ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ รองกรรมการผู้จัดการ ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2556

อย.อุดช่องโหว่โฆษณาเวอร์ เล็งแก้ กม.เพิ่มโทษหนักธุรกิจขายตรง







2039554151_ประพนธ์ (Mobile)

 


ยุคใหม่ อย. เตรียมเอาจริงฟันผู้ประกอบการขายตรง โอ้อวดสรรพคุณ รักษาทุกโรค เล็งชง สภาผู้แทนราษฎรขอแก้กฎหมายเพิ่มโทษหนักบังคับใช้ทันที ขณะเดียวกัน เอกซเรย์สื่อเคเบิลทีวี-วิทยุท้องถิ่น โฆษณาเกินความจริง ขู่ฟ่อเตรียมล้างคุกรอ พร้อมประสาน กสทช.-ไอซีที บล็อกเว็บไซต์ที่เสนอสรรพคุณสินค้าเข้าข่ายโกหกชาวบ้าน ล่าสุด! ดีเอสไอ อุดช่องโหว่ผู้ประกอบการขี้ฉ้อดึงกลุ่มเสริมอาหาร-เครื่องมือแพทย์-ยา รับเป็นคดีพิเศษแล้ว


นายประพนธ์ อางตระกูล รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เปิดเผยถึงธุรกิจขายตรงในปัจจุบันนี้ว่า ในส่วนของประเด็นหลักๆ ที่มักจะพบในธุรกิจขายตรงก็ คือ ผู้บริโภคมักจะเคลม ในตัวคุณภาพสินค้าไม่ตรงตามประกาศนำเสนอ โฆษณาเกินจริง ในส่วนของ อย. ดูจากตัวผลิตภัณฑ์ที่ดูแลรับผิดชอบ จะมีอยู่ 3 ผลิตภัณฑ์ คือ 1.เครื่องสำอาง 2.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารและสุดท้ายเครื่องมือแพทย์ นอกจากนั้นที่นอกเหนือจากนี้ ตัวกฎหมายไม่อนุญาตให้ขายตรง เช่น ยา เครื่องมือแพทย์ กรณียาไม่อนุญาตให้ขายตรง กรณียาเสพติดให้โทษไม่อนุญาตให้ขายตรง


นายประพนธ์ กล่าวว่า ทั้ง 3 ประเภท หากพิจารณากันแล้วจะมีอยู่ 2 กลุ่มใหญ่ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการเผยแพร่หรือโฆษณาจะต้องขออนุญาตเสียก่อน เพราะกรณีที่จะทำธุรกิจขายตรง โดยเฉพาะในเรื่องข้อความ โบชัวร์ หรือการทำเว็บไซต์จะต้องขออนุญาต โดยเฉพาะกรณีนี้จะเป็นพวกเสริมอาหารและเครื่องมือแพทย์ ขณะที่อีกกลุ่มไม่ต้องขออนุญาตในการโฆษณาก็คือ กลุ่มเครื่องสำอาง แต่ทั้งนี้ จะต้องไม่มีการโอ้อวดสรรพคุณอันเป็นเท็จหรือทำให้ผู้บริโภคหลงเชื่อในด้านคุณประโยชน์ตรงนี้ไม่ได้ จะเป็นความผิด ดังนั้น จุดนี้จะเป็นในกลุ่มของเครื่องสำอาง


นายประพนธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับกรณีที่โฆษณาไม่ได้รับการอนุญาต ส่วนใหญ่จะมีโทษปรับ ตั้งแต่ 5 พันบาท ถึง 1 หมื่นบาท แล้วแต่ผลิตภัณฑ์ กรณีเสริมอาหารประมาณ 5 พันบาท เครื่องมือแพทย์ ประมาณ 1 หมื่นบาท ต้องยอมรับว่า กฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบันนี้ ถือว่า ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไม่รุนแรงมากนัก


อย่างไรก็ตาม ขณะที่ทาง อย. มีความพยายามแก้กฎหมายพระราชบัญญัติเพิ่มในตัวของค่าปรับ ทั้งด้านอาหารและเครื่องมือแพทย์ ขณะเดียวกัน หากเป็นกรณีที่เป็นโฆษณาอันเป็นเท็จ หลอกลวง ทำให้ผู้บริโภคเข้าใจผิดในเรื่องของสาระ สรรพคุณหรือแหล่งกำเนิด ตรงนี้จะมีโทษอาญาทันที


"กรณีเป็นเท็จมันไม่มีสรรพคุณใช้อย่างนี้ แล้วไปอ้างอิงจนเกินความจริง ซึ่งมันใช้ได้แค่นี้ ตรงนี้โทษจำคุก กรณีอาหาร กรณีเป็นเท็จโอ้อวด สรรพคุณ คุณภาพประโยชน์ จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ มันจะต้องแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ คือ ในเรื่องของลงโทษผู้กระทำความผิด จะอยู่ที่ดุลพินิจของศาล ว่าจะลงโทษขนาดไหน แต่อัตราโทษกำหนดไว้อยู่ แต่กรณีเครื่องมือแพทย์จะมีความแตกต่างกันออกไป ซึ่งจะจำคุกไม่เกิน 1 ปี และปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท"


นายประพนธ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้ อย. เราขอปรับแก้ไขตัวบทลงโทษให้มีความรุนแรงเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในตัวร่างพระราชบัญญัติ ก็คือในอนาคตบทลงโทษจะมีความเข้มข้น แรงขึ้น กรณีร่างพระราชบัญญัติเครื่องสำอาง ขณะนี้ได้ผ่านชั้นกระทรวงสาธารณะสุขไปแล้ว และกำลังอยู่ในกฤษฎีกา ซึ่งขณะนี้ก็ได้เสร็จเรียบร้อยทั้งหมด ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของ อย. เพื่อให้ยืนยันในตัวร่างดังกล่าวนี้อีกครั้งหนึ่ง โดยถ้าเห็นตามนั้น อย. ถึงจะนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) และจะส่งต่อไปยังสภาผู้แทนราษฎร เป็นลำดับขั้นตอนต่อไป


