ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอลดาต้า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ คอลดาต้า แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวคิงส์เฮิร์บ (King Herb) : ดร.ปพนปลื้มกระแสธุรกิจขอนแก่นแรง เล็งซื้อที่ดินมุกดาหารเชื่อมโยงตลาดAEC







sss (Mobile)


บอสใหญ่ค่าย คิงส์เฮิร์บ เผยภาพรวมธุรกิจครึ่งปีแรกอัตราการเติบโตกระจายทุกพื้นที่ พร้อมปลื้มธุรกิจที่ขอนแก่นโตดีทั้งยอดขายและผู้นำ...ล่าสุดเล็งซื้อที่ดินจังหวัดมุกดาหาร หวังเป็นทางเชื่อมต่อธุรกิจสู่ตลาดอาเซียน...แจงแผนเตรียมบุกตลาดประเทศลาว หลังนำร่องสินค้าไปแล้วกระแสตอบรับดีเกินคาด...พร้อมเสริมจุดแข็งธุรกิจเซ็นสัญญากับธนาคารไทยพาณิชย์ผุดบัตรกดเงินสดเพิ่มความสะดวกสบาย


ดร.ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บเวิลด์ 1999 จำกัด เผยถึงภาพรวมธุรกิจในช่วงที่ผ่านมาว่า วันนี้การเติบโตของธุรกิจคิงส์เฮิร์บพบว่าค่อนข้างที่จะกระจายไปเกือบทุกพื้นที่ แต่ที่จะเติบโตมากเป็นพิเศษ คือ ในจังหวัดขอนแก่น ซึ่งปัจจุบันเริ่มที่จะมีผู้นำหลาย ๆ ท่านเข้าไปทำตลาดในจังหวัดขอนแก่นค่อนข้างมากทีเดียว ส่วนหนึ่งเป็นเพราะในเรื่องของตลาดอาเซียนที่กำลังจะเปิดขึ้นด้วย


โดยอีกหนึ่งแผนงานที่ถือว่าสอดรับกับตลาดอาเซียนที่กำลังจะเปิดนั่นคือ ทางบริษัทฯ ได้มีการติดต่อซื้อที่ดินในจังหวัดมุกดาหาร โดยสาเหตุที่เล็งจังหวัดดังกล่าวนั้น เนื่องจากมองว่า เป็นเส้นทางที่เชื่อมต่อตลาดอาเซียนได้หลายประเทศ และน่าที่จะส่งผลดีต่อธุรกิจด้วยเช่นกัน ในขณะเดียวกัน ทางบริษัทฯ ก็ยังมีแผนที่จะเจาะตลาดประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย โดยที่กำลังเจรจาอยู่ คือ ประเทศลาว คาดว่าไม่เกิน 1 เดือน น่าที่จะได้รับใบ อย. จากประเทศลาว ซึ่งที่ผ่านมา การเข้าไปของธุรกิจคิงส์เฮิร์บนั้น จะเป็นในส่วนของสมาชิกที่นำเอาสินค้าเข้าไปทำตลาดนั่นเอง


ส่วนในเรื่องของการขยายโรงงานนั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่บริษัทฯ ต้องทำอยู่แล้ว ซึ่งถือเป็นขั้นตอนต่อไป โดยวันนี้บริษัทฯ ยังสามารถผลิตสินค้าได้เพียงพอกับการเติบโต แต่ในอนาคตถ้าอาเซียนเปิด มองว่าบริษัทฯ คงต้องพร้อม ฉะนั้นอาเซียนกำลังจะเปิดอีก 2 ปีข้างหน้าเราเองยังมีเวลา กับการที่จะขยายโรงงานเพิ่มขึ้น และล่าสุดที่บริษัทฯ ไปเปิดคลังสินค้าที่ขอนแก่นนั้น ตรงนี้คือ การลงทุน ในการที่จะนำสินค้าของเราไปสู่ตลาดเออีซีอีกด้วย


นอกจากนี้ ดร.ปพน ยังกล่าวถึงกรณีที่มีหลาย ๆ บริษัทในขายตรงที่เข้ามาทำตลาดในประเทศลาวแล้วไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควรว่า ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะความไม่แน่นอนของบริษัทตัวเขาเอง ซึ่งวันนี้ความมั่นคงของแต่ละบริษัทนั้น คุณไม่จำเป็นต้องไปประเทศลาวก็ได้ อาจจะทำในประเทศไทยให้แข็งแร่งก่อน ซึ่งวันนี้หากยังไม่สามารถที่จะสร้างความแข็งแกร่งที่ประเทศไทยได้ โอกาสที่จะบุกตลาดในประเทศเพื่อนบ้านเชื่อว่าคงที่จะยากด้วยเช่นกัน


