ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ผ่ามุมมองนายกสมาคม TDIA ฝันอยากเห็นคนขายตรงคุยกัน







20080211_4 (Mobile)

 


นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) เปิดเผยว่า มุมมองต่อธุรกิจขายตรงในประเทศไทยมองว่า ปัจจุบันขายตรงเริ่มอิ่มตัวในระดับหนึ่ง จากในอดีตที่คนยังไม่รู้จักว่าขายตรงคืออะไร ทุกวันนี้คนนอกจากมีความรู้แล้วยังมีทางเลือกและมากขึ้นอีกด้วย หากมองสัดส่วนของคนไทยที่อยู่ในระบบเอ็มแอลเอ็มกว่า 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 10-20% ของคนไทยทั้งประเทศ ถือว่าธุรกิจขายตรงได้ครอบคลุมหมดแล้ว นอกจากนี้การขายตรงยังมีรูปแบบแตกต่างไปจากเดิมมาก แต่ยังคงมีสิ่งหนึ่งที่ยังคงมีมาจนถึงทุกวันนี้คือ การโมติเวท


"บ้านเราขายตรงเติบโตมายาวนานและเริ่มอิ่มตัวในระดับหนึ่ง ผมมองว่ามันถึงจุดที่คนเป็นมืออาชีพ ในการทำเอ็มแอลเอ็มจะย้ายที่ แล้วก็คนที่มองว่าเป็นผู้บริโภค กินแล้วดี คนที่จะเซอร์วิสคนกลุ่มนี้จะเยอะขึ้น ทุกวันนี้การเติบโตจะไม่ได้แข่งที่การตลาดอย่างเดียว แต่แข่งเรื่องเซอร์วิสและคุณภาพอื่นๆ และการแข่งทางการตลาดหรือการที่ไปโกยเงินตามบริษัทต่างๆ เป็นค่านิยมของคนกลุ่มหนึ่ง คนกลุ่มนี้ชื่อเสียงในวงการจะเริ่มช้ำ ชื่อเสียในวงการจากนี้ไป ทีนี้ไปที่ไหนจะไม่มีใครเอา เอ็มแอลเอ็มจะคือ สิ่งที่ทุกคนศึกษามาแล้ว มุมมืดจะน้อยลง คนจะรู้ว่าขายตรงคือ การตลาดแนวทางหนึ่ง จริงๆ เหมือนเดิม เมื่อ 20 ปีก่อน การโมติเวชั่น อย่างทุกวันนี้ก็มี"


ทั้งนี้ หากมองที่แผนการตลาดในระบบขายตรงยังคงมี 2 แบบ คือ แบบจ่ายน้อยแต่จ่ายยาว กับอีกแบบคือ จ่ายมากแต่จ่ายสั้น อยู่ที่คนทำจะเลือกทำแบบไหน โดยปัจจุบันนี้ขายตรงมุมมืดจะน้อยลง คนจะรู้ทันมากขึ้น ทั้งนี้ในวงการขายตรงก็มีการเตือนภัยให้แก่กันและกัน ไม่เหมือนสมัยก่อนที่กว่าจะรู้ตัวก็เกิดความเสียหายมากมายอย่างที่เป็นข่าวมาแล้ว สำหรับสมาคมอุตสาหกรรมเอง มีการเตรียมทำสื่อเพื่อการเรียนรู้เรื่องธุรกิจขายตรงให้สอดคล้องกับยุคดิจิตอล ในรูปแบบวีดีโอมี


การ์ตูนประกอบ เผยแพร่ทางเว็บไซต์ยูทูบ ทั้งนี้ เพื่อเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง คาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า


"เมื่อก่อนจะรู้ว่า บริษัทไนเป็นแชร์ลูกโซ่ ต้องมานั่งแถลงข่าว แต่ตอนนี้เราเริ่มเร็วขึ้น อย่างมีการพูดกันของคนในวงการ คนที่รู้จะไม่เข้าไป คนที่ไปคือบอกยี่ห้อพวกนี้เขาจะอยู่ได้ไม่นาน การเตือนภัยในฐานะที่ตนอยู่ในวงขายตรงคือ ทุกวันนี้คนฉลาดขึ้น คือถามเทคนิคมากขึ้น ช่วงนี้คนไทยเสพข่าวสาร โดยเฉพาะอินเตอร์เน็ต คนไทยเล่นโซเชี่ยลเน็ตเวิร์คเป็นอันดับต้นๆ ของโลก ตอนนี้ผมมองว่าไม่ค่อยกังวลใจพวกมันนี่เกมเท่าเมื่อก่อน"


ส่วนการรวมตัวกันของภาคธุรกิจขายตรง นายกฯ TDIA กล่าวว่า การรวมตัวอย่างเป็นรูปธรรมอย่างรัดกุม และการตั้งสมาพันธ์เต็มรูปแบบคงเป็นไปได้ยาก แต่ก็ยังเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถเป็นเพื่อนกันได้ โดยเฉพาะทุกวันนี้ทัศนคติของคนที่อยู่ในวงการขายตรงมานานและเริ่มจะเปลี่ยนแปลงไป ส่วนสำคัญคือ คนที่ทำหน้าที่ประสานต้องมีผลประโยชน์ในวงการนี้น้อยที่สุด


