ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวเอปูเซ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวเอปูเซ่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : ‘เอปูเซ่’เสริมกลยุทธ์ความแกร่งธุรกิจ ผุดโครงการ‘The Rich Man’ขับเคลื่อนผู้นำ







yyyy (Mobile)

 


“เอปูเซ่” เคลื่อนทัพบุกภูธร!!..ล่าสุดผุดโครงการ “The Rich Man” เสริมความร่ำรวยแบบยั่งยืน หลังชิมลางไปแล้ว 2 เดือนเห็นผลเกินคาด เผยเตรียมดันสินค้าใหม่สำหรับสุภาพสตรี “โกลด์ โมนาริส” เสริมทัพหน้า พร้อมการฝึกอบรมสร้างความเป็นมืออาชีพแก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง แย้มสิ้นปีขอยอดแตะ 250 ล้าน


“มนตรี ฉิมมณีภัทธ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯผ่าน “ตลาดวิเคราะห์” ว่า ขณะนี้ทางบริษัทฯ ได้มีการเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจด้วยการผุดโครงการที่มีชื่อว่า “The Rich Man” โดยได้ดำเนินการไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการทำตลาดแบบผสมผสานระหว่างแผนธุรกิจแบบ Stair Step และ Binary เข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งโครงการนี้เรียกว่าสามารถทำให้สมาชิกของบริษัทฯ มีรายได้สม่ำเสมอในทุกๆ เดือน เดือนละ 50,000 – 60,000 บาท โดยเป็นโครงการเพื่อให้สมาชิกระดับล่าง สามารถเลี้ยงดูตนเองได้


“โครงการ “The Rich Man” เป็นการทำโปรแกรมการลงทุนเพื่อการเริ่มต้นทางธุรกิจ เป็นโครงการเสริมเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมาชิก ซึ่งสมาชิกจะได้ส่วนแบ่งทางการตลาดทุกครั้งที่มีการขาย ทำให้เกิดธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในระดับล่าง เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกทำธุรกิจตามความถนัดของตนเอง ทั้งในการหาเครือข่ายทางการค้าและการขายตรงสินค้า โดยเป็นการเน้นการซื้อซ้ำ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น ผู้บริหารระดับภูมิภาค และ ผู้บริหารระดับปฏิบัติการ”


นอกจากนี้ ทาง “เอปูเซ่” ยังได้มีการออกสินค้าตัวใหม่เข้ามาทำตลาดอีกด้วยนั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ “โกลด์ โมนาริส (Gold Monalis)” สินค้าเกี่ยวกับสุภาพสตรี เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ด เพื่อการบำรุง และฟื้นฟูสุขภาพคุณผู้หญิง โดยราคาจัดจำหน่ายสำหรับสมาชิกอยู่ที่ 2,500 บาท และราคาค้าปลีกอยู่ที่ 3,000 บาท


บอสค่าย “เอปูเซ่” เสริมต่อว่า “โดยก่อนหน้านี้ทาง “เอปูเซ่” เอง ได้มีการเข็นสินค้าที่ชื่อ “คาวาริ โกลด์” ที่เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพชนิดเม็ด และผลิตภัณฑ์ “โกลด์ นัมเบอร์ 9” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อการบำรุง และฟื้นฟูสุขภาพคุณผู้ชาย มาแล้ว ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากทีเดียว โดยสินค้าตัวใหม่อย่าง “โกลด์ โมนาริส” สำหรับสุภาพสตรี ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน ทางบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่า จะเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนเช่นดั่งสินค้าตัวอื่นที่ทางบริษัทฯ ออกมาด้วยเช่นกัน”


ปัจจุบัน “เอปูเซ่” มีสินค้าอยู่ทั้งสิ้น 4 กลุ่มหลักด้วยกัน ประกอบด้วย1.กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม (Skin Care & Beauty Care) 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplements) 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthy Product) และ4.กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน (Personal Care) ซึ่งสินค้าหลักที่ทำยอดขายให้แก่บริษัทฯ คือ ผลิตภัณฑ์ “คาวาริ” เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดน้ำ และผลิตภัณฑ์ “คาวาริ โกลด์” สมุนไพรเพื่อสุขภาพชนิดเม็ด ที่มีสัดส่วนยอดขายรวมกันอยู่ที่ 50%


สำหรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ “เอปูเซ่” นับจากนี้ต่อไป ที่นอกเหนือจากการนำสินค้าใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกและผู้บริโภคแล้ว “มนตรี” ประธานฯ บริษัทเอปูเซ่ ยังเผยอีกว่า ทางบริษัทฯ ยังคงดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของสมาชิกอย่างต่อเนื่องเหมือนเช่นดั่งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการอบรมตามจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงในส่วนของโปรโมชั่น ที่บริษัทฯ มีการแจกทุกเดือน


ที่สำคัญ ในช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้เตรียมที่จะจัดงานประดับเข็มให้แก่สมาชิกที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอีกด้วย ส่วนในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า บริษัทฯ จะมีการจัดงานราตรีสีชมพูกับการก้าวย่างสู่ปีที่ 6 ของเอปูเซ่อีกด้วย ต่อจากนั้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ก็จะเป็นการจัดสัมมนาต่างประเทศสำหรับสมาชิกเอปูเซ่ เป็นต้น


