ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ mlm แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจ mlm แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

ข่าวโมรินดา (Morinda) : เปิดใจ‘เชษฐ์ฤชัย โรจน์ธนาวงษ์’ค่าย ‘โมรินดา’ ...ความสำเร็จเกิดจาก ‘ความเชื่อมั่น&ศรัทธา’







Capture (Mobile)

 


“วันนี้ต้องบอกว่าธุรกิจขายตรงถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้คนที่ตั้งใจทำธุรกิจนี้จริง ๆ หากทำถูกต้อง ถูกวิธี เป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย ไม่มีความเสี่ยง ที่สำคัญ เป็นธุรกิจที่สามารถทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ระดับการศึกษาไม่เกี่ยว หากมีความขยัน อดทน เชื่อว่าทุกคนสำเร็จในธุรกิจนี้แน่นอน”


... “กว่าที่จะค้นพบความสำเร็จ ย่อมต้องเจออุปสรรคและปัญหาเสมอ”...เฉกเช่นเดียวกับ นักขายท่านนี้นามว่า “เชษฐ์ฤชัย โรจน์ธนาวงษ์” หนุ่มแดนอีสาน ที่มีคติประจำใจในการทำงานว่า “ต้องมีความเชื่อมั่นและมีความศรัทธาในธุรกิจถึงจะประสบความสำเร็จ”


“เชษฐ์ฤชัย” ก่อนที่จะเดินเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงนั้น เขาผู้นี้เป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน อาชีพรับราชการอยู่ที่กรมสรรพากรมาประมาณ 5 ปี เงินเดือนเพียงแค่ 6 พันกว่าบาทเท่านั้นเอง มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ด้วยจุดนี้เองที่ทำให้เขาผู้นี้จึงอยากที่จะหางานพิเศษเพื่อหารายได้เพิ่ม


ซึ่งระหว่างที่ “เชษฐ์ฤชัย” รับราชการอยู่นั้น เขาผู้นี้ก็ทำธุรกิจขายตรงควบคู่ไปด้วย แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที...จนกระทั่งมาเจอกับธุรกิจขายตรงที่ชื่อ “โมรินดา” จึงได้ลองศึกษาถึงสินค้า แผนการตลาด และเมื่อมีความเชื่อมั่นและศรัทธาทำให้เขาผู้นี้จึงได้ตัดสินใจเข้ามาสู่ธรกิจ “โมรินดา” อย่างเต็มตัว พร้อมกับออกจากงานประจำ และหันมาตั้งหน้า ตั้งตา ทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง!!


... “ที่เลือกโมรินดาเพราะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่และความมั่นคงของที่นี้ได้ และยิ่งพอได้เข้ามาศึกษาถึงแผนการตลาด และสินค้าแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่าที่นี้คือ ที่ที่จะฝากชีวิตไว้ได้อย่างแน่นอน”...


ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2555 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จและสิ่งที่ได้รับจากธุรกิจ “โมรินดา” นั้น เขาผู้นี้บอกว่า สิ่งแรกเลย คือ เรื่องของรายได้ สิ่งที่สอง คือ มิตรภาพของทีมงานที่นี่ ที่พร้อมจะช่วยนำพาทุกคนให้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่สาม คือ บ้าน รถยนต์ รวมถึงการได้ท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ


สำหรับตลาดที่ “เชษฐ์ฤชัย” ใช้เป็นพื้นที่ในการขยายธุรกิจ ณ ขณะนี้นั้น อยู่ทางภาคอีสานเป็นหลัก เนื่องจากเขาผู้นี้เป็นคนจังหวัดมหาสารคาม การสร้างทีมงานส่วนใหญ่จึงอยู่ที่นี้...โดยนักขายท่านนี้ยังได้บอกกับ “ตลาดวิเคราะห์” อีกว่า ตลาดขายตรงในภาคอีสานหลังจากที่ทำตลาดแล้ว ถือว่าไม่ค่อยยากอย่างที่คิด ซึ่งตนเองจะใช้สินค้าเป็นตัวนำร่องก่อน ต่อจากนั้น ค่อยสู่ผู้ที่มุ่งหวัง และเข้าสู่การเป็นนักธุรกิจ


“สไตล์การทำงานของผมมีทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยกลุ่มที่เราทำอยู่นั้น มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้นำ โดยกลุ่มนี้จะใช้แนวทางธุรกิจในเชิงรุกด้วยการจัดประชุมเป็นหลัก กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้ขายหรือคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยกลุ่มนี้จะเป็นการใช้สินค้าเป็นตัวนำ”


เมื่อถามว่าปัญหาและอุปสรรคของการทำธุรกิจขายตรงในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างนั้น... “เชษฐ์ฤชัย” เล่าว่า เรื่องของปัญหาการทำงานในทุกธุรกิจย่อมมีอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ว่าเรานั้นจะแก้ไขแบบไหน โดยสิ่งที่ตนเองเจอในช่วงทำธุรกิจก็จะเป็นในเรื่องของการไปชักชวนให้ผู้นำอื่น ๆ มาร่วมธุรกิจที่โมรินดา ซึ่งเป็นการเจอผู้นำที่เคยทำโมรินดามาแล้ว ตรงนี้เองที่ทำให้เราต้องมีการอธิบายแนวทางของธุรกิจให้เขาฟังใหม่ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหา ทำให้ตนเองจึงได้มีการปรับการทำธุรกิจใหม่ด้วยการเริ่มต้นกับคนใหม่ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีกว่า เขาผู้นี้มีทีมงานอยู่ใต้สายงานประมาณ 2 พันคน


นอกจากนี้ “เชษฐ์ฤชัย” ยังได้บอกถึงคุณสมบัติของการเป็นนักขายที่ดีและประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้อีกว่า


1.ผู้นำจะต้องเป็นผู้นำจริง ๆ ให้ทีมงานด้วยใจ และทำงานแบบครอบครัว มองด้านผลประโยชน์ส่วนตัวน้อยกว่าส่วนรวม เน้นที่จะให้ ซึ่งเมื่อเราเน้นที่จะให้แล้ว สิ่งที่ได้รับก็จะกลับมาเอง


2.ผู้นำจะต้องมีความรู้จริงในธุรกิจขายตรง รู้จักแผนการตลาด และรู้จักสินค้า


3.ผู้นำจะต้องมีความคิดริเริ่ม เพื่อสร้างสรรค์ทีมงานและพาทีมงานให้ประสบความสำเร็จได้


4.ผู้นำจะต้องมีความกล้าหาญ มีความเด็ดเดี่ยว มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องทำตัวให้น่าเคารพนับถือ เพื่อให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้ดี


5.ผู้นำจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความยุติธรรม และมีความซื่อสัตย์


6.ผู้นำจะต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลามีความอดทน


7.ผู้นำจะต้องมีความภักดี ความรัก ความใส่ใจให้กับเพื่อนร่วมงาน ทีมงาน องค์กร อัพไลน์ และไซด์ไลน์ของตนเอง และ 8.ผู้นำจะต้องมีสติปัญญา วิสัยทัศน์ในการทำงาน


“หากเปรียบเทียบผู้นำในปัจจุบันและในอดีตแล้วจะพบว่า การทำงานจะไม่ค่อยแตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่จะแตกต่างในเรื่องของการวิธีคิดในการทำธุรกิจ ที่ผู้นำยุคใหม่จะถนัดในเชิงของการทำธุรกิจผ่านออนไลน์ ส่วนผู้นำในอดีตจะไม่ค่อยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานตามยุคตามสมัยเท่าที่ควร พร้อมกับไม่ค่อยยอมรับความคิดของคนรุ่นใหม่เท่าที่ควร”


ทั้งนี้ “เชษฐ์ฤชัย” ยังได้ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจที่โมรินดาของตัวเองนับจากนี้อีกว่า ต้องการสร้างผู้นำให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งต่าง ๆ ของโมรินดาให้มากที่สุด รวมถึงสร้างผู้นำให้มีรายได้หลักแสน หลักล้านในอีก 2 ปีนับจากนี้


เมื่อถามถึงภาวะเศรษฐกิจรวมถึงกำลังซื้อที่ถดถอยในช่วงขณะนี้มีผลต่อธุรกิจขายตรงหรือไม่ นักขายท่านนี้ให้ความเห็นว่า บริษัทขายตรงที่มีผลิตภัณฑ์ที่ดีอยู่แล้ว จะไม่ค่อยมีผลกระทบแต่อย่างใด ในขณะเดียวกัน ผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเลือกซื้อสินค้าจากเหตุผลมากขึ้น พร้อมกับเลือกสิ่งที่ดีที่สุด และคุ้มค่าเงินที่สุด


ส่วนการแข่งขันในธุรกิจขายตรงในปี 2557 นี้นั้น มองว่า จะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดแน่นอน เพราะเห็นการเปิดตัวของธุรกิจขายตรงหน้าใหม่ ๆ ที่เข้ามาสู่ธุรกิจนี้ค่อนข้างเยอะพอสมควร ทั้งบริษัทที่เป็นของคนไทยเองและบริษัทข้ามชาติ โดยสินค้าที่เป็นสินค้าที่มาแรงขณะนี้ น่าจะยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มสุขภาพ


 


ท้ายสุดนี้ “เชษฐ์ฤชัย” ยังได้ฝากถึงคนที่ยังไม่ได้เข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงด้วยว่า “วันนี้ต้องบอกว่าธุรกิจขายตรงถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้คนที่ตั้งใจทำธุรกิจนี้จริง ๆ หากทำถูกต้อง ถูกวิธี เป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย ไม่มีความเสี่ยง ที่สำคัญ เป็นธุรกิจที่สามารถทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ระดับการศึกษาไม่เกี่ยว หากมีความขยัน อดทน เชื่อว่าทุกคนสำเร็จในธุรกิจนี้แน่นอน”


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

ประชุมพรรคพลังเครือข่ายประชาชน !







995272_628066343897261_1215616204_n (Mobile)

 


เมื่อวันเสาร์ที่ 4 มกราคม 2557 ที่ผ่านมา ณ โรงแรมบางกอกฮอลล์ เลียบทางด่วนรามอินทรา พรรคพลังเครือข่ายประชาชนได้มีการประชุม พรรคเพื่อแจงนโยบายพรรค และเปิดตัวผู้สมัครของพรรคทั้งแบบปาร์ตี้ลิสท์และเขต โดยเนื้อหาสำคัญของนโยบายพรรคแบ่งเป็น 5 ข้อหลัก ได้แก่ 1.จัดตั้งกระทรวงคุ้มครองผู้บริโภค(กรมการขายตรง) 2.ปราบปรามแชร์ลูกโซ่และเงินกู้นอกระบบอย่างเด็ดขาด 3.ตั้งศูนย์รับเรื่องร้องเรียนและศูนย์ช่วยเหลือผู้บริโภค ทุกตำบล/อำเภอ/จังหวัด


4.ตั้งศูนย์ประสานงานสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์พลังเครือข่ายประชาชน(1ชีวิต1ล้าน) ทุกตำบล/อำเภอ/จังหวัดเพื่อเป็นสวัสดิการให้กับประชาชน 5.ทำนุบำรุงพุทธศาสนาและศาสนาอื่นอย่างเท่าเทียม พร้อมชูจุดยืน ไม่ต้องการเข้าไปเพื่อเล่นการเมืองแต่ต้องการเข้าไปทำงาน เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและกลุ่มพี่น้องชาว เครือข่ายทั่วประเทศ ด้วยสโลแกน “ถ้าเราไม่ช่วยกันแล้วใครจะช่วยเรา?” สำหรับพรรคพลังเครือข่ายประชาชนได้รับหมายเลข 17 ในการเลืองตั้งครั้งนี้


 

ข่าวโมรินดา (Morinda) : ‘โมรินดา’เตรียมยึดพื้นที่ภาคอีสานปี’57 ชี้!การเมืองนิ่งภาพรวมขายตรงทิศทางสดใส







morinda (Mobile)

 


“โมรินดา” เผยภาพรวมธุรกิจปี’56 ยังโตตามเป้า 100% ถึงแม้จะเจอพิษวิกฤติการเมืองเล่นงาน...แจงตลาดโมรินดาที่ผ่านมาเติบโตดีต่างจังหวัด หลังพบภาคอีสานสัญญาณการเติบโตเริ่มส่อแววดี พร้อมประกาศยึดพื้นที่ภาคอีสานภายในปี’57 ควบคู่สินค้าใหม่กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและกลุ่มสกินแคร์เสริมทัพ ชี้! ปี’57 หากการเมืองนิ่งส่งผลดีต่อธุรกิจขายตรงแน่


“วิภารัตน์ รัตนพรหมมา” ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิร์ลไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงภาพรวมธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาว่า ในปี 2556 ที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่าโมโมรินดาเองได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบรอบด้านเหมือนเช่นดั่งขายตรงค่ายอื่น ๆ เช่นกัน แต่ทั้งนี้ ต้องบอกว่าทางบริษัทฯ เอง ก็ได้มีการเตรียมแผนรับมือกับปัจจัยลบที่เข้ามากระทบต่อธุรกิจไว้บ้างแล้วเช่นกัน และสามารถมียอดขายที่เติบโต 100% ตามเป้าหมายที่วางไว้เหมือนเช่นดั่งทุกปี


“ตลาดของโมรินดา ที่ประสบความสำเร็จอย่างมากนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ที่ต่างจังหวัด ขณะเดียวกันในพื้นที่กรุงเทพฯก็มีการขยายตัวเช่นกัน โดยในพื้นที่ที่มีการขยายตัวอย่างชัดเจนมากที่สุด คงจะเป็นภาคอีสาน ที่เริ่มมีกลุ่มใหม่ ๆ เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นทางจังหวัดมุกดาหาร นครพนม มหาสารคาม ขอนแก่น เป็นต้น โดยในปี 2557 นี้ โมรินดา ตั้งเป้าที่จะขยายตลาดทางภาคอีสานให้ครอบคลุมทุกจังหวัดด้วย”


การบุกตลาดของโมรินดา ในปี 2557 ที่นอกเหนือจากการขยายตลาดในพื้นที่ต่างจังหวัดให้มากขึ้นแล้ว โมรินดา ยังคงจะเน้นหนักสินค้าที่มีค่า AGE เช่นเดิม พร้อมกับเตรียมที่จะเสริมทัพสินค้าใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและกลุ่มสกินแคร์ รวมถึงการปรับเพิ่มในส่วนของโปรโมชั่นใหม่ ๆ เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้นักธุรกิจได้ทำงานได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญ สินค้าที่จะเป็นตัวชูธงรบในปี 2557 ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มแม็กซ์เช่นเดิม โดยจะมีสินค้าอื่นเป็นตัวเสริมในการขยายตลาด


สำหรับเป้าหมายการเติบโตในปี 2557 ของโมรินดานั้น “วิภารัตน์” เผยว่า เป้าหมายการเติบโตคงยังเชื่อว่าน่าที่จะเติบโตอยู่ที่ 100% เหมือนเช่นทุกปี ซึ่งหากเป็นไปตามแผนงานที่บริษัทวางไว้ทั้งในเรื่องของการออกสินค้าใหม่ รวมถึงโปรโมชั่นในการกระตุ้นยอดขาย เชื่อว่าเป้าหมายการเติบโตที่วางไว้ ก็น่าที่จะตรงตามเป้าหมายด้วยเช่นกัน


ส่วนทิศทางการแข่งขันในธุรกิจขายตรงปี 2557 นี้ นั้น เชื่อว่า หากการเมืองนิ่งเชื่อว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจขายตรงอย่างแน่นอน ซึ่งในช่วงที่ผ่านสำหรับปัจจัยลบด้านการเมืองแล้ว เชื่อว่ามีผลกระทบต่อหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน ในขณะเดียวกัน คู่แข่งรายใหม่ที่จะเข้ามาในตลาดเครือข่าย ก็ยังถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้หลาย ๆ บริษัท ต้องมีการปรับตัวเช่นเดียวกัน


“ธุรกิจโมรินดาหากย้อนไปเมื่อช่วงเริ่มต้น โมรินดาเคยติด 1 ใน 5 ของบริษัทที่มียอดขายสูงสุด รวมถึงสามารถสร้างนักขายให้ประสบความสำเร็จหลายคนด้วยกัน แต่ถึงแม้ว่าในวันนี้จะมีผู้นำบางท่านที่ออกไป แต่โมรินดาก็ยังมีผู้นำบางส่วนที่ยังคงเหนี่ยวแน่นอยู่ที่นี้ นั่นก็หมายความว่า วันนี้โมรินดายังคงเป็นธุรกิจที่ทุกคนมีความเชื่อมั่นว่า จะสามารถฝากชีวิตไว้กับที่นี้ได้ด้วยเช่นกัน”


“วิภารัตน์” กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ในปี 2557 นี้ มองว่า การแข่งขันของธุรกิจขายตรง จะเริ่มเห็นการใช้ในเรื่องของเงินเป็นตัวแปรที่สำคัญ ในการสร้างแรงจูงใจให้คนเข้าไปร่วมธุรกิจอย่างแน่นอน แต่ทั้งนี้เชื่อว่าแผนการตลาดทุกแผน คงไม่ได้แตกต่างกันมากเท่าไหร่ ซึ่งจะอยู่ที่วิธีการในการนำเสนอเท่านั้น ขณะเดียวกัน ในเรื่องของผู้นำ ที่มีการย้ายค่ายไปมาก็คงมีอยู่เหมือนเช่นที่ผ่านมาเช่นเดิม ซึ่งสิ่งที่ผู้ประกอบการควรที่จะทำในตอนนี้คือ การที่จะทำอย่างไรให้ผู้ที่จะเข้ามาร่วมธุรกิจเกิดความเชื่อมั่นนั่นเอง


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

‘อำพล’ช็อกบอร์ดขายตรงไม่ลงตัว เตรียมปฏิรูปสคบ.ใหม่สร้างศรัทธา







1 (Mobile)

 


ผ่าปฏิบัติการล้างบางขายตรงนอกรีด เลขาธิการสคบ.คนใหม่ “อำพล วงศ์ศิริ” เปิดใจผ่านสื่อขายตรงยอมรับที่ผ่านมา สคบ.ทำงานช้า ล่าสุดประกาศเตรียมทำงานในเชิงรุกพร้อมป้องปราบผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้นน้ำหวังถอนรากถอนโคน...ส่วนกรณีมีบางบริษัทสวมสิทธิ์ซื้อใบอนุญาตธุรกิจ “อำพล” ชี้ชัดผิดกฎหมายชัวร์...พร้อมช็อก! หลังพบเห็นบอร์ดขายตรงรักษาการนานผิดปกติ เตรียมเร่งสรรหาบอร์ดขายตรงคนใหม่แทนชุดเก่า


หลังจากที่ทาง “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค” หรือ สคบ. ได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคนใหม่ มาเป็น “อำพล วงศ์ศิริ” ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง...ล่าสุดทางด้านเลขาธิการคนใหม่เริ่มเครื่องร้อน ประกาศเตรียมที่จะยกเครื่องการทำงานของ สคบ.ใหม่แบบหมดเปลือก!...


