ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mlm thailand แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mlm thailand แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM Thailand) : "วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล" โปรยยาหอมขายตรงเปิดทางประกันภัยแข่งบริการตราสัญลักษณ์


วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ โปรยยาหอมขายตรงไม่ใช่ธุรกิจเพ่งเล็งฐานเอาเปรียบผู้บริโภค โครงการติดตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่อแววสดใส บริษัทประกันหลายแบรนด์สนใจร่วมเสนอเงื่อนไข เข้าร่วมโครงการ เยียวยาผู้บริโภค เพื่อเป็นทางเลือก สำหรับผู้ประกอบการ หลัง บมจ. เมืองไทยประกันภัย ยกมือเอาด้วย เกทับ ทิพยประกันภัย ออกเบี้ยประกัน 0.04-0.15% จากยอดขาย รายปี พร้อมเดินสายเรียกลูกค้า

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าด้านการรณรงค์ ให้มีการติดตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคว่า ที่ผ่านมาปัญหาหลักของโครงการดังกล่าว คือ ระบบประกันภัยที่จะเข้ามาเยียวยาคุ้มครอง ผู้บริโภคร่วมกับทางภาครัฐ

ยังไม่มีความชัดเจนในด้านของ หลักเกณฑ์ การวางระบบประกัน และ เดิม สคบ.ประสานความร่วมมือไปกับทาง บมจ.ทิพยประกันภัย เพียงบริษัท เดียว เนื่องจากเป็นบริษัทที่รัฐเป็น ผู้ถือหุ้น ทำให้ง่ายต่อการดำเนินงาน แต่เมื่อผู้ประกอบการในหลายธุรกิจมีความเห็นว่าน่าจะมีทางเลือกเกี่ยวกับ ระบบประกันภัยให้พวกเขามากกว่านี้ เพื่อความยุติธรรมของทั้งตัวบริษัทเอง และต่อผู้บริโภค ขณะนี้ทาง สคบ.จึงได้ตอบรับความต้องการดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจที่จะขอรับตราสัญลักษณ์ โดยได้มีการติดต่อประสานไปยังบริษัท ประกันภัยต่างๆ ให้รับทราบถึงโครงการ นี้ วรวัจน์ กล่าว

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่ขณะนี้มีบริษัทเมืองไทยประกันภัย ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวกับรัฐบาล โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ไป บ้างแล้ว และจะให้ผู้ประกอบธุรกิจของบริษัทต่างๆ ให้มีการประชุมหารือถึงแนวทาง ความร่วมมือกับบริษัทเมืองไทยฯ กันต่อไป และเหนืออื่นใด เท่าที่ทราบก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่จะเข้ามาร่วมกับ สคบ.เพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งตนเชื่อว่าการที่บริษัทประกันต่างๆ หันมาเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการเอง สามารถที่จะเลือกระบบ ประกันภัยที่เข้ากับบริษัทของตนได้

ระบบการประกันจริงๆ มีอยู่หลายลักษณะ เช่น ระบบวางเงินค้ำประกัน หรือ ระบบที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งตรงนี้บริษัทประกันแต่ละบริษัทอาจมีข้อเสนอที่แตกต่างกัน อาจมีการแข่งขันในเรื่องข้อเสนอต่างๆ และที่สำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ที่ต้องสร้างความเข้าใจให้รับรู้กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมาผู้บริโภคที่ได้รับความเสีย บางรายก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เนื่องจากไม่ทราบว่าต้องทำเช่นไร และ มีใครสามารถเยียวยา ช่วยเหลือได้บ้าง หรือ บางครั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในวงเงิน 1-2 หมื่นบาท ผู้บริโภคก็ไม่อยากเรียกร้องให้ เสียเวลา จึงทำให้ผู้ประกอบการบางรายเข้าใจว่า ตนเองไม่เคยละเมิดสิทธิผู้บริโภค ทั้งที่จริงๆ มี ซึ่งต่อไปตนจะวางมาตรการว่า แม้จะเสียหายเพียงหลักร้อย หลักพันก็ต้อง เยียวยา อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคกลายเป็นเหยื่อ

ประการสำคัญที่ผ่านมาไม่ว่าบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่พอมีปัญหาอย่างนี้มักจะดึงเรื่องต่างๆ ขึ้นมาพูด เช่น บอกให้ผู้บริโภคไปฟ้องเอาเอง ส่วนใหญ่ต้องมีเรื่องก่อนถึงจะยอม ส่วนที่จะยอมเยียวยาก่อนเลยนั้นไม่มี ต้องให้ทาง สคบ. ออกมาตรการลงโทษ ทางกฎหมายจัดฟ้อง ซึ่งธุรกิจที่มีปัญหามากที่สุด คือ ธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ ธุรกิจซ่อมบ้าน ส่วนธุรกิจอื่นๆ เช่น ประกัน ขาย ตรงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคในกรณีเกิดปัญหาขึ้น นายวรวัจน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันว่าเรื่องกา ร ติดตราสัญลักษณ์นี้เป็นเรื่องใหม่ เราจึงจำเป็นต้องปรึกษากันในระดับของสมาคมก่อน ให้แต่ละสมาคมได้มีการปรึกษากันภายในระหว่างสมาชิก ซึ่งจะทำให้เกิดความ สะดวกในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น มีลักษณะการจัดการอย่างเป็นระบบ มากกว่า ก่อนที่จะเผยแพร่ส่งเสริมความร่วมมือไปสู่บริษัทต่างๆ ที่อาจอยู่นอกเหนือ สมาคม ซึ่งตนเชื่อว่า แต่ละบริษัทผู้ประกอบ การจะมีความเข้าใจตรงกันในที่สุด ไม่มีข้อกังขาว่ารัฐบาลไม่ให้ความสนใจท่าน หรือเลือกที่รักมักที่ชัง

ซึ่งในเรื่องนี้ ล่าสุดทาง สคบ.ได้ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นพันธมิตรในการเป็นหนึ่งในบริษัทประกัน ร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทขายตรงเลือกใช้บริการในการทำประกัน เพื่อตอบสนองกฎเกณฑ์ของโครงการ ในการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.

ทางด้าน นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำตลาดประกันภัยความรับผิดต่อสินค้ามา 4-5 ปี โดยรวมอยู่ในกลุ่มการประกันภัย พิเศษ (Special Product) ทั้งการประกันภัยความรับผิดของกรรมการและพนักงาน (D&O), การประกันภัยสินเชื่อทางการค้า หรือเทรดเครดิต และการประกันภัยก่อการร้าย ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับ ความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น ตลาดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความได้เปรียบของเรา คือ เราทำ ตลาดมานาน มีทีมงานเชี่ยวชาญเฉพาะซึ่ง เราส่งไปเรียนจากรีอินชัวเรอส์ ทั้งในและต่างประเทศ สามารถที่จะให้คำแนะนำลูกค้า ได้อย่างดี โดยเฉพาะประกันภัยความรับผิด ต่อสินค้า เรามีลูกค้าประมาณ 40 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจส่งออก อัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ไม่สูงไม่ถึง 30% โดยมีเบี้ยประมาณ 100 ล้านบาท จากเบี้ยในส่วน ของการประกันภัยพิเศษที่ครึ่งปีแรกเราทำได้แล้ว 600 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ 70-80% เป็นเบี้ยจากประกันภัยก่อการร้าย

สำหรับความร่วมมือกับสคบ.ในครั้ง นี้ บริษัทคิดอัตราเบี้ย 0.04-0.15% ของยอดขายในแต่ละปีของสินค้านั้น โดยจะชดเชย ค่าสินไหมให้กับผู้บริโภคกรณีได้รับความบาดเจ็บ หรือเสียหายต่อร่างกายเนื่องจาก การใช้สินค้า หรือบริการรวมไปถึงค่าปลอบขัวญตามเงื่อนไขกรมธรรม์

เดิมมีเสียงร้องมาว่าเบี้ยแพงไป ทำให้เพิ่มต้นทุนเจ้าของสินค้า เราจึงหารือกับรีอินชัวเรอส์ได้อัตราเบี้ยนี้ออกมา ซึ่ง 0.04-0.15% ของยอดขายถือว่าไม่มากเมื่อ เทียบกับความคุ้มครองที่ได้ โดยเงื่อนไขความคุ้มครอง และอัตราเบี้ยประกันของ ผู้ประกอบการแต่ละรายจะไม่เหมือนกัน ขึ้น กับความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งบริษัทจะได้พิจารณาดูว่าแต่ละธุรกิจมีความเสี่ยงแค่ไหน คงไม่ได้รับทั้งหมด โดยเมืองไทยฯ ก็จะเข้า ไปร่วมให้คำแนะนำลูกค้าในวันเปิดรับสมัคร ผู้สนใจร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. และ จากนั้นมีแผนจะเข้าไปอบรมให้ความรู้กับ ผู้ประกอบการที่สนใจด้วย

ก่อนหน้านี้ ทางด้าน นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยื่นความจำนงเข้ารับประกัน แต่ ติดขัดตรงที่อัตราเบี้ยประกันแข็งเกินไป โดยกำหนด 26 สินค้าเป็นอัตราเดียวกันหมด และเอารายได้มาเป็นเกณฑ์ ซึ่งบริษัทขายตรงเขาไม่รับ ทำให้บริษัทขายตรงบางแห่ง เลือกที่จะบริหารความเสี่ยงเอง ปัจจุบันจึงมีทางเลือกออกมา 3 แนวทางคือ 1.ทำให้ ธนาคารการันตีก็ได้ 2.ตั้งเป็นกองทุนก็ได้ 3.ทำประกันภัยก็ได้ ยกตัวอย่าง บริษัท A เคยถูกร้องเรียนอย่างไร มีการชดเชยให้กับ ผู้บริโภค 3 แสนบาท ก็ให้ตั้งตรงนี้เป็นเกณฑ์ เบี้ยประกันขึ้นมา เดิมทิพยประกันภัยไปกำหนดเอา 0.1% ของรายได้เงื่อนไขนี้แข็งไป ก็เลยต้องเปลี่ยนใหม่


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1334 ประจำวันที่ 12-9-2012 ถึง14-9-2012

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : นีโอ สตาร์ (Neolife Star) โปรเจกต์ วัน รุ่น 2 คนรุ่นใหม่ทะลักตามหาฝันล้นเวที

 


ยิ่งใหญ่! นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน รุ่น 2 เยาวชนคนหนุ่มสาว ยังหลั่งไหลเข้าร่วมสมัครกันอย่างล้นหลาม ครั้งนี้มียอดผู้สมัครทั้งสิ้น 240 คน มากกว่ารุ่นแรกเกือบ 50 คน แถม 2 ผู้บริหาร ดร.นพรุจ และดร.รัชนี ยังทำบิ๊กเซอร์ไพรส์ มอบบทเพลงสุดพิเศษ ฝันที่เป็นจริง ให้กำลังใจกับเยาวชนผู้เข้าประกวดตลอดจนบรรดาสมาชิกและประชาชนทุกๆคนที่มีจุดมุ่งหมาย เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีกว่า


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า น่าชื่นใจอย่างยิ่งที่โครงการ นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน รุ่นที่สอง ได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีเช่นเดียวกับ รุ่นแรก ครั้งนี้ทราบว่ามีเยาวชนไทยผู้มีอายุระหว่าง 15-25 ปี ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการประกวดกันถึง 240 คน มากกว่ารุ่นที่แล้วเกือบ 50 คน ทั้งที่มีการจำกัดเวลารับสมัคร เฉพาะช่วงเช้า (07.00-10.00 น.) แสดงให้เห็นว่าโครงการนีโอ สตาร์ เป็นเวที สานฝันเพื่อคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง


ฉะนั้น เพื่อแสดงให้เห็นว่า บริษัท นีโอ ไลฟ์ ตั้งใจและมีความปรารถนาดีอย่างแท้จริงในการจัดประกวด นีโอสตาร์ ในการนี้ ดร.นพรุจ เวชกุล และดร.รัชนี มหานิยม จึงได้มอบบทเพลงสุดพิเศษ เป็นการเซอร์ไพรส์สำหรับผู้เข้าประกวดและบรรดาสมาชิกของบริษัท โดยบทเพลงดังกล่าว มีชื่อว่า ฝันที่เป็นจริง มีเนื้อหาเกี่ยวกับการให้กำลังใจ โดยเชื่อว่า คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่หากมีพลังแห่งความฝัน และพลังแห่งความมุ่งมั่น ตั้งใจจริง ทุกๆ คนก็สามารถประสบความสำเร็จ ได้เช่นเดียวกัน


บทเพลงพิเศษนี้ ตนและประธานรัชนี ตั้งใจทำเพื่อให้กำลังใจแก่ทุกคนที่มี ความฝันและอยากจะก้าวเดินไปสู่ปลายทางแห่งความฝันนั้น เชื่อว่าหากหลายคนได้ฟังบทเพลงที่มีเนื้อหาดีๆเช่นนี้ จะทำให้มีพลังกาย และพลังใจ มากขึ้น โดยเฉพาะน้องๆ ผู้เข้าประกวด นีโอ สตาร์ ดร.นพรุจกล่าว


ในลำดับต่อไปบริษัทจะนัดหมาย ผู้สมัครทั้ง 240 คน มารับฟังการปฐม นิเทศ เพื่อสร้างความเข้าใจและปูพื้นฐานความรู้ต่างๆ ในวันที่ 8 กันยายน ณ อาคารสำนักงาน ใหญ่ บริษัท นีโอ ไลฟ์ โดยระหว่างนี้ สมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ สามารถร่วมส่งคะแนนเชียร์ ด้วยการ โหวตหมายเลขผู้สมัครที่ตรงใจ ได้ทาง โทรศัพท์หมายเลข 4649888 โดยพิมพ์ N แล้วตามด้วยหมายเลขผู้สมัครได้ตลอด 24 ชั่วโมง


ทั้งนี้ บริษัทจะเปิดรับสมัครเยาวชนหนุ่มสาวผู้มีฝันอีกเพียงครั้งเดียว ในวันงานประดับเข็มเกียรติยศ ประจำเดือนกันยายนในวันที่ 26 กันยายน ผู้สนใจสามารถเข้ามาสมัครได้ ตั้งแต่เวลา 07.00-10.00 น. บริเวณหน้างาน ซึ่งจัด ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี


ดร.นพรุจ ยังได้กล่าวถึงกิจกรรมภายในงานมอบเข็มเกียรติยศของบริษัท ประจำเดือนสิงหาคมว่า ในเดือนนี้มีผู้ประสบความสำเร็จได้รับเข็มเกียรติยศ เกือบ 2 พันคน ตนรู้สึกภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ตลอด ระยะเวลาที่ผ่านมา นีโอ ไลฟ์ เป็นธุรกิจ ขายตรงเพื่อพี่น้องประชาชนคนไทย เพื่อให้คนไทยได้มีอาชีพ มีธุรกิจเป็นของตนเอง แบบง่ายๆ ไม่ต้องยุ่งยากสลับซับซ้อนทำ ให้พี่น้องประชาชนคนไทยสามารถสร้างรายได้จากธุรกิจสร้างเนื้อ สร้างตัวได้ โดยไม่ต้องเสี่ยงต่อการลงทุนและขาดทุน


พร้อมกันนี้ กิจกรรมบนเวทีนอกจาก จะมีพิธี มอบเข็มเกียรติยศ และรับใบประกาศ สำหรับศูนย์ตัวแทนจำหน่าย นีโอ ไลฟ์ บิวตี้ สปาช็อป ยังได้มีการจัดเวที บันทึกเทปสดรายการ รัชกับดุ๊ก ออน สเตจ โดยพิธีกรคู่ขวัญ คือ ดร.รัชนี มหานิยม และอาจารย์บดินทร์ ดุ๊ก ดำเนินรายการ และได้มีการเชิญแขกพิเศษมาร่วมพูดคุย 3 ท่าน ได้แก่ ดร.แดเนียล เค ดับเบิ้ลยู ควี ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ ที่ได้ร่วมพูดคุยถึงการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์จนออกมาเป็นสินค้า คุณภาพที่ทุกคนยอมรับ และให้ความไว้วางใจ นอก
จากนั้นยังมีแขกรับเชิญพิเศษอีก 2 ท่าน ที่เป็นนักธุรกิจระดับรองหัวหน้า ฝ่ายการตลาด ซึ่งมีดีกรี เป็นถึงนายแพทย์ และนักสถาปัตยฯ มาร่วมพูดคุยแสดงความคิดเห็นถึงเหตุผลที่ทำให้ตัดสินใจเข้าร่วมธุรกิจกับบริษัท นีโอ ไลฟ์


ปิดท้ายงานยังมีการจับคูปองชิงโชค เหมือนเช่นเคย ซึ่งรางวัลใหญ่ คือแจกรถยนต์นิสสัน มาร์ช 2 คัน คันแรกเป็นแคมเปญใหญ่จับสลากลุ้นโชค มอบรถให้กับ ผู้อ่านของ สยามธุรกิจ ภายใต้คอนเซปต์ 18 เดือน 18 คัน เพื่อฉลองครบรอบ 18 ปีอย่างเป็นทางการของหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ สื่อธุรกิจราย 3 วัน ในเครือของ นีโอ ไลฟ์ ซึ่งในครั้งนี้ ถือเป็นเดือนที่ 3 ในการจับรางวัล ส่วนรางวัลรถยนต์คันที่ 2 เป็นการมอบโชคให้ กับสมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ ที่มีการจัดเป็นประจำทุกๆ เดือน และเช่นเคยที่มีพี่น้อง สมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ให้ความสนใจส่งสลาก ชิงโชคกันอย่างล้นหลาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1332 ประจำวันที่5-9-2012 ถึง7-9-2012

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) กับ อาเซียน (AEC) : จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก :ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป

แม้ที่ผ่านมาการเข้าไปลงทุนของ นักธุรกิจต่างชาติ ใน พม่า จะเต็มไปด้วย อุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะ ข้อจำกัด ทางด้าน กฏหมายอันเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถ ปิดกั้นการเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจจากต่างแดนได้ ตลอด 23 ปีนับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 ไทย ถือเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1ใน พม่า ด้วยปริมาณการลงทุน รวม9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อ ไทย ได้เสียแชมป์สูงสุดอันดับ 1 ให้แก่ นักลงทุนจีน ในปี2555นี้เอง โดย นักลงทุน จีน มีมูลค่าการลงทุนใน พม่ารวมสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น ร้อยละ 34.5 ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด ทำให้มูลค่าการลงทุนของ ไทย ใน พม่า หล่น ไปอยู่อันดับ 2



 



 


บรรยากาศเริ่มสดใสหลัง สภาพล่างพม่า ผ่านกม.ลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน หรือ บีโอไอ ได้พยายามเร่งเครื่อง ทวงแช้มป์กลับคืนด้วยการขนทัพ นักลงทุน ยักษ์ใหญ่ของไทย บุกไป พม่า อีกหนเพราะ เห็นว่ามี โอกาส ที่จะทวงแช้มป์กลับคืนมาได้ โดยอาศัยทุนเดิมที่มีคือ ความไว้วางใจ จาก ทางการพม่า และ พฤติกรรมผู้บริโภคชาว พม่า ที่มีรสนิยมบริโภคสินค้าแบรนด์ไทย เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าผู้ผลิตในอีกหลายประเทศ


ขณะ ปราณี ศิริพันธ์ ผู้ตรวจ ราชการ กระทรวงพาณิชย์ เคยระบุไว้ว่า ที่ผ่าน มา ธุรกิจคนไทย ล้วนประสบความสำเร็จ ในการเข้าไปลงทุนใน พม่า และ ธุรกิจขาย ตรงก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะหากดูสถิติการค้า ระหว่าง ไทย กับ พม่า เมื่อปี 2554 จะพบว่า มีมูลค่าสูงถึง 6,114 ล้านเหรียญสหรัฐ และ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 มีอัตราการขยายตัว มากถึงร้อยละ 25.12 นับว่าเป็นตลาดสดใสไม่ น้อยกับการเข้าไปแสวงหา โอกาส และลู่ทาง ขยายตลาดใน พม่า


ทั้งนี้หากภาครัฐร่วมมือภาคเอกชนทุก กลุ่มอุตสาหกรรมที่เห็นช่องทางการลงทุนใน พม่า ก็มีแนวโน้มสูงที่ ไทย จะได้กลับผงาด เป็นอันดับ 1 ด้านการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจาก บรรยากาศการลงทุนขณะนี้เริ่มผ่อนคลายขึ้น มากหลังมีกระแสข่าวดีออกมาเมื่อกลางเดือน สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า สภาล่างพม่า ได้อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ว่าด้วย การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ที่ต่างถกเถียง หารือถึงประเด็นการอนุญาตให้ นักลงทุน ต่างชาติ ถือหุ้นในธุรกิจที่ลงทุนได้ถึงร้อยละ 100 หรือจะลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุน กับเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาลได้ ภายใต้ข้อ กำหนด นักลงทุนต่างชาติ ต้องมีสัดส่วนใน การลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของยอดเงิน ลงทุนทั้งหมด ซึ่ง รอล์ฟ-ไดเตอร์ ดาเนียล ประธานศูนย์ธุรกิจยุโรปอาเซียนมองว่า ยิ่ง พม่าเปิดประเทศมากเท่าใด ไทยก็มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็น ประตูทาง ผ่านเข้าสู่พม่า หรือ เกตเวย์ ได้ เพราะมีชายแดน และความ สัมพันธ์ที่ดีกับ พม่ามาก


พม่า กำลังซื้อพุ่งายตรงรุกสร้างสีสัน
ทั้งนี้จากข้อมูลของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ระบุว่า พม่า เป็น ประเทศ คู่ค้า อันดับ 3 ของ ไทย ในกลุ่มกลุ่มอาเซียน ใหม่และเป็น ตลาดใหญ่ ที่มี ประชากรอยู่ประมาณ 54.5 ล้านคนสูงกว่า กัมพูชา และ สปป.ลาว แต่กำลังซื้อยังไม่มากนัก ด้วย ข้อจำกัดของทางเลือกในการบริโภคที่มีไม่ มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงไม่มาก ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ ของชาวพม่าถูกนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นหลัก


ดังนั้นสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะ เครื่องสำอาง ทั้ง ครีมบำรุงผิว ที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือน ริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีม กันแดด กลายเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความ โดด เด่น และมีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยม ทดลองใช้สินค้าแปลกใหม่ที่เพิ่งวางจำหน่าย และตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้ เลือกซื้อใช้ไม่มากนัก ขณะที่ กำลังซื้อ ของ ผู้บริโภคชาวพม่า พบว่ามีกำลังซื้อพอสมควร หากดูจากรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP perCapita) ในปี 2555 นี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 855 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีจากระดับ 742 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2553


ดังนั้นความเป็น ตลาดใหญ่ ของ พม่า วันนี้ก่อนเปิด AEC จะเห็นกองทัพ นักลงทุนไทย บุกไป พม่า อย่างคึกคักกัน เลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่ ธุรกิจขายตรงไทย ที่หลากหลายบริษัทขายตรงต่างเดินทางไม่ ขาดสายไปปักธงใน พม่า กันอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะคึกคักเพิ่มมากขึ้นทุกที อย่าง มิสทิน บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว แบรนด์เครื่อง สำอางรายแรกที่เข้าไปบุกเบิก ตลาดพม่า มาก่อนหน้านี้ได้ประมาณ 8 ปีก็ออกมา สร้างสีสันในตลาดพม่าอย่างจริงจัง ซึ่ง ดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ เชื่อมั่นว่าพม่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะก้าวขึ้นสู่ประเทศ ดาวรุ่งวันนี้จึงร่วมทุนกับ สหพัฒน์ ผู้ผลิต สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ลงทุน ตั้งโรงงานผลิตพร้อมกับเพิ่มความเข้มข้น กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการโฆษณา และ จัดกิจกรรม ขณะบริษัทขายตรงรายอื่นๆ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ยูนิตี้ บริษัท คังเซน- เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่างไปลุย ปักธงรอบุกตลาดชิงส่วนแบ่งในอนาคตกัน แล้ว แม้แต่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ บัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งมั่นใจ ว่าการแข่งขัน ตลาดเครือข่ายใน พม่า ยัง น้อยกว่า ไทย และ กำลังซื้อ ถึงแม้จะน้อย กว่า ไทย แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่า ประชากรยัง ต้องการมีรายได้เสริม


หนุ่มสาววัยแรงงาน เกือบ 70% ขาดสินค้าให้ช็อป
ฉะนั้น โอกาส ที่จะได้เห็น ธุรกิจ ขายตรงไทย ไปสร้างสีสัน การแข่งขันจะดุเดือดขนาดใดในอนาคตคงได้เห็นในช่วงไม่เกิน 5 ปีในไม่นานนี้ เพราะขนาด มิสทิน ได้ถึง ขั้นเปิดเผยผลสำรวจชิงความได้เปรียบใน ตลาดพม่า ก่อนใครแล้วว่าเครื่องสำอางค์ มิสทิน ได้ ครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องสำอางที่อยู่ในใจของ ผู้หญิง พม่า ด้วยภาพลักษณ์เทียบเท่าเครื่องสำอาง แบรนด์เนมจาก ยุโรป-อเมริกา และต่อไป มิสทิน จะเพิ่มความเข้นข้นในการเจาะตลาด ด้วยการโฆษณาและกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและ เข้าถึง พฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า


ปัจจุบันสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็น ครีมบำรุงผิวที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือนริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีมกันแดด เป็นสินค้ากลุ่มที่มีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยมทดลองใช้สินค้า แปลกใหม่ที่เพิ่งวาง จำหน่ายและตัดสินใจ ซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้เลือกซื้อใช้ไม่ มากนัก


นอกจากนี้จะเห็น ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค ชาวพม่า จะพบว่า เกือบ ร้อยละ 70 ของจำนวน ประชากรทั้งหมดอยู่ในวัย ทำงาน ซึ่งมีช่วงอายุ ระหว่าง 15-64 ปี เป็น กลุ่มผู้บริโภคสำคัญ ที่ มี อำนาจซื้อ โดย เฉพาะ หนุ่มสาววัย แรงงาน ที่ล้วนแล้วแต่เคยมี ประสบการณ์ กับสินค้า ไทย หากมีความคุ้นเคยหรือเคยมี ประสบการณ์ใช้แล้วเป็นที่พอใจก็จะช่วยให้เกิด ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้าและง่ายต่อ การตัดสินใจซื้อซ้ำ


ดังนั้น ธุรกิจรายใดก็ตามหากมี ความรู้ความเข้าใจใน โครงสร้างประชากร วิถีการบริโภค รสนิยมและการเลือกซื้อ สินค้าของ ผู้บริโภคชาวพม่าจะมีส่วนช่วย ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์ การผลิตและส่งออกสินค้าให้สอดคล้องกับ ความต้องการของลูกค้าในพม่าได้ดียิ่งขึ้น คนแรกที่เข้าถึงผู้บริโภคก่อน สินค้าเป็นที่ ถูกใจและพึงพอใจทำให้เกิดการซื้อซ้ำหรือ ที่เรียกว่า ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งใจใจ ของผู้บริโภคและตัดสินใจซื้อสินค้าใช้ใน โอกาสต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวเปิดตัวขายตรงน้องใหม่ : เอ็มไออาร์ เวิลด์วายด์ "MIR" ผู้ผลิตก้าวสู่ผู้ขายโตเบาๆ 50 ล้าน


เปิดบริษัทขายตรงใหม่แกะกล่อง เอ็มไออาร์ เวิลด์วายด์ เจ้าของ ภก.ดร.พิศาล เดินหน้าปรับกลยุทธ์ ตลาดจัดแผนใหม่ ไบนารี่-ยูนิเลเวล ย้ำด้วยประสบการณ์ กว่า 30 ปี เชื่อตอบโจทย์ นักขาย เตรียมงานใหญ่แกรนด์ โอเพนนิ่ง 21 ธันวาคมนี้ ประเดิมสินค้าหลัก น้ำมันรำข้าว- ปู่จิงตัน คาดหวัง 6 เดือนแรก ดึง นักธุรกิจอิสระ ร่วม 5 หมื่นคน ยอดแตะ 50 ล้านบาท

ภก.ดร.พิศาล จันทฤทธิรัศมี ประธานบริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด เปิดเผย ธุรกิจเครือข่าย ถึงการเปิดบริษัท ขายตรงใหม่ว่า หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทฯ เป็นตัวแทนผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารให้กับบริษัทขายตรงและส่งออก ต่างประเทศ แล้วได้เห็นระบบขายตรงมากว่า 30 ปี จึงตัดสินใจเปิดบริษัทขายตรงเองขึ้น ใหม่ ต่อไปนี้บริษัทจะเป็นทั้งผู้ขายและผลิต เอง ซึ่งจะทำให้ราคาถูกกว่าการสั่งผลิตจาก ต่างชาติ

