ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงโลก แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรงโลก แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เผยขุมทรัพย์แดนมังกร โอกาส(ขุด)ทองขายตรง







china-managed-services (Mobile)


ภาพของประเทศจีนถูกจับตามองในฐานะเป็นประเทศมหาอำนาจในเกือบทุกๆ ด้าน ด้วยเนื้อที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร กว่า 1.3 พันล้านคน ทำให้เป็นที่หมายปองของกลุ่มทุนต่างๆ ที่อยากเข้าไปจับจองพื้นที่ลงทุนทำธุรกิจ ธุรกิจขายตรงเองแม้ว่าที่ผ่านมาหากอยากเข้าไปทำธุรกิจในจีนจะต้องทำในรูปแบบค้าปลีก เพราะกฏหมายอันเข้มงวดและการต่อต้านขายตรง


แต่จากนี้ต่อไป จีนที่เริ่มเปิดประเทศให้พื้นที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาค้าขายและลงทุนไม่เว้นแม้แต่ขายตรง ขณะนี้แม้ว่าจีนยังไม่เผยกรงเล็บให้เห็น แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของยอดขายและจำนวนของพนักงานขาย โดย สมาพันธ์การขายตรงโลก หรือ World Federation of Direct Selling Associations: WFDSA ประมาณการว่าส่วนแบ่งการตลาดขายตรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปี 2010 ยอดขายการตลาดแบบตรงในประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ16.2 มีมูลค่าตลาดกว่า 16.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ


นายทรูแมน ฮันท์ ประธานสมาพันธ์การขายตรงโลก คาดการณ์ว่า ในอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้ ธุรกิจขายตรงในจีนจะเป็นอันดับ 2 แทนที่ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่จีนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากพบว่าคนในประเทศจีนในจำนวน 10 คน สนใจธุรกิจขายตรง 5 คน เมื่อเทียบกับไทย 2 ใน 10 คนเท่านั้นที่สนใจทำธุรกิจขายตรง


"จากปัจจุบันธุรกิจขายตรงทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งจากผู้บริโภค ตลอดจนหน่วยงานที่ควบคุมดูแลกฎระเบียบ หรือกฎหมายขายตรง ทำให้ธุรกิจขายตรงถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม เช่น ปัญหาแชร์ลูกโซ่ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยหลากหลายรูปแบบ โดยพบว่าในประเทศจีนมีปัญหาเกี่ยวกับการทำธุรกิจขายตรงแอบแฝงมากที่สุด ดังนั้นตั้งแต่ 2545 -2549 ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงทั่วโลกใช้งบมูลค่า 332 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 85% ในการสนับสนุนด้านการทำตลาดอย่างรับผิดชอบสังคม ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อลบภาพลักษณ์ที่ดีในธุรกิจขายตรง" นายทรูแมน กล่าวการตัดสินใจซื้อของประเทศเกิดใหม่จำนวนมากทั่วทั้งภูมิภาค สอดคล้องกับการวิจัยของ McKinsey & Company ที่ว่า ชนชั้นกลางแผ่นดินใหญ่ของจีนคาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 29 ของประเทศ หรือ 190 ล้านครัวเรือน ถึงร้อยละ 75 ของการคาดการณ์ หรือ 372ล้านครัวเรือนในปี 2025


มีการคาดการณ์ว่านูสกินจะทำรายรับในปี 2013 ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยก่อนหน้านี้ตัวเลขดังกล่าวได้ประเมินว่าน่าจะทำได้ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งหมายความว่า นู สกิน สามารถสร้างยอดขายได้เร็วกว่าที่คาดถึงหนึ่งปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ นูสกินได้ทุ่มงบลงทุนจำนวน 50 ล้านเหรียฐสหรัฐ ในเมืองเซี่ยงไฮ้โดยใช้ชื่อว่า Nu Skin Innovation Park ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นฐานบัญชาการแห่งใหม่ หรือ สำนักงานใหญ่แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา


อย่างไรก็ดี ได้มีการคาดหมายว่าเมืองเซี่ยงไฮ้แห่งนี้จะมีปริมาณประชากรขยายตัวเพิ่มเติมมากขึ้น จาก 14% เป็น 25% ภายในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้าขยายตลาดออกไปสู่ประเทศอาเซียนมากขึ้น ขณะนี้เริ่มขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านไปทางประเทศไต้หวัน ประเทศลาว ซึ่งกำลังสร้างเป็นประเทศ ต้นแบบ ถ้าหากสำเร็จก็จะขยายไปยังประเทศพม่า และเวียดนาม ซึ่งจุดหมาย ปลายทางที่เป็นหัวใจหลักอยู่ที่ประเทศจีน หากเจาะตลาดประเทศจีนได้ประมาณ 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมดก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่มหาศาล


"การเจาะตลาดอาเซียนทางประเทศเวียดนามได้ ก็จะสามารถเข้าไป ทางเมืองคุนหมิง ประเทศจีนได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีแม่ทีมบางรายที่เริ่มเจาะตลาด เข้าไปได้เป็นแบบกองทัพมด แต่หากมีการดำเนินงานอย่างจริงจังคาดว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อม เนื่อง จากบริษัทคาดว่าจะมีการขยายตัวทางด้านตลาดอาเซียนอย่างจริงจังในปี 2558-2559 เพราะขณะนี้บริษัทมีฐานของผู้บริโภคอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว" นายเทวัญ กล่าว




Credit By :http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"เวียดนาม" ฮอต! ทัพ MLM ดาหน้ายึดหัวเมืองใหญ่







Vietnam_flag (Mobile)


ธุรกิจขายตรงในเวียดนามโตกระฉูด "ซินเนอร์จี้" เผยยอดขายพุ่ง 70% ชี้ 3 ปัจจัย บริษัทแม่หนุนเงินทุน ขยายสาขา, ลูกค้าซื้อซ้ำ และกลุ่มนักธุรกิจทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น มั่นใจครองผู้นำตลาดอาเซียน ส่วนในไทยวาดแผนขยายฐานตลาดยึดหัวเมือง ใหญ่ โดยเฉพาะภาคอีสาน ตั้งเป้าปีนี้เฉียด 1,000 ล้าน ขณะที่บริษัทขายตรง ระดับแนวหน้า "นีโอ ไลฟ์-กิฟฟารีน-นูสกิน-ยูนิซิตี้-โมรินดา" รุกขยายสาขาในเวียดนามอย่างต่อเนื่อง


หากมองไปที่ศักยภาพของประเทศเวียดนามแล้ว นับว่าเป็นประเทศที่หอมหวนชวนลงทุนเป็นอย่างยิ่ง ด้วยความเป็น ประเทศที่กำลังพัฒนา ระบบความก้าวหน้าต่างๆ ยังตามหลังหลายประเทศในกลุ่มอาเซียน นี่ถือเป็นขุมทรัพย์แห่งใหม่ ของวงการธุรกิจทั่วโลก ไม่เว้นวงการขาย ตรงไทยเรา


นายศุภพงศ์ จันทรวีระกุล ผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด และ "ซินเนอร์จี้" ประเทศเวียดนาม เปิดเผยว่า ปัจจุบันในส่วนของการเติบโต ของสาขาต่างประเทศนั้น ในแถบอาเซียน อินโดนีเซีย นับเป็นสาขาที่มีการเติบโตมากที่สุด รองลงมาก็จะอยู่ที่เวียดนามที่มีการเติบโตสูงถึง 70% ในช่วงปีที่ผ่านมา ถึงแม้ว่ายอดขายยังสู้ในไทยไม่ได้ แต่เรื่องของการเติบโตนับว่าสูงมากเลยทีเดียว


ในส่วนของสาขาประเทศไทย ในไตรมาสแรกของปีนี้ บริษัทน่าจะมีการเติบโตกว่าเป้าหมายที่วางไว้ถึง 20% โดย หากจะเทียบกับการเติบโตของช่วงเดียวกัน ในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้างการเติบโตได้มากกว่าเดิมถึง 30%


