง บรรดาแม่ทีมยักษ์ใหญ่ของบริษัท เกิดอาการไม่พอใจบริษัท กล่าวอ้างว่า เอเจล เบี้ยวค่าคอมมิสชั่น นำมาซึ่งการขึ้นโรงพัก แจ้งความ ซึ่งในเหตุการณ์ แกนนำการฟ้องร้องก็คือ “ชนิดา บูรณะบุตร” ผู้นำของบริษัท รวมกับนักขายอีกร่วม 10 คน แจ้งความต่อตำรวจเอาผิดบริษัทเอเจล
โดยในเรื่องนี้ นำไปสู่การเกาเหลาใน เอเจล เกิด “สึนามิใต้น้ำ” บรรดาผู้นำบริษัททั้งรายเล็กรายใหญ่หิ้วกระเป๋าไม่ขอ เป็นครอบครัวเอเจลอีกต่อไป ทำเอาบริษัท ต้องปิดตัวลง ผู้บริหาร แม่ทีม คนดังพากัน หาแหล่งน้ำแหล่งใหม่

โดยบริษัทนามใหม่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “โมนาวี” “บีฮิบ” และอีกมากมาย กลายเป็นแหล่งน้ำแห่งใหม่ของบรรดาผู้นำเอเจล ซึ่งในช่วงนี้ต้องยอมรับว่า บริษัทต่างๆ ที่กล่าวมา เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ใน ทันที เพราะมีการประกาศถึงชื่อเสียง ระดม พลผ่านโลกออนไลน์ สร้างกระแสกันอย่าง อึกทึก ครึกโครม ส่วนเรื่องเอเจล ดูเหมือน จะกลายเป็นของเก่าที่ผู้นำไม่พูดถึง และปล่อยให้กลายเป็นอดีตในฉับพลัน
นอกจากเรื่องที่ไม่ดีที่กล่าว ในไตรมาสนี้ก็ยังมีในส่วนของข่าวดีของหลายบริษัท โดยเฉพาะ “บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ที่จัดงานประดับเข็มงานใหญ่ ประจำปีขึ้น ที่เมืองทองธานี โดยใช้พื้นที่ชาเลนเจอร์เป็นจุดในการจัด ซึ่งในพื้นที่นี้ ถ้าไม่เจ๋งจริงคงยากที่จะได้จัด เพราะเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาบริเวณ เมืองทองธานี พร้อมการประกาศลั่นงานจากทาง “ดร.นพรุจ เวชกุล” ประธานใหญ่ของบริษัทว่า อีกไม่กี่ปี นับจากนี้ นีโอ ไลฟ์ จะมียอดขายแตะหมื่นล้านบาทอย่าง แน่นอน สร้างความตื่นเต้นให้กับสมาชิกใหม่เก่าที่เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนได้ แสดง ความยินดีในความยิ่งใหญ่ของ “นีโอ ไลฟ์” ในปัจจุบัน ที่เดินไปสู่อนาคต

ทั้งนี้ ในช่วงนี้ ยังเป็นช่วงที่การเมือง ดูจะเริ่มมีทิศทางที่ดี เมื่อการเลือกตั้งครั้งสำคัญจบลงด้วยดี นำมาซึ่งการตั้งหน้าตั้งตา ประกอบธุรกิจของบรรดาค่ายขายตรงอย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป

>> สุดช้ำน้องน้ำซัดยอดขาย

สุดท้าย ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมาของ ปี ดูจะเป็นเรื่องดี ขายตรงเดินสู่ทางบวก ในทุกด้าน และดูเหมือนว่า MLM จะขยาย ตัวได้มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ในช่วงต้น หลายบริษัทตั้งหน้าทำธุรกิจด้วย ความอิ่มเอิบในตัวเลขรายรับ

แต่ในที่สุดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็มา ถึง เป็นปัญหาใหญ่ประจำปีกระต่ายก็คือ “วิกฤติอุทกภัย” ที่เล่นงานจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงมาถึงภาคกลาง รวมทั้งเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งกินเวลานาน ทำเอาบรรดาผู้ค้าต้องเปิดโปรโมชั่น เฉพาะกิจขึ้น เพื่อรักษายอดขาย และไม่ทำ ให้ผลกระทบที่ได้รับมากกว่าที่จะเป็น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็หนักหนา จนเป็นตัวฉุดยอดขายของเหล่า บริษัทขายตรงหลายนาม นำไปสู่การขยาย ตัวของภาพรวมธุรกิจที่ดูจะไม่เป็นอย่างที่ ฝันกันเสียแล้ว
ถึงอย่างไร ดูเหมือนหลายค่ายก็แสดง ความเป็นสุดยอดด้วยการหาแผนจัดการได้ เป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส เดินสายสร้างแบรนด์ ด้วยการช่วยเหลือสังคมในเขตน้ำท่วม เล่นเอาคะแนนเสียงพุ่งของหลายค่าย

ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกปีที่ธุรกิจขาย ตรงเจอกับเรื่องน่ายินดี และต้องปวดหัว แต่ทั้งหมดก็ล้วนเกิดขึ้นในแวดวงของธุรกิจ ซึ่งจะวัดความเป็นที่สุด ก็คงต้องรอตัวเลข ปิดยอดขายของบริษัทต่างๆ ในปีหน้า ซึ่ง ทีมข่าว “สยามธุรกิจ” ก็จะติดตามต่อไป

อ้างอิง : นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1261 ประจำวันที่ 24-12-2011 ถึง 27-12-2011