“ที่ผ่านมา เอปูเซ่ได้มีการจัดโครงการเส้นทางสู่ความสำเร็จ โดยเป็นการใช้สมองแทนเงินทุน คิดแบบผู้บริหารให้สำหรับกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นโครงการเถ้าแก่น้อย โดยมีการร่วมกับมหา วิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง นอกจากนี้ ยังมีการจัดโครงการ Young Executive Business กับสถาบันการศึกษา ภายในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นการให้กลุ่มนักศึกษา สามารถสมัครฟรี และมีรายได้เข้าคณะอีกด้วย โดยเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เชื่อว่าน่าจะช่วยทำให้กลุ่มนักศึกษาสามารถทราบถึงธุรกิจเครือข่ายได้มากขึ้นนั่นเอง”


“มนตรี” เผยต่อว่า การเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจเอปูเซ่ นับจากนี้นั้น ทางบริษัทฯ จะเน้นไปที่ 1.สมาชิกทั่วไป จะต้องเข้าใจในธุรกิจและผลิต ภัณฑ์ 2.บริษัทฯ จะเน้นที่ตัวผู้นำด้วยการสร้างคน ภายใต้แนวคิด “ให้เป็นธุรกิจสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย” ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ มีแกนนำในการขยายฐานธุรกิจทั่วประเทศอยู่ที่ 14 คนด้วยกัน โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีสาขาอยู่ทั้งสิ้น 4 สาขา คือ 1. หาดใหญ่ 2. สุราษฎร์ธานี 3. ภูเก็ต และ4. อุดรธานี โดยล่าสุดกำลังเปิดสาขาใหม่เพิ่มที่ชุมแพ และร้อยเอ็ด ส่วนการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านในขณะนี้นั้น ประเทศที่เริ่มมีการนำเอาสินค้าของเอปูเซ่ไปจำหน่ายบ้างแล้วคือ ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม เป็นต้น


สำหรับเป้าหมายในอนาคตนับจากนี้ของ “เอปูเซ่” นั้น ต้องการที่จะสร้างฐานระดับล่างให้แข็งแรง ให้มีรายได้เดือนละ 50,000 บาท ให้ได้จำนวน 2 พันคน รวมถึงการเน้นให้สมาชิกของเอปูเซ่ระดับล่างทุกคนมีรายได้อยู่ที่ 70-80% พร้อมกับเป้าหมายยอดขายในสิ้นปีนี้ที่ขอแตะที่ 200-250 ล้านบาท จากในปีที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ 200 ล้านบาท


“มนตรี” กล่าวทิ้งท้ายต่ออีกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ของ “เอปูเซ่” เรียกว่าเป็นการเรียนรู้ ลองผิดลองถูกจากผู้นำ โดยที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการสร้างสมประสบการณ์เลยก็ว่าได้ โดยในการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ “เอปูเซ่” ต้องการที่จะตอกย้ำความเชื่อมั่น รวมถึงเน้นในเรื่องคุณธรรมนำธุรกิจ ด้วยการเปลี่ยนกระบวนการคิดในการทำธุรกิจใหม่ ในการทำอย่างไร ให้ทั้งทีมมีรายได้ รวมถึงให้สมาชิกประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน ภายใต้ปณิธานที่ว่า “We Will Reach To Success Together เราจะบรรลุความสำเร็จร่วมกัน” ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ของเอปูเซ่ก็ต้องสามารถตอบโจทย์


ผู้บริโภคได้ด้วยเช่นกัน


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : เอปูเซ่ ดันแผนครึ่งหลังสู้ศึก ปูพรมสมาชิกหวังฟัน 200 ล.







Capture (Mobile)


เอปูเซ่ จัดโครงการ The Rich Man บุกขายตรงครึ่งหลังหวังให้สมาชิกทุกระดับมีรายได้เพิ่มพร้อมรุกขยายตลาดพื้นที่สาน เน้นความสำคัญกลุ่มสมาชิกชิกรากหญ้า ตั้งเป้า 200 ล้านสิ้นปี รับครึ่งแรกไม่เป็นไปตามแผน หลังผู้นำย้ายออก เผยขายตรงปีนี้ยังโต ห่วงหลายที่อาจใช้กลยุทธ์ไม่ซื่อ ทำให้คนกลัวไม่กล้าทำขายตรง


มนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้จัดทำโครงการ The Rich Man ซึ่งเป็นโครงการที่ให้สมาชิกทุกคนและทุกระดับมีรายได้เพิ่ม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้บริโภคที่จะมีรายได้จากกำไรของการขายสินค้าอีกด้วย


ในส่วนของโครงการดังกล่าว ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา เบื้องต้นบริษัทได้ทำประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารให้กับสมาชิกได้รับทราบถึงโครงการดังกล่าวเรียบร้อยแล้วและได้รับผลตอบรับที่ดีจากสมาชิก โดยมีผู้นำระดับภูมิภาคสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้วกว่า 60 รายและผู้นำระดับปฏิบัติการอีกกว่า 100 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้นำอีกหลายรายที่ล้มเหลวจากการทำธุรกิจกับค่ายอื่นๆได้ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน


สำหรับแผนการทำงานของบริษัทในปีนี้ จะเน้นทำธุรกิจกับสมาชิกทุกกลุ่ม แต่กลุ่มที่จะเน้นเป็นพิเศษคือ กลุ่มคนรากหญ้า เพราะบริษัทมองว่าสมาชิกกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการลงทุนทำธุรกิจค่อนข้างน้อย อีกทั้งบริษัทมองว่าหากสมาชิกกลุ่มดังกล่าวสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกกว่า 120,000 รหัส เป็นสมาชิกที่ซื้อสินค้าและทำธุรกิจเป็นประจำกว่า 10,000 รหัส