สำหรับตลาดขายตรงในประเทศลาวนั้น ทางคิงส์เฮิร์บเอง ก่อนหน้านี้ทางสมาชิกได้มีการนำเอาผลิตภัณฑ์ไปเปิดตลาดบ้างแล้ว ซึ่งคนในประเทศลาวเริ่มที่จะรู้จักผลิตภัณฑ์ของเราด้วยเช่นกัน พร้อมกันนี้ หลังจากที่ผลิตภัณฑ์ของบริษัทเริ่มเป็นที่รู้จักแล้ว ทางบริษัทฯ จะเป็นการนำเอาระบบเข้าไปเพื่อให้คนที่สนใจจะเข้าร่วมธุรกิจได้รู้จักธุรกิจคิงส์เฮิร์บมากขึ้น


บอสใหญ่ค่ายคิงส์เฮิร์บ กล่าวต่ออีกว่า อีกหนึ่งจุดแข็งที่ทางธุรกิจคิงส์เฮิร์บกำลังเพิ่มเข้ามาในธุรกิจนั่นก็คือ


การเซ็นสัญญากับทางธนาคารไทยพาณิชย์ ในการที่จะมีบัตรกดเงินสด ซึ่งสมาชิกของคิงส์เฮิร์บไม่ว่าจะอยู่ประเทศไหนก็แล้วแต่ คุณไม่ต้องเปิดบัญชี เพียงแค่เอาบัตรกดเงินสดเข้าไป และมีพาสปอร์ต บัตรประชาชนประเทศ คุณ ก็สามารถกดเงินสดใช้ได้เลย ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการเพิ่มความสะดวกสบายให้กับสมาชิกนั่นเอง


ปัจจุบันคิงส์เฮิร์บได้มีการส่งผลิตภัณฑ์ คอลดาต้า ไปยังประเทศลาวประมาณ 3-4 หมื่นขวดต่อเดือน โดยการเข้าไปบุกตลาดลาวนั้น คาดว่าน่าที่จะชัดเจนมากที่สุดในปีหน้า โดยขณะนี้มีสมาชิกหลายคน อยากให้บริษัทฯ ไปเปิดออฟฟิศที่ลาว แต่ติดอยู่ที่ในเรื่องของกฎหมายที่ถือว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญในการที่จะเข้าไป โดยตอนนี้คงจะเป็นการขอ ทาง อย. เกี่ยวกับเรื่องของผลิตภัณฑ์ก่อน


ดร.ปพน กล่าวอีกว่า ขณะนี้ ได้มีประเทศมาเลเซีย ได้เข้ามาเจรจาในเรื่องของธุรกิจด้วยเช่นกัน ซึ่งทางบริษัทฯ กำลังดูถึงเรื่องแนวทางในการทำธุรกิจของนักลงทุนที่เข้ามาติดต่อก่อน เนื่องจากที่ผ่านมา สินค้าของคิงส์เฮิร์บก็มีอยู่ในประเทศมาเลเซียบ้างแล้ว รวมถึงบริษัทฯ ยังมีสมาชิกที่เป็นคนมาเลเซียด้วย โดยวันนี้มองว่า คนที่จะเข้ามาร่วมลงทุนนั้น เราจำไม่มองในเรื่องของคนที่มีเงิน แต่จะมองคนที่มีความตั้งใจจริงในการทำธุรกิจ และตั้งใจอยากที่จะมีอนาคตมากกว่า





Credit By :http://www.taladvikrao.com


วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวคิงส์เฮิร์บ (King Herb) : คิงส์เฮิร์บเปิดอาณาจักรใหม่ 100 ล้าน ย่านรามอินทรา ...ตอกย้ำความมั่นคงธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 9








ปัจจัยที่ทำให้ คิงส์เฮิร์บ เติบโตก้าวมาจนถึงวันนี้ได้นั้น มีอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกันนั่นก็คือ 1. บริษัทเห็นความสำคัญของการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงสื่อมวลชน 2. บริษัทเห็นความสำคัญของการดูแลสมาชิก เป็นอย่างดี ดุจคนในครอบครัวเดียวกันอยู่เสมอ และ 3. บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคผ่านการมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนาคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ


นับเป็นอีกหนึ่งค่ายที่ระเบิดยุทธศาสตร์เพื่อหวังพิชิตยอดขายตั้งแต่ต้นปี 2556 แบบช้าไม่ได้ เลยทีเดียว ในการสร้างความเชื่อมั่นและสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิก นั่นก็คือค่าย คิงส์เฮิร์บ ภายใต้การนำทัพของ ดร.ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการบริษัท ซึ่งตรงนี้เชื่อว่า คงต้องมีหลาย ๆ ค่าย ที่ต่างกำหนดแผนรบเช่นดั่งค่ายนี้อย่างแน่นอน!!...นั่นก็หมายความว่า เกมการแข่งขันเริ่มที่จะปะทุความร้อนแรงออกมาให้เห็นกันบ้างแล้ว


...หากจะให้มองส่องกล้องดูถึงธุรกิจ คิงส์เฮิร์บ แล้วล่ะก็ จะพบว่า คิงส์เฮิร์บ นั้น เริ่มต้นธุรกิจมาแล้วกว่า 9 ปี ภายใต้การดำเนินธุรกิจที่ซื่อตรงและโปร่งใส แต่ใช่ว่าธุรกิจที่ทำนั้น จะเดินทางแบบไร้อุปสรรค ซึ่งก็ต้องบอกว่า ค่ายนี้เจออุปสรรคต่าง ๆ นานา มาไม่ถ้วน...แต่ด้วยความที่มีสินค้าที่โดนใจ ผู้บริโภคและสมาชิก ให้การยอมรับอย่างดีนี่เอง จึงทำให้ คิงส์เฮิร์บ สามารถฟันฝ่าอุปสรรครอบด้านมาได้อย่างไร้กังวล ถึงแม้ว่าจะเจอปัจจัยลบต่าง ๆเข้ามากระทบธุรกิจก็ตามที


ที่สำคัญ ในช่วงที่ผ่านมา ดร.ปพน ลิ้มธำรงค์กุล เคยได้กล่าวถึงความสำเร็จของธุรกิจคิงส์เฮิร์บตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมาว่า...ปัจจัยที่ทำให้ คิงส์เฮิร์บ เติบโตก้าวมาจนถึงวันนี้ได้นั้น มีอยู่ 3 ปัจจัยด้วยกันนั่นก็คือ 1.บริษัทเห็นความสำคัญของการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงสื่อมวลชน 2. บริษัทเห็นความสำคัญของการดูแลสมาชิกเป็นอย่างดี ดุจคนในครอบครัวเดียวกันอยู่เสมอ และ3. บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคผ่านการมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนา คุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ...ซึ่งปัจจัยทั้งหมดนี้นี่เอง ที่ทำให้เครือข่ายที่ชื่อ คิงส์เฮิร์บ สามารถก้าวเดินอยู่บนธุรกิจขายตรงได้ตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมานั่นเอง


ทั้งนี้ หากใครที่ติดตามความเคลื่อนไหวของ คิงส์เฮิร์บ ก็จะทราบว่า เป็นธุรกิจที่ไม่เน้นในเรื่องของการสร้างกระแสของธุรกิจเหมือนเช่นดังขายตรงค่ายอื่น ๆ มากนัก แต่จะเน้นในเรื่องของการนำเสนอผลิตภัณฑ์ ที่ดีตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคเสียส่วนใหญ่ ในขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์การบุกตลาดของค่ายนี้ ที่ผ่านมา เรียกได้ว่า เริ่มที่จะมีการบุกตลาดในพื้นที่ภูธรอย่างต่อเนื่องด้วยเช่นกัน


ที่ผ่านมา บริษัท คิงส์เฮิร์บ ได้ดำเนินการ ภายใต้สโลแกนที่ว่า เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น กับ คิงส์เฮิร์บฯ มาโดยตลอด พร้อมกับมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างธุรกิจบนความมั่นคงด้วยความโปร่งใสและซื่อตรง พร้อมด้วยคุณธรรมในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิตร่วมกัน ดร.ปพน กล่าวและว่า


คิงส์เฮิร์บถือฤกษ์เปิดตึกใหม่2มี.ค.


มุ่งตอกเสาเข็มธุรกิจบนความมั่นคง


...ในวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2556 นี้ เรียกได้ว่า เป็นอีกหนึ่งวันดี สำหรับครอบครัว คิงส์เฮิร์บ เลยก็ว่าได้ เนื่องจาก ดร.ปพน ลิ้มธำรงกุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิลด์ 1999 จำกัด ได้ออกมาลั่นกลองชัยครั้งสำคัญในปีนี้ ด้วยการเปิดตึกอาคารสำนักงานแห่งใหม่มูลค่ากว่า 100 ล้านบาท เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความมั่นคงให้กับหมู่มวลสมาชิกนั่นเอง...เรียกได้ว่า การเปิดตึกใหม่ในครั้งนี้ นับเป็นอีกหนึ่งก้าวใหม่ครั้งสำคัญของธุรกิจ คิงส์เฮิร์บ เลยก็ว่าได้ ที่พร้อมจะขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตสมกับ ผู้นำจ้าวตลาดพลูคาว นั่นเอง โดยตึกแห่งใหม่นี้ ทาง ดร.ปพน คาดว่าระบบทุกอย่าง จะดำเนินการได้ครบ 100% ประมาณช่วงต้นเดือนเมษายนนี้อย่างแน่นอน