"ผมเองอยู่ในสมาคมทั้งสองฝั่ง อย่างสมาคมเครื่องสำอางก็สามารถรวมเป็นสมาพันธ์ แต่ขายตรงค่อนข้างรวมกันยาก เพราะกลัวว่าจะเป็นคู่แข่ง ผมมีประสบการณ์อยู่ที่การปรับทัศนคติ ผมมองว่าการรวมเป็นสมาพันธ์เป็นไปได้ยาก แต่การเป็นเพื่อนไม่ยาก การประสานต้องมีผลประโยชน์ทางด้านนี้ให้น้อย ไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย ถ้าผมรวมได้ ไม่ต้องรวมกันเป็นสมาพันธ์ แต่คือการคุยกัน สมาพันธ์ทำแค่เอาสมาคมมานั่งคุยกัน แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว" นายกฯ TDIA กล่าว


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com/

วันพฤหัสบดีที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขายตรง-หน่วยงานรัฐ ผนึกกำลังบุกอาเซียน ประกาศความพร้อมหนุนสินค้าไทยสู้ศึกปี58









ขายตรงไทยวางแผนรบบุกอาเซียน หลังภาครัฐประกาศ พร้อม สนับสนุนธุรกิจขายตรงแข่งขันตลาดอาเซียนอย่างเต็มที่...ด้าน จิรชัย เลขาฯ สคบ. เผยควรเร่งปรับปรุงด้านระบบมุมมองใหม่ ให้ราชการ มองให้นอกกรอบและกว้างขึ้น...ส่วน นาคาญ์ นายกส.อุตสาหกรรม ขายตรงไทย ชี้! เรื่องผลิตภัณฑ์-แผนการตลาด ควรศึกษาความ ต้องการในแต่ละประเทศด้วย...ด้าน สุมิตร ค่าย มิลค์กี้ เวย์ เชื่อ ตลาดเออีซี คือ โอกาสที่สำคัญของทุกธุรกิจในการสร้างการรับรู้


นับถอยหลังไม่เกิน 2 ปีนับจาก นี้ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ก็ จะเริ่มต้นขึ้นแล้ว เชื่อว่าในหลาย ๆ ธุรกิจ ต่างก็เริ่มปรับกลยุทธ์เพื่อให้สอดคล้อง กับสถานการณ์ในปัจจุบันและในอนาคตที่กำลังจะเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน เช่นเดียว กับ ธุรกิจขายตรง เช่นกัน ก็ได้เริ่มขยับ แข้งขยับขา มีความเคลื่อนไหวของภาค ธุรกิจขายตรง ออกมาให้หลาย ๆ คนได้ เห็นพอสมควร
อย่างล่าสุด อีกหนึ่งความ เคลื่อนไหวใน ธุรกิจขายตรง กับการ รับมือการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียนในครั้งนี้ เห็นได้จากงานสัมมนา ขายตรงไทย ก้าวไกลสู่ AEC ที่มีทั้งใน ส่วนของหน่วยงานภาครัฐและบริษัท เอกชนในธุรกิจขายตรง มาร่วมแชร์แนว ความคิด ในการเตรียมความพร้อมเพื่อ เข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558