ดังนั้นเพื่อเป็นการผลักดันให้เป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าวมีรายได้เพิ่มขึ้น บริษัทจึงได้จัดทำโครงการ The Rich Man มารองรับพร้อมจัดโปรโมชั่นสงเสริมการขายในแต่ละเดือนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้นำไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังได้รุกเข้าทำการตลาดในต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้เข้าไปทำการตลาดในภาคอีสานแล้ว และได้รับการตอบรับที่ดี


อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในปีนี้ของบริษัทคาดว่าจะสามารถปิดยอดขายได้ 200 ล้านบาท และมีสมาชิกที่สามารถทำยอดไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้กว่า 300 คน ซึงปีนี้ทริปท่องเที่ยวใหญ่ของบริษัท คือ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และจะมีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดภายในปีนี้อีก 4 รายการ ซึ่งขณะนี้มีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดแล้ว 2 รายการ คือ แชมพูเปลี่ยนสีผมที่นำเข้าจากเกาหลี และสินค้าด้านความงามคาดในเดือนสิงหาคมนี้จะออกเพิ่มอีก 1 รายการจากเดิมมีอยู่แล้ว 25 รายการ จากจำนวนสินค้าทั้งหมด 4 กลุ่ม


มนตรี กล่าวต่อไปว่า ครั้งแรกของปี 2556 บริษัทยอมรับอัตราการเติบโตยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมบริษัทยังคงเติบโตเป็นที่น่าพอใจซึ่งปัจจัยที่จะนำไปสู่เป้าหมายมาจากในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงผู้นำโดยมีผู้นำบางส่วนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับบริษัทได้ย้ายออกไป อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อมั่นแม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างช้า และไม่เป็นไปตามเป้าหมายไปบ้าง แต่มีความเชื่อว่าในอนาคตจะสามารถเติบโตได้อย่างแน่นอน


มองว่าภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้โตขึ้น และส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งทำให้แต่ละบริษัทจะต้องคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ๆ เข้ามาแข่งขัน แต่ยังคงเป็นห่วงในวิธีการหรือกลยุทธ์ที่บางบริษัทหรือผู้นำบางกลุ่มนำมาใช้จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่น่ากลัวไม่มีคนกลุ่มใหม่ๆ กล้าที่จะเข้ามาทำธุรกิจนี้ มนตรี กล่าว





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 227 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2556

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : "เอปูเซ่" ยกเลิกแผนสายอ่อน-แข็ง ผุดสูตรใครทำใครได้ตัดปัญหาผู้นำทิ้ง







epousee (Mobile)


"เอปูเซ่" สุดทน! แม่ทีมย้ายค่าย หอบลูกทีมหนี เตรียมสร้างระบบบริหารแบบใหม่ เพิ่มหลักสูตรอบรมจิตวิทยา พร้อมปรับแผนจ่าย ตัดเรื่องสายอ่อนสายแข็งทิ้งลงไปเน้น ที่ใครทำมากได้มาก หวังบริษัทไม่ต้องพึ่งแม่ทีมมากเกินไป ด้านตลาดอาเซียนลุยเปิดศูนย์ธุรกิจที่ประเทศลาวเป็นรายแรกแถมฝันใหญ่บุกจีน


นายมนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า บริษัทได้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงจนปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว โดยรับรองได้ว่า บริษัทมีความมั่นคงยั่งยืนพร้อมจะเติบโต ไปอย่างมั่นคงแน่นอน ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท และมีสมาชิกอยู่ที่ 100,000 รหัส ถือว่าภาพรวมอยู่ในขั้นน่าพอใจเป็นอย่างมาก แม้จะมีปัญหาบ้างก็ตาม


"ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทกำลังอยู่ในช่วงการปรับการบริหารใหม่ เพราะได้เกิด ปัญหาเรื่องของแม่ทีมย้ายค่ายหนีไปอยู่บริษัทอื่น และได้ดึงลูกทีมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทปวดหัวกับเรื่องนี้พอสมควร จึงจำเป็นต้องหาทางรับมือขึ้นมา โดยจะเน้น การสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่และให้สมาชิกที่ทำธุรกิจ ฝึกคิดให้เป็น สามารถดำเนินธุรกิจอยู่ ได้เอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งแม่ทีมเหมือนแต่ก่อน"


"บริษัทจึงได้เน้นการสร้างรากฐานใหม่ ใช้การบริหารเรื่องจิตวิทยาเข้าไปมากๆ เพื่อให้สมาชิกมีกำลังใจและยืนหยัดได้ด้วยตัวเองได้ ตอนนี้มีหลักสูตรอบรมที่เรียกว่า ASS และ APS เป็นหลักสูตรจิตวิทยา เพราะหากพึ่งแม่ทีมอย่างเดียว เวลาแม่ทีม เกิดย้ายค่ายไปก็มักจะตามไปด้วย หรือไม่ก็ล้มเลิกไม่ทำเลยก็ได้ บริษัทจึงได้คิดโปรแกรมตั้งสมมติฐานว่า ใครเกี่ยวกับธุรกิจของเราบ้าง อย่างเช่น ผู้บริโภคต้องมีคุณภาพดี คนขาย บริษัทจะต้องดูแลให้ดี ไม่ว่าจะเป็น กำไรจากการขายปลีก และรายได้อื่นๆ"