นอกจากนี้ ในวันเปิดงานตึกอาคารสำนักงานแห่งใหม่ในครั้งนี้ ทางด้าน ดร.ปพน ยังจัดหนัก จัดเต็ม ด้วยการแจกสินค้าพระเอกคือ คอลดาต้า 1 ขวดต่อ 1 ท่าน ให้กับผู้ที่เข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย ซึ่งทางด้านดร.ปพน คาดว่าผู้ที่จะเข้ามาร่วมงานในครั้งนี้ น่าที่จะมีประมาณ 3,000 คนด้วยกัน


โดย ดร.ปพน ยังได้เผยต่อ ตลาดวิเคราะห์ ว่า การสร้างอาคารสำนักงานแห่งใหม่ในครั้งนี้นั้น ถือเป็นการตอกย้ำภาพความมั่นคงให้กับสมาชิก ได้มองเห็นว่า ซึ่งที่ผ่านมา คิงส์เฮิร์บ เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคงจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็น


ข้อที่ 1 บริษัทฯ เป็นเจ้าของโรงงานการผลิตเอง สามารถควบคุมในเรื่องของต้นทุนได้ โดยที่ไม่ต้องมีการปรับราคา ไม่ว่าจะด้วยสภาวะเศรษฐกิจเป็นเช่นไร ซึ่งเจ้าของผู้ผลิตและเจ้าของสินค้าเป็นคนเดียวกัน


ข้อที่ 2 บริษัทฯ ไม่มีหุ้นส่วน โดยเป็นเจ้าของคนเดียว อำนาจในการตัดสินใจอยู่ที่คนคนเดียว


ข้อที่ 3 วันนี้บริษัทฯ ไม่ได้เป็นหนี้ใคร และสิ่งที่สำคัญ คือ ธนาคารเป็นหนี้เรา และ


ข้อที่ 4 บริษัทฯ มีกิจกรรมให้กับสมาชิกอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมล่าสุด ที่ถวายผลิตภัณฑ์ คอลดาต้า ด้วยการนำพาสมาชิกเข้าเฝ้าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และวันนี้ต้องบอกว่า คิงส์เฮิร์บ ทำธุรกิจไม่ใช่เพียงแค่ได้เงิน แต่ยังต้องได้เกียรติยศของวงค์ตระกูลด้วย ที่สำคัญ เราจะยึดมั่นมาโดยตลอดว่า สมาชิกทุกคน คือ ครอบครัวคิงส์เฮิร์บ


สำหรับอาคารสำนักงานแห่งใหม่นี้นั้น จะเป็นตึกสำเร็จรูป โดยจะมีห้องฝึกอบรม ที่สามารถรองรับกับสมาชิกได้ประมาณ 200 ท่านด้วยกัน พร้อมกันนี้ ทางบริษัทฯ ยังมีแนวทางที่ว่า ทุกครั้งที่มีการขึ้นบรรยาย บริษัทฯ จะมีวิทยากรนอกเข้ามาร่วมบรรยายด้วย โดยจะเป็นวิทยากรที่มีความรู้ความสามารถหลาย ๆ ด้าน ที่ไม่ใช่เพียงแค่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจขายตรงเท่านั้น


บอสใหญ่ค่าย คิงส์เฮิร์บ เผยต่ออีกว่า ปีนี้ถือเป็นปีที่บริษัทก้าวสู่ปีที่ 9 ที่เรียกได้ว่าค่อนข้างสมเกียรติจริง ๆ ทั้งในเรื่องของยอดขาย จำนวนสมาชิก รวมถึงอาคารสำนักงานแห่งใหม่ โดยในช่วงตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา


คิงส์เฮิร์บ มีสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 8 แสนรหัส พร้อมกับมียอดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ คอลดาต้า ที่สรุปตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบันอยู่ที่เกือบ 6 ล้านขวดด้วยกัน