นายประพนธ์ ยังกล่าวยอมรับว่า ช่วงหลังในเรื่องของการโฆษณา โดยเฉพาะในสื่อเคเบิลทีวีและสื่อวิทยุท้องถิ่น ขณะนี้ถือว่าได้กระทำออกนอกลู่นอกทางเป็นจำนวนมาก และมีการโฆษณาเกินความจริง โดยเฉพาะตัวกฎหมายที่ปรับในปัจจุบันนี้ ยังไม่มีความรุนแรง กรณีเครื่องมือแพทย์ โฆษณาเป็นเท็จ ขณะนี้จำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท ส่วนอาหาร จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 3 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ซึ่งเราจะต้องปรับกฎหมายให้ทันสถานการณ์ และมีหลายบริษัทหลายผลิตภัณฑ์ยอมเสียค่าปรับ เนื่องจากมองว่า ในอนาคตการโฆษณาดังกล่าวจะได้เงินคุ้มค่ามากกว่าการจ่ายค่าปรับให้กับหน่วยงานภาครัฐ


"ผลิตภัณฑ์ที่เข้าข่ายจะเป็นพวกเสริมอาหาร บรรเทารักษาโรค ต้องยอมรับว่า ขณะนี้เคเบิลทีวีเกือบทุกช่อง คือ ถ้าได้รับเลขที่ อย.เมื่อไหร่ ตรงนั้นมันคืออาหาร ไม่ใช่ยา ได้เลขที่สิบหลัก อย.แล้วจะมาแสดงอ้างสรรพคุณ บำบัดไม่ได้ โดยปกติตัวผลิตภัณฑ์ยา เวลาให้สรรพคุณไม่มีการให้คลอบถึงจักรวาลขนาดนั้น ไม่ใช่ป้องกันรักษาโรคได้ทุกโรค และถ้าเกิดเป็นยา เขาให้แค่เพียงเฉพาะโรคเพียงเท่านั้น" นายประพนธ์ กล่าว


นายประพนธ์ กล่าวถึงมาตรการในการเข้าไปดำเนินการกับกลุ่มผู้ประกอบการที่มีพฤติกรรมอย่างนี้ ว่าในส่วนของการดำเนินการ ขณะนี้เราก็ร่วมมือกับ กสทช. เพราะต้องเข้าใจบทบาท โดยเฉพาะในเรื่องของการขออนุญาตการเผยแพร่คลื่นความถี่ ก็คือตัว กสทช. เราได้ร่วมมือกันดูแลทีวี วิทยุท้องถิ่นและจะร่วมมือกับหน่วยงานของกระทรวงไอซีที ที่ดูแลในเรื่องของเว็บไซต์ให้พิจารณาในการบล็อกเว็บไซต์ที่มีการฝ่าฝืน รวมทั้งร่วมมือกับตำรวจปราบปรามผู้กระทำความผิด การตั้งขึ้นมาที่จะดูแลคดีความคุ้มครองผู้บริโภค ฉะนั้น หน้างานจะรับผิดชอบงานของอาหารและยากับ สคบ.


 


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

"กรม" หรือ "หน่วยงาน" จะยกระดับ MLM !







advertising-mlm (Mobile)


นับตั้งแต่คอลัมน์ "แก้กฎหมาย ส่งเสริมขายตรงไทย" เกิดขึ้น เหล่าผู้ประกอบการ นักธุรกิจอิสระ รวมไปถึงผู้รู้ที่คลุกคลี กับวงการขายตรงที่ผลัดเปลี่ยนมาเป็นตัวละคร แสดงความคิด เห็นเรื่องราวของกฎหมายขายตรงฉบับปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ หรือแทบทั้งหมด มีความคิดว่าธุรกิจขายตรงปัจจุบันเดินนำกฎหมายขายตรงฉบับเดิมไปแล้ว ทั้งยังให้ความคิดเห็นว่า ควร หรือยัง ที่จะมีการตั้ง "กรม" หรือ "หน่วยงาน" อะไรสักอย่าง เพื่อมากำกับ ดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะนี้เสียที


นายสราวุธ วัฒนศิริ รองประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอช แอนด์ แอล โกลบอล จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า อยากให้ภาครัฐรีบจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจขายตรงที่เคยทำลายภาพลักษณ์จนเสื่อมเสีย ไม่ว่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่ หรือการปั่นเงินในรูปแบบมันนี่เกมที่เวลานี้เกิดขึ้นเยอะมาก อยากให้หน่วยงานเข้ามาจัดการให้ทั่วถึง โดยเข้าใจว่าหน่วยงานราชการ มีจำนวนน้อย ทำให้ดูแลบริษัทขายตรงที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากไม่ทันก็ตาม


"หากมีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรง ซึ่งเป็นปัญหาต้นเหตุ ก็จะดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยกฎหมายขายตรงฉบับนี้มีมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งผ่านมากว่า 11 ปีแล้ว และทุกวันนี้ก็มีการพัฒนาไปมากมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี ทำให้กฎหมายขายตรงฉบับนี้ ควรจะมีการปรับอัพเดตให้ทันเหล่ามิจฉาชีพที่ชอบเข้ามาหาผลประโยชน์ เวลาที่กฎหมายมีช่องโหว่"


"ถ้าเราแก้ไขกฎหมายขายตรงให้เข้ายุค เข้าสมัย คือ รัดกุม ควบคุมทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หรือผู้บริโภค จะทำให้ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวล เวลาเกิดปัญหาขึ้น เพราะจะทำให้ทุกอย่างมีกฎกติกาแก้ไขได้อย่างชัดเจน เวลามีปัญหาก็สามารถไปเรียกร้องได้ หรือดำเนินตามกฎหมายได้ อยากให้รีบปรับแก้ไขกันไวๆ เพราะกฎหมายขายตรง ฉบับนี้ยังไม่คุ้มครองผู้ประกอบการสักเท่าไร แต่จะดูแลในส่วนของผู้บริโภคมากกว่า"