"มนตรี" ประธานใหญ่ "เอปูเซ่" ได้กล่าวต่อว่า "ตอนนี้บริษัทได้ใช้ระบบ "ไบนารี่" ในการทำแผนตลาด แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ โดยจะไม่ให้มีคะแนนจากสายแข็ง และ สายอ่อน แต่จะขึ้นอยู่ที่สมาชิกคนไหนทำได้มากกว่ากัน ซึ่งจะเน้นให้บริหารการขายเองมากขึ้น คือลูกทีมสามารถอยู่ได้ แม่ทีมไม่ต้องมากำหนด เพราะเวลาที่แม่ทีมย้ายค่ายไป จะทำให้ลูกทีมยังดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อไปได้เอง"


ในส่วนของแผนตลาดปี 2556 นั้น บริษัทจะเน้นสร้างนักขายให้มีคุณภาพ สามารถออกไปทำงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีรางวัลที่บริษัทเตรียมมอบให้ แก่สมาชิกที่ทำยอดขายได้สูงๆ


ส่วนในเรื่องของผลิตภัณฑ์ บริษัทมีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ เครื่องดื่ม, อาหารเสริม, สมุนไพร และบำรุงผิว โดยสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มสมุนไพร ที่ชื่อ "คาวาริ" ค่อนข้างที่จะขายดี เรียกได้ว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก มียอดขายสูงถึง 60-70% ของยอดขายรวมบริษัท


อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความมั่นใจว่า สิ้นปี 2556 จะต้องมียอดขายอยู่ที่ 250 ล้านบาท ส่วนฐานสมาชิกจะต้องขยายเพิ่ม ไปอย่างน้อย 150,000 รหัสขึ้นไป ขณะที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รามคำแหง ซ.30 และ ยังมีสาขาอยู่ที่อุดรธานี, หาดใหญ่, ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี จะสังเกตได้ว่า กลุ่มฐานสมาชิกจะอยู่แถวภาคใต้ ส่วนที่สมาชิกไปเปิดเป็นศูนย์จำหน่ายเล็กๆ มีอยู่ประมาณ 25 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ


นอกจากนี้ ประธานใหญ่ "เอปูเซ่" ได้กล่าวถึงแผนรับมือเออีซีว่า "ผมเชื่อว่า การรวมตัวประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจเครือข่าย ตอนนี้บริษัทได้เข้า ไปสร้างเซ็นเตอร์ใกล้ๆ อย่างลาว ที่กรุงเวียงจันทน์ก่อนหน้านี้แล้ว และเตรียมที่จะไปขยายเครือข่ายต่ออย่าง กัมพูชา และพม่า ที่สำคัญเรายังมีเซ็นเตอร์อยู่ที่ประเทศออสเตรเลียด้วย โดยประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เราได้นำสินค้าเข้าไปจำหน่ายอยู่ตลอด และคิดว่าจะทำการศึกษากฎหมายให้ละเอียด เพื่อเปิดเซ็นเตอร์ที่นั่นให้ได้"




Credit By :http://www.siamturakij.com


วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : ...ฝันไกล ยกระดับนักขาย - สู่เวทีนักลงทุน


การยิงคำถามที่ตรงประเด็น สำหรับการย้ายค่ายของผู้นำระดับแถวหน้า เอปูเซ่ ว่า ได้รับผลกระทบต่อบริษัทหรือไม่.. เพราะถูกกล่าวขานกันอย่างหนักในวงการขายตรง ณ ห้วงเวลาที่ผ่านมานี้

บอสใหญ่ มนตรี ฉิมมณีภัทร ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตอบคำถามผ่านรายการ ตลาดวิเคราะห์ อย่างชัดถ้อยชัดคำ ว่า

เรื่องการย้ายค่ายของผู้นำถ้าบอกไม่มีผลคงเป็นไปไม่ได้มันมีผลต่อจิตวิทยาผมเข้าใจว่าผู้นำท่านหนึ่งคงต้องการอยากไปหาประสบการณ์ใหม่และต้องการไปหาสินค้าใหม่ๆเป็นการพูดคุยกันเป็นการจากกันด้วยดีเป็นการอวยพรกันก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปต้องบอกว่าโครงสร้างของบริษัทคงไม่ได้ติดยึดอยู่กับผู้นำท่านใดท่านหนึ่งนโยบายบริหารผมถือว่าการเดินเข้าเดินออกเป็นเรื่องปกติตอนที่ท่านเดินมาก็มาจากที่อื่นแล้วก็มาอยู่กับเราเพราะฉะนั้นผมถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่

เพราะขณะนี้เรามีสมาชิกเกือบ ๆ แสนคนแล้ว ส่วนสมาชิกที่แอ็คทีฟ (Active) มีประมาณ 12,000 คน ตัวเลขนี้ดูจากความสัมพันธ์ที่เขามีต่อบริษัท เช่น ยังมีการซื้อ - การขาย และยังมีการเข้ามารักษาคุณสมบัติ

ส่วนระดับแกนนำจริง ๆ วันนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก แกนนำทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เป็นตัวแทนธุรกิจกลุ่มเรา ก็จับมานั่งรวมกัน เพื่อเข้ามาช่วยงานทางด้านบริหาร ซึ่งขายตรงบางทีถ้าปล่อยให้กระจัดกระจาย มันก็จับจุดยาก ผมจึงวางนโยบายใหม่ด้วยการดึงเข้ามาเป็น ผู้นำกลุ่มธุรกิจ