ภก.ดร.พิศาลกล่าวต่อว่า ก่อนที่จะ จัดตั้งบริษัทขายตรงใหม่ เอ็มไออาร์เวิลด์ วายด์นี้ เมื่อ 9 ปีก่อนได้ไปเทคโอเว่อร์บริษัท ขายตรงแห่งหนึ่ง แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท ไออาร์ บิวติน่า จำกัด แต่ด้วยแผนการ ตลาดที่ขัดกับสิ่งที่ตั้งใจ เนื่องจากมีเสียง เรียกร้องจากกลุ่มที่ได้รับประโยชน์และกลุ่มที่ เสียประโยชน์เข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงตัดสิน ใจเปิดบริษัทขายตรงใหม่ขึ้นอีก 1 บริษัทชื่อ บริษัทเอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด ดำเนิน ธุรกิจด้วยแผนการตลาดใหม่ ที่ได้มาตรฐาน เพื่อจะก้าวไปข้างหน้าสู่เวทีตลาดโลก และ รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้

ประธานเอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ กล่าวถึงงบประมาณเปิดบริษัทใหม่เบื้องต้น 3 ล้านบาท ไม่รวมที่ตั้งบริษัท เนื่องจาก สินค้าเป็นสินค้าที่ผลิตมาจาก บริษัท การ์กัวร์ แลป จำกัด ซึ่งมีเจ้าของคนเดียวกัน ส่วน แผนการตลาดนั้นได้เลือกใช้แผนการตลาด ระดับโลก หลังจากทีมงานได้ศึกษามากว่า 3 ปี โดยมีหลายระบบรวมกัน ทั้งระบบค้าปลีก ให้ผลตอบแทนแบบทั่วไป มีส่วนลด ซื้อมาก ได้ส่วนลดมาก และระบบไบนารี่ ให้ผล ตอบแทนฟาร์ส-สตาร์ท โบนัส 5 ชั้น ทีมโบนัส หากทำให้ลูกทีมได้ตำแหน่งสตาร์ ก็จะได้ สตาร์ทเมกเกอร์ โบนัส เพิ่มอีก และระบบ ยูนิเลเวลให้ 7 เจเนอเรชั่น เป็นการเอา แผนการตลาดจากทั่วโลกมาเฉลี่ยกัน เพื่อให้ เข้ากับสถานการณ์ในเมืองไทย

การจ่ายผลตอบแทนลักษณะนี้ ได้การตอบรับจากสมาชิกรุ่นแรก 500 คน เป็นอย่างดี สินค้าหลักคือน้ำมันรำข้าว- ปู่จิงตัน ร่วมกับสินค้าเดิมของบริษัท ไออาร์ บิวติน่า อีกกว่า 40 รายการ ทำให้มีสินค้ารวม มากพอที่จะรองรับฐานผู้บริโภคในช่วงแรก แม้จะเป็นบริษัทก่อตั้งขึ้นใหม่ แต่สินค้า และกลุ่มผู้บริโภคยังเป็นของ ไออาร์ บิวติน่า อยู่ ภก.ดร.พิศาลกล่าว

ภก.ดร.พิศาล ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เอ็มไออาร์ สามารถสร้างความไว้วางใจ สินค้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์ดูแลบุคคล ผลิตภัณฑ์ดูแลครัว เรือน ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง มีความหลาก หลาย แต่ยังไม่มีสินค้าเกษตร แต่อาจจะมีใน อนาคต ในตอนนี้เน้นเรื่องสุขภาพและความ งาม และจะพัฒนาไปสู่อาหารเพื่อสุขภาพ และยาสมุนไพร ทั้งนี้จะมีการแถลงข่าวและ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแกรนด์ โอเพ่น นิ่ง วันที่ 21 ธันวาคม 2555 นี้ คาดหวังจะ สร้างนักขาย 50,000 คน ตั้งเป้ายอดขายครึ่ง ปีแรก 50 ล้านบาท

ทั้งนี้จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด ทะเบียนเลขที่ 0135555001664 วันที่จดทะเบียน 27 มกราคม 2555 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 400/499 หมู่ที่ 8 ถนนพหลโยธิน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12130 ส่วน การจดทะเบียนขอใบอนุญาตจากสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. นั้นได้ทำการยื่นในเดือนพฤษภาคมและได้รับ อนุญาตในวันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป็นที่ เรียบร้อยแล้ว


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM THAILAND) : "จิรชัย มูลทองโร่ย" นั่งเลขาฯ ใหม่สคบ. !! รุกตราสัญลักษณ์-นีโอไลฟ์ร่วมสัญจร


เลขาสคบ.คนใหม่ จิรชัย มูลทองโร่ย เปิดตัว! ยึดนโยบายบูรณาการงานคุ้มครองผู้บริโภคเต็มสูบ เล็งเรื่อง สำคัญยกระดับบอร์ดที่ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ นั่งประธานฯ ลุยโครงการมอบ ตราสัญลักษณ์ การันตีเลือกซื้อสินค้า คุณภาพ ดึง เมืองไทยประกันภัย ร่วมวงอีกรายตามรอย ทิพยประกันภัย ประกาศพร้อมร่วมมือเอกชนเดินสายจัด สคบ.สัญจร ทั่วประเทศ นีโอไลฟ์ เสือปืนไวเตรียมเสนอ ตัวช่วยแล้ว


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะ กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) คนใหม่ เปิดเผย ธุรกิจ เครือข่าย ถึงทิศทางการทำงานภายหลังได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคมที่ ผ่านมาว่า จะยึดนโยบายการทำงานแบบ บูรณาการงานคุ้มครองผู้บริโภคเป็นหลัก เพื่อ ปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคที่ได้รับ ผลกระทบและไม่ได้รับความเป็นธรรมในทุก เรื่อง


เลขาธิการสคบ.คนใหม่กล่าวต่อว่า การบูรณาการงานคุ้มครองผู้บริโภคนั้น เบื้อง ต้นจะเริ่มที่ 3 เรื่องด่วนก่อนคือ 1.การสร้าง ความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อ สินค้าและบริการ โดยการใช้ตราสัญลักษณ์ ของ สคบ.เป็นเครื่องการันตี หากได้รับตรา สัญลักษณ์ของ สคบ.แล้วผู้บริโภคจะมั่นใจได้ ว่าสินค้าที่ซื้อถูกต้องทั้งกฎหมายของ สคบ. และหลักกฎหมายอื่นที่ผู้ประกอบการจะต้อง ปฏิบัติตาม หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือ เสียหายจากการใช้สินค้าแล้ว ผู้บริโภคจะต้อง ได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการ


เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องประสานความ ร่วมมือกับภาครัฐ ผู้ประกอบการ และ ประชาชน ซึ่ง สคบ.ในฐานะหน่วยงานกลาง จะดำเนินการประสานกลไกการทำงานเชื่อม กับภาครัฐต่างๆ เพื่อการจัดระเบียบสินค้า ใน การคุ้มครองผู้บริโภค รวมถึงเรื่องการโฆษณา เกินจริงต่างๆ


และเรื่องที่ 3 อยากมีการยกระดับ คณะกรรมการ สคบ.ที่มี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชิน วัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อการ ดำเนินการเป็นการกำกับดูแลเชิงนโยบาย เพื่อให้ส่วนราชการต่างๆ มาช่วยเป็นเครื่องไม้ เครื่องมือในการดำเนินการเรื่องต่างๆ ที่ เกี่ยวข้องกับหน่วยงานนั้นๆ รวมทั้งอยากให้ ภาคประชาชน โดยเฉพาะในส่วนของมูลนิธิ เพื่อผู้บริโภค และชมรมต่างๆ มีส่วนที่จะเข้า มาร่วมกันทำงานกับ สคบ. มากขึ้น


ด้วยนโยบายเชิงรุกนี้นายจิรชัย กล่าวยอมรับว่า ยินดีรับความร่วมมือจากภาค เอกชนทุกภาคส่วนในการจัดกิจกรรมของ สคบ.ภายใต้โครงการสคบ.สัญจร ที่จะ เดินทางไปให้ความรู้เรื่องการคุ้มครองสิทธิผู้ บริโภคในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อให้ เอกชนได้ร่วมรับรู้และเสริมสร้างงานโฆษณา สินค้าต่างๆ ได้อย่างถูกต้องมากขึ้น


นโยบายผมจะมองเรื่องการบูรการ งานคุ้มครองผู้บริโภคทั้งหมด เพื่อคุ้มครอง สิทธิประชาชนเป็นหลัก ส่วนการจัดงานสคบ. สัญจรนั้น คงเปิดกว้างให้ทุกบริษัทเอกชนได้มี ส่วนร่วมแต่คงไม่ใช่เรื่องตัวเงิน ส่วนแต่ละ บริษัทจะมาร่วมในส่วนไหนนั้นก็ต้องคุยกันต่อ เพราะส่วนตัวมองว่าเอกชนเหล่านี้จะได้ร่วม รับรู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคและจะได้ทำ โฆษณาอะไรแบบไม่เกินเลยกันอีก และไม่ ควรมีเรื่องการนำสินค้าไปร่วมออกบูธด้วย นายจิรชัย กล่าว


ต่อนโยบายดังกล่าวนายนิโรธ เจริญประกอบ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวกับ ธุรกิจเครือข่าย ว่า บริษัทกำลัง เตรียมแผนงานเข้าไปเสนอสคบ.เพื่อขอเป็น ผู้สนับสนุนงานของสคบ.ผ่านโครงการสคบ. สัญจร ที่จะจัดขึ้นในปีงบประมาณหน้านี้ โดย จะเข้าไปในรูปแบบการจัดงานคอนเสิร์ตและ การแสดงต่างๆ เพื่อให้สร้างความครื้นเครง และสนุกสนานให้กับประชาชนในการเข้าร่วม โครงการสคบ.สัญจร


เป็นโครงการที่เราเตรียมไว้จะไปนำ เสนอต่อท่านเลขาธิการสคบ.คนใหม่ ซึ่งผม เคยทำงานในส่วนนี้มาก่อนจะเข้าใจว่า งาน สคบ.สัญจรนั้นยังขาดอะไรอีกมาก และส่วนนี้ เราจะเป็นผู้เสนอตัวเข้าไปช่วยเองในส่วน ค่าใช้จ่ายต่างๆ ซึ่งเป็นเรื่องเพื่อประชาชนเรา ยินดีอยู่แล้ว นายนิโรธ กล่าว


อย่างไรก็ตามเมื่อวันอังคารที่ 28 สิงหาคม 2555 เวลา 13.00 น. ณ โรงแรม สวิสโซเทล เลอคองคอร์ดกรุงเทพฯ ได้มีพิธี ลงนามบันทึกความตกลงการดำเนินงานร่วม กัน โครงการมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้ บริโภค ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กับบริษัท เมืองไทย ประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยได้รับเกียรติ จากนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน พร้อมนายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค และ นาง นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการให้เกียรติ เข้าร่วมลงนาม


ทั้งนี้การลงนามบันทึกความตกลงฯ ระหว่างสคบ.กับ เมืองไทยประกันภัย ครั้งนี้ นับเป็นการลงนามร่วมกับเอกชนครั้งที่ 2 หลัง จากก่อนหน้านี้ สคบ.ได้ลงนามฯ ร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ไป แล้วเมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2555 ที่ผ่านมา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บุกตลาดขายตรงอาเซียน อย่าประมาทจุดแข็ง มาเลย์


การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและการตลาด และเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ไปในตัวด้วย เพราะวันนี้ประชากรในกลุ่ม AEC รวมแล้วมีไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งโลก ประเทศสมาชิกที่มีประชากรมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย มี 245 ล้านคน รองลงมา คือ ฟิลิปปินส์ 101 ล้านคน เวียดนาม 90 ล้านคน ไทย 66 ล้านคน พม่า 53 ล้านคน มาเลเซีย 28 ล้านคน กัมพูชา 14 ล้านคน สปป.ลาว 6 ล้านคน สิงคโปร์ 5 ล้านคน และ บรูไน 0.4 ล้านคน


ในจำนวน 10 ประเทศสมาชิกนี้ สิงคโปร์ และ บรูไน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง กำลังซื้อสูงและมีรสนิยมสูงในการบริโภคสินค้าโดยเฉพาะแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ขณะ มาเลเซีย นั้นถูกจัดในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปากนลาง ถึงระดับสูง ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ใน วัยทำงาน กว่า 10 ล้านคน มีความสนใจใน เทคโนโลยี สารสนเทศ เป็นพิเศษและมีรสนิยมไม่แตกต่างจาก สิงคโปร์ และ บรูไน คือ ชอบใช้จ่าย ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้านำเข้า


ส่วนประเทศที่มีสัดส่วนการใช้จ่าสยเพื่อการบริโภคสูงสุดเอเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP คือ ฟิลิปปินส์ คิดเป็นร้อยละ 74 เวียดนาม ร้อยละ 67 อินโดนีเซีย ร้อยละ 59 ไทย ร้อยละ 55 มาเลเซีย ร้อยละ 50 และสิงคโปร์ ร้อยละ 41 ซึ่งในกลุ่มประเทศ สมาชิก AEC นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาเลเซีย คือ 1 ใน 10 ประเทศที่น่าจับตามองในการประกอบธุรกิจเครือข่ายขายตรง


ศก.โต-กำลังซื้อสูง จุดแข็ง ขายตรงมาเลย์ บูม


จะว่าไปแล้ว ธุรกิจขายตรง ในทัศนคติของ ชาวมาเลเซีย แล้ว ค่อนข้างเป็นบวกต่ออาชีพนี้อาจด้วยเพราะช่วงเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ ชาวมาเลเซีย มีอัตราการว่างงานที่สูงเพิ่มขึ้นจากเดิม อาชีพ ธุรกิจขายตรง เลยกลายเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้มากเป็นกอบเป็นกำให้กับ ชาวมาเลเซีย และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลล่าสุดของ ยูนิลีเวอร อาวียองซ์ มาเลเซีย ระบุไว้ว่ามี ชาวมาเลเซีย หลั่งไหลเข้าสู่อาชีพนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน มีมูลค่าตลาดรวมขายตรงประมาณ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ


ขณะ สมาพันธ์สมาคมการขายตรงโลก หรือ WFDSA ได้บันทึกประวัติศาสตร์ให้ ขายตรงมาเลเซีย ตติดยอดขายดันดับ 15 ของโลกและอันดับ 5 ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อรวมปัจจัยบวกจากบทวิเคราะห์ของ The Economist Intelligence Unit (EIU) ที่ได้ประเมินภาวะ เศรษฐกิจของ มาเลเซีย ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า ในปี 2555 จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 6 ในปี 2559 โดยให้เหตุผลว่าเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีในปี 2554 สูงถึง 9,250 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยอยู่ที่ 5,110 ดอลลาร์สหรัฐ


นอกจากนี้รัฐบาลมาเลเซียยังมีแผนเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีเป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 ให้ได้ ขณะข้อมูลของ สมาคมการขายตรงมาเลเซีย (Direct Selling Association of Malaysia : DSAM) ปี 2554 ที่พบว่า ธุรกิจขายตรงในมาเลเซียมียอดขายรวมประมาณ 4,500 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือ ประมาณ 45,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกัยปี 2552 ที่มียอดขายเพียง 3,320 ล้านริงกิตหรือประมาณ 33,200 ล้านบาท และประมาณร้อยละ 70 ของยอดขายทั้งหมดก็มาจาก 56 บริษัทขายตรงของสมาชิกสมาคมฯ


ฉะนั้นการขยายธุรกิจใน มาเลเซีย ก่อนเปิด AEC ปี 2558 จึงนับเป็นโอกาสที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ขยายตลาดได้อีกมหาศาล


ไม่ประมาทบนกลยุทธ์การตลาดช่วยให้เป็นต่อได้


ที่ผ่านมาตลาดขายตรงมาเลเซียมีหลายบริษัททั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จบางรายอาทิ ดีเอ็กซ์เอ็น โฮลดิ้งส์ บีเอชดี บริษัทขายตรงอาหารเครื่องดื่มและอาหารเสริมรายใหญ่ของมาเลเซียมียอดขายที่ลดลงมองว่า มาจากตลาดอิ่มตัวก็เบนเข็มไปขยายธุรกิจในประเทศอื่นแทน


ขณะบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ๋ของโลก แอมเวย์ (มาเลเซีย) โฮลดิ้งส์ บีเอชดี ที่ออก ผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มบำรุงผิว และ เครื่องสำอาง มาเพิ่มยอดขายปรากฏว่าผล ประกอบการออกมาประสบความสำเร็จล้นเหลือ อย่างบริษัท โททัลไลฟ์ (มาเลเซีย) เอสดีเอ็น บีเอชดี ในเครือโททัลไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จาก ไต้หวัน มองเห็นโอกาสของ ตลาดขายตรงมาเลเซีย ว่ายังมีช่องว่างที่จะเติบโตได้อีกมากหารพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดเฉพาะกลุ่ม (นิช มาร์เก็ต) แต่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจสภาพตลาดซึ่ง จะช่วยให้ต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ดียิ่งขึ้นไปได้


นอกจากนี้ยังมี อาวียองซ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล ธุรกิจขายตรงสัญชาติอังกฤษ เปิดตัว ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย อย่างเป็นทางการไปแล้วโดยเปิดตัวปีแรกมีประชาชนหลั่งไหลเข้าร่วมเป็นสมาชิกกว่า 20,000 รหัสซึ่งในทางการตลาดแล้ว ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย นับว่าประสบความสำเร็จ สามารถอ่านใจ ชาวมาเลเซีย ได้ถูกจุดที่นอกจากนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความงามและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวมาเลเซียได้แล้วยังเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของประชากรที่นี่


ซึ่งจากข้อมูลสำรวจของ มาสเตอร์ การ์ด พบว่า ชาวมาเลเซียกว่า ร้อยละ 50 นิยมซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย ก็ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีออกมาให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมาเลเซีย


อย่างไรก็ตามบนกลยุทธ์ทางการตลาดทุกอย่างก้าวต้องไม่ประมาท เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีอินเตอร์เน็ตมาช่วยให้ ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลเร็วขึ้น มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์มากขึ้นจากในเว็บไซต์ และสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเองได้ ฉะนั้น ธุรกิจขายตรง ที่สนใจเข้ามาก็จะต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์ให้ทันและตอบสนองของความต้องการของลูกค้าให้ได้รวดเร็ว สามารถวิ่งตามกระแส Demand ได้ทันเพื่อเป็นต่อในธุรกิจต่อไปพร้อมๆ กับเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันยอดขายปี 2558 ให้ได้ 10,000 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 100,000 ล้านบาท ตามเป้าที่ทางกระทรวงการค้าภายในประเทศและคุ้มครองงผู้บริโภค ของมาเลเซียได้ออกมาประกาศไว้


การประกอบธุรกิจขายตงในมาเลเซียด้วยกลยุทธ์ White Ocean เพื่อหลอมจิตใจนักธุรกิจขายตรงให้มีจรรยาบรรณและธรรมาภิบาล ในการประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับกลยุทธ์ทางการตลาดแบบ Blue Ocean ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างมูลค่าและความแตกต่างแทนการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดพล่านหรือที่เรียกว่า Red Ocean จะช่วยสร้างโอกาสให้ธุรกิจขายตรงประสบความสำเร็จและยั่งยืนในต่างแดนใต้


ปัจจุบันรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. ขายตรง ฉบับใหม่ที่มีความเข้มงวดมากกว่าเดิมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลธุรกิจให้ธุรกิจมีความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงส่งเสริมธุรกิจขายตรงภายในประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน


สำหรับเคล็ดลับที่ ธุรกิจขายตรง จะต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนดำเนินกิจการอาทิ เรื่องของคำนิยามทีททางการมาเลเซียได้เพิ่มเข้าไปเพื่อให้เห็นความแตกต่างของคำว่า MLM หรือ ปิระมิด และหากไม่ปฏิบัติตามกฏหมายทั้ง บริษัท และ นักธุรกิจขายตรง จะถูกดำเนินคดีหนักขึ้นจากกฏหมายเดิมคือ เพิ่มโทษปรับ เมื่อให้ระบบ ปิระมิด หลอกลวงประชาชน หากเป็น นักธุรกิจขายตรง มีวงเงินค่าปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 250,000 ริงกิตมาเลเวีย หรือ ประมาณ 2,500,000 บาท สูงสุดเป็น 1 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 10 ล้านบาท คิดเป็น 4 เท่าเลยทีเดียว หรืออาจถูก จำคุก ไม่เกิด 5 ปีหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน บริษัทขายตรง มีโทษหนักมากกว่า นักธุรกิจขายตรง โดยเพิ่มวงเงินค่าปรับเป็น 5 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 50 ล้านบาท) สูงกว่าวงเงินปัจจุบันที่ปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10 เท่าไม่เพียงเท่านี้ กฏหมายได้เปิดช่องให้ทางการมาเลเซียสามารถยึดทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฏหมาย แม้จะมีการโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินไปอยู่ในบัญชีของบุคคลอื่นก็ตาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 234 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"นายกฯ" ปูตรวจเข้ม ตั้งเลขาฯสคบ. หึ่งเอกชนหนุนตัวเต็ง ซื้อตำแหน่ง30ล้าน


ตั้ง เลขาฯสคบ. ชะงัก ลือสนั่นเอกชนทุ่มงบหนุนตัวเต็งหลายสิบล้านบาท ผ่านทาง เจ๊ ที่มีสีตรงข้ามกับเหลือง พร้อมสั่งคนในสังกัดเคลียร์พื้นที่ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ผวา หวั่นเอาคนมีตำหนิสอดไส้ยัดครม.ใส่วาระจรอนุมัติ สั่งเบรกกลางครันโยนทีมงานตรวจสอบประวัติเข้ม จับตา จิรชัย มูลทองโร่ย และ นพปฎล เมฆเมฆา สองรองเลขาฯสคบ.ใครจะเข้าวินขั้วตำแหน่ง เลขาฯสคบ. ยุคอื้อฉาว คนแรกถูกเอกชนร้องว่า เรี่ยไรผิดระเบียบสำนักนายกฯ คนหลังถูกแอบอ้างใช้ชื่อไถเงินค่ายขายตรง แฉ จิรชัย โชว์วิสัยทัศน์วันสอบสัมภาษณ์ บอกกรรมการพูดปัญหาสคบ.3 ชั่วโมงก็ไม่พอ กรรมการท่านหนึ่งเหน็บเจ็บให้เวลา 15 นาทีแล้วแต่คุณจะสรุป ล่าสุด ปปช.ตรวจเอกสารร้อง

จิรชัย มีมูล เตรียมตั้งอนุกรรมการสอบเพิ่มสัปดาห์หน้า

ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า การวิ่งเต้นตำแหน่งในแวดวงราชการไทยก็ยังมีอยู่ในทุกยุคทุกสมัย แม้แต่ในยุคของ นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ซึ่งถูกสังคม และฝ่ายตรงข้ามตรวจเข้มทุกรูขุมขน ก็ยังมีข่าวในทำนองนี้ปะทุขึ้นให้เห็นอย่างต่อเนื่อง

คณะทำงานซึ่งเป็นทีมเลขาฯนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่งเปิดเผย ตลาดวิเคราะห์ ว่า เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมาทางสำนักปลัดสำนักนายกฯได้ส่งเรื่องการแต่งตำแหน่งเลขาฯสคบ. เข้าครม. ในวาระจรแต่นายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้สั่งเบรกไว้ก่อน พร้อมสั่งให้ทีมงานตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาฯสคบ.ให้ละเอียดถี่ถ้วน เนื่องจากท่านนายกฯได้ทราบข่าวมาว่า ขณะนี้มีระดับรองเลขาฯสคบ.ท่านหนึ่งกำลังเป็นข่าวอื้อฉาว ซึ่งถูกสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก ขืนแต่งตั้งโดยที่ไม่มีการตรวจสอบให้ละเอียด อาจเป็นประเด็นให้ฝ่ายค้านนำมาโจมตีได้ เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับการซื้อตำแหน่งดังกล่าวอยู่ด้วย

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานจากที่ปรึกษานายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ท่านหนึ่งแจ้งว่า ก่อนหน้านี้มีรองเลขาฯสคบ.ท่านหนึ่งคอยวิ่งเต้นตำแหน่งดังกล่าว โดยผ่านทางเจ๊ผู้มีอิทธิพลคุมสส.ทางภาคเหนือของพรรคเพื่อไทย ได้โทรศัพท์ถึงนายวรวัจน์ให้พิจารณาคนของตนเองในตำแหน่งดังกล่าวด้วย เรื่องนี้ท่านรัฐมนตรีก็ไม่ค่อยสบายใจ เพราะบุคคลดังกล่าวถูกสื่อวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องไม่ชอบมาพากลอีกด้วย สื่อหลายฉบับยังรายงานไปในทิศทางเดียวกันว่า มีภาคเอกชนได้ทุ่มเงิน 20-30 ล้านบาท เพื่อผลักดันซื้อตำแหน่งดังกล่าวให้บุคคลผู้นี้ด้วย เรื่องนี้ท่านวรวัจน์ก็ไม่ค่อยสบายใจ

ผู้สื่อข่าวยังได้รับราย งานจากคณะกรรมการคัดเลือกท่านหนึ่งของสำนักปลัดสำนักนายกฯ ที่สอบสัมภาษณ์ผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งเลขาฯสคบ.คนใหม่ว่า เมื่อวันอังคารก่อนทางคณะกรรมการได้เชิญรองเลขาฯสคบ.ทั้ง 2 ท่าน คือ นายนพปฎล เมฆเมฆา และ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เพื่อมาสัมภาษณ์แสดงวิสัยทัศน์ ให้เวลาคนละ 15 นาที ในการพูดถึงปัญหาสคบ. และวิธีทำงานต่อไปในอนาคต โดยให้แต่ละคนพูดแค่ 15 นาที นายจิรชัยแจ้งกับคณะกรรมการว่า ถ้าพูดถึงปัญหาสคบ. 3 ชั่วโมงก็ไม่พอ ประธานกรรมการตัดบทว่า คุณจะสรุปหรือสาธยายอย่างไรก็ได้เราให้เวลาแค่ 15 นาทีเท่านั้น

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนายกรัฐมนตรี ในฐานะสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวการวิ่งเต้นซื้อตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ว่า เป็นการปล่อยข่าวของคู่แข่งขันกันเอง เป็นการเล่นเกมผ่านสื่อ วิธีการแบบนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะต้องไปพิสูจน์กันที่ผลงานมากกว่า ขอยืนยันว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และไม่เอาชื่อเสียงมาเสี่ยงกับเรื่องนี้แน่ โดยในส่วนของขั้นตอนการพิจารณาสรรหาเป็นหน้าที่ของสำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยได้มีการสัมภาษณ์ ผู้สมัครแล้วทั้งหมด

ส่วนที่มีชื่อนายจิรชัย มูลทองโร่ย และนายนพปฎล เมฆเมฆา ที่เป็นแคนดิเดต รมต.สำนักนายกฯ นั้น นายวรวัจน์กล่าวว่า สำหรับตนแล้วก็เปิดโอกาสให้คนทั้งคู่ ซึ่งตนไม่ได้รู้จักใครมาก่อน และขอยืนยันอีกครั้งว่าไม่เคยรับของกำนัลหรือรับเงินจากการวิ่งเต้น 20-30 ล้านบาทอย่างที่เป็นข่าว ไม่มีเรื่องเหล่านี้ทั้งสิ้น นายวรวัจน์กล่าว

ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่า สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี (สปน.) ได้ดำเนินการสรรหาเลขาธิการ สคบ. เสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา และได้มีการเสนอชื่อ รองเลขาฯสคบ.ท่านหนึ่ง เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันอังคารที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา แต่ก็ได้ถอนวาระการพิจารณาออกไปก่อน โดยนายกฯยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ได้รับรายงานว่า การแต่งตั้งครั้งนี้มีเรื่องไม่ชอบพากลเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะเรื่องการรับผลประโยชน์ นายกรัฐมนตรีจึงมอบหมายให้ทีมเลขาฯตรวจสอบรายละเอียดในเรื่องนี้ว่ามีความเป็นจริงมากน้อยแค่ไหน เพราะไม่ต้องการให้เป็นจุดอ่อน และเป็นประเด็นให้ฝ่ายค้านนำไปโจมตีในสภาฯ