โดยงานนี้ มีทางด้าน นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายก รัฐมนตรี ได้ให้เกียรติมาเป็นประธานเปิดงานสัมมนาในครั้งนี้ด้วย พร้อมกับยังได้ กล่าวในงานสัมมนา ขายตรงไทย ก้าว ไกลสู่ AEC ด้วยว่า นับจากนี้ไปอีก ประมาณ 2 ปีข้างหน้า ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็จะมีการเริ่มต้นแล้ว ซึ่งในส่วนของภาครัฐเอง ก็ได้มีการ เตรียมความพร้อมในเรื่องนี้ตาม นโยบายของภาครัฐด้วยเช่นกัน ซึ่งล่าสุด หน่วยงานทางภาครัฐ ได้มีการจัดทำงบ ประมาณโครงสร้างพื้นฐานปี 2557 ไว้ แล้ว โดยคาดว่าจะสามารถเริ่มได้อย่าง เป็นทางการในวันที่ 1 ตุลาคม 2556 เป็นต้นไป ซึ่งงบประมาณดังกล่าวนี้ ภาครัฐต้องการผลักดันให้ทุกหน่วยงาน ราชการ ไดเตรียมความพรอ้มเข้าสู่เออีซี อย่างจริงจังและมั่นคงนั่นเอง
ในขณะเดียวกัน ยังเชื่อว่า การเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในครั้งนี้ จะ เป็นตัวจุดประกายให้บริษัทเอกชนใน สาขาวิชาชีพต่าง ๆ ได้มีการตื่นตัวไปสู่ โลกแห่งการแข่งขัน ในลักษณะที่เรียกว่า การเป็นประชาคม ซึ่งทุกธุรกิจในปัจจุบัน นี้ เป็นธุรกิจที่ไร้พรมแดน ซึ่งการที่ธุรกิจ ขายตรงนั้น ได้เตรียมการณ์ในเรื่องนี้ ถือว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งกับตัว ธุรกิจเองและตัวสังคม โดยเฉพาะอย่าง ยิ่งผู้บริโภคพี่น้องประชาชน
ผมมีความมั่นใจว่า ประเทศไทย เรามีศักยภาพ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ทำเล ที่ตั้ง ภูมิศาสตร์ซึ่งอยู่ใจกลาง โดย เรียกว่าในตลาดอาเซียนนั้น ประเทศไทย ถือว่ามีความได้เปรียบมากที่สุด ไม่ว่า จะเป็นความพร้อมในเรื่องของโครงสร้าง พื้นฐาน ซึ่งขณะนี้ เราถือว่าไม่ได้น้อย ไปกว่าใครในอาเซียน โดยจะเห็นว่า ขณะนี้รัฐบาลได้เตรียมที่จะดำเนินการ แผนพัฒนาในโครงสร้างพื้น ฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการ คมนาคมการขนส่ง โดยจะมี การออกพระราชบัญญัติ ด้วย การใช้เงิน 2 ล้านล้านบาท ใน การเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ไว้ สำหรับการคมนาคมขนส่ง ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต อันใกล้นี้นั่นเอง
นายวราเทพ กล่าวอีก ว่า เชื่อว่า ปัจจุบันนี้ หลาย ๆ บริษัท คงมีการเตรียมความ พร้อมในเรื่องนี้กันอย่าง แน่นอน โดยบางธุรกิจอาจจะ ก้าวไกลในบางเรื่อง แต่บาง ธุรกิจก็อาจจะรอดูถึงความ ชัดเจนของภาครัฐ ซึ่งภาครัฐ ในปัจจุบันถือว่าได้รับนโย บายที่ชัดเจนแล้ว ซึ่งอยาก ที่จะให้ภาคเอกชนทุกท่าน มีความมั่นใจว่า ภาครัฐนั้น พร้อมที่จะสนับสนุนในเรื่อง ของการที่จะทำให้ภาคเอกชน นั้น ได้มีความพร้อมที่จะเข้า สู่การแข่งขันในประชาคม อาเซียนในอนาคตอันใกล้นี้
ขณะนี้ ผมเองได้มีการ เรียนรู้ในธุรกิจขายตรงบ้าง แล้ว จากการที่ได้เข้ามากำกับ ดูแล สำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่ง หลังจากที่ได้สัมผัส ค่อนข้าง ที่จะมีความภาคภูมิใจว่า วัน นี้คนไทยเราไม่ว่าจะทำอาชีพ อะไรก็ตาม ค่อนข้างที่จะ ประสบความสำเร็จกับสิ่งที่ ทำและได้เรียนรู้ พร้อมทั้ง สามารถที่จะแข่งขันกับต่าง ประเทศได้ พร้อมกับเชื่อว่า อนาคตของธุรกิจขายตรงจะ เติบโตอย่างสดใสและรวดเร็ว อย่างแน่นอน รวมถึงยังเป็น ธุรกิจที่มีความมั่นคง เพราะ เห็นได้จากมูลค่าการเติบโต ของธุรกิจนี้ แต่ละปีเติบโตขึ้น มาเรื่อย ๆ อย่างต่อเนื่อง และ หากตลาดอาเซียนเริ่มต้นขึ้น เมื่อไหร่ ก็จะเป็นอีกหนึ่ง โอกาสทองของธุรกิจขายตรง ไทยด้วยเช่นกัน
...เช่นเดียวกับทาง ด้าน นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักคณะกรรม การคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ก็ได้กล่าวว่า ปัจจุบันนี้ ธุรกิจขายตรง โดยส่วนใหญ่ ร้อยละ 80 ผลิตภัณฑ์จะเกี่ยว กับสุขภาพ ซึ่งในการส่งเสริม ธุรกิจขายตรงนั้น ถือว่าเป็นนโยบายที่ทาง สคบ. จำเป็นที่ จะต้องมีการส่งเสริมธุรกิจนี้ และหลังจากที่รัฐมนตรีได้มี การเรียนแล้วว่า ธุรกิจนี้ เป็น ธุรกิจที่ต้องส่งเสริมจริง ๆ เห็นได้จากข้อมูลตัวเลขในปี 2554 ธุรกิจนี้สามารถสร้าง รายได้อยู่ที่ 65,000 ล้านบาท ปี 2555 สร้างรายได้อยู่ที่ 8 หมื่นกว่าล้านบาท และปี 2556 คาดว่าน่าที่จะสร้างราย ได้ทะลุเป็น 1 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ เลขาธิการ สคบ. ยังกล่าวอีกว่า ปัจจุบัน นี้การคุ้มครองผู้บริโภคนั้น ทาง สคบ. ได้ยึดถือหลัก 3 ส่วนด้วยกัน คือ ส่วนที่ 1 ส่วน ของราชการ และภาครัฐ ที่จะ ต้องเป็นหน่วยงานกลาง ในการคุ้มครองผู้บริโภค พร้อมกันนี้ ควรที่จะต้องมี การบูรณาการมุมมองของ ข้าราชการใหม่ โดยจะต้อง มองให้นอกกรอบและกว้าง ขึ้น ส่วนที่ 2 คือ ภาคผู้ ประกอบการ ควรจะต้องตื่น ตัว เร่งดำ เนินธุรกิจให้มี จริยธรรมและมีคุณภาพอย่าง แท้จริง และ ส่วนที่ 3 คือ การ ส่งเสริมให้ธุรกิจของไทย สามารถแข่งขันกับในต่าง ประเทศได้ โดยทางสคบ. ได้มีการวางแผนมอบตรา สัญลักษณ์ เพื่อสร้างความ มั่นใจให้กับผู้บริโภค พร้อม กับมีมาตรการเยียวยาสร้าง ฐานความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค อย่างชัดเจนด้วย
วันนี้กฎเกณฑ์การทำ ธุรกิจขายตรงบางเรื่อง ออก มาใกล้จะเรียบร้อยแล้ว เพียง แค่ตอนนี้ผู้ประกอบการเอง ขอให้ทำธุรกิจจดทะเบียน อย่างถูกต้องตามกฎหมาย คุ้มครองผู้บริโภคเท่านั้น ที่ สำคัญ แต่ละบริษัทฯ ต้องมี มาตรการที่จะช่วยเหลือ เยียวยา ผู้ที่ได้รับความ เสียหายด้วย เพราะตรา สัญลักษณ์ของ สคบ.นั้น ไม่ ได้รับประกันคุณภาพสินค้า แต่จะรับประกันความเชื่อมั่น ให้กับผู้บริโภค ว่าถ้าเกิด ความเสียหาย จากการใช้ สินค้า บริการแล้ว ผู้ประกอบ การต้องมีมาตรการเยียวยา ความเสียหายที่ชัดเจน
นายจิรชัย กล่าวอีกว่า ล่าสุดจากการประชุมของ สคบ. ในภูมิภาคอาเซียน ก็ได้ มีการวางกรอบมาตรฐาน เรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภคไว้ 3 เรื่อง คือ เรื่องที่ 1. การ เยียวยาข้ามพรมแดน ในกลุ่ม อาเซียนด้วยกัน 2. เรื่องสินค้า ที่มีการสั่งห้ามขาย มีการเรียก คืนสินค้า โดยจะมีแชร์ข้อมูล ร่วมกัน และ3. การให้ความรู้ ซึ่งกันและกัน
ในที่ประชุมที่ผ่านมา ที่ ประเทศบาหลี ตนเองได้มี การนำเสนอในที่ประชุมว่า อยากที่จะให้ในแต่ประเทศ มี การส่งเสริมเยาวชนรุ่นใหม่ เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค และ ในปีนี้เอง ทางประเทศ ไทย ก็ได้มีการรับอาสาเป็นเจ้าภาพ ที่จะจัดงานในครั้งนี้ขึ้น โดยจะ เป็นการเชิญกลุ่มผู้นำเยาวชน ของกลุ่มใน 9 ประเทศ มาร่วม สัมมนาในเมืองไทย โดยคาด ว่า น่าที่จะจัดงานในช่วงเดือน ก.ค. ปี 2556 นี้
...ด้านนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทย ก็ได้ กล่าวถึงแผนการรุกและรับ ของธุรกิจขายตรง ในการเข้า สู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ว่า สิ่งที่เป็นปัจจัยที่สำคัญใน การเข้าสู่เออีซีนั้น มองว่า ปัจจัยหลักน่าจะเป็นในเรื่อง ของผลิตภัณฑ์ โดยกลุ่ม ผลิตภัณฑ์ ถ้าเป็นในส่วนของ กฎหมายทาง อย. จะนำเข้า ประเทศ เข้าได้หรือไม่นั้น ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง อีกทั้งความแตกต่าง ในการที่ จะนำเอาสินค้า ไปในตลาดเอ อีซีได้ ก็ถือว่ามีส่วนสำคัญ ด้วยเช่นกัน
เรื่องของสินค้าถือเป็น เรื่องที่สำคัญ เพราะการที่นำ เอาสินค้าไปเปิดตลาดใน แต่ละประเทศได้นั้น ต้องรู้ถึง ความต้องการของประเทศนั้น ด้วย เช่นเดียวกับประเทศอื่น ที่จะเข้ามาทำตลาดในเมือง ไทย ต่างก็มองว่าประเทศไทย มีความสนใจในกลุ่มสินค้า อะไรบ้าง ซึ่งเมื่อทราบถึง ความต้องการแล้ว เขาก็จะ เอาสินค้าที่แต่ละประเทศ นั้น ๆ ต้องการมาเปิดตลาด ซึ่งเรียกว่าการศึกษาความ ต้องการในเรื่องของสินค้า แต่ละประเทศนั้นค่อนข้าง สำคัญอย่างมากทีเดียว
นายนาคาญ์ กล่าว เสริมอีกว่า อีกหนึ่งปัจจัยที่ สำคัญ ของธุรกิจขายตรง ที่ นอกเหนือจากเรื่องของสินค้า ที่ต้องศึกษาถึงความต้องการ แล้ว เรื่องของแผนการตลาดที่จะเข้าไปทำตลาด ก็ถือว่า สำคัญด้วยเช่นกัน เนื่องจาก แต่ละประเทศแผนการตลาด ค่อนข้างที่จะแตกต่างกันมาก เพราะฉะนั้น หากเข้าไปแล้ว แผนการตลาด ไม่ตรงตาม ความต้องการ ในประเทศ นั้น ๆ ก็อาจจะเป็นปัญหาได้ ด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับทางด้าน นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เผยว่า ตลาดเออีซีที่จะ เกิดขึ้นในปี 2558 นี้ มองว่า ถือ เป็นเรื่องของโอกาส สำหรับทุก ธุรกิจไม่ใช่เฉพาะในธุรกิจขาย ตรง แต่ว่าในส่วนของธุรกิจ มิลค์กี้ เวย์ เอง มองว่า เป็นอีก หนึ่งการเตรียมความพร้อม ของธุรกิจ ในประเทศไทยที่จะ สามารถขยายตลาดการส่ง ออก ในกลุ่มประเทศทั้ง 9 ประเทศ ที่ถือว่าเป็นโอกาส ของธุรกิจ ดังนั้น ผู้ประกอบ การทุกคน ควรที่จะต้องรีบ วางแผนทั้งในเชิงรุกและใน เชิงรับ เพื่อให้สอดรับกับ นโยบายในการรวมกลุ่ม ประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการรวม ตลาด การทำนโยบายต่าง ๆ ตามกฎของอาเซียน เป็นต้น