อย่างไรก็ตาม การตั้งหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับธุรกิจขาย ตรงก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน เพราะจะมีหน่วยงานเดียว ที่ดูแลธุรกิจนี้ โดยจะเป็นการยกระดับธุรกิจขายตรงขึ้นไปอีกขั้น เหมือนธุรกิจอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลดีทำให้ผู้ที่ทำอาชีพขายตรง มีความมั่นใจในการทำธุรกิจอย่างเต็มที่ และยังเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคม โดยจะเป็นการทำให้ความหวาดกลัวของธุรกิจขาย ตรงของผู้บริโภคมีน้อยลง เพราะยังมีคนที่เคยถูกหลอก และล้มเหลวกับธุรกิจนี้


ทั้งนี้ หลายฝ่ายต่างยังพาเรียกหาหน่วยงาน หรือกรม ที่จะเข้ามาดูแลวงการขายตรงเพื่อความชัดเจน และกำลังคน ที่น่าจะมีมากพอในการติดตาธุรกิจ หรือล้างบางบรรดาขี้ฉ้อ เพื่อทำให้ธุรกิจขายตรงถูกยกให้เป็นธุรกิจของมวลชนอย่างเป็นรูปธรรมไม่วันใดก็วันหนึ่ง






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน ควักงบ 40 ล. ส่งโฆษณาย้ำภาพผู้นำ







13316105301331610573l (Mobile)


กิฟฟารีน ลุยสมรภูมิครึ่งปีหลังด้วยการเทงบ 40 ล้านบาท ผุดโฆษณา 3 เรื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์ ขายตรงที่ดีสู่สาธารณชน พร้อมดันแผนการเปิดศูนย์ แห่งใหม่มีนบุรีปลายปี และแผนผนึกพันธมิตรขยาย เครือข่ายอาเซียน ล่าสุดกิฟฟารีนเนื้อหอม ต่างชาติ แห่เป็นพาร์ตเนอร์ ด้านเป้ายอดขายแม้ครึ่งแรก ไม่ตามเป้า คาดยอดรวมทั้งปีเป็นไปตามเป้าที่ 6,500 ล้านบาท ยันอีก 3 ปี ยอดกิฟฟารีนพุ่ง 9,000 ล้านบาท

น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้บริษัท จะใช้งบ 100 ล้านบาท ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้ผู้บริโภคเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจกิฟฟารีน โดยล่าสุด ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ 3 เรื่อง บริษัทได้ใช้ งบประมาณ 40 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ We Trust Support ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจ ที่ดำเนินงานมานานถึง 17 ปี โดยภาพยนตร์โฆษณา ทั้ง 3 เรื่อง จะสื่อถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ผ่านเครื่องมือ ทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะช่องทางกิฟฟารีน แชนแนล ที่มีการออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนเปิดศูนย์กิฟฟารีนแห่งใหม่ ย่านมีนบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ และ ในปี 2557 จะเปิดศูนย์กิฟฟารีนหาดใหญ่ บนพื้นที่ 1 ไร่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน จาก ปัจจุบันที่บริษัทมีศูนย์กิฟฟารีนขนาดใหญ่ 20 ศูนย์

นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมพร้อมรับมือ ในการบุกตลาดอาเซียน ซึ่งปัจจุบันตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการทำเครือข่ายกิฟฟารีนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สปป. ลาว, พม่า, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่จะเปิดตลาดปลาย ปีนี้ ขณะที่เวียดนามบริษัทยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไป เปิดตลาด แม้ว่าตลาดดังกล่าวจะเป็นตลาดที่น่าสนใจ ก็ตาม เนื่องจากบริษัทยังไม่มีพันธมิตรที่มีความเข้าใจ ทางธุรกิจที่ตรงกันมาร่วมถือหุ้น คาดว่าจะต้องใช้เวลา ในการศึกษา และหาพันธมิตรที่มีความเข้าใจที่ตรงกัน

ประเทศที่ใช้ไลเซนซ์ของกิฟฟารีน คือ มาเลเซีย กัมพูชา และพม่า และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป กิฟฟารีน จะเปิดตลาดที่ประเทศพม่าเอง นอกจากการเปิดตลาด แล้วเรายังมีการส่งออกสินค้าไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ในแบรนด์กิฟฟารีน และแบรนด์แพทริน่า และอีก 10 ประเทศ อยู่ระหว่างการติดต่อทางธุรกิจ ได้แก่ ซาอุดี- อาราเบีย, บังกลาเทศ, เวสต์แอฟริกา, กานา, ไนจีเรีย, ไนเจอร์ และเคนยา

สำหรับภาพรวมบริษัทในช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค. 56) มีอัตราการเติบโต 9% ซึ่งต่ำกว่าเป้า เล็กน้อย เนื่องจากเดือนเมษายนมีวันหยุดติดต่อกัน หลายวัน และเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เด็กนักเรียน เปิดเทอม ส่งผลให้ยอดขายไม่ได้ตามเป้า ดังนั้น ในเดือนมิถุนายนของทุกปีจะเป็นฤดูการขาย บริษัท มองว่าตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยบริษัทตั้งเป้า สิ้นปีจะปิดยอดขายได้ 6,500 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปีก่อนที่ปิดยอดขายได้ 5,800 ล้านบาท และภายใน 3 ปี ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 9,000 ล้านบาท และ คาดว่ายอดส่งออกจะเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 226 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : "นีโอ ไลฟ์" รุกหนัก! ครึ่งหลังโหมกิจกรรม 360 องศา จัดใหญ่ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2"







166024_642156415798078_1713038753_n (Mobile)


"นีโอ ไลฟ์" เปิดกลยุทธ์ครึ่งปี 2556 นำเข้าสินค้าคุณภาพ 3 รายการ ชู Sunmax ผลิตภัณฑ์ ด้านความงามจากอเมริกาสุดแจ่ม ชี้นับจากนี้เดินหน้าโหมกิจกรรมครอบคลุมทุกมิติ ชูกิจกรรม สุดยิ่งใหญ่ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" เปิดรับสมัครทีมโรงเรียนมัธยมทั่วประเทศ แข่งร้อง-เล่น-เต้น ชิงรางวัลกว่า 2 ล้านบาท พร้อมปักธงสาขาพม่ากับ มาเลเซีย เป็นพื้นที่ต่อไป บอกจับตาประเทศจีน บ่อทองขายตรงในอนาคต