ซึ่งเมื่อช่วงที่ผ่านมา ทาง “อำพล วงศ์ศิริ” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็ได้ออกมาให้เหล่าสื่อมวลชนในธุรกิจขายตรงร่วมสัมภาษณ์ถึงนโยบายของ สคบ.นับจากนี้ พร้อมกับภารกิจเร่งด่วนที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมขายตรง


‘อำพล’รับสคบ.ทำงานช้า


เตรียมพร้อมปฏิรูปงานใหม่


อย่างไรก็ตาม ทางด้าน “อำพล” ได้เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า หน่วยงานของ สคบ. การทำงานค่อนข้างที่จะล่าช้า ซึ่งเป็นการทำงานในเชิงตั้งรับ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประชาชนจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบริโภคต่าง ๆ ที่มาร้องที่ สคบ. เท่าที่ควร โดยหลังจากที่ตนเองได้เข้ามารับหน้าที่เลขาธิการสคบ. คนใหม่นั้น ทางด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการกำชับให้สคบ. นั้น ทำงานในเชิงรุก และป้องปราบผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้นน้ำ


“การทำงานของ สคบ. นับจากนี้ จะเป็นการดูแลผู้บริโภคตั้งแต่ต้นน้ำนั่นก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้ผู้ประกอบการนั้น เมื่อมีการนำเสนอขายสินค้าไปยังผู้บริโภคแล้ว จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และคุ้มค่าต่อราคาที่ผู้บริโภคซื้อและมีประโยชน์จริง พร้อมกับต้องคุ้มครองผู้บริโภคในระดับรากหญ้าอย่างจริงจังทั่วประเทศด้วย”


นายอำพล ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการควบคุมดูแลในธุรกิจขายตรงนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ การเฝ้าระวังทั้งผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้อง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่สคบ. เจอมากที่สุด คือ มีบางบริษัทขายตรงที่เปิดใหม่ มักจะเปิดทำธุรกิจสร้างเครือข่ายก่อนที่จะเข้ามาขอใบอนุญาต ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย พร้อมกันนี้ ยังมีการข่มขู่เรื่องระยะเวลาต่อหน่วยงานรัฐ ในทำนองที่ว่าต้องทำให้เสร็จภายใน 15 วัน ซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง


เพราะความเป็นจริงแล้ว การที่จะอนุมัติให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจแบบถูกต้องตามกฎหมายนั้น จะต้องมีการตรวจสอบเอกสารหลาย ๆ อย่างให้ละเอียด ทั้งในเรื่องของแผนธุรกิจ และความน่าเชื่อถือของบริษัทด้วย ว่าการที่แต่ละบริษัทจะมีการขออนุญาตได้นั้น คุณมีสถานประกอบจริงหรือไม่ มีแหล่งที่มาของการผลิตสินค้าอยู่ที่ไหน เป็นต้น โดยจะต้องมีสินค้าจริงให้ทางสคบ. เห็นด้วย พร้อมกันนี้ ทางสคบ.ก็จะมีการลงพื้นอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน


“ส่วนบริษัทขายตรงที่ได้มีการรับอนุญาตในการประกอบธุรกิจไปแล้วนั้น ทางสคบ. เอง มีความกังวลใจไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่า มีการนำเอาบริษัทที่ได้รับอนุญาตแล้วไปเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการคนใหม่ ซึ่งตรงนี้ทำให้ สคบ. มีความคิดเห็นที่ว่า จำเป็นที่จะมีการเข้าไปติดตามตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วในทุก 2 - 3 ปี ว่าได้กระทำอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่จดยื่นต่อสคบ.หรือไม่ โดยหากไม่ใช่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกทันที”


เลขาธิการสคบ.คนใหม่ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนี้มีบริษัทที่กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตอยู่ประมาณ 50 กว่าบริษัท ส่วนกรณีของการซื้อใบอนุญาตจากอีกบริษัทหนึ่งแล้วมาทำต่อนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ สคบ.จะต้องตรวจสอบใหม่ โดยหากพบว่าเป็นจริง ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีอยู่หลายบริษัทที่ดำเนินการเช่นนี้ โดยในช่วงแรกทาง สคบ.จะเตือนก่อน พร้อมกับให้รีบทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากพบว่ายังกระทำการเช่นนี้ ทางสคบ.จะดำเนินการตามกฎหมายทันที


“การกระทำดังกล่าวนี้ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน โดยมีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ซึ่งหากกำลังดำเนินการอยู่โดยที่ยังไม่ได้รับการอนุญาต ก็จะถูกปรับวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท”


ปัจจุบันนี้ พบว่ามีประมาณ 400 กว่าบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตแต่ไม่ได้ประกอบการจริง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางสคบ.เอง ต้องรีบแก้ไขตรงนี้ ในขณะเดียวกัน ก็มีบางบริษัทที่ได้มีการถูกเพิกถอนไปแล้วเช่นกัน ส่วนบางบริษัทก็มีการยื่นหนังสือเตือนไปก่อนบ้างแล้ว


เตรียมเสนอแก้ไขกม.ใหม่


พร้อมเร่งหาบอร์ดขายตรง


และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ทาง เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ จึงมีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมายขายตรงใหม่ โดยต้องการทำกฎหมายขายตรงให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด และทันต่อสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา สคบ.ได้มีการเรียนไปทางท่านรัฐมนตรีไปบางแล้ว ในการแก้ไขกฎหมายขายตรง พ.ศ.2545 ในบางส่วน เพื่อให้เกิดความทันสมัยขึ้น โดยอาจจะมีการตั้งคณะทำงาน ที่มีผู้แทนทางภาคประชาชนเข้ามาช่วยคิดและแก้ไขในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในส่วนต่าง ๆ เป็นต้น


ส่วนการจัดตั้งบอร์ดขายตรงชุดใหม่แทนชุดที่รักษาการนั้น นายอำพล เผยว่า ตนเองค่อนข้างตกใจเป็นอย่างมาก สำหรับบอร์ดขายตรงในปัจจุบัน เพราะถือว่าเป็นชุดที่มีการหมดวาระไปแล้วเมื่อ 2 ปี และยังคงรักษาการเช่นเดิม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการสรรหาบอร์ดขายตรงชุดใหม่ที่รู้เรื่องขายตรงเข้ามาทำงานอย่างแท้จริง


พร้อมกันนี้ เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ ยังได้กล่าวย้ำอีกว่า สคบ.จะเน้นให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการอย่างเสมอภาค โดยจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางที่สุด และไม่มีการไปดูแลสมาคมใด สมาคมหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งการที่แต่ละสมาคมนั้น จะมีการรวมตัวกันนั้น เป็นเรื่องของผู้ประกอบการไม่เกี่ยวกับทาง สคบ. แต่อย่างใด โดยสคบ. มีหน้าที่อย่างเดียว ที่จะเป็นนายทะเบียนในการที่จะอนุมัติ สนับสนุนคุ้มครองผู้ประกอบการ คุ้มครองผู้บริโภคและคุ้มครองตัวแทนขายตรงให้ทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนการบริหารจัดการในแต่ละสมาคมนั้น แต่ละสมาคมต้องไปดูแลกันเอง


“การทำงานของผมค่อนข้างที่จะยึดหลักของกฎหมายเป็นที่ตั้ง ที่สำคัญ ต้องสร้างความเป็นธรรมให้ทั้งตัวผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้มากที่สุด พร้อมกับต้องไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในแต่ละปีนั้น พบว่ามีเรื่องที่ร้องเรียนหมื่นกว่าเรื่องเลยทีเดียว โดยตรงนี้เป็นสิ่งที่ สคบ. จะต้องทำอย่างไรให้มีเรื่องร้องเรียนน้อยที่สุด ที่สำคัญ ผู้ที่มาร้องเรียนอยากที่จะให้เป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ซึ่งหากตรวจพบว่าจริง ทางสคบ.ก็จะมีการดำเนินการให้อย่างเร่งด่วนเช่นกัน”


สคบ.จับมือดีเอสไอ


ตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่


นายอำพล เสริมอีกว่า การทำงานของสคบ. นับจากนี้ จะเป็นการทำงานควบคู่กับหน่วยงานของทางภาครัฐอย่าง “ดีเอสไอ” ซึ่งทางดีเอสไอจะมีทีมชุดเฉพาะกิจเพื่อไปลงตรวจพื้นที่ร่วมกับ สคบ.โดยหากตรวจสอบพบว่า มีความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ทาง สคบ. จะให้ทางดีเอสไอนั้น ดำเนินการเอาผิดทางอาญา หรืออาจจะว่าแจ้งให้ทางตำรวจ ที่อาจจะเป็นคดีที่ไม่ร้ายแรงมากนัก ให้ทางตำรวจดำเนินการในเบื้องต้น โดยจะเป็นการประสานงานกับทางกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภครับไปดำเนินการ


ส่วนกรณีที่ว่าทาง สคบ. จะมีการปรับโครงสร้างด้วยการให้มีกอง เป็นหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะนั้น ขณะนี้ได้รับการอนุมัติแล้วให้ตั้งเป็นกอง โดยใช้ชื่อว่า “กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง” โดยในอนาคตกองดังกล่าว จะต้องมีบุคลากรไม่น้อยกว่า 15 - 20 คน ในการทำงาน จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 8 คนเท่านั้น


“ต้องยอมรับว่าขณะนี้บุคลากรของสคบ. มีไม่เพียงพอต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบบริษัทที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจว่ามีการประกอบกิจการจริงตามที่ได้ขออนุญาตหรือไม่ หรือมีการทำในลักษณะอื่นแทน ซึ่งปัจจุบันหากสังเกตให้ดีจะพบว่าเริ่มที่จะเห็นหลายบริษัทมีการกระทำผิด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่สคบ. จะต้องมีการระงับก่อนที่จะสร้างความเสียหายมากขึ้นกว่านี้”


...นับว่าการออกมาพบสื่อขายตรงของทาง ท่าน เลขาธิการสคบ. คนใหม่นี้ อย่างเป็นทางการ คงจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการทำงานของหน่วยงาน สคบ. นับจากนี้ว่า พร้อมที่จะลงพื้นที่ตรวจจริง เอาจริงเสียที แต่ทั้งนี้ ก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่า นโยบายที่ทาง “อำพล วงศ์ศิริ” ได้ประกาศไว้จะสามารถปฏิบัติจริงตามที่ได้ลั่นวาจาไว้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป...ก็ได้แต่ภาวนาว่า สคบ. ยุคใหม่นี้ อย่าทำให้หลาย ๆ ฝ่ายผิดหวังแล้วกัน!!


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วัดกึ๋นขายตรงข้ามชาติปีมะเมีย ใครเด่น-ใครรองในสมรภูมิรบเมืองไทย







mlm (Mobile)

 


ซูมความพร้อมขายตรงข้ามชาติน้องใหม่บุกไทย...หลังพบหลายค่ายตอกเสาธุรกิจหวังเจาะตลาดขายตรงเมืองไทยแบบเต็มแม็กซ์ ทั้งเกาหลี-มาเลเซีย-ฮ่องกง-อเมริกัน เชื่อทุกค่ายที่เข้ามาต่างมีดีไม่แพ้กัน อยู่ที่กึ๋นใครจะสร้างความโดดเด่นได้มากกว่ากัน...ระบุ! ขายตรงข้ามชาติเก่าที่เคยมาเจาะตลาดในเมืองไทย พบมีหลายค่ายเป๋ไม่เป็นท่า เหตุเพราะยังไม่รู้ลึกซึ้งถึงตลาดขายตรงเมืองไทยดีพอ พร้อมมีบางค่ายทำธุรกิจผิดรูปแบบ


นับว่า “ตลาดขายตรงเมืองไทย” ในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า เป็นตลาดที่ค่อนข้างจะหอมหวานอย่างมากทีเดียวสำหรับ “ธุรกิจขายตรงข้ามชาติ” เพราะมีหลาย ๆ ชาติต่างออกมาชิมลางหวังที่จะร่วมชิงแชร์ “ตลาดขายตรงเมืองไทย” อย่างอุ่นหนาฝาคั่งอย่างมาก ซึ่งมีทั้ง “บริษัทที่สมหวัง” และ “ไม่สมหวัง” ในตลาดขายตรงเมืองไทยค่อนข้างมากทีเดียว


ทั้งนี้ หากมองดูถึงความเคลื่อนไหวของ “บริษัทขายตรงข้ามชาติ” ที่เข้ามาบุกตลาดเมืองไทยในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมาแล้ว พบว่า มีหลายค่ายกระโดดเข้ามาสร้างกระแสกันอย่างมากมาย ซึ่งทีมข่าว “ตลาดวิเคราะห์” ขอฉายภาพความเคลื่อนไหวของบริษัทขายตรงข้ามชาติที่หันหัวเรือรบมาเจาะตลาดในเมืองไทยให้ทราบพอสังเขป ดังนี้


 ขายตรงอเมริกันบุกไทย


หวังตีตลาดดึงคนร่วมธุรกิจ


...ขอเริ่มเจาะขายตรงข้ามชาติที่เข้ามาเปิดตลาดเมืองไทยในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา นั่นก็คือ “ออร์กาโน่ โกลด์” ขายตรงสายพันธุ์อเมริกัน ที่ได้ออกมากระทุ้งตลาดขายตรงเมืองไทยด้วยสินค้าในกลุ่มของ “กาแฟ” เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดในเมืองไทย พร้อมกับการสู้ธงรบด้วยแผนตลาดแบบไบนารี่


ซึ่งต้องบอกว่า ขายตรงน้องใหม่ค่ายนี้นั้น เพียงแค่เริ่มต้นของการเข้ามาเหยียบขายตรงในตลาดเมืองไทย ก็เกิดกระแสของข่าวลือทางด้านลบไปแบบเบา ๆ ในเรื่องของการขอใบอนุญาตที่มีข่าวลือหึ่งว่ายังไม่ครบขั้นตอน จนทำเอาค่ายนี้ได้ออกโรงมาแก้ข่าวลืออย่างทันควันว่า “ออร์กาโน่ โกลด์” เป็นบริษัทขายตรงที่กระทำถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจนแน่นอน!


โดยการเข้ามาของค่าย “ออร์กาโน่ โกลด์” นั้น ช่วงแรกผู้ที่ดูแลธุรกิจในเมืองไทยนั่นก็คือ “ภูเชษฐ์ เผดิมปราชญ์” แต่พอหลังจากนั้นไม่นาน ความสั่นคลอนของขายตรงข้ามชาติรายนี้ ก็เริ่มที่จะไม่นิ่ง นั่นก็คือ ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ที่ดูแลธุรกิจในเมืองไทยใหม่มาเป็น “ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ”


นับว่าการเริ่มต้นยกแรกของการบุกตลาดขายตรงในเมืองไทยของขายตรงสัญชาติอเมริกาอย่าง “ออร์กาโน่ โกลด์” นั้น เรียกว่ายังไม่สามารถที่จะสร้างกระแสของธุรกิจได้มากเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะด้วยความไม่พร้อมในเรื่องขององค์กรภายใน รวมถึงแนวทางในการทำตลาดที่ยังไม่ค่อยทะลุทะลวงสำหรับตลาดในเมืองไทยนั่นเอง!


ที่สำคัญ ในการใช้สินค้ากลุ่มกาแฟ เพียงตัวเดียวในการขับเคลื่อนธุรกิจก็ยังถือว่า ยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควรอีกด้วย อาจจะเรียกว่าไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภครวมถึงสมาชิกในเมืองไทยได้นั่นเอง...โดยปัจจุบัน เทรนด์ของสินค้าสุขภาพในธุรกิจขายตรงค่อนข้างที่จะมาแรง ซึ่งหากทาง “ออร์กาโน่ โกลด์” ยังมีสินค้าเพียงกลุ่มเดียวในการขับเคลื่อนธุรกิจแล้วล่ะก็ เชื่อว่าการทำตลาดในเมืองไทยนับจากนี้ ของค่ายนี้ต้องเหนื่อยชนิดที่ว่า “เข็นครกขึ้นภูเขา” อย่างแน่นอน


…เช่นเดียวกับอีกหนึ่งน้องใหม่ขายตรงข้ามชาติอย่าง “ซีสเซิล” ขายตรงสัญชาติอเมริกัน ที่กระโดดเข้ามาเจาะตลาดขายตรงในเมืองไทยเช่นกัน โดยน้องใหม่ค่ายนี้ได้เริ่มดำเนินธุรกิจขายตรงมากว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งในช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในตลาดเมืองไทยของค่ายนี้นั้น พบว่า อาจจะเรียกว่ายังไม่สามารถที่จะจุดกระแสของเครือข่ายในเมืองไทยได้เท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในเรื่องของสินค้า แผนการตลาดที่อาจจะยังไม่โดนใจสมาชิกในเมืองไทยก็เป็นได้


พร้อมกันนี้ ทาง “ซีสเซิล” เอง ยังประกาศที่จะขอเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนอีกด้วย รวมถึงเตรียมที่จะเน้นตลาดเชิงรุกเพื่อสร้างการรับรู้ทั้งในเรื่องของสินค้าและแบรนด์ตามช่องทางต่าง ๆ ด้วย พร้อมกับการชูความพร้อมของบริษัท ในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพ แผนการจ่ายผลตอบแทนที่แข็งแรง รวมถึงมีผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์จากธุรกิจกว่า 30 ปีอีกด้วย


 จับตาแบรนด์ขายตรงเอเชีย


เตรียมรุกคืบตลาดเมืองไทย


…หลังจากที่พบว่า “ขายตรงข้ามชาติ” อย่าง “อเมริกัน” ถือเป็นอีกหนึ่งสัญชาติที่เข้ามาบุกตลาดในเมืองไทยค่อนข้างมาก มาวันนี้ยังพบอีกว่า บริษัทขายตรงที่เริ่มคืบคลานเข้ามาในเมืองไทยบ้างแล้ว นั่นก็คือทางฝั่งของประเทศในแถบเอเชียและประเทศเพื่อนบ้านเรานั่นเอง


เห็นได้อย่างขายตรงน้องใหม่อย่าง “มายบิซ” ที่ออกมาเขย่าตลาดขายตรงในเมืองไทยด้วยการเข็นสินค้าเครื่องสำอางจากแดนกิมจิ เข้ามาตีตลาดในเมืองไทยเกาะกระแสของเกาหลีฟีเวอร์...โดยขายตรงน้องใหม่ค่ายนี้นั้น ได้ออกมาชูจุดเด่นของธุรกิจตัวเองตรงที่ว่า เป็นธุรกิจขายตรงแนวใหม่ที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ โดยมีการเพิ่มช่องทางการลงทุนในระบบแฟรนไชส์ ที่เน้นเปิดกว้างทางด้านการสร้างรายได้


อีกทั้งยังชูในเรื่องของแบรนด์สินค้าความงามในระดับพรีเมียมจากประเทศเกาหลีใต้ที่ได้รับลิขสิทธ์เจ้าเดียวในการทำตลาดในเอเชียอีกด้วย โดยสินค้าที่ถือเป็นหัวหอกในการทำตลาดของค่ายนี้นั้น คือ กลุ่มต่อต้านความชรา หรือ Ani-Aging ภายใต้แบรนด์ L,ENCLOS (ลองคอส) โดยเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบสเปรย์


ที่สำคัญ ยังพบอีกว่า ค่ายนี้นั้น ยังได้มีการใช้คอนเซ็ปต์ในการดำเนินธุรกิจออกเป็น 3 ประการด้วยกัน คือ


1.มายบิซ เป็นผู้สร้างทีมงานการตลาดผ่านระบบเครือข่าย


2. แฟรนไชส์ความงามภายใต้แบรนด์โชวาโย ซึ่งเป็นสถาบันเพื่อความงาม ดูแลผิวหน้า ผิวพรรณ และ


3. สถาบันฝึกอบรมครบวงจร อินสไตล์ อคาเดมี พร้อมกับการเน้นทำงานเชิงระบบ ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์


จะเห็นได้ว่า การเข้ามาเขย่าตลาดขายตรงที่เมืองไทยของค่ายนี้นั้น พบว่า จะเป็นการชูความโดดเด่นของสินค้าแบรนด์เกาหลี ที่ถือว่าเป็นจุดขายของค่ายนี้นั่นเอง ซึ่งก็ต้องดูว่าในปี 2557 นี้ น้องใหม่ค่ายนี้จะสามารถสร้างความโดดเด่นในเรื่องของสินค้าแบรนด์เกาหลีได้มากน้อยเพียงใด เพราะปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าสินค้าแบรนด์เกาหลีค่อนข้างที่จะมีอยู่เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองโดยเฉพาะในประเทศไทย


นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริษัทขายตรงน้องใหม่จากแดนกิมจิ ที่เข้ามาเจาะตลาดขายตรงในเมืองไทย ภายใต้แบรนด์ว่า “รูอัน” โดยได้มีการยึดพื้นที่ ณ อาคารอโยธยา ทาวเวอร์ ชั้น 19 ย่านรัชดาภิเษก เป็นฐานรบในการขยายตลาดที่เมืองไทย


ซึ่งสินค้าในการเจาะตลาดที่เมืองไทยของค่ายนี้นั้น จะเป็นในกลุ่มของการต่อต้านความชรา Anti-Aging ที่มีชื่อว่า “MONG-NIS Skin Vitalizing Essence” โดยเป็นสเปรย์ เซลล์บูสเตอร์สารสกัดจากธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ทางค่าย “รูอัน” เอง ยังมีแผนที่จะนำเข้าสินค้าจากประเทศเกาหลี เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย รวมถึงเตรียมแผนที่จะสร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภค ในรูปแบบการสื่อสารทางการตลาดที่ครบเครื่องด้วย


โดยการขยายฐานธุรกิจของ “รูอัน” นับจากนี้ ที่นอกเหนือจากในประเทศไทยแล้วนั้น ยังตั้งเป้าที่จะขยายไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา แคนนาดา รวมถึงตลาดอาเซียน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย อีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งขายตรงข้ามชาติที่เตรียมความพร้อมในการสู้ศึกรอบด้านที่เมืองไทยอย่างเต็มอัตราศึกกันเลยทีเดียว


…ด้านขายตรงจากประเทศฮ่องกงอย่าง “มาร์เวลแมกซ์” ถือเป็นอีกหนึ่งค่ายที่กระโดดเข้ามาเจาะตลาดขายตรงในเมืองไทยเช่นกัน!...โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่ขายตรงค่ายนี้เข้ามาทำตลาด ที่สำคัญ ค่ายนี้ยังได้มีการประกาศเป้าหมายที่จะตีตลาดในประเทศจีน และรัสเซียในลำดับต่อไปอีกด้วย


โดยกลยุทธ์ที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจของค่าย “มาร์เวลแมกซ์” นั้น พบว่า ได้มีการเตรียมไว้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ กลยุทธ์ที่


1. การสร้างมาร์เวลแมกซ์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง (Know us) ผ่านช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ การฝึกอบรม กลยุทธ์ที่


2. การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและหลากหลาย และแผนการจ่ายผลตอบแทนที่น่าดึงดูดมา


เป็นตัวนำให้ทุกคนสนใจในแบรนด์ (Like us) และ


3. การสร้างความมั่นใจ (Believe us) ด้วยศักยภาพด้านเงินทุน การบริหารงาน และทีมงาน


ที่เป็นมืออาชีพ พร้อมกับการชูจุดเด่นทางด้านระบบเครือข่ายภายใต้ชื่อว่า “Promax” ที่จะช่วยให้สมาชิกทุกคนประสบความสำเร็จ


นับได้ว่า การเข้ามาเจาะตลาดในเมืองไทยของ “มาร์เวลแมกซ์” ในครั้งนี้ หากจะมองว่าง่ายก็ไม่ง่าย และหากจะมองว่ายากก็ไม่ยากนัก ซึ่งหากวันนี้ “มาร์เวลแมกซ์” มีสินค้าที่โดนใจ รวมถึงสามารถเข้าถึงกลุ่มเครือข่ายได้ชนิดที่ว่าตรงจุดแล้ว เชื่อว่า ความพร้อมของค่ายนี้ที่มีทั้งในเรื่องของสินค้า แผนการตลาด รวมถึงการสนับสนุนทางด้านต่าง ๆ ของบริษัทแม่ที่พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้ว ก็น่าที่จะทำให้ “มาร์เวลแมกซ์” สามารถที่จะเข้าไปครองใจคนเครือข่ายที่เมืองไทยรวมถึงผู้บริโภคในเมืองไทยได้ด้วยเช่นกัน


...ส่วน “บริษัท เออาร์เอส โกลบอล เน็ทเวิร์ค ไทยแลนด์ จำกัด” ก็เป็นอีกหนึ่งขายตรงน้องใหม่ที่กำลังเตรียมบุกหนักในประเทศไทยเช่นเดียวกันกับขายตรงน้องใหม่ข้ามชาติรายอื่น ๆ ซึ่งขายตรงค่ายนี้เป็นขายตรงที่มาจากประเทศมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายในปีแรก คือ เตรียมปั้นผู้นำเงินแสน


ซึ่งขายตรงข้ามชาติที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยส่วนใหญ่แล้ว จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในศักยภาพตลาดขายตรงที่เมืองไทย เช่นเดียวกันกับค่ายนี้


โดยจุดแข็งและความพร้อมของ “เออาร์เอส” นั้น พบว่า เป็นการชูจุดแข็งในเรื่องของระบบการจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกในระบบออโต้ ไม่ต้องรอ 15 วัน รวมถึงเรื่องของราคาสินค้าที่ขายในประเทศไทยจะมีราคาถูกกว่าที่มาเลเซีย และการลงรหัสจะสูงกว่าที่มาเลเซียอีกด้วย ที่สำคัญ การเปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ย่านลาดพร้าว ยังถือเป็นอีกหนึ่งการตอกย้ำความพร้อม และความตั้งใจในการเติบโตของ “เออาร์เอส” ในประเทศไทยด้วย


 จับคลื่นขายตรงข้ามชาติเก่า


หลายค่ายเร่งปรับกลยุทธ์รับศึก


...ทั้งนี้ หากมองย้อนดูถึงบริษัทขายตรงข้ามชาติที่เข้ามาสร้างกระแสในเมืองไทยชนิดที่ว่าดังแบบกระหึ่มโลกเครือข่ายมาแล้ว คงหนี้ไม่พ้นค่าย “อาเจล” อย่างแน่นอน เพราะถือเป็นบริษัทขายตรงข้ามชาติที่ในช่วงที่ผ่านมา มีคนกล่าวขานกันอย่างมากทีเดียว ทั้งในด้านบวกและในด้านลบ


โดยวันนี้ขายตรงค่ายนี้ หากลองจับคลื่นธุรกิจแล้ว เริ่มอยู่ในขั้นโคม่าเลยก็ว่าได้ เพราะเจอพิษปัจจัยลบในธุรกิจต่าง ๆ รอบด้าน กระหน่ำเข้ามาในธุรกิจอย่างเต็มแรง ทั้งในเรื่องของความไม่พร้อมในเรื่องขององค์กร การไหลออกของเหล่าแม่ทีมเบอร์ต้น ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ค่ายนี้เห็นทีคงต้องกลับมาคิดทบทวนการทำตลาดในเมืองไทยใหม่ว่า ควรที่จะต้องพลิกกลยุทธ์ใหม่ในการทำตลาดแบบไหนถึงจะสามารถอยู่ในเครือข่ายที่เมืองไทยได้


...เช่นเดียวกับทางด้านค่าย “บีฮิป” ที่ไม่ต่างอะไรกับ “อาเจล” ที่ ก็เริ่มออกอาการเป๋ของธุรกิจเช่นเดียวกัน ที่มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารที่ดูแลตลาดในเมืองไทยแบบจนหลายคนมึนงง ว่าตกลงใครคือ ผู้ที่ดูแลตลาดในเมืองไทยกันแน่ จนในที่สุด ก็พบว่า ผู้ที่เข้ามาเป็นซีอีโอของค่ายนี้คนล่าสุดนั่นก็คือ ดารานักแสดงหนุ่มชื่อดัง “ฟลุค-เกริกพล มัสยวานิช” นั่นเอง..ซึ่งการเข้ามานั่งบริหารงานในครั้งนี้ เชื่อว่าน่าที่จะมีหลายคนตั้งคำถามเป็นหางว่าวอย่างแน่นอนว่า ซีอีโอ คนใหม่นี้รู้ลึก รู้จริง ถึงแก่นแท้ของการทำธุรกิจขายตรงพอหรือไม่?..


โดยโจทย์ที่สำคัญ ของการทำธุรกิจขายตรงของบีฮิปสำหรับ ซีอีโอคนใหม่นี้ คือ จะทำอย่างไร ให้ “บีฮิป” ประเทศไทย สามารถก้าวเดินได้อย่างไร้คำครหานั่นเอง...เพราะวันนี้ทั้ง “อาเจล” และ “บีฮิป” อาจจะเรียกว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือ “กินไม่เข้า คายไม่ออก” นั่นเอง เพราะเจอวิกฤติเดียวกัน คือ แม่ทีมเบอร์ต้น ๆ ไหลออกแบบสายฟ้าแลบ


จะเห็นได้ว่า การสร้างกระแสของ “ธุรกิจขายตรง” โดยเฉพาะขายตรงค่ายใหม่ ๆ นี้ ในสมรภูมิรบขายตรงถือว่าเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยในธุรกิจนี้ แต่ทั้งนี้ การสร้างกระแสของธุรกิจก็ต้องอยู่ในกรอบของธุรกิจที่ตีเอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากค่ายไหนที่สร้างกระแสของธุรกิจอยู่นอกกรอบ กฎ กติกา แล้ว กระแสที่สร้างชนิดที่ว่าแรงแค่ไหน ก็ย่อมตกลงมาแบบสายฟ้าแลบด้วยเช่นกัน


ในขณะเดียวกัน การรู้ลึก รู้จริงเรื่องของธุรกิจขายตรงในแต่ละประเทศ รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ ก็มีส่วนที่สำคัญด้วย เพราะเชื่อว่าหากใครที่อยู่ในถนนขายตรงนี้แล้ว คงพอที่จะมองออกมา วันนี้ขายตรงข้ามชาติที่เข้ามาตีตลาดในเมืองไทย น้อยรายนักที่จะอยู่แบบยั่งยืนได้ ซึ่งบริษัทขายตรงข้ามชาติที่ยืนยงคงกระพันได้นั่น คือ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความพร้อมจริง ๆ


และยิ่งการสร้างกระแสของธุรกิจแบบรวยแบบข้ามคืนด้วยแล้วล่ะก็...ขอฟันธงได้เลยว่า บริษัทขายตรงประเภทนี้ มักที่จะอยู่ในธุรกิจขายตรงนี้ได้ไม่นานด้วยเช่นกัน


...เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของ “ขายตรงข้ามชาติ” อย่าง “เจอเนสส์” ขายตรงสัญชาติอเมริกัน ที่ในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา ก็ออกมาประกาศเตรียมที่จะรุกหนักในตลาดอาเซียน โดยจะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของธุรกิจในภูมิภาคนี้


โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ค่ายนี้ ก็ได้สร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจด้วยการจัดงานภายใต้ชื่อ “Jeuunesse Expo Thailand 2013” ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ รอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา…ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการตอกย้ำธุรกิจว่าวันนี้ เจอเนสส์ พร้อมที่จะดันหมู่มวลสมาชิกทุกคนให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้นั่นเอง


...และนี่ก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนของบริษัทขายตรงข้ามชาติที่กำลังเตรียมเข้ามาบุกตลาดในเมืองไทย ที่สำคัญ หากมองไปอีกด้านหนึ่งของขายตรงข้ามชาติที่ได้เข้ามาชิมลางในตลาดเครือข่ายเมืองไทยก่อนหน้านี้แล้ว พบว่า ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่กระแสจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งตรงนี้คือ อีกหนึ่งตัวอย่างที่หลาย ๆ ค่าย โดยเฉพาะน้องใหม่ที่กำลังจะเข้าหรือเข้ามาแล้ว ควรศึกษาถึงการดำเนินธุรกิจขายตรงในเมืองไทยให้ดี...เพราะหากค่ายไหนที่เดินถูกทาง เชื่อว่าโอกาสที่จะเติบโตในธุรกิจขายตรงที่เมืองไทยก็มีสูงด้วยเช่นกัน?...


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

อันตราย!ปีม้าพยศ ขายตรงเถื่อนคืนชีพ







Capture (Mobile)

 


พิษการเมืองวุ่นเศรษฐกิจป่วน เขย่าธุรกิจขายตรง หลังพยายามแก้กฎหมายมา 2 รัฐบาล แต่สุดท้ายก็ต้องถูก “แช่แข็ง” อีกตามฟอร์ม หวั่นปีม้าพยศ ปลุกแชร์เถื่อนคืนชีพ เหตุวิกฤติทางการเมือง สร้างโอกาสคนมีอำนาจ


สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในปี 2557 นับเป็นช่วงเวลาที่ทุกฝ่าย ต้องจับตา หลังจากที่ปี 2556 ที่ผ่านมา แม้ไม่ถึงกับเจ็บปางตาย แต่ก็เกือบเอาตัวไม่รอด


ปี 2556 ถือเป็นช่วงเวลาที่ ภาคธุรกิจต้องลุ้นกันแบบราย “ไตรมาส” เนื่องจาก ตัวแปรหรือผลกระทบที่เข้ามา ล้วนแต่หนักหน่วงรุนแรง ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน


ต้นปี 2556 มองว่าผลกระทบจากการปรับค่าแรง 300 บาท จะทำให้ เอสเอ็มอี เจ๊งกันระนาว ประเมินกันว่า จะมีกิจการปิดตัวลงนับแสนกิจการ แต่ผ่านมาไตรมาส 2 เสียงร้องครวญครางก็แผ่วไป


การเดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ยังฟันฝ่าอุปสรรคขวากหนามไปได้


ถัดจากนั้น ในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน วิกฤติค่าเงินบาท เริ่มเขย่าตลาดการเงิน กดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่ามากเป็นประวัติ การณ์ จนหลุดลงไปต่ำกว่า 29 บาท/ดอลลาร์ด้วยซ้ำ


ด้วยเหตุที่อิทธิพลของเงินทุนจากต่างประเทศ ทะลักเข้าสู่ตลาดเอเชีย จนเงินท่วมตลาดการเงิน


ทั้งแบงก์ชาติกระทรวงการคลังต่างพลิกตำรากันไม่ทัน มีการกดดันให้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบายลง นัยหนึ่งก็เพื่อต้องการลดการไหลเข้าของเงินทุนต่างประเทศ อีกด้านหนึ่ง ก็หวังจะอาศัย เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นการบริโภคในประเทศ


แต่ก็ไม่ได้รับการตอบสนองจากแบงก์ชาติแต่ประการใด หนำซ้ำยังลุกลามบานปลาย กลายเป็นการเปิดศึกระหว่าง “คลัง-แบงก์ชาติ” ถึงขนาดมีข่าวลือว่า จะปลด ดร.ประสาร ไตรรัตน์วรกุล พ้นตำแหน่งผู้ว่าการ


ต่างคนต่างมุมมอง มุมมองแบงก์ชาติมองว่า เศรษฐกิจในประเทศ มีอาการร้อนแรง จำเป็นจะต้อง ระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอยของประชาชน เนื่องจากรัฐบาล ได้ออกมาตร การกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาหลายด้าน ทั้งบ้านหลังแรก รถคันแรก ล้วนแต่มีผลทำให้หนี้ภาคครัวเรือนพุ่งขึ้นสูง


หากการขยายตัวทางเศรษฐกิจร้อนแรงเกินไป อาจนำไปสู่ภาวะ “ฟองสบู่แตก” เหมือนกับในช่วงปี 2540


ขณะที่ทางกระทรวงการคลัง กลับมองภาพรวมเศรษฐกิจเป็นหลัก เพราะรู้ดีว่า ผลจากปัญหาในยูโรโซน และสหรัฐอเมริกา ที่ลามไปถึงเอเชีย มีผลทำให้การส่งออกเริ่มประสบปัญหา


โดยในช่วงปลายไตรมาส 2 การส่งออกมีตัวเลขติดลบถึง 5.1% ถ้าไม่หันไปกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ก็จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศหรือ GDP ไม่เป็นไปตามเป้าที่วางเอาไว้ที่ 5.2%


ความพยายามกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ รัฐบาลเชื่อว่า มาตรการทางการเงิน จะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ที่ลดลงอันเนื่องมาจากการส่งออกหดตัว จะทำให้เศรษฐกิจ ยังรักษาความแข็งแกร่งได้ต่อไป


แต่ระหว่างที่ทั้ง 2 ฝ่าย ยังเถียงกันไม่จบ หาทางออกยังไม่เจอ เดชะบุญที่สถานการณ์ทางเศรษฐกิจในสหรัฐอเมริกา เริ่มส่อเค้าว่าจะไปในทิศทางที่ดีขึ้น ส่งผลทำให้เงินทุนจำนวนมหาศาลที่หลั่งไหล ไปสู่เอเชีย เริ่มไหลกลับ ไปยังตลาดการเงินในสหรัฐฯ


ความวิตกกังวลเรื่องเงินท่วมตลาด ผ่อนคลายไปได้ระยะหนึ่ง


ครั้นเข้าสู่ไตรมาส 3 สถานการณ์กลับเลวร้ายกว่าที่คาด เพราะเงินทุนที่ไหลกลับ ไม่เพียงแต่เฉพาะเงินที่เข้ามาหาประโยชน์ระยะสั้นชั่วครู่ชั่วยาม หากแต่เป็นเม็ดเงินระยะยาว ที่ทำท่าว่าจะไหลออกไม่หยุดเช่นกัน


เข้าสู่ปลายเดือนพฤศจิ-กายน 2556 การเมืองไทยพุ่งขึ้นสูงจนปรอทเกือบแตก เนื่องจากรัฐบาล ดันทุรังเดินหน้าออกพ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ “สุดซอย” เพื่อหวังว่า จะเอาเงื่อนไขการนิรโทษกรรมให้กับกลุ่มที่เห็นต่าง และกลุ่มที่สนับสนุนได้รับประโยชน์ร่วมกัน ไม่เว้นแม้แต่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร


แต่สุดท้ายกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับ “สุดซอย” กลับกลายเป็น กฎหมาย “เรียกแขก” ที่ไม่ได้รับเชิญออกมาเกลื่อนถนนทั่วกรุงเทพมหานคร


ลุกลามบานปลาย กลายเป็นการเปิดช่องให้พรรคประชา ธิปัตย์ สบโอกาสสร้างกระแสโค่นล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร จนนำไปสู่การ “ยุบสภา” ในที่สุด


สถานการณ์ความขัดแย้งทางการเมือง ดูจะผ่อนคลายไประดับหนึ่ง แต่เป้าใหญ่ของม็อบ กปปส. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นแกนนำ ก็ยังปิดเกมไม่ลง เนื่องจากแกนนำหลายฝ่ายทั้งประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร หรือฝ่ายอำมาตย์ มองว่า การโค่นล้มระบอบทักษิณ ยังไม่บรรลุเป้าหมาย


แม้จะมีการ “ยุบสภา” ไปแล้ว เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ ระบอบทักษิณก็จะกลับมาอยู่ดี


ขณะเดียวกันตัวนายสุเทพ เอง ก็ไม่ต่างอะไรกับการ “ขึ้นหลังเสือ” ที่เดิมพันด้วยข้อกล่าวหา “กบฏแผ่นดิน” รวมทั้งคดีการสั่งการก่อให้ผู้อื่นฆ่าคนตายโดยเจตนา ในช่วงเหตุ การณ์ปี 2553 ก็ยังอยู่ในระหว่างรอการมอบตัวกับเจ้าหน้าที่


ยุทธการตัดรากถอนโคน ระบอบทักษิณ แม้ไม่มีการประกาศให้สังคมรับรู้ตรง ๆ แต่ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า กปปส.มีเป้าประสงค์ หวังจะยกระดับฐานะขององค์กรขึ้นเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ที่สามารถกุมกลไกอำนาจรัฐ ได้เสมือนหนึ่งกับรัฐบาล


มีการขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยการอ้างเงื่อนไขในมาตรา 7


มีการตั้งสภาประชาชน เพื่อทำหน้าที่เสมือนหนึ่งสภานิติบัญญัติ


ในเวลาเดียวกัน ก็พยายามกวักมือเรียก กองทัพเข้ามาร่วมสนับสนุน การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง


โดยหวังว่าการเปลี่ยนแปลง ในรูปแบบดังกล่าว จะทำให้ประชาคมโลกมองว่า เป็นการปฏิวัติโดยประชาชน


แต่เมื่อเอาเข้าจริง ปรากฏว่า ทุกอย่างไม่ง่ายอย่างที่คิด ท่าทีกองทัพยุคนี้กลับเปลี่ยนไป จากเดิมที่ดูจะเอนเอียงไปข้างใดข้างหนึ่ง ก็เริ่มหันมายืนตรงกลาง ไม่ต่อต้านแต่ก็ไม่ส่งเสริม


แม้สถานการณ์ในยามนี้ จะมีเงื่อนไขที่หนักแน่นพอที่จะทำการปฏิวัติรัฐประหารได้ แต่เมื่อประเมินผลดีผลเสียแล้ว การปฏิวัติอาจกลายเป็นการลากเอาบ้านเมืองเข้าไปสู่ความรุนแรงอย่างที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง


ยกเว้นเสียแต่ว่า มีการใช้ความรุนแรงจนทำให้สถาน การณ์ลุกลามบานปลาย จนไม่สามารถควบคุมได้ !