วันนี้ มิลค์กี้ เวย์ ได้มี การวางแผนเพื่อรับมือกับ ตลาดเออีซีไว้หมด ตั้งแต้ต้นปี ด้วยการจัดทำโรดโชว์ ทั้ง 9 ประเทศ ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ ประเทศในอาเซียนเท่านั้น แต่มิลค์กี้ เวย์ ยังได้มีการ เดินทางโรดโชว์ ไปถึงใน ตะวันออกกลางด้วย ไม่ว่าจะ เป็นในประเทศโอมาน ยูเออี ที่ดูไบ เป็นต้น นายสุมิตร กล่าวต่ออีก ว่า การที่ผู้ประกอบการจะ เข้าสู่ตลาดเออีซีได้นั้นจำเป็น อย่างยิ่งที่จะต้องมีการวาง แผนอย่างรัดกุม ที่สำคัญ ต้อง มองทุกจุดที่อยู่ข้างหน้าให้เป็น โอกาสซึ่งผู้ประกอบการทุกคน สามารถสร้างโอกาสบนพื้น ฐานของความร่วมมือทางกลุ่ม ประเทศอาเซียนได้ ไม่ว่าจะ เป็นในส่วนของกำแพงภาษีที่ ถูกยกเลิกไป ที่สำคัญประเทศ ไทยถือว่า ได้เปรียบในเรื่อง ของโลจิสติกส์ ซึ่งหากเรา สามารถใช้สิ่งที่เป็นความได้ เปรียบได้อย่างคุ้มค่า เชื่อว่า ทุกคนสามารถเติบโตในตลาด อาเซียนได้อย่างแน่นอน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย "TDIA" ลงนาม MOU ร่วมเทคโนสยามยกชั้นขายตรงเปิดหลักสูตร ป.โท ต่อยอดถึง ป.เอก


สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) จับมือ วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดหลักสูตรสอน วิชาชีพขายตรงเทียบชั้น ป.โท เป็นแห่งแรก หวังผลักดันภาพขายตรงไทยให้เป็นธุรกิจสีขาวแบบ ไร้มลทิน โดยค่าเล่าเรียนตลอดหลักสูตร 1.2 แสน บาท แต่สมาชิกสมาคมอุตสาหกรรมฯ ลดเหลือ คนละ 1 แสนบาท เริ่มแรกคาดว่ามีผู้เรียนทั้งสิ้น 30 คน โดยจะเปิดสอนในช่วงเดือนพฤศจิกายนปีนี้ แถม นายกสมคมฯยังปล่อยหมัดเด็ดทิ้งท้าย หลักสูตรนี้ อาจต่อยอดถึงชั้น ป.เอก ได้ต่อไป

นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรม ขายตรงไทย เปิดเผยว่า โครงการความร่วมมือทางวิชาการในการเปิดหลักสูตรการสอนวิชาขายตรงในระดับปริญญาโทกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสยามครั้งนี้ ถือเป็นโครงการแรกที่ทางสมาคมฯ ได้ดำเนินการหลังจากตนเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฯ และถือเป็นการดำเนินงานที่ประสบความสำเร็จด้วยดี ในอนาคต สมาคมฯจะมีการขยายความร่วมมือเหล่านี้ไปสู่หน่วยงานการศึกษาอื่นๆ ต่อไป

ทั้งนี้ หลักสูตรขายตรงที่จะเปิดสอน ในวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม สมาคมฯ ก็ได้ มีส่วนร่วมให้คำปรึกษา และจะแนะนำคณาจารย์ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับ วิชาขายตรงโดยเฉพาะให้กับวิทยาลัยฯ ได้คัดเลือก ส่วนผู้เรียนในกลุ่มแรก สมาคมฯ ก็ได้รวบรวมสมาชิกจำนวนหนึ่งมาสมัคร มีประมาณ 30 คน โดยค่าศึกษาตลอดหลักสูตรประมาณ 1.2 แสนบาท แต่ในฐานะสมาชิกของสมาคมฯ ทางวิทยาลัยลดให้เหลือคนละ 1 แสนบาท และในอนาคตหากมีผู้ประสบความสำเร็จในระดับ ปริญญาโทแล้ว ระดับปริญญาเอกก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลจนเกินไป ที่ผ่านมาตนก็ได้มีการ พูดคุยคร่าวๆ แล้วกับทางวิทยาลัยฯ

นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ในขณะนี้สมาคมฯ ได้รับงบประมาณสนับสนุนจำนวนหนึ่งจากกระทรวงอุตสาหกรรม เราจึงเตรียมจะทำโครงการเปิดอบรมหลักสูตรขายตรงในระยะสั้นร่วมกับสถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า เป็น การจัดอบรมฟรี แต่อาจจำกัดเวลาและจำนวนคน โดยจะมุ่งเน้นไปยังผู้ที่อยากประกอบธุรกิจใหม่เป็นอันดับแรกก่อน ดังนั้น จะเห็นได้ว่าสมาคมฯ เองมีความต้องการที่จะส่งเสริมด้านการศึกษาเกี่ยวกับการขายตรงอย่างถูกต้องให้กับบุคคลทุกๆ ฝ่ายจริงๆ เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีต่อผู้บริโภค คือภาพจากคนภายนอกที่มองเข้ามาต้องมองภาพธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้อง ด้วยภาพลักษณ์ที่ดีงาม ซึ่งโครงการในครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นที่ดี และสมาคมฯ เองคงมีอีกหลายๆ โครงการที่จะได้ร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป

ด้านอาจารย์พรพิสุทธิ์ มงคลวนิช อธิการบดี วิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม กล่าวว่า หลักสูตรนี้ มีชื่อว่าหลักสูตรปริญญาโท บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต (M.B.A.) กลุ่มวิชาการตลาดและธุรกิจเครือข่าย โดยผู้เรียนต้องศึกษาวิชาว่าด้วยการขายตรงทั้งหมด 36 หน่วยกิต มีประมาณ 5 วิชา รวมถึงการทำวิทยานิพนธ์ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง ซึ่งทางวิทยาลัย จะเริ่มเปิดกลุ่มวิชานี้ในภาค 2/55 ประมาณ เดือนพฤศจิกายน โดยกำหนดระยะเวลาเรียนอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 5 ปี

ทั้งนี้ คณาจารย์ที่สอนมีทั้งอาจารย์จากภายในและภายนอกหรือผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ทางสมาคมฯ ได้เสนอชื่อมาให้เราพิจารณา โดยหลักสูตรแรกจะมีผู้เรียนจาก สมาคมฯประมาณ 30 คนก่อน หลังจากนั้นทางวิทยาลัยจะได้นำองค์ความรู้ต่างๆมาปรับปรุงให้เป็นที่ต้องการของคนทั่วไปอย่างแท้จริง และขยายวงกว้างไปสู่กลุ่มบุคคลทั่วไปที่สนใจในวิชาชีพขายตรงต่อไป

อธิการบดีวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ยังได้กล่าวถึงความแตกต่างของหลักสูตร วิชาชีพขายตรงของวิทยาลัยฯ กับสถาบัน อื่นๆ ว่า นอกจากที่นี่จะเป็นสถาบันแห่งแรกที่เปิดสอนกลุ่มวิชาขายตรงระดับปริญญาโทแล้ว สิ่งที่แตกต่างหรือข้อได้เปรียบที่ผู้เรียนจะได้รับจากวิทยาลัยของเรายังมีอีก 4 ประการด้วยกัน คือ ประการ แรก ความรู้ ที่ไม่ใช่เพียงความรู้ในทฤษฎี สอง ประสบการณ์ซึ่งได้มาจากอาจารย์ ผู้สอนและผู้เรียน ที่มีความรู้ความสามารถเกี่ยวกับวิชาชีพขายตรง เข้ามาแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ประการที่สาม การสร้างองค์ความ รู้ใหม่จากปัญหาต่างๆ ที่ทุกฝ่ายร่วมกันคิดวิเคราะห์ และแก้ไข และประการสุดท้าย เครือข่าย สังคมผู้เรียนที่อยู่ในวิชาชีพเดียวกัน

ทั้งนี้ ภายในงานยังได้มีนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนาม MOU ระหว่างสองสถาบัน ซึ่งนายสุวิทย์ก็ได้กล่าวแสดงความ คิดเห็นถึงการเปิดหลักสูตรขายตรง ดังกล่าวว่า เป็นที่น่าชื่นใจที่ทางสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม ที่กำลังจะกลายเป็นมหาวิทยาลัยในอนาคตอันใกล้นี้ ได้ร่วมมือทาง วิชาการเปิดหลักสูตรขายตรงในระดับปริญญาโทขึ้น เพราะตนมองว่าโครงการเหล่านี้จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้าง องค์ความรู้สู่การประกอบวิชาชีพที่ถูกต้อง เอื้อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมอย่างแท้จริง

ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ดี ที่สามารถสร้างงาน สร้างรายได้ และสร้าง เศรษฐกิจให้กับประเทศได้เป็นอย่างดี และโดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการความร่วมมือนี้ก็เป็นโครงการที่สามารถรองรับอาเซียนได้อย่างหนึ่ง เพราะจะเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของขายตรงไทยให้ก้าวสู่นานาประเทศได้อย่างเต็มภาคภูมิ

