ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยามธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สยามธุรกิจ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จิรชัย ปิ๊งตั้งกองทุนเยียวยาแก้เบี้ยประกันตรา สคบ. แพง


จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. เดินหน้าหาทางออก หลังผู้ประกอบการค้าน เรื่องจ่ายเบี้ยประกันแพงแลก ตราสัญลักษณ์ สคบ. ผุดไอเดีย ให้บริษัทขายตรงตั้งกองทุนเยียวยาขึ้นเอง หรือทำประกันกับธนาคารแทน พร้อมเปลี่ยนวิธีคิดเบี้ยประกัน จากเดิมคิดที่ยอดขายเป็นการหาค่าความเสี่ยงแทน ใช้วิธีตรวจสอบประวัติ ใครไม่เคยมีภาพลบจ่าย ถูกตามคดี ชี้ที่ผ่านมาการทำงานราบรื่น แบ่งงานจัดระบบ เน้นจัดทำฐานข้อมูลบริษัท และสินค้า ชัดเจน ลดปัญหาขาดแคลนคน

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในส่วนของนโยบายตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่หน่วยงานรัฐ ออกมาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และสร้างความไว้ใจ ให้กับผู้บริโภคจนกลายเป็นเรื่องที่ทุกบริษัทขายตรงพูดถึงในช่วงที่ผ่านมานั้น จิรชัย เผยว่า ขณะนี้ยังติดปัญหาในเรื่องของการจะเลือกอะไรขึ้นมา เพื่อเป็นตัวกำหนดว่าใครหรือบริษัทใด ควรจะจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่อย่างไร เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นไปที่สินค้า และการไม่ทำผิดกฎหมายซึ่งรวมถึงกฎหมายอื่นๆ เดิมที สคบ.และบริษัทประกัน ก็พยายามคิดว่าเราควรจะใช้อะไรขึ้นมาเป็นเกณฑ์ว่าบริษัทใดควรจ่ายเท่าใด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

อาทิ การกำหนดเบี้ยจากสินค้า หรือยอด ขายรายปี แต่เรื่องนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับทั้งจากบริษัท และโดยส่วนตัวของตน ทางสคบ.จึงได้ลองสอบถามความคิดเห็น ว่าจะเอาเรื่องของความเสี่ยงของแต่ละบริษัท มาเป็นตัวแปรในการจ่ายเบี้ยประกัน นายใหญ่สคบ. เผยถึงนโยบายตราสคบ.

การนำความเสี่ยงขึ้นมาเป็นตัวกำหนด คือ การเอาเรื่องของประวัติการ ดำเนินธุรกิจ ว่าเคยถูกฟ้องหรือไม่ จากการทำงานที่ผ่านมา บริษัทใดเป็นอย่างไร สินค้ามีการถูกร้องเรียนหรือเปล่า ซึ่งหาก มีประวัติที่ไม่ดี ความเสี่ยงก็สูง ทำให้เบี้ย ต้องสูงตาม ซึ่งเรียกว่าเป็นการประกันตามความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม จากที่อาจใช้เรื่องความเสี่ยงเป็นตัวชี้วัดเบี้ยประกัน ทาง สคบ.ก็ออกความคิดว่า อาจจะมีการตั้งธนาคาร เป็นหนึ่งในองค์กรประกันความ เสียหาย 2.อาจให้บริษัทต่างๆ ตั้งกองทุนขึ้นเอง และเมื่อมีความเสียหายก็เอาเงินจากกองทุนที่ตั้งมาชดใช้และเยียวยา และ 3.การให้บริษัทประกันเข้ามาประกัน อย่างที่ดำเนินงานมาในส่วนของนโยบาย

ทั้งนี้ ในส่วนของพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่นั้น สคบ. พยายามเร่งทำให้เกิดขึ้น แต่ติดตรงที่คณะกรรมการขายตรงมักจะเข้ามาประชุมไม่ครบ ซึ่งคงต้องแก้ไขเป็นการด่วน อีกทั้งอาจต้องตั้งคณะกรรมการขายตรงขึ้นใหม่ เพื่อยกระดับ และการทำงานต่างๆ ก็จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

จัดทำฐานข้อมูล MLM ใหม่ แก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่พอ จากการทำงานด้านธุรกิจขายตรง นับตั้งแต่ได้รับการคัดเลือกให้ขึ้นมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการของ สคบ. ขณะนี้ ตนได้ทำการปรับปรุงเรื่องของกระบวน การทำงานต่างๆ ซึ่งจากการปรับปรุงตอนนี้ หลายสิ่งที่ทำเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น

ทางสคบ. ได้จัดการในส่วนของระบบการทำงานหลักๆ แล้ว โดยได้ตั้งกอง ทำงานขึ้นมาอย่างเป็นสัดส่วน 3 ส่วนคือ 1.ทีมงานการจดทะเบียนบริษัท 2.กองติดตามประเมินผลการทำงาน และ 3.ฝ่ายตรวจสอบและดำเนินการจับกุม ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยสคบ.พยายาม ที่จะสร้างการทำงานให้มีสัดส่วน ลดความ ยุ่งยากที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด เนื่องจากจำนวนคนที่น้อย ทำให้ต้องแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน เลขาธิการ สคบ. กล่าว

สิ่งที่กล่าวมา เป็นเพียงเรื่องแรกที่สคบ.ได้ทำขึ้น มาตั้งแต่เดือนก.ย.ที่มีการ ปรับเปลี่ยนตัวเลขาธิการสคบ. ซึ่งในส่วน ของการทำงานขั้นที่ 2 คือ 1.การจัดทำฐานข้อมูลของธุรกิจขายตรง ทั้งเรื่องของ จำนวนบริษัท โดยต้องแยกว่าบริษัทใดยังอยู่ และบริษัทใดเลิกกิจการไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทที่จดทะเบียนเป็น บริษัทขายตรงถึง 852 บริษัท แต่กลับมีเพียง 100 กว่าบริษัทเท่านั้น ที่ยังเห็นความเคลื่อนไหว 2.การทำข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของธุรกิจขายตรง ว่าสินค้าใดเป็นของบริษัท อะไร อย่างไร และ 3.การจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแผนการจ่ายของแต่ละบริษัท ว่ามีแผนการจ่ายผลตอบแทนอย่างไร ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งมีการเปลี่ยนแผนจากที่ได้จดยื่นขออนุญาตกับสคบ.ไว้หรือไม่อย่างไร


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1351 ประจำวันที่ 10-11-2012 ถึง13-11-2012

"ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์-Synergy Worldwide" ปลื้มยอดขายพุ่งเร่งสยายปีกรองรับตลาด AEC


ซินเนอร์จี้ ผงาดขึ้นอันดับ 1 ของภูมิภาคอาเซียน แซงหน้าอินโดนีเซีย ปลื้มปีนี้สร้างรายได้เติบโตสูงสุดในรอบ 8 ปี โดยเฉพาะสินค้าเรือธง โปรอาร์จี-ไนน์ พลัส เติบโตกว่า 700% เผยในอีก 3 ปี ยอดขายทะลุพันล้าน พร้อมมุ่งเป้าสู่ผู้นำอันดับ 1 ของเอเชีย

มร.แดน นอร์แมน ประธานบริหาร บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ กล่าวว่า ในปีนี้ยอดขายของ ซินเนอร์จี้ประเทศไทยเติบโตสูงสุดเกิน 100% โดยเฉพาะในเดือนกันยายนที่ผ่านมา พบว่า ยอดขายเติบโตมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของซินเนอร์จี้

ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตดังกล่าว มร.แดน เปิดเผยว่าเกิดจากสินค้าที่ได้รับการตอบรับด้วยดีจากผู้บริโภค โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โปรอาร์จี-ไนน์ พลัสที่ปัจจุบันสร้างรายได้ให้กับบริษัท มากกว่า 1.5 ล้านเหรียญสหรัฐ นอกจากนั้น การทำงานอย่างหนัก ทั้งจากทีมผู้บริหาร และทีมสมาชิก ก็ส่งผลให้ปัจจุบันประเทศ ไทยมียอดขายเป็นอันดับ 1 ในเอเชียตะวัน ออกเฉียงใต้ แซงหน้าประเทศอินโดนีเซีย

จากศักยภาพของตลาดขายตรงในประเทศไทย ตนเชื่อมั่นว่า ในอนาคต ซินเนอร์จี้ เมืองไทยจะเป็นผู้นำตลาดในภูมิ ภาคนี้ ส่วนในปีหน้าบริษัทมีการวางกลยุทธ์ ต่างๆ ไว้รองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของบุคลากร สินค้าใหม่ รวมถึงออฟฟิศใหม่ และจะมีการประชุมใหญ่อีกครั้งหนึ่งในเดือนกันยายน ที่ประเทศเกาหลีใต้

ทั้งนี้ ประธานใหญ่แห่งซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ได้กล่าวแสดงความรู้สึกของตน ถึงการทำงานในเมืองไทยว่า ซินเนอร์จี้ประเทศไทย ได้เริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2004 เป็นระยะเวลา 8 ปีแล้วที่ได้ร่วมต่อสู้ ผ่านทั้งเรื่องที่ดีและไม่ดี แต่ตนก็เชื่อมั่นในศักยภาพของประเทศไทย โดยเฉพาะผู้นำและ ทีมสมาชิกทุกคน และปีนี้ก็ได้พิสูจน์ให้เห็น แล้วว่า ซินเนอร์จี้เมืองไทยทำได้

ด้าน นายศุภพงศ์ จันทรวีระกุลผู้จัดการทั่วไป บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง ประเทศไทยและเวียด นาม เปิดเผยว่าปีนี้บริษัทมีผลประกอบการที่ดีมาก พิสูจน์ได้จาก 5 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายของประเทศไทยเติบโตแซงหน้าประเทศอินโดนีเซีย ที่เคยเป็นเบอร์1 ในภูมิภาคอาเซียน และในปีหน้าคาดว่าซินเนอร์จี้ประเทศไทยจะขึ้นเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย จากปัจจุบัน ประเทศที่ครองแชมป์ยอดขายเป็นอันดับ 2 คือ ญี่ปุ่น ส่วนอันดับ 1 คือ เกาหลีใต้ โดยสัดส่วนยอดขายในปัจจุบันของเกาหลีใต้อยู่ที่ 150 ล้านบาทต่อเดือน คาดว่าในอีก 5-7 ปี ข้างหน้าไทยจะก้าวขึ้นสู่ผู้นำอันดับ 1 ของเอเชีย และก้าวสู่อันดับ 2 ของโลก รองจากอเมริกา

ปัจจุบันอัตราการเติบโตของซินเนอร์จี้ประเทศไทยอยู่ที่ 66% เมื่อเทียบ กับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ปลายปีน่าจะเกิน 100% ซึ่งยอดขายดังกล่าว หลักๆ มาจากสินค้าเอกของบริษัท คือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โปรอาร์จี-ไนน์ พลัสซึ่งรายได้จากสินค้าตัวนี้ เมื่อนับจาก วันแรกที่เปิดตัวในเมืองไทย จนถึงปัจจุบัน พบว่ามีอัตราการเติบโตถึง 700%

ส่วนกลยุทธ์ด้านการตลาดในช่วง ปลายปีนี้และปีหน้า นายศุภพงศ์ เปิดเผยว่า ปีนี้ซินเนอร์จี้จัดงานประชุมผู้นำครั้งยิ่งใหญ่ที่ประเทศไทย โดยบริษัทเลือกจัดงานใจกลางกรุงเทพฯ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงให้เห็นถึงการปักธงรบแล้วมุ่งสู่การเติบโตทุกทางและทั่วทุกพื้นที่ โดยเฉพาะการเตรียมตัวเป็นผู้นำในตลาดอาเซียน นอกจากนั้นยังตั้งเป้าภายใน 3 ปี ซินเนอร์จี้เมืองไทย ต้องมียอดขายทะลุพันล้านบาท

นอกจากนั้น บริษัทยังมีระบบสนับสนุนเพื่อขยายการเติบโต ด้วยระบบ การตลาดที่นำมาจากประเทศเกาหลีใต้ และผู้นำของไทยได้ปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของคนไทย โดยผู้นำที่อยู่กับบริษัท ตนเชื่อว่า ต่างมีประสบการณ์ในการทำธุรกิจ และประการสำคัญตลาดในเมืองไทยมีส่วนช่วยส่งเสริมด้วย จึงมั่นใจได้ว่าซินเนอร์ จี้จะเติบโตแบบก้าวกระโดดอย่างต่อ เนื่องแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1351 ประจำวันที่ 10-11-2012 ถึง13-11-2012

"ดาวปูแดง" วอนขอเข้าตลาดหุ้นชู โครงการ "ปลูกเผือกหอมพันล้าน"


ดาวปูแดง ผุดโครงการ ปลูกเผือกหอมพันล้าน หนุนเกษตรกรเข้าร่วมรับวิกฤติแล้ง ชี้ โครงการนี้ส่งอานิสงส์ชาวไร่ใช้สินค้าบริษัท ตั้งความหวังกรรมการตลาดหุ้นพิจารณา หลัง ก.ล.ต. ออกโครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ดันฝันเป็นบริษัทขายตรงเจ้าแรกได้นามสกุลมหาชน เรียก เรตติ้ง ยกระดับแบรนด์


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ดาวปูแดง ภายใต้ระบบธุรกิจขายตรง เปิดเผยความคืบหน้าการยื่นเรื่องเข้าตลาดหลักทรัพย์ ต่อ สยามธุรกิจ ว่า ในขณะนี้ดาวปูแดง ถือได้ว่าเป็นบริษัทจำหน่ายปุ๋ยเจ้าแรกและเจ้าเดียวในเมืองไทย ที่ยื่นเรื่องเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแผนดำเนินงานดังกล่าว เป็นไปตามโครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรม การกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อฉลอง ครบรอบ 20 ปี ของการก่อตั้งสำนักงาน


โดยบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ ต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ ต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งในต่างจังหวัดหรือทำธุรกิจในต่างจังหวัด, มีทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท, ต้องทำประโยชน์ให้กับจังหวัด หรือช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ, และสุดท้ายมีผลดำเนินงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และบริหารงานภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีผลกำไรในงบการเงินงวดล่าสุด ซึ่งหากคุณสมบัติ ต่างๆ ผ่าน จะได้รับการพิจารณาจากสภาอุตฯ และสภาหอฯ จังหวัด และจะได้เสนอเรื่องไปยัง ก.ล.ต. เพื่อพิจารณาคัดเลือกต่อไป


ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่บริษัทได้ผ่านคุณสมบัติ ต่างๆ ทั้ง 4 ประการแล้ว ในขณะนี้จึง อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการ ก.ล.ต. โดยระหว่างนี้ บริษัทต้องมีการคิดค้นโครงการ ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนโดยรวม หากโครงการที่คิดค้นเป็นที่น่าสนใจ และช่วยเหลือชาวบ้านได้จริงๆ การประสบความ สำเร็จได้รับเลือกให้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป


นายเชน กล่าวแสดงความมั่นใจว่า บริษัทมีโอกาส สูงถึง 80% ที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะได้รับการตอบรับไม่เกินปลายปีหน้า โดยโครงการสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่บริษัทเร่งดำเนินการ และถือเป็นโครง การที่ทำมาตั้งแต่ต้น แม้จะยังไม่ยื่นเรื่องเข้าตลาดหุ้น คือ การส่งเสริมให้สมาชิกของบริษัท รวมถึงประชาชนทั่วไป ปลูกพืชที่มีการรับประกันราคา เช่น เผือกหอม ข้าวโพดหวาน เป็นต้น ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้รับซื้อสินค้าดังกล่าวทั้งหมดจากชาวบ้านในราคาประกัน เพื่อส่งขายสู่พ่อค้าคนกลางต่อไป โครงการนี้จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้พวกเขา และจะทำ ให้ชาวบ้านไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง


นายเชน ได้กล่าวอีกว่า โครงการส่งเสริมการปลูก เผือกหอมดังกล่าว ยังเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสมาชิกของบริษัท และชาวบ้านได้ต่อไป เนื่องจากพืชดังกล่าวใช้ปริมาณน้ำน้อย ต่างจากการทำนา หรือพืชอื่นๆ ถือเป็นการลดความเสี่ยงต่อภาวะ ขาดทุนของชาวบ้าน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกที่ร่วมโครง การนี้แล้วกว่า 100 คน ในพื้นที่เกือบ 1 พันไร่ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในแถบพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท อย่างไรก็ดีเราจะร่วมมือกับรัฐบาลในการรณรงค์ กระจายข่าวสารความรู้เรื่องนี้ไปสู่ชาวบ้านในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป โดยตั้งเป้าว่า ก่อนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ต้องขยายพื้นที่ดำเนิน โครงการให้ครอบคลุมกว่า 5 พันไร่


นายเชนได้มองภาพรวมของการเข้าสู่ตลาดหุ้น ว่า สำหรับนโยบายการเข้าสู่ตลาดหุ้นของบริษัท ตนมองว่าได้ส่งผลดีหลายประการ คือ นอกจากจะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของบริษัท และเตรียมความพร้อมสู่ตลาด AEC แล้ว ยังมีข้อดีในเรื่องเงินทุน ที่มีดอกเบี้ยต่ำ และความเสี่ยงต่างๆ ก็ลดน้อยลง ส่วนโครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ตนมองว่าเป็นโครงการที่เปิดกว้างให้แก่ ธุรกิจต่างๆ ในต่างจังหวัดให้สามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น เพราะจากข้อมูลการสำรวจของ ก.ล.ต.พบว่า จำนวน 500 บริษัทที่มีนามสกุล จำกัด (มหาชน) มีเพียง 7% เท่านั้นที่เป็นบริษัทซึ่งอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งถือว่าน้อยมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็นการส่ง เสริม สนับสนุนธุรกิจต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม แต่ขาดโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้มีโอกาส ในจุดนี้มากขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่า ดาวปูแดง จะสามารถผ่าน คุณสมบัติหรือเงื่อนไขต่างๆ ตามโครงการ จนสามารถเข้า จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทเล็กๆ ที่สามารถ ใช้นามสกุล จำกัด (มหาชน) ได้อย่างแน่นอนด้านผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ นายเชน เปิดเผยว่า เติบโตขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนสิ้นปีตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 220 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1351 ประจำวันที่ 10-11-2012 ถึง13-11-2012

วันเสาร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

4 ไลฟ์ อัดทริปเที่ยวดันยอดขายสิ้นปีเพิ่ม 30%


4 ไลฟ์ ขายตรงเลือดมะกัน อวดยอดขายปีที่แล้วเติบโตขึ้นกว่า 44% วางเป้าปีนี้โตอีก 30% พร้อมชูกลยุทธ์เด็ด จัดทริปท่องเที่ยว ดึงใจสมาชิก ส่วนปีหน้าวางหมากดันสินค้าเพิ่ม หลังสินค้าเรือธง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4 ไลฟ์ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ได้รับการตอบรับสูง

นายสตีฟ แอปเปิ้ล รองประธาน ส่วน ธุรกิจนานาชาติ บริษัท 4 ไลฟ์ สหรัฐอเมริกา บริษัทแม่ของบริษัท 4 ไลฟ์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าในส่วนของ 4 ไลฟ์ สหรัฐอเมริกา ยอดขายเติบโตอย่างต่อ เนื่องตลอดเวลา ปัจจุบันมีรายได้ประมาณ 1.3 หมื่นเหรียญสหรัฐ ปีที่ผ่านมาติดอันดับ 45 ของธุรกิจเครือข่ายอเมริกา สูงขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ ในอันดับ 71 นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานอิสระได้ดำเนินการจัดอันดับธุรกิจเครือข่าย ที่ได้รับ ความนิยมในอเมริกา ปรากฏว่า 4 ไลฟ์ ติดอันดับ 1 ใน 10 จึงถือเป็นสิ่งที่รับประกันได้ว่า บริษัท 4 ไลฟ์ มีความมั่นคง และน่าเชื่อถือมาก

นายสตีฟ กล่าวต่อว่า สำหรับยอดขายของภูมิภาคเอเชีย ในปีที่ผ่านมา มียอด ขายเติบโตถึง 434% โดยประเทศอินโดนีเซีย สร้างยอดขายให้กับบริษัทมากที่สุด มียอดขาย รวมแล้วกว่า 1 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนประเทศ ไทยสัดส่วนรายได้ของปีที่แล้วเติบโตขึ้นจากปีก่อนประมาณ 44% ส่วนเกาหลีใต้เติบโต 27%, ไต้หวัน 33%

สำหรับปัจจัยสู่ความสำเร็จ นายสตีฟ เปิดเผยว่า บริษัทเน้นมาตรฐานสำคัญ 3 ประการ คือ วิทยาศาสตร์, บริการ, และความสำเร็จ โดยในส่วนของวิทยาศาสตร์ คือ การเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 4 ไลฟ์ ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ ที่เป็นสินค้าเรือธงของบริษัท ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่ใช่ยา อาหารเสริม หรือสมุนไพร แต่เป็นสารสกัดจากน้ำนมวัว ที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย และที่สำคัญ 4 ไลฟ์ ไม่มีคู่แข่งในผลิตภัณฑ์ดังกล่าว นอก จากนี้ บริษัทก็ยังมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับเครื่อง สำอางที่มีสัดส่วนประมาณ 5% เมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์ทรานสเฟอร์ แฟกเตอร์ โดยคาดว่าจะสามารถเร่งพัฒนาสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เกี่ยวกับกลุ่มความงามในสัดส่วนที่มาก ขึ้นกว่าเดิม

ประการถัดมา คือ การบริการ โดยในประเทศไทย บริษัทได้เปิดมูลนิธิ 4 ไลฟ์ เพื่อการสนับสนุน ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสหรือผู้ที่กำลังประสบปัญหา ซึ่งปัจจุบันบริษัทดำเนิน โครงการนี้แล้วมากกว่า 22 ประเทศทั่วโลก ประการสุดท้าย คือ ความสำเร็จ ด้วยการเสนอแผนการจ่ายผลตอบแทนสำหรับการเข้าร่วมทำธุรกิจขายตรง เป็นรายได้สูงสุด ถึง 64% ซึ่งเป็นแผนตลาดที่จ่ายรายได้สูงสุดในปัจจุบัน นอกจากนั้น บริษัทยังมีกิจกรรมการ ประชุมใหญ่ระดับนานาชาติ เพื่อให้เกียรติผู้นำ ที่ประสบความสำเร็จ ส่วนผู้นำในประเทศไทย บริษัทได้มีกิจกรรมสุดพิเศษ คือการจัดทริปท่องเที่ยวเพื่อสนับสนุนการทำงาน โดยไทยเป็น เพียงประเทศเดียวที่บริษัท 4 ไลฟ์ มอบสิทธิพิเศษนี้

นายสตีฟ ยังได้กล่าวถึงแผนกลยุทธ์กระตุ้นยอดขายสำหรับ 4 ไลฟ์ประเทศไทยว่า นอกจากบริษัทจะมอบสิทธิพิเศษในการจัด ทริปท่องเที่ยวสำหรับผู้นำเมืองไทยเพียงประเทศเดียวแล้ว ปีหน้า บริษัทก็จะมีการเปิด ตัวสินค้าใหม่ ทั้งในส่วนของสินค้าเสริมอาหาร และสินค้าในกลุ่มความงาม ซึ่งในขณะนี้ก็ได้มีการยื่นจดทะเบียนกับ อย.แล้ว กำลังอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ โดยเป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า การขอ อย. ของประเทศไทยนั้นผ่านยากมาก นอกจากนั้นบริษัทจะมีการเน้นการฝึกอบรมมากขึ้น เพื่อให้ผู้จำหน่ายเรียนรู้ในการสร้างธุรกิจ จนสามารถก้าวไปสู่การเป็นวิทยากรได้ และประการสำคัญผู้นำของไทย ยังอาจเข้าไปขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน ได้ เพราะในอนาคตบริษัทวางแผนว่าจะเปิดตลาดสินค้าของ 4 ไลฟ์ เพิ่มในแถบอาเซียน เพื่อรองรับการเติบโตของตลาดในภูมิภาคนี้ จากการเปิดตัวเสรีการค้าอาเซียน ส่วนเป้าหมายยอดขาย 4 ไลฟ์ ประเทศไทยในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วอีก 30%


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1349 ประจำวันที่ 3-11-2012 ถึง6-11-2012

อาวียองซ์ Aviance จุดพลุงานใหญ่ อวด 3 นักธุรกิจขึ้นตำแหน่งสูง


อาวียองซ์ แบรนด์ขายตรงในเครือ บริษัท ยูนิลีเวอร์ สานต่อความสำเร็จหลังฉลอง 12 ปีไปหมาดๆ จัดงาน ยู-ซัคเซส เดย์ โชว์นักธุรกิจมือทองขึ้นตำแหน่ง GEBA พร้อมกัน 3 รหัส พร้อมผู้ทำยอดขายผ่านโปรโมชั่น พิชิตทริปเที่ยว ฮ่องกง-เสิ่นเจิ้น พร้อมประกาศทริปญี่ปุ่นเรียกขวัญสมาชิก ไต่เป้าสิ้นปีผ่านการฉลองครบรอบ 12 ปี แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยม อาวียองซ์ (aviance) มาหมาดๆ แต่อาวียองซ์ยังไม่หยุดนิ่งกับการสร้างสถิติบนถนนแห่งความสำเร็จในงาน U-Success Day คุณทำได้...เราทำได้ ณ หอประชุมมหิศร ไทยพาณิชย์ ปาร์ค พลาซ่า จัดโดย แม่ทัพหญิงคนเก่ง สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร-อาวียองซ์ อินเตอร์เน ชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ที่ครั้งนี้เวทีแห่งความสำเร็จได้ต้อน รับเหล่าสมาชิกที่ขึ้นตำแหน่งกว่า 800 รหัส ตั้งแต่ระดับ Senior Business Associate จนถึงระดับสูงสุดในงาน Group Executive Business Associate ที่มีผู้ขึ้น ตำแหน่งพร้อมกันถึง 3 รหัส ได้แก่ วัฒนาวลัย กุลเนตุ, จรัสพัฐ บุญชลอ และ เสาว ลักษณ์ เจียรธนบัตร-ธนันท์รัฐ จรัสเลิศศิริ และยังตอบแทนความมุ่งมั่นของเหล่า ผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ด้วยการประกาศรายชื่อผู้พิชิตทริปท่องเที่ยวฮ่องกง-เสิ่นเจิ้น ต่อด้วยความตื่นเต้นที่เรียกเสียงฮือฮากับการเปิดตัวทริปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ที่ทำให้เหล่าผู้ร่วมธุรกิจ เครือข่ายอาวียองซ์หลายร้อยคนในหอประชุมต่างตะโกนกันสุดเสียงเรียกพลังดังกระหึ่ม ทริปญี่ปุ่น..เยส ทริปญี่ปุ่น..เยส ทริปญี่ปุ่น.. เยส เยส เยส

สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร-อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด แม่ทัพหญิง เปิดเผยว่า ทุกครั้งที่มีโอกาสมายืนบนเวที แห่งความสำเร็จในงาน U-Success Day ดิฉันรู้สึกดีใจ ภูมิใจ และยินดีกับความสำเร็จของผู้ร่วมธุรกิจทุกท่านค่ะ และครั้ง นี้เรามีผู้ร่วมธุรกิจที่ขึ้นตำแหน่งมากกว่า 800 คน ดิฉันจึงคิดต่อว่าเราจะทำยังไง ให้เราประสบความสำเร็จเช่นนี้ในไตรมาสที่ 4 ดิฉันจึงได้ปรึกษากับผู้ร่วมธุรกิจระดับผู้นำ พร้อมกับจัดกิจกรรม

ในไตรมาส 4 กับกิจกรรม Speed Train Rally กิจกรรมแรลลี่ ชวนคน เพิ่มยอด ต้องบอกว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีมากๆ และ ได้รับเสียงตอบรับที่ดีเช่นกัน เพราะกิจกรรมนี้จะเป็นกิจกรรมที่จะทำให้ทุกท่านมีรายได้เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ซึ่งมีหลักง่ายๆ ค่ะ โดยท่านต้องตั้งเป้า หมาย พร้อมกับ Show the Plan Share the Product ทำวันละ 3 ครั้ง และทำ ทุกวัน ดิฉันเชื่อมั่นว่าถ้าทุกท่านสามารถ ทำเช่นนี้ได้ ธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์จะต้องเติบโต และรายได้ของทุกท่านจะเติบโตขึ้นเช่นเดียวกัน

โดยภายในงานยังได้รับเกียรติจาก เจอร์รี่ หลุย National Executive Business Associate มาร่วมเผยถึงความสำเร็จในธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ว่า หลายท่านคงเคยทราบกันมาแล้วว่าก่อนที่ผมจะเข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย อาวียองซ์ ผมเป็นหนี้จากธุรกิจที่ผมทำถึง 18 ล้านบาท ถ้าเมื่อ 11 ปีที่แล้ว คุณสุชาดา ธีรวชิรกุล และคุณมนต์ชัย เดโชจรัสศรี ไม่ได้เป็นผู้มอบโอกาสที่ยิ่งใหญ่นี้ให้ ผมก็คงไม่สามารถปลดหนี้ 18 ล้านบาท พร้อมมีรายได้ต่อเดือนหลักล้านอย่าง แน่นอน ความสำเร็จที่ผมทำมาตลอด 11 ปี คือ Show the Plan Share the Product ทำวันละ 3 ครั้ง และทำทุกวัน ทำด้วย ความสุข ถ้ามีโอกาสผมจะทำทันที ทำทุกที่ ทำ..ทำ..ทำ ความสำเร็จมันไม่ยากนะครับ มันขึ้นอยู่กับว่าคุณนั้นมองเห็นแก่นในธุรกิจของคุณเองหรือไม่

นอกจากนี้ บริษัทยังมีการประกาศรายชื่อผู้พิชิตทริปท่องเที่ยวฮ่องกง-เสิ่น- เจิ้น ที่ครั้งนี้มีผู้ร่วมเดินทางมีถึง 195 รหัส แต่ความร้อนแรงยังไม่หมดลงกับการประกาศเปิดตัวทริปท่องเที่ยวประเทศญี่ปุ่น ที่ ทำให้เหล่าผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ หลายร้อยคนในหอประชุม ต่างตะโกนกันสุดเสียงเรียก พลังดังกระหึ่ม ทริปญี่ปุ่น..เยส ทริปญี่ปุ่น..เยส ทริปญี่ปุ่น.. เยส เยส เยส ดังสนั่นลั่น กระทั่งเวลาแห่งความสำเร็จมาถึง กับพิธีประดับเข็ม เกียรติยศให้แก่ตำแหน่งสูงสุดในงาน Group Executive Business Associate ที่มีผู้ขึ้นรับตำแหน่งพร้อมกันถึง 3 รหัส พร้อมประโยคเด็ดโดนใจที่ทำให้เกิดความสำเร็จเช่นในครั้งนี้ ได้แก่ วัฒนาวลัย กุลเนตุ ที่เธอมีเคล็ดลับความ สำเร็จว่า ศึกษา เรียนรู้ ทำอย่างจริงจัง คือเส้นทางแห่งความสำเร็จ ต่อด้วย จรัสพัฐ บุญชะลอ เจ้าของอาวียองซ์ ออเทอร์ไรช็อปสาขามีนบุรี ที่เธอประสบความสำเร็จ ด้วยเคล็ดลับว่า มุ่งมั่น สร้างทีมงานอย่างต่อเนื่อง เพียงเท่านี้ความสำเร็จอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อม และ เสาวลักษณ์ เจียรธนบัตร-ธนันท์รัฐ จรัสเลิศศิริ ทั้งคู่เผยเคล็ดลับความสำเร็จในครั้งนี้ว่า เรียนรู้ และลงมือทำ ทำอย่างมุ่งมั่น คือรางวัลแห่งความ สำเร็จ

โดยช่วงท้ายของงาน บริษัทได้จัดให้มีการแสดงความยินดีในพิธีประดับ เข็มเกียรติยศ และพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณในตำแหน่งอื่นๆ โดยก่อนจบงาน U-Success Day ในครั้งนี้ ยังได้ถ่ายภาพหมู่เป็นที่ระลึกร่วมกัน พร้อมรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ และดอกไม้หลาก หลายสีจากผู้ที่มาร่วมแสดงความยินดีหลายร้อยคน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1349 ประจำวันที่ 3-11-2012 ถึง6-11-2012

ดีเอสไอ (DSI) ประสานกองปราบฯ บุกทลายแชร์ลูกโซ่ตะเกียงน้ำมัน


ดีเอสไอ ผนึกกำลังกองปราบปรามฯ ทลายรังแชร์ลูกโซ่ ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย หลังเหยื่อกว่า 400 คน วิ่งโร่แจ้งความดำเนินคดี เหตุสูญเงินหลายแสนให้กับบริษัทขายตะเกียงลวงโลก คาดมีผู้เสียหายกว่า 2.5 หมื่นคนหลงเชื่อนำเงินเข้าลงทุน มูลค่ากว่า 5 พันล้านบาท เร่งตามจับตัวการใหญ่ 20 ราย ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่าย ชื่อว่า DCHL หรือ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจขาย ตะเกียงน้ำมันหอมระเหย ที่อาจทำธุรกิจเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ เพราะมีการชักชวนให้สมาชิกร่วมลงทุนด้วยเงินจำนวนมาก และเน้นไปที่การหาสมาชิกเพิ่ม ปรากฏว่าตลอดระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา มีผู้เสียหายเข้าร้องเรียนกับทาง สคบ.และ ดีเอสไอ เพื่อให้ตรวจสอบบริษัทนี้เป็นจำนวนหลายร้อยคน

ล่าสุด เมื่อวันที่ 12 ต.ค.ที่ผ่านมา พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดี พิเศษ (ดีเอสไอ) สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่กองปราบปรามกว่า 50 นาย พร้อมหมาย ค้นศาลอาญา เข้าตรวจค้นสำนักงาน บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด หรือ (DCHL) ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 338 อาคาร ดี ซี เอช แอล จำกัด ถ.พระราม9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ หลังได้รับการร้องเรียนว่า บริษัทดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน และหา สมาชิกเพิ่ม เบื้องต้นคาดว่ามีมูลค่าความเสียหาย กว่า 5 พันล้านบาท

พันตำรวจเอกนิรันดร์ กล่าวว่า จากการตรวจสอบ พบว่า ผู้เสียหายแต่ละรายได้ รับความเสียหายจากการนำเงินไปลงทุนเฉลี่ยคนละ 2 แสนบาท และจากการสอบ ถามพบว่า บางคน ถึงกับลงทุนนำบ้านและ ที่ดินมาจำนอง กู้เงินธนาคาร เพื่อนำเงินมาลงทุนกับบริษัทนี้ แลกกับคำโอ้อวดจาก บริษัทว่าจะมีรายได้อย่างต่ำเดือนละ 4 หมื่นบาท บางรายมั่นใจเพราะญาติเป็นผู้ชักชวน แต่สุดท้าย ปรากกฏว่าได้ผลตอบ แทนประมาณ 1-2 เดือนแรกเท่านั้น จากนั้นบริษัทจะมีการบ่ายเบี่ยงไม่จ่ายเงินให้สมาชิกตามสัญญา และตั้งเงื่อนไขว่า หากอยากได้ผลตอบแทนต้องไปหาสมาชิกมาลงทุนเพิ่ม การดำเนินงานดังกล่าวจึงเข้าข่ายแชร์ลูกโซ่ ไม่ใช่การทำธุรกิจขายตรง

จากข้อมูล พบว่าธุรกิจดังกล่าวเริ่มดำเนินการเมื่อปี 2545 ตลอดระยะเวลา 10 ปี มีผู้หลงเชื่อสมัครเข้ามาเป็นสมาชิก แล้วกว่า 2.5 หมื่นคน มีเงินหมุนเวียนกว่า 5 พันล้านบาท ขณะนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้ออก หมายจับผู้ต้องหารวมทั้งหมด 20 ราย ที่เป็นผู้บริหารและผู้นำระดับสูงของบริษัท ในข้อหาร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน ตามพระราชกำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน พ.ศ.2527

ส่วนรายงานความคืบหน้าล่าสุด มีผู้เสียหายเข้าร้องทุกข์กับดีเอสไอแล้วรวม กว่า400 คน จากที่คาดว่าจะมีผู้เสียหาย ทั้งหมดประมาณ 2,600 คน ตนจึงขอความ ร่วมมือให้ผู้เสียหายที่ยังไม่เข้าแจ้งความ รีบแจ้งดำเนินคดี เพื่อเจ้าหน้าที่จะได้รวบรวมพยานหลักฐาน หากเราได้สอบ สวนตามคำผู้เสียหายหมดเมื่อไร จะรีบสรุป สำนวนส่งพนักงานอัยการ ซึ่งคาดว่าจะไม่เกิน 3 เดือน และขณะนี้ ดีเอสไอ ได้อายัดบัญชีของ บริษัท DCHL แล้วเป็นเงินประมาณ 500 ล้านบาท เงินที่อายัดดังกล่าว คาดว่าอย่างน้อยจะนำมาเฉลี่ยคืนให้ผู้เสียหายเมื่อคดีสิ้นสุด หากเงินไม่พอสำหรับจ่าย ก็อาจจะมีหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรม อย่างเช่น กรมคุ้มครอง สิทธิ ที่ให้ความช่วยเหลือ เมื่อมีความเสีย หายทางคดีอาญาเกิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้เสียหายที่เข้าร้องเรียนทุกคนจึงวางใจได้

ด้าน พันตำรวจเอกสุวัฒน์ แสงนุ่ม พนักงานสอบสวนผู้ทรงคุณวุฒิ กองบังคับ การตำรวจกองปราบปราม เปิดเผย ความ คืบหน้าการจับกุมผู้ต้องหาทั้ง 20 คน ว่า ล่าสุด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้แล้วทั้งหมด 7 ราย มีการมอบ ตัว 1 ราย และมีผู้ต้องหาเข้าไปมอบตัวกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 1 ราย รวมทั้งหมด 9 ราย เหลืออีก 11 ราย เป็นคนไทยทั้งหมด

พ.ต.อ.สุวัฒน์ กล่าวย้ำว่า ผู้ต้องหาที่เหลือหากเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่จะมีสิทธิประกันตัว แต่หากเจ้าหน้าที่จับได้ จะไม่มีสิทธิประกันตัวไม่ว่ากรณีใดๆ ทั้งสิ้น โดยความผิดข้อหากู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน มีโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปีถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5 แสนบาทถึง 1 ล้านบาท

ส่วนกรณีผู้เสียหาย ที่จะเข้ามาแจ้ง ความกับเจ้าหน้าที่ หากใครมีความรู้สึกไม่ ปลอดภัย กลัวจะมีภัยคุกคาม ก็มีกฎหมาย คุ้มครองพยานอยู่แล้ว ผู้เสียหายจึงควรวาง ใจ และรีบเข้ามาให้ปากคำ เพื่อเจ้าหน้าที่จะ ได้รวบรวมพยานหลักฐานที่รัดกุมต่อไป ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือกองปราบฯ จะได้มีการ พิจารณาจัดการคุ้มครองตามความเหมาะสม

ด้าน นายณัชภัทร ขาวแก้ว นิติกรชำนาญการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ในฐานะผู้ดูแล เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง ก็ได้กล่าวชี้แจงกับผู้สื่อข่าวว่า ในส่วนของบริษัท DCHL ณ วันนี้ทางเลขาธิการคณะกรรมการคุ้ม ครองผู้บริโภค ในฐานะนายทะเบียน ได้มีคำสั่งเพิกถอนไม่อนุญาตให้บริษัทนี้ทำธุรกิจ ขายตรงแล้ว นับตั้งแต่วันที่ 15 ตุลาคม เป็นต้นไป ถ้าหากขัดคำสั่ง ก็จะมีการปรับ เป็นรายวัน วันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท

ส่วนกรณีมีผู้ตั้งข้อสังเกตถึงการทำงานของ สคบ.ว่ามีการเอาผิดกับบริษัท ดังกล่าวล่าช้า นายณัชภัทร ก็ได้เปิดเผยว่า สคบ.ดำเนินคดีนี้มานานแล้ว แต่การร่วมมือกันระหว่างหน่วยงานที่จะเอาความ ผิด ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเพื่อป้องกันการ ผิดพลาด ที่ผ่านมา สคบ.จะมีการประชุม ร่วมกับกรมสอบสวนคดีพิเศษ และสำนัก งานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และกลุ่มป้องกันการเงินนอกระบบ อยู่เป็น ระยะ ดังนั้นเมื่อข้อเท็จจริงมีอยู่ เพราะมีคนร้องเรียนกันมาตั้งแต่ปลายปี 2553 เรื่อยมา เพียงแต่พฤติกรรมแตกต่างกันไป บ้าง ยังไม่ชัดเจนพอที่จะทำให้เราดำเนินคดีในฐานความผิดตามที่ถูกกล่าวหา ต่อมาเมื่อได้หลักฐานเพิ่มที่ชัดเจน รัดกุมกว่า ที่ผ่านมา จึงนำไปสู่ขบวนการขั้นสุดท้ายเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม ที่ผ่านมา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1349 ประจำวันที่ 3-11-2012 ถึง6-11-2012