วันนี้เรากล้าพูดได้เลยว่า กำลังการผลิตของบริษัทฯ สามารถที่จะตอบสนองความต้องการของสมาชิกได้มากถึงปีละประมาณ 2 ล้านขวดเลยทีเดียว โดยเรามีพื้นที่โรงงานอยู่1 ไร่ พร้อมกับมีสวนพลูคาวที่ปลูกเพื่อผลิตผลิตภัณฑ์คอลดาต้าประมาณ 130 ไร่ ด้วยกัน จึงอยากที่จะให้สมาชิกและผู้บริโภคได้มีความเชื่อมั่นว่า ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ สามารถรองรับความต้องการของสมาชิกและผู้บริโภคได้อย่างแน่นอน


ดร.ปพน บอกอีกว่า ปัจจุบันนี้บริษัทฯ ยังได้มีโครงการในการช่วยเหลือเด็กด้วย ซึ่งได้ทำร่วมกับโรงเรียนที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ หรือค่าใช้จ่ายในการจัดกิจกรรมของนักเรียน โดยที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทำโครงการนี้ กับโรงเรียนทางภาคเหนือที่จังหวัดเชียงราย โดยเป็นโครงการอาหารกลางวัน ด้วยการให้นักเรียนในโรงเรียนปลูกผักพลูคาวส่งบริษัทฯ และรายได้ตรงนี้ จะเป็นเงินที่นำมาเป็นรายได้อาหารกลางวันสำหรับเด็ก รวมถึงกิจกรรมของนักเรียนนั่นเอง โดยโครงการนี้ ทางบริษัทฯ ดำเนินมาได้ 2 ปีแล้ว ซึ่งมีโรงเรียนที่เข้าร่วมโครงการนี้ 3 โรงเรียนด้วยกัน


ปี56 ขอเน้นการสร้างครอบครัว


เข็นสินค้าเกษตรเขย่าเครือข่าย


...ทั้งนี้ หากพูดถึงยุทธศาสตร์ที่สำคัญของ คิงส์เฮิร์บ ที่นอกเหนือจาก การเปิดตัวอาคารสำนักงานแห่งใหม่เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือของธุรกิจแล้ว ดร.ปพน ยังเผยต่อ ตลาดวิเคราะห์ อีกว่า สำหรับยุทธศาสตร์ของ คิงส์เฮิร์บ ในปีนี้นั้น จะเน้นในเรื่องของการสร้างครอบครัวเป็นหลัก เนื่องจาก วันนี้ต้องบอกว่า การทำธุรกิจจะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่ แต่ถ้าครอบครัวนั้นไม่มีความมั่นคง หรือครอบครัวไม่เข้าใจกัน ปัญหาของธุรกิจ ก็จะประสบความสำเร็จไม่ได้ ซึ่งวันนี้ คิงส์เฮิร์บ เอง ต้องสร้างความเข้าใจของครอบครัวให้ได้


และสิ่งที่สำคัญ คือ วันนี้คิงส์เฮิร์บ จะเน้นใช้คำว่า ครอบครัวคิงส์เฮิร์บ คือ ครอบครัวที่มีความมั่นคง เพราะเชื่อว่าหากเมื่อไหร่ ถ้าครอบครัวคิงส์เฮิร์บนั้นเป็นปึกแผ่น ในเรื่องของเป้าหมายยอดขาย ก็สามารถไปถึงได้ ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ในปีนี้ ธุรกิจคิงส์เฮิร์บ จึงต้องหันมาเน้นในเรื่องของพลังงานทางด้านครอบครัว และพลังงานด้านจิตใจกัน และที่สำคัญ การทำธุรกิจที่อยู่ในครอบครัวเดียวกัน ก็ต้องเกิดจากความเข้าใจกันด้วย


สำหรับเป้าหมายยอดขายในปีนี้นั้น คิงส์เฮิร์บ ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยในปีที่ผ่านมา คิงส์เฮิร์บ มียอดขายอยู่ที่ 800 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้ บริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่า ยอดขายในปีนี้ ในส่วนของยอดเดิมจะต้องไม่ลดลง และที่สำคัญ ยอดใหม่จะต้องเพิ่มขึ้นด้วย


ส่วนในเรื่องของสินค้าใหม่ที่จะเติมเต็มเข้ามาในปีนี้หรือไม่นั้น ดร.ปพน เผยว่า ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเข้ามาในระบบเครือข่ายทางบริษัทฯ ก็ได้มีการมองเอาไว้เช่นกัน อย่างล่าสุดที่เริ่มนำออกมาทดลองตลาดบ้างแล้วนั่นก็คือ


ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับต้นไม้ ภายใต้ชื่อ คอลดาต้า ซูเปอร์กรีน และสบู่ คอลดาต้า ซอฟ ซึ่งทั้ง 2 สินค้าใหม่นี้ ขณะนี้กำลังได้รับความนิยมจากสมาชิกและผู้บริโภคเป็นอย่างดี