"ซินเนอร์จี้มีแนวโน้มว่ายอดขายในปี 2556 นี้ จะสามารถสร้างยอดขายได้ เกือบๆ 1,000 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาหลายเดือนในปีนี้ หลายสิ่งเติบโตกว่าที่คาดไว้มาก" ผู้บริหาร "ซินเนอร์จี้" กล่าว


สำหรับปัจจัยการเติบโตของบริษัทดังที่กล่าวมา มีดังนี้ 1.ด้วยการสนับสนุนจากบริษัทแม่ ที่อยู่ในสหรัฐอเมริกาโดยเป็น ในเรื่องของการวางแผนงานให้สาขาในไทย อนุมัติเรื่องของเงินทุนที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจัดเป็นเงินพิเศษ โดยเพิ่มขึ้นถึง 20% และหากสาขา ไทย สร้างผลงานได้ดี ก็จะเพิ่มขึ้นเป็น 30% เลยทีเดียว


2.การซื้อซ้ำของลูกค้ามีมากขึ้น และ เพิ่มจำนวนขึ้น จากเดิมที่เฉลี่ยบิลของลูกค้า แต่ละคนอยู่ที่ 4,000 บาท ทุกวันนี้ก็เพิ่มเป็น 6,000 บาท และ 3.กลุ่มนักธุรกิจทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม่ทีมไม่ย้ายค่ายหนี


"ที่สำคัญเลยเราอยู่ได้ด้วยปัจจัยสำคัญ 3 ประการ นั่นคือ หนึ่ง commitment ทั้งจากบริษัทสำนักงานใหญ่ที่ดูแลและให้การสนับสนุนเรามาตลอด 10 ปี 2.การบริโภคของลูกค้าที่ซื้อซ้ำอยู่เสมอ และเมื่อขยายตลาดออกไป ปริมาณการบริโภคก็มากขึ้นตามไปด้วย และ 3.นักธุรกิจ ระดับผู้นำที่ไม่หายไปไหน ยังคงเชื่อและศรัทธาเราอยู่เสมอ ไม่ใช่แค่ในประเทศไทย และเป็นผู้นำจากทั่วโลก ที่ยังยืนหยัดอยู่กับเราครับ" ผู้จัดการทั่วไปกล่าวเพิ่มเติม


"ศุภพงศ์" ระบุต่อด้วยว่า บริษัทมีนักธุรกิจที่เติบโตและมีผู้เข้ามาใหม่มากถึง 20% ในช่วงเวลาเดียวกัน ทำให้ตอนนี้ซินเนอร์จี้ประเทศไทย ก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ในภูมิภาคอาเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และในปีนี้ซินเนอร์จี้ได้วางแผนขยายตลาดพื้นที่รอบนอก โดยเฉพาะทางภาคอีสาน ด้วย การนำเสนอธุรกิจที่มีมาตรฐานและสร้างพื้นฐานที่มั่นคงให้กับนักธุรกิจหน้าใหม่ได้


"สำหรับแผนการขยายธุรกิจของเรา จริงๆ เราทำมานานแล้ว เรามีสำนักงานสาขาอยู่ตามหัวเมืองใหญ่อย่าง โคราช และ เชียงใหม่ ซึ่งเป็นศูนย์กระจายธุรกิจสู่จังหวัด โดยรอบภาคอีสาน และภาคเหนือ นักธุรกิจ ของเราก็ทำงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้ ภาคอีสานจะเป็นเป้าหมายหลักของเรา นอกจากนครราชสีมากับขอนแก่น ตอนนี้ยัง ขยายไปสู่จังหวัดบุรีรัมย์, สุรินทร์, ศรีสะเกษ และยโสธร เนื่องด้วยบุคลิกลักษณะและศักยภาพของชาวอีสานที่เปิดใจกว้าง มีความ ตั้งใจในการทำงานสูง ทำให้เราโฟกัสเป็นพิเศษ ประกอบกับผู้นำของเราหลายท่านไปเปิดตลาดที่นั่นด้วย ซึ่งจึงกลายเป็นผลที่ดี เพราะเราต้องการที่จะขยายธุรกิจที่มีมาตรฐานสู่การสร้างรายได้ การเติบโตที่มั่นคง และยั่งยืนให้กับนักธุรกิจชาวไทย" นายศุภพงศ์ กล่าว


อย่างไรก็ดี ก่อนหน้านี้มีบริษัทขายตรงชั้นนำหลายบริษัท อาทิ นีโอ ไลฟ์, กิฟฟารีน, ยูนิซิตี้, นูสกิน, โมรินดาฯ ได้รุกเข้าไปทำตลาด โดยได้ขยายสาขาในประเทศ เวียดนาม โดยเฉพาะบริษัทนีโอ ไลฟ์ฯ ได้จัด คาราวานแรลลี่ไปยังเมืองกวางบินหัวเมือง ใหญ่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามเมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อพานักธุรกิจของบริษัทไปเรียนรู้ หาประสบการณ์ ก่อนจะขยายฐานสมาชิกไปยังหัวเมืองใหญ่ในภูมิภาคอื่นๆ ต่อไป โดยทุกบริษัทต่างมั่นใจแนวโน้มตลาด ขายตรงในเวียดนามมีการเติบโตที่ดีหลังเปิด เออีซีอย่างแน่นอน




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงโลก (MLM World) : ผ่าตลาด "โปแลนด์ Poland" ขายตรงอันดับ 5 ยุโรปโต 1% "เครื่องสำอาง เพอร์ซันนัล แคร์" กุมแชร์


สมาคมการขายตรงโปแลนด์ (Direct Selling Association of Poland:PSSB)เผย ธุรกิจขายตรงภายในประเทศยังงคงเติบโต ในปี 2554 มียอดขายรวม 585.4 ล้านยูโร (1ยูโรประมาณ 40 บาท) เพิ่มขึ้น 1.3% เทียบกับปี 2553 สินค้าที่มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์)สูงสุดคือเครื่องสำอางและเพอร์ซันนัล แคร์ มีสัดส่วนถึง 69% ลดลง1% เทียบกับปี 2553 โดยมีสัดส่วนสูงกว่าค่าเฉลี่ยในประเทศสหภาพยุโรป(อียู)ซึ่งโปแลนด์ เป็นสมาชิกอยู่ ซึ่งผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้มีส่วนแบ่งตลาดเพียง 38%

ส่วนสินค้าขายตรงในโปแลนด์ที่ มีส่วนแบ่งตลาดรองลงมาเป็นอันดับ สองคือเครื่องใช้ ภายในบ้านที่มีสัดส่วน 13.4% เพิ่มขึ้น 3.4% เทียบกับปีก่อน หน้า ส่วนผลิตภัณฑ์ยาและเสริมอาหาร ลดนํ้าหนักมีสัดส่วน 11.6% เพิ่มขึ้น 3.1% โดยโปแลนด์มีนักขายประมาณ 870,000 คน ประมาณ 88% เป็นผู้หญิง

บริษัทขายตรงที่ดำเนินธุรกิจอยู่ ในโปแลนด์มีพนักงานรวมกันประมาณ 1,497 คน โดย 96% ของรายได้มาจาก แผนการขายตรงแบบตัวต่อตัว (Person to Person) ค่ายขายตรงที่เปิดดำเนิน ธุรกิจอยู่เป็นบริษัทชั้นนำในตลาดโลก โดยเฉพาะจากสหรัฐอเมริกา อาทิ แอมเวย์, เอวอน คอสเมติคส์, ฟอร์เอเวอร์ ลิฟฟิ่ง โปรดักส์, เฮอร์บาไลฟ์, แมรี่ เคย์ คอสเมติค, ออริเฟลม เป็นต้น

ตลาดขายตรงของโปแลนด์มีขนาด ใหญ่เป็นอันดับ 5 ของยุโรป รองจาก ฝรั่งเศสที่มียอดขาย 3,700 ล้านยูโร เยอรมนี มียอดขาย 2,700 ล้านยูโร อิตาลี มียอดขาย 2,400 ล้านยูโรและอังกฤษ 1,400 ล้านยูโร