การเดินเกมรุกไล่ กดดันให้รัฐบาล “ยุบสภา” ลามไปถึงการ “ลาออก” จากรัฐบาลรักษาการ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ของสังคม


แม้มีการออกพระราชกฤษฎีกา ยุบสภา พร้อมกับให้มีการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2557 แต่การเคลื่อนไหวของ กปปส. ก็ยังยืนกรานอย่างหนักแน่นโดยให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ลาออกสถานเดียว


แม้การตัดสินใจตามข้อเรียกร้องจะขัดกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญก็ตาม


นี่คือ ปมแห่งความขัดแย้ง ที่บรรดานักวิชาการทั้งแผ่นดินมองว่า เป็นโจทย์ที่ยากที่สุดของประเทศไทย


ปัญหา ก็คือ จะปล่อยให้สถานการณ์ในประเทศไทย เป็นอยู่อย่างนี้ หรือเลวร้ายไปกว่านี้หรือไม่


ณ เวลานี้ ภาคธุรกิจ คือ “เหยื่อแห่งความขัดแย้ง” ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด ไม่เว้นแม้แต่ภาคธุรกิจขายตรงที่ทุกค่ายต่างถอยหลังกลับไปตั้งหลักกันใหม่


เคยมีการคาดการณ์กันว่าในปี 2556 จะมีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 10 -12% หรือคิดเป็นมูลค่ารวมทางการตลาดไม่ต่ำกว่า 80,000 ล้านบาท


แต่เมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ยอดขายเกือบทุกค่ายตกวูบอย่างถ้วนหน้า คิดเป็นอัตราการเติบโตจริง ๆ ก็คงไม่น่าจะเกิน 5%


การจะก้าวเดินไปข้างหน้า นอกจากจะต้องดูทิศทางเศรษฐ กิจทั้งในและนอกประเทศแล้ว หากแต่ยังจะต้องให้น้ำหนักกับการเมืองเป็นอันดับต้น ๆ


แม้ในรอบปีที่ผ่านมา มูลค่าการตลาดอาจไม่เพิ่มขึ้นมาก แต่สิ่งที่เห็นได้ชัด ก็คือ แม้จะมีบางกลุ่มบางค่าย เลิกราไปบ้าง แต่ในเวลาเดียวกันก็ยังมีผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาทดแทนอย่างไม่ขาดสาย


นั่นย่อมเป็นคำตอบได้ดีว่า ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ยังเป็นธุรกิจที่ทั้งนักลงทุนไทยและต่างชาติต่างเชื่อมั่นว่ามีอนาคต


ปัญหาที่ต้องติดตามกันต่อไปก็คือ หากมูลค่าการตลาดไม่ขยายตัวมาก แต่มี


ผู้ประกอบการรายใหม่แห่มาลงสนามกันมาก แน่นอนการแข่งขันในปี 2557 นี้ก็คงดุเดือดเข้มข้น อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้


หากสถานการณ์การแข่งขัน มีความรุนแรง สิ่งที่หลายคนกังวลกันในเวลานี้ ก็คือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างสคบ.จะคุมเกมอยู่หรือไม่


เพราะจากการตรวจสอบของ “ตลาดวิเคราะห์” พบว่ายังมีหลายกิจการ เล่นนอกกติกา ยังมีหลายกิจการ อาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย หรือ อาศัยเอกสาร ยืนยันการทำธุรกิจจากสคบ.มาบิดเบือนเพื่อแสวงหาประโยชน์ โดยมิชอบ


ล่าสุดมีเสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการหลายค่าย มองว่า หากสถานการณ์ทางเศรษฐกิจเป็นช่วงขาลง ประชาชนตกงาน รายได้ลดลง โอกาสที่ธุรกิจแชร์ลูกโซ่จะเติบโตเป็นไปได้สูง


ทั้งนี้ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะ ประชาชนจะขาดความยั้งคิด ขาดการไตร่ตรอง ว่ากิจการที่เข้าไปร่วมธุรกิจนั้น เป็นกิจการที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่


ประกอบกับ สถานการณ์แข่งขัน หากตลาดหดตัว กิจการขนาดกลางและขนาดเล็กจะอาศัยกลยุทธ์ ที่สุ่มเสี่ยงต่อ “มันนี่เกมส์” มากขึ้น


นับตั้งแต่ต้นปี 2556 ที่ผ่านมา มีการดำเนินคดีกับผู้ประกอบการแชร์ลูกโซ่ ไปหลายแห่ง ทั้งที่เป็นกิจการที่มุ่งเน้นการระดมทุน และกิจการขายตรงนอกรีต


แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เพราะข้อเท็จจริง ยังมีกิจการที่อยู่ในข่าย “เฝ้าระวัง” อีกเป็นจำนวนมาก


บางกิจการ เข้าหลักการฝ่าฝืนกฎหมาย ที่ต้องดำเนินคดี เพื่อเอาผิดเอาโทษหรือระงับยับยั้งไม่ให้สร้างความเสียหายแก่ประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่


แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าหน่วยงานภาครัฐที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมาย กลับไม่กล้า “ลงดาบเชือด”


ดังนั้น ปัญหาในข้อกฎหมาย จึงมิได้เป็นเพียงความชัดเจน หรือความเหมาะสมกับสถานการณ์ในเวลานี้หรือไม่เท่านั้น หากแต่ยังมีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้กฎหมาย ที่หน่วยงานภาครัฐที่กำกับดูแล ขาดความเอาจริงเอาจัง


ปี 2556 นับเป็นปีที่วงการธุรกิจขายตรง มีการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขกฎหมายมากที่สุดปีหนึ่ง เนื่องจากหลายฝ่ายมองว่า การกำกับดูแล และการส่งเสริม ยังขาดประสิทธิภาพ


ด้านการกำกับดูแล เป็นที่ชัดเจนว่า องค์กรในการกำกับดูแล ซึ่งหมายถึง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. มีภาระในการดูแลสิทธิประโยชน์ประชาชน นอกเหนือจากธุรกิจขายตรงหลายด้าน


ขณะเดียวกันหน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรง เป็นเพียงหน่วยงานเล็ก ๆ มีบุคลากรไม่ถึง 10 คน ไม่สามารถเข้าไปดูแลกิจการขายตรงกว่า 800 แห่งได้อย่างทั่วถึง


มีความพยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง ฉบับพ.ศ.2545 เพื่อยกระดับเทียบเท่า “กรม” ที่มีหน้าที่ดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะ


นอกจากนี้ กรณีการลดช่องว่างการเอารัดเอาเปรียบระหว่างตัวแทนกับบริษัท ควรมีการแก้ไขให้เกิดความเป็นธรรม


รวมไปถึงนิยามของคำว่า “ตัวแทน” -“สินค้าขายตรง” และมาตรฐานการกำกับแผนการตลาด ควรมีคำอธิบายเพิ่มเติมให้มีความชัดเจน


ประการต่อมา ความชัดเจนในการชี้ชัดว่า ธุรกิจประเภทใดเข้าข่ายขายตรงที่ถูกกฎหมาย หรือผิดกฎหมาย ควรจะมีคำอธิบายให้ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางให้ประชาชนสามารถพิจารณาโดยง่าย


ด้านการส่งเสริม เป็นที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจขายตรง เป็นธุรกิจที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างเศรษฐกิจ มีมูลค่าการตลาดค่อนข้างสูง แต่ขาดการสนับสนุนจากภาครัฐให้เป็นธุรกิจที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง ทำให้ทัศนคติจากประชาชนโดยทั่วไปมองว่าขาดความน่าเชื่อถือ


นอกจากนี้ เครือข่ายขายตรงในปีที่ผ่านมา มีกิจการขนาดใหญ่จำนวนมาก เริ่มวางรากฐานเพื่อก้าวไปสู่ AEC โดยการมีการขยายเครือข่ายไปยังประเทศเพื่อนบ้านจำนวนมาก แต่ในด้านยุทธศาสตร์ ภาครัฐยังไม่มีการขับเคลื่อนเพื่อสร้างมาตรฐานการกำกับดูแล เพื่อเข้าสู่มาตรฐานเดียวกัน


ธุรกิจขายตรง ยังมีโจทย์ใหญ่ ที่รอการแก้ไขอีกมากมาย โดยเฉพาะการถูกมองว่าเป็น “ธุรกิจสีเทา” ถือเป็นเรื่องที่ภาครัฐและเอกชน จะต้องร่วมมือกัน ในการสร้างกระบวนการตรวจสอบให้มีความโปร่งใส เพื่อยกระดับสู่การเป็น “ธุรกิจสีขาว” อย่างแท้จริง


แต่ก็น่าเสียดาย ที่ร่างกฎหมายฉบับแก้ไข ยังไม่ทันเข้าสู่สภา ก็มีเหตุต้อง “ยุบสภา”เสียก่อน ถือเป็น “อุบัติเหตุ” ซ้ำสอง ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในยุคสมัยที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกรัฐมนตรี


เพียงแต่ครั้งนี้ ต้นทุนสูงกว่าครั้งก่อน ก็คือ ต้องเสีย นายจิรชัย มูลทองโร่ย อดีตเลขาธิการสคบ. ที่ถูก “ย้ายฟ้าฝ่า” ไปนั่งตบยุงในตำแหน่งผู้ตรวจการ ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี


ขณะเดียวกัน ตัวเลขาฯ คนใหม่ คือ นายอำพล วงศ์ศิริ อดีตมือปราบ ปปท. หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ยังไม่ทันร้อน ก็ถูกยึดสำนักงาน ต้องไปนั่งหลบภัยที่ก.พ.นนทบุรี


แม้ล่าสุด จะหวนคืนสู่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ปฏิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ แต่ก็ยังต้องรอลุ้นว่า การเมืองจะเปลี่ยน แปลงไปอย่างไร


งานหลักชิ้นสำคัญ ที่ตั้งใจเอาไว้ ว่าจะมา “ล้างบ้าน” ในสคบ.ให้สะอาด ก็เลยอยู่ในอาการละล้าละลัง


คนที่อยู่ในวงการขายตรง ก็เลยอยู่ในอาการ “ฝันค้าง” อีกครั้ง เพราะสู้อุตส่าห์เพียรพยายามมาแล้วถึง 2 ครั้ง แต่ก็ต้องมีอันเป็นไปเพราะการเมือง


เห็นทีงานนี้ กฎหมายขายตรง จะกลายเป็น “กฎหมายอาถรรพ์” ที่รัฐบาลชุดไหนเข้าไปแตะเมื่อไร ก็จะต้องมีอันเป็นไป


ปัญหาที่น่าห่วงก็คือ รัฐบาลอ่อนแอ กฎหมายหย่อนยาน คนที่คิดไม่สุจริตจะได้ใจหรือเปล่า เพราะเวลานี้ ก็มีข่าวลือสะพัดไปทั่วว่า เชื้อชั่วขายตรงกำลังจะรีเทิร์น


สอดรับกับช่วงเหตุการณ์หลัง 14 ตุลา ที่คนใหญ่คนโตที่ร่วมขบวนการทางอำนาจ หลังเหตุการณ์ กลับสู่ภาวะปกติ ก็จะถูกเชื้อเชิญ ไปนั่งเป็นประธานที่ปรึกษา บริษัทแชร์ลูกโซ่ กันไม่รู้กี่บริษัท


จริงเท็จยังไง คงต้องถามคนใกล้ชิด อดีต “เจ้าพ่อกระทิงแดง” ดู


นั่นคือเรื่องในอดีต ที่เป็นรากเหง้าของแชร์เถื่อนหรือแชร์ลูกโซ่ แต่ที่แน่ ๆ ในยุคนี้ ปะหน้าเสธ.อ้าย เจ้าพ่อม็อบสนามม้านางเลิ้ง ก็มาบ่นให้ฟังว่า มีบริษัทขายตรงหลายค่าย มาเชิญไปเป็นประธาน


ส่วนเจ้าตัวจะรับหรือไม่รับไม่ทราบ ทราบแต่เพียงว่า นี่คือ วงจรแชร์ลูกโซ่ ที่มักจะเกิดขึ้นในยามสถานการณ์บ้านเมืองวุ่นวาย


แต่ก่อน กฎหมายปราบแชร์ ยังไม่มี จวบจนมาถึงยุคป๋าเปรม ก็ได้ฤกษ์ล้างบางกันขนานใหญ่ บรรดาแชร์แม่อะไรต่อแม่อะไร ก็มีอันต้องพังพาบกระเจิง


ถึงวันนี้ กฎหมายให้อำนาจเต็มมือ แต่ปัญหาก็คือ ผู้บังคับใช้ จะกล้าชักดาบออกมาฟันหรือเปล่า


เพราะหน้าฉากทางการเมือง มีการประกาศว่าต่อสู้เพื่อประชาชน แต่หลังฉาก ก็มีเกมต่อรองผลประโยชน์กับคนมีสีอยู่เนือง ๆ


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/


เห็นทีงานนี้ โจรเสื้อสูท คงเต็มบ้านเต็มเมือง

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

เศรษฐีมาเลฯ ดัน 'เอพพิค' ขอแจ้งเกิดธุรกิจ MLM







photo (Mobile)

 


เศรษฐีมาเลย์เจ้าของ "อีคอสเวย์" จับมือ "เกล็น เจนเซน" อดีตซีอีโอ "เอเจล" เข้าบริหาร "เอพพิค" บริษัทขายตรงน้องใหม่ ปรับยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ ใช้แผนการตลาดแบบ "ไบนารี่" มาเป็นแรงส่งธุรกิจเพื่อแจ้งเกิดวงการ MLM แม่ทีมเก่า-ใหม่คึกคักเร่งจัดทัพ ล่าสุด The best power กลุ่มลูกหม้อเก่า นำโดย "เทพภูวิศค์ เตชะสมบูรณะกิจ" ผู้นำอีคอสเวย์ไทย ดึง ศุภกิจ รุ่งโรจน์ สุดยอดนักโมติเวทเตอร์ของเมืองไทยเข้าร่วมทีม พร้อมระดมพลสมาชิกร้านค้า "อีคอสเวย์ไทย" กว่า 50 แห่งทั่วประเทศ และนักขายมือทองในสังกัด รวมกว่า 400 คนเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเปิดฉากลุยขยายเครือข่าย


นายเทพภูวิศค์ เตชะสมบูรณะกิจ" ผู้นำทีม The best power ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดบริษัท อีคอสเวย์ ประเทศไทย เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ บริษัท "คอสเวย์" เจ้าของแบรนด์ "อีคอสเวย์" ซึ่งเป็นบริษัทหนึ่งในเครือ "เบอร์จายา กรุ๊ป" ของมหาเศรษฐีชาวมาเลเซีย "วินเซนต์ ตัน ฉียูน" ได้จับมือกับนายจับมือ "เกล็น เจนเซน" อดีตซีอีโอ "เอเจล" เข้ามาบริหารบริษัท เอพพิคเพื่อรุกขยายธุรกิจภายใต้แผนการตลาดใหม่ในระบบ "ไบนารี่" และ "ไตรนารี่" เข้ามาเป็นแผนจ่ายของบริษัทฯ


ด้วยความหลากหลายสินค้าของอีคอสเวย์เดิมที่มีอยู่เกือบ 600 รายการ และมีฐานร้านค้าอยู่กว่า 50 แห่ง เมื่อมีแผนการตลาดใหม่ที่มีแผนจ่ายผลตอบแทนที่ดี เชื่อว่าจะสามารถตอบสนองผู้นำธุรกิจเครือข่ายได้เป็นอย่างดี ซึ่งมั่นใจว่าด้วยแผนแนวใหม่นี้จะสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้กับทีมงาน มีความแข็งแกร่งมากยิ่งๆ ขึ้น โดยจะมีพลังและการขยายตัวอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


"และเพื่อให้ทีมงานมีความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ทาง The best power ได้ดึง ศุภกิจ รุ่งโรจน์ สุดยอดนักโมติเวทเตอร์ของเมืองไทยเข้าร่วมทีม พร้อมกับเรียกประชุมสมาชิกร้านค้า "อีคอสเวย์ไทย" เดิมกว่า 50 แห่งทั่วประเทศ และนักขายมือทองในสังกัด รวมกว่า 400 คน ปลุกพลังสมาชิกก่อนก้าวสู่การเปลี่ยนแปลงการครั้งสำคัญที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค ไปเมื่อเร็วๆ นี้"


นอกจากนี้ทางทีมงานThe best power ยังได้รับการสนุนจาก นาย Tan Too Hou (ตัน ตู เฮา) อัพไลน์ระดับผู้นำเอเชียที่ประสบความสำเร็จใน อีคอสเวย์ มีรายได้รวมมากกว่า 100 ล้านบาท ในคอสเวย์ มีเครือข่ายร้านค้ารวมมากกว่า 500 ร้านค้าทั่วเอเชีย และได้มาร่วมการประชุมครั้งที่ผ่านมาด้วย ซึ่งทางนายตัน ตู เฮา ก็ยืนยันพร้อมให้การสนับสนุน และมั่นใจว่าด้วยฐานที่แข็งแกร่งของอีคอสเวย์ทั้งในไทยและต่างประเทศ และแผนตลาดที่ให้ผลตอบแทนที่ดี จะทำให้ "เอพพิค" เติบโตอย่างรวดเร็ว


สำหรับเป้าหมายของ "เอพพิค" ที่บริษัทฯ ได้ตั้งไว้คาดว่าจะสามารถสร้างสมาชิกได้ถึง 5,000 รหัสก่อนสิ้นปี และสามารถสร้างยอดขายในปีแรก (ปี 57) ประมาณ 1 พันล้านบาท


ทั้งนี้ นายเทพภูวิศค์ เป็นนักธุรกิจอีคอสเวย์ รุ่นบุกเบิก ถือว่าเป็นลูกหม้ออย่างแท้จริง ไม่เคยคิดย้ายค่ายไปไหน มุ่งมั่นสร้างเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ถึงแม้ว่าธุรกิจอีคอสเวย์จะประสบกับวิกฤติในช่วงที่ผ่านมา ก็ยังมุ่งมั่นเดินหน้ากู้วิกฤติอยู่เคียงคู่มากับบริษัท อีคอสเวย์ มาโดยตลอด จนกระทั่งธุรกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคง เพราะมีผู้ร่วมคิดและให้กำลังใจจากอัพไลน์ชาวมาเลเซีย ผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดของ อีคอสเวย์ รวมทั้งดาวน์ไลน์ทั้ง 5 ชาติ และชาวไทย


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

จับตา 'โซล' น้องใหม่ MLM ดูดแม่ทีมแนวหน้าดันยอดพันล้าน







1509180_705449496156110_1876372096_n (Mobile)

 