นายสุวิทย์ ได้กล่าวถึงสิ่งที่ สคบ. จะร่วมสนับสนุนโครงการนี้ ว่า ก่อนอื่นตนต้องขอเรียนว่า ทางสคบ.คงไม่เข้าไปแทรกแซงการทำงานของสถาบันการศึกษา แต่เราจะช่วยประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับหลักสูตร ว่าหลักสูตรนี้ดีอย่างไร เรียน แล้วจะได้อะไร ให้กับบุคลากรของ สคบ. และประชาชนทั่วไปได้รับทราบโดยทั่วกัน ประการที่สองยินดีสนับสนุนในส่วนของวิทยากร เพราะในฐานะที่เรานั่งอยู่บนฐาน ข้อมูล เป็นผู้กำกับดูแลธุรกิจขายตรงอย่าง ใกล้ชิด ฉะนั้น สคบ.จึงน่าจะมีส่วนช่วยเหลือ ตรงนี้ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หากสมาคมฯ และวิทยาลัยฯ มีเรื่องที่จะให้ สคบ. สนับสนุนในส่วนใดเพิ่มเติมเช่น อาจ จะมีการจัดทำหลักสูตรย่อยๆ ที่ต้องการประกาศนียบัตรจาก สคบ. เราก็อาจจะมีการปรึกษากันต่อไป ตรงนี้ก็มีความยินดีสนับสนุนอย่างเต็มที่


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1338 ประจำวันที่ 26-9-2012 ถึง28-9-2012

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : "นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์" นั่งนายก "TDIA" ดื้อ! รวมสมาคมตั้งสมาพันธ์


ตามโผ นาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นั่งเป็น นายหัวคนใหม่ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรง ไทย (TDIA) หลังจากนายกคนเก่า อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ทำบิ๊กเซอร์ไพรส์ ประกาศลาออกจากตำแหน่ง หลังนั่งเก้าอี้ได้เพียง 6 เดือน นายกใหม่ลั่น! สานต่อนโยบายสำคัญ รวมสมาคมเป็นหนึ่งสมาพันธ์ แต่พลิกแพลงเป็นสมาพันธ์ทางใจ พร้อม วอนให้นายกสมาคมขายตรงทุกคนปรองดองกัน


นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาอาจมีกระแสข่าว เกี่ยวกับความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในสมาคม แต่ตนในฐานะนายกสมาคมคนใหม่ขอยืนยันว่า สมาชิกทุกคนของสมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทยไม่มีปัญหาความขัดแย้งใดๆ กันทั้งสิ้น แม้แต่นายกสมาคมคนเก่าที่ท่านได้ลาออกไป ก็ไม่ได้เกิดจากปัญหาภายใน ท่านมีเหตุผลของท่านที่เราทุกคนต้องยอมรับ ส่วน นโยบายสำคัญเกี่ยวกับการรวมสมาคมขายตรงไทยเป็นหนึ่งสมาพันธ์ ตนเองก็ยังคงสานต่อความตั้งใจนี้ของนายกสมาคมคนเก่าต่อไป เพราะถือเป็นนโยบายที่เกิดขึ้นเพื่อสานประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมอย่างแท้จริง


อย่างไรก็ดี ตนมองว่าหากนายกสมาคมต่างๆ ของธุรกิจขายตรงในประเทศ ไทยมีความสามัคคีปรองดองกัน คือ สามารถ ปรึกษาพูดคุยกันได้ในทุกๆ เรื่องเกี่ยวกับ แวดวงธุรกิจขายตรง ตนคิดว่า สมาพันธ์ขายตรงไทยก็จะกลายเป็นแค่ชื่อ เพราะเมื่อทุกคนมีความรัก ความสามัคคี จริงใจ ต่อกัน ก็จะเกิดเป็นสมาพันธ์ในตัวอยู่แล้ว ดังนั้นในความคิดเห็นส่วนตัว สมาคมขาย ตรงไทยจะเกิดขึ้นมาอีกกี่สมาคมก็ได้ จะเป็น 10 สมาคมก็ไม่มีปัญหา แต่จุดเน้นที่สำคัญ คือ ทุกสมาคมต้องไม่ขัดแย้ง หรือ ชิงดีชิงเด่นกัน ต้องสร้างความสามัคคี มีนโยบายเพื่อสานประโยชน์ให้แก่สังคมร่วมกัน


ในฐานะที่ตนก้าวขึ้นมาดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยคนใหม่ ตนและคณะกรรมการทุกฝ่ายได้ร่วมกันร่างโครงการโดยลงมติร่วมกันในที่ ประชุม ซึ่งในวาระนี้มีหลายโครงการเร่งด่วน ได้แก่ โครงการพัฒนาหลักสูตรขายตรงระดับปริญญาโทร่วมกับทางมหาวิทยาลัย ต่างๆ เพื่อเผยแพร่ความรู้และพัฒนาหลักสูตรระดับปริญญาโทเกี่ยวกับอุตสาหกรรมขายตรง โดยผู้ที่เข้ารับการศึกษา อาจเป็นผู้ประกอบการ ผู้จำหน่ายอิสระหรือ ผู้ที่สนใจเกี่ยวกับธุรกิจนี้ที่ต้องการแสวงหา ความรู้ ความเข้าใจ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ สำหรับการทำธุรกิจของตนเองต่อไป โดย ผู้สมัครเข้าศึกษาจะได้รับวุฒิปริญญาโทเกี่ยวกับหลักสูตรขายตรงโดยเฉพาะ