ธุรกิจขายตรงของยุโรปมียอดขาย มากเป็นอันดับสามของโลก โดยในปี 2554 ตามข้อมูลของสมาพันธ์สมาคมการขาย ตรงโลก(World Federation of Direct Selling Association:WFDSA) ขายตรงของ ยุโรปประกอบด้วยยุโรปตะวันตก,ตะวัน ออกและตอนกลาง มียอดขายรวม 32,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 21.31% นักขาย 20,118,985 คน เทียบกับ ธุรกิจขายตรงทั่วโลกที่มียอดขายทั้งสิ้น 153,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ( 1 ดอลลาร์ สหรัฐประมาณ 31 บาท) นักขาย 91,533,825 คน

ประเทศที่ทรงอิทธิพลในตลาดขาย ตรงยุโรปและติดกลุ่มประเทศที่มียอดขาย มาก 10 อันดับ(ท็อปเทน)ของโลกด้วยคือ ฝรั่งเศส เยอรมนีและรัสเซีย โดยฝรั่งเศสอยู่ อันดับเจ็ด กระโดดขึ้นมาจากอันดับสิบใน ปี 2553 ด้วยยอดขาย 5,139 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 114.39% หรือกว่าเท่าตัว ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 3% นัก ขาย 480,000 คน

ส่วนเยอรมนีหล่นจากอันดับเจ็ดไป อยู่อันดับแปดยอดขาย 3,743 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1% ส่วนแบ่งตลาด ลดลงจาก 3% เหลือ 2% นักขาย 284,906 คน ส่วนรัสเซียหล่นจากอันดับเจ็ดไปอยู่ อันดับเก้าด้วยยอดขาย 3,589 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.06% ส่วนแบ่ง ตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นักขาย 4,077,181 คน

พื้นที่ในยุโรปที่มีอัตราเติบโต แข็งแกร่งที่สุดและเป็นพลังขับเคลื่อน การเติบโตของภูมิภาคยังคงเป็นประเทศ ในแถบภาคกลางและตะวันออกเพราะ สำหรับคนยุโรปซึ่งมีฐานะดี มีรายได้สูง เป็นเรื่องที่ง่ายและเร็วมากที่จะนำเสนอ ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง กอปรกับรัฐบาล ทุกประเทศส่งเสริมประชากรในประเทศ มีรายได้เพิ่มขึ้นอยู่แล้วเป็นปัจจัยบวก สำคัญกระตุ้นการเติบโตในโซนนี้ ซึ่ง ประเทศที่มีอัตราเติบโตแข็งแกร่งที่สุด คือรัสเซียตามมาด้วยตุรกีและยูเครน เฉพาะรัสเซียประเทศประเทศเดียวมีนัก ขายมากถึง 4.5 ล้านคนเท่ากับนักขาย ทั้งหมดในอียู

สำหรับผลิตภัณฑ์ที่มียอดขาย มากที่สุดแคือเครื่องสำอางและเครื่องใช้ ภายในบ้าน ขณะที่เสริมอาหารมีอัตรา เติบโตเพิ่มขึ้น ข้อมูลที่น่าสนใจคือผู้มีราย ได้น้อยเป็นอีกตลาดที่บริษัทขายตรงเริ่ม ประสบความสำเร็จมากขึ้นด้วยการนำ เสนอผลิตภัณฑ์กลุ่มเดียวกับตลาดบน เพียงแต่คุณภาพตํ่ากว่าเล็กน้อยให้กับ กลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อน้อย

ขายตรงโลก (MLM World) : ขายตรงอินเดีย โตพรวดคาดปิดหีบพุ่ง 55% ยักษ์สหรัฐฯ เฮลงทุนรับ ศูนย์กลางบูม / ผู้บริโภคมีรายได้เพิ่ม


สมาคมขายตรงอินเดีย (Indian Direct Selling Associatino : IDSA) คาดอุตสาหกรรมขายตรงภายในประเทศจะมียอดขายทะลุ 71,200 ล้านรูปี (ประมาณ 43,310 ล้านบาท) ภายใน ปีงบประมาณ 2555-2556 หรือเติบโตประมาณ 55% เทียบกับปี 2554 ที่มียอดขาย 45,833 ร้านรูปี (ประมาณ 27,958 ล้านบาท) อยู่ดันดับ 9 ของเอเชียและอันดับ 20 ของดลก จำนวนนักขายเกือบ 4 ล้านคน อยู่อันดับ 11 ของโลก

การเติบโตของธุรกิจขายตรง เนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี) เป็น สำคัญซึ่งตลอด 10 ปีที่ผ่านมา อินเดียติด กลมุ่ ประเทศที่มอี ัตราการเติบโตของจีดีพี สูงสุดในโลกเฉลี่ย 7% ต่อปี ขณะที่รายได้ ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ต่อปี รัฐบาลอินเดียคาดการณ์จีดีพีจะมีมูลค่า ถึง 2.18 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายใน ปี 2558 มีขนาดใหญ่อันดับ 11 ของโลก

ขายตรงสดในปัจจัยบวกเยอะบริษัท อินเดีย / ต่างชาติแย่งเค้ก

ด้วยขนาดของผู้บริโภค ที่มีจำนวน มากทำให้ความต้องการอุปโภค บริโภค สินค้ามีมากขึ้นตามไปด้วยซึ่งในช่วง หลายปีที่ผ่านมาความต้องการในตลาด เพิ่มขึ้นตลอด อีกทั้งมีการตระหนัก ถึงการใส่ใจดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น พฤติกรรมในการจับจ่ายซื้อสินค้าเปลี่ยน อย่างชัดเจน เริ่มมองหาผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพและพร้อมที่จะจับจ่ายซื้อหาเป็น เจ้าของ

ขณะที่ฝั่งผู้ผลิตสินค้าคือบริษัท ขายตรงมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเพื่อผลิต สินค้าสนองตอบความต้องการของผู้ บริโภค คาดว่าการลงทุนจำนวนมาก ในสินค้าหลากหลายประเภทยังคงมีอยู่ อย่างต่อเนื่อง กอปรกับการเปลี่ยนแปลง ของประชากรกลุ่มคนเมืองมีมากขึ้น เปอร์เซ็นต์คนยากจนลดลง ปัจจัยเหล่า นี้ทำให้ธุรกิจขายตรงเติบโตแข็งแกร่งเป็น ตัวเลข 2 หลักมาตลอดทั้งที่ถือเป็นธุรกิจ ใหม่ในอินเดียเพราะเพิ่งถือกำเนิดมาได้ แค่ 16 ปีเศษแต่เติบโตเหนือกว่าอีกหลาย ธุรกิจดึงดูดทั้งบริษัทขายตรงในประเทศ และต่างประเทศเข้ามาแย่งชิงเค้กก้อน นี้ทั้งรายเก่าที่กำลังขยายธุรกิจและราย ใหม่ที่เตรียมจะเข้ามา

คำจำกัดความไม่ชัด / ไร้กฏหมายคุมก้างชิ้นใหญ่ขวางทุนนอกขุดทอง
อย่างก็ดี ความไม่ชัดเจนของคำ จำกัดความ ขายตรง ทำให้เกิดความ คลุมเครือในการจัดชั้นประเภทธุรกิจซึ่งจะมีผลต่อการลงทุนโดยตรงของต่าง ชาติ โดยหน่วยงานภาครัฐที่มีบทบาท ในการควบคุมดูแลมีอยู่หลายหน่วย งานแต่ละแห่งจัดชั้นประเภทธุรกิจขาย ตรงไม่เหมือนกัน อย่างกรมส่งเสริมและ กำกับนโยบายด้านอุตสาหรรมจัดขาย ตรงให้อยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าส่งอนุญาต ให้การลงทุนโดยตรงของต่างชาติทำได้ 100% จำนวนหนึ่ง ขณะที่หน่วยงานจัด ชั้นอุตสาหกรรมแห่งชาติจัดขายตรงอยู่ ในธุรกิจค้าปลีกซึ่งจำกัดการลงทุนให้แค่ จำนวนหนึ่ง ซึ่งส่งผลกระทบต่อการลงทุน ของบริษัทขายตรงจากต่างประเทศ