เพราะเราอยากให้ทุกคนคิดว่า นี่คือบริษัทของท่านบริษัทหนึ่ง เมื่อมีการเรียกแกนนำมาประชุมแทนที่ว่า จะเรียกมาทั้งหมดมันก็เสียเวลา ก็สมมติให้แต่ละท่านแตกเป็นบริษัทลูกของ เอปูเซ่ แล้วตัวท่านก็คือ กรรมการผู้จัดการของบริษัท แล้วก็ต้องมีผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ ด้วยระบบเราปรับวางให้เป็นนักธุรกิจเต็มรูปแบบ เรื่องสุดท้ายก็จะสอนในเรื่องของกำไร - ขาดทุน แล้วก็ได้ประโยชน์ที่ดีพอสมควร ซึ่งถือว่า เป็นระบบที่เราขับเคลื่อนง่ายกว่า 4 ปีที่ผ่านมา เพราะการบริหารในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนมดแตกรัง แต่ตอนนี้เราควบคุมเป็นระบบแล้ว โดยมีทีมใหญ่ประมาณ 20 ท่าน คือผู้นำธุรกิจ เอปูเซ่

นโยบายที่ถูกกำหนดเป็นแผนการตลาดเชิงรุกกับกลุ่มผู้นำ 20 องค์กรธุรกิจ เริ่มต้นจากให้นักธุรกิจทุกกลุ่ม ทุกธุรกิจ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจกับบริษัท ซึ่งบริษัทจะกันเงินหรือที่เรียกว่าส่วนแบ่งการตลาดออกไป เพื่อมาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น สินค้าของบริษัทหากทำยอดขาย - ทำกำไรได้เท่าไหร่ ถ้าบริษัทได้กำไร 100 บาท ก็จะมอบให้กลุ่มผู้นำ 15 บาท ถือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

เพราะวันนี้ถ้าเราเอากำไรมากองไว้ที่บริษัททั้งหมด แล้วปล่อยให้ผู้นำ - สมาชิกทำงานกันอย่างอดอยากปากแห้ง มันก็ไม่ใช่ ซึ่งจะต้องทำธุรกิจแบบวิน ๆ ทั้งคู่ คือทุกคนต้องได้ประโยชน์ได้เปอร์เซ็นต์จากตัวสินค้าเหมือน ๆ กัน นี่คือการกระตุ้นยอดที่ให้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งตีค่าเฉลี่ยให้มันเสียเวลา

ดังนั้น เงินก้อนหนึ่งที่ได้มาจากส่วนกำไร ก็จะแบ่งให้ผู้นำส่วนบนหรือผู้นำระดับองค์กร โดยนำเงินส่วนที่ได้มาหารเฉลี่ยกัน กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มธุรกิจข้างล่างก็แบ่งให้เป็นรายคน ต่างจากข้างบนที่ให้หารในอัตราเฉลี่ยกัน ก็เท่ากับเป็นการแบ่งผลกำไรให้ 2 ระดับชั้น ทั้งบน - ล่าง (2 Level) นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ที่ดูแล้วลงตัว

เดินเครื่องสอดรับนโยบาย
เพิ่มสินค้าปันกำไรผู้นำ-สมาชิก
เมื่อยุทธศาสตร์ใหม่เริ่มเดินเครื่อง จากการปันผลกำไรให้กับกลุ่มผู้นำ - สมาชิกสามารถปันผลกำไรได้ทั้ง 2 ระดับชั้นบน - ล่าง (2 Level) บอสใหญ่ เอปูเซ่ จึงเร่งเครื่องส่งตัวสินค้าใหม่ป้อนตลาดทันที โดยวางนโยบายให้กลุ่มผู้นำระดับองค์กรธุรกิจสามารถแบ่งปันกำไรจากสินค้าที่วางจำหน่ายในท้องตลาดได้ด้วย ล่าสุด เอปูเซ่ จึงได้เปิดตัวสินค้าใหม่ตระกูล คาวาริจากเดิมเป็นคาวาริชนิดน้ำ ก็พัฒนาเป็นคาวาริชนิดเม็ด ภายใต้แบรนด์ คาวาริ Gold เพื่อต้องการพกพาสะดวก ลดต้นทุนการขนส่ง และทานง่าย มีคุณสมบัติบำรุงสุขภาพ มุ่งเน้นการทำลายเชื้อโรค ขณะเดียวกันก็เข้าไปฟื้นฟูเซลล์ในส่วนที่สึกหรอได้ดีอีกด้วย

ซึ่งโปรดักส์ตัวนี้ได้ออกวางจำหน่ายแล้วในต่างประเทศ ส่วนผลที่ได้รับคือ เห็นผลเร็วกว่าชนิดน้ำ ภายหลังส่งสินค้าออกสู่ท้องตลาดได้เพียง 3 เดือน บริษัทมียอดขายประมาณ 20,000 กล่อง เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังมีรางวัลจูงใจอัดฉีด หรือที่เรียกว่า เบี้ยขยัน เป็นส่วนแบ่งการตลาดพิเศษให้กับกลุ่มผู้นำเพิ่มเข้ามากระตุ้นยอดขาย

เมื่อก่อนสินค้าที่นิยมในท้องตลาด จะเป็นสินค้าพลูคาวชนิดน้ำ มียอดขายอยู่ที่ 80% ของบริษัท ก็ยังถือว่าไม่ได้เป็นส่วนที่ดีอะไรมากมาย จากนั้นจึงได้นำโปรดักส์เข้ามาเสริม สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แชร์สัดส่วนอยู่ที่ 35-40% อยู่ระดับทรงตัว โดยสินค้ากลุ่มนี้ที่ออกมาสามารถเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

