ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ข่าวขายตรงไทย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โฟกัส' ขายตรง: วงการสื่อกับคนขายตรง !







Mass Media (Mobile)


ต้องบอกว่า ตั้งแต่ผู้เขียนได้เข้ามาสัมผัสวงการ "ธุรกิจเครือข่ายขายตรง" ตลอดช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา มันมีอะไรเข้ามาเยอะแยะ ทั้งเพื่อนสื่อร่วมวงการ แหล่งข่าว หรือกระทั่งทีมงานฝ่ายประชาสัมพันธ์ของบริษัทขายตรงให้การต้อนรับเป็นอย่างดี


ถือเป็นมิติใหม่ของหนังสือพิมพ์รายวันกับวงการขายตรง!!!เป็นส่วนหนึ่งในสังคมของธุรกิจขายตรงกับการประชาสัมพันธ์ไปโดยไม่รู้เนื้อ รู้ตัว


สังเกตได้ตลอดช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เริ่มมีสื่อหนังสือพิมพ์รายวัน เข้ามาสู่ระบบการทำข่าวขายตรงเพิ่มมากขึ้น มากหน้าหลายตา นั่นแสดงให้เห็นว่า ธุรกิจขายตรงได้รับความสนใจจากวงการสื่อสารมวลชนไม่น้อยเลยทีเดียว


จริงอยู่! ในอดีต จะไม่ค่อยเห็นเพื่อนร่วมวงการสื่อสารมวลชนรายวันไปปรากฏตัวกันมากนัก แต่ที่เห็นล้วนมีแต่หนังสือพิมพ์รายสัปดาห์ รายปักษ์และรายเดือน ซึ่งเวลานี้ได้กลายเป็นหนังสือพิมพ์ของคนขายตรงมานับหลายปี


แต่สิ่งหนึ่งที่เพื่อนร่วมวงการสื่อสารมวลชน อยากจะเห็นและอยากที่จะให้เป็นนั่นก็คือ ธุรกิจเครือข่ายขายตรง จะต้องมีความจริงใจ และสามารถร่วมตรวจสอบได้ หรือไม่ทำอะไรผิดจากจริยะธรรม พูดภาษาชาวบ้านง่ายๆ ว่า หากเอาเปรียบผู้บริโภค สื่อก็ย่อมนำเสนอข่าวสารได้ ไม่ว่าช่องทางไหน ผู้ประกอบการก็ต้องน้อมรับสภาพ โดยที่ไม่มีข้อโต้แย้ง


อันนี้ถือเป็นเรื่องแฟร์ๆ กันเพราะอย่างที่เกริ่นไปคร่าวๆ ของวิชาชีพสื่อสารมวลชนกับแหล่งข่าว ย่อมหนีไม่พ้นบ่วงกรรมกัน เขียนข่าวเชียร์ก็ได้รับคำชมเชยจากผู้ประกอบการ แต่กลับกัน ถ้าเขียนในแง่เชิงลบเมื่อไหร่ "ชาตินี้ไม่เผาผี"


เคยมีเพื่อนวงการสื่อเล่าสู่กันฟัง ถึงกับอึ้ง! ที่โดนบริษัทขายตรงบางบริษัท "แบน" โดยที่ไม่มีเหตุผล ถ้าพูดภาษาชาวบ้านเค้าจะบอกว่า "ใจไม่กว้างพอ"เรื่องนี้มีให้เห็นเยอะแยะที่ผู้ประกอบการไม่เอาสื่อเล่มนั้น เล่มนี้ !!!


กลับมาธุรกิจเครือข่ายขายตรงกัน หลายๆ งานที่ไปนั่งฟังงานแถลงข่าว ได้จับประเด็นข่าวออกมาหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์สินค้า ไม่ว่าจะเป็นประเภทเสริมสุขภาพ ความสวยความงาม เสริมสมรรถภาพ แก้โรคโน้น โรคนี้ ต่างๆ นานา


พูดกันง่ายๆ ว่า อวดโฉมสรรพคุณกันเยอะแยะ โดยไม่สามารถแยกแยะได้ออก ว่าอันไหนของจริง อันไหนของเทียม ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผู้บริโภคทั้งสิ้น แต่กลับไม่มีใครพูดในเชิงลบ หากใช้เป็นจำนวนมากๆ มันจะกระทบและจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง ตรงนี้ยังไม่มีใครที่กล้าพูด


จะเห็นได้ว่า หลายบริษัทฯ นำกลยุทธ์ทางการตลาดเข้ามาใช้ควบคู่กับการทำข่าวประชาสัมพันธ์แทบทั้งสิ้น


อย่างที่รู้ๆ กัน ปัจจุบันนี้ระบบการสื่อสารเปลี่ยนไป กลายเป็นโลกของโซเชียลเน็ตเวิร์ค จนทำให้ผลิตภัณฑ์ประเภทต่างๆ เข้าถึงชาวบ้านได้ง่ายมากขึ้นกว่าในอดีต


เพราะฉะนั้น สิ่งที่ผู้เขียนยกกรณีทั้งหมดขึ้นมาให้กับผู้อ่าน ไม่ใช่ว่าจะเป็นการ "ด่าทอ" หรือ "ต่อว่า" ใครทั้งสิ้น เพียงแต่ต้องการให้คนขายตรงกับสื่อมวลชน สามารถยืนหยัดไปได้ในทิศทางเดียวกัน


หรือกระทั่งบริษัทขายตรงที่เกิดขึ้นมาใหม่ ก็จะต้องรู้ระบบ โดยเฉพาะการนำเสนอข่าวสาร หรือวัฒนธรรมที่เคยทำกันมาแต่ก่อน ไม่ใช่ ไม่รู้เรื่องอะไรเลย เข้ามาก็ "ฮุกซ้ายตรงๆ" ตรงนี้เท่ากับว่า "จบเห่" เพียงแค่ยกแรกเท่านั้น


อยู่เหนือสิ่งใดอย่างที่ผู้เขียนได้นำเสนอคงไม่พ้นบ่วงกรรมนั่นก็คือ "วงการสื่อกับคนขายตรง" นั่นเอง ครับ





Credit By :http://www.ryt9.com

วันเสาร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ผ่าแผนเครือข่ายยุคไฮเทค T2R พ่อมดขายตรงตัวจริง









การเปิด ตัวของ ท็อปอัพทูริช หรือ T2R บริษัทขายตรงพันธุ์ใหม่ ที่ประกาศตัวชัดเจนว่า เป็นเครือข่ายระบบเติมเงินโทรศัพท์มือถือที่ทัน สมัยที่สุด แต่ปัญหาที่หลายคนตั้งคำถามก็คือว่า เหตุและที่มาของ รายได้ของกิจการแห่งนี้คืออะไร หน้าฉากประกาศชัด คือบริการเติม เงินมือถือ แต่หลังฉากกับพยายามเน้นการสร้างรายได้จากการขาย แฟรนไชน์ เน้นการหารายได้จากสมาชิกมากกว่าการขายสินค้า เห็น ทีงานนี้ต้องถามใจสคบ.ว่าคิดอย่างไร