ปัจจุบัน คิงส์เฮิร์บ มีสัดส่วนยอดขายสินค้าดังนี้ คือ ในกลุ่มสินค้าคอลดาต้า มีสัดส่วนยอดขายอยู่ที่ 60% กลุ่มผลิตภัณฑ์กาแฟสัดส่วนอยู่ที่ 15% กลุ่มผลิตภัณฑ์ความสวยความงามสัดส่วนอยู่ที่ 15% และกลุ่มสินค้าเกษตรมีสัดส่วนอยู่ที่ 10%


คิงส์เฮิร์บทุ่มงบ20 ล้านสร้างโกดัง


เร่งเตรียมความพร้อมรับตลาดอาเซียน


อย่างไรก็ตาม วันนี้หากพูดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 นี้ ทางด้าน คิงส์เฮิร์บ ก็มีแผนที่จะบุกตลาดอาเซียนแบบเต็มอัตราศึกด้วยเช่นกัน ด้วยการเตรียมสร้างโกดังใหม่เพิ่มขึ้นอีก บนพื้นที่ 2 ไร่ครึ่ง อยู่ที่จังหวัดขอนแก่น มูลค่ารวมที่ดินและค่าก่อสร้างอยู่ที่ประมาณ 20 กว่าล้านบาท ที่คาดว่าจะแล้วเสร็จประมาณ 2 เดือนนับจากนี้


ต้องบอกว่า วันนี้ในตลาดอาเซียนถือว่า เรามีความพร้อมแล้ว อย่างล่าสุด มีประเทศมาเลเซีย มาขอเปิดศูนย์คลังประเทศ ซึ่งขณะนี้อยู่ในเงื่อนไขของข้อตกลงกันอยู่ อีกทั้งยังมีประเทศกัมพูชา ที่ได้มาขอเปิดคลังประเทศด้วยเช่นกัน แต่ทั้งนี้ บริษัทฯ เอง ก็ได้มีการไปยังผู้ที่ต้องการที่จะเปิดคลังด้วยเช่นกันว่า จะต้องสร้างฐานผู้บริโภคให้เกิดขึ้นก่อน ถึงจะสามารถเปิดคลังได้ เพราะบริษัทฯ ไม่ยอมที่จะเอาสินค้าไปดองอย่างแน่นอน โดยบริษัทฯ ต้องการที่จะให้คนที่มาร่วมธุรกิจกับบริษัทฯ นั้น มีความมั่นคงและมีความสำเร็จร่วมกันเสียมากกว่า ที่จะมีเงินแล้วไม่สามารถบริหารธุรกิจให้เดินต่อไปได้


บอสใหญ่ คิงส์เฮิร์บ เผยอีกว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะเปิดขึ้นในปี 2558 นี้ เชื่อว่าจะเป็นโอกาสที่สำคัญของธุรกิจคิงส์เฮิร์บ ในการขยายตลาดสู่ประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเมื่อไหร่ที่มีการค้าระหว่างประเทศเกิดขึ้น นั่นก็หมายความว่า หลาย ๆ ธุรกิจของประเทศไทย ไม่ใช่เฉพาะในส่วนของธุรกิจขายตรง ก็ต้องมีความเคลื่อนไหวเพื่อที่จะสร้างการรับรู้ของธุรกิจตนเองในชาติอาเซียนให้แจ้งเกิดให้ได้ด้วยเช่นกัน ซึ่งชาติอาเซียนที่ทางคิงส์เฮิร์บวางไว้คงจะเป็นในส่วนของประเทศเวียดนาม, พม่า, มาเลเซีย, สิงคโปร์ เป็นต้น


ท้ายสุดนี้ ทางด้าน ดร.ปพน ยังได้ฝากทิ้งท้ายอีกว่า วันนี้การทำธุรกิจขายตรงให้เติบโตได้นั้น สิ่งที่ผู้ประกอบการทุกคนจะต้องมีนั่นก็คือ ความตรงไปตรงมาในการทำธุรกิจ และอย่าให้คนที่เข้ามาสู่ธุรกิจนี้คิดว่าเป็นธุรกิจที่หลอกลวง ในขณะเดียวกัน ก็อยากที่จะให้ผู้ประกอบการเน้นในเรื่องของสินค้า อย่าเน้นเพียงแค่เอาเงินเพียงอย่างเดียว โดยอยากที่จะให้สรรหาสินค้าที่มีความจำเป็นสำหรับคน ที่สำคัญ ในเรื่องของคุณธรรมสำหรับธุรกิจนี้ก็มีความสำคัญด้วยเช่นกัน รวมถึงอยากที่จะให้ผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงค่ายนั้น จับมือร่วมกันลุยตลาดอาเซียนจะดีกว่า