รวมไปถึง เอปูเซ่ ยังมีเครื่องสำอางคุณภาพระดับแบรนด์เนม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสุขภาพและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่สามารถสร้างยอดได้เกือบ 10 ล้านบาท/เดือน สินค้าอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวเอกที่เพิ่มเข้ามาเป็นตัวที่ 2 และทดลองในตลาดมาแล้ว 2 เดือน ยอดขายอยู่ที่ 35% ของบริษัท ซึ่งสินค้าตัวนี้เอาใจผู้ชายทุกวัย ภายใต้แบรนด์ Gold Number 9 ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงคุณผู้ชาย สินค้าตัวนี้ไม่ใช่ยาปลุกเซ็กส์ แต่ Gold Number 9 จะเข้าไปช่วยฟื้นฟู ซึ่งจะมีความแตกต่างจากอาหารเสริมบางประเภทที่พอทานเข้าไปมีปฏิกิริยาได้ทันที

Gold Number 9 จะมีผลจากการออกฤทธิ์ต่างกัน เพราะเมื่อทานเข้าไปแล้วจะไม่มีความรู้สึกหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเสริมสร้างชีวิตประจำวันมากกว่า เพราะสามารถกระตุ้นความต้องการได้เพิ่มขึ้นภายใน 15 วันเห็นผล คาดว่าสินค้าน้องใหม่จะได้รับการตอบสนองอย่างดีจากสมาชิก เอปูเซ่ เช่นเดียวกัน

หากจะให้สรุปผลสินค้าทั้งหมดของ เอปูเซ่ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 หมวดด้วยกันคือ กลุ่มสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, กลุ่มที่ใช้ในชีวิตประจำวัน, และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ซึ่งการเปิดเกมรุกในตลาดรูปแบบนี้ ก็จะเป็นการทำนำร่อง ด้วยการสร้างฐานผู้บริโภคขึ้นมาเอง

ส่วนแผนการรุกคืบไปยังตลาดแมส (Mass มวลชน) มองว่า ถ้าหาก เอปูเซ่ ยังใช้วิธีการเดินแต้มตลาดแบบเดิม ๆ ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เหนื่อยและลำบาก ฉะนั้น การเข้าสู่ตลาดขายตรงได้อย่างรวดเร็วขึ้น จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ด้วยการทุ่มงบประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกแขนง เพราะการสร้างแบรนด์ Royalty ให้เป็นที่รู้จัก จึงมีความสำคัญมาก ถ้าไปถึงจุดนั้นได้ ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จ

เริ่มสตาร์ทสู่เวทีอาเซียน
ปรับระบบโอนเงินสู่สากล
การเปิดเสรีทางการค้าในเวทีประชาคมอาเซียน เอปูเซ่ จะเดินแต้มต่อไปอย่างไรนั้น บอส มนตรี ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เอปูเซ่ ถือว่าโชคดีที่ได้ร่วมเป็นสมาชิกหนึ่งใน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เพราะทางด้านสมาคมฯ รวมถึงท่านอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เข้ามานั่งในตำแหน่งนายกสมาคมฯ ก็ได้ให้ความรู้และข้อเสนอแนะกับ เอปูเซ่ ถึงแนวทางในการบุกตลาดอาเซียน เป็นสิ่งปูทางให้เดินไปในสายธุรกิจเครือข่ายได้ง่ายขึ้น

ส่วนการแข่งขันของธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียน ณ วันนี้ ต้องบอกว่ายังไม่มีการปรับตัวหรือขยายตัวมากนัก แต่ในอีก 2 3 ปีข้างหน้า การจะเข้าไปเจาะฐานนั้นกระทำได้ยากมากขึ้น เพราะมีนักธุรกิจจาก สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง เข้ามาทำธุรกิจบ้านเราเยอะ ฉะนั้น จะต้องมีการรักษาฐานให้ดี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เวที AEC อย่างแท้จริง

ตลาดอาเซียนของ เอปูเซ่ เราได้พูดคุยกับนักธุรกิจท่านหนึ่ง เพื่อจะนำสินค้าเข้าไปตีตลาดออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายที่นั่น ส่วนประเทศกัมพูชาก็มีนักธุรกิจยื่นความจำนงเป็นคู่ค้าอยู่ 3 ราย คาดว่าจะสามารถนำสินค้าเข้าไปตีตลาดได้เป็นที่แน่นอนแล้ว สำหรับลาวสินค้าขอผ่าน อย.แล้ว และวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้มีนักธุรกิจจาก จ.ระนอง ที่ส่งออกสินค้าอุปโภค - บริโภค ไปที่ประเทศพม่าก็จะเข้ามาดิวงานกับทาง เอปูเซ่ ด้วย

เนื่องจากผมเคยทำงานอยู่ cp แผนก outlet และเชื่อมั่นในระบบดิสตริบิวเตอร์ (Distributor ตัวแทนจำหน่าย) ถ้าตรงนี้เรานำมาผนวกกับขายตรงได้มันจะเป็นจุดแข็งซึ่งถ้าเรามีสินค้าแต่ไม่มีจุดกระจายสินค้ามันก็จบฉะนั้นหากใครสนใจสามารถติดต่อเป็น distributor กับทางเอปูเซ่ได้เพราะการเข้าตลาดอาเซียนถือว่ายังติดต่อสื่อสารกันยากแต่ถ้าปรับกันได้สื่อสารกันคนละครึ่งทางยกตัวอย่างหลายๆคนที่พูดภาษาเขมรได้เราก็ต้องไปหาคนกลุ่มนี้มาทำงานร่วมกันเพราะภาษาอังกฤษถึงแม้จะเป็นภาษากลางแต่ก็ใช้ไม่ได้ทุกประเทศก็ยังคงต้องใช้ภาษาท้องถิ่นสื่อสารกันอยู่ดี