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยถึงแผนการตลาดปี 2556 ในครึ่งปีหลังกับ "สยามธุรกิจ" ว่า บริษัท เตรียมนำผลิตภัณฑ์เข้ามาใหม่ถึง 3 รายการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร "ซีไลท์" ที่จะช่วยทำให้ผิวขาวใส พร้อมอาหารที่จะช่วยดูแลเรื่องสุขภาพ ที่เน้นช่วยผิวพรรณ ให้กระชับ ชะลอความแก่ และกลุ่มสินค้า ด้านความงาม เป็นคอลลาเจนเพียวเข้มข้น รวมถึงผลิตภัณฑ์ชื่อดังอย่าง "Sunmax" จากอเมริกามายกระดับมาตรฐานสินค้า


อย่างไรก็ตาม ในกลุ่มสินค้า "Sun-max" บริษัทได้วางแผนการตลาดด้วยการทำสัญญานำดาราที่มีชื่อเสียงอย่าง "เบลล่า-ราณี แคมเปน" มาเป็นแบรนด์ แอมบาสเดอร์ให้กลุ่มสินค้าตัวนี้ โดยกิจกรรม อื่นๆ บริษัทยังต้องการเน้นพัฒนาคนพัฒนาทีมงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการตั้งหลักสูตรผลิตนักขายรุ่นใหม่ๆ ออกไปทำตลาดทั่วประเทศ ในหลักสูตร "เคล็ดไม่ลับคนอยากรวย" ซึ่งได้ออกสัญจรและเปิดสอนไปในหลายภูมิภาคแล้ว


"อย่างภาคอีสานแบ่งเป็น 3 ภาค อีสานเหนือ อีสานกลาง อีสานใต้ และในแต่ละภาคจะแบ่งออกเป็น โซนโซนละ 2-3 จังหวัดมารวมกัน และใน 1 โซนจะมี ศูนย์สาขา 1 จังหวัด พร้อมมีผู้อำนวยการศูนย์สาขา และในแต่ละภาคจะประกอบด้วย 2-3 ศูนย์จังหวัดมารวมกันเรียกว่า 1 โซน พอมีประธานโซน 2-3 โซน เรียกว่า 1 ภาค จะมีประธานภาค คณะกรรมการบริหาร ภาคที่มาจากสมาชิกประสบความสำเร็จอยู่ในสังกัดภาคนั้นๆ และเป็นการขับเคลื่อนในระดับโซน ระดับภาคให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น"


นอกจากนี้ บริษัทยังจะมีการอบรมหลักสูตรไปทุกภาคเวียนไปสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนหลักสูตรปฐมนิเทศเดิม เราได้นำมารวม หลักสูตรจิตวิทยาที่เขาใหญ่ จ.นครราชสีมา เรียกว่า หลักสูตรปฐมนิเทศเชิงจิตวิทยา จากเดิมที่มีการอบรม 7-8 รุ่นต่อเดือน ปีนี้คาดว่า จะมีการอบรมให้ได้ทุกเดือนรวมเป็น 12 รุ่น


"จากการเพิ่มจำนวนสมาชิกมากขึ้น เพื่อรองรับให้เพียงพอต่อความต้องการ และจะมีหลักสูตรเพชรแท้ที่มีไว้รองรับอยู่อีก เพื่อพัฒนาคนให้เป็นผู้บริหาร จากนั้นขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการจะไปอบรมหลักสูตรวิทยากร พอเป็นวิทยากรจะขยับไปเป็นกรรมการสาขา กรรมการโซน กรรมการภาค ดูแลการบรรยายการประชุม การนำเสนอ แต่ละภาค แต่ละจังหวัด"


ทั้งนี้ "นีโอ ไลฟ์" ยังต้องการตอกย้ำความสำเร็จกับกิจกรรมสำหรับคนรุ่นใหม่ โดยกิจกรรมที่กำลังทำกันอยู่คือโครงการ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ชื่อ "โครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ" ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท พร้อมเปิดเวทีให้กลุ่มคนรุ่นใหม่มีเวทีในการแสดงออก ซึ่งเปิดรับสมัครเด็กนักเรียนมัธยมตั้งแต่ ม.ต้น-ม.ปลาย ทั่ว-ประเทศ โดยผู้ชนะเลิศอันดับ 1 จะได้รับรางวัลเงินสด 1 ล้านบาท รางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 1 รับรางวัลเงินสด 5 แสนบาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 2 รับรางวัลเงินสด 3 แสนบาท และรางวัลรองชนะเลิศ อันดับที่ 3-4 และรางวัลชมเชยรับเงินรางวัลละ 1 แสนบาท


โดย "ดร.นพรุจ" กล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการประกวดนี้ว่า "ตอนนี้ "โครงการนีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ได้รับการตอบรับดีมากๆ เราจะรับสมัครโรงเรียน ต่างๆ 6 เดือนด้วยกัน โดยตั้งแต่เดือน เม.ย.- ก.ย. โดยใน 6 เดือนนี้ คาดว่าจะได้ โรงเรียน ที่เข้ามาสมัครมาแสดงในงานประดับเข็มนักธุรกิจประจำเดือน เดือนละประมาณ 10 โรงเรียนเป็นอย่างน้อย โดยในระยะเวลา 6 เดือนที่เปิดให้เข้ามาสมัครก็จะได้ 60 โรงเรียน โดยโครงการดังกล่าวนี้จะทำกันตลอดทั้งปีนี้"


อย่างไรก็ดี พอเสร็จสิ้นในช่วงเดือน ก.ย. เข้าสู่เดือน ต.ค. จะนำเอาโรงเรียนที่ผ่านการแสดงในช่วง 3 เดือนแรกคือ เม.ย. ถึง มิ.ย. มาแสดงอีกครั้ง และเดือน พ.ย.ก็จะเอาโรงเรียนผู้สมัครในช่วง 3 เดือนหลัง คือ ก.ค. ถึง ก.ย. มาแสดงอีกครั้งเช่นกัน โดยเมื่อเสร็จสิ้นเดือน ธ.ค. จะประกาศตัดสิน โรงเรียนที่ผ่านคัดเลือกเข้ารอบ 20 ทีมสุดท้าย โดยในช่วงเดือน ธ.ค. 56 ถึง ม.ค.57 จะเป็น 2 เดือนที่ทั้ง 20 ทีม จะได้แสดงความ สามารถอย่างเต็มที่ เพื่อจะตัดสินหา 10 ทีม ผู้เข้ารอบสุดท้ายต่อไป โดยในเดือน ก.พ. จะ เป็นเดือนที่จะมีการประกวดรอบชิงชนะเลิศ เพื่อหาทีมโรงเรียนผู้ชนะทั้ง 5 รางวัล โดยการประกวดรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันงานเกียรติยศประจำปีของบริษัทที่จะจัดขึ้น อย่างยิ่งใหญ่เสมอมา