สำหรับความไม่ชอบมาพากลในการสรรหาบุคคลขึ้นมารับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ.คนใหม่นั้น มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้ว่า มีความพยายามจากกลุ่มธุรกิจ ที่ต้องการจะส่งคนของตัวเองเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าว โดยยอมทุ่มเงินเพื่อแลกกับตำแหน่งเป็นจำนวนสูงถึง 20-30 ล้านบาท มอบให้กับผู้ที่สามารถจัดการจัดตัวบุคคลมาดำรงตำแหน่งดังกล่าวได้ เนื่องจากหากมีคนของตัวเองนั่งในตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. จะช่วยอำนวยความสะดวกในการดำเนินธุรกิจได้เป็นอย่างมาก

ผู้สื่อข่าว ตลาดวิเคราะห์ ได้รับรายงานจากกรรมการปปช.ท่านหนึ่งว่า ที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการเรี่ยไรเงินของนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาฯสคบ. ว่าอาจเข้าข่ายไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ทางเจ้าหน้าที่ปปช.ได้ตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า เอกสาร และข้อร้องเรียนมีมูล ในสัปดาห์หน้าจะได้แต่งตั้งคณะอนุกรรมการเข้ามาตรวจสอบรายละเอียดอีกทีหนึ่งว่าเข้าข่ายความผิดอย่างไรบ้าง

อนึ่งในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ทางสคบ.ได้ยื่นหนังสือถึงเลขาธิการ ปปช. ให้ตรวจสอบความไม่ชอบมาพากลของนายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาฯสคบ. โดยการเรี่ยไรเงินอาจไม่ชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้

ด้วยสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ได้รับสำเนาหนังสือจากสมาคมพัฒนาการขาตรางไทย ลงวันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ร้องเรียนเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค คือ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ตำแหน่ง รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค กรณีใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบขอรับเงินบริจาคจากสมาคมฯ จำนวน 100,000 บาท โดยอ้างว่าจะนำไปเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดงานวันคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา

สำนักงานคณะกรรมการ ครองผู้บริโภค ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงในเบื้องต้นพบว่า มีการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานทั้งภาครัฐ รัฐวิสาห กิจ และภาคเอกชน โดยปรากฏ ในการเบิกจ่ายสนับสนุนงบประมาณการจัดงาน วันคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ.2555 มีรายการสนับสนุนรวมทั้งสิ้น 11 ราย เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 850,000 บาท ซึ่งการขอรับบริจาค การนำเงินเข้าบัญชี และการเบิกจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวน่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่า กรณีร้องเรียนดังกล่าวเป็นการร้องเรียนข้าราชการผู้บริหารระดับต้นของสำนักงานฯ ฉะนั้น ทางสำนักงานฯ จึงขอนำส่งสำเนา และหนังสือร้องเรียนดังกล่าว มายังสำนักงาน ปปช.เพื่อโปรดดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป ผู้สื่อข่าวยังได้รับเอกสาร จากสำนักงานปลัดสำนักนายกฯ ซึ่งเป็นคำชี้แจงของนายนพปฎล เมฆเมฆา รักษาการเลขาฯสคบ. ถึงปลัดสำนักนายฯ มีข้อความส่วนหนึ่งระบุชัดว่า 2.2 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไม่มีภารกิจ หรืออำนาจหน้าที่ตามกฎหมายที่จะรับบริจาคหรือเรี่ยไรเงินจากบุคคลอื่น ดังนั้น หากมีผู้บริจาคให้ สคบ. สคบ.จะต้องปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงการคลัง ว่าด้วยการรับเงินหรือทรัพย์สินที่มีผู้บริจาคให้ทางราชการ จะต้องเป็นไปตามข้อ 19 กล่าวคือ 1. เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล และมีมติคณะรัฐมนตรีให้เรี่ยไรได้ 2. เป็นการเรี่ยไรที่รัฐบาลหรือหน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้เสียหาย หรือบรรเทาความเสียหายที่เกิดจากสาธารณภัย หรือเหตุการณ์ใดที่สำคัญ 3. เป็นการเรี่ยไรเพื่อร่วมทำบุญเนื่องในโอกาสทอดผ้าพระกฐินพระราชทาน เป็นต้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555

วันเสาร์ที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวมาบุญครอง : จับมือ "ไทยสมาร์ทการ์ด (Thai Smart Card)" ชูบัตรใบเดียวครบวงจร ตั้งยอดขาย 500 ล.


ขายตรง มาบุญครอง รุกตลาด เครือข่ายเต็มสูบ ล่าสุดร่วมมือ ไทยสมาร์ทการ์ด ผลิตบัตรเงินสดสมาร์ทเพิร์ส เพื่อสนับสนุนการทำงานของสมาชิก ตั้งเป้าผู้ใช้บัตรเริ่มต้นขอ 5 พันคน ด้าน กลยุทธ์ปีนี้ เร่งพัฒนาหลักสูตร เสริมความแกร่ง เพื่อเป้าหมาย 500 ล้านบาท ในสิ้นปี และเพื่อเตรียมตัวเข้าสนามรบ AEC!

นายสุรวุฒิ บูลกุล รองประธานกรรมการบริหาร (อาวุโส) บริษัท มาบุญครอง จำกัด เปิดเผยว่า กระบวนการซื้อขายในธุรกิจขายตรงมีหลายขั้นตอนที่ซับซ้อน บริษัทจึงหาวิธีที่จะลดขั้นตอนการ ทำงานลง ล่าสุดร่วมมือกับ บริษัท ไทย-สมาร์ทการ์ด จำกัด ผู้นำทางด้านบัตรเงิน สดดิจิตอล สมาร์ทเพิร์ส เพื่อผลิตบัตรเงินสดดิจิตอลขึ้น เป็นการสร้างความสะดวกแก่สมาชิกบริษัทโดยตรง

บัตรเงินสดสมาร์ทเพิร์ส ถือเป็นนวัตกรรมใหม่ที่เกิดขึ้นในตลาด เพราะเพียงบัตรเดียวที่รวบรวมระบบและฟังก์ชั่น หลายอย่างรองรับสำหรับการทำระบบสมาชิก ระบบการทำธุรกรรมการเงิน เมื่อ สมาชิกบริษัทมาบุญครองสมัครใช้บัตรสมาร์ทเพิร์ส และหลังจากชำระเงินผ่านบัตร ข้อมูลการซื้อขายก็จะส่งกลับมาที่บริษัทโดยทันที จึงเป็นการแก้ปัญหาความ ยุ่งยากดังที่ผ่านมาได้

ทั้งนี้ การใช้จ่ายผ่านบัตรสมาร์ท-เพิร์ส นอกจากสมาชิกจะได้แต้มจากการซื้อสินค้าของบริษัทแล้ว เมื่อสมาชิกใช้จ่ายในบริษัทพันธมิตรของไทยสมาร์ท-การ์ด ที่ปัจจุบันมีอยู่กว่า 60 บริษัท (หนึ่ง ในนั้นคือ เซเว่น อีเลฟเว่น) พวกเขาก็จะได้รับแต้มสะสมเช่นเดียวกัน ถือเป็นระบบ สนับสนุนการทำงาน และเป็นการมอบสิทธิพิเศษให้กับสมาชิกอย่างแท้จริง

บัตรสมาร์เพิร์สของมาบุญครอง จัดทำออกมาเป็น 2 รูปแบบ คือ แบบธรรมดา และแบบโกลด์ หรือบัตรทอง ที่จะได้รับสิทธิพิเศษที่หลากหลายขึ้น โดยบัตรดังกล่าวมีอายุการใช้งานปีต่อปี ขณะนี้สมาชิกให้การตอบรับที่ดี เริ่มต้นบริษัทตั้งเป้าสมาชิกที่จะเข้ามาสมัครใช้บัตรดังกล่าวไว้ประมาณ 5 พันคน จากสมาชิกทั้งหมดในปัจจุบันที่มีเกือบ 3 หมื่น รหัส

นอกจากนี้ นายสุรวุฒิ ยังได้กล่าวถึงกลยุทธ์การตลาดของบริษัทในปีนี้ว่า บริษัทจะเน้นสร้างนักธุรกิจให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามหลักจรรยาบรรณของวิชาชีพขายตรง โดยเฉพาะการเพิ่มหลักสูตร ฝึกอบรมให้มากขึ้น ซึ่งช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากบริษัทได้มีการปรับปรุง หลักสูตรการอบรมไปแล้ว ปรากฏว่าผลตอบรับดีมาก มีสมาชิกในระดับแม่ทีมสนใจ เข้าร่วมมากมาย ซึ่งในแต่ละหลักสูตรบริษัทจำกัดจำนวนสมาชิกเพียง 100 คน

ด้านผลิตภัณฑ์ในครึ่งปีหลังบริษัทจะมีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ 5 รายการด้วยกัน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ควบคุมน้ำหนัก, ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว, กาแฟลดน้ำหนัก และ สินค้าทางการเกษตร 2 รายการ โดยสินค้า เกษตรที่บริษัทผลิตออกมานั้นก็เพื่อสนับสนุนการทำงานของสมาชิก ที่ส่วนใหญ่จะเป็นชาวเกษตรกร ให้พวกเขามีทาง เลือกในการนำเสนอสินค้ามากขึ้น

ผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของบริษัทประมาณ 70% บริษัทจะเป็นผู้ผลิตเอง โดยเฉพาะสินค้าเรือธงที่ทุกคนรู้จักกันเป็นอย่างดี อย่างน้ำมันรำข้าวจมูกข้าว และข้าวหอมมะลิแท้ ตราศิริชัย ที่บริษัทรับประกันคุณภาพทุกขั้นตอนการผลิต ส่วนที่เหลืออีก 30% บริษัทจัดจ้างโรงงาน ที่ได้มาตรฐานน่าเชื่อถือเป็นผู้ผลิตให้ ดังนั้น ตนจึงกล้ารับรองว่าสินค้าทุกตัวของ บริษัทมีคุณภาพและได้มาตรฐานอย่างแน่นอน สุรวุฒิ กล่าว

ทั้งนี้ กลยุทธ์สำคัญอีกอย่างหนึ่งในปีนี้ คือ บริษัทวางแผนที่จะพัฒนาศูนย์โมบายให้กระจายครอบคลุมทั่วประเทศ จาก ปัจจุบันที่มีอยู่แล้วเกือบ 500 แห่ง ทั้งนี้ก็เพื่อเพิ่มความสะดวกในการกระจายสินค้า ในพื้นที่ต่างๆ และจากที่ผ่านมาก็พบว่าสมาชิกให้ความสนใจสำหรับการเปิดโมบาย ดังกล่าวเป็นจำนวนมาก โดยแต่ละศูนย์นั้น สมาชิกจะเป็นผู้ลงทุนเอง แต่บริษัทจะให้ การสนับสนุนในเรื่องหลักๆ เช่น ส่วนลดของสินค้า นอกจากนั้นบริษัทก็มีแผนที่จะการขยายตลาดไปยังต่างประเทศ ซึ่งแม้ว่าปัจจุบันบริษัทมาบุญครองจะยังไม่เคยเข้าไปทำตลาดต่างประเทศ แต่ที่ผ่านมาก็มีผู้บริโภคในแถบประเทศเพื่อนบ้านให้ความสนใจผลิตภัณฑ์ของบริษัทอยู่เป็น จำนวนมาก ทั้งนี้ประเทศเพื่อนบ้านที่เราสนใจอยากจะเข้าไปรุกตลาดในช่วงเริ่มต้นก็จะมีประเทศพม่า เวียดนาม และลาว

นายสุรวุฒิยังได้แสดงความคิดเห็นถึงการเปิดเสรีการค้าประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ว่า AEC เป็นตลาด ที่มีศักยภาพมาก การที่เราจะเข้าไปแข่งขัน ในตลาดนี้ได้ ในฐานะผู้ประกอบการเราก็จะต้องมีความแข็งแกร่ง ซึ่งสิ่งที่จะทราบว่าบริษัทไหนมีความมั่นคง หรือแข็งแกร่ง หรือไม่นั้น จะต้องดูจากปัจจัยหลัก 3 ประการ คือ บริษัทต้องมีความมั่นคง และ มีคุณธรรม จริยธรรม, สินค้าต้องมีคุณภาพ ราคาเหมาะสม และประการสุดท้าย แผน การตลาดต้องทำได้จริง และให้ผลประโยชน์ อย่างถูกต้อง

โดยรองประธานกรรมการบริหาร บริษัทมาบุญครอง ยังได้กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ้นปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 500 ล้านบาท ยอดสมาชิกกว่า 3 หมื่นรหัส ซึ่งด้วยระบบสนับสนุน และสิทธิพิเศษต่างๆ ที่บริษัทได้จัดทำขึ้น ตนเชื่อมั่นว่าจะเป็นไปตามเป้าได้อย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1325 ประจำวันที่ 11-8-2012 ถึง14-8-2012

ข่าวโดกุดามิ (Dokudami Asia) : ตั้งธงเร่งสร้างแบรนด์ยกระดับสมาชิกอบรมวิชาการเข้ม


นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โดกุดามิ เอเชีย จำกัด เปิดเผยว่า หลังจากลาออกจากนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย หรือ TDIA แล้ว รวมถึงถอด 2 บริษัท ทั้งโดกุดามิ และ บริษัท โพรแลค (ประเทศไทย) จำกัด ออกจากสมาชิกสมาคมฯ ด้วยนั้น จากนี้ไปจะหันมาพัฒนาสมาชิกให้มีความเข้มแข็งในเรื่องวิชาการมากขึ้น เพื่อให้สมาชิกไปให้ความรู้ ที่ถูกต้องกับผู้บริโภค หากทำได้ก็ย่อมทำให้ยอดขายเราเพิ่มขึ้นด้วย เช่นกัน รวมถึงยกระดับอัตลักษณ์ของแบรนด์ (Brand Identity) สินค้า ผลิตภัณฑ์ การบริการ หรือแม้กระทั่งบริษัท รวมถึงยังมีเป้าหมายที่จะยกระดับโอท็อปให้ก้าวสู่นานาชาติอีกด้วย