ส่วนในเรื่องดิสตริบิวเตอร์ที่มาทำงานร่วมกับ เอปูเซ่ ปกติเราจะให้ประเทศละ 1 ราย และต้องตั้งทาร์เก็ต (Target เป้าหมาย) กับเรา ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้ก็เปลี่ยนเลย เพราะให้ประเทศละไม่กี่ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราวางแผนป้องกันเรื่องการเล่นสงครามราคาด้วย ก็มีการป้องกันส่วนนี้ไว้ก่อน

ส่วนปัญหาเรื่องการขายตัดราคาในไทย จริง ๆ ต้องเรียนว่า มีทุกที่เกี่ยวกับเรื่องการขายตัดราคา เอปูเซ่ จึงได้วางพื้นฐานไว้ตั้งแต่เริ่มแรก ด้วยการอบรมสมาชิกอย่าเล่นสงครามราคา ซึ่งบางครั้งหากเจอปัญหาตัวผมก็ออกไปจับด้วยตนเอง กรณีที่ซื้อไปแล้วปล่อยราคาขายต่ำไม่อั้น พูดง่าย ๆ หากเจอเราก็ดำเนินการ เพราะถือว่าเป็นการทำลายตลาดโดยรวม เพราะถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องเป็นราวมากมาย ก็เหมือนกับว่าทำลายฐานตลาดของตัวเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการคุมที่แผนการตลาด คือถ้ามีใครซื้อสินค้าไปมาก น้อย เราสามารถเช็คที่มาได้ทั้งหมด

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมกับการรับมืออาเซียน นั่นก็คือ เรื่องของระบบ IT ต้องบอกว่า เอปูเซ่ พัฒนาได้ล้ำสมัยไม่ธรรมดา เพราะได้พัฒนาไปเยอะมาก ซึ่งต่างประเทศสามารถลิงค์เข้ามาได้ไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างคนที่เยอรมันลิงค์เข้ามาในเว็บไซต์ ติดต่อจะเป็นตัวแทนขายสินค้าที่เยอรมัน ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที เพราะมีระบบบาร์โค้ดลิงค์เชื่อมกันได้ หากมีการลิงค์เข้ามารหัสสมาชิกก็จะไม่หายแน่นอน เพราะจะขึ้นเป็นทะเบียนราษฎร์ โดยเฉพาะสมาชิกจากต่างประเทศสมัครด้วยการใช้พาสปอร์ต ก็มีสมัครเข้ามาเยอะมาก ฉะนั้น การันตีได้เลยว่าระบบ IT ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนการพัฒนาในระบบฝ่ายการเงิน ต้องบอกว่า เอปูเซ่ ถือได้ว่าทันสมัย เพราะมีการติดต่อประสานงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างเช่น การโอนเงินข้ามประเทศอย่างประเทศลาว อดีตมีนักธุรกิจอยู่ที่ฝั่งโน้นเจรจาติดต่อในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน ก็ต้องประสบกับปัญหาบ้างเหมือนกัน เอปูเซ่ จึงแก้เกมโดยใช้บัตรสมาชิกเป็นบัตรเงินสด - บัตรเอทีเอ็มได้ในเวลาเดียวกัน สามารถพิมพ์โลโก้ของ เอปูเซ่ เข้าไปในบัตรแล้วก็คีย์หมายเลขสมาชิกได้

ส่วนขั้นตอนต่อไปก็จะมีการคุยกับสมาชิกใช้ในการบังคับ หรือ ใช้ในความสมัครใจ เพราะเวลาประสานงานกับแบงก์ต้องมีการอะลุ่มอล่วย ซึ่งก็จะมีการทำโปรโมชั่น เพื่อให้สมาชิกได้ซื้อสินค้าในราคาพิเศษด้วย โดยเฉพาะการโอนเงินระหว่างประเทศ ก็สามารถใช้บัตรสมาชิกเป็นบัตรเอทีเอ็มได้เลยสำหรับสมาชิกฝั่งลาว ตรงนี้เราพยายามยกระดับให้เป็นสากล

สรุปภาพโดยรวมของการเปิดตลาดอาเซียน เอปูเซ่ จะมีการรักษาฐาน การวางแผนที่รัดกุม เป็นหนทางหนึ่งให้ธุรกิจขายตรงเดินทอดยาวไปได้ ซึ่ง เอปูเซ่ ต้องมีการปรับหรือขยายตัว เพื่อการเตรียมขยายตลาดอาเซียน ภายในอีก 2-3 ปี อีกด้วย

ปรับทัพนักธุรกิจ เอปูเซ่
สู่บทบาทนักลงทุนอิงประกัน
นอกจากนี้ เอปูเซ่ ยังเป็นค่ายแรกที่ปรับให้นักธุรกิจขายตรง เอปูเซ่ กลายเป็นนักลงทุน ซึ่งระบบคล้าย ๆ ประกันที่เปลี่ยนจากนักขายให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะปรับบทบาทนักธุรกิจ นักลงทุน จะเป็นทั้งสองอย่างในร่างเดียวกัน โดยจะเริ่มปรับกลยุทธ์ตรงจุดนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เพราะตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เอปูเซ่ ได้เฝ้าติดตามรวบรวมข้อมูล จึงเล็งเห็นว่าระบบการสมัครสมาชิก หรือ การทำธุรกิจบางอย่างมันยังไม่ใช่แบบแผนที่ถูกต้องเสมอไป เพราะฉะนั้นจะมีการปรับและยกระดับให้นักธุรกิจหรือผู้นำ ให้รู้จักคิดแบบนักธุรกิจ เพราะนักธุรกิจจะมีความคิด การทำธุรกิจต้องอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไข นั่นคือ กำไร กับ ขาดทุน