วันพุธที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง(MLM) ยึดหัวหาด ยุทธภูมิทองคำ (อุดรฯ-ขอนแก่น) รับ AEC ฝั่งตะวันออก


เป็นที่ทราบกันดีในวงกว้างว่า ในช่วงปลายปี 2558 จะเป็นเวลาที่กลุ่มประเทศอาเซียนจะกลายเป็นหนึ่งเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของการค้าการลงทุน โดยจะมีการเปิดความร่วมมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้น หรือที่รู้จักกันในนามของ AEC โดยความร่วมมือ ดังกล่าว กลุ่มประเทศอาเซียนจะมีการนำเข้าส่งออก สินค้า และทำธุรกิจมากมายหลายอย่างซึ่งกันและกัน โดยปลอดจากกำแพงภาษีที่เคยมี


สิ่งที่กล่าวมา สร้างการตื่นตัวให้เกิดขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจ ขายตรงในประเทศไทย โดยหลายบริษัทเริ่มที่จะวางแผนงานรับมือสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอีก 3 ปีข้างหน้า โดยเน้นไปที่การวางรากฐานในเรื่องของการเปิดศูนย์ธุรกิจเพื่อเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการทำตลาดอนาคต โดยยกขอนแก่น และอุดรธานี เป็นยุทธ-ภูมิทองคำ รองรับการเปิด AEC ซึ่งประเทศเพื่อนบ้านฝั่งตะวันออกนี้ล้วนเป็นกลุ่มประเทศเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น เวียดนาม, ลาว และกัมพูชา ซึ่งหาก AEC เกิดขึ้น ขอนแก่น และอุดรธานี ก็ไม่ต่างอะไรจากเมืองเศรษฐกิจใหญ่ๆ ของโลกเลยทีเดียว


- มิลค์กี้ เวย์ ทุ่ม 100 ล. ปั้นอุดรฯ เป็นฮับ


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เริ่มต้นก้าวสู่จุดสตาร์ตของธุรกิจ MLM อย่างเต็มตัว โดยก้าวต่อไปบริษัทเตรียมรุกตลาดเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการเปิดสาขาใหม่อย่างเป็นทางการ ที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 4 แหล่งศูนย์ รวมธุรกิจเครือข่าย เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในเมือง-หลวง ส่วนสาขาอื่นๆ ปัจจุบัน บริษัทมีสาขาหรือศูนย์เซ็นเตอร์อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ครอบคลุมทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ในจังหวัดสงขลา (หาดใหญ่) และกำลังจะเปิดที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี, ภาคเหนือ ที่จ.เชียงใหม่ และพิษณุโลก, ภาคอีสาน ที่จ.ขอนแก่น และอุดรธานี


สุมิตร ได้เปิดเผยว่า ศูนย์จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ประเทศอาเซียน ได้ ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมทุ่มงบลงทุนเพื่อ สร้างฐานธุรกิจอย่างเต็มที่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อทำตลาดรองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียนที่จะมีขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าอาจ ใช้เงินลงทุนทั้งหมด 100 ล้านบาท และเป็นเงินสดทั้งสิ้น


วันนี้ด้วยความพร้อมของธุรกิจ มิลค์กี้ เวย์ ในประเทศไทย ตนจึงคิดว่าน่าจะ ถึงเวลาที่บริษัทจะเริ่มรุกเข้าสู่ตลาดต่าง-ประเทศ ซึ่งการเปิดศูนย์สาขาใหญ่ในพื้นที่ ยุทธศาสตร์ จะสามารถช่วยย่นระยะเวลาการทำธุรกิจและเพิ่มความสะดวกในด้าน ลอจิสติกส์ นอกจากนั้น จะเน้นการทำธุรกิจ ขายตรงแบบหลายภาษาเตรียมความพร้อม ในการเข้าสู่ตลาดสากล


อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีนี้ หรืออาจเป็นต้นปีหน้า บริษัทจะมีการเปิดสาขา ต่างประเทศในมาเลเซียเป็นประเทศแรก โดยจากเดิมที่คาดว่าน่าจะเป็นประเทศอินเดีย เพราะบริษัทเป็นพันธมิตรทางการ ค้ากับอินเดีย เรียกได้ว่ามีสายป่านทางการ ค้าอยู่มาก แต่เมื่อประเทศมาเลเซียมีความ พร้อมก่อน จึงไม่ควรรอช้าที่จะเข้าไปขยาย ธุรกิจ โดยได้มีการวางงบลงทุนการเปิดศูนย์ธุรกิจที่มาเลเซียไว้เกือบพันล้านบาท ถือเป็นการเริ่มต้นเจาะตลาดไปยังกลุ่มประเทศเอเชียใต้อย่างเต็มกำลัง


- ดีไลฟ์ หวังขอนแก่นเป็นประตู AEC อีสาน


ด้านนายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการและผู้ก่อตั้งบริษัท ดีไลฟ์ อิน-เตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ ดีไลฟ์ เตรียมที่จะบุกตลาดแบบเต็มอัตรา ศึก ทั้งในส่วนของการขยายสาขา และการขยายโรงเรียนสอนธุรกิจ DNA ตามภูมิภาค ต่างๆ โดยในปีนี้ ดีไลฟ์จะมุ่งเน้นไปที่ภาคอีสานเสียส่วนใหญ่ ที่ถือเป็นเป้าหมายหลัก ของบริษัท โดยสาขาที่จะเปิดใหม่ในปีนี้นั้น ประกอบด้วย ขอนแก่น, อุบลราชธานี และ ร้อยเอ็ด ซึ่งสาขาแห่งใหม่ล่าสุดในจังหวัด ขอนแก่นนั้น ตั้งอยู่บนห้างโลตัสขอนแก่น และเชื่อว่าสาขาดังกล่าวนี้ น่าที่จะเป็นอีก หนึ่งแห่งที่จะช่วยสร้างธุรกิจดีไลฟ์ ให้ผู้-บริโภคได้รู้จักด้วยเช่นกัน


โดยการเลือกเปิดสาขาแห่งใหม่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้น นายเทวัญ ดีใจงาม บอสใหญ่ค่าย ดีไลฟ์ ได้เล่าว่า สาเหตุที่เลือกเปิดสาขาใหม่ที่จังหวัดขอนแก่นนั้น มองว่าในพื้นที่ดังกล่าวค่อนข้างมีขายตรง ที่เข้ามาเปิดน้อยมาก ในขณะเดียวกัน การ เปิดสาขาที่ขอนแก่น ถือเป็นการสร้างความมั่นใจว่าธุรกิจดีไลฟ์ เป็นธุรกิจที่มีความมั่นคง รากฐานแข็งแกร่ง และต้องบอกว่า การที่เราเลือกเปิดสาขาที่ห้างโลตัส นั้น ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะเปิดได้ เนื่อง จากต้องผ่านหลายขั้นตอนพอสมควร และ การที่ดีไลฟ์เข้ามาเปิดธุรกิจขายตรงที่ห้าง โลตัสได้ ย่อมต้องเป็นธุรกิจที่ไม่ธรรมดาด้วยเช่นกัน


นายเทวัญ บอกต่ออีกว่า ในปีนี้ที่ ดีไลฟ์ฯ มุ่งเน้นทำตลาดในภาคอีสานเป็นหลัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสมาชิกส่วนใหญ่ ของดีไลฟ์เป็นคนภาคอีสาน ในขณะเดียว กันยังเห็นว่าภาคอีสานน่าที่จะเป็นประตูสำคัญสู่ตลาดอาเซียนในปี 2558 นี้ได้ด้วย


นอกจากนี้ เครื่องมือในการสร้างความยิ่งใหญ่ของ ดีไลฟ์ ไม่ใช่มีเพียง แค่การรุกเปิดสาขาใหม่ตามภูมิภาคต่างๆ เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีอีกหนึ่งหัวหอกที่สำคัญในการสร้างผู้นำสู่ความเป็นมืออาชีพ ในธุรกิจขายตรงนี้ด้วยนั่นก็คือ โรงเรียนสอนธุรกิจ ที่ปัจจุบัน ดีไลฟ์ ได้เปิดให้มีโรงเรียนดังกล่าวไปบ้างแล้ว อาทิ พิษณุ-โลก, เชียงใหม่, อุบลราชธานี, อุดรธานี, นครราชสีมา และชลบุรี เป็นต้น


- MLM เฮโลปักธงแดนที่ราบสูงคึก


นายจักรพันธ์ สุทธโทธน กรรมการ ผู้อำนวยการ เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่น-แนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด เปิดเผยว่า ภายในปีนี้จนถึงต้นปี 2556 บริษัทมีแผน ที่จะเปิดศูนย์สาขา ที่มีลักษณะเป็น Sale Center เนื่องจากมองเห็นถึงศักยภาพ ความพร้อมต่างๆ ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยอาจจะเข้าไปประเดิมในภาคอีสานเป็นพื้นที่ แรก เนื่องจากอัตราการเติบโตขยายตัวเป็นไปอย่างรวดเร็ว ซึ่งคาดว่าจะมีการใช้ งบประมาณในการเปิดศูนย์ แต่ละศูนย์ประมาณ 5 ล้านบาท และในอนาคตจะมีการขยายไปที่ภาคใต้ ภาคเหนือเป็นลำดับ ถัดไป


ปีนี้สัดส่วนยอดขายของบริษัทเติบโต ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด หลังจากที่บริษัทปรับกลยุทธ์การตลาด โดยเข้าไปรุกในส่วนของ ตลาดภูมิภาคมากขึ้น ดังจะเห็นได้จากสัดส่วนยอดขายในช่วงไตรมาสแรกของภูมิภาคต่างๆ มีอัตราสูงขึ้น โดยภาคอีสาน มียอดขายโต 100%, ภาคใต้ 30% และภาคเหนือโต 5% ตามลำดับ โดยปัจจุบัน บริษัทมีสมาชิกแอ็กทีฟประมาณ 2.3 หมื่น รหัส จาก 50 จังหวัดทั่วประเทศ ปีนี้ตั้งเป้าเพิ่มอีก 5 พันรหัส


ด้านนายวิชัย ทองขุนคำ ประธานกรรมการ บริษัท ธนาธร ยูเนี่ยนไลฟ์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับศูนย์จำหน่ายสินค้าของบริษัทในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่จะ เป็นของสมาชิก ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ที่จังหวัด กระบี่, สุราษฎร์ธานี, แม่สอด, ตราด, เชียง-ใหม่, เชียงราย, ขอนแก่น, กาฬสินธุ์, นคร-ราชสีมา, ชัยภูมิ และบุรีรัมย์ โดยปีนี้ตั้งเป้า ที่จะมีศูนย์ให้ได้ประมาณ 40 จังหวัด และปี หน้าคาดว่า ธนาธรจะต้องมีศูนย์ครบทุกจังหวัดอีกด้วย


เป้าหมายของเราคือ 3 ปีแรกเป็น การตั้งรับ 3 ปีที่ 2 เป็นการทำตลาดเชิงรุก 3 ปีที่ 3 เป็นการสร้างแบรนด์ ขณะเดียวกัน ในภาวะที่มีการแข่งขันสูงเช่นนี้ เราขอที่ จะ เติบโตอย่างไม่หวือหวา ไม่อยากที่จะแข่งขัน กับใคร ต้องการที่จะแข่งขันกับตัวเองเสีย มากกว่า และต้องการโตแบบมีคุณภาพ โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะมียอดขายอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นยอดขายที่อาจจะไม่เยอะแต่หาก ทำได้ตรง ตามเป้า ถือว่าเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จของ เราด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1348 ประจำวันที่ 31-10-2012 ถึง2-11-2012

ไอยราแพลนเน็ต (Aiyara Planet) ตามกระแสฮิตส่งสินค้า ไอลดา Ailada เอาใจหญิง


ไอยรา จัดงานเกียรติยศครั้ง แรกของบริษัท ติดเข็มนักธุรกิจระดับ โกลด์สตาร์ 70 คน พร้อมเปิดตัวสินค้า ใหม่ทีเดียว 2 ตัว เจาะตลาดผู้หญิงเป็นหลัก ทั้งเสริมอาหารช่วยการทำงานภายในที่กำลังฮอตฮิต และผลิตภัณฑ์บำรุงผิว กาปฏิทินเดือน ก.พ.จัดงานใหญ่ เปิดสินค้าใหม่เพิ่มอีก 10 ตัว เน้นส่วนผสมงาดำ ตั้งตัวเป็น เจ้าของลิขสิทธิ์สินค้าจากงาดำ

นายกัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดงานซอฟต์โอเพนนิ่ง ขึ้น เพื่อเป็นการมอบเกียรติคุณให้แก่นักธุรกิจ ของบริษัทระดับโกลด์สตาร์ โดยมีนักธุรกิจที่ได้รับรางวัลนี้ทั้งหมด 70 คน จากการประกาศใช้แผนงานและเปิดตัวบริษัทมาได้ประมาณ 7 เดือน

โดย 7 เดือนที่ผ่านมา มีผู้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง ซึ่งงานดังกล่าว นับเป็นงานที่สำคัญ ไม่เพียงแต่เป็นงานมอบ เข็มเท่านั้น แต่บริษัทต้องการที่จะแสดงถึงความเป็นบริษัทที่ขาวสะอาด เป็นธุรกิจขาย ตรงสีขาว อีกทั้งบริษัทยังต้องการที่จะแสดง ศักยภาพให้สมาชิกได้เห็น ประธาน ไอยรา เผย