วันนี้บริษัทกำลังร่างโปรแกรมโกลบอล เน็ตเวอร์ก เป็นการพัฒนาซอฟต์แวร์สำเร็จรูป โดยว่าจ้างโปรแกรมเมอร์จากต่างประเทศมาดำเนินการให้ บริษัทไม่มีนโยบาย แข่งขันทำตัวเลข แต่เน้นแข่งกับตัวเอง ทำ ทุกอย่างให้ดีที่สุด เนื่องจากสินค้าของบริษัท เน้นคุณภาพล้วนแต่เป็นสมุนไพร ไม่สามารถ นำมาผสมใส่ปริมาณ เพราะฉะนั้นการเจริญเติบโต ต้องมาจากผลผลิตจากธรรมชาติจริงๆ ขณะนี้มีที่ดินไว้ปลูกสมุนไพรเอง 400 ไร่ ที่อำเภอชัยบาดาล จังหวัดลพบุรี


การลาออกจากบริษัท สมาชิกทั้ง 2 บริษัทเราต้องทำสปิริตให้เห็นก่อน จึงหันมา ทำงานของเราเต็มที่ ปัจจุบันมีสมาชิก 1.8 รหัส ทำจริงประมาณ 670,000 คน วัฒนธรรมองค์กรเราเปลี่ยนไปจากขายตรงเก่าๆ พยายามทำตัวให้เป็นแม่แบบ วันนี้คนมาประชุมร่วมกัน เราไม่ได้เก็บสตางค์เขาแม้แต่ คนเดียว ไม่เชื่อคุณไปถามได้เลย ถึงเวลาเราคืนกำไรโดยจัดเลี้ยงอาหารเขา ไม่ต้องมาจ่ายค่าเข้าประชุม วัฒนธรรมคนไทยมันมี คำว่า เอื้อเฟื้อ


นายอัศวิน กล่าวอีกว่า หากถามถึงยอดขายมันเหลือเฟือ เราขายในต่างประเทศ 11 ประเทศแล้ว เป็นโปแล็ค ได้แก่ ทังสะเนีย, ไลบีเรีย, ไอวอรี่โคส, มาเลเซีย, บรูไน, สิงคโปร์, โบกินาฟาโซ, กินี, กาน่า, ไนจีเรีย, แอฟริกาตะวันตก ส่วนโดกุดามิ เพิ่ง จะมีที่อังกฤษ เราต้องทำให้คนที่เป็นสมาชิกเล่าให้ฟังว่าบริษัทดีอย่างไร เขาเล่ายันเย็นก็เล่าไม่จบ ข้อดีของบริษัทสินค้านำตลาด รวมถึงมีทีมงานพัฒนาสินค้า ไม่ใช่มาโฆษณา เกินจริง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1325 ประจำวันที่ 11-8-2012 ถึง14-8-2012

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวไทยเฮลท์ (Thai Health) : จุดพลุขายตรง ลูกผสมสื่อ นำทัพเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ


ไทยเฮลท์ รุกตลาดเสริมอาหารเพื่อสุขภาพ ด้วยระบบการตลาดรูปแบบใหม่ ขายตรงลูกผสมสื่อ ชูจุดแข็งระบบเครือข่ายสื่อวิทยุชุมชนและคลื่นวิทยุในเครือเรดิโอ โอเค กว่า 300 สถานี พร้อมเคเบิลทีวี เผยแพร่ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคในประเทศไทย ส่งสินค้านำร่อง 4 รายการ หวังผลักดันยอดขายสิ้นปี 100 ล้านบาท

พันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด เปิดเผยว่า ไทยเฮลท์ เป็นบริษัท ที่เปิดดำเนินธุรกิจด้วยวัตถุประสงค์เพื่อต้องการที่จะผลิต จัดจำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและเครื่อง ดื่มบำรุงสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ ไทยเฮลท์ โดยมีเป้าหมายที่จะเป็นบริษัทชั้นนำในด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และดำเนินธุรกิจตามมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล

อีกทั้งในการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้ทำการตลาดในรูปแบบใหม่ คือเป็นธุรกิจแบบ ลูกผสมสื่อ ที่นำ ระบบขายตรงมาผสมกับการใช้สื่อในการจำหน่ายสินค้า โดยการใช้จุดแข็งในด้านช่องทางการสื่อสารให้เข้าถึง และกระจายสู่กลุ่มผู้บริโภคผ่านสื่อวิทยุชุมชน ที่ปัจจุบันมีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 200 สถานี มากกว่า 60 จังหวัด ครอบคลุมทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทย

ทั้งนี้ บริษัทจะดำเนินการโฆษณาประชาสัมพันธ์สินค้าในเครือตลอด 24 ชั่วโมง รวมไปถึงการควบรวมธุรกิจ กับคลื่นวิทยุ เรดิโอ โอเค อีกกว่า 90 สถานี ซึ่งประกอบด้วย คลื่นโอเค ลูกทุ่ง, โอเค ฮุค, โอเค เลิฟ และรายการข่าว ยอดฮิต โอเค นิวส์ ซึ่งรวมกันแล้วมากกว่า 300 สถานีทั่วประเทศ เฉลี่ยมีจำนวนผู้ฟังไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน

พร้อมกันนี้บริษัทยังใช้ช่องทางการจำหน่ายสินค้าผ่านสื่อโทรทัศน์ในระบบดาวเทียม (เคเบิลทีวี) ทางช่อง รายการ สวัสดี ทีวี เผยแพร่ผ่านระบบ C-BAN ช่อง 69 และระบบ KU-BAND ช่อง 22 โดยมียอดผู้ชมรายการ ทั้งสิ้นกว่า 600,000 คน ภายใต้การดูแลของ บริษัท ไทยพลัส มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือไทยเฮลท์ ภายใต้ สโลแกน สื่อของคนไทยให้อะไรมากกว่าที่คุณคิด!!! พร้อมกับเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายที่แข็งแกร่งทั่วประเทศ กว่า 1,000 ราย

พันธ์ยศ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับกลยุทธ์การตลาดบริษัทจะมุ่งขยายเครือข่ายสถานีวิทยุ และจานดาวเทียม ให้ครอบคลุมพื้นที่การรับชมและรับฟังมากขึ้น พร้อมกับการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่าย เพิ่มขึ้นประมาณ 20- 30% รวมถึงการผลิตคอนเท้นต์รายการที่โดนใจผู้บริโภคตามกลุ่มเป้าหมายของสินค้าแต่ละรายการ โดยจะมีทีมงาน จากคลื่นวิทยุ เรดิโอ โอเค มาเป็นกำลังหลักในการผลิต ซึ่งสามารถรับฟังได้ผ่านจานดาวเทียมระบบ C-Band, FM ทั่วประเทศ และเว็บไซต์ www.radiook.co.th รวมถึงแอพพลิเคชั่น บนโทรศัพท์มือถือ

นอกจากนี้บริษัทจะเข้าไปทำการตลาดในส่วนของการจัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ กิจกรรมฮุคเฟรชชี่, เลิฟแรลลี่, ลูกทุ่งประลองไมค์ และของรางวัลพิเศษภายใต้แคมเปญ เรดิโอ โอเค ใจป้ำ ที่จะกระตุ้นกลุ่มผู้ฟังในรายการให้ ติดตามรายการและซื้อสินค้าของบริษัทตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศ อาทิ จีน, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, อลาสก้า ฯลฯ รวมไปถึงการแจกของรางวัลอีกมากมาย เช่น นิวไอแพด ไอโฟน เป็นต้น ที่จะใช้งบการตลาด ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ในปีนี้

ปัจจุบัน บริษัท มีสินค้าจำหน่าย 4 รายการ ได้แก่ 1. น้ำเห็ดสกัดสูตรดั้งเดิม มัชรูม พลัส 2. น้ำเห็ดสกัด ผสมน้ำผึ้ง 3. วีเอ็ม พลัส ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกายสำหรับผู้ชาย และ 4. ยูเลดี้ ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกายสำหรับ ผู้หญิง โดยในปีนี้ซึ่งเป็นการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ บริษัทได้นำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ น้ำเห็ดสกัดผสม น้ำผึ้ง ด้วยคุณประโยชน์ของเห็ดสายพันธุ์ดีผสานกับส่วนผสมอันล้ำค่าจากธรรมชาติอย่างน้ำผึ้ง ช่วยส่งเสริม สุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ซึ่งบริษัทตั้งเป้ายอดขายปีนี้ที่ 100 ล้านบาท คาดการณ์สัดส่วนยอดขายมาจากน้ำเห็ด สกัด มัชรูม พลัส 50% วีเอ็ม พลัส 25% และยูเลดี้ 25%


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค (Smart International Network) : ชูแผนผสม อัดโปรโมชั่น ครึ่งปีหลังเอาใจสมาชิก


สมาร์ท อินเตอร์ฯ เตรียมลุยตลาด ขายตรงเต็มสูบ หลังซุ่มทำตลาดมานาน กว่า 9 เดือน เปิดแผนตอบแทนแบบ การตลาดหลายชั้นผสมผสาน ที่ใช้ชื่อ BMS พร้อมส่งสินค้าลงตลาดอีกหลายรายการ ในปีนี้ คาดสิ้นปีสมาชิกพุ่ง 10,000 คน นวรัตน์ สัมพันธ์ศรี กรรมการผู้จัดการ บริษัท สมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า บริษัท สมาร์ท อินเตอร์เนชั่นแนล เน็ตเวิร์คฯ ได้ตั้งขึ้น โดยมี ทิพวรรณ ลัดลอด ดำรงตำแหน่งประธานบริหารและตนดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ ซึ่งเหตุผลที่มา เปิดบริษัทเองนั้น เนื่องจากมีประสบการณ์ ในธุรกิจขายตรงมานานกว่า 10 ปี รวมทั้งมีเป้าหมายต้องการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้แก่คนทั่วโลก ทั้งนี้ บริษัทได้จดทะเบียนเป็น บริษัทขายตรงเมื่อวันที่ 19 ก.ค. 2554 และได้รับอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2554 และได้เริ่มเปิด ดำเนินธุรกิจเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2554 ถึงขณะนี้บริษัทเปิดดำเนินการมา แล้วกว่า 9 เดือน ปัจจุบันมีสำงานใหญ่ตั้งอยู่บนถนนพระราม 2 ใช้งบประมาณในการก่อสร้างประมาณ 20 ล้านบาท และ มีห้องประชุมไว้รองรับสมาชิกได้ถึง 200 คน


สำหรับสินค้าที่จำหน่ายนั้นมีทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ กลมุ่ เสรมิ อาหาร กลมุ่ อปุ โภค-บริโภค กล่มุ เครือ่ งสำอาง และ กลุ่มสินค้าเพื่อการเกษตร รวมกว่า 30 รายการ และในปีนี้ บริษัทได้วางแผนที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่เพิ่มในกลุ่มของ เสริมอาหาร เป็นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยชะลอวัยและได้รับการวิจัย มานานกว่า 3 ปี รวมถึงสินค้ากลุ่มเพื่อการเกษตร โดยในการทำตลาดของสินค้าบริษัทจะเน้นสินค้าที่มีความแตกต่าง จากคู่แข่ง


ด้านภาพรวมของบริษัทในช่วง 2 ไตรมาสแรก ที่ผ่านมา บริษัทได้รับกระแสการตอบรับเป็นอย่างดีทั้งในด้าน ของสมาชิกที่ทยอยเข้ามาเพิ่มอย่างต่อเนื่อง และด้านของ สินค้าก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ น้ำมันรำข้าวจมูกข้าว และผลิตภัณฑ์เพื่อการเกษตรทีสมาร์ท ที่ได้รับการตอบรับจากสมาชิกชาวเกษตรกรเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ครึ่งหลังของปีบริษัทได้จัดทำโปรโมชั่น คืนกำไรสู่สมาชิก ทั้งกลุ่มผู้บริโภคและนักธุรกิจสมาร์ท โดย รางวัลที่บริษัทมอบให้ คือ การพาสมาชิกไปท่องเที่ยวต่าง- ประเทศ พร้อมทั้งเตรียมจัดหลักสูตรอบรมสัมมนาแก่สมาชิก แบบเต็มรูปแบบ เน้นเรื่องการพัฒนาผู้นำ และให้ความรู้ ในผลิตภัณฑ์อย่างละเอียด


พร้อมกันนี้บริษัทได้เตรียมที่จะเปิดตัวบริษัทอย่าง เป็นทางการ ซึ่งงานครั้งนี้บริษัทว่าจะเป็นงานครั้งที่ยิ่งใหญ่ อีกงานหนึ่งและจะเป็นงานที่จะประกาศให้วงการขายตรง รู้จัก สมาร์ท และในงานจะประกาศเกียรติคุณให้กับ ผู้ที่ประสบความสำเร็จกับธุรกิจของ สมาร์ท ซึ่งปัจจุบันบริษัท มีสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคประมาณ 3,800 คน และเป็นนักธุรกิจ ประมาณ 500 คน ทั้งนี้บริษัทตั้งเป้าภายในสิ้นปีนี้จะมีสมาชิก ที่ประมาณ 10,000 คน


ในส่วนของแผนการจ่ายผลตอบแทน บริษัทใช้ แผนการตลาดแบบ MLM หรือเรียกว่าแผน BMS ที่เป็นการ ผสมผสาน 3 แบบ เข้าด้วยกัน ได้แก่ B คือ แผนการปันผล แบบไบนารี่ M คือ แผนการปันผลแบบแมชชิ่ง และ S คือ แผนการปันผลตอบแทนแบบขั้นบันได ซึ่งแผนการจ่าย ผลตอบแทนบริษัทได้คำนึงถึงความเป็นไปได้ของการรับ ผลประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย ไม่ว่าเป็นผู้บริโภค นักธุรกิจ สมาร์ท บริษัทและประเทศชาติ


นวรัตน์ กล่าวต่อไปว่า ในปีหน้าแนวโน้มตลาด MLM มี โอกาสเติบโตอย่างแน่นอนเนื่องจากปัจจุบัน ภาครัฐบาลให้การสนับสนุนธุรกิจเครือข่ายและคาดว่า จะมีการแข่งขันสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อขยาย ตลาดรองรับกลุ่มประเทศอาเซียนอีกทั้งคนไทยในยุค ปัจจุบันมีความเข้าใจและยอมรับในธุรกิจเครือข่ายเพิ่ม มากขึ้น ซึ่งบริษัท พร้อมทีมผู้บริหารก็เตรียมแผนงาน ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวรองรับการเจริญเติบโตของ องค์กรพร้อมสู้ศึกในตลาดอย่างเต็มกำลัง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : สินค้าแอมเวย์ eSpring เชิญร่วมสนุกกับ Drink Alert Application