สร้างฝัน สู่วันร่ำารวย ดูรูปแบบการขายสไตล์ T2R


วันนี้ ไม่ว่าคุณจะใช้มือ ถือเครือข่ายไหน ระบบไหน คุณ สามารถที่จะรวยได้ด้วยสุดยอด เทคโนโลยีผสมผสานกับแนวคิด ทางการตลาดที่ลงตัว ที่สามารถ สร้างรายได้มหาศาลให้กับคุณ นี่ไม่ใช่รายได้เสริม เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะทำให้คุณต้องเสียเวลาโดย เปล่าประโยชน์ แต่นี่จะเป็นราย ได้มากกว่ารายได้หลักที่ท่าน เคยได้รับ พิสูจน์ด้วยตัวคุณเอง ครับ
นี่คือ คำแถลงของ ศรวัสย์ ไพศาลศรวัส ประธานบริษัท ขายตรงน้องใหม่ ท็อปอัพทูริช หนึ่งในบริษัทขายตรง ที่เปิด ตัวอย่างอลังการ ด้วยการนำ เสนอขายสินค้าในลักษณะที่ เรียกว่า Personal Franchise Counter Survice
ท็อปอัพทูริช จดทะเบียน ตั้งบริษัท เมื่อวันที่30 กรกฎาคม 2555 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่ บริเวณถนนจันทร์ แขวงทุ่งวัด ดอน เขตสาธร กรุงเทพมหานคร รูปแบบการทำธุรกิจแม้ จะดูละม้ายคล้ายคลึงกับ เรียล เน็ทเวิร์ค ตรงที่เป็นการทำธุรกิจ ที่เกี่ยวเนื่องกับโทรศัพท์มือถือ โดยอาศัยการพลังเครือข่ายเป็น พลังขับเคลื่อน แต่สิ่งที่ต่างกันก็คือ ท็อป อัพทูริช มุ่ง เน้นไปที่การบริการ เติมเงินในทุกค่ายมือถือเป็นจุด ขาย ขณะที่เรียล เน็ทเวิรค์ มุ่ง เน้นไปที่การขายซิมแบบเติมเงิน หรือ พีเพด ให้กลุ่ม True Move เป็นหลัก เรียล เน็ทเวิร์ค เคย ออกตัวแรง เป็นที่ฮือฮาอยู่พัก ใหญ่ แต่สุดท้ายก็มีอันพังพาบ เมื่อเริ่มมีกระแสความไม่ชอบ มาพากล ที่ส่อว่าจะไม่ใช่กิจการ ขายตรง
พันธุ์แท้ เป็นเหตุที่ ทำให้ True Move ต้องบอกเลิก สัญญา แล้วหันไปหาพาร์ท เนอร์ใหม่ แม้ปัจจุบัน เรียล เน็ท เวิร์ค ยังไม่ถูกลบชื่อไปจาก ระบบ ธุรกิจขายตรง แต่ ณ วัน นี้ ก็เป็นที่ทราบดีว่า ธุรกิจยัง นอนแน่นิ่งไม่ไหวติงแต่อย่างใด ย้อนกลับมาดูค่าย ท็อป อัพทูริช จะเห็นว่า การเปิดตัว ของค่ายขายตรงค่ายนี้ ทำการ บ้านมาดี เพราะมองว่า หายนะ ที่เกิดขึ้นกับ เรียลเน็ทเวิร์ค ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเอากิจการ ไปผูกมัดกับ ค่ายโทรศัพท์มือถือ มากเกินไป ซึ่งหากวันดีคืนดี ค่ายโทรศัพท์มือถือเกิดไม่ไว้ วางใจ ก็จะทำให้กิจการล้มลง ทันที
ท็อปอัพทูริช เลือกที่จะ เดินแผนทางการตลาดอีกรูป แบบหนึ่งคือแทนที่จะมุ่งเน้น ไปขายซิมโทรศัพท์มือถือให้ค่าย ต่าง ๆ ก็หันมาเน้นการบริการ เติมเงิน ผ่านระบบแฟรนไชน์ ที่ นอกจากจะไม่จำเป็นต้องยืม จมูกคนอื่นหายใจแล้ว หากแต่ ยังขยายขอบเขตทางการตลาด สามารถตอบสนองลูกค้าได้ทุก กลุ่มทุกค่าย รูปแบบธุรกิจแฟรนไชน์ ถูกนำมาผสมผสานกันกับการ แผนการตลาดในลักษณะ MLM ที่ผู้สนใจทำธุรกิจ สามารถ เลือกเปิดแฟรนไชน์ได้อย่างไม่ จำกัด เบื้องต้น 1 แฟรนไชน์ ใช้ เงินลงทุนจำนวน 1,000 บาท ได้รับรหัสประจำตัว 1 รหัส หาก เปิด 3 แฟรนไชน์ หรือ 3 รหัส ก็จะคิดในอัตรา 2,600 บาท หาก เปิด 3แฟรนไชน์ หรือ 3 รหัส ก็ จะคิดในอัตรา 5,800 บาท หากเปิด 15 รหัส ก็จะคิดใน อัตรา 12,200 บาท สรุปง่าย ๆ ยิ่งเปิดแฟรน ไชน์มากหรือเปิดรหัสมาก ก็จะ มีส่วนลดมากขึ้น ตามจำนวน การลงรหัสสมาชิกหรือการเปิด แฟรนไชน์ ในแต่ละรหัส จะสามารถ รับผลประโยชน์สูงสุดตาม แผนการตลาดได้ 4,200 บาท/ วัน หากเปิดถึง 15 รหัส ก็จะได้ ผลประโยชน์สูงสุดต่อวันจำนวน 63,000 บาท ทุกคนที่ถือรหัสหรือเปิด แฟรนไชน์ จะมีกระเป๋าเติมเงิน ของตนเองโดยอัตโนมัติ โดย ทางบริษัท ฯ จะมีการออกแบบ ระบบเติมเงินที่สะดวกรวดเร็ว สามารถ ตอบสนองการเติมเงิน ของสมาชิกในเครือข่ายได้อย่าง ถูกต้องแม่นยำ รวมทั้งมีการ คำนวณผลประโยชน์ได้แบบ เรียลไทม์


ที่มารายได้ยังสับสน เหตุที่ทำให้พฤติกรรมเบี่ยงเบน


ในแผนการตลาด ที่ ท็อปอัพทูริช ได้วางเอาไว้ มี การกำหนดเป็นแผนการตลาด แบบ ไบนารี่ รูปแบบเป็น ทีม อ่อน-ทีมแข็ง คือ ในแต่ละรหัส จะมี Front Line แบ่งข้างซ้าย ขวา เป็น 2 รหัส ในทุก ๆ รหัส จะมีคะแนน 350 คะแนน โดยหากเครือข่าย มีการขยายตัวมากขึ้น ก็จะถูก นำมาคำนวณ เป็นคะแนน สะสม โดยสมาชิกจะได้รับ โบนัส 40% จากคะแนนทีมอ่อน ส่วนคะแนนจากทีมแข็ง หาก ตัดยอดแล้ว ยังมีคะแนนสะสม หลงเหลืออยู่ก็จะยกยอดเอาไป คิดคำนวณผลประโยชน์ใน รอบถัดไป โดยไม่มีการลด คะแนนทิ้ง ทุก ๆ รหัส ที่สมาชิกแนะนำ จะมีโบนัสขยายแฟรนไชน์ จำนวน 200 บาท รวมทั้งจะมี โบนัสที่ได้จากการเติมเงินใน อัตรา 0.3% จากยอดการเติม เงินทั้งหมดของแฟรนไชน์ใต้ สายงานที่สมาชิกเป็นผู้แนะนำ 7 ชั้นลึก โดยจะต้องเป็นการเติม เงินมือถือผ่านระบบ ITS (Intelligence Topup System) หรือ กระเป๋าอิเล็คทรอนิคส์ ที่ทาง บริษัทได้ออกแบบเอาไว้เท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีสิทธิ ประโยชน์อื่น ๆ อีกมากมาย อาทิ กองทุนเพื่อสมาชิกและครอบ ครัว/กองทุนผู้นำ ที่สมาชิกที่มีเครือข่ายใต้สายงานครบ 25,000 รหัส รวมทั้ง โบนัสพูล ที่บริษัท ฯ จะปันผลให้รหัสละ 15 บาท จากยอดขายในแต่ละ เดือน สำ หรับผู้นำ ระดับ Dimond ขึ้นไป หรือรวมไปถึงโบนัสการ ท่องเที่ยว ซึ่งถือเป็น โบนัสยอด ฮิตสำหรับธุรกิจขายตรง ที่ทุก ค่ายมักนิยม พาผู้น้ำที่ประสบ ความสำเร็จไปสัมผัสความ ศิวิไลซ์ในต่างแดน ดูจากรูปแบบวิธีการ บริหารการตลาด ของ ท็อปอัพ ทูริช ถ้าเทียบกับบริษัทขายตรง ทั่ว ๆ ไป ก็ไม่น่าจะมีความผิด ปรกติ เทียบกับบริษัทขายตรง บางแห่งที่กำลังเติบโตอยู่ใน เวลานี้ ยังมีหลายบริษัทให้ผล ประโยชน์แก่สมาชิกมากกว่า ด้วยซํ้า เพราะฉะนั้น ประเด็น เรื่องแผนการตลาด คงไม่ใช่ ประเด็นใหญ่ ปัญหาที่หลายคน ต่างสงสัยกันเป็นอันมาก ดูจะ เป็นเรื่อง ต้นทุนสินค้าและที่มา ของรายได้เสียมากกว่า
ในวงการธุรกิจขายตรง สิ่งหนึ่ง ที่เป็นที่ประจักษ์พยาน ได้อย่างชัดเจนว่า กิจการนั้น ๆ ดำเนินธุรกิจขายตรงอย่าง แท้จริง ก็คือ หนึ่ง.จะต้องมีสินค้าเพื่อ จำหน่าย สอง. รายได้หลักจะต้อง มาจากรายได้จากการขาย สินค้าเป็นสำคัญ และสาม. รายได้จากการ ขายจะต้องสูงกว่ารายจ่ายจาก การให้สิทธิประโยชน์แก่สมาชิก ทั้งมวล หากการดำเนินธุรกิจขาย ตรง เดินออกนอกเส้นทางที่ว่า นี้ ก็ย่อมจะสุ่มเสี่ยงที่จะก้าว เดินไปสู่ธุรกิจที่เรียกว่า แชร์ ลูกโซ่ มีผู้สันทัดกรณีหลายคน พยายามวิเคราะห์ถึงโครงสร้าง ของธุรกิจขายตรงกับธุรกิจทั่วไป เอาไว้อย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะ โครงสร้างของต้นทุน ถ้าหาก เป็นธุรกิจทั่วไป ก็จะประกอบ ด้วยต้นทุนหลัก 4 ด้านด้วยกัน ด้านที่หนึ่ง คือต้นทุนการ ผลิตสินค้าที่จะต้องมีโรงงาน จะ ต้องมีเครื่องจักร ที่แปรสภาพ จากวัตถุดิบมาเป็นผลิตภัณฑ์ มีสัดส่วน 40% ด้านที่สอง ต้นทุนค่า ขนส่ง มีสัดส่วน 20% ด้านที่สาม ต้นทุนค่า โฆษณา มีสัดส่วน 30% ด้านที่สี่ ต้นทุนค่าส่วน แบ่งผลประโยชน์ร้านค้า 10% ส่วนถ้าหาก เป็นธุรกิจ ขายตรง องค์ประกอบของ ต้นทุนก็จะประกอบไปด้วย ต้นทุนหลัก 2 ด้านด้วยกันคือ ต้นทุนการผลิต 40% และอีก 60% ก็จะเป็น ต้นทุนที่ จะต้องจ่ายผลประโยชน์แก่นัก ธุรกิจเครือข่าย เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้
ถ้าหากจะมาพูดถึงเรื่องต้นทุนของ ท็อปอัพทูริช ก็คงจะต้องมา พิจารณากันดูก่อนว่า สินค้า ของ ท็อปอัพทูริช คืออะไร ดังที่กล่าวไปแล้ว ในตอน ต้นว่า ธุรกิจของ ท็อปอัพทูริช คือ การขายแฟรนไชน์ โดยมี สินค้าก็คือใบอนุญาตที่แทบจะ กล่าวได้ว่าแทบไม่มีต้นทุนแต่ อย่างใด คุณค่าของ แฟรนไชน์ ถ้าหากจะตีเป็นมูลค่า ก็คงเป็น มูลค่าทางโอกาส ที่ผู้ที่มาซื้อ แฟรนไชน์หรือสมาชิก จะใช้เป็น ช่องทางในการเข้าไป เล่นเกม ประโยชน์ ร่วมกับ ท็อปอัพ ทูริชเท่านั้น ส่วนกรณีเรื่อง สิ่งอำนวย ความสะดวกทางด้านการเติม เงิน กับค่ายโทรศัพท์มือถือ ต่าง ๆ แม้จะเป็นช่องทางหนึ่งที่ สามารถหารายได้ให้กับ ท็อป ทูริช ได้แต่ก็ไม่ใช่ช่องทางราย ได้หลัก ที่จะสามารถ COVER ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์แก่ สมาชิกได้ เพราะในเงื่อนไขผล ประโยชน์ที่ผู้ที่ทำหน้าที่เป็น ตัวแทนจำหน่ายบัตรเติมเงิน หรือบริการเติมเงินแบบ ออนไลน์ ที่เราเห็นกันตามร้าน ค้าต่าง ๆ ทั้งร้าน 7-11 หรือร้าน โชวห่วยทั่วไป ก็จะได้ผล ประโยชน์หรือรายได้จากส่วน แบ่งเพียง 3.5 % เท่านั้น อธิบายง่าย ๆ ก็คือ หาก บริษัท จะหารายได้เดือนละ 100,000 บาท ก็จะต้องหาลูกค้า มาเติมเงินเป็นจำนวนเงินไม่ตํ่ากว่า 28 ล้านบาท ดังนั้น ตรงจุดนี้ คือสิ่ง ที่ ท็อปอัพทูริช มองว่า เป็นสิ่ง ที่เป็นไปไม่ได้ที่จะนำรายได้จาก วิธีการนี้ มารองรับกับการทำ ธุรกิจในระบบขายตรง และแน่นอน วิธีการเดียว ที่จะทำให้แผนการตลาดในรูป แบบ MLM สามารถขับเคลื่อน ไปได้ นั่นคือ การขายแฟรนไชน์ ซึ่งจะว่าไปแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับ ขาย ตำแหน่ง เพื่อให้สิทธิใน การรอรับผลประโยชน์เฉกเช่น บริษัทขายตรงทั่วไป จะต่างกัน ก็คือ การได้มา ซึ่งตำแหน่งในรูปแบบธุรกิจขาย ตรง จะได้มาโดยการซื้อสินค้า ที่มีตัวตนสัมผัสได้เพื่อนำไป สะสมในตำแหน่งของตนเอง แต่สำหรับ ท็อปอัพทูริช สินค้า ที่ได้ มีเพียงกระดาษแค่แผ่น เดียวในการแสดงสิทธิเป็นเจ้า ของแฟรนไชน์ เท่านั้น นี่คือ ข้อแตกต่าง สำหรับ การเดินเกมธุรกิจขายตรงสไตล์ ท็อปอัพทูริช ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร !!! เพราะฉะนั้น หากแนว ทางการดำเนินธุรกิจออกมาใน ลักษณะนี้ จึงเป็นสิ่งที่หลายคน ตั้งคำถามว่า ธุรกิจที่ ท็อปอัพ ทูริช กำลังดำเนินอยู่จะต่างกัน อย่างไรกับ มันนี่เกมส์ ที่มุ่งเน้นแต่เพียงเพื่อการระดม เงินผ่านระบบแฟรนไชน์ มากกว่าจะไปคำนึงถึงการขาย สินค้า