อย่างไรก็ดี ไอยรา ได้กำหนดตำแหน่ง ของบริษัทไว้ทั้งหมด 9 ตำแหน่ง โดยในตำแหน่งโกลด์สตาร์ซึ่งเป็นตำแหน่งที่บริษัท จัดงานมอบเข็มให้นี้ เป็นตำแหน่งที่ 3 ของ บริษัท ซึ่งผู้ที่จะได้ตำแหน่งนี้ จะต้องมีเครือ ข่าย ซ้าย 10 ขวา 10 ตามแผนงานที่บริษัท ได้กำหนด โดยไอยรามีความต้องการให้ผู้ที่ เดินเข้ามาในบริษัททำงานจริง ซึ่งในงานนี้ บริษัทคาดว่าจะมีผู้มาร่วมงานประมาณ 1 พันคน

ในส่วนของตำแหน่งอื่นๆ นั้น บริษัท ได้รอที่จะจัดงานแกรนด์ขึ้น ในช่วงต้นปีหน้า ประมาณเดือนก.พ.ซึ่งเป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อมอบรางวัลให้กับนักธุรกิจในระดับต่างของบริษัท โดยจะเป็นงานใหญ่ประจำปีของบริษัท เลยทีเดียว กัมปนาท กล่าว

นอกจากในส่วนของงานที่บริษัทได้จัดขึ้นมานี้ โดยในวันเดียวกันนั้น ไอยรายังได้จัดเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท ซึ่งเป็นสินค้าเกี่ยวกับผู้หญิง ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อระบบการทำงานภายในของผู้หญิง ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในตลาด ซึ่งบริษัทขายตรงหลายค่ายใช้สินค้าประเภทนี้เป็นสินค้าเรือธง อีกทั้งยังมีสินค้ากลุ่มบำรุง ผิวสำหรับผู้หญิง ชื่อ ไอลดา อีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ โดยบริษัทต้องการตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เป็นผู้หญิงให้มากขึ้น

นับจากนี้ บริษัทจะหยุดในเรื่องของ การเปิดตัวสินค้าใหม่ โดยจะรอให้ถึงงานแกรนด์ในช่วงเดือนก.พ. ที่บริษัทจะจัดงานใหญ่ เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่ต่อไป ซึ่งคาดว่า ในงานวันนั้น บริษัทจะเปิดตัวสินค้าเพิ่มอีก ประมาณ 10 รายการ หัวเรือ ไอยรา เผยถึงผลิตภัณฑ์ใหม่ในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บริษัทได้เปิด ตัวสินค้าที่สกัดจาก งาดำ ไปเมื่อช่วงก่อนหน้านี้ โดยได้ส่งสินค้าเรือธงอย่างผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร อิมมูล่า สารสกัดจากงาดำที่ได้รับการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย ครึ่งปีแรกบริษัทปิดยอดขายได้มากกว่า 50 ล้านบาท สิ้นปีนี้มั่นใจว่าจะเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 ล้าน บาทอย่างแน่นอน ส่วน ยอดสมาชิกคาดว่า สิ้นปีอาจถึง เป้า 1.5 หมื่นรหัส เนื่องจากปัจจุบันมีอยู่แล้วกว่า 8 พันรหัส

ในส่วนของนักวิจัยผู้คิด ค้นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพให้กับ บริษัทนั้น กัมปนาท เปิดเผยว่า บริษัทได้รับความร่วมมือจาก รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยวิจัยวิศวกรรมเนื้อเยื่อและเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งคิดค้นงานวิจัยสารสกัดงาดำ และนำผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารโลกมาร่วมเป็นทีม ผู้บริหารระดับสูงของบริษัทอย่างเป็นทางการ จึงทำให้ปัจจุบันไอยราได้ถือสิทธิบัตรงานวิจัย 1 ใน 5 ใบ ซึ่งเป็นเซซามีน ผลิตภัณฑ์งาดำชั้น 1 โดยผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สกัดจากงาดำตัวนี้ของบริษัทมีชื่อว่า อิมมูล่า

โดยจากความสำเร็จดังกล่าว บริษัทมีความต้องการทำให้บริษัทเป็นจ้าวแห่งสินค้าที่มีการสกัดจาก งาดำ โดยจะทำให้สินค้าของบริษัททุกรายการ มีสารสกัดของ งาดำ ผสมอยู่ เนื่องจากการเล็งเห็นถึงคุณประโยชน์ต่างๆ ที่มีอยู่ในงาดำ

ในส่วนของยอดขาย 100 ล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าหมายตัวเลขยอดขายของบริษัท ในปีนี้ บริษัทเชื่อว่าในเวลาอีกไม่นานนัก บริษัทจะสามารถทำเป้าหมายยอดขายให้ได้ตามเป้าหมาย

ในช่วงท้ายของปี บริษัทได้วางกลยุทธ์ ลงภาคสนามเข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อเป็น การขยายโอกาสทางธุรกิจให้เป็นที่รู้จักของ คนทั่วประเทศ นอกจากนั้น บริษัทกำลังเร่ง ดำเนินการในเรื่องของระบบการฝึกอบรม โดยดึงอาจารย์ชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญในการฝึกอบรม มาร่วมผนึกกำลังเสริมความแกร่งให้กับบริษัท ซึ่งอาจารย์ชาญวิทย์ กล่าวว่า การอบรมจะ แบ่งเป็น 5 หลักสูตร ได้แก่ 1.คนที่เริ่มทำธุรกิจจะอบรมถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติมเต็ม 2.การพัฒนาบุคลากรในสถาบันอบรมให้พวกเขารู้ว่าธุรกิจคืออะไร 3.วิถีผู้นำ ไอยรา ภาวะผู้นำ 4.หลักสูตรผู้บริหาร และ 5.ชื่อคอร์ส ว่า We are Aiyara ทุกคนคือไอยรา

สำหรับการทำงานของบริษัทนับจาก นี้ จะเน้นไปที่เรื่องของคนเป็นสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างนักธุรกิจรุ่นใหม่ขึ้น ทำอะคาเดมี่ AEO อีกทั้งยังมีเรื่องของการทำโรดโชว์ในจังหวัต่างๆ อาทิ เชียงใหม่, สุรินทร์, สุพรรณ, ชุมพร, และกระบี่ โดยบริษัทเน้นไปที่การเทรนนิ่งนักธุรกิจเป็นหลัก พร้อมกันนี้ บริษัทยังส่งเสริมให้นักธุรกิจทำเฮาส์มีตติ้งขึ้น โดยจะเป็นการจัดอบรมตามบ้านของสมาชิก โดยสมาชิกด้วยกัน

ในส่วนของหลักสูตรการฝึกอบรมวิทยากร หรือผู้นำนั้น บริษัทได้มีการจัดฝึกอบรมไปแล้ว 4 รุ่น รุ่นละ 25 คน รวมทั้งหมด 100 คน ซึ่งเหตุที่บริษัทหันไป เน้นหลักสูตร นี้มากขึ้น เนื่องจากมองว่า วิทยากรจะเป็นเหมือนกระบอกเสียง หรือผู้ที่สามารถประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้กับผู้บริโภค และนักธุรกิจรายใหม่ได้ โดยที่ผ่านมาจัดอบรมไปแล้ว 4 รุ่นจำนวน 100 คน และมีแผนจะเปิดการอบรมอีก 4 รุ่น จำนวน 100 คนเช่นเดิม ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นบริษัทก็จะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ให้กับบริษัทถึง 200 คนด้วยกัน

โดยในส่วนของเป้าหมายของนักธุรกิจนั้น บริษัทวางเป้าไว้ที่ 1.5 หมื่นคน ซึ่งบริษัทจะพยายามสร้างยอดสมาชิกให้ถึงตัวเลขดังกล่าวให้ได้ในช่วงปลายปี ทั้งนี้ กัมปนาท ยังได้กล่าวในตอนท้ายว่า บริษัทต้องการให้ผู้บริหารลุยงานเองรวมทั้งตัวเอง ไม่ใช่เพียงแต่ใช้เงินซื้อความสำเร็จมา ซึ่งหากผู้บริหารลงมือ ลงแรง เอง จะมีความสำเร็จที่ยั่งยืนมากกว่า และแข็งแกร่งกว่าการซื้อความสำเร็จ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1348 ประจำวันที่ 31-10-2012 ถึง2-11-2012

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

MLM ค่ายใหม่ งัดทีเด็ดชิงเค้กทยอยเปิดตัวหลังแผนตลาดนิ่ง


ค่ายขายตรงหน้าเก่า แห่เปิดม่านบริษัทอย่างเป็นทางการ ถือฤกษ์ ปีมังกรทองโชว์ทีเด็ดลงสนาม หลังใช้เวลาวางรากฐานมาหลายปี อีซี่ ฟาร์แมกซ์ อวดแผนจ่ายเร็ว ไฮบริด เข้าสู้ ฟุ้ง! ก.ย.ปี 56 โกยรายรับพันล้านบาท ด้าน ไทยเฮลท์ เน้นประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อขุนยอดขาย 500 ล้าน ส่วน ไอยรา ดันตัวเองเป็น เจ้าแห่งสินค้าสกัดจาก งาดำ ทำแต้ม 100 ล้านบาท สมาชิก 1.5 หมื่นคน

หลังจากที่ใช้เวลาในการวางรากฐานบริษัทมาเป็นเวลาหลายปี จนกลายเป็นที่รู้จักและมีฐานตลาดพอสมควร บรรดาค่ายขายตรงหลายค่ายถือฤกษ์ดีปีมังกรล่วงเลยรอดพ้นวิกฤติน้ำท่วมเปิดตัว บริษัทอย่างเป็นทางการ ซึ่งแต่ละบริษัทต่างพากันงัดของดีที่ตนเองมีออกมาเป็นเรือธงสร้างยอดขาย ทำเอาสนามขายตรง ร้อนฉ่าขึ้นไปมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

> อีซี่ ฟาร์แมกซ์ ฟุ้ง 12 เดือน พันล.

นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า จากที่บริษัทได้เปิดตัวแผนการตลาดใหม่ล่าสุด ที่เรียกว่า ไฮบริด โดยเป็นแผนการตลาด แบบใหม่ที่บริษัท อีซี่ฯ เป็นผู้ออกแบบ โดย พัฒนาขึ้นมาจากโครงสร้างของแผนเดิม

แผนการตลาด ไฮบริด เป็นแผนผสมผสานระหว่าง ไบนารี่ ระบบ บาลานซ์ พีวี 1:1 (บาทต่อบาท) และระบบไซเคิล 1:2 หรือการนำเอาระบบแบบวีคสตรอง ที่คุ้นเคยมาผสมผสานเข้ากับระบบไซเคิล ซึ่งมีจุดเด่นที่ช่วยให้สมาชิกสามารถสร้างรายได้อย่างรวดเร็ว

หลังจากที่บริษัทได้ปรับในส่วนของแผนธุรกิจมาเป็นแบบไฮบริด บริษัทยังได้ ออกกลยุทธ์กระตุ้นนักขายด้วยโปรโมชั่นต่างๆ อาทิ การมอบรถยนต์หรู กับนักธุรกิจ ที่สร้างผลงานได้ดีที่สุดในแต่ละลำดับ อีกทั้งยังมีการมอบเข็มเกียรติยศยกย่องนักธุรกิจของบริษัทอย่างต่อเนื่อง และยังมีทริปท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศสให้กับนักธุรกิจในไทย โดยในส่วนของเป้าหมาย 1 พันล้านบาทนั้น บริษัทได้วางเดือนก.ย.ปี 56 เป็นเป้าหมายที่ยอดขายพันล้านจะต้อง ปรากฏในขุมทรัพย์ของบริษัท

บริษัท อีซี่ ฟาร์แมกซ์ เป็นบริษัทขายตรงที่มีฐานบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศ มาเลเซีย เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยเพิ่งมีการเปิดตัวอย่าง เป็นทางการไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค.2555 โดย เวลาที่ผ่านมา เพื่อเป็นการวางรากฐานให้ กับบริษัท โดยอีซี่ ฟาร์แมกซ์มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก 13 ประเทศ โดยไทยเป็น ประเทศที่ 13 ซึ่งในเดือนก.ย.ปี 2556 บริษัทตั้งเป้าที่จะทำยอดขายสาขาไทยให้ได้ 1 พันล้านบาท

> ไทยเฮลท์ เน้นสื่อสร้างชื่อ

ด้านนายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด กล่าวว่า บริษัทไทยเฮลท์ จัดตั้งขึ้นเมื่อ 3 ปีก่อน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ผลิต จัดจำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ ไทยเฮลท์ โดยมีสินค้าเรือธงตัวแรกอย่าง เครื่องดื่มน้ำเห็ดเพื่อสุขภาพ Mushroom Drink น้ำเห็ดสมุนไพรจีน-ญี่ปุ่น ที่รวมเห็ด 6 สายพันธุ์ มาอยู่ในสูตรเดียวกัน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา ปรากฏว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวได้รับการตอบรับจากผู้บริโภคเป็นอย่างดี หลายคน เริ่มที่จะให้ความสนใจและรู้จักบริษัทในฐานะเจ้าตลาดน้ำเห็ดสกัด