ข่าวเอสเนเจอร์ (SNatur) : ประมวลภาพงาน เอสเนเจอร์ บิสสิเนส คอนเฟอร์เร้นซ์(S Natur Business Conferrence,SBC)


ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ โดยบริษัทศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด(มหาชน) ได้จัดงาน SBC ณ โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน พัทยา เมื่อวันที่ 21-22 ก.ค.55 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจาก คุณสนั่น อังอุบลกุล ประธานบริษัท และคุณบัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ เป็นประธานเปิดงาน ภายในงานมีการจับรางวัลแจกรถมิตซูบิชิ มิราจ ,ตั๋วเครื่องบินทริปท่องเที่ยว เอสเนเจอร์ อินโนเวทริป นิวซีแลนด์ สร้างความตื่นเต้นและประทับใจต่อผู้เข้าร่วมงานกว่า 1,200 คนเป็นอย่างมาก

ข่าวเอสเนเจอร์ (SNatur) : การเปิดตลาดขายตรง ณ ประเทศพม่า


ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของประเทศพม่า มีการเปลี่ยนแปลง มากมายในหลายแง่มุมของประเทศ ส่งผลให้ประเทศพม่า ได้เดินก้าวเข้าสู่อาณาประชาคมโลก และส่งผลให้ทางด้าน เศรษฐกิจของพม่าได้กระเตื้องขึ้นอย่างเห็นได้ชัด วงการธุรกิจทุกๆ แขนงได้มีการฟื้นตัวและปรับตัวขนานใหญ่ รับมือกับเม็ดเงินลงทุนจากผู้ลงทุนรายใหญ่ข้ามประเทศมากมาย

สำหรับวงการขายตรงหรือธุรกิจเครือข่ายในประเทศ พม่านั้น ก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงทางการเมือง มีธุรกิจที่ดำเนินอยู่แล้วเพียงไม่กี่ราย แต่การดำเนินการต่างๆ เป็นไปอย่างจำกัด ด้วยเงื่อนไขต่างๆ มากมายของรัฐบาลทหาร ณ เวลานั้น ดังนั้นเมื่อมีการเปิดประเทศ พม่าก็กลาย เป็นประเทศเนื้อหอม มีกลุ่มธุรกิจเครือข่ายขายตรงรายใหญ่ หลายรายที่เข้าร่วมไปสร้างโอกาสและพัฒนาพม่าให้กลาย เป็นเสือตัวที่ 8 แห่งเอเชียตะวันตกเฉียงใต้

ในส่วนของธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์นั้น ได้มีการบุกเข้าไปทำตลาดพม่า ณ เมืองย่างกุ้งเมื่อต้นปี 2554 โดย ช่วงที่เริ่มบุกเบิกนั้น เกิดจากวิสัยทัศน์ของคุณสนั่น อัง-อุบลกุล ประธานกรรมการ บมจ. ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ ที่ เล็งเห็นกระแสการเกิดกลุ่มประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 จึงจำเป็นต้องเร่งมือเข้าไปกรุยทางก่อน ที่พม่าจะเปิดประเทศอย่างเต็มที่ และด้วยความที่มีสาย connection อยู่ทั่วโลกจึงได้มีพันธมิตรทางการค้า (Partnership) ที่เป็นมืออาชีพในการดำเนินการธุรกิจเครือข่าย ในประเทศพม่าได้อย่างสะดวกขึ้น และได้รับการตอบรับที่ดี จากนักธุรกิจชาวพม่าด้วย

ทั้งนี้ ในปัจจุบันธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ในพม่าได้ เป็นธุรกิจเครือข่ายที่ติดในอันดับท็อปเทน โดยในปีแรกที่เปิดดำเนินธุรกิจ มียอดขายมากกว่า 40 ล้านบาท ซึ่งถือว่า สูงมากในสถานการณ์ขณะนั้น ทั้งนี้ผลิตภัณฑ์ของเอสเนเจอร์ที่โดดเด่นและเป็นตัวผลักดันธุรกิจให้รุดหน้าอย่างก้าวกระโดด ได้แก่ เอสแมททริกซ์ (S-Matrix) นวัตกรรมสารอินทรีย์สำหรับพืช อันมีหลายสูตรเพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกรอันเป็นอาชีพหลักของชาวพม่าได้แก่ เอสแมททริกซ์ สูตร 1 เป็นนวัตกรรมสารอินทรีย์เสริมสำหรับพืช โดยเน้นปรับพืชและดินให้มีความสมดุล มีความคงทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลง เอสแมททริกซ์ สูตร 2 เป็นนวัตกรรมสารอินทรีย์เข้มข้น ที่สามารถทดแทนปุ๋ยเคมีได้ ช่วยเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร อย่างเห็นได้ชัด และเอสแมททริกซ์ สูตร 3 เป็นนวัตกรรม สารอินทรีย์พิเศษที่ช่วยยับยั้งโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัสอย่างทั่วถึง ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เอสแมททริกซ์ทุกตัวมีความเป็นอินทรีย์ (Organic) 100% สร้างความปลอดภัยแก่ผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม และนอกจาก นี้ ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์อื่น เช่น กลุ่มครัวเรือน อย่างเหยือกปรับสภาพน้ำอัลคาไลน์ ไบเอเซร่า โดยเอสเนเจอร์ กลุ่มอาหารเสริมเพื่อสุขภาพ และกลุ่มของใช้ส่วนตัวด้วย โดยมีอัตราการเจริญเติบโตของยอดขายตามกันอย่าง ต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ยังคงมีกลยุทธ์ one code one world ดังนั้นไม่ว่าผู้สนใจจะเริ่มสมัครเป็น หุ้นส่วนธุรกิจที่ประเทศไหนมาก่อนก็ตาม แต่ก็สามารถดำเนินธุรกิจได้ทั่วโลกภายใต้หนึ่งรหัสนั้น ทำให้โอกาสการ เจริญเติบโตของสายงานเป็นไปอย่างก้าวหน้าและต่อเนื่อง อย่างมั่นคง อันเป็นการตอบโจทย์ผู้ทำธุรกิจเครือข่ายและ เป็นแนวทางการรับมือกับการเปิดตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้อย่างสวยงาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1324 ประจำวันที่ 8-8-2012 ถึง10-8-2012

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : อลังการ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน ( Neo Star Project 1)" เด็กรุ่นใหม่แห่สมัครร่วม 200 คน


เปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ โครงการ นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน มีเยาวชนคนรุ่นใหม่ตบเท้าเข้าประกวดอย่างคับคั่ง ประชันความสามารถกันล้นเวที รอบต่อไป เตรียมออดิชั่นที่สำนักงานใหญ่ วันที่ 11 สิงหาคมนี้ ผู้ที่ ชื่นชอบส่งแรงเชียร์ได้ที่หมายเลขโทรศัพท์ 4649888 พิมพ์ N ตามด้วยหมายเลขผู้สมัคร ส่วนผู้ที่พลาดโอกาสสมัครครั้งแรก ยังเปิดโอกาสสมัครได้ในเดือนสิงหาคม และกันยายน ในงานวันประดับเข็มเกียรติยศเท่านั้น


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวถึงโครงการ นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน รอบแรกว่า ได้รับการตอบรับดีเกินความคาดหมาย มีเยาวชนไทยผู้มีอายุระหว่าง 15-25 ปี ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมการประกวดกันอย่างล้นหลาม แต่การรับสมัครครั้งแรกจำกัดเวลาเฉพาะช่วงเช้าระหว่างเวลา 07.00-10.00 น. สามารถ รับสมัครได้เพียง 194 เบอร์ รวมแล้วเกือบ 200 คน (มีผู้สมัครทั้งเดี่ยวและทีม)


ในลำดับต่อไปบริษัทจะนัดหมายผู้สมัครทั้ง 194 เบอร์ มาทำ การออดิชั่น เพื่อคัดเลือกผู้ที่มีคุณสมบัติตรงตามรายละเอียดที่บริษัทกำหนดไว้อีกครั้งในวันที่ 11 สิงหาคม ณ อาคารสำนักงาน ใหญ่ นีโอ ไลฟ์ โดยระหว่างนี้ สมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ สามารถร่วม ส่งคะแนนเชียร์ ด้วยการโหวตหมายเลขผู้สมัครที่ตรงใจ ได้ทางโทรศัพท์หมายเลข 4649888 โดยพิมพ์ N แล้วตามด้วยหมายเลข ผู้สมัครได้ตลอด 24 ชั่วโมง


นอกจากนี้ จะเปิดรับสมัครอีก 2 ครั้ง ในวันงานประดับเข็ม เกียรติยศ ประจำเดือนสิงหาคม และเดือนกันยายน เยาวชน ผู้สนใจสามารถเข้ามาสมัครได้ตั้งแต่เวลา 07.00-10.00 น. บริเวณ หน้างาน ที่จัดขึ้น ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี


อนึ่ง โครงการ นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน เป็นโครงการที่ส่งเสริมให้คนหนุ่มสาว ซึ่งเป็นสมาชิกบริษัท นีโอ ไลฟ์ ได้มีเวทีแสดงออกถึงความสามารถ และให้พวกเขามีโอกาสพัฒนาตนเอง จนกลาย เป็นบุคคลที่กล้าคิด กล้าแสดงออก โดย ผู้ที่เข้าประกวดจะต้องมีคุณสมบัติตามกฎระเบียบและเป็นไปตามเงื่อนไขของบริษัท ทั้งนี้โครงการดังกล่าวจะทำการโฆษณาผ่านสื่อ นีโอ ทีวี และสื่อทีวีดาวเทียมที่ นีโอ ไลฟ์ เช่าซื้อเวลา อาทิ สถานี INTV และ TVD ในเครือ รวมถึงช่อง MVTV สตาร์ แชลแนล พ่วงด้วยช่อง MV TV 5 ที่มีรายการของ นีโอ ไลฟ์ ทุกๆ สถานี


โครงการนีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน เกิดจากแนวคิดของ ดร.รัชนี มหานิยม และอาจารย์ บดินทร์ ดุ๊ก ที่ต้องการ จัดโครงการดีๆ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนให้คนหนุ่มสาวรุ่นใหม่ทั่วประเทศทั้งที่เป็นสมาชิกบริษัท นีโอ ไลฟ์ หรือลูกหลานของ สมาชิกนีโอ ไลฟ์ ได้มีเวทีแสดงออกถึงความสามารถ ซึ่งปัจจุบันจะเห็นได้ว่า คน หนุ่มสาวรุ่นใหม่ในสังคมของไทยเรา มีศักยภาพ และความกล้าแสดงออกมากขึ้น แต่พวกเขากลับขาดโอกาสที่จะแสดงศักยภาพเหล่านั้นออกมา ดังนั้นโครงการประกวดดังกล่าวจึงเป็นอีกหนึ่งเวทีที่จะเปิดโอกาสให้พวกเขาสานฝันให้เป็นจริง และอีกนัยหนึ่งแนวคิดของโครงการนี้ยังสร้างประโยชน์ให้กับสังคมอย่างมากมาย โดยเฉพาะการปลูกฝังให้เยาวชนไทยใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับ ยาเสพติดหรืออบายมุขต่างๆ


ในด้านเงื่อนไขของการรับสมัคร เบื้องต้นบริษัทมุ่งหวังที่จะเปิดโอกาสให้กับสมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ก่อน ส่วนบุคคลที่ยังไม่ได้เป็นสมาชิกก็สามารถติดต่อมา ยังนักธุรกิจของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจอยู่ทั่วประเทศ และสามารถสมัครเข้ามาร่วม ธุรกิจเพื่อให้เข้าเงื่อนไขในการที่จะประกวด กับบริษัท โดยบริษัทมีข้อจำกัดว่า ผู้เข้าประกวดต้องเป็นเยาวชนหนุ่มสาวที่มีอายุ ระหว่าง 15-25 ปีเท่านั้น ไม่จำกัดว่าต้องมีรูปร่างหน้าตาดี แต่ต้องมีบุคลิกภาพที่ดี มีความสามารถ และกล้าแสดงออก


โดยผู้ชนะเลิศการประกวดตามโครงการนี้ จะได้รับโอกาสจากบริษัท นีโอ ไลฟ์ ด้วยการช่วยเหลือให้พวกเขาประสบ ความสำเร็จตามความฝันต่างๆ ที่พวกเขา ต้องการ ไม่ว่าจะเป็นการก้าวไปสู่วงการบันเทิง เป็นดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกร ผู้ประกาศข่าว หรืออาชีพอื่นๆ ตามที่บริษัทเห็นสมควร รวมไปถึงการสนับสนุน ให้มีโอกาสก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งประธานฝ่ายการตลาดของบริษัท โดยการจัดให้เข้าร่วม การฝึกอบรมต่างๆ ในหลักสูตรนักธุรกิจขายตรงทุกระดับชั้นร่วมกับทางบริษัท โดยจะมีรุ่นพี่คอยแนะนำให้คำปรึกษา เพื่อให้ขึ้นตำแหน่งสูงสุดของบริษัท เพื่อเป็น นีโอ ไลฟ์-ดิ ไอดอล หนุ่มสาวที่ประสบความสำเร็จของ นีโอ ไลฟ์ ในแต่ละ รอบเดือน หรือในแต่ละปี


ทั้งนี้ เงื่อนไขรางวัลชนะเลิศ 5 ลำดับ สำหรับผู้เข้าประกวด มีรายละเอียดดังต่อไปนี้


รางวัลอันดับที่ 5 จะได้รับเงินสด 50,000 บาท


รางวัลอันดับที่ 4 จะได้รับเงินสด 70,000 บาท


รางวัลอันดับที่ 3 จะได้รับเงินสด 100,000 บาท


รางวัลอันดับที่ 2 รางวัล นีโอ ไลฟ์ เดอะสตาร์ จะได้รับเงินสด 200,000 บาท


รางวัลอันดับที่ 1 รางวัล นีโอ ไลฟ์ เดอะ สตาร์ คอนเทสต์ จะได้รับเงินสด 300,000 บาท และรถยนต์ มาสด้า 2 1 คัน มูลค่า 600,000 บาท