"บริษัทอยากจะเชิญชวนครูอาจารย์ของโรงเรียนต่างๆ ส่งทีมนักเรียนเข้ามาประกวด และขอความสนับสนุนจากผู้ปกครองของเด็กนักเรียนในแต่ละจังหวัด ช่วยกันโหวตทีมที่เข้าร่วมแข่งขัน โดยรายได้หลังการหักค่าใช้จ่ายบริษัทจะนำมาเป็นรางวัลให้กับทีมที่เข้าประกวด และอีกส่วนหนึ่งจะนำไปบริจาคเพื่อความเป็นกุศลต่อไป" ดร.นพรุจ เผย


โดยทุกคะแนนโหวตจะมีผลต่อทีม เข้ารอบโดยที่อีก 30% จะมาจากการคัดเลือก ของกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ โดยการตัดสินเช่นนี้จะนับตั้งแต่รอบ 2 หรือรอบ 20 ทีม สุดท้าย ไปจนจบการแข่งขัน


นอกจากนี้ "ดร.นพรุจ" ยังกล่าวถึงการขยายตลาดไปยังต่างประเทศด้วยว่า บริษัทได้มองการณ์ไกลถึงการขยายเครือข่ายออกไป แต่ยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้เร็วแค่ไหน เนื่องจากการขยายตลาดเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาเป็นแผนระยะยาวของบริษัท โดยจากนี้บริษัทมีความตั้งใจว่าจะขยายไปที่พม่า และมาเลเซีย อย่างน้อยสัก 2 ประเทศนี้ให้ได้ หลังจากที่มีการขยายไปแล้วในประเทศ เพื่อนบ้านหลายแห่งในช่วงก่อนหน้านี้ แต่ยัง ต้องศึกษาเรื่องของกฎหมาย ซึ่งเป็นปัญหา สำคัญในการรุกตลาดต่างแดน


"เรื่องของตลาด AEC นับเป็นเรื่องใหม่ ทุกคนมองเห็นโอกาส ตอนนี้คนไทยมีกว่า 60 ล้านคนรวมกับอาเซียนเข้าไปจะมีร่วม 600 ล้านคน และยังมีอินเดีย กับจีน ที่เราน่าจะทำตลาดได้อีกมาก หากรวม 2 ประเทศนี้จะมีตลาดกว่า 3 พันล้านคน นับว่าเป็นตลาดที่ใหญ่มากๆ โดยขณะนี้ประเทศ จีนเริ่มมีการแก้ไขกฎหมายทำให้เป็นประโยชน์ ต่อเราที่จะมีโอกาสทำตลาดได้ง่ายขึ้น แต่คงเป็นเรื่องของอนาคต อีกทั้งยังขึ้นอยู่กับความพร้อมของบริษัท เพราะการขยับออกไปต้องคิดถึงในเรื่องของความคุ้มค่า แต่การไปเริ่มต้นไว้ก่อนนับเป็นสิ่งที่ดี เพราะบริษัท ตั้งเป้าว่าประมาณปี 2559 บริษัทจะเข้าไปทำขายตรงในจีนอย่างจริงจัง" ดร.นพรุจ กล่าวปิดท้าย




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค (Praram 9 Network) : "พระรามเก้า" ตั้งศูนย์ปั้นแม่ทีม ผุด "สนง.ขายมืออาชีพ" เน้นอีสาน-ใต้







48053_662763103749364_1934940643_n (Mobile)

 


"พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค" สู่ปีที่ 2 ของการ ดำเนินธุรกิจขายตรง เดินหน้าวางรากฐานบริษัท พร้อมแผนเตรียมเปิด "สำนักงานขายมืออาชีพ" ศูนย์ปลุกปั้นสมาชิกนักขายมือทอง สาขาที่ 4 ยึดพื้นที่ จ.นครศรีธรรมราช เชื่อสมาชิกแดนสะตอพาบริษัทไต่อันดับ หลังเปิดไปแล้ว 3 ที่ ได้แก่ กรุงเทพฯ, บุรีรัมย์ และโคราช ตั้งเป้าปี 56 ขอดูดสมาชิก ให้ถึง 10,000 รหัส ยอดขายไม่วางสูงขอแค่ 100 ล้าน โชว์สินค้า "ชุดยาจีน" เป็นหัวหอก โดดเด่นด้วยสรรพคุณ 5 ชั่วอายุคน


เสริมวิทย์ สิริพูนกิติกุล ที่ปรึกษาประธานกรรมการ บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า ในปี 2556 นี้ บริษัทยังคงมุ่งเน้นการทำตลาดเหมือนเดิม ด้วยกลยุทธ์การวางรากฐานสมาชิก การเพิ่มหมวดสินค้าให้มากขึ้น และจะพยายามออกไปเปิดบูธตามต่างจังหวัดต่างๆ รวมถึงประเทศในแถบอาเซียนให้มากขึ้น


โดยขณะนี้ บริษัทได้ตั้งศูนย์เซ็นเตอร์ หรือ "สำนักงานขายมืออาชีพ" เพื่อรองรับสมาชิกที่สนใจทำธุรกิจอย่างจริงจัง และที่ตั้งบริษัทมีอยู่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย บุรีรัมย์ กรุงเทพฯ และนครราชสีมา และภาคใต้กำลังจะเปิดที่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นแห่งที่ 4 ซึ่งสมาชิกทุกท่านจะได้ความรู้และมุมมอง ทัศนคติ ใหม่ๆ ไปใช้ในประโยชน์การทำธุรกิจเครือข่ายได้อย่างมืออาชีพ และเพื่อสร้างขวัญกำลังใจให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และจะก้าวไปสู่ความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ไปพร้อมๆ กัน