ยิ่งกว่านั้น การที่ไม่มีกฎหมายขาย ตรงเพื่อกำกับดูแลธุรกิจให้มีมาตรฐาน และเอกภาพเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เพราะไม่สามารถแยกขายตรง นํ้าดี คือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจถูกกฎหมายกับ พวก นํ้าเน่า คือ ปิระมิด ออกจาก กันได้ ทำลายภาพลักษณ์ของธุรกิจภาพ รวม ทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน อีกทั้งระบบคมนาคมขนส่งระหว่างเมือง ไม่สะดวก

ยักษ์สหรัฐฯ ไม่สนขนเงินลงทุนเพิ่ม เอวอน ผุงโรงงานใหม่ / แมรี่ เคย์ เท 20ล้าน
อย่างไรก็ดี แม้จะปัญหาต่างๆ แต่ ด้วยศักยภาพการเติบโจที่สดใส กระตุ้น บริษัทขายตรงจากต่างประเทศขยาย ธุรกิจต่อเนื่อง โดยค่ายขายตรงที่มีความ เคลื่อนไหวจะทุ่มลงทุนก้อนใหม่อีกคือ บริษัท เอวอนและแมรี่ เคย์ 2 ผู้ผลิตสินค้า ขายตรงความงามชั้นนำของสหรัฐฯ และ ของโลก โดยเอวอนเตรียมจะลงทุนอีก 8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 31 บาท)สร้างโรงงานผลิตแห่ง ที่สองขึ้นตามแผนการจะก่อสร้างภายใน 3 ปีข้างหน้าเพื่อเพิ่มกำลังผลิตสินค้านอก เหนือจากโรงงานปัจจุบันที่มีกำลังการ ผลิต 50 ยูนิตต่อปี

เฮมานต์ ซิงห์ กรรรมการ ผู้จัดการเอวอนสาขาอินเดียกล่าวว่า การประกอบธุรกิจในอินเดียไม่ใช่เรื่อง ยากเหมือนที่ผู้ประกอบการหลายๆราย กังวล เพียงแต่ต้องศึกษาข้อกฎหมายที่ เกี่ยวข้องต่างๆ ให้ดีที่สำคัญต้องได้รับ อนุญาตจากคณะกรรมการการลงทุน โดยตรงต่างประเทศก่อนถึงจะเปิดธุรกิจ ในอินเดียได้

เศรษฐกิจคือภาวะแวดล้อมที่ ดีเยี่ยมกับธุรกิจขายตรงในประเทศนี้ อินเดียคือตำแหน่งสำคัญ คือโอกาสที่ยิ่งใหญ่ ที่นี่ยังมีช่องให้เติบโตได้ อีกเยอะมาก กรรมการผู้จัดการเอวอน สาขาอินเดียกล่าว

ในปีที่ผ่านมา เอวอนมีอัตรา เติบโตประมาณ 55% และปีนี้ตั้งเป้า หมายจะเติบโตมากกว่า 60%

ส่วนแมรี่ เคย์มีแผนการที่จะเพิ่ม บทบาทในอินเดียด้วยการขยายธุรกิจให้ ครอบคลุมทั่วประเทศภายใน 2 ปีข้างหน้าซึ่งขณะนี้ได้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ ขึ้นในเมืองลัดเฮียน่าและภายใน 5 ปีข้าง หน้าจะลงทุนในอินเดียเพิ่มอีก 20 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐรองรับการขยายธุรกิจ

พันธกิจของเราคือการทำให้ ผู้หญิงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นด้วยการ เสนอโอกาสทางธุรกิจที่จะทำให้พวก เธอสามารถที่จะสร้างรายได้อย่าง ไม่มีขีดจำกัดควบคู่ไปกับการมีเวลาดูแลครอบครัวและทำ งานประจำ พันธกิจและวัฒนธรรมของเราได้รับ การต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสตรีชาว อินเดีย รีนูกา ดูเดจา ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายสื่อสารองค์กรบริษัทแมรี่ เคย์ กล่าว

ด้านออริเฟลม ยักษ์ขายตรงจาก สวีเดน ซึ่งเป็นอีกบริษัทหนึ่งที่ประสบ สำเร็จสูงมากกับธุรกิจขายตรงในอินเดีย โดย เฟร็ดริค ไวเดลล์ กรรมการผู้จัดการบริษัท ออริเฟลมอินเดียกล่าวว่า อินเดีย คือหนึ่งในตลาดขายตรงสำคัญที่สุด สำหรับออริเฟลม ตั้งเป้าหมายยอดขาย ในอินเดียเติบโตเพิ่มขึ้น 3 เท่าภายใน 3-4 ปีข้างหน้านี้

สำหรับแอมเวย์ ค่ายขายตรง ผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพเบอร์ หนึ่งของอินเดียเพิ่งปรับแผนธุรกิจใหม่ มุ่งขยายผลิตภัณฑ์ความงามมากขึ้น โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของอินเดีย ซึ่งเป็นพื้นที่ที่สินค้ากลุ่มนี้ทำ ผลงานได้ดีมากเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด สินค้ากลุ่มนี้จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 10% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท เทียบกับสินค้าสุขภาพ เสริมอาหารที่มี สัดส่วนถึง 50%

ในปี 2555 นี้ แอมเวย์ตั้งเป้า หมายยอดขายในอินเดีย 25,000 ล้าน รูปี (ประมาณ 17,500 ล้านบาท) เติบโต ประมาณ 17% เทียบกับปี2554 ที่ทำได้ 21,300 ล้านรูปี (ประมาณ 14,910 ล้าน บาท)ในไตรมาสสองที่ผ่านมามีอัตรา เติบโตถึง 27% เทียบกับช่วงเดียวกันของ ปีที่ผ่านมาโดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นพื้นที่ที่มีอัตราเติบโตสูงสุดเทียบกับ โซนอื่น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรงโลก (MLM World) : ยก "ขายตรง" โมเดลด้านวิบากกรรม ศก.ยุโรป สินค้าตลาดแมสเวิร์ค! ปัจจัยบวก "ความต้องการเยอะ"


แบรนด์ขายตรงชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็น เอวอน , แมรี่เคย์ , ออริเฟลม , นู สกิน หรือแม้แต่นาทูร่าที่เปิดธุรกิจอยู่ในยุโรปท่ามกลางปัจจัยท้าท้ายจากภาวะเศรษฐกิจถดอยเห็นตรงกัน ธุรกิจขายตรงคือกุญแจที่จะต่อกรกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรปได้ เห็นได้จากผลประกอบการในภาคพื้นยุโรปของทุกบริษัทยังมีตัวเลขเติบโต

DirectSellingNews ฉบับเดือน สิงหาคมเปิดเผยรายงานของ วายสเตท ดอทคอม บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำที่ได้ รวบรวมผลประกอบการในภาคพื้นยุโรป ของบรรดาบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ของ โลกและเพิ่งนำออกเผยแพร่ระบุ บริษัท ขายตรงจำนวนมากมองแนวโน้มธุรกิจ ขายตรงในยุโรปยังคงเป็นบวกอยู่แม้ส ถาณการณ์ด้านเศรษฐกิจจะท้าทายอยู่ มากก็ตามและเห็นทิศทางการขยายตัว เพิ่มขึ้นด้วย