มนุษย์เงินล้านระดับแนวหน้าของประเทศไทย "ธนะสิทธิ์-ธเนศ" อดีตแม่ทีมใหญ่ "เอมสตาร์ เน็ตเวิร์ค" ซบอกขายตรงน้องใหม่ "โซล คอร์ปอร์เรชั่น" เปิดใจ เลือกโซลเพราะบริษัทรักษาจรรยาบรรณเหนียวแน่น ฝั่งผู้บริหารตบเท้าพร้อมสนับสนุน เตรียมระบบรองรับการเติบโต ทั้งขยายสาขา เปิดตัวสินค้าใหม่ ตั้งเป้ายอดขายพันล้านภายในสิ้นปี 57


นางเพ็ญทิพย์ โปษยานนท์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โซล คอร์ปอร์เรชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า จากการที่บริษัทเปิดดำเนินธุรกิจในระบบเครือข่ายขายตรงหลายชั้น (MLM) มาเป็นเวลากว่า 2 ปี มียอดขาย ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 250 ล้านบาท มีฐานสมาชิกว่า 5 หมื่นราย ซึ่งสิ่งที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญมาจากการที่บริษัทมีจุดเด่นด้านผลิตภัณฑ์ โดยมีนักวิจัยภายใต้ SCI Center ที่มีความเข้าใจในการประยุกต์ในนาโนเทคโนโลยีกับการดูแลสุขภาพและผิวพรรณ ซึ่งพยายามคิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่างๆ ภายใต้ศาสตร์ของนาโนเทคโนโลยีที่ผนวกเข้ากับศาสตร์แห่งพลังชีวิต โดยเริ่มต้นทดลองตลาดครีมมัสเซล เอฟเฟกต์ ปรากฏว่า ได้ผลลัพธ์ที่ดีมาก จึงมีการพัฒนานำไปสู่การทำธุรกิจเครือข่ายในที่สุด


"ครอบครัวทำธุรกิจวิจัยเกี่ยวกับทองคำ เพชร พลอย ซึ่งมีห้องแล็บที่อยู่ในระดับเกรดเอ ติดอันดับ 1 ใน 3 ของประเทศ และติด 1 ใน 5 ของโลก ซึ่งมีทีมวิจัยที่เป็นสมาชิกในครอบครัวทำกันเองมาตั้งแต่ดั้งเดิมมานานมาก โดยมีมาตรฐานในการตรวจสอบทองคำถึง 1.92% และ มีพันธมิตรที่เข้ามาติดต่อธุรกิจร่วมอยู่มากมายทั้งในและต่างประเทศ"


นางเพ็ญทิพย์ กล่าวว่า บริษัทได้เปิดตัวผู้นำระดับแนวหน้าของประเทศไทยที่จะมาร่วมธุรกิจกับโซลฯ ได้แก่ นายธนะสิทธิ์ พรสิริกุลนันท์ และนายธเนศ ลีลาภรณ์ (อดีตนักธุรกิจระดับทริปเปิ้ลไดมอนด์ บริษัท เอมสตาร์ เน็ตเวิร์ค) ซึ่งได้ยื่นใบลาออกจากบริษัทต้นสังกัดเดิมและสมัครเข้าร่วมทำธุรกิจกับโซล โดยเป็นการร่วมงานของคนรุ่นใหม่ที่มีแนวคิดและอุดมการณ์ในทิศทางเดียวกันที่จะทำธุรกิจขายตรงสีขาว


"คุณธนสิทธิ์และคุณธเนศ เป็น 1 ใน 5 ผู้นำในประเทศไทย การร่วมเดินทางด้วยกัน เรามองว่า เราเป็นคนรุ่นใหม่ มีนวัตกรรมในแนวคิด วิธีการทำงานแนวคิดการทำเครือข่ายสีขาว เครือข่ายผู้ให้ ด้วยวิธีคิด วิธีการตรงกัน ทำให้มีวันนี้ โดยบริษัทเตรียมทกลยุทธ์การขยายตัวทุกรูปแบบ ทั้งขยายสาขา เปิดตัวสินค้าใหม่ ตลอดจนร่วมมือกับพันธมิตรในการซื้อขายและจ่ายเงิน เช่น เซเว่น อีเลฟเว่น"


สำหรับผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการรุกตลาดของโซล ปัจจุบันมี 29 รายการ แบ่งออกเป็น 4 หมวดใหญ่ๆ ประกอบด้วย โซลคอสเมติก, โซลฟังก์ชั่นส์, โซลเฮลธ์ และโซลไลฟ์สไตล์ ซึ่งบริษัทมีสินค้าเปิดใจที่จะเน้นคอนเซ็ปต์ "ใช้ครั้งเดียวเห็นผลทันที" เพราะสินค้าทั้งหมดเมื่อใช้แล้วจะทำให้อ่อนเยาว์ลง ได้ออกผลิตภัณฑ์คอสเมติก และไฮโดรเซลลูชั่น


ด้าน นายธเนศ ลีลาภรณ์ มนุษย์เงินล้านและนักธุรกิจอิสระ เผยว่า ก่อนที่ตนเองจะสมัครเข้าร่วมธุรกิจกับโซลได้ศึกษาบริษัทขายตรงหลายที่และมีหลายบริษัทติดต่อมา แต่สาเหตุที่เลือกทำธุรกิจกับโซลเพราะมองว่าบริษัททำธุรกิจโดยยึดหลักจรรยาบรรณอย่างเหนียวแน่น และมีปัจจัยที่ทำให้ธุรกิจเติบโตคือ มีผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ในธุรกิจเครือข่าย ทั้งนี้ มีการทำผลงานวิจัยมาแล้วไม่ต่ำกว่า 10 ปี ที่สำคัญคือตอบโจทย์ในการเติบโตของทีมงาน โดยมุ่งสร้างนักธุรกิจเงินล้านภายในปีแรกให้ได้ 12 คน เปิดศูนย์ธุรกิจรองรับการเติบโต 10-20 แห่ง และสร้างยอดขายรวมให้บริษัทภายในสิ้นปี 2557 ไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท


"ผมรวบรวมประสบการณ์ในธุรกิจเครือข่าย 11 ปี มาใช้ในธุรกิจนี้ โดยใช้เครื่องมือที่เรียกว่าระบบ S55 เป็นการระดมสมองของทีมงานที่ชี้ให้เห็นว่าทำไม่ต้องทำเครือข่าย ทำไมต้องทำโซลฯ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ ยอดขึ้นต่ำพันล้าน วางผู้นำหลักล้านไว้ 12 คนในปีแรก เปิดศูนย์ธุรกิจเกือบ 10-20 แห่ง ภายในปีหน้า เน้นให้เป็นเครือข่ายสีขาว พยายามทำให้เป็นรูปธรรมมากที่สุด"


ฝั่ง นายธนะสิทธิ์ พรสิริกุลนันท์ อีกหนึ่งมนุษย์เงินล้านและนักธุรกิจอิสระ กล่าวเสริมว่า "สิงที่ตนเองและทีมงานต้องการคือการทำธุรกิจกับบริษัทที่สามารถทำธุรกิจไปได้ยาวๆ โดยมองว่าเครือข่ายที่สร้างต้องสามารถหยุดได้จริง ซึ่งถามว่าที่ผ่านมาปัจจัยในการตัดสินใจ อยู่บนพื้นฐานของการเติบโตของทีมงาน หากวันนี้ตนเองอยู่ได้บนพื้นฐานที่ต้องเอาเปรียบทีมงาน เครือข่ายนั้นก็ไม่ใช่คำตอบ


"เรามองหาเครือข่ายที่เราสร้างแล้วหยุดได้จริงๆ คำถามคือ แล้วก่อนหน้านี้เราหยุดไม่ได้เหรอ สำหรับผมกับคุณธเนศ เราโอเค. แต่ปัจจัยในการตัดสินใจคือ ทำอย่างไรให้ทีมงานอยู่ได้และเขาเติบโตต่อได้ อาจไม่ต้องโตเร็วมากมาย แต่ค่อยๆ โตสะสม ซึ่งเครือข่ายที่โต ตอบโจทย์เราเรื่องสินค้าที่ดี แผนยุติธรรม โปร่งใส ไม่หมกเม็ด นายธนะสิทธิ์ กล่าวและว่า ผมขอบริษัทแค่ 2 อย่าง คือ เรื่องกฎ จรรยาบรรณ ในการโอนย้ายสายงานเพื่อไม่ให้คนที่ตั้งใจทำอย่างถูกต้อง เสียกำลังใจ กับสองคือเรื่องสินค้าตัดราคา ซึ่งผมต้องการให้บริษัทดูแลเรื่องสินค้าตัดราคา เพราะสุดท้ายเราจะไม่สามารถสะสมเครือข่ายได้จริงๆ เราหามาร้อย ก็โดนออกไปซื้อสินค้าตัดราคาร้อย อย่างนี้เราก็ไม่สามารถเติบโตได้ ต่อให้เป็นธุรกิจอื่นหาลูกค้าใหม่มายังไง ก็แค่ทดแทนสิ่งที่ขาดหายไป ซึ่งโซล ค่อนข้างมีกฎ จรรยาบรรณตรงนี้เข้มเข็ง คนที่สำเร็จทำต่อเนื่อง 3 ปี 5 ปี 10 ปี เราก็เติบโตได้" นายธนะสิทธิ์ กล่าวในที่สุด

'อำพล'ปฏิรูป'สคบ.'! ดันแก้ก.ม. MLM / เล็งมัดรวม 4 ส.ยกระดับธุรกิจ







Ampol (Small) (Mobile)

 


"อำพล วงศ์ศิริ" ฟิต! เดินหน้าปฏิรูปการทำงานของ "สคบ." ดันแก้ไขกฎหมายขายตรง ดึงผู้เชี่ยวชาญร่วมร่างกฎหมายใหม่ ช็อก! เห็นบอร์ดขายตรง รักษาการนาน 2 ปี เตรียมเลือกบอร์ดขายตรงใหม่ พร้อมตรวจแถว MLM ใหม่-เก่า อุดรูบริษัทผุดแผนเถื่อนส่อแววกลายพันธุ์ ตั้ง "กองขายตรง" เพิ่มคนดูแลธุรกิจ ประกาศหาวิธีรวม 4 สมาคม ยกระดับวงการธุรกิจ ย้ำแชร์ลูกโซ่ตัวทำลายภาพลักษณ์ แนะ ประชาชนตั้งข้อสังเกตก่อนเทใจ


นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.2556 ซึ่งเป็นการย้ายข้ามห้วยมาจากกระทรวงยุติธรรม โดยรัฐบาลต้องการให้ สคบ.ทำงานเชิง รุกมากขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมา สคบ. มีแนวทางการทำงานลักษณะรับมากจนเกินไป


"ตนได้รับมอบหมายคำสั่งจาก สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาเป็นเลขาธิการ สคบ. โดยมีโจทย์การทำงาน เชิงรุกมากยิ่งขึ้น คือ ต้องดูแลผู้บริโภค ตั้งแต่ในระดับต้นน้ำ เน้นการทำงานแบบป้องปราม ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคในระดับรากหญ้ามากยิ่งขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมา กลุ่มคนรากหญ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนต่างจังหวัด มักถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุน" เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เผย


อย่างไรก็ดี ในส่วนของธุรกิจขายตรง ในฐานะที่ สคบ.ถือเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ ต้องการที่จะเดินหน้าปลูกฝังให้กลุ่มผู้ประกอบการขายตรงทำธุรกิจให้ถูกต้องตาม กฎหมาย เพื่อให้เกิดผลอย่างชัดเจน โดยที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายใหม่ๆ มักจะมีการขอใบอนุญาตการทำขายตรง หลังจากที่ได้ทำธุรกิจไปแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีความผิด


 ผุดแผนปิดช่องธุรกิจกลายพันธุ์


"บริษัทขายตรงเปิดใหม่มักจะเปิดทำธุรกิจสร้างเครือข่ายก่อนที่จะเข้ามาขอใบอนุญาต ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งเวลามาขอใบอนุญาตก็มักข่มขู่เรื่องระยะเวลาต่อหน่วยงานรัฐ โดยให้เหตุผลว่าเอกสารครบ รัฐต้องทำงานให้เสร็จ และออกใบอนุญาต ในระยะเวลา 15 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูก เพราะ สคบ.ต้องตรวจสอบหลายสิ่งหลายอย่าง การกระทำเช่นนี้ก็ถือว่ามีความผิด ในส่วนของกลุ่มบริษัทเก่า ขณะนี้ตนก็กำลังหาทางที่จะตรวจสอบว่า หลังจากที่ได้ รับใบอนุญาตจาก สคบ.ไปแล้ว ได้ปฏิบัติสิ่ง ต่างๆ ตามที่ยื่นมาในตอนแรกหรือไม่อย่างไร ซึ่งกลุ่มบริษัทขายตรง มักมีการปรับแผนจ่าย โดยที่ไม่แจ้ง สคบ.เพื่อดึงดูดสมาชิก ส่วนนี้ ถือว่ามีความผิด" อำพล กล่าว


การตรวจสอบของ สคบ. ต้องการที่จะเข้าไปติดตามตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วในทุก 2-3 ปี ว่าได้ กระทำอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่จดยื่นต่อสคบ.หรือไม่ หากมีการปรับ หรือแก้ไข สิ่งนี้ ถือว่ามีความผิด


นอกจากนี้ ทาง สคบ. ภายใต้การกุม บังเหียนของนายใหญ่คนใหม่ มีความคิดที่จะ แก้ไขกฎหมายขายตรง ซึ่งปัจจุบันได้ใช้ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง 2545 ในการควบคุมดูแลธุรกิจอยู่ โดยที่ขณะนี้ สคบ.กำลังเตรียมสรรหากลุ่มคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มคนในหลากหลายวงการเข้ามาช่วยกันคิดว่า จะแก้ไขข้อไหนอย่างไร


ขณะที่ในเรื่องของบอร์ดขายตรง ชุดปัจจุบันที่เป็นกลุ่มบอร์ดรักษาการนั้น "อำพล" เผยในเรื่องนี้ว่า "ต้องยอมรับว่าตนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ที่ได้เห็นกลุ่มบอร์ดขายตรงในปัจจุบัน เพราะบอร์ดชุดนี้ เป็นบอร์ดขายตรงที่หมดวาระไปแล้ว ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว โดยที่มีตำแหน่งเป็นบอร์ดรักษา-การ โดยที่นั่งรักษาการมาเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกรอบวาระ ตนจึงแปลกใจ ว่า ทำไมรักษาการนานขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้น กับธุรกิจ ซึ่งตนต้องการตั้งบอร์ดชุดใหม่ โดยเร็ว"


"ผู้ประกอบการขายตรงจะต้องประกอบธุรกิจขายตรงให้เป็นไปตามแผน การจ่ายผลตอบแทนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากมีการประกอบธุรกิจที่ผิดแตกต่างไปจากที่ได้รับการจดทะเบียน นายทะเบียนมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาต และหากมีการประกอบธุรกิจในลักษณะขายตรงแอบแฝง ผู้ประกอบการท่านนั้นๆ จะต้องถูกดำเนินคดี และยึดทรัพย์ตามกฎหมาย" อำพล กล่าว


ตั้ง "กอง" เฝ้าระวัง


อย่างไรก็ดี การทำงานของ สคบ. หลังจากนี้จะเดินคู่กับ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ" เพื่อทำงานป้องปรามตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาในแต่ละปี สคบ.จะมีเรื่องร้องเรียนมาที่หน่วย งานเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคประมาณ 1 หมื่นคดี แบ่งเป็นคดีที่เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงประมาณ 5% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการไม่จ่ายผลตอบแทนตามที่ได้ตกลงระหว่าง บริษัทกับกลุ่มนักธุรกิจอิสระ


"ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเรามีคนทำงานน้อยเกินไป แต่หลังจากนี้ ทาง สคบ. ได้แยกธุรกิจขายตรงออกมาดูแลในฐานะ "กอง" ภายใต้ชื่อ "กองคุ้มครองผู้บริโภค ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง" โดยในอนาคตจะมีคนทำงานในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมา เป็น 10-15 คน จากเดิมที่มีอยู่เพียง 8 คน"


เล็งมัดรวม 4 ก๊ก ยกระดับธุรกิจ


นอกจากนี้ "อำพล" ยังได้กล่าวถึงในประเด็นที่วงการขายตรงแตกเป็น 4 สมาคม ว่า "เรื่องของการตั้งสมาคมขายตรงที่ปัจจุบันมีถึง 4 สมาคมนั้น ตนถือว่าแปลกใจ ไม่น้อย เพราะไม่ค่อยเห็นกลุ่มธุรกิจไหนจะแตกเป็นกลุ่มเยอะขนาดนี้ โดยที่ตนก็มีความ คิดที่จะหาทางดึงทั้ง 4 สมาคมเข้ามาทำงาน ร่วมกัน แต่ยังไม่ทราบว่าจะทำได้ในระดับใด โดยที่ความต้องการสูงสุดคือการรวมทั้ง 4 สมาคม เป็นหนึ่งเดียว หรือไม่ก็จะหาความร่วมมือจาก 4 สมาคม เพื่อทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการยกระดับวงการขายตรงไทย"


ทั้งนี้ เลขาธิการ สคบ.ยังเผยต่อว่า "ตนไม่มีความคิดที่เข้าข้าง หรือให้ความสำคัญกับสมาคมใดเป็นพิเศษ โดยตนจะให้ความสำคัญกับทุกสมาคม และทุกบริษัท"


แชร์ลูกโซ่ยังมี ประชาชนระวัง


"กรณีผู้จำหน่ายหรือตัวแทนขายตรง นำสินค้าไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภค จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บริโภคหรือผู้ครอบครอง สถานที่นั้นเสียก่อน และต้องไม่ทำอะไรที่ถือเป็นการรบกวนผู้บริโภค อีกทั้งต้องแสดง บัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้แทนจำหน่าย ซึ่งออกโดยผู้ประกอบธุรกิจขายตรงด้วย หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางกฎหมาย"


"ในเรื่องของแชร์ลูกโซ่มักจะเกิดขึ้นมากในช่วงเศรษฐกิจขาลง ความเติบโตทาง เศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เมื่อรายได้ของคน มีน้อยในขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ก็ต้องพยายาม หารายได้อื่นมาเสริม การหลอกลวงหรือระดมทุนแบบแชร์ลูกโซ่จึงเกิดขึ้นมาก เพราะ มีการเสนอผลตอบแทนที่สูง มีทั้งอาศัยธุรกิจ ขายตรงแอบแฝง และรูปแบบแชร์ลูกโซ่โดย ตรง ซึ่งในส่วนนี้ทาง สคบ.จึงได้ร่วมมือกับ ดีเอสไอ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลวงการธุรกิจ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น" เลขาธิการ สคบ. เผยถึงความร่วมมือ


ทั้งนี้ "อำพล" ได้กล่าวในตอนท้ายว่า "รูปแบบหลอกลวงที่เข้าข่ายเป็นความผิด "แชร์ลูกโซ่" มีมากมายหลายรูปแบบ ขอให้ประชาชนตั้งข้อสังเกตเปรียบเทียบดูว่าหากธุรกิจใดมีสัดส่วนการลงไม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาสั้นๆ ก็อาจเป็น แชร์ลูกโซ่ได้ ดังนั้น หากประชาชนเกิด ข้อสงสัย สามารถสอบถามมาที่ สคบ. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1166 หรือกลุ่มงานป้องปรามเงินนอกระบบ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เบอร์ 1359"


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2556

‘มาร์เวลแมกซ์’ฮ่องกงบุกไทย ดัน3กลยุทธ์ ขับเคลื่อนเครือข่าย







ggg (Mobile)

 


“มาร์เวลแมกซ์” ขายตรงน้องใหม่ฮ่องกง พร้อมรุกตลาดเครือข่ายเมืองไทย เผย! เหตุที่โฟกัสเมืองไทยเพราะมีความพร้อมทุกอย่าง...แย้มตั้งเป้า 3 ปี ขยายธุรกิจครอบประเทศอาเซียน ขอยอดแตะ 500 ล้านปี’57…แจง 3 กลยุทธ์หลักขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จ