"ตอนนี้บริษัทเราเปิดมาได้เป็นปีที่ 2 ยอมรับว่ายังเป็น บริษัทน้องใหม่ ทำให้ยังไม่เป็นที่รู้จักต่อผู้บริโภคมากนัก แต่ ปีที่ผ่านมา จากที่เราได้เริ่มก่อตั้งวันที่ 4 ก.พ.2555 จนถึงวันนี้ก็ปีเศษ ถือว่า บริษัทมีการเติบโตขึ้นถึง 60% ซึ่งเป็นในส่วน ของสมาชิกที่เพิ่มขึ้น จากช่วงแรกๆ มีเพียง 300 รหัส แต่ตอน นี้พุ่งไปถึง 3,000 รหัส"


ซึ่งเป้าหมายในปี 2556 นี้ "พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค" มีความมุ่งมั่นที่จะต้องมีสมาชิกเกิน 10,000 รหัสขึ้นไป พร้อมจะทำ ยอดขายขึ้นไปแตะที่ 100 ล้านบาท ให้ได้ เนื่องจากบริษัทมีสินค้าที่กำลังได้รับความนิยมอย่าง "ชุดยาจีน" ยาน้ำสมุนไพรจีน ปาซินชุ่ย และซินแปะฮ้อ ต้นตำรับแห่งตำนานอันทรงคุณค่าที่ได้สูตรสืบทอดมากกว่า 5 ชั่วอายุคน และยังมีกาแฟ รันส์ 4x4Ž ผลิตจากสมุนไพรธรรมชาติ เหมาะสำหรับผู้ชายทุกวัย และสินค้าใหม่ครั้งแรก ในเมืองไทยผลิตภัณฑ์กลุ่มปศุสัตว์ "ชุดยาบำรุงไก่ชน" ต่อด้วยชุดเครื่องสำอาง FEELLAN+กระเป๋า FEELLAN Limited Edition


อย่างไรก็ตาม ผลกระทบในปีที่ผ่านมา บริษัทยังต้องการที่จะสร้างพนักงานขายมืออาชีพตัวจริง หรือหาแม่ทีมที่เก่งๆ เนื่องจากถือเป็นหัวใจสำคัญทำให้ "พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค" ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้ โดยบริษัทได้เตรียมเดินทางไปออกบูธตามต่างจังหวัดเดือนละ 2 ครั้ง ส่วนการจัดงาน "I AM NUMBER 9-I AM GOLD STAR" ที่เพิ่งจัดผ่านไปสดๆ ร้อนๆ ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด ด้วยการมอบเข็ม เชิดชูเกียรติให้แก่สมาชิกในระดับ GOLD STAR จำนวน 72 ท่าน ครั้งต่อไปจะจัดขึ้น อีกครั้งในช่วงเดือนกรกฎาคม ซึ่งคาดว่าจะ มีผู้ขึ้นรับรางวัลในตำแหน่งนี้สูงถึง 300 ท่าน แน่นอน และวันนั้นจะมีตำแหน่ง ใหม่คือ "รูบี้ ซัพพลาย" เกิดขึ้นเป็นคนแรกด้วย


อย่างไรก็ดี เดือนเมษายน-พฤษภาคม ปีนี้ บริษัทจะเปิดตัวสินค้าประเภทปศุสัตว์หรืออาหารสัตว์สำหรับสุนัขและแมว ซึ่งถือเป็นอาหารสัตว์ตัวใหม่ที่บริษัทร่วมมือกับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ในการวิจัยกันก่อน ที่จะผลิตออกมาจำหน่าย โดยสรรพคุณพิเศษของสินค้าประเภทนี้จะทำให้สัตว์มีสุขภาพดีลดกลิ่นตัวที่ถือเป็นสิ่งแปลกใหม่ของตลาด ต่อจากนั้นจะมีสินค้าในไลน์เดียว กันทยอยออกมา ได้แก่ อาหารเสริมของไก่ ปลา และหมู ภายในปีนี้เช่นกัน


นอกจากนี้ "เสริมวิทย์" ยังกล่าวต่อ ว่า "เรื่องฐานสมาชิกของบริษัทส่วนใหญ่ จะอยู่ที่ภาคใต้ ซึ่งเครือข่ายของเรากำหนด ไม่ได้ว่าจะไปทางไหน แต่การมีฐานสมาชิกอยู่ที่ภาคใต้นั้น ทำให้เราต้องเดินทางไปเปิดบูธทำการตลาดมากขึ้น เพราะสินค้า ของเรากำลังได้รับความนิยม ที่นั่น ตอนนี้เราก็กำลังมีแผน จะไปเจาะตลาดในทุกๆ ภาค ของประเทศตามกลยุทธ์ที่วาง เอาไว้ไปเรื่อยๆ อย่างในช่วงเดือนพฤษภาคม บริษัทจะเดินทางไปเจาะตลาดที่กัมพูชา"


สำหรับการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ หรืออาเซียนนั้น บริษัทมีเป้าหมายที่จะไปเปิดบูธยันประเทศลาว และกัมพูชา เพื่อนำ สินค้าไปนำเสนอ เพิ่มช่องทางการจำหน่าย ให้มากขึ้นด้วย


ทั้งนี้ "พระราม 9 เน็ตเวิร์ค" มีผู้ก่อตั้ง คือ ดร.เสกข์สรร ธีระวาณิชย์ ประธานกรรมการฯ และได้รับเกียรติจากคุณดิลก มหาดำรงค์กุล ฐานะที่ปรึกษาประธานกรรมการฯ, เจ้าของธุรกิจโรงแรมสวิสโซเทล เลอคอง-คอร์ด และบริษัทศรีทองพาณิชย์ ซึ่ง "พระราม เก้าเน็ตเวิร์ค" ได้พร้อมเปิดรับสมาชิกใหม่ๆ ทุกท่านที่สนใจเข้ามาทำธุรกิจอย่างเต็มที่


 


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : "นีโอ ไลฟ์" ติวเข้มสมาชิกรับ AEC ผุดสูตร "เคล็ดไม่ลับฉบับความรวย"