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 339 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคิงส์เฮิร์บ (King Herb) : ฝันปิดบัญชีปี 55 พันล้าน วาดวิมาน AEC พาบริษัทติดท็อปเทน


คิงส์เฮิร์บ เป่าเทียนฉลอง 9 ปี เปิดบัญชีปี 54 โชว์ยอดขายแตะ 700 ล้านบาท ปีนี้วางเป้า 1 พันล้านบาท ด้วย 3 ปัจจัย สินค้า-สมาชิก-สื่อ เป็นตัวนำ พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม สินค้าจาก พลูคาว ใหม่ 2 ตัว คือ คอล-ดาต้า ซูเปอร์กรีน อาหารพืชสูตรล้ำ กับ สบู่ คอลดาต้า ซอฟ ฟุ้ง AEC เปิด บริษัทได้เปรียบตลาดอาเซียนพาองค์กรไต่ฝันติด 1 ใน 10 ขายตรงเมืองไทย

ดร.ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิร์ด 1999 จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดงานใหญ่ โดยเป็นการมอบเข็มเกียรติยศให้ กับสมาชิกนักธุรกิจของบริษัททุกคน อีกทั้งยังเป็นการฉลองการ เข้าสู่การทำธุรกิจเป็นปีที่ 9 ของบริษัท

บริษัทได้ดำเนินการ ภายใต้สโลแกนว่า เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น กับ คิงส์เฮิร์บฯ เนื่องจากบริษัทได้ก่อตั้งขึ้นอย่างมั่นคงและมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและซื่อตรง พร้อมด้วยคุณธรรมในการดำเนินธุรกิจ พร้อมที่จะผลิตและพัฒนาสินค้ารวมถึงบริการให้มีคุณภาพดีที่สุด อันจะนำสมาชิกและนักธุรกิจทุกคน ไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิตร่วมกัน

เรามอบโอกาสการเป็นเจ้าของธุรกิจ แด่ทุกท่านที่ต้องการประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม และแผนการตลาดที่จ่ายผลตอบแทนคุ้มค่า และเป็นธรรม ตลอดจนเกียรติยศชื่อเสียง และฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ ดร.ปพน กล่าว

สำหรับการเติบโตของธุรกิจ คิงส์ เฮิร์บฯ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้บริษัทมียอดขายเติบโตอยู่ที่ประมาณ 40% จากการเปรียบเทียบยอดขายในช่วงเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 54 ทั้งปี บริษัทสามารถทำยอดขายเติบโตอยู่ที่ 700 ล้านบาท โดยในปีนี้เมื่อมองจากการเติบโตต่างๆ ที่กล่าวมานี้ บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถ ดันยอดขายในปี 55 นี้ แตะ 1 พันล้านบาท ได้อย่างแน่นอน

ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบ ต่อธุรกิจของคิงส์เฮิร์บมากพอสมควร ซึ่งในความเป็นจริงหากไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว เชื่อว่าบริษัทจะสามารถทำยอดขายในปีที่ผ่านมาถึง 1 พันล้านบาทได้อย่างแน่นอน แม่ทัพใหญ่คิงส์เฮิร์บ เผย

ในส่วนปัจจัยการเติบโตที่จะทำให้บริษัท ก้าวขึ้นไปสู่ตัวเลขพันล้านได้นั้น ดร.ปพน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโต ได้นั้น มาจากเหตุผล 3 ประการด้วยกัน นั่นคือ 1.บริษัทเห็นความสำคัญของการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงสื่อมวลชน 2.บริษัทเห็นความสำคัญของการดูแลสมาชิก เป็นอย่างดี ดุจคนในครอบครัวเดียวกันอยู่เสมอ และ 3.บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคผ่านการมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนา คุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ

โดยล่าสุดนอกจากสินค้าพระเอกคือ คอลดาต้า ตัวเดิมที่เป็นสินค้าขายดีของบริษัทแล้ว ทางคิงส์เฮิร์บยังได้ออกตัวเสริม ของสินค้ากลุ่มนี้คือ คอลดาต้า ซูเปอร์ทู ซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มเสริมอาหารที่อยู่ในหมวด วัตถุดิบของพลูคาว เช่นเดียวกันกับ คอล-ดาต้า ตัวเก่า ซึ่งจะมีการออกฤทธิ์ที่เร็วกว่า ซึ่งทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์นี้คือพระเอกของบริษัท อีกทั้งยังมีสินค้าในกลุ่มเกษตร ที่บริษัทได้ทำ การเปิดตัวขึ้นใหม่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับต้นไม้ ภายใต้ชื่อ คอลดาต้า ซูเปอร์กรีน และสบู่ คอลดาต้า ซอฟ ซึ่งทั้ง 2 สินค้าใหม่ที่กล่าวมานี้ นับเป็นสินค้า ที่บริษัทเชื่อว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