ดร.นพรุจ กล่าวทิ้งท้าย ถึงบรรยากาศ ภายในงานมอบเข็มเกียรติยศของบริษัท นีโอ ไลฟ์ ประจำเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีผู้มีเกียรติสนใจเข้าร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยรวมแล้วเกือบ 10,000 คน โดยกิจกรรมภายในงานนอกจากจะมีการมอบ เข็มเกียรติยศให้แก่นักธุรกิจจำนวนเกือบ 1,000 คนแล้ว ยังได้มีการจับคูปองชิงโชค ซึ่งรางวัลใหญ่ คือแจกรถยนต์นิสสัน มาร์ช 2 คัน คันแรกเป็นแคมเปญใหญ่จับสลากลุ้นโชค มอบรถให้กับผู้อ่านของ สยามธุรกิจ ภายใต้คอนเซปต์ 18 เดือน 18 คัน เพื่อฉลองครบรอบ 18 ปีอย่างเป็นทางการ ของหนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ สื่อธุรกิจราย 3 วัน ในเครือของ นีโอ ไลฟ์ ซึ่งในครั้งนี้ ถือเป็นเดือนที่ 2 ในการจับรางวัล ส่วน รางวัลรถยนต์คันที่ 2 เป็นการมอบโชคให้ กับสมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ ที่มีการจัดเป็นประจำทุกๆ เดือน และเช่นเคยที่มีพี่น้องสมาชิกชาวนีโอ ไลฟ์ให้ความสนใจส่งสลาก ชิงโชคกันอย่างล้นหลาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1324 ประจำวันที่ 8-8-2012 ถึง10-8-2012

ข่าวแอมเวย์ (Amway Thailand) : ชวนชาวเน็ต กดไลค์ สร้างห้องสมุดเคลื่อนที่ฉลอง 25 ปี


แอมเวย์ สานต่อกิจกรรมเพื่อสังคมไทย จับมือสพฐ. เปิดตัวโครงการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย เพื่อจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่ให้แก่ 77 โรงเรียน 77 จังหวัดทั่วประเทศ โดยห้องสมุดแต่ละห้อง ใช้งบประมาณ 40,000 บาท ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธายัง สามารถร่วมทำบุญโดยกดไลค์ (Like) ผ่านแอพพลิเคชั่นบนเฟซบุ๊กของบริษัท เพื่อต่อยอดคลังความรู้เคลื่อนที่

นายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการ บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย พัฒนาขึ้นมาจากแนวความคิดเรื่องนโยบาย ห้องสมุด 3 ดี คือ 1.หนังสือดี 2.บรรยากาศดี 3.บรรณารักษ์ดี ของกระทรวงศึกษาธิการ บนพื้นฐานที่จะนำคลังความรู้เคลื่อนที่ไปสู่โรงเรียนที่ขาดแคลน โดยห้องสมุดเคลื่อนที่ดังกล่าว จัดทำด้วยวัสดุไม้ที่มีความทนทานและสวยงาม ประกอบด้วยหนังสือสารานุกรมเล่มที่ 13-35 จำนวน 23 เล่ม และหนังสือเสริมทักษะ ที่เป็นหนังสือดีเด่นได้รับรางวัลจาก สพฐ. จำนวน 77 เล่ม รวมทั้งหมด 100 เล่ม และอุปกรณ์การเรียนรู้ติดตั้งพร้อมใช้ ได้แก่ โต๊ะสำหรับนั่งอ่านหนังสือ เก้าอี้ และชุดกระดานไวท์บอร์ด สามารถเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ ของโรงเรียนได้อย่างสะดวก ทำให้หนังสือไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องสมุดเสมอไป และนักเรียนยังสามารถเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ได้มากยิ่งขึ้น ซึ่ง แอมเวย์จะดำเนินการจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่เพื่อมอบแก่โรงเรียน ทั่วประเทศโดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นจำนวนรวม 77 ชุด

ห้องสมุดเคลื่อนที่ ถือเป็นกิจกรรมเสริมจาก โครงการเพื่อ การศึกษาของแอมเวย์ ที่บริษัทได้ทำอย่างต่อเนื่องในตลอดช่วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งเริ่มแรกบริษัทจะบริจาคจำนวนทั้งสิ้น 77 ตู้ กระจายทั่วทุกจังหวัดในประเทศไทย ภายใต้คำปรึกษาจากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในฐานะ ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาของไทย ทั้งนี้ ผู้ที่มีจิตศรัทธาสามารถ บริจาคเพิ่มเป็นตู้ที่ 78 และต่อยอดไปเรื่อยๆได้อย่างไม่มีขีดจำกัด และหากบริษัทอื่นๆที่สนใจกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่ของแอมเวย์ อยากสร้างห้องสมุดดังกล่าว เพื่อต่อยอดความรู้ให้แก่เด็กๆ ตนก็ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ยินดีรับเป็นที่ปรึกษา

กิจธวัช ยังกล่าวอีกว่า แอมเวย์ยึดมั่นในวัฒนธรรมองค์กร เพื่อตอบแทนบุญคุณของสังคมไทยมาอย่างต่อเนื่อง ที่ผ่านมา ได้ช่วยเหลือเด็กไทยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นแล้วกว่า 270,000 คนทั่วประเทศ สำหรับปีนี้ เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ การให้โอกาสทางการศึกษาและฉลองครบรอบการดำเนินธุรกิจ 25 ปีในประเทศไทย แอมเวย์จึงจัดกิจกรรมเพื่อสังคม กับโครงการ ห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย แนวคิดต้นแบบคลังความรู้เคลื่อนที่ ซึ่งรวบรวมหนังสือสารานุกรมและหนังสือเสริมทักษะรวม 100 เล่ม พร้อมอุปกรณ์การเรียนรู้ เพื่อส่งมอบให้โรงเรียนที่ขาดแคลนในทุกจังหวัดทั่วไทย

ขณะนี้ กิจกรรมห้องสมุดดังกล่าวยังมีการบริจาคเฉพาะหนังสือภาษาไทย ส่วนในอนาคตจะมีในส่วนหนังสือภาษาอังกฤษเพื่อต่อยอดความรู้เตรียมตัวเด็กไทยเข้าสู่ AEC หรือไม่นั้น คงต้องบอกว่า น่าจะยังไม่มี เนื่องจากจริงๆ แล้ว กิจกรรมดังกล่าว เป็นกิจกรรมเพื่อนักเรียนในชนบทผู้ขาดแคลน ส่วนการสร้างกิจกรรมเรียนรู้ ต่อยอดสู่ AEC น่าจะเป็นกิจกรรมในลำดับต่อไป กิจธวัชชี้แจง

ทั้งนี้ แอมเวย์ยังขอเชิญชวนผู้มีกุศลจิตที่ต้องการขยายโอกาสการเรียนรู้แก่เยาวชนไทยให้มากขึ้น สามารถร่วมเป็น เจ้าภาพการจัดทำห้องสมุดเคลื่อนที่เพิ่มขึ้น จากจำนวนการจัดทำของแอมเวย์ได้ในราคาชุดละ 40,000 บาท โดยแอมเวย์จะ ดำเนินการผลิตและจารึกชื่อของเจ้าภาพไว้บนห้องสมุดในฐานะผู้มอบคลังความรู้นี้ นอกจากนี้ สำหรับโรงเรียนที่ต้องการได้รับ ห้องสมุดเคลื่อนที่สามารถส่งใบสมัครแสดงความจำนงขอรับห้องสมุดได้ตั้งแต่วันนี้-30 กันยายน 2555 โดยเข้าไปโหลด ใบสมัครที่ www.amwayshopping.com หรือที่แอมเวย์ ช็อปทุกแห่ง บริษัทและตัวแทนจาก สพฐ. จะร่วมกันคัดเลือกโรงเรียนที่เหมาะสม และจะประกาศรายชื่อ โรงเรียนที่ได้รับบริจาคในวันที่ 6 พฤศจิกายน 2555 ผ่านทางเว็บไซต์ www.amway shopping.com และหนังสือพิมพ์

และแอมเวย์ยังเปิดโอกาสให้ผู้สนใจ สามารถมีส่วนร่วมในโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทยได้อย่างง่ายๆ ร่วมกับ 5 ดีเจชื่อดัง โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ได้แก่ ดีเจอ้อย-นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล, ดีเจเจ๊แหม่ม-วินัย สุขแสวง, ดีเจ นุ้ย-ธนวัฒน์ ประสิทธิสมพร, ดีเจต้นหอม-ศกุนตลา เทียนไพโรจน์ และดีเจบุ๊คโกะ ธนัชพันธ์ บูรณาชีวาวิไล ด้วยการกดโหวต ดีเจที่ชื่นชอบผ่านเฟซบุ๊กแอพพลิเคชั่นใน www.facebook.com/amwaythailand ระหว่างวันที่ 24 กรกฎาคม-24 กันยายน 2555 การกดไลค์ (Like) 10,000 ครั้งขึ้นไป/ 1 ดีเจ แอมเวย์จะจารึกชื่อของดีเจ ท่านนั้นร่วมกับแฟนเพจในฐานะผู้มอบห้องสมุดเคลื่อนที่ 1 แห่ง พิเศษสุด! สำหรับ ผู้ที่ร่วมสนุกกับโครงการนี้ แอมเวย์จะสุ่มเลือกผู้โชคดี 1 ท่าน เพื่อจารึกชื่อของท่าน ไว้บนห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย อีก 1 แห่งในฐานะผู้มอบโอกาสทางการศึกษาแก่น้องๆ นายกิจธวัช กล่าว

ด้านนายสนิท แย้มเกษร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนากิจกรรมนักเรียน สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กล่าวว่า สพฐ. มีหน้าที่ในการพัฒนาและส่งเสริมการศึกษาขั้นพื้นฐานของไทยให้มีคุณภาพเทียบเท่าระดับสากล เพื่อให้ประเทศไทยกลายเป็น ผู้นำด้านการศึกษาของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ปัจจุบัน สพฐ. มีโรงเรียน ประถมศึกษาในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 183 เขตทั่วประเทศ ครั้งนี้ สพฐ.มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกับ แอมเวย์เพื่อขยายโอกาสทางการเรียนรู้แก่เด็กและเยาวชนไทยให้สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น โดย สพฐ. จะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนให้โรงเรียนในสังกัดได้รับข้อมูลของโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ ไทยอย่างทั่วถึง พร้อมให้คำปรึกษาในการ จัดโครงการจนกระทั่งโครงการสำเร็จลุล่วงสมดังเจตนารมณ์ เพื่อที่เด็กไทยทั่วประเทศจะสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างสะดวกยิ่งขึ้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1324 ประจำวันที่ 8-8-2012 ถึง10-8-2012

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "แอมเวย์-Amway Thailand" กับ "บิ๊กเคอาร์" (กิจธวัช ฤทธีราวี)


.....ตามมาด้วยบิ๊กบอส แห่งค่ายพี่ใหญ่ แอมเวย์...ที่วันนี้ต้อง บอกว่าสมกับเป็นผู้บริหาร รุ่นใหม่ผู้มาพร้อมกิจกรรม ดีๆ เพื่อเด็กไทยอย่าง ต่อเนื่องกันเลยทีเดียว ... ล่าสุด บิ๊กเคอาร์ (กิจธวัช ฤทธีราวี) บอสใหญ่แอมเวย์ ประเทศไทย ได้เตรียมฉลองครบรอบ 25 ปี บริษัทจัดโครงการใหญ่แห่งปี ห้องสมุด เคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ส่งมอบคลัง ความรู้เคลื่อนที่ให้น้องๆ ทั่วประเทศไว้อย่าง ยิ่งใหญ่สมชื่อเลยอ่ะนะ!!.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "คิงส์เฮล์ทตี้-King Healthy" กับ "บอสทราย" (นพธีรา ประสพ)


.....นี่แหละวาสนา!!... (ที่ ไขว่คว้าได้)...เป็นจริงดังที่ใครต่อใครใน วงการธุรกิจเครือข่ายจริงๆ ฮิ...เขาว่า...ใคร อยากได้เงิน 100 ล้านบาท..ให้เป็นนักขาย ...ใครอยากได้เงิน 1,000 ล้านบาท ให้เป็น เจ้าของธุรกิจขายตรง...เหอะๆ...ไม่เกิน 10 ปี มีแน่นอน...ไม่เชื่อไปถาม บอสทราย (นพธีรา ประสพ) บิ๊กบอสแห่งค่าย คิงส์เฮล์ทตี้ ที่ปลุกปั้นธุรกิจ มากับมือน้อยๆ ของเธอ จนสำเร็จในวันนี้. . . น๊านแหละคร้าบเจ้านาย!! .....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "จอย แอนด์ คอนย์ (J&C)" กับ "ดร. สมชาย หัชลีฬหา"


.....งานนี้เล่นทำเอา ดร. สมชาย หัชลีฬหา ประธานฯ ค่าย จอย แอนด์ คอนย์ ที่มีคอนเน็คชั่นค่อนข้างดีกับ อดีตเลขาฯ สคบ.เกิดอาการอยากร้องเพลง ...ช่างเขาเถอะปล่อยเขาไปทันที...!! หันกลับ ลุยงานของตัวเองต่อ...มิน่าอ่ะคร้าบ...ล่าสุด ขับ รถ Audi รุ่น Q7 คันใหม่ที่ถอยมาไว้ ขับลุยงานต่างจังหวัดโดย เฉพาะ เพื่อขยายสาขา เตรียมรุกเปิดห้างขายตรง โมเดิร์นเทรด ว่ากันว่าราคา ของรถคงไม่ต้องพูดถึงอะนะ ...เพราะแค่เฉพาะราคาป้ายทะเบียน 8888 ก็ซื้อรถหรูคันใหม่มาขับเล่นได้อีกหนึ่งคัน แย้ววววคร้าบบบบทั่น!! .....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "นีโอไลฟ์-Neolife" กับ "นิโรธ เจริญประกอบ"


.....เอ้า!!...ที่หยิบเรื่อง สมาคม มากล่าวถึงกัน ...ก็เพราะตอนนี้ จะมีสมาคมใหม่ สมาคม ส่งเสริมขายตรงไทย เกิด ขึ้นแน่นอน...โดยมีอดีตท่าน เลขาธิการสคบ. นิโรธ เจริญประกอบ เป็นหนึ่ง ในผู้มีบทบาทสำคัญทีเดียว...ไม่ว่ากัน จะมาในนามใคร...เพราะวันนี้ท่านผันตัวเอง มาเป็นประธานที่ปรึกษา กิตติมศักดิ์ค่าย นีโอไลฟ์ เต็มตัวแล้ว...หลังจาก ทนคำหวานจากปาก ดร. นพรุจ เวชกุล ประธานฯ นีโอไลฟ์ที่คอยอ้อนชวนเป็นระยะๆ ก่อนหน้า นี้ไม่ไหว.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555