นอกจากนี้ สมาคมฯ ยังได้ประสาน ความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการจัดอบรมความรู้เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ให้กับผู้ประกอบการใหม่ๆ หรือผู้สนใจที่อยากเปิดธุรกิจ ซึ่งล่าสุดเราได้รับการ ตอบรับจากมหาวิทยาลัย พัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ได้ร่วมเปิดสอนหลักสูตรการฝึกอบรมดังกล่าว โดยผู้ประกอบการใหม่ๆ ที่สนใจเข้ารับการฝึกอบรม สามารถ สมัครได้ที่สมาคมฯ ซึ่งโครงการนี้จะเปิดสอนฟรี ใช้เวลาเรียนรวมทั้งหมด 60 ชั่วโมง เปิดสอนในช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ประมาณ เดือนธันวาคมเป็นต้นไป


ที่ผ่านมาทางสมาคมฯ ได้พิสูจน์ ตัวเองอยู่เสมอว่า ทุกกิจกรรมของสมาคมฯ ได้ดำเนินการเพื่อประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง ไม่ได้ดำเนินกิจกรรมใดๆเพียงเพราะอยากจะสร้างภาพ หรือมิได้เอื้อประโยชน์แก่บริษัทใดบริษัทหนึ่ง หรือ บุคคลใดบุคลหนึ่ง โดยตลอดระยะเวลา 12 ปี ของการก่อตั้งสมาคมฯ หลายภาคส่วนอาจจะมองว่าสมาคมนี้ดูเหมือนจะไม่มี ความเคลื่อนไหวใดๆ เป็นสมาคมเล็กๆ ที่ตั้งขึ้นมาเพื่อสร้างสีสันให้กับวงการขายตรง แต่ตนอยากจะบอกว่า สมาคมเราเล็ก แต่ใจใหญ่ การที่ไม่ชอบออกสื่อไม่ได้หมาย ความว่าเราละเลยหน้าที่ ตลอดเวลาที่ผ่าน มา สมาคมฯ ได้ร่วมปกป้องอุตสาหกรรมขายตรงเสมอมา เช่น การประสานงานกับ ทางภาครัฐในการจัดการกับแชร์ลูกโซ่ มันนี่ เกม และบริษัทที่กระทำการผิดกฎหมาย และได้ร่วมเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง จนเป็นที่ยอมรับของภาครัฐบาลว่าเป็นสมาคมที่ตั้งขึ้นเพื่อ ช่วยเหลือสังคมจริงๆ นาคาญ์ กล่าว


ความสำเร็จดังกล่าว ตนเชื่อเสมอมาว่าเกิดจากการที่สมาชิกในสมาคมของเรามีความจริงจัง และจริงใจ ให้แก่กัน ไม่มีการแบ่งชนชั้น ว่าตนคือ บริษัทเล็ก บริษัทใหญ่ ทุกคนอยู่กันด้วยความรักความสามัคคีเกื้อกูลซึ่งกันและกัน และการบริหารงานก็ใช้มติที่ประชุม ของคณะกรรมการโดยเน้นเสียงข้างมากเป็นหลัก โดยมอบหมายให้นายกสมาคมฯ เป็นประธานในการดำเนินการในโครงการ ทำกิจกรรมต่างๆ คือเป็นประธานและเป็นศูนย์รวมของสมาชิกในการดำเนินการตามมติของที่ประชุมนายกสมาคมฯ ไม่สามารถดำเนินการใดๆ โดยปราศจาก มติที่ประชุมได้ เพราะสมาคมฯ ถือเป็นองค์กรที่เป็นส่วนรวมของสมาชิกทุกบริษัท


อนึ่ง ปัจจุบันสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย มีสมาชิกรวมทั้งสิ้น 24 บริษัท และมีบริษัทที่กำลังจะเข้าร่วมอีก 3 บริษัท โดยในวาระการดำรงตำแหน่งของนายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ตั้งเป้าหมายว่าจะต้อง มีบริษัทสมาชิกเกินกว่า 50 บริษัท


รายชื่อคณะกรรมการชุดใหม่ของสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย มีดังต่อไปนี้


- นายนาคาญ์ ทวิชาวัฒน์ ดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย


- นายสุกิจ สัตย์เพริศพราย ดำรงตำแหน่ง อุปนายกสมาคมฯ คนที่ 1


- พ.อ.สิงห์ พรสุรบดี ดำรงตำแหน่ง อุปนายกสมาคมฯ คนที่ 2


- นางบุปผา มหาพิรุณ ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการสมาคมฯ


- นางรุษญา พระสินชัย ดำรงตำแหน่ง ผู้จัดการสมาคมฯ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1330 ประจำวันที่ 29-8-2012 ถึง31-8-2012