ผู้บริหารยอมรับ ค่าฟรีบัตรเติมเงินไม่พอเลี้ยงลูกทีม


มีสมาชิกท่านหนึ่ง เคยตั้ง คำถามไปยัง ศรวัสย์ ไพศาล ศรวัส ประธานบริษัท ท็อปอัพทู ริช จำกัด เกี่ยวกับรายได้ของ บริษัท แต่ก็ได้รับคำ ตอบ ว่า............ ต้องทำความเข้าใจนะ ครับว่ารายได้นั้นมาจากส่วน ไหนบ้าง การออกแบบแผนการ ตลาดนั้นมันต้องมีทั้งศาสตร์ และศิลป์นะครับ ต้องคำนึงถึง หลักความเป็นจริง จะเห็นว่า รายได้ตอนเริ่มแรกนั้น จะมา จากการสร้างเครือข่ายเป็นหลัก ครับ เพราะถ้าไม่มีเครือข่าย แล้ว จะเกิดยอดทางธุรกิจได้อย่างไร แต่การสร้างเครือข่ายนั้นคือ ขั้นตอนที่ต้องมีรายจ่าย ต้อง ลงทุน ดังนั้นการสร้างกระแส เงินสดเป็นสิ่งสำคัญ ที่จะทำให้ ธุรกิจสามารถประคองตัวและ อยู่รอดได้หรือไม่สังเกตได้จาก บางธุรกิจที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้ คิด ว่าการลงทุนน้อย ๆ จะทำให้คน เข้าร่วม แต่ข้อเท็จจริงก็คือ รายได้ที่ได้รับนั้นมันไม่ทำให้นัก ธุรกิจสามารถหล่อเลี้ยงตัวเอง ได้ หรือบางธุรกิจลงทุนสูงเกิน ไปก็จะทำให้คนจำนวนมากไม่ สามารถเข้าร่วมทุนได้ การกำหนดยุทธศาสตร์ การลงทุนถือเป็นสิ่งสำคัญ มาก ๆ ครับ ที่ต้องไม่น้อยจนเกิน ไปที่ทำให้สิ่งที่ทำให้แค่รายได้ เสริม หรือมากเกินไปจนคนไม่ สามารถ เข้าร่วมได้ ตัวเลข 1,000 บาท จึงเป็นตัวเลขที่เหมาะสม ที่สุดที่จะทำให้ทุกคนสามารถ ลงทุนได้ และรายได้จากธุรกิจก็ ทำให้เกิดกระแสเงินสด สมดุล ครับ และแน่นอนเมื่อเครือข่าย ถูกสร้างขึ้นในระดับที่เหมาะสม คราวนี้รายได้ที่เกิดจากการเติม เงินของสมาชิกในเครือข่ายก็จะ มาทดแทน ซึ่งจะกลายเป็น Passive Income หลักแสนหลัก ล้านต่อเดือนในที่สุด นี่คือเหตุผลที่ประธานบริษัท ท็อปอัพทูริช ออกมา ชี้แจง ที่แสดงให้เห็นอย่าง ชัดเจนว่าฝ่ายบริหารออกมา ยอมรับในเรื่องของความจำเป็น จะต้อง เน้นการขายแฟรนไชน์ มากกว่าการเน้นการบริการเติม เงินโทรศัพท์มือถือ การให้บริการเติมเงินผ่าน กระเป๋าอัตโนมัติ เป็นเพียงการ สร้าง จุดขาย เล็ก ๆ เพียงเพื่อ ทำให้คนทั่วไปรับรู้ว่า ท็อปอัพ ทูริช มีสินค้ารองรับ สามารถ นำเอามาแปรเปลี่ยนเป็น คะแนน สะสมในสายงานของสมาชิก แต่ละคนได้เท่านั้น ท็อปอัพทูริช พยายาม เบนความสนใจมวลหมู่สมาชิก ที่เข้ามาสู่เครือข่ายขายตรง โดยการพยายามฉายภาพใน อนาคตให้เห็นถึงช่องทางและ โอกาสของการเป็นเศรษฐีเงิน ล้าน มีการอธิบายเทคนิคการ จัดผังสายงาน มีการอธิบาย เทคนิคในการบริหารเครือข่าย ที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นหลักสูตร สำคัญในการสร้างเครือข่ายให้ เติบใหญ่ขึ้นมา โดยมองว่า ผลพวงจากการที่สมาชิกมีการ เติมเงิน จะเป็นรายได้ที่เรียกว่า Passive Income ที่จะเกิดขึ้นใน อนาคต ดังนั้น ระยะเริ่มแรก จึงมี ความจำเป็นจะต้องอาศัยรายได้ จากการ ขาย แฟรนไชน์ หรือ การขาย ตำแหน่ง เป็นสินค้า หลัก ทั้งที่ในความเป็นจริง แฟรนไชน์ เป็นเพียงสิ่งสมมุติ เพื่อใช้เป็นช่องทางในการระดม ทุนเข้ามาสู่กิจการเท่านั้น ท็อปอัพทูริช พยายาม หาเหตุผล มาอธิบายให้มวลหมู่ สมาชิกเข้าใจถึงเหตุผลของการ คิดค่าสมาชิก หรือค่า แฟรน ไชน์ ที่ 1,000 บาท/รหัส โดยมีการแจกแจงว่า จำนวน 200 บาท จะเป็นค่าแนะนำ แฟรนไชน์โบนัส จำนวน 320 บาท เป็นการจ่ายค่า RoYalty Bonus จำนวน 15 บาท เป็นการจ่าย ค่า Bonus Pool จำนวน 70 บาท เป็นค่าภาษีมูลค่าเพิ่ม 2 บาท เป็นค่าจ่ายกองทุนเพื่อครอบครัว และ 150 บาท เป็นกองทุน เพื่อการท่องเที่ยว รวมเป็นค่าใช้จ่ายในการ บริหารเครือข่ายทั้งสิ้น 757 บาท/1รหัส ส่วนที่เหลือ ก็จะ เป็นรายได้เข้ากิจการ ดูจาก ตัวเลขค่าใช้จ่าย ก็ สมเหตุสมผล และก็ดูจะไม่เกิน ความจริง เพราะอย่างน้อยหาก ผลจากการจ่ายสิทธิประโยชน์ แก่สมาชิกรวมทั้งภาษี หักกลบ ลบหนี้แล้ว ก็ยังมีเงินเหลือเข้า กิจการ เพราะฉะนั้นถ้าดูกันตาม แผนการตลาดแบบขายตรง ก็ ไม่ถือว่า OVER PAY เนื่องจาก ความสามารถในการจ่ายผล ตอบแทนแก่สมาชิกอยู่ในวิสัยที่ สามารถจ่ายได้ เพียงแต่ การระดมเงิน ผ่านช่องทางที่ว่านี้ หากองค์กร มีการเติบโตมากขึ้น มีสมาชิก เพิ่มขึ้นมาเป็นแสนเป็นล้านรหัส ภาระต้นทุนที่มีการยกอ้างเอาไว้ ว่า จะมีการจ่ายในอัตราเท่านั้น เท่านี้ตามที่กล่าวมาข้างต้น จะ เปลี่ยนไปอย่างไร นี่คือ สิ่งที่ทุกคนต่างวิตก กังวลกัน .... ประการต่อมา หาก กิจการมุ่งเน้นการไล่ลาสมาชิก โดยกำหนดราคาที่ค่อนข้างสูง โดยอ้างว่าเพื่อเอาไว้รองรับผล ประโยชน์จากสมาชิกขายตรงทั้งมวล
หากวิเคราะห์ดูตาม แผนที่ ท็อปอัพทูริชที่กล่าวมา ข้างต้น มันก็ไม่ต่างอะไรกับการ หารายได้จากค่าสมัครสมาชิก รายใหม่ เพื่อนำรายได้มาจ่าย ผลตอบแทนแก่สมาชิกรายเก่า นั่นเอง หากนำ เอาไปเปรียบ เทียบกับ ธุรกิจแชร์ลูกโซ่ ที่มีการ ถูกดำเนินคดี จะต่างกันตรงไหน เพราะหลายกิจการที่ต้องมีอัน สะดุดลง ก็เพราะมีการทำธุรกิจ ในลักษณะ งูกินหาง เป็นการ เอาเงินมาต่อ เงิน มากกว่าจะมุ่ง เน้นการขายสินค้า สิ่งที่ ท็อปอัพทูริช พยายามสร้างความเชื่อมั่นให้ กับสมาชิก ก็คือ การยกอ้าง เหตุผลความจำเป็นเพื่อขจัดข้อ โต้แย้งในเรื่องที่มาของรายได้ ขณะเดียวกันก็พยายาม บอกให้สมาชิกทั้งรายเก่า และ รายใหม่ที่กำลังเข้ามาว่า ท็อป อัพทูริช คือ ธุรกิจขายตรง แบบ MLM ที่มีสินค้าเป็นรูปธรรมจับ ต้องได้ นั่นคือ การให้บริการ เติมเงินโทรศัพท์มือถือ ที่ทัน สมัยสะดวกรวดเร็ว ลูกค้าไม่มี ความจำเป็นจะต้องเดินไปเติม เงินในร้านสะดวกซื้อ ที่ต้องเสีย เวลาและค่าใช้จ่าย เป็นรูปแบบ แฟรนไชน์ ที่สามารถหารายได้ง่าย ลงทุน น้อย ไม่ต้องเคลื่อนย้ายสินค้า ไม่สิ้นเปลืองค่าใช้จ่าย ทุกอย่าง ดูจะสวยสดงดงามไปหมด เนื่องจากในอีกไม่กี่เดือน ข้างหน้านี้ กลุ่มลูกค้าผู้ใช้ โทรศัพท์มือถือทุกค่าย ก็จะมี โอกาสได้สัมผัสการใช้บริการ ระบบ 3 G หรืออาจรวมไปถึง 4 G ที่จะเกิดขึ้นในอีกปีสองปี ข้างหน้านี้ แต่น่าเสียดาย ธุรกิจทีมี ตลาดใหญ่โตมโหฬาร กลับ ไม่ใช่ช่องทางรายได้ ที่ ท็อปอัพ ทูริช นำเป็นจุดขาย ทั้ง ๆ ที่ควร จะเป็นรายได้หลัก หากแต่เป็น เพียง สินค้าล่อเป้าให้สมาชิก เท่านั้นเอง
ดังนั้น การเปิดตัวเป็น ลีดเดอร์ในเรื่องธุรกิจเติมเงิน โทรศัพท์มือถือ ที่คุยนักคุยหนา ว่าเป็นระบบที่ทันสมัยที่สุด ของเมืองไทย จึงเป็นเพียงแค่ การปลุกกระแสให้คนจำนวน 90 % ของผู้ใช้บริการโทรศัพท์ มือถือ ให้เข้ามาสู่กระบวน การสร้างเครือข่าย ด้วยเพียง หวังผลประโยชน์จากการหา สมาชิก รายใหม่เข้ามาจ่ายผล ประโยชน์ให้สมาชิกรายเก่า นั่นเอง ผิดถูกอย่างไร ตลาด วิเคราะห์คงไม่ฟันธงขึ้นอยู่กับ วิจารณญาณของผู้อ่าน หรือผู้ ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลจะไป พิจารณาดูเอาเอง แต่ที่แน่ ๆ ตอนนี้ บรรดา สมาชิกหลาย ๆ คน ฝากถามมา ว่า ท็อปอัพทูริช มีใบอนุญาต ประกอบธุรกิจขายตรงหรือเปล่า ถ้ามีโปรดกรุณาชี้แจง ด่วน !!!!



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 338 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556

วันพุธที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2556

ปรับค่าแรง 300 ไม่กระทบ ขายตรง มีเฮคนแห่ซบ









นโยบายรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต่อการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทต่อวันที่กำลังเป็นข้อถกเถียงในวงกว้างว่าส่งผลดีหรือเสียต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอยู่นี้ แนวคิดหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า รายได้ที่สูงขึ้น คือ การยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ในท่ามกลางที่ ค่าครองชีพสูงขึ้น ที่สำคัญ แรงงาน ถือเป็นเครื่องมือหนึ่งในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้สามารถเติบโตได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน ภายใต้กลไกหลายข้อโดยเฉพาะ การใช้จ่าย-การออม-การจ้างงานระดับสูง-คุณภาพแรงงาน-รายได้เพียงพอต่อการใช้จ่าย และที่สำคัญสูงสุด ศักยภาพของรัฐบาล ในการดูแลภาคธุรกิจเอกชนที่ยังมี แรงงาน ค่าแรงน้อยกว่า 300 บาทต่อวันได้มากน้อยแค่ไหนหากธุรกิจนั้นเป็น ธุรกิจขนาดกลางละขนาดย่อม หรือที่เรียกว่า (SME) ซึ่งต้องปฏิบัติตามนโยบายดังกล่าวและได้ผลกระทบในเรื่องของ ต้นทุนการผลิต-การบริการ ที่เพิ่มสูงขึ้นมีผลต่อรายได้ของนักธุรกิจถึงขั้นตอนปิดกิจการและเกิดปัญหาการว่างงาน!!!


ค่าแรง 300 บ. เพิ่มกำลังซื้อ ศก.หมุนเวียน2.3 ลล.บ.


กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังเชื่อว่า นโยบายดังกล่าวนี้จะช่วยให้เกิดการใช้จ่ายและหมุนเวียนเศรษฐกิจภายในประเทศ น่าจะสร้างเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจได้มากถึง2.328 ล้านล้านบาท เป็นหนึ่งในกงล้อเศรษฐกิจที่ กิตติรัตน์ ใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศปี 2556 ให้ขยายตัวได้ที่ร้อยละ 5.5 ทดแทนการ พึ่งพาส่งออก ที่ก่อนหน้านี้เป็นรายได้หลักของประเทศแต่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่ถดถอย ยอดส่งออกของไทย ลดลงเหลือร้อยละ 5 หรือบวกลบไม่ถึงร้อยละ 1 จากเดิมตั้งเป้าไว้ที่ร้อยละ 15


ขณะที่ 5 มาตรการรองรับผลกระทบ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากนโยบายนั้นจะเห็นว่ายังไม่ ตอบโจทย์ ให้กลุ่มธุรกิจขนาดเล็ก และปัญหาที่เกิดขึ้นที่หวาดหวั่นการ ปิดกิจการ-ว่างงานเพิ่มขึ้น กำลังจะตามมา ก็ต้องจับตาดูต่อไปว่า ทั้งรัฐบาล-ธุรกิจเอสเอ็มอี จะเดินทางพบกันที่จุดใด ที่สำคัญกระทรวงพาณิชย์โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กำลังอยู่ระหว่างตรวจสอบบัญชี ย้อนหลัง 5 ปีของกลุ่มธุรกิจที่ปิดกิจการว่ารับผลกระทบจากนโยบายปรับค่าแรงหรือจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวหรือจากการขาดทุนสะสมมาก่อน หากได้คำตอบที่ชัดเจนเชื่อว่าอย่างน้อยคงได้เห็นธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งที่อ่อนแอและมีศักยภาพที่แข็งแกร่งรับมือกับการแข่งขันในตลาดใหม่ที่กำลังจะเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ปี2558 มีอยู่จำนวนเท่าไหร่


ขายตรงชี้ค่าแรง 300 หนุนว่างงานแห่ตบเท้า


พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจเครือข่ายขายตรงแบบ MLM พูดชัดว่าการปรับค่าแรง 300 บาทนี้ ส่งผลกระทบต่อธุรกิจเอสเอ็มอีที่มีเงินทุนน้อย รวมถึงปัญหาการว่างงานตามมาอย่างแน่นอน และชื่อว่า กลุ่มคนว่างงาน ที่เกิดขึ้นนี้ไม่มากก็น้อยที่จะเดินหน้าเข้าสู่อาชีพอิสระเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจขายตรงที่สร้างรายได้ดี และส่งผลบวกต่อธุรกิจขายตรงในปี 2556 ว่ามีโอกาสที่จะขยายตัวได้ดีและมีความคึกคักเพิ่มมากขึ้น


ขณะที่ สุธีร์ รัตนนาคินทร์ ประธานกรรมการ บริษัท เอเชีย สุพรีม จำกัด ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ภายใต้แผนการตลาดแบบไบนารี่ มองมุมเดียวกันว่า ผู้ที่ได้รับผลกระทบและต้องตกงาน ย่อมหาทางออกให้ตนเอง ด้วยการหางาน โดยอาชีพที่ไม่เคยถูกมองข้ามเลยนั่นคือธุรกิจขายตรง เนื่องจากธุรกิจอิสระ สร้างรายได้ให้กับนักธุรกิจได้อย่างงดงาม ซึ่งสอดคล้องกับ กิจธวัช ฤทธาวี นายกสมาคมขายตรงไทยและ กรรมการผู้จัดการ บริษัทแอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่า หากคนตกงาน อาชีพที่คนจะให้คนมาสนใจมายึดในการประกอบสัมมาอาชีพต่อไป ก็คือธุรกิจขายตรง ซึ่งในอดีตเอมีคนตกงานก็จะหันไปซบเป็นสาวมิสทีนกันไม่น้อย


อุตฯ เครื่องสำอาง ขายตรง ต้นทุนผลิตพุ่งขึ้นราคา 5-10%


อย่างไรก็ดี ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ก็มีผลกระทบตามมาด้วยไม่ต่างจากธุรกิจอื่นๆ คือเรื่องของ ต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น ซึ่งบางบริษัทมีโรงงานผลิตสินค้าในประเทศเป็นของตนเอง บางบริษัทว่าจ้างบริษัทภายนอกผลิตสินค้าป้อนให้ (outsource) และผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่ที่ถูกนำมาเป็นพระเอกในการผลักดันยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายนั่นคือ ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง สินค้าอุปโภคบริโภค โดยทางออก ธุรกิจเครือข่ายขายตรง หนีไม่พ้นในการปรับขึ้นราคาสินค้า


ซึ่ง ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการบริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัดผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ด้านความงามในรูปแบบขายตรงชั้นเดียว หรือ SLM ภายใต้แบรนด์ มิสทีน เริ่มปรับแผนการตลาดและประกาศชัดเจนหลังนโยบายดังกล่าวเริ่มเป็นรูปธรรมนั้นคือ การปรับขึ้นราคาสินค้าทุกกลุ่มประมาณ 3-5% ให้สอดคล้องกับ ต้นทุนการผลิตที่เพิ่มสูงขึ้น โดยระบุว่า นโยบายส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตสินค้าเพิ่มสูงขึ้นทั้งทางตรงและทางอ้อม และผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับภาระตรึงราคาสินค้าไว้ได้ ซึ่งปัจจุบันต้นทุนโดยรวมของ มิสทีน สูงขึ้น 6% คิดเป็นต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้นประมาณ 12-13%


แม้แต่ กิฟฟารีน โดย พงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาดได้ยืนยันแล้วว่า ในเดือน ม.ค. นี้เป็นต้นไป กิฟฟารีน ได้ทยอยปรับราคาสินค้าหลายรายการเพิ่มขึ้น 5-10% เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ปรับเพิ่มขึ้นจากนโยบายปรับขึ้นค่าจ้าง 300 บาททั่วประเทศ และมีบางรายการได้ปรับขึ้นล่วงหน้าไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2555


ส่วนกลุ่ม ผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย นำโดย เกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย และประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเครื่องสำอาง สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ระบุว่า อุตสาหกรรมเครื่องสำอาง เป็นยกลุ่มที่ใช้แรงงานจำนวนมาก โดยเฉพาะเครื่องสำอางแบรนด์ท้องถิ่น กลุ่มเอสเอ็มอี และโอท็อป ที่มีอยู่ประมาณ 700 รายเนื่องมีทุนไม่มากพอที่จะซื้อเครื่องจักรทันสมัยมาใช้ในการผลิต มีการใช้แรงงานกว่า 80% ประเมินว่ามีแรงงานอยู่ในระบบไม่ต่ำกว่า 1 ล้านคน และในจำนวนนี้เกินกว่า 60 % ที่ได้รับค่าจ้างรายวัน ต่ำกว่า 300 บาททำให้ต้นทุนการผลิตด้านค่าแรงปรับขึ้นจากเดิมมีสัดส่วน 13 % เป็น 15 17% ของโครงสร้างต้นทุน


ทั้งนี้ เกศมณี มีความกังวลต่อผลพวงจากการปรับค่าแรง นอกจากกระทบ ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แล้วปัญหาเรื่อง การเคลื่อนย้ายแรงงาน จากกรุงเทพฯ กลับภูมิลำเนานับเป็นปัญหาใหญ่ ด้วยเพราะรับค่าแรงในอัตราที่เท่ากันทั้งประเทศและ ค่าครองชีพ ต่างจังหวัดต่ำกว่ากรุงเทพฯ รวมถึง ผู้ผลิต ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบด้านกฎระเบียบต่างๆ ของภาครัฐที่ไม่เอื้ออำนวย ฉะนั้นเมื่อต้องแบกรับต้นทุนค่าแรงเพิ่ม ผู้ผลิตบางราย โดยเฉพาะธุรกิจขนาดกลางและเล็ก ถึงขั้นตอนหยุดหรือปิดกิจการ ล่าสุดมีผู้ผลิตเครื่องสำอางในอุตสาหกรรมมากกว่า 2,000 รายทั่วประเทศ


จับตาโรงงานผลิต ป้อนขายตรงรับมือ ลดต้นทุนผลิต


ในวิกฤตย่อมมีโอกาสเสมอจะเห็นว่า หลาย ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ที่ได้รับผลกระทบ แต่ดูเหมือนไม่กระทบยกตัวอย่าง มิสทีน ที่หันมาร่วมมือกับ สหพัฒน์ เพื่อสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่ประเทศพม่า ซึ่งที่เป็นประเทศที่มี ต้นทุนค่าแรง อยู่ระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศไทย มีเป้าประสงค์เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ฉะนั้นนอกจาการสร้างฐานผลิตเพื่อชิงความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันในตลาดอาเซียนที่กำลังจะเปิดในอนาคตแล้ว โอกาสที่จะได้รับผลกระทบต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นก็มีน้อยลงไปด้วย


ซึ่งก็ต้องติดตามและจับตาดุกันต่อไปของบริษัทขายตรงอีกหลายที่ มีโรงงานผลิตสินค้าในประเทศเป็นของตนเอง หรือว่าจ้างเอ้าท์ซอร์สจะหันมารับมือกับการลดต้นทุนการผลิตจากตรงนี้อย่างไร ซึ่ง ธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาอุตสากรรมแห่งประเทศไทย (สทอ.) ระบุว่า หากคำนวณค่าเฉลี่ยของการปรับค่าแรงของธุรกิจเอสเอ็มอี ทั้งหมด เช่น โรงงานที่มีแรงงาน 200 คน จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม 4.5 ล้านบาท/ปี ท่ากับ 10% ของรายได้ที่เฉลี่ย 39-40 ล้านบาท/ปี ขณะที่กำไรเอสเอ็มอี หากทำได้ 5 % ก็เก่งแล้ว แต่ต้นทุนเพิ่ม 10 % ก็ทำให้อยู่ได้ยากเช่นกัน



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : นีโอไลฟ์ตั้ง สมาคมTDNA นั่งแกนนำเครือข่ายขายตรงไทย









นีโอ ไลฟ์ ตั้งสมาคมสำเร็จแล้ว สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA นิโรธ ยืนยันเจตนารมณ์เพื่อ ประโยชน์ ของอุตสาหกรรมขายตรงทั้งระบบ เผยเตรียมพร้อมรับ ตราสัญลักษณ์ สคบ. เป็นบริษัทแรก ดึง แมน วทัญญู-เคน เตวิช นั่งกุมบังเหียนปรับภาพลักษณ์องค์กรพัฒนาบุคลิกภาพคน สอดรับนโยบาย นพรุจ รุกขยายสาขา นีโอไลฟ์กัมพูชา เล็งขึ้นแท่นบริษัทเครือข่ายสากล