เดินเครื่องกันแบบเร้าร้อนอีกหนึ่งค่าย สำหรับธุรกิจ “ขายตรงน้องใหม่จากฮ่องกง” ขณะนี้ได้ออกมาสร้างความเคลื่อนไหว เพื่อสร้างการรับรู้ให้กับคนเครือข่าย ด้วยการประกาศที่จะบุกตลาดขายตรงเมืองไทยแบบเต็มอัตราศึกกันเลยทีเดียว หลังจากได้มีการเปิดดำเนินการในเมืองไทย เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมานี่เอง


อีกหนึ่งเครื่องส่งสัญญาณความร้อนแรงในสมรภูมิรบ “ขายตรง” กับตลาดเมืองไทยที่พบว่า เริ่มจะเห็นขายตรงหน้าใหม่ ๆ ผุดในภูมิภาคเอเชียหรือประเทศเพื่อนบ้าน ต่างโฟกัสเข้ามาเจาะตลาดในเมืองไทยมากขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า การแข่งขันนับจากนี้ นอกเหนือจากผู้บริโภคจะมีตัวเลือกที่มากขึ้นแล้ว ในส่วนของทางผู้ประกอบการ “ธุรกิจขายตรง” ก็ต้องมีการปรับตัวด้วยเช่นกัน


จะเห็นว่า ปิดท้ายปลายปี “น้องใหม่ขายตรง” เริ่มเข้ามาสร้างสีสันในตลาด และต่างก็มีทีเด็ดออกมาดึงดูดความน่าสนใจชนิดที่ว่า ไม่แพ้บริษัทขายตรงที่เปิดมาก่อนเช่นกัน


ดั่งเช่นขายตรงน้องใหม่จากฮ่องกงอย่าง “บริษัท มาร์เวลแมกซ์ โฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด” โดยมี “มร.มาร์ติก โก” กุมแท่นบริหารงาน ก็ได้ประกาศเตรียมพร้อมที่จะสร้างเครือข่ายในเมืองไทยให้เติบโต พร้อมกับแผนที่จะลุยตลาดในภูมิภาคอาเซียนด้วย


“มร.ไมเคิล จาง” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มาร์เวลแมกซ์ โฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด ได้เผยถึงสาเหตุ


ที่เลือกเมืองไทยเป็นยุทธ ศาสตร์หลักในการทำตลาดเครือข่าย ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมองว่าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้นค่อนข้างที่จะมีความคุ้นเคยในธุรกิจขายตรงอย่างมาก ซึ่งก่อนที่จะเลือกประเทศไทยนั้น ทางด้านประเทศอินโด


นีเซีย มาเลเซีย ก็เป็นประเทศที่น่าเข้าไปลงทุนเช่นกัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยแล้ว ถือว่าไทยนั้นค่อนข้างได้เปรียบหลาย ๆ อย่าง ในขณะเดียวกันประเทศไทยเอง ก็มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประเทศจีนมาอย่างช้านาน


“ก้าวสำคัญของธุรกิจ “มาร์เวลแมกซ์” วางเป้าหมายต้องการจะสร้างแบรนด์ มาร์เวลแมกซ์ ให้เป็นขายตรงระดับโลก โดยจะเริ่มต้นจากพื้นที่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อน ซึ่งไทยถือเป็นสาขาแรกของ มาร์เวลแมกซ์ จากนั้นมีแผนจะเข้าไปเปิดสาขาที่ 2 ในประเทศไต้หวันช่วงเดือนธันวาคมนี้ พร้อมกับประเทศพม่า ลาว ในลำดับต่อไป ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมการ โดยตั้งเป้า 3 ปี เจาะตลาดอาเซียนครบทุกประเทศ รวมถึงการขยายตลาดไปสู่พื้นที่ต่าง ๆ ให้กว้างมากขึ้น อาทิ จีน รัสเซีย เป็นต้น พร้อมกับเป้าหมายยอดขาย 500 ล้านบาท ในปี 2014”


ด้าน “อแมนด้า โลว์” ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ บริษัท มาร์เวลแมกซ์ โฮลดิ้งกรุ๊ป จำกัด กล่าวเสริมอีกว่า ยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการบุกตลาดเมืองไทยนั้น บริษัทฯ เตรียมที่จะใช้ 3 กลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ ประกอบด้วย กลยุทธ์ที่


1. การสร้าง มาร์เวลแมกซ์ ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง (Know us) ผ่านช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ การฝึกอบรม


2. การนำเสนอผลิต ภัณฑ์ที่มีคุณภาพและหลากหลาย และแผนการจ่ายผลตอบแทนที่น่าดึงดูดมาเป็นตัวนำให้ทุกคนสนใจในแบรนด์ (Like us)


และ 3. การสร้างความมั่นใจ (Believe us) ด้วยศักยภาพด้านเงินทุน การบริหารงาน และทีมงานที่เป็นมืออาชีพ พร้อมกับการชูจุดเด่นทางด้านระบบเครือข่ายภายใต้ชื่อว่า “Promax” ที่จะช่วยให้สมาชิกทุกคนประสบความสำเร็จ


ขณะนี้พื้นที่ตลาดหลักของ มาร์เวลแมกซ์ อยู่ที่โดนภาคเหนือและภาคอีสาน สาเหตุที่พุ่งเป้าไปที่ 2 โซน ดังกล่าวนั้น เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่จะสามารถต่อยอดธุรกิจไปที่ประเทศเพื่อนบ้านได้ นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคใต้บริษัทยังมีสำนักงานอยู่ที่หาดใหญ่ด้วยเช่นกัน เหตุผลที่เลือกหาดใหญ่เป็นจุดยุทธ ศาสตร์หลักทางใต้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ค่อนข้างดีด้วยนั่นเอง


สำหรับผลิตภัณฑ์ของ มาร์เวลแมกซ์ ที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยมีอยู่ด้วยกัน 5 กลุ่ม คือ


1. กลุ่มเครื่องใช้ในครัวเรือน (Healthy Living) ประกอบด้วย เครื่องกรองน้ำ Spring Max เป็นสินค้าพระเอกของบริษัท


2. กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มและน้ำผลไม้ ได้แก่ กาแฟเพื่อสุขภาพ Koffie Max Gluta Collagen++ และ Koffie Max Fiber++


3. กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อสุขภาพ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารเสริม วิชั่น บูส


4. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า La JolieMax Hydro+ White Series และ


5. กลุ่มผลิตภัณฑ์ในครัวเรือน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบ้าน ผลิตภัณฑ์ซักผ้า และผลิตภัณฑ์ดูแลรักษารถยนต์ ฯลฯ


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

เปิดบันทึกสมุดเครือข่าย 2556ดาวเงินล้านเกิดพรึบ







nnnn (Mobile)

 


“เส้นทางเงินล้าน” ฉบับปราชญ์เดินดิน คัดลอกได้ ซีร็อกได้ ก็อปปี้ได้ ภายใต้รหัส “ความสำเร็จ” คือจุดมุ่งหมายเดียวกัน ก่อนไต่บังลังก์ “รวย” คือ เป้าหมายสูงสุด...1 ในความสำเร็จที่ทุก ๆ คนต้องควรใฝ่รู้และใฝ่หา เพราะมันคือตำราฉบับย่อที่ลงบันทึกไว้ใน “หลักสูตรสำเร็จขายตรงฉบับสมบูรณ์” เรียนที่เดียวจบจริง..!


บนถนนคนเครือข่ายแห่งนี้...ได้พลิกชีวิตนักขายให้ประสบผลสำเร็จมานักต่อนัก โดยนักขายอิสระเหล่านี้ได้ใช้หลากหลายวิธีที่ก้าวเดินบนถนนดวงดาว จนสามารถยืนหยัดเป็นนักขายแถวหน้า ที่พรั่งพร้อมไปด้วยทรัพย์ศฤงคาร


“นสพ.ตลาดวิเคราะห์” ปักษ์ส่งท้ายปี 2556 อยากจะหยิบยก “นักธุรกิจอิสระ” ที่สามารถไต่บัลลังก์ดาวจนสำเร็จ มาย้อนยุคกันอีกครั้ง เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับผู้คนทั่วไปที่สนใจงานขาย และเป็นแบบอย่างให้กับนักขายที่มุ่งมั่นทำงานด้วยความตั้งใจ จะสำเร็จบนบัลลังก์ดาวในปี 2557


 “กัลยากร - สุรเดช - อุษากานต์”


เผยเคล็ดพุ่งทะยานสู่ความสำเร็จ


...ล้วงลึกเส้นทางสู่ถนนเครือข่าย “นักธุรกิจอิสระ” ท่านแรก เธอผู้นี้มีนามว่า “กันยากร มะลิสา” แห่ง “บริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิลด์ 1999 จำกัด” จากอดีตเคยยึดอาชีพค้าขาย และคำว่าค้าขายนี่แหละ ที่สร้างให้ชีวิตเธอมีกินมีใช้ จนเปิดเนอสเซอรี่และร้านอาหาร สุดท้ายก็ยังไม่ใช่คำตอบที่ “ใช่” สำหรับเธอ


เพราะความมุทะลุ และการไขว่หาความสำเร็จยังมีไม่เพียงพอ...เธอจึงควานหารายได้ทางที่ 3 เป็นอาชีพเสริม


“กัลยากร” จึงเลือกทางที่ลงทุนต่ำ แต่รับรายได้สูง งานอาชีพเครือข่ายจึงน่าจะเหมาะกับเธอมากที่สุด ที่สำคัญเธอชอบงานขายเป็นชีวิตจิตใจ...และเมื่อเหยียบย่างบนถนนเส้นเครือข่าย เธอก็พยายามควานหาความสำเร็จอย่างไม่ลดละ ถึงแม้จะเข้าค่ายโน้นออกจากค่ายนี้ หมุนเวียนกันไปเรื่อย ๆ แต่เธอก็ไม่ยอมเหนื่อยและไม่ยอมหน่ายกับมัน เพราะเชื่อมั่นว่า สักวัน...ฉันจะต้องสำเร็จบนเวทีขายตรง


วันเวลาที่สูญเสียไปเนิ่นนานพอสมควร แต่เธอก็ไม่เคยท้อกลับไปแสวงหาต่อ จนมาวันหนึ่งเธอเดินทางมาบรรจบที่ค่าย “คิงส์เฮิร์บ” ค่ายที่เธอเปิดใจ และเดินตามหลักสูตรขายตรง นั่นคือทดลองใช้สินค้าแล้วบอกต่อ จากคำบอกต่อก็ทำให้ชีวิตดีขึ้นเรื่อย ๆ


ทั้งรายได้ที่เข้ากระเป๋าอย่างต่อเนื่อง มีบ้าน มีรถยนต์ขับ รวมถึงรางวัลท่องเที่ยวต่างประเทศ


“กันยากร” จึงแนะเคล็ดที่ไม่ลับกับการทำธุรกิจขายตรงว่า “การจะทำธุรกิจอะไรให้สำเร็จ ต้องถามใจตัวเองด้วยว่า สู้หรือไม่ พร้อมหรือไม่ เพราะระหว่างทางที่เดินต้องเจอทั้งอุปสรรคและปัญหา หากคุณสามารถก้าวผ่านอุปสรรคและปัญหามาได้ คุณก็จะประสบความสำเร็จในธุรกิจอย่างแน่นอน”


…เช่นเดียวกับนักขายท่านนี้ “สุรเดช เวชกุล” นักรบแห่ง “นีโอ ไลฟ์” อดีตเป็นถึงช่างเคาะพ่นสีรถยนต์


แต่อนาคตยังไม่รู้ชะตากรรมว่า เส้นทางความสำเร็จยืนอยู่ ณ จุดไหน?..จนกระทั่งได้มาสัมผัสกับ “ธุรกิจขายตรง” พอเริ่มตีโจทย์แตก ก็เริ่มมองเห็นโอกาสและความสำเร็จของชีวิต ว่า นับจากนี้คงมอบชีวิตให้กับ “ธุรกิจขายตรง” เพราะเชื่อว่า ผมทำสำเร็จแน่นอน!


เส้นทางชีวิตของ “สุรเดช” เข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงได้ เนื่องจากลูกสาวและภรรยามีปัญหาเกี่ยวกับสุขภาพ ส่วนปัญหาที่สำคัญกว่านั้น นั่นคือ เรื่องของค่าใช้จ่ายที่ไม่พอกับรายรับ จนมีหนี้สินล้นพ้นตัว กลายเป็นตัวแปรที่ต้องหารายได้เสริมเพื่อมาจุนเจือครอบครัว และคำตอบที่อยู่ตรงหน้า ก็หนีไม่พ้น “ธุรกิจขายตรง” ธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านการลงทุนต่ำที่สุด


เมื่อเขาเดินเข้ามาสู่เส้นทางนี้ ก็ยึดคติประจำใจที่ว่า...“การเป็นตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน”...


คือ อย่ามองอะไรให้เป็นปัญหา แต่ให้มองว่า ปัญหาทุกอย่างมีทางออก เพราะทุกชีวิตมีปัญหากันแทบทั้งนั้น หากเรามีสติ ก็เท่ากับเรามีหนทางแก้ ตรงนี้ก็จะเป็นเส้นทางให้คุณประสบความสำเร็จในชีวิตของการทำงาน


จากวันนั้นจนถึงวันนี้ “สุรเดช” สิ่งได้รับจากธุรกิจขายตรง “นีโอ ไลฟ์” คือ รายได้ ทรัพย์สิน รถยนต์ เงินเก็บในธนาคาร รวมถึงสมาชิกภายใต้สายงานมีอาชีพ มีอนาคตที่ดีขึ้นตามลำดับ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ เกิดมาจากความอดทน ความมุ่งมั่น และไม่เคยเสียใจที่ได้เข้ามาสู่ธุรกิจนี้


…มาดูกันอีกหนึ่งสาวมั่นค่าย “จอยแอนด์คอยน์” เธอผู้นี้มีนามว่า “อุษากานต์ ศรีบาง”...กับชีวิตที่เคยลำบากมาก่อนจะประสบความสำเร็จ อาจเป็นเพราะรับเงินเดือนที่ไม่พอกับรายจ่าย 10 ปี ที่ทนต่อสู้กับงาน คำว่า “มนุษย์เงินเดือน” ไม่เคยหล่อเลี้ยงชีวิตได้เพียงพอซะที


เธอจึงมองหารายได้เสริม โดยลงมือทำ “ธุรกิจขายตรง”...และไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่า หลังจากเข้ามาสู่ “ธุรกิจขายตรง” ที่ “จอยแอนด์คอยน์” ชีวิตของเธอจะเปลี่ยนจากดินสู่ดาว จากคนที่เคยมองหาอนาคตและความสำเร็จไม่เจอ มาวันนี้กลับสำเร็จโดยง่ายกับอาชีพเครือข่ายขายตรง


ไม่ว่าจะอยู่อาชีพไหน..? “อุษากานต์” จะยึดมั่นถือมั่นมาโดยตลอด นั่นก็คือ...“การทำงานขายตรงให้เปรียบเสมือนทำงานประจำ และต้องกระทำอย่างต่อเนื่อง เมื่อสำเร็จแล้วก็ต้องถ่ายทอดเทคนิคทั้งหมดให้ทีมงานได้สำเร็จตามไปด้วย เราก็จะพบคำว่า “สำเร็จอย่างไม่มีวันสิ้นสุด”


 แพ็คความสำเร็จลงกระเป๋า


เพราะทุกเป้าหมายมีไว้พุ่งชน


…“นักธุรกิจอิสระ” อีกท่านหนึ่งที่จะหยิบยกความสำเร็จขึ้นมาเอ่ย “ปพน จันพลา” หนุ่มใหญ่ชาวสวน - ชาวไร่ “บริษัท โกลด์ แคทส์ มาร์เก็ตติ้ง จำกัด” ที่ยังไม่เคยสะกดคำว่า “รวย” เป็นเสียที ชีวิตอยู่กับแค่คำว่า “จน” ไม่ได้สุขสบายเหมือนใคร ๆ เพราะไม่ได้เรียนหนังสือ แถมยึดอาชีพเกษตรกรเลี้ยงชีพมาโดยตลอด เรียกว่า อาชีพหาเช้ากินค่ำนั่นเอง


แต่ด้วยความบากบั่น เป็นคนขยัน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เส้นทางความสำเร็จจึงเริ่มสดใส และเจิดจรัสมากขึ้น เพราะการได้มารู้จักกับธุรกิจขายตรงค่าย “โกลด์ แคทส์ฯ” ได้พลิกชีวิตจากชาวไร่สู่การเป็นเศรษฐีเงินแสนเงินล้านภายในไม่กี่ปี...


จนกลายเป็นตัวชี้วัดว่า การศึกษาไม่เคยวัดระดับความสำเร็จบนธุรกิจขายตรง ได้


สุดท้ายนี้ “ปพน” ยังฝากข้อคิดเล็ก ๆ น้อย ๆ ว่า...“บนความสำเร็จ มักอยู่ที่การตัดสินใจ หากเรารู้จักเปิดใจ เปิดโอกาสเข้ามา และ กล้าตัดสินใจ พร้อมที่จะค้นหาความสำเร็จ ทุกอย่างก็จะสำเร็จได้ไม่ยาก เพราะความสำเร็จไม่ใช่โชคลาภ ไม่ใช่ฟ้าลิขิต หรือฟ้าประทาน แต่เป็นการตัดสินใจที่ต้องคิดไตร่ตรองเป็นอย่างดี ซึ่งหากตัดสินใจที่ถูกทาง ความสำเร็จก็จะเดินมาถูกที่ด้วยเช่นกัน...”


...เหมือนเช่นดั่ง “พงศ์ณัชฐกรณ์ ผลพูลธนา” อดีตข้าราชการครู สังกัดกรมอาชีวะ รับราชการมากว่า 28 ปี แต่สุดท้ายก็ต้องมาผันตัวเองสู่นักธุรกิจขายตรง จนประสบความสำเร็จและได้ขึ้นตำแหน่งสูงสุดของค่าย “พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค”


แต่ใช่ว่า “พงศ์ณัชฐกรณ์” จะเข้ามาสู่ “ธุรกิจขายตรง” แล้วประสบความสำเร็จกับ “พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค” เสียทีเดียว เพราะเส้นทางที่เดินผ่านเครือข่ายมาหลายแห่ง ก็ใช่ว่าจะประสบความสำเร็จ...


หลังจากที่ “พงศ์ณัชฐกรณ์” เข้ามาสัมผัสในธุรกิจ “พระรามเก้า เน็ตเวิร์ค” สิ่งที่เขามองเห็นและสัมผัสได้ นั่นคือ ความมั่นคงและความน่าเชื่อถือในธุรกิจ จนเกิดความศรัทธาในตัวบริษัท จนมุ่งมั่นก้าวสู่ความสำเร็จอย่างไม่ลดละ


เริ่มจากความเชื่อมั่นในตัวสินค้า 100%...เข้าสู่ระบบ หมั่นฝึกอบรมอย่างสม่ำเสมอ และฝึกเรียนรู้กับผู้ที่ประสบความสำเร็จ แล้วเราจะสำเร็จได้ดั่งใจหมาย...นี่คือเคล็ดที่ไม่ลับกับการพิชิตเส้นทางความสำเร็จ


…“อุสา ทวีรัมย์” แห่งค่าย “เค มาร์เก็ตติ้ง” ถือเป็นอีกหนึ่ง “นักขาย” กว่าจะก้าวมาสู่ความสำเร็จ จนมีรายได้ และมีชีวิตที่ดีขึ้น เธอผู้นี้เคยผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ในชีวิตมาอย่างมากมาย จากเกษตร กรธรรมดา ๆ คนหนึ่งที่หาเช้ากินค่ำ บัดนี้ เธอมีชีวิตที่แปรเปลี่ยนผันอย่างเห็นได้ชัดกับธุรกิจขายตรง


“ยอมรับว่า เคยผ่านธุรกิจขายตรงมาหลายแห่ง แต่ยังไม่มีสักแห่งที่ช่วยผลักดันให้ประสบความสำเร็จ แต่ “เค มาร์เก็ตติ้ง” เป็นที่ที่ทำให้เธอได้รู้จักคำว่า “สำเร็จ” เพราะสามารถพลิกชีวิตจากเกษตรกรธรรมดา สู่นักธุรกิจเงินแสนเงินล้าน ก้าวสู่ชีวิตใหม่ที่ดีกว่าวันวาน


จากรายได้ที่รับเพิ่มขึ้น มีบ้านหลังใหม่ มีศูนย์จำหน่ายเป็นของตัวเอง...ทุกอย่างล้วนยืนภายใต้เคล็ดลับที่ว่า... “การทำงานต้องสอนสมาชิกให้รู้จักทำงานเป็น ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้เขา ทั้งในเรื่องความซื่อสัตย์ การไม่เอารัดเอาเปรียบ ยึดมั่นในเรื่องจรรยาบรรณ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เป็นพี่เป็นน้อง เป็นครอบครัวเดียวกัน เพียงแค่นี้งานที่ว่ายาก ทุกอย่างก็จะง่ายเช่นกัน”!!