ฝรั่งเศส-เยอรมัน มหาอำนาจขายตรง ผลิตภัณฑ์ตลาดแมสแนวโน้มดี
วายสเตทดอทคอมเปิดเผยว่า ตลาดขายตรงที่มีผลการดำเนินงาน แข็งแกร่งมากในปีที่ผ่านมาคือฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยทั้งสองประเทศคือแหล่ง ผลิตรายได้สูงสุดในอุตสาหกรรมขายตรง ของยุโรป ขณะที่รัสเซียคือประเทศที่มี การจ้างงานขายตรงมากที่สุดของภูมิภาค ซึ่งในปีที่ผ่านมาธุรกิจขายตรงของรัสเซีย มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขหลักเดียว เทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังมีตลาดขายตรงใน กลุ่มประเทศทะเลบอลติคได้แก่ลิทัวเนีย, ลัตเวีย, เอสโตเนียและฟินด์แลน์ ที่เกิดขึ้น จากการแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต หรือรัสเซียและเป็นประเทศสมาชิกน้อง ใหม่ในสหภาพยุโรป (อียู) ถูกมองว่ามี แนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2555 นี้เช่นกัน รวมไปถึงนอร์เวย์ และตุรกีซึ่งผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางและบำรุงผิวมียอดขายเพิ่ม ขึ้นมาก

สำหรับในปี 2555 ผลิตภัณฑ์ ที่ทำตลาดแมสอาทิ เครื่องสำอางและ แฟชั่นเป็นกลุ่มสินค้าที่จะมีศักยภาพใน การขยายตัวสูงโดยเฉพาะในประเทศ โปแลนด์ บริษัทที่ขายสินค้ากลุ่มนี้จะ ประสบความสำเร็จสูงมาก ขณะที่ยูเครน มีอัตราเติบโตมั่นคงมากเช่นกัน

เครื่องสำอาง-เพอร์ซันนัล แคร์ นำโด่ง ค่ายขายตรงอเมริกา/ยุโรปยังโตได้ดี
ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดใน ตลาดขายตรงยุโรปไม่ต่างจากภูมิภาค อื่นนั่นคือเครื่องสำอางและเพอร์ซันนัล แคร์ยังคงครองส่วนแบ่งตลาด(มาร์เก็ต แชร์) อันดับหนึ่ง รองลงมาคือผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับครัวเรือน ขณะที่เสริมอาหารมี อัตราเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับผลงานของค่ายขายตรงชั้นนำเริ่มจากเอวอนแม้ผลงานในภาพ รวมปีนี้จะมีผลกำไรลดลงมาก แต่สำหรับ ในยุโรปแล้ว เอวอนเป็นบริษัทที่ถูกมอง ว่ามีผลประกอบการดีที่สุดทำยอดขายได้ สูงสุดในภูมิภาคนี้ ส่วนแมรี่เคย์ มีผลงาน ที่ดีมากในประเทศยุโรปทั้ง 15 ประเทศ ที่แมรี่เคย์เปิดธุรกิจอยู่ ตลาดใหญ่คือ เยอรมนีมีนักขายอยู่มากกว่า 24,000 คน นอกจากนี้ยังมีออริเฟลม, นาทูร่า คอสเมติค, นู สกิน, เอมอร์ แปซิฟิกและมีนาร์ด เจแปน คอสเมติคซึ่งลล้วนมีผลงานใน ยุโรปดีเช่นกัน

ส.ขายตรงชี้เทรนด์บวก ความต้องการเยอะ ศูนย์กลาง ฟื้นคนใช้จ่าย
Maurits Bruggink กรรมการ บริหารสมาคมการขายตรงยุโรปเชื่อว่า ธุรกิจขายตรงของยุโรปยังคงเติบโตเป็น บวกได้ตลอดปี 2555 บางประเทศจะ เติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค ด้วยซํ้าโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาด เกิดใหม่ทั้งในแถบยุโรปตอนกลางและ โซนตะวันออกไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ยูเครน และประเทศทะเลบอลติค ขณะที่ตุรกียัง คงเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักได้

ปัจจัยบวกกระตุ้นการเติบโตของ กลุ่มประเทศเหล่านี้มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ1.มีความต้องการมากในแถบยุโรป ตะวันตกโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีแบรนด์ อาทิ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เกี่ยว กับครัวเรือน 2.พัฒนาการของเศรษฐกิจ ที่มีอยู่ทั่วไปเป็นปกติทำให้ผู้บริโภคใช้ จ่ายมากขึ้น 3.ความกระตือรือร้นในการ ทำงานของเจ้าของธุรกิจรวมไปถึงการ เสริมสร้างความมั่งมี ยกระดับฐานะของ ตัวเองและ 4.การปรับปรุงกฎระเบียบ ต่างๆ เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจ ขายตรง

แม้ประเทศในยุโรปตะวันตกและ ยุโรปตอนใต้บางประเทศจะได้รับผลก ระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน แต่รวมๆ แล้วยังเติบโตได้อยู่เป็นตัวเลข หลักเดียว โดยเยอรมนียังคงเป็นตลาด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปอยู่และเริ่ม เก็บเกี่ยวประโยชน์จากการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจ ส่วนฝรั่งเศสและประเทศ แถบสแกนดิเนเวียยังคงมีมุมมองบวก อยู่เนื่องจากรัฐบาลแต่ละประเทศให้การ รับรองและเพิ่มมาตรการสนับสนุน เศรษฐกิจมากขึ้น

ขณะที่อิตาลีซึ่งเป็นตลาดขายตรง ที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับสองของอียูยังคงไม่แน่ไม่นอนเพราะไม่สามารถคาดเดา ได้ว่าวิกฤตการเงินจะก่อให้เกิดหนี้เสียใน ประเทศเพิ่มอีกมากน้อยแค่ไหน

ขายตรงยุโรปอันดับสามดลก ส่วนแบ่งตลาด 21% รองเอเชีย / อเมริกา
ส่วนในอังกฤษ พอล เซาธ์เวิร์ธ กรรมการสมาคมการขายตรงอังกฤษให้ ความเห็นว่า การกลับมามีชีวิตชีวาของ ธุรกิจขายตรงภายในประเทศส่วนหนึ่ง มาจากกฎกติกาในการกำกับดูแลธุรกิจที่มีการปรับปรุงใหม่และนำออกมาบังคับ ใช้เมื่อไม่นานมานี้รวมไปถึงโมเดลธุรกิจ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น สื่อสังคมต่างๆ ที่ช่วย ให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น นักขายใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่หันมาทำขายตรงมาก ขึ้นจากเดิมที่มีแต่ผู้หญิง ซึ่งในปีที่ผ่าน มาอุตสาหกรรมขายตรงของอังกฤษมี นักขายผู้ชายเพิ่มขึ้นถึง 26% เทียบกับปี 2553

ปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงของ ยุโรปมียอดขายมากเป็นอันดับสามของโลก โดยในปี 2554 ตามข้อมูล ของสมาพันธ์สมาคมการขายตรงโลก (World Federation of Direct Selling Association:WFDSA) ขายตรงของยุโรป ประกอบด้วยยุโรปตะวันตก, ตะวันออก และตอนกลาง มียอดขายรวม 32,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 21.31% นักขาย 20,118,985 คน เทียบ กับธุรกิจขายตรงทั่วโลกที่มียอดขาย ทั้งสิ้น 153,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 31 บาท) นักขาย91,533 825 คน

ภูมิภาคที่ครองอันดับหนึ่งคือ เอเชีย แปซิฟิกมียอดขาย 66,871 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 44% นักขาย 52,007,014 คน รองลงมาคือ อเมริกา(รวมสหรัฐอเมริกา) มียอดขาย 60,429 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่ง ตลาด 39% นักขาย 26,744,908 คน

สำหรับฝรั่งเศสและเยอรมนีซึ่งจัด เป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลในแวดวงขาย ตรงของยุโรปนั้นติดกลุ่มตลาดขายตรง ที่มียอดขายมาก 10 อันดับ(ท็อปเทน) ของโลกด้วย โดยฝรั่งเศสอยู่อันดับเจ็ด กระโดดขึ้นมาจากอันดับสิบในปี 2553 ด้วยยอดขาย 5,139 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 114.39% หรือกว่าเท่าตัว ส่วน แบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 3% นัก ขาย 480,000 คน ขณะที่เยอรมนีหล่น จากอนั ดบั เจด็ ไปอยอู่ นั ดบั แปดยอดขาย 3,743 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1% ส่วน แบ่งตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นัก ขาย 284,906 คน