ส่วนแผนการตลาด บริษัท ไทยเฮลท์ ดำเนินการตลาดในรูปแบบที่เรียกว่า ระบบ ขายตรงลูกผสมสื่อ คือนำแนวคิดของแผนสแตร์สเต็ปในระบบขายตรงมาผสมผสานกับการใช้ช่องทางการสื่อสารผ่านสื่อวิทยุ โดยเฉพาะคลื่นวิทยุเรดิโอ โอเค ซึ่งเป็นบริษัท แม่ของไทยเฮลท์ ที่มีมากกว่า 90 สถานี นอกจากนั้นบริษัทยังได้ขยายเครือข่ายการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ไปยังวิทยุชุมชน กว่า 200 สถานี ทั่วประเทศ ส่งผลให้ปัจจุบัน บริษัทมีฐานสถานีวิทยุกว่า 300 สถานีทั่วประเทศ และมีฐานผู้ฟังไม่ต่ำกว่า 3 ล้านคน

ปีนี้บริษัทได้วางงบไว้สำหรับการโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างการรับรู้สินค้าของบริษัท ไทยเฮลท์ ไว้ประมาณ 30 ล้านบาท ทั้งนี้ ในปัจจุบันบริษัทมีสินค้าคุณภาพในกลุ่มเสริมอาหารทั้งหมด 4 รายการด้วยกัน ได้แก่ 1.น้ำเห็ดสกัดสูตรดั้งเดิม 2.น้ำเห็ดสกัดผสมน้ำผึ้ง 3.ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับผู้ชายวีเอ็มพลัส และ 4.สำหรับผู้หญิงยูเลดี้ และวางแผนระยะสั้น 3 ปี จะมีผลิตภัณฑ์ด้านดูแลสุขภาพมากกว่า 10 รายการ โดยปีนี้บริษัท ไทยเฮลท์ ตั้งเป้ายอดขาย 100 ล้านบาท หลังจากเมื่อปีที่ผ่านมายอดขายลดลง 50% เนื่องจาก ในช่วงปลายปีประสบภัยน้ำท่วม ทำให้ไม่สามารถกระจายสินค้า และคาดว่าปีหน้ายอดขายจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด อาจปิดได้กว่า 500 ล้านบาท

> ไอยรา ตั้งตัวเป็นเจ้าสินค้างาดำ

นายกัมปนาท บุญราศรี ประธาน กรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หลังจากที่บริษัทเปิดตัวในช่วงต้นปี และได้ส่งสินค้า เรือธงอย่างผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อิมมูล่า สารสกัดจากงาดำที่ได้รับการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย ครึ่งปีแรกบริษัทปิดยอดขายได้มากกว่า 50 ล้านบาท สิ้นปีนี้มั่นใจว่าจะเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 ล้าน บาทอย่างแน่นอน ส่วนยอดสมาชิกคาดว่า สิ้นปีอาจถึงเป้า 1.5 หมื่นรหัส เนื่องจากปัจจุบันมีอยู่แล้วกว่า 8 พันรหัส

นอกจากสินค้าเรือธงอย่างผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารอิมมูล่าแล้ว บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายรายการด้วยกัน โดยอาจจัดแบ่งเป็น 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่ม สุขภาพ, ความงาม, การเกษตร, และกลุ่ม กระชับสัดส่วน ซึ่งสินค้าที่บริษัทวางแพลน จะให้เป็นสินค้าเรือธงตัวที่สอง คือ กลุ่มการเกษตร เนื่องจากมองว่าสินค้าทางการ เกษตรเป็นสินค้ามวลชน เพราะประชากร ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีอาชีพ ทำไร่ ทำสวน หากบริษัทต้องการให้ประชากร กลุ่มนี้หันมาสนใจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัทก็จำเป็นต้องมีสินค้าทางการเกษตรเป็นใบเบิกทางให้ชื่อของบริษัทไอยราได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของประชากรเหล่านี้ และเมื่อพวกเขารับรู้ว่าบริษัทคัดสรรแต่สิ่งที่ดีมานำเสนอ เขาก็จะหันมาสนใจสินค้าอื่นๆ ของบริษัท นั่นเอง

ส่วนครึ่งปีหลังบริษัทได้วางกลยุทธ์ ลงภาคสนาม เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อ เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ นอกจากนั้นบริษัทกำลังเร่งดำเนินการในเรื่องของระบบการฝึกอบรม โดยดึง อ.ชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญในการฝึกอบรม มาร่วมผนึกกำลังเสริมความแกร่งให้กับบริษัท ซึ่งอาจารย์ชาญวิทย์ กล่าวว่า การอบรมจะแบ่งเป็น 5 หลักสูตร ได้แก่ 1.คนที่เริ่มทำธุรกิจ จะอบรมถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติมเต็ม 2.การพัฒนาบุคลากรในสถาบัน อบรมให้พวกเขารู้ว่าธุรกิจ คืออะไร สินค้าคืออะไร 3.วิถีผู้นำไอยรา ภาวะผู้นำ 4.หลักสูตรผู้บริหาร และ 5.ชื่อคอส ว่า We are Aiyara ทุกคนคือไอยรา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1347ประจำวันที่ 27-10-2012 ถึง30-10-2012

ไฟไหม้คลังสินค้า "ทีวี ไดเร็ค (TV DIRECT)" เสียหาย 45 ล. ยันไม่กระทบธุรกิจ


จากเหตุการณ์ไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า ของบริษัท ทีวี ไดเร็ค ที่ผ่านมาประเมินความเสียหายเบื้องต้น 45 ล้านบาท ยันไม่กระทบความมั่นคงธุรกิจ มีวงเงินประกัน ครอบคลุมทุกความเสี่ยง บริษัทยังคงเป้าหมายของยอดขายปี 2555 ไว้ที่ 2,200 ล้านบาท ขณะที่ยอดขาย 6 เดือนแรกของปี 2555 บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ จำนวน 1,152.19 ล้านบาท กำไรสุทธิ 47.87 ล้านบาท

นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD เปิดเผยถึงเหตุเพลิงไหม้คลังสินค้าของบริษัท เมื่อเวลาประมาณ 22.00 น. ของวันพุธที่ 17 ตุลาคมนั้น บริษัทเช่าพื้นที่ของบริษัท เจดับเบิ้ลยูดี อินโฟโลจิสติกส์ จำกัด ประมาณ 2,000 ตารางเมตร เพื่อใช้เก็บสินค้าในกลุ่มเครื่องสำอาง และผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร ซึ่งจากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้สร้างความเสียหายในเบื้องต้น คิดเป็นมูลค่าประมาณ 45 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม บริษัทได้ทำประกันภัยแบบคุ้มครองความเสี่ยง ทั้งหมด (All Risk) รวมถึงกรณีธุรกิจหยุดชะงักไว้กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ในวงเงิน 431 ล้านบาท ขณะเดียวกัน บริษัท เจดับเบิ้ลยูดีฯ เองก็ได้ทำประกันภัยไว้กับ บริษัท ประกันคุ้มภัย จำกัด ในวงเงิน 60 ล้านบาท บริษัทจึงมั่นใจว่าเหตุการณ์ ดังกล่าวไม่กระทบต่อความมั่นคงของบริษัทแต่อย่างใด

นายทรงพลกล่าวอีกว่า ขณะเกิดเหตุคนงานเลิกงานหมดแล้ว จึงไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต เจ้าหน้าที่ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จึงควบคุมเพลิง ได้ในวงจำกัด ส่วนสาเหตุ ต้องรอเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานเข้าตรวจสอบสรุปสาเหตุ ที่แท้จริงต่อไป

ด้านแนวทางการแก้ไข ในส่วนของบริษัท เจดับ-เบิ้ลยูดีฯ ได้เตรียมคลัง สินค้าขนาดประมาณ 2,000 ตารางเมตร บริเวณใกล้เคียง กับคลังสินค้าเดิมไว้สำรอง เพื่อรองรับสินค้าที่จะเข้ามาทดแทนแล้ว จึงไม่มีผลกระทบด้านคลังเก็บสินค้า นอกจากนี้ บริษัท ทีวี ไดเร็ค ยังมีศูนย์กระจายสินค้าอีก 2 แห่งใหญ่ และอีก 75 แห่งย่อย ในการทำหน้าที่กระจายสินค้าไปยังลูกค้าที่สั่งซื้อสินค้าจากบริษัท

นอกจากนั้น บริษัทได้ดำเนินการประสานงานกับเจ้าของสินค้าในประเทศทุกรายที่เป็นพันธมิตรเพื่อนำสินค้าเข้ามาขายทดแทนสินค้าที่เสียหายดังกล่าว โดยนำไปจัดเก็บในคลังสินค้าแห่งใหม่ที่เช่าจาก บริษัท เจดับเบิ้ลยูดีฯ อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ดังกล่าวอาจมีผลกระทบ ต่อยอดขายในเดือนตุลาคมประมาณ 10-15% แต่บริษัทมั่นใจว่าไม่ส่งผลกระทบต่อยอดขายโดยรวม เพราะช่วงนี้เป็นช่วง ฤดูขายดีของบริษัท และมั่นใจว่าเหตุการณ์ ไฟไหม้จะไม่ส่งผลต่อดัชนีราคาหุ้นในตลาดหลักทรัพย์

นอกจากนั้น ตนขอยืนยันว่าเรายัง คงเชื่อมั่นในการทำงานของบริษัท เจดับ-เบิ้ลยูดีฯอยู่ จะไม่มีการเปลี่ยนสถานที่เก็บ สินค้าอย่างแน่นอน ซึ่ง ทีวี ไดเร็ค ดำเนิน ธุรกิจมาประมาณ 34 ปี เหตุการณ์นี้ถือเป็นครั้งแรกที่คลังสินค้าไฟไหม้ ต่อไปคงต้องมีการออกมาตรการป้องกันภัยให้มากกว่านี้

ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายของยอดขายปี 2555 ไว้ที่ 2,200 ล้านบาท จากปี 2554 ที่บริษัทมีรายได้รวมเป็นเงิน 1,902.63 ล้านบาท กำไรสุทธิ 74.60 ล้านบาท ขณะที่ยอดขาย 6 เดือนแรก ของปี 2555 บริษัทมีรายได้จากการขาย และบริการจำนวน 1,152.19 ล้านบาท กำไรสุทธิ 47.87 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1347ประจำวันที่ 27-10-2012 ถึง30-10-2012

มิลค์กี้ เวย์ (Milky Way) : ติดปีกสั่งลุย ทุ่มงบพันล้านเปิดศูนย์มาเลเซีย (Malaysia)


มิลค์กี้ เวย์ ยิ้มร่า เปิดธุรกิจ 4 เดือน รับรายได้แตะ 100 ล้านบาท ยอดสมาชิกเกือบ 3 หมื่นรหัส คาดสิ้นปียอดขายเติบโต 400 ล้านบาท ปูพรมอาเซียน ดันสาขาอุดรธานีเป็นศูนย์กลางลอจิสติกส์ ส่วนสิ้นปีเตรียมเปิดสาขาต่างประเทศ รุกตลาดมาเลเซียเป็นแห่งแรก ด้วยงบลงทุนกว่าพันล้านบาท!

นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์กรรมการ ผู้จัดการบริษัท มิลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยว่า มิลค์กี้ เวย์ เปิดตัวอย่างเป็นทางการเมื่อ 4 เดือนที่แล้ว ขณะนี้บริษัทมีการเติบโตแบบก้าวกระโดด โดยเริ่มต้นจากจุดศูนย์ ปัจจุบันบริษัทมียอดขาย แตะ 100 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเกือบ 7 หลักต่อวัน สิ้นปีน่าจะปิดรายรับที่ 300-400 ล้านบาท ส่วนสมาชิกคาดว่าเร็วๆ นี้ อาจแตะหลัก 3 หมื่นรหัส

บริษัท มิลค์กี้ เวย์ เริ่มต้นก้าวสู่จุด สตาร์ตของธุรกิจ MLM อย่างเต็มตัว ก้าว ต่อไปบริษัทเตรียมรุกตลาดเครือข่ายอย่าง ต่อเนื่อง ล่าสุดได้มีการเปิดสาขาใหม่อย่าง เป็นทางการ ที่ อิมพีเรียล ลาดพร้าว ชั้น 4 แหล่งศูนย์รวมธุรกิจเครือข่าย เพื่อรองรับ การขยายตัวของธุรกิจในเมืองหลวง ส่วน สาขาอื่นๆ ปัจจุบัน บริษัทมีสาขาหรือศูนย์ เซ็นเตอร์อยู่ตามหัวเมืองใหญ่ๆ ครอบคลุม ทั่วประเทศ ไม่ว่าจะเป็นภาคใต้ ในจังหวัด สงขลา (หาดใหญ่) และกำลังจะเปิดที่ จังหวัดสุราษฎ์ธานี, ภาคเหนือ ที่จังหวัดเชียงใหม่ และพิษณุโลก, ภาคอีสาน ที่จังหวัดขอนแก่น และอุดรธานี

โดยนายสุมิตร ได้เปิดเผยว่า ศูนย์จังหวัดอุดรธานี ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่สามารถขยายธุรกิจไปสู่ประเทศอาเซียนได้ ดังนั้น บริษัทจึงเตรียมทุ่มงบลงทุนเพื่อสร้างฐานธุรกิจอย่างเต็มที่ในพื้นที่ดังกล่าว เพื่อทำตลาดรองรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียนที่จะมีขึ้นในอนาคต โดยคาดว่าอาจใช้เงินลงทุนทั้งหมด 100 ล้านบาท และเป็นเงินสดทั้งสิ้น
วันนี้ด้วยความพร้อมของธุรกิจ มิลค์กี้ เวย์ ในประเทศไทย ตนจึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาที่บริษัทจะเริ่มรุกเข้าสู่ตลาด ต่างประเทศ ซึ่งการเปิดศูนย์สาขาใหญ่ใน พื้นที่ยุทธศาสตร์ จะสามารถช่วยย่นระยะ เวลาการทำธุรกิจและเพิ่มความสะดวกในด้านลอจิสติกส์ นอกจากนั้น จะเน้นการ ทำธุรกิจขายตรงแบบหลายภาษา เตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ตลาดสากล