สำหรับบริษัท คิงส์เฮิร์บ ปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าเสริมอาหาร, สินค้าการเกษตร, สินค้าดูแลรูปร่าง, สินค้าความงาม, สินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีสินค้าเกี่ยวกับการบำรุงเครื่องยนต์ของรถยนต์ เป็นสินค้านำของกลุ่มสินค้าในกลุ่มนี้

โดยสัดส่วนการทำยอดขายของสินค้า ในแต่ละกลุ่มนั้น จะมีสินค้ากลุ่มเสริมอาหาร ที่มี คอลดาต้า เป็นสินค้าเรือธง ซึ่งครองส่วนแบ่งยอดขายอยู่ที่ 70% ส่วนอีก 30% ก็จะแบ่งกระจายออกไปในอีก 5 กลุ่มสินค้า ที่กล่าวมา

อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดของคิงส์เฮิร์บนั้น จะมีภาคอีสานเป็นตลาดหลัก ของบริษัท ซึ่งครองส่วนแบ่งยอดขายอยู่ที่ 60% ทั้งๆ ที่ในอดีตที่ผ่านมา ภาคกลางจะเป็นภาคที่มียอดการเติบโตสูง แต่ที่ทราบกัน ดีว่า คนที่อยู่ภาคกลางส่วนใหญ่เป็นคนอีสาน ซึ่งนิยมซื้อสินค้าส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่อยู่ในภาคอีสานทาน แต่เมื่อการขยายศูนย์ของบริษัทก้าวหน้าไปมาก ทำให้คนที่อยู่ในภาคสามารถซื้อทานได้เอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อที่ภาคกลางเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของศูนย์สินค้า ของบริษัทนั้น บริษัทจะเปิดให้สมาชิกของบริษัทร่วมเข้ามาเป็นเจ้าของได้ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่บริษัทได้วางคือ ต้องเป็นสมาชิก ที่มีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 50 รหัส อีกทั้งต้องมีการส่งเรื่องเพื่อสอบศูนย์ เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดของศูนย์สินค้าทั่วประเทศ อีกทั้งยังจะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสินค้า และบริษัท เพื่อจะได้ให้คำตอบกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน คิงส์เฮิร์บมีศูนย์สินค้าแล้วทั้งหมด 800 ศูนย์ทั่วประเทศ จากการวางกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการกระจายศูนย์ในทุกอำเภอๆ ละ 1 ศูนย์ ซึ่งในช่วงสิ้นปีนี้ บริษัทเชื่อว่าจะสามารถเปิดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100 ศูนย์ เพื่อให้เป็น 900 ศูนย์ หัวเรือคิงส์เฮิร์บ เผย

นอกจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในส่วนของการเปิดประชาคมอาเซียน ก็เป็นหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจในศักยภาพของคิงส์เฮิร์บ ว่าด้วยการมีสินค้าที่ดี มีโรงงานเป็นของตนเอง และการมีรากฐานธุรกิจในประเทศที่แข็งแกร่ง เชื่อว่า เมื่อการเปิดประชาคมอาเซียนขึ้นมา ในปี 58 บริษัท จะสามารถสร้างโอกาสทาง ธุรกิจ และสามารถก้าวขึ้นไปสู่ 1 ใน 10 ของ บริษัทขายตรงชั้นนำในประเทศไทยได้อย่าง แน่นอน

การขยายธุรกิจในปัจจุบันบริษัทได้เดินหน้าปักธงชิมลางในรูปแบบการนำสินค้า เข้าไปขายแล้วในทุกประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ รอบประเทศไทย ดร.ปพน กล่าวในช่วงท้าย

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า บริษัท คิงส์เฮิร์บ ยังได้วางเป้าที่จะเปิดอาคารสำนักงานใหญ่หลังใหม่ของบริษัทอีกด้วย โดยจะตั้งอยู่ย่านถนนรามอินทรา ซึ่งเป็นอาคาร 8 ชั้น โดยวางงบประมาณในการเนรมิตอาคารสำนักงานใหญ่หลังใหม่ นี้ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งจะถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของบริษัท ในการก้าวไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1346 ประจำวันที่ 24-10-2012 ถึง26-10-2012