ส่วนรัสเซียหล่นจากอันดับเจ็ดไป อยู่อันดับเก้าด้วยยอดขาย 3,589 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.06% ส่วนแบ่ง ตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นักขาย 4,077,181 คน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 236 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2555

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรงโลก (MLM World) : "แอมเวย์อินเดีย Amway India" ฟุ้งไตรมาสสองโต 27% ดันแบรนด์ใหม่ "แอททิจูด" เจาะกลุ่มวัยรุ่น


สำนักข่าว นิว เกราลา สื่อท้องถิ่นในอินเดียรายงาน บริษัท แอมเวย์ อินเดีย ค่ายขาย ตรงผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพเบอร์หนึ่งของประเทศในเครือแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น ของสหรัฐอเมริกาประกาศผลประกอบการในไตรมาสสองมีอัตราเติบโตถึง 27% เทียบกับช่วง เดียวกันของปีที่ผ่านมาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียซึ่งเติบโตสูงสุดเทียบกับ โซนอื่น


ในปี 2555 นี้ แอมเวย์ อินเดียตั้ง เป้าหมายยอดขาย 25,000 ล้านรูปี (ประมาณ 17,500 ล้านบาท) เติบโต ประมาณ 17% เทียบกับปี2554 ที่ทำได้ 21,300 ล้านรูปี (ประมาณ 14,910 ล้านบาท)


สำหรับตลาดอินเดีย แอมเวย์ ปรับแผนธุรกิจมุ่งขยายผลิตภัณฑ์ความ งามมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคตะวันออก เฉียงเหนือของประเทศ สินค้ากลุ่มนี้ทำ ผลงานได้ดีมากเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด สินค้ากลุ่มนี้จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 10% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท เทียบกับสินค้าสุขภาพ เสริมอาหารที่มี สัดส่วนถึง 50%


ในแต่ละปีแอมเวย์อินเดียจ่าย ภาษีไม่น้อยสำหรับกิจการในภาคตะวัน ออกเฉียงเหนืออย่างปีล่าสุดคือ ปีงบประมาณ 2554-2555 จ่ายภาษีถึง 133.90 ล้านรูปี (ประมาณ 80 ล้านบาท) โดยมีสำนักงานในพื้นที่ 10 แห่งดูแลการให้บริการถึงบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ตามเมือง ต่างๆ รวมถึง 110 เมือง โดยภาคตะวันออก เฉียงเหนือเป็นพื้นที่สำคัญของแอมเวย์ทำ ยอดขายให้กับแอมเวย์ทั้งประเทศสัดส่วน ถึง 35% ของยอดขายทั้งหมด


ตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหนึ่ง ในตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงมากสำหรับ เรา ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาภูมิภาคนี้ เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักมาตลอด ยืนยันถึงศักยภาพของพื้นที่นี้ได้ดี ดิทรัก พัทจรี รองประธานแอมเวย์ อินเดีย กล่าวและว่า การเติบโตที่สูงเป็นผลมาจาก การออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมาตรฐาน เดียวกับที่แอมเวย์ทั่วโลกนำออกทำตลาด ในประเทศชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ความงามและสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน ที่มีการปรับปรุงสูตรใหม่ออกมา เปิด โอกาสให้ผู้บริโภคชาวอินเดียในพื้นที่ห่าง ไกลได้อุปโภค บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูงในราคาไม่แพงมากผ่านการให้บริการของผู้จำหน่ายอิสระที่จะนำสินค้า ไปส่งให้ถึงบ้าน


ภูมิภาคนี้เป็นตลาดสำคัญที เดียวสำหรับการขยายสินค้ากลุ่มความ งามและสุขภาพ ผู้หญิงในพื้นที่นี้มี ประสบการณ์กับการใช้สินค้าความงาม อยู่แล้ว ซึ่งการขยายฐานลูกค้าในพื้นที่ นี้เราจะเพิ่มความเข้มข้นในการทำ ตลาดทั้งการเพิ่มกำ ลังผลิต ขยาย จำนวนนักขาย ฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ออกสินค้าใหม่ๆ เพิ่มและนำส่งสินค้า ให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว


เมื่อเร็วๆนี้ แอมเวย์อินเดียประกาศ ความสำเร็จในการผลิตเครื่องสำอางและ บำรุงผิวแบรนด์ใหม่ แอททิจูด ที่ผ่าน การปรับปรุงทั้งสูตรและแพ็คเกจจิ้งให้ทัน สมัยและมีคุณภาพมากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอด ขายเครื่องสำอางและบำรุงผิวในตลาด อินเดีย


เรามั่นใจผลิตภัณฑ์แบรนด์ แอททิจูดน่าจะโดนใจกลุ่มวัยรุ่น และผู้หญิงสมัยใหม่ที่ชอบอะไรที่ดู อินเทรนด์


ปัจจุบัน แอมเวย์อินเดียมี ผลิตภัณฑ์ขายอยู่ประมาณ 131 ประเภท ครอบคลุม 5 กล่มประกอบด้วยเพอร์ซัน นัล แคร์,ดูแลบ้าน,เสริมอาหารและนํ้า หนัก, เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์มูลค่า สูง อาทิ เครื่องกรองอากาศ เครื่องกรอง นํ้า เป็นต้น มีสำนักงาน 135 แห่ง คลัง สินค้ากระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ 55 เมืองทั่วประเทศครอบคลุมเมืองขนาด เล็ก กลางและใหญ่ถึง 4,000 แห่ง


วิลเลี่ยม เอส.พินค์นีย์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)และกรรมการผู้ จัดการแอมเวย์อินเดียกล่าวว่า บริษัทให้ ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในอินเดีย มากเพราะในภูมิภาคเอเชีย อินเดียคือ ตลาดใหญ่มียอดขายมากเป็นอันดับสอง รองจากจีน และติดกลุ่มประเทศที่ทำ ยอดขายมากที่สุด 10 อันดับแรก (ท็อป เทน) ให้กับบริษัทแม่ โดยอยู่อันดับ 7 มี ยอดขายคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.4% ของยอดขายแอมเวย์ทั่วโลก ซึ่งคาดว่า ตลาดอินเดียจะขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ภายในปี 2556 นี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงโลกฉลุย! ผ่านหลัก 1.5 แสนล้าน นักขายเฉียด 100 ล้านคน / เอเชีย มาร์เก็ตแขร์เพิ่ม


สมาพันธ์สมาคมการขายตรงโลก (World Federation of Direct Selling Association : WFDSA) เปิดผลงานอุตสาหกรรมขายตรงโลก ค.ศ. 2011 หรือปี 2554 มียอดขายทั้งสิ้น 153,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 31 บาท) เพิ่มขึ้น 16.26% เทียบกับปี 2553 ที่มียอดขาย 132,222 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่นักธุรกิจอิสระหรือนักขายมีจำนวนถึง 91,533,825 คน เพิ่มขึ้น เกือบ 4 ล้านคน


เอเชีย ตอดส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขยับเป็น 44% ยอดขายกว่า 6 หมื่นล้าน


เอเชีย แปซิฟิกยังคงรักษาความเป็นผู้นำ ครองดันดับหนึ่งภูมิภาคที่มีส่วนแบ่งตลาด (มาร์เก็ตแชร์) มากที่สุดในตลาดโลกด้วยส่วนแบ่งตลาด 44% เพิ่มขึ้น 2% เทียบกับปี 2553 โดยมียอดขายรวม 66,871 ล้านดอลลาร์สหรัฐนักขาย 52,007,014 คน
รองลงมาคืออเมริกา (รวมสหรัฐอเมริกา) มียอดขาย 60,429 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 39% นักขาย 26,774,908 คน
อันดับสามยุโรป ประกอบด้วยยุโรปตะวันตก , ตะวันออก และตอนกลาง มียอดขาย 32,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 21.31% นักขาย 20,118,985 คน
อันดับสี่ละตินอเมริกาประกอบด้วยอเมริกากลางและอเมริกาใต้ มียอดขาย 28,336 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 18.43% นักขาย 10,439,086 คนและภูมิภาคสุดท้ายคือแอฟริกาและตะวันออกกลางมียอดขาย 1,431 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 1% ไม่มีข้อมูลจำนวนนักขาย