นายนิโรธ เจริญประกอบ ประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินแตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยถึงความคืบหน้าการก่อตั้งสมาคมขายตรงที่ 4 ซึ่งบริษัทนีโอ ไลฟ์ ฯ เป็นแกนนำจัดตั้งตามที่เป็นข่าวมาตั้งแต่ปลายปี 2555 ว่า ล่าสุดได้ดำเนินการจดทะเบียนกับกรมพัฒนาพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ไปเรียบร้อยแล้ว ด้วยเลขทะเบียน 0109555000548 ในนามของ สมาตมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ Thai Direct Selling Network Association (TDNA)


ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับธุรกิจขายตรงโดยตรง ส่วนสมาชิกร่วมก่อตั้งยังไม่สามารถเปิดเผยราบชื่อได้ทั้งหมดและกำลังเปิดรับสมาชิกเพิ่ม โดยนายพิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหารบริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ เป้รับผิดชอบและดำเนินการในขั้นตอนประสานงานรวบรวมรายชื่อบริษัทสมาชิก


หลังจากนี้เราจะรีบรับสมัครสมาชิกเพิ่ม และนัดการประชุมครั้งแรกขึ้นภายในกันก่อน เพื่อแต่งตั้งตัวนายกสมาคมและเลขาธิการสมาคม หลังจากนั้นเมื่อสมาคมเรามีความพร้อมก็จะจัดแถลงข่าวอย่างเป็นทางการต่อไป นายนิโรธ กล่าว


สำหรับการประกาศเจตนารมณ์ของ ดร. นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัทนีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กับการยื่นขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคจากสำนักคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นบริษัทแรกนั้น ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการประสานงานรายละเอียดกับทางสคบ. เพราะกติกาเงื่อนไขยังไม่ชัดเจน ด้วยขอบเขตการดูแลของ สคบ. ต้องดูแลธธุรกิจด้านอื่นด้วยไม่เพียงพอแต่เฉพาะธุรกิจขายตรงเท่านั้น


นอกจากนั้นทางสคบ. ยังได้ประกาศเงื่อนไขใหม่ว่า บริษัทที่ต้องการขอรับตราสัญลักษณ์ ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมที่ถูกต้อง และเมื่อสังกัดสมาคมแล้วไม่จำเป็นต้องทำประกันภัย ด้วยมีหลักประกันอื่นที่ทางราชการรับรองไว้แล้ว และยังยืนยันว่า บริษัท นีโอ ไลฟ์ ยังเป็นบริษัทลำดับต้นๆ ที่จะขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อยกระดับความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคและสมาชิกของบริษัทนีโอ ไลฟ์ เพียงงแต่รอความชัดเจน และความพร้อมเท่านั้น สามารถยื่นเรื่องได้ทันที


อย่างไรก็ตามจากการผลักดันในการจัดตั้งสมาคมใหม่แล้ว บริษัท นีโอ ไลฟ์ฯ ยังปรับโครงสร้างบริษัทภายในด้านการสื่อสารองค์กร และการพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพิ่ม เพื่อปรับภาพลักษณ์ให้กับสมาชิกและพนักงานบริษัทให้ก้าวสู่ความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยได้ดึงตัว นายวทัญญู มุ่งหมาย หรือ อาจารย์แมน มานั่งตำแหน่ง กกรมการบริหารด้านพัฒนาบุคคลและสื่อสารองค์กรและ นายเตวิช เจริญเดช หรืออาจารย์เคน รับตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการบริหารฯ ซึ่งทั้งสองเป็นผู้มากประสบการณ์ด้านการพัฒนาบุคลิกภาพจากวงการแวดวงคนบันเทิงมาก่อนและยังเป็นอาจารย์ประจำอยู่มหาวิทยาลัยเกริก


ทั้งนี้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2555 ที่ผ่านมา ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร ดร. รัชนี มหานิยม ประธานกรรมการฝ่ายสมาชิกและกรรมการผู้จัดการ นายนิโรธ เจริญประกอบ ประธานที่ปรึกษา กิตติมศักดิ์ นายพิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการและกรรมการบริหาร และ พล.อ.ฮี บุนเฮียงรอง ผบ.ทหารสูงสุด ผบ. องครักษ์รักษาความปลอดภัยประจำสำนักนายกรัฐมนตรี คุณหญิง เจง สไร เวียสนา ภรียา พล.ร.ท.เตีย ศกคา รอง ผบ.ทร ผบ.ชั้นนำในความมั่นคงทางทะเล ร่วมเป็นประธานในพิธีเปิด บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (กัมพูชา) จำกัด ณ กรุงพนมเปญ อย่างเป็นทางการและจัดกิจกรรม วีไอพีมี้ตติ้ง ณ ห้องประชุมอาคารสำนักงาน นีโอ ไลฟ์ฯ กัมพูชาอีกด้วย


ส่วนการจัดงานพิธีมอบเข็มเกียรติยศความสำเร็จสมาชิกนีโอไลฟ์ประเทศไทย ประจำเดือนธันวาคม 2555 ณ เอ็กซิบิชั่น ฮอล์ 9 อิมแพค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม โดยมีความคืบหน้าของโครงการ นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ วัน ด้วยการประกาศรายชื่อรุ่นที่ 3 ซึ่งเป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้รับการคัดเลือก 50 คนเรียบร้อย รวมเป็น 150 คน แล้วทั้งหมดจะเข้าสู่การเก็บตัวผู้เข้าประกวดที่ผ่านเข้ารอบทั้งหมดที่เขาใหญ่ จ. นครราชสีมา จากนั้นจะเประกาศผลรอบชิงชนะเลิศในงานวันประดับเข็มเกียรติยศประจำเดือนกุมภาพันธ์ ในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ศกนี้ ณ อาคารชาเลนเจอร์ อิมแพค เมืองทองธานี อีกครั้งหนึ่ง




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244


วันศุกร์ที่ 4 มกราคม พ.ศ. 2556

สงครามขายตรงปีมะเส็งยังแดงเดือด เหล่ากูรูฟันธงธุรกิจดุไม่เลิกแต่สดใส









4 ผู้ประกอบการขายตรงฟันธงธุรกิจปีมะเส็ง ยังเติบโตดีไร้กังวล หลัง พบหลายเหตุผลดันธุรกิจเฟื่อง ทั้งคนว่างงาน ค่าแรง 300 บาท ที่ทำให้ กลุ่มคนพวกนี้หันมาสนใจธุรกิจขายตรงมากขึ้น...พร้อมฟันธงรายเล็กอยู่ ยาก หากไม่รู้จริงเรื่องเครือข่าย บวกเงินทุนไม่หนาพอ...แนะวิธีการทำ ตลาดยุค 2013 ควรรบเร็ว-รุกเร็ว ด้วยแผนการตลาด-สินค้านำ ยํ้า! การ ทำตลาดต้องอย่าประมาท พร้อมเสิร์ฟความต่างที่โดนใจ
เปิดฉากศักราชใหม่ปี 2556 หรือ ปีมะเส็ง เชื่อว่าหลาย ๆ ธุรกิจ คงต่างเร่ง เตรียมรับ-เตรียมรุก เพื่อหวังที่จะเบิก ฤกษ์ธุรกิจ ด้วยยอดขายที่ดีแบบเอาฤกษ์ เอาชัยนั่นเอง ที่สำคัญ ต้องบอกว่า ในช่วง ต้นปีของทุก ๆ ปี ที่แต่ละค่ายต่างโหมโรง ออกอาวุธ ที่เรียกได้ว่า ครบมือออกมา สร้างความน่าสนใจของธุรกิจ เพื่อหวัง ดึงดูดทั้งสมาชิกใหม่ และสมาชิกเก่าให้อยู่ กับองค์กรของตัวเองอย่างเหนี่ยวแน่นและ มั่นคง
...จะเห็นได้ว่า วันนี้เส้นทางของ ธุรกิจก็เปรียบเสมือนหนทาง ที่พิสูจน์คน กล้าที่มีฝีมือนั่นเอง หาก ใครที่นิ่ง-ฐาน องค์กรมั่นคง เส้นทางธุรกิจที่ว่ายาก ก็ ไม่ใช่เรื่องที่ยากเช่นกัน...เช่นเดียวกับ สนามหิน ใน ธุรกิจขายตรง ที่ตอนนี้ เหล่า ผู้ประกอบการ ทั้ง หน้าใหม่ และ หน้าเก่า ต่างออกขีปนาวุธทางธุรกิจ แบบ เย้ยฟ้าท้าดิน กันเลยทีเดียว ด้วย เป้าหมายเดียวกันคือ ความเป็นหนึ่ง ใน ยุทธ์จักรขายตรง พร้อมกับขุมกำลังที่เหนี่ยวแน่น และมั่นคงที่เรียกว่าผู้นำมือ อาชีพ
แต่ในขณะเดียวกัน ฟากของ เหล่า ผู้นำ เอง ใน ห้วงเวลา ที่สำคัญ ต้นปีนี้เช่นนี้ ก็เชื่อว่ามีหลาย ๆ ท่าน ต่างมองหาแหล่งที่พักพิงใหม่ที่ดีกว่าและแรง กว่าที่เดิมอย่างแน่นอน แต่ค่ายไหนล่ะ!... ที่จะเป็นที่ต้องตาต้องใจของเหล่าสมาชิก หลาย ๆ คนบ้าง ก็อยู่ที่ว่าค่ายนั้นจะมี แรงดึงดูดที่มากกว่านั่นเอง!!
ที่สำคัญ หากจะให้พูดถึงทิศทาง ของธุรกิจขายตรงในปี 2556 นี้ พบว่า มี หลาย ๆ กูรูชั้นเซียน ต่างออกมาแสดง นานาทัศนะต่าง ๆ มากมาย เกี่ยวกับธุรกิจ ขายตรงในปี 2556 ว่าจะเป็นปีที่ธุรกิจ เติบโตแบบก้าวกระโดด บางท่านก็บอกว่า เป็นปีแห่งการปราบเซียน หากใครที่ไม่แน่ จริง มีสิทธิ์ที่จะหลุดวงโคจรนี้ได้ด้วยเช่น กัน...ปักษ์นี้ ทีมข่าว ตลาดวิเคราะห์ มี โอกาสได้สัมภาษณ์ผู้ประกอบการขาย ตรงที่อยู่ในแวดวงธุรกิจขายตรงว่า มี ความคิดเห็นอย่างไรบ้างกับธุรกิจขายตรง ในปี 2556 ซึ่ง เหล่า ผู้ประกอบการ แต่ละ ท่าน ต่างให้ความคิดเห็นที่น่าสนใจดังนี้