เมื่อนักธุรกิจไม่มีใครอยากขาดทุน มีแต่อยากได้กำไร ฉะนั้น กำไรที่ เอปูเซ่ จะให้สมาชิกต้องเป็นกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งจะก้าวเดินไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างผู้นำก่อน เพราะการเปลี่ยนจากคำว่า นักธุรกิจ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนในธุรกิจ ต้องรู้ว่าลูกค้าที่มาขอคำปรึกษามีความสามารถในการลงทุนเท่าไหร่ จึงต้องมีการปรับในส่วนของรายรับ - รายจ่ายของสมาชิกทุกคน

ซึ่งเดิมทีขายตรงมีรายได้มาจากโครงสร้างแผนธุรกิจ ส่วนบางคนไม่มีพื้นฐานของโครงสร้างมาก่อน ก็ต้องเล็งว่า คนที่เข้ามาใหม่ก็คือ นักธุรกิจขายตรง ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแต่คนเก่า เพราะบางครั้งคนที่เข้ามาใหม่ก็มีองค์ประกอบพอและมีทุกอย่างครบถ้วน ก็กลายเป็นนักธุรกิจขายตรงได้ทันที เพราะฉะนั้นเราจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาตรงส่วนนี้ด้วย

เราจะแบ่งแยกเกรดหากท่านอยากเป็นแค่ผู้บริโภคท่านยังไม่พร้อมจะลงทุนท่านก็เริ่มต้นของท่านไปไม่ได้บังคับแต่ถ้าผู้ใดสนใจจะลงทุนก็ต้องทำให้ได้ไม่ใช่ไปเอาพ่อ แม่ญาติพี่น้องมาปิดรหัส 100,000 300,000 บาทแล้วเอาสินค้าไปกองอยู่บ้านมันผิดวิธีเราปรับวิธีการใหม่จะบอกคุณว่าหากคุณลงทุนตรงนี้จะได้กำไรแล้วกำไรมาจากอะไรสิ่งนี้คือสิ่งที่เรากำลังเริ่มวันนี้ผมคิดว่าขายตรงต้องเอาวิชาชีพของธุรกิจอื่นๆเข้ามาผนวกไม่ว่าจะเป็นประกันหรือว่าไฟแนนซ์โบรกเกอร์แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่าต้องทำให้ผู้ที่เข้ามาลงทุนร่วมกับเราเขามาทำแล้วมีกำไรตรงนี้สำคัญมาก

ในเรื่องของการลงทุน เอปูเซ่ ทำหน้าที่คล้าย ๆ โบรกเกอร์ เมื่อมีสินค้าก็จะเป็นโจทย์ทันทีว่า จะบริหารอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทำหน้าที่หลักเป็นตัวกลางของบริษัท แต่ถ้าเป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะต่อยอดในความเป็นธุรกิจร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์เร็วที่สุด นี่จึงถือเป็นโปรเจ็กต์ที่สำคัญ ซึ่งบริษัทอื่น ๆ ก็ยังไม่มีโบรกเกอร์ ที่นี่จะเป็นที่แรก ที่เรียกได้ว่า เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ส่วนสมาชิกก็จะได้รับการดูแล - ฝึกอบรมจากบริษัทโดยตรง

การลงทุนกับธุรกิจเครือข่ายเป็นการเชื่อมระบบสู่ระบบ ถือว่าเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ เพราะเป็นการลงทุน ซึ่งในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเงินที่มากถึงแสนก็ได้ แต่ต้องเป็นการจำลองการลงทุนให้ถี่ขึ้น ให้การลงทุนหมุนรอบเอง เพราะบางทีไม่จำเป็นต้องให้คนที่ลงทุนไปขายที่นา ขายบ้าน ที่ดินอะไรต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่ต้องใช้คือ มันสมอง เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจระหว่างผู้นำกับผู้บริหาร ต้องอยู่กึ่งกลาง เพราะองค์กรจะต้องเดินต่อไปข้างหน้า ซึ่งถ้าเริ่มต้นดีก็มีโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตได้ นี่คือ สิ่งที่ เอปูเซ่ มองเกมการตลาดในอนาคต

ส่วนการขยายสาขาออกมาในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ เอปูเซ่ มองว่าไม่จำเป็นต้องทำตรงนั้น เพราะการที่จะทำได้ต้องมีองค์กรที่มั่นคง ถ้าใครเดินถือเงินมาเปิด ก็เปิดได้ แบบนี้คงไม่มีผลอะไรกลับมา แต่ถ้ามีการปรับประสานมามิกซ์เป็นการลงทุน โดยเมิร์ซธุรกิจระหว่างแฟรนไชส์ + โบรกเกอร์ + ประกัน หรือเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน นั่นถือว่าเป็นการลงทุนแนวใหม่ ที่ถือเป็นแนวคิดที่สุดยอด หากเราสามารถทำได้...

และ เอปูเซ่จะก้าวขึ้นบันไดแห่งฝัน ได้สำเร็จหรือไม่.. คงต้องติดตามกันช็อตต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555