...“จงขอให้เป็นตัวอย่างที่ดี มีค่ามากกว่าคำสอน” เพียงเท่านี้คุณก็จะเจอคำว่า “สำเร็จ” อุสา ทิ้งวลีเด็ดปิดท้าย


2 สามีภรรยาคู่ขวัญ “สวนี สวนใจ - วิริยะ บัวขำ” แห่ง “ไอยรา แพลนเน็ต” ทั้งคู่เข้ามาสู่ “ธุรกิจขายตรง” ได้ เพราะมีเรื่องภาระหนี้สินเป็นตัวนำ จึงอยากจะเข้ามาปลดเปลื้องภาระหนี้สิ้นจากธุรกิจนี้ เพราะมองว่าหากเป็น “มนุษย์เงินเดือน” คงไม่มีทางที่จะชดใช้หนี้สินหมดให้หมดไปได้


แต่กว่าจะมายืน ณ จุดนี้ได้ ก็เกิดอาการท้อ สิ้นหวัง มาหลายครั้ง แต่ก็พร้อมที่จะเผชิญต่ออุปสรรคและปัญหา เพราะเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งเราต้องประสบความสำเร็จและมีชีวิตที่ดีขึ้น


...และเมื่อฟ้าเปิด สวรรค์มีตา นำทั้งคู่มาเจอะเจอกับโอกาสทองของธุรกิจที่ “ไอยรา แพลนเน็ต”...


อาณาจักรขายตรง “ไอยรา แพลนเน็ต” ก็ไม่ได้ทำให้ทั้งคู่ผิดหวัง เมื่อชีวิตเริ่มเปลี่ยน รายได้เริ่มเพิ่มพูนเข้ามาอย่างไม่รู้เนื้อ รู้ตัว ผลจากความสำเร็จที่เริ่มจากศูนย์ วันนี้ วิถีชีวิตได้ลบตัวเลขศูนย์ไปจนหมดเกลี้ยง คงมีแต่กอบและโกยจากมันสมองสองมือที่ลงมือทำ...จนสำเร็จ


เหล่านี้คือ ที่มานักขายเงินแสน เงินล้าน ที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อแรงกาย ฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ นานา จวบจนวันนี้ วันที่มีแต่คำว่า “ความสำเร็จ” มาเยือน..!!


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

‘รูอันเวิลด์’เคาะระฆังยกแรก มุ่งสร้างแบรนด์ปักฐานความเชื่อมั่น







1491714_259590474197691_308195700_n (Mobile)

 


“รูอัน เวิลด์ (ไทยแลนด์)” เปิดแผนเผด็จศึกเครือข่ายเมืองไทย!...ล่าสุดยึดฐานบัญชาการ อาคารอโยธยา ทาวเวอร์ ชั้น 19 เป็นสำนักงานแห่งใหม่ในเมืองไทย พร้อมประกาศเป้าสิ้นปี’57 ขอยอดแตะ 500 ล้าน. ระบุเป้าหมายที่ตั้งไว้สัมฤทธิ์ผลแน่ ด้วยกลยุทธ์การตลาดที่เตรียมสร้างการรับรู้แบบครบเครื่อง


ขยับทัพในช่วงปลายปีอีกหนึ่งค่าย สำหรับธุรกิจขายตรงน้องใหม่จากประเทศเกาหลี นั่นก็คือ ขายตรงที่ชื่อ “รูอัน” ซึ่งถือเป็นการเข้ามาเกาะกระแสเกาหลีฟีเวอร์ในเมืองไทยที่กำลังฮิต...ล่าสุด เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2556 ที่ผ่านมา ทางค่ายนี้ก็ได้มีการจัดงานแถลงข่าวเปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ที่ประเทศไทย ณ อาคารอโยธยา ทาวเวอร์ ชั้น 19 ย่านรัชดาภิเษก


นับได้ว่า เป็นการลั่นระฆังในยกแรกกับความพร้อมรับทำศึกหนักใน “ตลาดเครือข่าย” เมืองไทย...ซึ่งการเข้ามาของ “รูอัน” ในครั้งนี้ จะใช้ชื่อในนาม “บริษัท รูอัน เวิลด์ (ไทยแลนด์) จำกัด” นำทัพโดย “มร.เจมส์ ลี ดำรงตำแหน่งประธานบริหาร และ มร.เมียง วัน คิม ดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ร่วมกับ “มร.พาร์ค อิน ชอน” ดำรงตำแหน่งประธานบริหาร บริษัท รูอัน (ประเทศเกาหลี) จำกัด มาร่วมขับเคลื่อนธุรกิจเมืองไทยในครั้งนี้


โดยสินค้าในช่วงล็อตแรกที่เข้ามาเจาะตลาดในเมืองไทย พบว่าเป็นกลุ่มต่อต้านความชรา Anti-Aging รวมถึงผลิตภัณฑ์ความงามที่ชื่อว่า “MONG-NIS Skin Vitalizing Essence” เป็นสเปรย์ เซลล์บูสเตอร์สารสกัดจากธรรมชาติที่จะช่วยปรนนิบัติผิวพรรณให้คงความอ่อนเยาว์ ซึ่งนอกเหนือจากการใช้สินค้าที่มีความเด่นในเรื่องของคุณภาพแล้ว “รูอัน เวิลด์ (ไทยแลนด์)” ยังได้มีการเตรียมแผนงานในการสร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภค ด้วยสื่อสารทางการตลาดแบบหลากหลายรูปแบบด้วยกัน


ทั้งนี้ “มร.เจมส์ ลี ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เวิลด์ (ไทยแลนด์) จำกัด ได้เผยถึงเป้าหมายยอดขายของ “รูอัน เวิลด์ (ไทยแลนด์)” นับจากนี้ว่า ก่อนสิ้นปีนี้ได้ตั้งเป้าจะกวาดยอดขายอยู่ที่ 10 ล้านบาท พร้อมกับโฟกัสเป้ายอดขายในช่วงกลางปี 2557 อยู่ที่ 200 ล้านบาท และมียอดขายแตะที่ 500 ล้านบาทในสิ้นปี 2557 รวมถึงมีแผนที่จะนำเข้าสินค้าจากประเทศเกาหลี เพื่อทำตลาดในเมืองไทยอย่างต่อเนื่องด้วย


“เรามีความเชื่อมั่นว่า ยอดขายที่บริษัทได้ตั้งเป้าไว้ จะสามารถทำได้อย่างแน่นอน ซึ่งกลยุทธ์ที่จะช่วยขับเคลื่อนธุรกิจสู่เป้าหมาย ประกอบไปด้วย การให้ความรู้ในเรื่องของสินค้า การอบรมอย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับการประชาสัมพันธ์ธุรกิจให้คนเครือข่ายและผู้บริโภคได้รับรู้อย่างต่อเนื่อง”


ด้าน “มร.พาร์ค อิน ชอน” ประธานบริหาร บริษัท รูอัน (ประเทศเกาหลี) จำกัด ได้กล่าวเสริมอีกว่า แผนงานการขยายธุรกิจรูอัน นับจากนี้ นอกเหนือจากการบุกประเทศไทยแล้ว บริษัทฯ ยังมีแผนที่จะขยายไปที่สหรัฐอเมริกา แคนาดา รวมถึงตลาดอาเซียน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย เป็นต้น โดยหากประเทศไหนที่มีการขออนุญาตทำธุรกิจแล้วเสร็จก่อน ก็จะมีการเปิดตัวที่ประเทศนั้นก่อนเป็นลำดับต่อไป


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

รวมช็อตเด็ดขายตรงปี’56 ‘ข่าวเด่น - ประเด็นร้อน’ฮอตทั้งปี







mlm (Mobile)

 


ประมวลภาพขายตรงปี 2556 แต่ละไตรมาส พบ “ข่าวเด่น - ประเด็นร้อน” เพียบ...ทั้ง “แชร์ลูกโซ่ - ซิมเติมเงิน - สินค้าละเมิดลิขสิทธิ์” ร้องเรียนกันให้ควั่ก...ฮอตสะเทือนวงการ หนีไม่พ้นปลด เลขาสคบ. “จิรชัย มูลทองโร่ย” เด้งแบบฟ้าผ่า ต้นเหตุทำงานคลุมเครือ...ฝั่ง “ผู้ประกอบการ” เร่งเครื่องปลายปี ดันยอดสู่เป้าหมาย


ถือเป็นธรรมเนียมประจำปี ที่ทีมข่าว “ตลาดวิเคราะห์” จะต้องหยิบยกและรวบรวม “ข่าวเด่น - ประเด็นร้อน” ในช่วงต้นปีจนถึงปลายปีมานำเสนอแก่ผู้อ่านได้รับทราบกัน ซึ่งเชื่อว่าทุก ๆ เหตุการณ์ใน “ธุรกิจขายตรง” สะท้อนถึงการเติบโตธุรกิจได้เป็นอย่างดี ทั้งความเคลื่อนไหวแวดวงภาคเอกชน และภาครัฐ ที่ต้องทำงานสอดประสานและ “ล้อ” ไปด้วยกันได้ แต่หากเพิกเฉยก็จะเจอทีเด็ด ปลดแบบสายฟ้าฟาดก็มีให้เห็นมาแล้ว


นี่คือ การส่งสัญญาณที่ดี ที่ทั้งเอกชนและภาครัฐ จะต้องกำหนดนโยบายและทิศทางธุรกิจ จะต้องก้าวเดินไปด้วยกัน และร่วมกันเดินอย่างถูกวิธี เพื่อรองรับการเติบโตอุตสาหกรรมขายตรงที่กำลังโตวันโตคืน และปรับสถานการณ์ให้ก้าวทัน “เออีซี”


และบทสรุปความร้อนแรงของธุรกิจขายตรงในแต่ละไตรมาส มีประเด็นร้อน ประเด็นเด็ดอะไร?....ให้น่าติดตาม


 Q1 ขายตรงร้อนระอุ!


แชร์ฉาวโฉ่เริ่มขยับตัว


...เริ่มต้นความเคลื่อนไหวของ “ธุรกิจขายตรง” ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2556 พบว่า ข่าวที่มาสร้างสีสันประเด็นร้อนแรงตั้งแต่ต้นปีนี้ คงจำกันได้เป็นอย่างดี นั่นก็คือ ข่าวค่าย “คิงส์เฮลท์ตี้” ที่มีกระแสออกมาทั้งในเชิงบวกและแง่ลบ โดยส่วนใหญ่แล้วข่าวเชิงลบเรื่องการปั่นเงินจะออกมาค่อนข้างหนาหูมากทีเดียวสำหรับค่ายนี้


ซึ่งข่าวที่สร้างความฮือฮาในช่วงเวลานั้น ก็คือ การเปิดดำเนินธุรกิจมาเพียงแค่ระยะสั้นราว ๆ 3 ปี แต่สามารถสร้างยอดขายได้ถึง 2,000 ล้านบาท ที่สำคัญได้มีการกำหนดเป้าหมายที่จะต้องฟันยอดขาย 5,000 ล้านบาทต่อปีอีกด้วย หากมองถึงเนื้อแท้ของความเป็นจริงแล้ว บริษัทที่เกิดขึ้นมาเพียงไม่นาน จะสามารถสร้างยอดขายได้พุ่งแรงมากมายขนาดนี้ได้เชียวหรือ?...ซึ่งต้องมีปัจจัยด้านอื่นมากระตุ้นยอดขายแน่นอน


แต่ในที่สุด กระแสของค่าย “คิงส์เฮลท์ตี้” ก็ได้เริ่มซบเซาลงอย่างน่าตกใจ ด้วยสาเหตุในเรื่องของปัญหาทางการเงินนั่นเอง รวมถึงยังเกิดปัญหาเรื่องของผู้นำทั้งเบอร์ 1 และเบอร์รอง ๆ ต่างวงแตกออกจากค่ายนี้ไปซบค่ายอื่นกันหลายต่อหลายคนด้วยกัน รวมถึงยังได้มีการไปเปิดบริษัทเป็นของตัวเองอีกด้วย...อาจจะนับได้ว่า ในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ เรื่องข่าวร้อน ข่าวแรงค่าย “คิงส์เฮลท์ตี้” นับเป็นข่าวที่พูดกันหนาหูกันอย่างมากในช่วงเวลานั้นนั่นเอง!..


...ส่วนอีกหนึ่งข่าวเป็นเรื่องที่หลาย ๆ คนเริ่มหันมาสนใจมากขึ้น โดยเฉพาะ “เหล่าผู้ประกอบการ” ใน “ธุรกิจขายตรง” นั่นก็คือ กระแสของการเตรียมความพร้อมเข้าสู่ตลาดเออีซี ที่ทางคนในธุรกิจขายตรงเริ่มที่จะเคลื่อนทัพให้เริ่มเห็นกันบ้างแล้ว เห็นได้จากทั้งในส่วนของหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน ได้ร่วมมือกันแชร์ความคิดในเรื่องดังกล่าวมากขึ้น


ซึ่งการเปิดตลาดเออีซี ต้องบอกว่าไม่ได้ถือเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด แต่อาจจะเป็นเพราะกระแสของตลาดเออีซี เริ่มที่จะมีผลต่อหลาย ๆ ธุรกิจ ด้วยเหตุนี้เอง จึงส่งผลให้ในภาคอุตสาหกรรมขายตรง จึงได้มีการขยับตัวเพื่อให้สอดรับกับกระแสที่เกิดขึ้น


แต่ในทางกลับกัน เชื่อว่าการที่ “เหล่าผู้ประกอบการ” จ ะกรีฑาทัพเข้าสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมจำเป็นอย่างยิ่งที่จะปรับให้พร้อมเพื่อรับมือ หากเดินตามกระแสโดยที่ไม่พร้อม โอกาสที่จะเจ็บตัวก็มีสูงด้วยเช่นกัน...ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งข่าวที่บรรดาผู้ประกอบการขายตรงต่างตื่นตัวกันอย่างมากทีเดียว


ขณะเดียวกันหลาย ๆ คน ต่างจับตามองความเคลื่อนไหว นั่นก็คือ กรณีของ “บัตรเติมเงิน” กับ “ธุรกิจขายตรง” ที่ต่างคนต่างมองว่า มันใช่ธุรกิจขายตรงหรือไม่ เพราะด้วยตัวสินค้าที่ไม่ใช่อยู่ในหมวดอุปโภค - บริโภคชัดเจนเท่าที่ควร และคาบเกี่ยวกับ “ธุรกิจแชร์ลูกโซ่” หรือไม่ ยังไม่มีคำตอบออกมาเป็นที่แน่ชัด เพราะมีการเชิญชวนและลงรหัสคล้าย ๆ กับธุรกิจขายตรง ซึ่งในกรณีดังกล่าวนี้ หลายฝ่ายต่างออกมาแสดงความคิดเห็นกันอย่างชัดเจน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเริ่มเห็นธุรกิจชนิดนี้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดนั่นเอง


โดยข้อความที่เชิญชวนและถูกโพสผ่านเว็บต่าง ๆ ถือว่า อาจจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า เข้าข่ายหรือคาบเกี่ยวกับ “ธุรกิจแชร์ลูกโซ่” หรือไม่ ก็ไม่มีหน่วยงานใดออกมาระบุเป็นที่แน่ชัด ยกตัวอย่าง ข้อความที่ถูกโพสไว้ดังรายละเอียดต่อไปนี้ คือ...“วันนี้ ไม่ว่าคุณจะใช้มือถือเครือข่ายไหน ระบบไหน คุณสามารถที่จะรวยได้ด้วยสุดยอดเทคโนโลยี ผสมผสานกับแนวคิดทางการตลาดที่ลงตัว ที่สามารถสร้างรายได้มหาศาลให้กับคุณ นี่ไม่ใช่รายได้เสริมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้คุณต้องเสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์ แต่นี่จะเป็นรายได้มากกว่ารายได้หลักที่ท่านเคยได้รับ พิสูจน์ด้วยตัวคุณเองครับ”…อย่างนี้เป็นต้น


เช่นเดียวกับข่าวในเรื่องของ “การแก้ไขกฎหมายขายตรง” ที่หลาย ๆ คน ในธุรกิจนี้ อยากจะเห็นว่าจะออกมาในรูปแบบไหน และจะสามารถสร้างแรงผลักดันให้กับธุรกิจนี้ได้มากน้อยเพียงใด โดยในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปีนี้ ทาง “สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย” หรือ (TDNA) ที่มีอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ.อย่าง “นิโรธ เจริญประกอบ” นั่งเป็นนายกสมาคมฯ อยู่นั้น ก็ได้ออกมาโชว์ออฟประกาศเดินหน้าเสนอให้มีหน่วยงานดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะ พร้อมกับยังมีการเสนอให้ตั้ง “กองทุนคุ้มครองผู้เสียหายจากการทำธุรกิจขายตรง” อีกด้วย


…ข่าวเด่น - ประเด็นร้อนที่ “นสพ.ตลาดวิเคราะห์” ได้ออกมาพาดหัวข่าวใหญ่หน้า 1 “ล้างบาง‘ขายตรงนอกรีต’ ปิดฉาก ‘สหกรณ์’ กำมะลอ” ซึ่งถือเป็นการเปิดโปงขบวนการของแก๊งค์มิจฉาชีพที่มีการแสดงพฤติกรรมแบบซ่อนเร้น ด้วยการเปิดสหกรณ์บังหน้า จากนั้นมีการกลายพันธุ์สู่ธุรกิจขายตรงแบบเต็มรูปแบบ


ซึ่งหากใครยังจำขบวนการ นี้ได้ คงพอที่จะทราบว่า ในช่วงเวลานั้นพฤติกรรมของ “ขายตรงเถื่อน” พวกนี้ ได้มีการใช้คำโฆษณาชวนเชื่อแบบล่อแมงเม่าบินเข้ากองไฟ ด้วยแคมเปญที่ว่า “ตื่น - ตาย กู้ได้เงินแสน” และจากพฤติกรรมนี้เอง ที่ทำให้มีผู้เสียหายต่างมาร้องทุกข์กันมากกว่า 12,000 รายทีเดียว


 ขายตรง Q2 ยังคุกรุ่น


ข่าวเด่น - ข่าวร้อนตรึม


...เปิดฉากความเคลื่อน ไหวของ “ธุรกิจขายตรง” ในช่วง “ไตรมาสที่ 2” ของปี ก็ยังถือว่ากระแสของ “ข่าวเด่น - ข่าวร้อน” ยังคงดุเดือดเลือดพล่านอย่างต่อเนื่อง...เห็นได้จากข่าวของทาง “เวิลด์ เวนเจอร์” ที่คนในเครือข่ายต่างจับจ้องมองดูถึงความเคลื่อนไหวแบบเกาะติดสถานการณ์


จากข้อมูล ณ ช่วงเวลานั้น พบว่าเป็นบริษัทที่มีการสร้างเครือข่ายขายตรงผ่านช่องทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งสินค้าหลักเป็นการให้บริการด้านการท่องเที่ยว การให้บริการจองที่พัก จองเที่ยวบิน ที่สำคัญยังได้มีการแอบอ้างว่า มีขอบข่ายธุรกิจกว้างไกลทั่วโลก มีคำโฆษณา ที่ปรากฏในหน้าเว็บไซต์ ระบุชัดเจนว่า สมาชิกสามารถซื้อบริการที่พักโรงแรมระดับ 2 - 3 ดาว แต่จะได้บริการที่สูงเลอเลิศเทียบเท่าระดับ 5 ดาวอีกด้วย


ซึ่งบริษัทดังกล่าวนี้ หากมองในอีกแง่มุมหนึ่ง จะพบว่าค่อนข้างที่จะคาบเกี่ยวกับธุรกิจ “แชร์ลูกโซ่” ด้วยเช่นกัน เพราะการโฆษณาชวนเชื่อ รวมถึงการเรียกเก็บค่าสมาชิกดังกล่าว ยังถือว่าค่อนข้างที่จะแพงอย่างมากทีเดียว หากเทียบเท่ากับบริษัทอื่นที่ทำ “ธุรกิจขายตรง” ในลักษณะเดียวกัน!...