419769_398727893474266_1652521277_n (Mobile)


"นีโอ ไลฟ์" เดินหน้าจัด "อบรมปฐมนิเทศ เชิงจิตวิทยาผู้นำองค์กร รุ่นที่ 2/2556" สมาชิก แห่ร่วมนับพันคน จัดติวเข้มฝึกความเป็นผู้นำองค์กร พร้อมเตรียมผุดหลักสูตรใหม่ "เคล็ดไม่ลับฉบับความรวย" รองรับการเปิดตลาดอาเซียน ด้าน "อ.จตุพล ชมภูนิช" วิทยากรหลัก ชี้เป็นการช่วยสร้างฐานะคนทุกระดับชั้น พร้อมมองภาพรวมวงการขายตรงไทยกำลังขยายตัวมีบทบาทสำคัญต่อประเทศ


ผ่านพ้นไปเรียบร้อย สำหรับกิจกรรมดีๆ ที่ทาง "บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด" ที่นำโดย ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร พร้อมด้วย ดร.รัชนี มหานิยม ประธานกรรมการบริหารฝ่ายสมาชิก ร่วมเป็นประธานจัดงาน "อบรมปฐมนิเทศเชิงจิตวิทยาผู้นำองค์กร รุ่นที่ 2/2556" ณ ภูรัญญา รีสอร์ต เขาใหญ่ เมื่อวันที่ 8-9 เมษายนที่ผ่านมา โดยมีสมาชิกตัวแทนจำหน่ายอิสระที่อยู่ทั่วทุกภาคได้เดินทางมาเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้กว่า 800 คน และพิเศษสุดได้ อ.จตุพล ชมภูนิช วิทยากรชื่อดังประจำรายการตีสิบ ทางช่อง 3 มาบรรยายพิเศษให้กับนักธุรกิจที่เข้าอบรมในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 2


สำหรับวัตถุประสงค์การจัดงานในครั้งนี้ ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร "นีโอ ไลฟ์" ได้เปิดเผยว่า หลักสูตรที่จัดอบรมในครั้งนี้ สมาชิกที่เข้า มาใหม่และที่ขึ้นในตำแหน่งระดับสูงไปแล้ว จะต้องผ่านการฝึกอบรมนี้ทุกคน เนื่อง จากจะได้นำความรู้ไปพัฒนาเพิ่มพูนในการ ประกอบธุรกิจอย่างถูกต้อง และความเข้าใจ ในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท เพื่อให้สมาชิก ได้มีความเข้าใจในตัวสินค้ามากขึ้น พร้อม ทั้งการทำงานเป็นทีมอย่างมีระบบ มีความ รักสามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในองค์กร โดยทุกคนจะมีกำลังใจต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรค ต่างๆ เมื่อเวลาออกไปประกอบธุรกิจนี้จริงๆ และยังสอนในเรื่องของจรรยาบรรณ ของการเป็นนักขายที่ดี ไม่หลอกลวงผู้บริโภค ให้เสียหาย อีกทั้งฝึกการเป็นผู้นำที่มีคุณ-ธรรม ไม่เห็นแก่ตัว รู้จักการเสียสละ มีความ รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตัวเองและสังคม

"ช่วงแรกๆ ของการจัดหลักสูตรปฐมนิเทศนี้ จะต้องเดินทางไปตามจังหวัด ต่างๆ เพราะสมาชิกของเรามีอยู่ทั่วประเทศ โดยเราไปจัดอบรม 5 ครั้งต่อเดือน จนได้ ขยายออกไปเป็นโซนๆ และมีทั้งหมดถึงขณะนี้ 18 โซน พอมาปี 2556 จึงได้ปรับเปลี่ยนมาจัดรวมไว้ที่เดียว ซึ่งจะจัด 1 เดือน ต่อครั้ง โดยจะจัดในอาทิตย์ที่สองของเดือน จึงได้มีการเพิ่มหลักสูตรสำคัญๆ เข้าไป โดย เลือกสถานที่อย่าง ภูรัญญา รีสอร์ต เขาใหญ่ เป็นสถานที่จัดกิจกรรม และครั้งนี้เป็น รุ่นที่ 2 แล้ว มีสมาชิกอีกหลายคนที่ไม่ได้มาร่วมงาน เพราะสถานที่จัดงานรองรับได้ เพียง 800 กว่าคนเท่านั้น แต่จะมีทุกเดือน และจะมีการย้ายไปจัดกิจกรรมนี้ที่อื่นๆ ด้วย เพื่อเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ จะ ได้ถือเป็นการท่องเที่ยวไปในตัว"


อย่างไรก็ตาม ประธานกรรมการบริหาร "นีโอ ไลฟ์" ได้กล่าวต่อว่า ในส่วน ของหลักสูตรที่จัดอบรมสมาชิกที่ประกอบ ธุรกิจนั้นมีหลักๆ อยู่ 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรผู้บริหารโซน, หลักสูตรผู้บริหารเขาใหญ่ และหลักสูตรผู้บริหารเพชรแท้ โดยแต่ละหลักสูตรที่ตามสถานที่ต่างๆ จะแตกต่างกัน มีความเข้มข้นไม่เท่ากัน อีก ทั้งตอนนี้หลักสูตรใหม่กำลังจะออกมา คือ "หลักสูตรเคล็ดไม่ลับฉบับความรวย" ที่ใกล้จะออกมาแล้ว และจะมีการจัดอบรมหลักสูตรในเร็วๆ นี้ แต่ยังสรุปไม่ได้ว่าจะไป จัดที่ใด และหลักสูตรทั้งหมดที่กล่าวมา ก็ เพื่อเป็นการรองรับ AEC ที่จะเกิดขึ้นอีกไม่กี่ปีข้างหน้า