ท็อปเทน ยอดขายเพิ่ม 13% เกาหลี ขึ้นที่ 4 แซงบราซิล


สำหรับผลงานในกลุ่มประเทศที่มียอดขายสูงสุด 10 อันดับ TOP TEN มียอดขายรวมกัน 117,031 ล้านบาทส่วนแบ่งตลาด 76% โดยยอดขายเพิ่มขึ้น 13% เทียบกับปี 2553 ที่มียอดขาย 103,877 ล้านดอลลาร์สหรัฐก็จริงแต่ส่วนแบ่งตลาดในปี 2554 น้อยกว่า ปี 2553 ที่มีสัดส่วนถึง 79% อจจะเนื่องจากตลาดขายตรงมีขนาดใหญ่ขึ้นและประเทศลำดับรองลงไปสามารถเพิ่มส่วนแบ่งตลาดได้ ซึ่งทั้ง 10 ประเทศมาจาก เอเชีย 3 ประเทศ ยุโรป 4 ประเทศ ละตินอเมริกา 2 ประเทศ และ อเมริกา 1 ประเทศ


ที่น่าสนใจในกลุ่มประเทศผู้นำ 10 อันดับเกือบทุกประเทศมียอดขายเพิ่มขึ้นมาก ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้น แต่อีกหลายประเทศมีมาร์เก็ตแชร์ลดลงทั้งที่ยอดขายเพิ่มขึ้น รวมถึงมีการสลับตำแหน่งกันอยู่หลายดันดับทีเดียวโดย
อันดับหนึ่งยังคงเป็นสหรัฐอเมริกามียอดขาย 29,870 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 4.6% ส่วนแบ่งตลาด 20% ลดลง 2% เทียบกับปี 2553 จำนวนนักขาย 15,600,000 คน
อันดับสองญี่ปุ่น มียอดขาย 23,857 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.25% ส่วนแบ่งตลาด 16% ลดลง 1% จากปี 2553 จำนวนนักขาย 3,380,000 คน
อันดับสามจีน มียอดขาย 16,254 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.81% ส่วนแบ่งตลาด 11% เพิ่มขึ้น 2% เทียบกับปี 2553 จำนวนนักขายยังคงไม่มีข้อมูล
สำหรับอันดับสี่และห้า เป็นการสลับตำแหน่งกันระหว่างเกาหลีใต้และบราซิล โดยเกาหลีได้สร้างผลงานได้โดดเด่นจนแซงบราซิลขยับขึ้นมาอยู่อันดับสี่ได้สำเร็จด้วยยอดขาย 12,935 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 45.63% ทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 7% เป็น 8% นักขาย 4,200,853 คน ขณะที่บราซิลตกจากอันดับสี่ไปอยู่ดันหับห้าแทนด้วยยอดขาย 11,972 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.57% ส่วนแบ่งตลาด 8% เท่าเดิม นักขาย 2,832,654 คน


ท้ายกลุ่มแย่งอันดับอุตลุต ฝรั่งเศส โตสูงสุดเกิน 100%


อันอับหกยังคงเป็นเจ้าเดิมคือ เม็กซิโก มียอดขาย 6,311 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 12.09% ส่วนแบ่งตลาด 4% เท่าเดิม นักขาย 2,200,000 ล้านคน
อันดับเจ็ดฝรั่งเศส กระโดดขึ้นมาจากอันดับสิบ ด้วยยอดขาย 5,139 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 114.39% หรือ กว่าเท่าตัวส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 3% นักขาย 480,000 คน
อันดับแปด เยอรมัน หล่นลงไปจากอันดับเจ็ดมียอดขาย 3,743 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1% ส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นักขาย 284,906 คน
อันดับเก้า รัสเซีย หล่นจากอันดับ เจ็ดมียอดขาย 3,589 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.06% ส่วนแบ่งตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นักขาย 4,077,181 คน
อันดับสิบ อิตาลี หล่นจากอันดับเก้ามียอดขาย 3,364 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 4.89% ส่วนแบ่งตลาด 2% เท่าเดิม นักขาย 405,894 คน


เครื่องสำอาง / เพอร์ซันนัลแคร์ แรงสุด ลดน้ำหนักจี้ติดส่วนแบ่งตลาดเพิ่มอีก


ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายมากที่สุดยังคงเป็นกลุ่มเดิมคือกลุ่มเครื่องสำอางและเพอร์ซันนัล แคร์ มีส่วนแบ่งตลาด 30% ลดลงจากปี 2553 ที่มีสัดส่วน 36% ขณะที่ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการลดน้ำหนักที่มีส่วนแบ่งตลาดตามมาเป็นอันดับสองที่ 25% เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีสัดส่วน 22% ตามมาด้วยเครื่องใช้ภายในบ้านและสินค้าคงทน 17% ลดลง 1% เสื้อผ้าและเครื่องอันดับ 9% เพิ่มขึ้น 1% หนังสือ ของเล่น เครื่องเขียน อาหาร เครื่องดื่ม บริการทางการเงินอย่างละ 3% อย่างไรก็ดี หากเจาะเป็นภูมิภาคจะแตกต่างกันไปหากเป็นเอเชีย แปซิฟิก ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนแล่งตลาดมากที่สุดคือลดน้ำหนัก 34% รองลงมาคือเครื่องสำอางและเพอร์ซันนัล แคร์ 28% เครื่องใช้ภายในบ้านและสินค้าคงทน 16% ส่วนเสื้อผ้าและเครื่องประดับ หนังสือประเภทละ 4% ส่วนอเมริกา เครื่องสำอาง และ เพอร์ซันนัล แคร์ ครองอันดับหนึ่งส่วนแบ่งตลาด 29% ลดน้ำหนัก 21% เสื้อผ้าและเครื่องประดับ สินค้าภายในบ้าน 17%


ยุโรปตะวันตก เครื่องสำอางและ เพอร์ซันนัล แคร์ ครองอันดับหนึ่งเช่นกัน ส่วนแบ่งตลาด 36% รองลงมาเครื่องใช้ภายในบ้าน 16% และลดน้ำหนัก 14% ขณะที่ยุโรปตะวันออก สินค้าขายดียังคงเป็นเครื่องสำอางและเพอร์ซันนัลที่มีส่วนแบ่งตลาดสูงมากถึง 79% รองลงมาคือลดน้ำหนัก 11% เครื่องใช้ภายในบ้านและสินค้าคงทน 6% ละตินอเมริกา เครื่องสำอาง และเพอร์ซันนัล แคร์ครองอันดับส่วนแบ่งตลาด 49% รองลงมาคือเสื้อผ้าและเครื่องประดับ 24% และลดน้ำหนัก 15%


ผู้หญิง-โมเดล MLM 2 หัวหอกกุมอนาคตขายตรงโลก


ส่วนนักขาย แกนหลักยังคงเป็นผู้หญิงมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอีก 1% เป็น 75% ของนักขายทั้งหมด ที่เหลือเป็นผู้ชายแผนการตลาดที่ได้รับความนิยามมากที่สุดในธุรกิจขายตรงทั่วดลกยังคงเป็นระบบเครือข่ายหลายชั้น (MLM) กุมส่วนแบ่งตลาด 56% ของยอดขายทั้งหมด ลดลง 1% เทียบกับปี 2553 ขณะที่ขายตรงชั้นเดียว (SLM) มีส่วนแบ่งตลาด 42% เพิ่มขึ้น 2% อีก 2% เป็นรูปแบบอื่นๆ ส่วนวิธีการเสนอขายเป็นแบบบุคคลต่อบุคคล 77% อีก 29% เป็นแบบปาร์ตี้ ที่เหลือเป็นรูปแบบอื่นๆ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 234 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรงโลก (Worldventures) : การกลับมาของธุรกิจ ท่องเที่ยวในแบบเครือข่าย