…ส่วนอีกข่าวที่หลาย ๆ คนเฝ้าติดตามเช่นเดียวกัน ที่ถูกโยงว่ามีข่าวฉาวเรื่องของ “แชร์ลูกโซ่” พ่วงออกมาด้วย ส่วนจะจริงหรือไม่ ก็ยังไม่มีการยืนยันเป็นที่แน่ชัด เพราะยังไม่มีหน่วยงานรัฐและกฎหมายใด ๆ เข้าไปจัดการ มีเพียงแต่กระแสที่ติดลมบนจนมีข่าวออกมาอย่างหนาหู นั่นก็คือ ขายตรงน้องใหม่ “มิ้ลค์กี้ฯ” ที่มีข่าวทั้งในแง่บวกและในแง่ลบ ซึ่งมีออกมาให้เห็นแทบจะต่อเนื่องเลยทีเดียว


ไม่ว่าจะเป็นทั้งในเรื่องของการปรับเปลี่ยนทัพผู้นำใหม่หมด ปรับทีมผู้บริหาร รวมถึงการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์องค์กรใหม่ แม้กระทั่งการเปลี่ยนชื่อบริษัทใหม่ พร้อมกับเสริมพันธมิตรใหม่ ๆ สถานการณ์ของค่ายนี้ ก็ยังถือว่าไม่นิ่งพอสมควร และยิ่งมีการแตกหักระหว่างสามี - ภรรยาด้วยแล้ว ต้องบอกว่า เป็นอีกหนึ่งตัวแปรที่สำคัญ ที่ทำให้ธุรกิจของทั้ง 2 ฝ่ายต่างหยุดชะงัก และเริ่มสั่นคลอนออกมาให้เห็นนั่นเอง...ซึ่งหากใครที่ติดตามค่ายนี้ให้ดี จะพบว่า มีข่าวความเคลื่อนไหว รวมถึงการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์แทบจะทุกนาทีเลยก็ว่าได้


อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวของธุรกิจขายตรงในช่วงไตรมาสที่ 2 นั่นก็คือ เรื่องของการมอบตราสัญลักษณ์กับ 29 บริษัทขายตรงล็อตแรก ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการสกรีนบริษัทที่ถูกกฎหมาย และต่อมาทางด้านหน่วยงานรัฐอย่าง สคบ. ก็ได้ออกใบรับรองการทำธุรกิจให้กับ 353 บริษัทในธุรกิจขายตรง ที่มีการยื่นเรื่องว่า ดำเนินการอยู่ จากที่ปัจจุบันพบว่ามีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรงเกือบ 1,000 บริษัทด้วยกัน ที่เข้ามาสู่ธุรกิจนี้


…เช่นเดียวกับทางด้าน “สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย” ที่ได้มีการเลือกนายกสมาคมฯ คนใหม่ในช่วงไตรมาสที่ 2 ซึ่งผลที่ออกมาผู้ที่เข้ารับตำแหน่งดังกล่าว นั่นก็คือ “ดร.สมชาย หัชลีฬหา” โดยหลังจากที่ได้เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว “ดร.สมชาย” ก็ได้ประกาศที่จะนำเหล่าสมาชิกในสมาคมฯ ลุยตลาดเออีซีที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 นี้ ซึ่งถือเป็นการเริ่มขยับทัพอีกก้าวของฝั่ง “สมาคมการพัฒนาการขายตรงไทย”


ส่วนฝั่งของ “สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย” หรือ TDNA ก็ไม่รีรอเช่นกัน ได้ออกมาจับมือกับ 4 พันธมิตรอย่าง “TDNA - สคบ. - ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจ - ศูนย์อาเซียน” พร้อมที่จะเดินหน้าและผลักดันธุรกิจขายตรงเมืองไทยสู่ระดับสากล ไม่ว่าจะเป็นทั้งมาตรฐานด้านกฎหมายและวิชาชีพ รวมถึงการปรับระบบฐานข้อมูล ตัวเลขยอดขายที่เป็นจริง และแยกแยะกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจจริงให้มีความชัดเจน


พร้อมกันนี้ TDNA ยังได้เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายอีกด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความชัดเจนในกรอบหรือหลักเกณฑ์ในการกำหนดพฤติกรรมผู้ประกอบการ ไม่ให้เดินออกไปนอกกรอบ การสร้างความชัดเจนในอำนาจในการกำกับดูแลผู้ประกอบการอย่างมีเอกภาพ และมีความพร้อมในการเข้ามาทำหน้าที่กำกับดูแลอย่างทั่วถึง รวมถึงต้องการเห็นหน่วยงานหรือองค์กรที่สถาปนาขึ้นมา จะต้องมีความศักดิ์สิทธิ์ในการบังคับใช้กฎหมาย โดยจะต้องให้คุณและให้โทษแก่ผู้ประกอบการได้ตามสมควร


ส่วนทางด้าน “สมาคมการขายตรงไทย” ก็ได้ออกมาเตรียมผลักดัน “สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน” อย่างสุดกำลัง โดยคาดว่าจะเห็นภาพที่ชัดเจนภายใน 2 ปีข้างหน้านี้อย่างแน่นอน อีกทั้งยังได้มีการประกาศอีกด้วยว่า สมาคมการขายตรงไทย ถือเป็นสมาคมเดียวที่น่าจะมีศักยภาพมากพอในการดำเนินการในเรื่องนี้ได้…ถือเป็นการประกาศจุดยืนที่ชัดเจน จนทำให้เหล่าสมาคมต่าง ๆ ในธุรกิจขายตรงต่างนิ่งอึ้งไปเลยทีเดียว!!


 Q3 MLMผิดกม.มาแรง


จี้! รัฐเร่งบี้เอาความผิด


...เข้าสู่ไตรมาสที่ 3 สถานการณ์ของ “ธุรกิจขายตรง” ก็ยังคงร้อนแรงเหมือนเช่นดั่ง ไตรมาสที่ 1 และ ไตรมาสที่ 2 เห็นได้จากข่าวของการออกมาแฉพฤติกรรมของผู้ประกอบการหัวใส ที่ออกมายื่นขอใบอนุญาตขายตรง เพื่อหวังที่จะเอามาเร่ขายใบอนุญาต ที่เสนอราคาขายอยู่ที่ใบละ 300,000 บาท ที่สำคัญยังไม่รวมกับค่าที่ปรึกษารายเดือนอีกเดือนละ 50,000 บาท ถือเป็นอีกหนึ่งพฤติกรรมที่เรียกว่า เป็นการกระทำผิดกฎหมายร้ายแรงอย่างมากทีเดียว


เหมือนเช่นดั่งข่าวประเด็นร้อนอย่าง “ขายตรงซิม - เติมเงินมือถือ” ที่เริ่มระบาดหนักในช่วงที่ผ่านมา เป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่คนเครือข่ายเฝ้ามองดูกันอย่างมาก เพราะคนในสังคมต่างออกมาพูดกันหนาหูว่า ธุรกิจซิมมือถือแท้ที่จริงแล้ว “ถูกกฎหมาย” หรือ “ผิดกฎหมาย” กันแน่!


ด้าน นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ก็ออกมาประกาศพร้อมที่จะเข้าไปตรวจสอบแบบปูพรมทั่วประเทศกันเลยทีเดียว สำหรับธุรกิจที่เข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน แต่จนแล้วจนเล่า ถึงเวลานี้


ยังพบว่า ยังมีกิจการหลายแห่งที่ยังลอยหน้าลอยตาแหกตาประชาชน ว่าเป็นธุรกิจโปร่งใส ซึ่งกฎหมายไม่สามารถเอาผิดเอาโทษได้แบบจริงจังเสียที


นอกจากนี้ ยังมีข่าวเรื่องของการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับสินค้าเกิดขึ้น ซึ่งข่าวดังกล่าวที่ทำให้ผู้ประกอบการที่โดนเชือด ต่างออกมาเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม เห็นได้จากผลิตภัณฑ์ “คอลลาเจน” หากสังเกตให้ดีจะพบว่ามีหลาย ๆ ค่ายต่างออกมาลงชิงแชร์ในตลาดนี้กันอย่างมากทีเดียว ซึ่งก็ไม่รู้ว่าของใครจริง ของใครปลอมกันแน่!...


ในกรณีของข่าว “ดี เน็ทเวิร์ค” ได้ออกมาแถลงข่าวชี้แจ้ง เรื่องกรณีถูกก็อปปี้สินค้า “ดี-เท็น” พร้อมเตรียมรวบรวมหลักฐานเอาผิดผู้ที่ละเมิดลิขสิทธิ์สินค้า...เช่นเดียวกับทางด้าน “แม็กซ์ เฮลท์ตี้” ก็เจอแบบเดียวกันเต็ม ๆ อีกราย เตรียมฟ้องกลับผู้ละเมิดลิขสิทธิ์แบรนด์สินค้า “Maxx Collagen Plus” หลังสร้างความเสียหายต่อธุรกิจ และทำให้เกิดความเข้าใจผิดทั้งนักธุรกิจและผู้บริโภค


…ต่อมาไม่นาน กรณีของค่าย “แม็กซ์ เฮลท์ตี้” ที่โดนอีกฝั่งละเมิดสิทธิ์นั้น ขณะนี้ก็ได้มีการเจรจายอมความและร่วมเป็นพันธมิตรกันใหม่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


…มาดูอีกหนึ่งข่าวที่สร้างความกังวลใจกับหลาย ๆ ธุรกิจไม่น้อยในช่วงไตรมาสที่ 3 รวมถึง “ธุรกิจขายตรง” ถึงแม้ว่าจะมีผู้ประกอบการหลายท่าน ต่างมองว่าไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด นั่นคือ เรื่องกำลังซื้อจากผู้บริโภค ที่เริ่มมีการชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัด และจากความกังวลใจในเรื่องของกำลังซื้อที่ลดลง ก็เริ่มเห็น “ผู้ประกอบการ” จำนวนไม่น้อย ต่างดาหน้าเร่งเข็นโปรโมชั่น ออกมายั่วน้ำลายผู้บริโภคกันอย่างหนักทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะต้องการที่จะดึงกำลังซื้อกลับคืนมา


อีกหนึ่งข่าวความเคลื่อน ไหวของ “สมาคมการขายตรงไทย” ที่ได้ออกมาผนึกกำลังร่วมกับ สมาคมขายตรง 3 ชาติ ไม่ว่าจะเป็น ไทย เวียดนาม และมาเลเซีย ที่มาร่วมแชร์ประสบการณ์ ถึงการที่จะเข้าไปทำธุรกิจในประเทศดังกล่าวว่า จะต้องเจอกับปัญหาและอุปสรรคอะไรบ้าง


เช่นเดียวกับทางฝั่งของ “สคบ.” ก็ได้ออกมาเตรียมที่จะเข็น 3 นโยบายเร่งด่วน ไม่ว่าจะเป็น “การใช้รหัสมาตรฐานสากล GS1 การคุมเข้มโฆษณาผ่านสื่อ” รวมถึงยังได้เดินหน้าประชาพิจารณ์ “ตัวแทนขายตรง” ทั้งประเทศ เพื่อต้องการที่จะรู้ถึงปัญหาที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้...ซึ่งข่าวความเคลื่อนไหวในช่วงไตรมาสที่ 3 นี้ ถือว่ายังคงมีประเด็นหลาย ๆ เรื่องที่ชวนน่าติดตามอย่างมากทีเดียว?...ซึ่งน่าจะเป็นข่าวร้อนในปีหน้า


 Q4 เลขาฯสคบ.ถูกปลด


เอกชนเร่งปล่อยกลยุทธ์


...เริ่มเข้าสู่ไตรมาสที่ 4 เหตุการณ์ข่าวร้อน ๆ แรง ๆ ช็อกยังมีอย่างต่อเนื่อง เมื่อ “จิรชัย มูลทองโร่ย” ก็ถูกเด้งพ้นสภาพจากการนั่งในตำแหน่ง เลขาธิการ สคบ.เป็นที่เรียบร้อย...ซึ่งกรณีที่ทาง “จิรชัย” ถูกเด้งนั้น พบว่ามาจาก 3 สาเหตุด้วยกัน คือ


1. มีการร้องเรียนไปยัง นายสันติ พร้อมพัฒน์ เกี่ยวกับกรณี นายจิรชัย มีสายสัมพันธ์กับบริษัทเอกชนขายตรง หลายแห่งอย่างออกหน้าออกตา ส่งผลทำให้ภาพลักษณ์องค์กร สคบ.เสียหาย และส่อว่าจะมีผลประโยชน์ทับซ้อน


2. การทำงานไม่เข้าขากับคณะทำงานของรัฐมนตรี โดยเฉพาะตัวเลขานุการรัฐมนตรี และ


3. การทำงานแบบไร้ยุทธศาสตร์ ไม่มีผลงานเป็นชิ้นเป็นอัน…นับเป็นอีกหนึ่งข่าวร้อน ในช่วงเริ่มต้นไตรมาสที่ 4 เรียกว่า ช็อกกันทั้งวงการขายตรงกันเลยทีเดียว


ส่วนการออกมาแข่งขันเพื่อช่วงชิงยอดขายของแต่ละบริษัท ต้องบอกว่าเล่นกันหนักเลยทีเดียว ไม่เว้นแม้กระทั่ง “ขายตรงข้ามชาติ” ที่หันมาออกอาวุธสร้างแรงศรัทธาของธุรกิจ เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น รวมถึงการประคองยอดขายของตนเองให้ตรงตามเป้าหมาย


เห็นได้จากขายตรงข้ามชาติอย่าง “เจอเนสส์” ก็ได้ออกมาจัดงานประชุมนานาชาติที่ประเทศไทย เพื่อหวังที่จะปลุกความเชื่อมั่นของธุรกิจให้ตื่น รวมถึงค่าย “เออาร์เอส” ขายตรงสัญชาติมาเลเซีย ก็เตรียมเปิดตัวอย่างเป็นทางการสิ้นปีนี้ หลังจากที่ซุ่มเงียบทำธุรกิจมากว่า 10 เดือน พร้อมกับเตรียมชูจุดแข็งแผนการตลาดที่ไม่เหมือนใคร


รวมถึงค่าย “ซินเนอร์จี้” ในช่วงไตรมาสสุดท้าย ก็ออกมาเร่งสร้างผู้นำออโต้ชิพ พร้อมกับการสกัดกั้นพวกที่ขายสินค้าตัดราคา ส่วนอีกหนึ่งขายตรงน้องใหม่อย่าง “EPIC” บริษัทในเครือ Berjaya Group ประเทศมาเลเซีย ก็ออกมาบุกตลาดขายตรงไทยแบบเต็มสตรีมกันเลย ที่สำคัญยังได้มือดีอย่าง “ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์” รองประธานฝ่ายภูมิภาคเอเชีย บริษัท อีพิค ประเทศไทย จำกัด มาร่วมปลุกกระแสของธุรกิจในเมืองไทยด้วย


และไม่ใช่ “ขายตรงข้ามชาติ” เพียงอย่างเดียวที่ ออกแรงฟาดฟันแบบเต็มอัตราศึก แต่ยังมีขายตรงสัญชาติไทยน้องใหม่ลูกผสมอย่าง “ไทยเฮลท์” ที่ได้ประกาศศักดาความพร้อมและความเหนือชั้นของธุรกิจ ด้วยการส่งพรีเซ็นเตอร์กองทัพดาราดัง มาร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์บริษัทอีกด้วย


อาทิ “ใบเตย อาร์สยาม” เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์สำหรับผู้หญิง ซ้อเจ็ด เซทคัพ “อาจารย์วิโรจน์ ตั้งวาณิชย์” เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดสกัด ตรา มัชรูม พลัส (Mushroom Plus) นักมวยแชมป์เปี้ยนระดับตำนาน “สามารถ พยัคฆ์อรุณ” และ “สมรักษ์ คำสิงห์” เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์น้ำมันจมูกข้าว ผสมน้ำมันรำข้าว และน้ำมันจมูกข้าวสาลี ยูนิไรซ์ (Uni Rice) และ “สมเล็ก ศักดิกุล” พร้อมสองสาวเซ็กซี่ “หมวย แม็กซิม” และ “อะตอม ภัคจิรา” เป็นตัวแทนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเพื่อผู้ชาย วีเอ็ม พลัส (VM Plus)


ล่าสุด ได้มีการเพิ่มอาวุธทางธุรกิจอีกหนึ่งช่องทาง นั่นคือ คลื่น FM90 ในพื้นที่กรุงเทพฯ เป็นตัวจุดกระแสของธุรกิจ หากใครที่ยังติดตามค่ายนี้ จะพบว่ามีการจับมือกับพันธมิตรค่อนข้างมากทีเดียว โดยเฉพาะสื่อเคเบิ้ลทีวีและสื่อวิทยุชุมชน


ไม่เว้นแม้กระทั่งค่าย “ดี เน็ทเวิร์ค” ก็ออกมาสร้างการรับรู้ของธุรกิจด้วยพรีเซ็นเตอร์เช่นกัน ซึ่งประกอบด้วย 1. “เขาทราย กาแล็คซี่” อดีตแชมป์มวยโลกขวัญใจชาวไทย เป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์โกเรจินส์ ผ่านรายการมวยเป็นหลัก 2. “ปิยะ ตระกูลราษฎร์” พิธีกรรายการ “อัศวินดำ” เป็นพรีเซ็นเตอร์ ผลิตภัณฑ์สารบำรุงสมองพืช ภายใต้ชื่อ “บานเย็น” 3. “ครูสลา คุณวุฒิ” ครูเพลงลูกทุ่งชื่อดัง มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์ “ดี เบรม” 4. “นางสาวกรรณิกา ขันแก้ว” นางงามผิวสวย เวทีมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2012 และเจ้าของตำแหน่งรองอันดับ 2 Miss World Next Top Model 2013 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิตภัณฑ์ “สวีท พาวเดอร์” และ 5. “นางสาวณัฐมน กฤษณคุปต์” รองอันดับ 2 มีสไทยแลนด์ยูนิเวิร์ส 2011 มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ผลิต ภัณฑ์ “ดีเทน พลัส”


...จะเห็นได้ว่า “ข่าวเด่น - ประเด็นร้อน” ตลอดปี 2556 นี้ ยังมีอีกหลายเหตุการณ์ จะต้องหาทางออกให้เจอในปี 2557 และยังถือเป็นประเด็นร้อนที่ต้องติดตามกันต่อไป ซึ่งเชื่อว่าความร้อนแรงของ “ธุรกิจขายตรง” ในปี 2557 นี้ คงจะมีเรื่องราวให้น่าติดตามอย่างมากมายกันเลยทีเดียว


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/