"ตอนนี้นีโอ ไลฟ์ มีศูนย์กระจายสินค้ากว่า 72 แห่งทั่วประเทศ แต่จุดแข็งของเราคือ ทั้ง 72 แห่ง ทางบริษัทจะสร้างห้องสัมมนาขนาดใหญ่ไว้ให้ด้วย โดยสมาชิกที่เป็นหัวกะทิอยู่ศูนย์ต่างๆ ไม่ต้องลงทุนสร้างเอง แต่นีโอไลฟ์ จะสร้างให้เลยเพื่อไว้รองรับ การจัดงานประชุมใหญ่ๆ และทาง สมาชิกก็สามารถใช้จัดงานได้เอง ทำให้ศูนย์กระจายสินค้าของ นีโอ ไลฟ์ นอกจากใช้บริการฐานสมาชิก ได้แล้ว ยังใช้เป็นสถานที่จัดงานอเนกประสงค์อีกด้วย"


ขณะที่ อ.จตุพล ชมภูนิช หรือ "อ.เชน" วิทยากร ชื่อดังประจำรายการ ตีสิบ ทางช่อง 3 ที่มาเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ได้กล่าวว่า "รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้เดินทางมาเป็นวิทยากรให้กับบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ของคนไทยอย่าง นีโอ ไลฟ์ เพราะสมาชิกที่เข้ามาทำธุรกิจที่นี่ ส่วนใหญ่ จะเป็นคนอยู่ในระดับรากหญ้า แต่ทาง "นีโอ ไลฟ์" ก็ได้ให้โอกาสพี่น้องทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น และมีฝันที่เป็นจริง คืองานประจำที่ทำอยู่ก็สามารถแบ่งเวลามาทำธุรกิจนี้เป็นงานเสริมได้"


"ผมว่าธุรกิจนี้กำลังขยายออกไปเรื่อยๆ ทำให้ประชาชนที่สนใจทำธุรกิจนี้ ต้องมีทำความเข้าใจให้ดี อย่าได้หลงไปเชื่อ บริษัทที่ไม่ได้รับการรับรองจาก สคบ. เด็ดขาด เพราะทราบมาว่าหากบริษัทไหนไม่มี ตราสัญลักษณ์นี้ ก็เหมือนไม่ยอมทำตามกฎหมายขายตรง หากเกิดปัญหาอะไรขึ้น ประชาชนที่ทำอยู่กับบริษัทนั้นๆ ก็อาจไปร้องเรียนกับใครไม่ได้เลย และในอนาคต ระบบไดเรกต์เซลจะเข้ามามีบทบาทกับประเทศเราแน่นอน" อ.จตุพล กล่าว




Credit By : http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

อย.จับมือตำรวจบุกจับผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอม เตือนหากกระทำผิดอีกพร้อมดำเนินคดีอย่างเข้มงวด









อย. ร่วมกับ ตำรวจ บก.ปคบ. บุกทลายสถานที่เก็บผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอม ย่านปากเกร็ด และลาดพร้าว พบของกลางเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอม พร้อมดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดอย่างเข้มงวด


นพ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยว่า ขณะนี้ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้รับเรื่องร้องเรียนว่า มีสถานที่แห่งหนึ่งจำหน่ายผลิตภัณฑ์เสริมอาหารปลอม หลังรับเรื่องร้องเรียน อย. ได้ประสานกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ดำเนินการสืบสวนโดยทำการล่อซื้อผลิตภัณฑ์ และได้นัดหมายสถานที่ส่งของ ซึ่งผู้ส่งของได้นำส่งสินค้าตามสถานที่ที่ได้นัดหมาย เจ้าหน้าที่จึงสอบสวนทราบว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว มีสถานที่เก็บสินค้าจำนวน 2 แห่งด้วยกัน


ดังนั้น อย. และ ตำรวจ บก.ปคบ. จึงเข้าตรวจสอบสถานที่เก็บสินค้าทั้ง 2 แห่ง ได้แก่ หมู่บ้านนนท์ทิวาการ์เด้น เลขที่ 72/75 ซอย 3 ย่านปากเกร็ด และบ้านเลขที่ 6 แยก 1-4 โชคชัย 36 ย่านลาดพร้าว จากการตรวจสอบพบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำเร็จรูปจำนวนหนึ่ง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่รอบรรจุกล่อง และกล่องเปล่าสำหรับบรรจุผลิต ภัณฑ์ เจ้าหน้าที่จึงยึดของกลางทั้งหมด และดำเนินคดีแก่ผู้กระทำผิดในข้อหา ขายอาหารปลอม มีโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000-100,000 บาท


โดยทางด้านเลขาธิการ ฯ อย. ยังได้กล่าวอีกว่า ขอเตือนผู้ประกอบการทุกราย ให้ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้จะได้รับอนุญาตจาก อย. แล้วก็ตาม ก็ต้องผลิตให้ตรงตามที่ขออนุญาตด้วย การเติมยาแผนปัจจุบันหรือสารห้ามใช้ก็มีความผิดด้วยเช่นกัน นอกจากนี้ การแสดงเครื่องหมาย อย. บนฉลาก ต้องขออนุญาตให้เรียบร้อยก่อน อย่าได้ปลอมเลขทะเบียนหรือเลขสารบบอาหารในกรอบเครื่องหมาย อย. ของผลิตภัณฑ์อื่นเป็นอันขาด


ซึ่งหากตรวจพบ จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด และขอเตือนผู้บริโภค อย่าได้หลงเชื่อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่อวดอ้างสรรพคุณเป็นยารักษาโรคต่าง ๆ เพราะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จัดเป็นอาหารไม่ใช่ยา จึงไม่มีสรรพคุณในการป้องกัน บำบัด หรือรักษาโรคใดๆ นอกจาก จะต้องเสียเงินโดยเปล่าประโยชน์แล้ว ยังทำให้เสียโอกาสในการรักษาโรคที่ถูกวิธีอีกด้วย จึงขอให้ผู้บริโภคระมัดระวังในการเลือกซื้อ หากไม่แน่ใจ หรือพบเห็นผลิตภัณฑ์ผิดกฎหมาย หรือพบเห็นการโฆษณาเกินจริงหลอกลวงผู้บริโภค เช่น อ้างสรรพคุณอาหารว่า สามารถรักษาโรค/ลดความอ้วน


มีฉลากผลิตภัณฑ์ไม่ชัดเจน ไม่มีภาษาไทย และคาดว่าจะผิดกฎหมาย ขอให้ร้องเรียนที่ สายด่วน อย. โทร. 1556 ทันที




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 339 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556