ไม่ว่าเราจะทำธุรกิจอะไร อยู่ในวงการไหน เราจำเป็น ต้องติดตามข่าวในวงการด้วย ไม่ใช่รู้แต่เรื่องของเราเรื่องเดียว ศึกษาแต่บริษัทที่เราเป็นสมาชิกอย่างเดียว เวลาคุยกับคนอื่น ก็เลยคุยได้แต่เรื่องของเรา ธุรกิจของเรา เรื่องของคนอื่นไม่รู้ คุยเรื่องอื่นๆ ไม่ได้ เสียโอกาสในการสร้างสายสัมพันธ์

คนในธุรกิจเครือข่ายจำเป็นต้องรู้ข่าวสารข้อมูล ความ เป็นไปเป็นมา ข่าวร้อน ประเด็นเด่น ของธุรกิจเครือข่ายใน ภาพรวมด้วย หากทำได้เช่นนั้น ผู้คนจึงจะมองว่าท่านนั้นเป็น ผู้เชี่ยวชาญในวงการ ใครๆ ก็อยากทำงานกับผู้เชี่ยวชาญจริงๆ ใช่ไหม ถ้าถามอะไรก็ไม่รู้ ไม่รู้จักเรื่องอื่นๆ เลยนอกจากสินค้า ตัวเองธุรกิจตัวเอง มันก็ดูไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไร

ในประเทศไทย บริษัทเครือข่ายต่างๆ มักนำเสนอสินค้า คล้ายๆ กัน ส่วนใหญ่ก็หนีไม่พ้นสินค้าประเภทผลิตภัณฑ์เสริม- อาหารและเครื่องสำอาง ตอนนี้สินค้าอีกชนิดที่นิยมก็ ได้แก่ ปุ๋ย จริงๆ แล้ว สินค้าที่บริษัทเครือข่ายนำมาจำหน่ายกันมีแค่นี้เองหรือ

ในฉบับก่อนๆ ผมเคยเขียนถึงบริษัทเครือข่ายในต่าง- ประเทศ ที่จำหน่ายสินค้าอื่นๆ นอกเหนือจากที่เราคุ้นเคยไปบ้าง แล้ว วันนี้ผมอยากจะเจาะลึกอีกสักหนึ่งบริษัท เหตุผลที่ต้องพูด ถึงบริษัทนี้ เพราะเริ่มมีคนพูดถึงกันหนาหูพอสมควรในระยะนี้ ลองมาดูกันครับว่าเป็นบริษัทอะไร และจำหน่ายหรือให้บริการ ลูกค้าในด้านใด

บริษัทเครือข่ายที่ให้บริการเกี่ยวกับการท่องเที่ยว
ผมกำลังพูดถึงบริษัท Worldventures ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำ ในการให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยว โดยใช้การตลาดแบบ เครือข่ายผสมกับการตลาดบน Internet Worldventure บริษัทสัญชาติอเมริกันตั้งอยู่ที่มลรัฐ Texas ก่อตั้งโดย Wayne Nugent และ Mike Azcue โดยมี วิสัยทัศน์ที่จะใช้การประสานกำลังของธุรกิจเครือข่าย และ Internet รวมไว้ด้วยกัน ภายใต้สโลแกน Make a Living, Living!

สินค้าและบริการ
Rovia, WorldVentures เป็นผู้ให้บริการด้านการท่องเที่ยว พักผ่อนซึ่งมีประสบการณ์มากว่า 27 ปี มีเส้นทางการท่องเที่ยว ที่หลากหลายมากกว่า 200 Trip ต่อปีไปยังสถานที่ต่างๆ เช่น London, Hong Kong, Jamaica, New Orleans, Las Vegas, Brazil, Washington, DC, Madrid, Aruba, Cancun, Thailand, Cabo San Lucas, San Francisco, Maui, Kenya, Alaska, Paris, Playa Del Carmen, Munich, Disney World, Puerto Vallarta, Beijing, Rome, เป็นต้น โดยแบ่งระดับของบริการออก เป็น 3 ระดับ ได้แก่ Dream Trips, Dream Trips Life และ Luxury Dream Trips

นอกจากนั้น Worldventuresยังให้โอกาสให้ท่านได้ร่วม ธรุ กิจผา่ นแผนธรุ กจิ แบบเครอื ขา่ ยผา่ น Leisure Travel Consultant Program ซึ่งเป็นโอกาสสำหรับนักธุรกิจอิสระที่จะเป็น เจ้าของ Travel Search Engine ของตนเอง นักธุรกิจจะได้รับ คอมมิสชั่นเมื่อมีใครบางคนตัดสินใจสั่งซื้อบริการต่างๆ ที่แสดงไว้ Online อีกด้วย กลุ่มลูกค้าหลักของ Worldventures ได้แก่ คนที่มีความเครียด ทำงานหนักเกินไป มีรายได้น้อยเกินไป มองหาความสุขและต้องการท่องเที่ยวพักผ่อน

แผนการตลาด
Worldventures ใช้แผนการตลาดแบบไบนารี่ โดยมีค่าสมัครเริ่มต้นที่ 99 เหรียญสหรัฐ แต่อาจจะมีส่วนลด หากซื้อ Leisure Travel Consultant (LTC) Package

บทสรุป
ผมเชื่อว่าการตลาดเครือข่าย จะยังและคงเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่น่าสนใจทั้งในปัจจุบันและอนาคต เราคงจะได้ เห็นสินค้าหรือบริการที่หลากหลายเพิ่มขึ้นจากบริษัทการตลาด เครือข่ายต่างๆ ที่พยายามสร้างจุดเด่น หาความต่าง และทำให้ ผู้บริโภคได้มีโอกาสเลือกซื้อเลือกหา ทั้งสินค้าและบริการ ที่ตรงใจ รวมถึงนักธุรกิจอิสระเองก็มีโอกาสในการเลือกในการ ทำธุรกิจมากขึ้นด้วย

ในอดีตเราคงเคยเห็นธุรกิจท่องเที่ยวในระบบเครือข่าย มาบ้างแล้ว แน่นอน ในครั้งนี้การกลับมาของธุรกิจท่องเที่ยวใน ระบบเครือข่ายย่อมมีการพัฒนา มีการปรับปรุงให้เข้ากับยุคสมัย มากขึ้น เข้ากับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทำให้นักธุรกิจ ทำงานได้ง่ายยิ่งขึ้น

แต่ท้ายที่สุด บริษัทใหม่ๆ หรือสินค้าใหม่ๆ ก็ยังเป็นเพียง หนึ่งในปัจจัยเล็กๆ แห่งความสำเร็จในธุรกิจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่า ก็คือความตั้งใจ ความพยายามและความมุ่งมั่นของตัวนักธุรกิจ เอง ที่จะนำพาความสำเร็จที่แท้จริงมาสู่ตัวเรานั่นเอง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

แอมเวย์เผย กลยุทธ์การตลาดทั่วโลก มุ่งเน้นผู้นำตลาดขายตรงโลก



นางแคนเดซ แมทธิวส์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด แอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น (ที่ 2 จากซ้าย) พร้อมด้วยนายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป (ซ้าย) บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด และนางรัตนา ชาญนรา ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด (ที่ 2 จากขวา) เผยข้อมูลกลยุทธ์การตลาดของแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่นและภาพรวมความสำเร็จของแอมเวย์ทั่วโลก โดยมุ่งสร้างความเป็นผู้นำในธุรกิจขายตรงทุกด้าน รวมถึงกลยุทธ์การตลาดของแอมเวย์ประเทศไทย ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญที่ทำให้แอมเวย์ประสบความสำเร็จและเติบโตอย่างยั่งยืน ตอกย้ำความเป็นผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจขายตรงหลายชั้นระดับโลก

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: http://www.newswit.com