กูรูขายตรงฟันธงปีมะเส็ง ชี้!หลายค่ายเปิดวูดธุรกิจแรง


ด้าน ศุภราภรณ์ เอสซี เปา กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอวอน คอสเม ติคส์ ประเทศไทย จำกัด ได้เผยถึงทิศทาง ธุรกิจขายตรงในปี 2556 ว่า จะมีอัตราการ เติบโตที่มากขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมาอย่าง แน่นอน ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในเรื่อง ของค่าแรง 300 บาทที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี จนทำให้คนเริ่มที่จะว่างงาน มากขึ้น ด้วยเหตุนี้เองที่ส่งผล มาถึงธุรกิจขายตรงที่จะเป็น อีกหนึ่งธุรกิจที่จะตอบโจทย์ให้ กับบุคคลกลุ่มนี้ได้ และเชื่อ ว่า จะมีคนเข้า มาสู่ธุรกิจขายตรง มากขึ้นอย่างแน่นอน เชื่อว่าการแข่งขันของ ธุรกิจขายตรงในปี 2556 นี้ จะแข่งขันกันอย่างดุเดือด แน่นอน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะ เริ่มมีธุรกิจเครือข่ายที่เกิดขึ้น เยอะ จึงเกิดการชิงดีชิงเด่นกัน ค่อนข้างมาก ด้วยกลยุทธ์ ต่าง ๆ ที่แต่ละค่ายมีออกมานำ เสนอ ซึ่งอยู่ที่ค่ายไหนจะใช้ กลยุทธ์ที่โดนใจเท่านั้นเอง ใน ขณะเดียวกัน เป็นอีกหนึ่งปีที่ คาดว่า ค่ายไหนที่เป็นของจริง ก็จะอยู่รอดในธุรกิจเครือข่าย ได้ แต่หากค่ายไหนที่ยังไม่ ชัดเจนหรือยังไม่พร้อม ก็จะ เริ่มหลุดลอยหายไปจากระบบ เครือข่ายได้ด้วยเช่นกัน ...เช่นเดียวกับทางด้าน สุเทพ บุญภักดี ประธาน กรรมการ บริษัท บี.พี.โปรเกรส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ เผยถึงทิศทางธุรกิจขายตรงใน ปี 2556 ว่า ธุรกิจขายตรงในปี 2556 นั้น โดยส่วนตัวมองว่า บริษัทรายเล็กในชั่วโมงนี้ ถือว่ารอดยาก เนื่องจากในช่วง ที่ผ่านมา พบว่า มีหลายๆ บริษัทฯ จะพบปัญหาในเรื่อง ของแม่ทีมผิดใจกันเอง และ หันมาเปิดบริษัทใหม่กัน ผล สุดท้ายก็ไปไม่รอด แต่ทั้งนี้ ยัง เชื่อว่าในปี 2556 นี้ บริษัทขาย ตรงค่ายใหม่ ๆ ก็น่าที่จะเกิด ขึ้นมาเรื่อย ๆ เช่นกัน ซึ่งค่าย ไหนจะอยู่รอด หรือไม่รอดนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้าง จุดเด่น และจุดขายของตัวเอง ให้ได้ หากทำไม่ได้โอกาสที่จะ มีการปิดตัวก็มีสูงเช่นกัน วันนี้ ต้องบอกว่า ใน เรื่องของการทำการตลาดแบบ วิธีการเดิม ๆ นั้น ควรที่จะปรับ เปลี่ยนได้แล้ว ควรที่จะลองหัน มาใช้วิธีการทำการตลาดแบบ ใหม่ ๆ เนื่องจากวันนี้ นักธุรกิจ ยุคเดิม ๆ ค่อนข้างที่จะไม่มี บทบาท และคนรุ่นใหม่ๆ เริ่ม ที่จะเข้ามาแทนที่ มีการพัฒนา ตัวเองอยู่ตลอดเวลา ซึ่งหาก ค่ายไหน ที่ยังทำตลาดแบบ เดิมโอกาสที่จะเติบโตก็คงน้อย แน่นอน สุเทพ เผยต่อว่า การ แข่งขันของธุรกิจขายตรงในปี 2556 นั้น มองว่า จะเริ่มมีการ แข่งขันกันในเชิงของยุทธ ศาสตร์มากขึ้น รวมถึงวิธีการ ทำงานจะเริ่มมีความหลาก หลายมากขึ้นด้วย ในเชิงของ การสร้างความแตกต่างทั้งใน เรื่องของสินค้า แผนการตลาดในขณะเดียวกัน ค่ายไหนที่มี ทุนเยอะก็จะได้เปรียบในเรื่อง ของการทำธุรกิจ ส่วนค่ายไหน ที่ทุนน้อยก็จะเสียเปรียบใน การแข่งขัน ...นอกจากนี้ มร.คริสโต เฟอร์ เฮยนสึ คิม ประธาน กรรมการผู้จัดการใหญ่ประจำ ภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด เผยว่า สำหรับทิศทาง ธุรกิจขายตรงในปี 2556 นั้น มองว่า ไม่ว่าจะเป็นปีไหน ๆ ธุรกิจขายตรงก็ยังคงเป็นธุรกิจ ที่สดใส สำหรับทุกคนที่กำลัง มองหาโอกาส ในขณะเดียวกัน เกมการแข่งขันทางธุรกิจก็คงดุ เดือดมากขึ้นเช่นกัน อีกทั้ง เชื่อว่า หลาย ๆ บริษัทฯ คงมี กลยุทธ์ต่างๆ ออกมาสู้ศึกกัน อย่างมากมาย ทั้งนี้ หากมองโดยรวม ของธุรกิจแล้ว น่าที่จะมีความ ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะบริษัทที่ เป็นของจริง ในขณะเดียวกัน ก็จะมีคนเริ่มที่ จะเข้ามาสู่ธุรกิจ ขายตรงเพิ่มมากขึ้น เนื่องจาก มีความเชื่อว่าอาชีพนี้ จะ สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตให้ดี ขึ้นได้ เพราะจากที่ผ่านมา มี คนที่ประสบความสำเร็จจาก ธุรกิจขายตรงเกิดขึ้นเยอะ ทำให้เชื่อว่าธุรกิจขายตรงในปี 2556 จะเริ่มดีขึ้นเรื่อย ๆ ตาม ลำดับ ...ด้าน ภก.ดร.พิศาล จันทฤทธิรัศมี ประธาน บริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด หรือ MIR เปิดเผยว่า สำหรับ ธุรกิจขายตรงในชั่วโมงนี้แล้ว ต้องบอกว่า เป็นอีกหนึ่งธุรกิจ ที่เรียกได้ว่ามีเสน่ห์อย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น 1. เป็นธุรกิจที่ สร้างอาชีพให้คนทุกเพศ ทุก วัย ทุกระดับชั้น 2. เป็นธุรกิจ ที่สร้างมูลค่าเพิ่มที่มากที่สุดใน ห่วงโซ่อุปทาน 3. สามารถเป็น มรดกให้กับลูกหลานได้ 4. ลงทุนน้อย ความเสี่ยงตํ่า 5. เป็นธุรกิจที่สร้างคน สร้าง องค์กรให้มีคุณภาพ และ 6. เป็นธุรกิจที่สร้างฝันให้กับคนที่ ต้องการมีฝัน ต้องการที่จะมี ชีวิตความเป็น อยู่ที่ดีขึ้น ได้จริง ...นับได้ว่า การที่จะยิ่ง ใหญ่ในยุทธจักรขายตรงได้นั้น ต้องอาศัยประสบการณ์ และ ความชำนาญเข้าช่วยด้วยเช่น กัน ยิ่งปัจจุบันนี้ อาจจะเรียก ได้ว่า เป็นอีกหนึ่งยุคของการ ปราบเซียนเลยก็ว่าได้ หากใคร ที่ไม่แข็งแกร่งพอ รับรองว่า มี แต่ ตาย กับ ตาย อย่าง แน่นอน ขณะเดียวกัน ด้วย ภาวะวิกฤติเช่นนี้ จำเป็นอย่าง ยิ่ง ที่ทุกธุรกิจจะต้องมี คือ ความพร้อมในการรับมือกับ สถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นให้ได้ ถึงแม้ว่าหลาย ๆ ท่านจะมอง ว่า โอกาสของธุรกิจขายตรง จะยังเติบโตอยู่กับที่ แต่ทั้งนี้ก็ต้องไม่ประมาทในการทำ ธุรกิจด้วยเช่นกัน!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1-15 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 335

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนิว ไลฟ์ เวิล์ดไวด์ : (NEW LIFE Worldwide) เข้ารับรางวัลบุคคลคุณภาพแห่งปี








คุณสุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิว ไลฟ์ เวิล์ดไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับรางวัลบุคคลคุณภาพแห่งปี (Quality Person of The Year) ประจำปี 2555 สาของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ โดยได้รับโล่เกียรติยศจาก ฯพณฯ อำพล เสนาณรงค์ องคมนตรีจากมูลนิธิสภาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (มสวท.) เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 ณ หอประชุมสถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ อินเน็ตเวิร์ค ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับที่ 154

ออร์กาเนลไลฟ์ เพื่อนเกษตรกรยุคใหม่








หลังจากห่างหายวงการขายตรงเมืองไทยไปนานถึง 3 ปีกว่า เพื่อไปฟูมฟักและสะสมไพร่พลอยู่ไกลถึงจังหวัดเชียงใหม่ในที่สุด ภัคภณ ศรีคล้าย ประธานกรรมการบริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด ก็ได้ประกาศความพร้อมเพื่อกลับเข้ามาสู่สมรภูมิธุรกิจขายตรงอีกครั้ง ซึ่งการกลับมายืนอยู่บนถนนสายนี้ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลยซึ่งต่างไปจากเมื่อ 3ปีกว่าที่ผ่านมาเพราะนอกจากจะได้สั่งสมประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงมาอย่างโชกโชนแล้วยังได้ปูพื้นฐานตลาดผู้บริโภคไว้ค่อนข้างแน่น


หากย้อนกลับไปถึงความน่าสนใจของบริษัท ออร์กาเนลไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัดต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลยทีเดียวโดยบริษัทได้เริ่มเปิดทำการตั้งแต่ปี 2550 ภายใต้การนำของอดีตนักวิชาการเกษตร อย่าง ภัคภณ ศรีคล้าย แต่เมื่อปี 2552 ก็ได้เกิดปัญหาภายในขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากแม่ทีมเข้ามาปั่นเงินกัน จนทำให้บริษัทต้องปรับโครงสร้างภายในองค์กรใหม่ทั้งหมด


ในปี 52 เรารุกตลาดอย่างหนักแต่ด้วยความพร้อมในหลายๆด้านทำให้เราต้องหยุดไปก่อน แต่หลังจากที่ผ่านมาเราได้ทำการปรับปรุงภายในบ้านใหม่ให้ดีขึ้นโดยอุดรอยรั่วทุกอย่างพร้อมกับเปลี่ยนตัวเองใหม่มาทำในสิ่งที่ตัวเราถนัด คือการทำตลาดสินค้าในกลุ่มเกษตร ซึ่งที่ผ่านมาเราทำตลาดแบบเข้าถึงตรงกับผู้บริโภคทำให้ปัจจุบันเรามีฐานผู้บริโภคเป็นจำนวนมาก และมีศูนย์สาขากว่า 5 แห่ง อาทิ เชียงใหม่, บึงกาฬ, อุบลราชธานี, บุรีรัมย์ และชัยนาท หลังจากที่เราได้ปูฐานตลาด ผู้บริโภคไว้แน่นแล้ว จากนี้ไปเราจึงพร้อมแล้วที่จะกลับเข้ามารุกตลาดขายตรงอีกครั้ง ภัคภณ กล่าว


ด้วยนโยบายของ ออร์กาเนลไลฟ์ ที่ขับเคลื่อนธุรกิจหลักด้วย PPP ได้แก่ 1.ผลิตภัณฑ์ (Product) เน้นคุณภาพต้องมาก่อนและตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภค 2.บุคลากร (People) เน้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและ 3.แผนการจ่ายผลตอบแทน (Plan) เน้นการจ่ายผลตอบแทนที่คุ้มค่า ตรงไปตรงมา ไม่ซับซ้อน เข้าใจง่ายและไม่สร้างแรงกดดันให้กับตัวแทนหรือนักขายอิสระ


สำหรับจุดแข็งของ ออร์กาเนลไลฟ์ นอกจากผู้บริหารจะมีประสบการณ์ด้านการเกษตรมาโดยตรงนานกว่า 30 ปีแล้ว ยังมีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพระดับพรีเมี่ยมและใช้แล้วเห็นผลชัดเจน โดยปัจจุบันบริษัทมีผลิตภัณฑ์ทั้งหมดมากกว่า 30 รายการ โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ๆ อาทิกลุ่มอาหารเสริม กลุ่มความงาม และกลุ่มการเกษตรที่ถือว่าออร์กาเนลไลฟ์มีความโดเด่น และแตกต่างจากคู่แข่งอย่างมาก ซึ่งบริษัทถือว่าเป็นหัวใจหลักในการสร้างฐานตลาดผู้บริโภคแบเครือข่ายอย่างแท้จริง


นายภัคภณ กล่าวว่า หากเปรียบเทียบกับหลาย ๆ บริษัทที่มีสินค้าในกลุ่มการเกษตรส่วนใหญ่มักจะเน้นแต่ในเรื่องของการเร่งต้น เร่งผล เร่งดอก เร่งใบ เร่งราก แต่ไม่ได้บอกว่าสาเหตุที่ทำให้พืชโตได้เกิดจากอะไร แต่ออร์กาเนลไลฟ์จะเอาเรื่องของวิชาการ และมาที่มาที่ไปของสารที่ทำให้พืชโตซึ่งเป็นหลักทางวิทยาศาสตร์มาอธิบายอย่างชัดเจนที่สำคัญมีเคสตัวอย่างของเกษตรกรที่ได้ใช้ผลิตภัณฑ์แล้วเห็นผลชัดเจน


จุดแข็งอีกอย่างที่ถือว่าเป็นไม้เด็ดไม่แพ้กัน นั้นคือ แผนการจ่ายผลตอบแทนที่ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาให้ดีขึ้นจากเดิมภายใต้โครงสร้างเดิมคือ แผนไบนารี่แบบวีคทีมสตรองทีม (ทีมอ่อนทีมแข็ง) จุดเด่นของแผนการตลาด อาทิ ทำง่ายไม่ซับซ้อน ตำแหน่งขึ้นแล้วไม่ตก ไม่ต้องกังวลเรื่องการรักษายอด เป็นมรดกอย่างแท้จริงรวมถึงมีระบบการฝึกอบรมให้กับสมาชิกภายใต้ชื่อสถาบันฝึกอบรมเกษตราภิวัฒน์ ในการติดอาวุธและต่อยอด ธุรกิจให้กับสมาชิก


นอกจากนี้บริษัทยังมีกลยุทธ์ทางการตลาดในการส่งเสริมและสนับสนุนให้สมาชิกสามารถออกไปขยายตลาดได้ง่ายขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำเป็นวารสารภายในเพื่อใช้เป็นสื่อในการสื่อสารกับสมาชิกภายในองค์กรและการลงสื่อโฆษณาและประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อวิทยุชุมชนทั่วประเทศ รวมทั้งยังได้เข้าไปร่วมสนับสนุนโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมทางการเกษตร เช่น โครงการสวนยางพารา และไร่มันสำปะหลัง เป็นต้น


สิ่งสำคัญในการทำตลาดของ ออร์กาเนลไลฟ์นอกจากจะช่วยเหลือเกษตรกรในการเพิ่มผลผลิตให้มากขึ้นแล้ว ยังช่วยให้เกษตรกรสามารถลืมตาอ้าปากด้วยการเพิ่มเงินในกระเป๋าจากการใช้สินค้าดีแล้วบอกต่อด้วยการนำระบบเครือข่ายมาเป็นเครื่องมือในการทำงานให้ง่ายขึ้น ดังนั้นจึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไม ออร์กาเนลไลฟ์ จึงได้รับความไว้วางใจจากเกษตรกรมาจนถึงปัจจุบัน




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ Leader Time ปีที่9 ฉบับที่ 211 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555

วันศุกร์ที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) : สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)



















ปิดท้าย รายการด้วยงานวันแห่ง ความสุขสุดๆ ของ เพื่อน นักขาย ทุกค่ายจากทุก บริษัทเครือข่ายขายตรงใน สังกัด สมาคมการขายตรงไทย หรือที่ เราคุ้นๆ กันในนามของ TDSA ที่คณะ ผู้บริหารสมาคมฯ ได้ล็อกค่ำคืนวันที่ 10 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เนรมิตห้อง รอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ เมืองทองธานี ให้กลายเป็นเวทีแห่งเกียรติ ยศให้กับ นักขายตรงไทย ได้ชื่นมื่นกันถ้วนหน้า... งาน นี้นอกจากจะมีสุข แล้วยังอิ่ม ใจกับความเพลิดเพลินจาก รุจ & แก้ม เดอะสตาร์ อีกด้วย



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ธุระกิจเครือข่าย ฉบับที่ 240 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555