อย่างไรก็ดี ในช่วงปลายปีนี้ หรืออาจเป็นต้นปีหน้า บริษัทจะมีการเปิดสาขา ต่างประเทศ ในมาเลเซีย เป็นประเทศแรก โดยจากเดิมที่คาดว่าน่าจะเป็นประเทศอินเดีย เพราะบริษัทเป็นพันธมิตรทาง การค้ากับอินเดีย เรียกได้ว่ามีสายป่านทาง การค้าอยู่มาก แต่เมื่อประเทศมาเลเซียมีความพร้อมก่อน จึงไม่ควรรอช้าที่จะเข้า ไปขยายธุรกิจ โดยได้มีการวางงบลงทุนการเปิดศูนย์ธุรกิจที่มาเลเซียไว้เกือบ พันล้านบาท ถือเป็นการเริ่มต้นเจาะตลาดไปยังกลุ่มประเทศเอเชียใต้อย่างเต็มกำลัง

นอกจากนั้น นายสุมิตร ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของบริษัทว่า ปัจจุบัน บริษัทมีสินค้าแบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆประมาณ 20 รายการ คือ กลุ่มสกินแคร์ ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนยอดขายจากสินค้ากลุ่มนี้ประมาณ 20-25% และกลุ่มสุขภาพ มีสัดส่วนยอดขายประมาณ 70-80% โดยทุกรายการได้รับการตอบรับที่ดี ในอนาคตจะมีการขยายไลน์สินค้าในกลุ่มสกินแคร์ให้ครอบคลุมในทุกๆ ความต้องการ

ตนตั้งใจทำให้ มิลค์กี้ เวย์ เป็นธุรกิจสำหรับครอบครัว เป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงในชีวิตได้ จึงเชื่อว่า บริษัทจะได้รับความนิยมจากกลุ่มคนขายตรงไม่น้อย และจะเป็นบริษัทขายตรงที่เติบโตอย่างพุ่งทะยาน โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 300-400 ล้านบาท หลังจาก ทำธุรกิจเพียง 4 เดือน มีรายรับแล้วถึง 100 ล้านบาท ทุกอย่างไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินฝัน สุมิตร กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1347ประจำวันที่ 27-10-2012 ถึง30-10-2012

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network Worldwide) : รุกตลาดงามครบวงจรเน้นกลยุทธ์แบบปากต่อปากปั๊มยอดขาย


ดี เน็ทเวิร์ค ส่ง Simile Growth Factor รุกตลาดความงาม โค้งสุดท้าย วางเป้าตั้งเป็นสินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ คาดยอดขาย 500-1,000 กล่องต่อเดือน ด้านกิจกรรมการตลาดจัดหนักโปรฯ ท่องเที่ยวเอาใจสมาชิก ล่าสุดเตรียมเหินฟ้าสู่คุณหมิง ประเทศจีน พร้อมผู้ประสบความสำเร็จ 159 คนมากกว่าครั้งที่แล้วเกือบ 2 เท่า

นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เซ็นสัญญาเป็นผู้จัดจำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์งานวิจัย ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากสถาบันวิจัยประเทศไต้หวัน โดยเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสภาพผิวหน้า ที่มีชื่อว่า Simile Growth Factor

โดยเหตุผลสำคัญที่บริษัทได้นำเข้าผลิตภัณฑ์ SIMILE COSMETOLOGY มาเจาะตลาดในประเทศไทย เพราะ ต้องการ ให้ดี เน็ทเวิร์ค มีสินค้าในกลุ่มบำรุงผิวหน้าครบวงจรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำความ สะอาด การป้องกัน การบำรุง โดย SIMILE COSMETOLOGY จะอยู่ในขั้นตอนการบำรุงรักษา

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของ Growth Factor มากถึง 8 ชนิด การผลิตได้นำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพระดับ นาโน มาใช้ในการเพิ่มจำนวนของ Growth Factor ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอ่อนเยาว์อีกครั้ง ซึ่ง Growth Factor ที่ผสมจะนำมาจาก Growth Factorและสารที่เป็นโปรตีน Peptide หลาย ชนิดทำงานร่วมกัน โดยผ่านการพิสูจน์ทาง วิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน นอกจากนั้นบรรจุภัณฑ์ของสินค้าตัวนี้ยังทำมาจากหนังปลา เพื่อทดแทนการใช้พลาสติกที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้ ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก

นายสาครยังกล่าวอีกว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการ ของผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิว อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่าย ลดเวลา หรือขั้นตอนการบำรุง ที่ยุ่งยาก ถือว่าเป็นสินค้านวัตกรรมระดับสูง แต่อยู่ในระดับราคาที่ลูกค้าทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยปัจจุบันราคาข้างกล่องอยู่ที่ 3,900 บาท แต่ราคานักธุรกิจของดี เน็ทเวิร์ค จะเหลือเพียง 3,000 บาท ซึ่งตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสินค้าตัวนี้จะสามารถแข่งขันในตลาดเอเชียได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทถือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย

ด้านช่องทางในการทำตลาดบริษัทจะเน้นการทำตลาดแบบปากต่อปาก ใช้ดี แล้วบอกต่อ โดยตั้งเป้าว่าสินค้าตัวนี้จะเป็น สินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ เพราะหลังจากทดลองตลาดมาเป็นเวลา 5-6 เดือนพบว่าได้รับการตอบรับที่ดี ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้บริษัทวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่เดือนละ 500-1,000 กล่อง

นายสาคร ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงกิจกรรมการตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า บริษัทได้มีการจัดงานประดับเข็ม ให้กับสมาชิกในตำแหน่ง GOLD และ SILVER ซึ่งงานดังกล่าวจะมีการจัดขึ้นทุกๆ 3 เดือน เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณให้กับ สมาชิกที่ประสบความสำเร็จ โดยในครั้งนี้มีผู้ขึ้นรับการประดับเข็มมากกว่า 60 คน ส่วนงานมอบเข็มครั้งใหญ่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มกราคมปีหน้า

นอกจากนั้น ยังมีโปรฯ ส่งเสริมการขาย ซึ่งช่วงปลายปีนี้บริษัทมีโปรโมชั่น ท่องเที่ยวประเทศจีน โดยขณะนี้มีผู้ประสบความสำเร็จพิชิตคะแนน ได้ไปท่องเที่ยวที่คุณหมิง ประเทศจีนแล้วถึง 159 คน เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้วถึง 2 เท่า

ตนมองว่าการจัดโปรฯ ท่องเที่ยวให้แก่สมาชิก ถือเป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของธุรกิจขายตรง ซึ่งบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค จะมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในทุกๆ 4 เดือน โดยครั้งที่ผ่านมาทางบริษัทมีการจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม มีผู้ผ่าน การแข่งขันเพียง 50 ท่าน จึงเห็นได้ว่าขณะ นี้มีจำนวนผู้ผ่านการแข่งขันมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของสมาชิก ดี เน็ทเวิร์ค ได้เป็นอย่างดี โดยผู้ที่ผ่านการแข่งขันในครั้ง นี้ มีทั้งสมาชิกหน้าเก่าและหน้าใหม่ จะเริ่มเดิน ทางท่องเที่ยวในวันที่ 12-15 พฤศจิกายนนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1346 ประจำวันที่ 24-10-2012 ถึง26-10-2012

ข่าวคิงส์เฮิร์บ (King Herb) : ฝันปิดบัญชีปี 55 พันล้าน วาดวิมาน AEC พาบริษัทติดท็อปเทน


คิงส์เฮิร์บ เป่าเทียนฉลอง 9 ปี เปิดบัญชีปี 54 โชว์ยอดขายแตะ 700 ล้านบาท ปีนี้วางเป้า 1 พันล้านบาท ด้วย 3 ปัจจัย สินค้า-สมาชิก-สื่อ เป็นตัวนำ พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม สินค้าจาก พลูคาว ใหม่ 2 ตัว คือ คอล-ดาต้า ซูเปอร์กรีน อาหารพืชสูตรล้ำ กับ สบู่ คอลดาต้า ซอฟ ฟุ้ง AEC เปิด บริษัทได้เปรียบตลาดอาเซียนพาองค์กรไต่ฝันติด 1 ใน 10 ขายตรงเมืองไทย

ดร.ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิร์ด 1999 จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดงานใหญ่ โดยเป็นการมอบเข็มเกียรติยศให้ กับสมาชิกนักธุรกิจของบริษัททุกคน อีกทั้งยังเป็นการฉลองการ เข้าสู่การทำธุรกิจเป็นปีที่ 9 ของบริษัท

บริษัทได้ดำเนินการ ภายใต้สโลแกนว่า เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น กับ คิงส์เฮิร์บฯ เนื่องจากบริษัทได้ก่อตั้งขึ้นอย่างมั่นคงและมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและซื่อตรง พร้อมด้วยคุณธรรมในการดำเนินธุรกิจ พร้อมที่จะผลิตและพัฒนาสินค้ารวมถึงบริการให้มีคุณภาพดีที่สุด อันจะนำสมาชิกและนักธุรกิจทุกคน ไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิตร่วมกัน

เรามอบโอกาสการเป็นเจ้าของธุรกิจ แด่ทุกท่านที่ต้องการประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม และแผนการตลาดที่จ่ายผลตอบแทนคุ้มค่า และเป็นธรรม ตลอดจนเกียรติยศชื่อเสียง และฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ ดร.ปพน กล่าว

สำหรับการเติบโตของธุรกิจ คิงส์ เฮิร์บฯ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้บริษัทมียอดขายเติบโตอยู่ที่ประมาณ 40% จากการเปรียบเทียบยอดขายในช่วงเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 54 ทั้งปี บริษัทสามารถทำยอดขายเติบโตอยู่ที่ 700 ล้านบาท โดยในปีนี้เมื่อมองจากการเติบโตต่างๆ ที่กล่าวมานี้ บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถ ดันยอดขายในปี 55 นี้ แตะ 1 พันล้านบาท ได้อย่างแน่นอน

ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบ ต่อธุรกิจของคิงส์เฮิร์บมากพอสมควร ซึ่งในความเป็นจริงหากไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว เชื่อว่าบริษัทจะสามารถทำยอดขายในปีที่ผ่านมาถึง 1 พันล้านบาทได้อย่างแน่นอน แม่ทัพใหญ่คิงส์เฮิร์บ เผย

ในส่วนปัจจัยการเติบโตที่จะทำให้บริษัท ก้าวขึ้นไปสู่ตัวเลขพันล้านได้นั้น ดร.ปพน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโต ได้นั้น มาจากเหตุผล 3 ประการด้วยกัน นั่นคือ 1.บริษัทเห็นความสำคัญของการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงสื่อมวลชน 2.บริษัทเห็นความสำคัญของการดูแลสมาชิก เป็นอย่างดี ดุจคนในครอบครัวเดียวกันอยู่เสมอ และ 3.บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคผ่านการมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนา คุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ

โดยล่าสุดนอกจากสินค้าพระเอกคือ คอลดาต้า ตัวเดิมที่เป็นสินค้าขายดีของบริษัทแล้ว ทางคิงส์เฮิร์บยังได้ออกตัวเสริม ของสินค้ากลุ่มนี้คือ คอลดาต้า ซูเปอร์ทู ซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มเสริมอาหารที่อยู่ในหมวด วัตถุดิบของพลูคาว เช่นเดียวกันกับ คอล-ดาต้า ตัวเก่า ซึ่งจะมีการออกฤทธิ์ที่เร็วกว่า ซึ่งทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์นี้คือพระเอกของบริษัท อีกทั้งยังมีสินค้าในกลุ่มเกษตร ที่บริษัทได้ทำ การเปิดตัวขึ้นใหม่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับต้นไม้ ภายใต้ชื่อ คอลดาต้า ซูเปอร์กรีน และสบู่ คอลดาต้า ซอฟ ซึ่งทั้ง 2 สินค้าใหม่ที่กล่าวมานี้ นับเป็นสินค้า ที่บริษัทเชื่อว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

สำหรับบริษัท คิงส์เฮิร์บ ปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าเสริมอาหาร, สินค้าการเกษตร, สินค้าดูแลรูปร่าง, สินค้าความงาม, สินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีสินค้าเกี่ยวกับการบำรุงเครื่องยนต์ของรถยนต์ เป็นสินค้านำของกลุ่มสินค้าในกลุ่มนี้

โดยสัดส่วนการทำยอดขายของสินค้า ในแต่ละกลุ่มนั้น จะมีสินค้ากลุ่มเสริมอาหาร ที่มี คอลดาต้า เป็นสินค้าเรือธง ซึ่งครองส่วนแบ่งยอดขายอยู่ที่ 70% ส่วนอีก 30% ก็จะแบ่งกระจายออกไปในอีก 5 กลุ่มสินค้า ที่กล่าวมา

อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดของคิงส์เฮิร์บนั้น จะมีภาคอีสานเป็นตลาดหลัก ของบริษัท ซึ่งครองส่วนแบ่งยอดขายอยู่ที่ 60% ทั้งๆ ที่ในอดีตที่ผ่านมา ภาคกลางจะเป็นภาคที่มียอดการเติบโตสูง แต่ที่ทราบกัน ดีว่า คนที่อยู่ภาคกลางส่วนใหญ่เป็นคนอีสาน ซึ่งนิยมซื้อสินค้าส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่อยู่ในภาคอีสานทาน แต่เมื่อการขยายศูนย์ของบริษัทก้าวหน้าไปมาก ทำให้คนที่อยู่ในภาคสามารถซื้อทานได้เอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อที่ภาคกลางเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของศูนย์สินค้า ของบริษัทนั้น บริษัทจะเปิดให้สมาชิกของบริษัทร่วมเข้ามาเป็นเจ้าของได้ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่บริษัทได้วางคือ ต้องเป็นสมาชิก ที่มีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 50 รหัส อีกทั้งต้องมีการส่งเรื่องเพื่อสอบศูนย์ เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดของศูนย์สินค้าทั่วประเทศ อีกทั้งยังจะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสินค้า และบริษัท เพื่อจะได้ให้คำตอบกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน คิงส์เฮิร์บมีศูนย์สินค้าแล้วทั้งหมด 800 ศูนย์ทั่วประเทศ จากการวางกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการกระจายศูนย์ในทุกอำเภอๆ ละ 1 ศูนย์ ซึ่งในช่วงสิ้นปีนี้ บริษัทเชื่อว่าจะสามารถเปิดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100 ศูนย์ เพื่อให้เป็น 900 ศูนย์ หัวเรือคิงส์เฮิร์บ เผย

นอกจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในส่วนของการเปิดประชาคมอาเซียน ก็เป็นหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจในศักยภาพของคิงส์เฮิร์บ ว่าด้วยการมีสินค้าที่ดี มีโรงงานเป็นของตนเอง และการมีรากฐานธุรกิจในประเทศที่แข็งแกร่ง เชื่อว่า เมื่อการเปิดประชาคมอาเซียนขึ้นมา ในปี 58 บริษัท จะสามารถสร้างโอกาสทาง ธุรกิจ และสามารถก้าวขึ้นไปสู่ 1 ใน 10 ของ บริษัทขายตรงชั้นนำในประเทศไทยได้อย่าง แน่นอน

การขยายธุรกิจในปัจจุบันบริษัทได้เดินหน้าปักธงชิมลางในรูปแบบการนำสินค้า เข้าไปขายแล้วในทุกประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ รอบประเทศไทย ดร.ปพน กล่าวในช่วงท้าย

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า บริษัท คิงส์เฮิร์บ ยังได้วางเป้าที่จะเปิดอาคารสำนักงานใหญ่หลังใหม่ของบริษัทอีกด้วย โดยจะตั้งอยู่ย่านถนนรามอินทรา ซึ่งเป็นอาคาร 8 ชั้น โดยวางงบประมาณในการเนรมิตอาคารสำนักงานใหญ่หลังใหม่ นี้ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งจะถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของบริษัท ในการก้าวไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1346 ประจำวันที่ 24-10-2012 ถึง26-10-2012

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

อีซี่ ฟาร์แมกซ์ "Easy Pha-max" เปิดม่านบริษัทขึงธงแผนจ่าย ไฮบริด เป้า 12 เดือนพันล.


อีซี่ ฟาร์แมกซ์ ได้ฤกษ์เปิดม่านสาขาไทยอย่างเป็นทางการ หลังซุ่มทำตลาดมา ตั้งแต่ปี 52 ใช้สินค้าสมุนไพรเป็นตัวโกยยอดขาย ปรับแผนเป็น ไฮบริด ชูโรงเรียกสมาชิก ดันโปรโมชั่นเต็มพรืดล่อใจ ขีดเส้นใช้เวลา 12 เดือนต่อจากนี้ เดือนก.ย.ปี 56 รายรับต้องแตะ พันล้านบาท ด้านประธานใหญ่แย้ม ปีหน้าดันบริษัทเข้าตลาดหุ้นฮ่องกง

ดาโต๊ะ เย่ เส้าเฉวียน ผู้ก่อตั้ง แบรนด์ธุรกิจขายตรงกลุ่ม อีซี่ ฟาร์แมกซ์ เปิดเผยว่า เราตั้งเป้าที่จะเป็นบริษัทแฟรนไชส์สมุนไพรออนไลน์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีภารกิจสำคัญในการทำให้ ทุกครอบครัวได้ครอบครองบัตรแพ็กเกจสุขภาพ บริษัทได้ผสมผสานธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ และกลยุทธ์น่านน้ำสีครามเข้าด้วยกัน โดยนำเอาผลิตภัณฑ์ของอีซี่ ฟาร์แมกซ์ และผลิตภัณฑ์ในกลุ่มพันธมิตร ผ่าน ระบบการตลาดของสาขาทั้ง 13 ประเทศ ที่บริษัทได้ขยายออกไป

โดยในส่วนของประเทศไทยนั้น ถือว่า เป็นประเทศที่ 3 ของอีซี่ ฟาร์แมกซ์ที่บริษัทได้ขยายออกไป โดยบริษัทได้มีการปรับแผนจากช่วงเริ่มต้นของบริษัทในประเทศไทยให้มีความสอดคล้องกับพฤติกรรมการดำเนินธุรกิจของคนไทย ซึ่ง บริษัทได้ปรับมาใช้แผนจ่ายแบบ ไฮบริด

ในปี 2012 นี้ อีซี่ ฟาร์แมกซ์ต้องการ ทำให้บริษัทมีความเป็นสากลมากยิ่งขึ้น โดยที่เป้าหมายในเรื่องต่างๆ นั้นบริษัทจะ คงไว้ โดยที่บริษัทต้องการจะทำให้อีซี่ ฟาร์แมกซ์เป็นแหล่งรวมคนเครือข่าย และ สร้างนวัตกรรมด้านสินค้านำเข้ามาจำหน่าย ภายใต้ระบบขายตรง ดาโต๊ะ เผย

อย่างไรก็ดี ในส่วนของเป้าหมายของบริษัทที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้สำหรับประเทศไทยนั้น บริษัทได้วางตัวเลขยอดขายไว้ที่ 1 พันล้านบาทในปีหน้า โดยที่จะ มีการส่งสินค้านวัตกรรมเข้ามาจำหน่าย เน้นในส่วนของสินค้าที่มีความเหมาะสมกับพฤติกรรมของคนไทยให้มากที่สุด

อีซี่ ฟาร์แมกซ์ จะใช้กลยุทธ์ที่คล้ายกันในการขยายตลาดในทุกประเทศ คือ การใช้เวลาในการวางรากฐานบริษัทอย่างน้อย 2-3 ปี เพื่อให้เกิดความแข็งแกร่ง เป็นที่รู้จัก หลังจากนั้นจึงจะเริ่มการเปิดตัว บริษัทอย่างเป็นทางการ และทุ่มทุนทำตลาดเต็มอัตราศึก เจ้าของบริษัทขายตรงมาเลเซีย กล่าว

ในส่วนของยอดขายของสาขาต่างๆทั้ง 13 สาขา ขณะนี้มีประเทศจีนที่ทำยอดขายได้ดีที่สุด ซึ่งจีนจะมีการเปิดตัว อย่างเป็นทางการในปีหน้านี้ แต่หากนำจำนวนประชากร มาหารกับตัวเลขยอดขายนั้น จะเป็นไต้หวันที่มียอดขายสูงที่สุด ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจว่าหลังจากที่มีการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการในครั้งนี้ สาขาไทย จะสามารถสร้างยอดขายได้เป็น อย่างดี อีกทั้งยังมีศักยภาพที่ดีพอจะก้าวขึ้นมาในตำแหน่งสาขายอดขายเบอร์หนึ่ง ของบริษัท

นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมา ในปีนี้ บริษัทยังมีความต้องการที่จะทำให้บริษัทแข็งแกร่งพอที่จะนำเข้าตลาดหลักทรัพย์ในฮ่องกงให้จงได้ ซึ่ง ดาโต๊ะ แสดงถึงความ มั่นใจในเป้าหมายต่างๆ ที่กล่าวมา ด้าน มร.ลีออน หยาง CEO บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เผยว่า บริษัทตั้งเป้าหมายในการเป็นธุรกิจแฟรนไชส์ อี-เฮิร์บ ที่ใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมการสร้างตลาดสมุนไพรที่ใหญ่ที่สุด อีกทั้งการก้าวขึ้นไปยืนเป็น 1 ใน 500 บริษัทแรกของโลก และ 1 ใน 100 บริษัทชั้นนำของเอเชีย

ในปี 2552 ที่ผ่านมา เราก้าวไป ข้างหน้าเพื่อให้บรรลุภารกิจที่สำคัญด้วยการขยายตลาดสู่ประเทศไทย ซึ่งบริษัทพบว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสมุนไพรในประเทศไทยมีมูลค่าการตลาดทั้งสิ้นถึง 3 หมื่นล้านบาทต่อปี และยังสามารถเติบโต ได้อีกไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี สิ่งนี้ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เราต้องเข้ามาทำตลาด ในประเทศไทย มร.ลีออน กล่าว

โดยงานที่บริษัทได้จัดขึ้นในครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ ในประเทศไทย ซึ่งอีซี่ ฟาร์แมกซ์ ได้ใช้เวลากว่า 2 ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้เกิดขึ้น เนื่องจากการมองเห็น ว่าธุรกิจขายตรงในประเทศไทยมีการแข่งขันที่สูง ทำให้เรื่องของการวางรากฐานเป็นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำก่อนเป็นอันดับแรก

ส่วนเป้าหมายของบริษัท คือ สาขา ไทยในปีหน้าจะต้องทำยอดขายให้ได้ 1 พันล้านบาทซึ่งทุกคนในบริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง โดย ที่สินค้าของบริษัทมีด้วยกันทั้งหมด 3 กลุ่ม ได้แก่ 1.วีตกลาส สินค้าที่มีวัตถุดิบจากต้นข้าวสาลี 2.ผลิตภัณฑ์ดีทอกซ์ ตามกรุ๊ป เลือด และ 3.สินค้าดูแลสุขภาพเฉพาะทางซึ่งในอนาคตบริษัทได้เตรียมในเรื่อง ของสินค้าใหม่ในการขนเข้ามาทำตลาดใน ประเทศไทย โดยจะเน้นไปที่ความต้องการ ของหนุ่มสาว โดยบริษัทได้เตรียมงบทำตลาด และเรื่องต่างๆ ที่ 100 ล้านบาท

ในส่วนของ นายศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า จากที่บริษัทได้เปิดตัวแผนการตลาดใหม่ล่าสุด ที่เรียกว่า ไฮบริด โดยเป็นแผนการ ตลาดแบบใหม่ที่บริษัท อีซี่ฯ เป็นผู้ออกแบบ โดยพัฒนาขึ้นมาจากโครงสร้างของแผนเดิม

แผนการตลาดไฮบริด เป็นแผนผสมผสานระหว่าง ไบนารี่ ระบบบาลานซ์ พีวี 1:1 (บาทต่อบาท) และระบบไซเคิล 1:2 หรือการนำเอาระบบแบบวีกสตรอง ที่ คุ้นเคยมาผสมผสานเข้ากับระบบไซเคิล ซึ่งมีจุดเด่นที่ช่วยให้สมาชิกสามารถสร้าง รายได้อย่างรวดเร็ว

ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทได้ปรับในส่วน ของแผนธุรกิจมาเป็นแบบไฮบริด บริษัท ยังได้ออกกลยุทธ์กระตุ้นนักขายด้วยโปรโมชั่นต่างๆ อาทิ การมอบรถยนต์หรู กับนักธุรกิจที่สร้างผลงานได้ดีที่สุดในแต่ละลำดับ อีกทั้งยังมีการมอบเข็มเกียรติยศ ยกย่องนักธุรกิจของบริษัทอย่างต่อเนื่อง และยังมีทริปท่องเที่ยวประเทศฝรั่งเศสให้กับนักธุรกิจในไทย โดยในส่วนของเป้าหมาย 1 พันล้านบาทนั้น บริษัทได้วางเดือน ก.ย.ปี 56 เป็นเป้าหมายที่ยอดขายพันล้าน จะต้องปรากฏในขุมทรัพย์ของบริษัท

อนึ่ง บริษัท อีซี่ ฟาร์แมกซ์ เป็นบริษัทขายตรงที่มีฐานบริษัทแม่อยู่ที่ประเทศมาเลเซีย เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2552 โดยเพิ่งมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 2555 โดยเวลาที่ผ่านมา เพื่อเป็นการวางรากฐานให้กับบริษัท โดย อีซี่ ฟาร์แมกซ์มีสาขากระจายอยู่ทั่วโลก 13 ประเทศ โดยไทยเป็นประเทศที่ 13 ซึ่งในเดือนก.ย.ปี 2556 บริษัทตั้งเป้า ที่จะทำยอดขายสาขาไทยให้ได้ 1 พันล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1345 ประจำวันที่ 20-10-2012 ถึง23-10-2012

จันทร์สว่าง "Chansawang" ทุ่มงบ 15 ล. รุกตลาดโค้งสุดท้าย คาดสิ้นปีรับ 500 ล.


จันทร์สว่าง ปลื้ม! ปีที่ 9 ยอดขายโตกว่า 45% ศูนย์ธุรกิจมากกว่า 500 ศูนย์ เพิ่มแรงเหวี่ยงรุกตลาดต่างประเทศถี่ยิบ ล่าสุด เปิดศูนย์ธุรกิจประเทศจีน ผู้บริโภคให้ความสนใจ เชื่อมั่นอนาคตสินค้าจะกระจายสู่ทั่วโลก ส่วนไตรมาสหลังปีนี้ ทุ่มงบการตลาด 15 ล้าน เปิดตัวสินค้าใหม่อีก 2 รายการ สิ้นปีมั่นใจยอดขายบรรลุเป้า 500 ล้านบาท

ดร.กัญชร จันทร์สว่าง ประธาน บริษัท จันทร์สว่าง เฮิร์บเบิล ไลน์ จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ว่า ผลการดำเนินงานด้านต่างๆ เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 45% นอกจากนี้ ยังมีผู้ให้ความสนใจเปิดศูนย์ธุรกิจจันทร์สว่างเพิ่มมากขึ้น โดยมีการเปิดศูนย์โดยเฉลี่ย 8-10 แห่งต่อเดือน ปัจจุบันทั่วประเทศมีศูนย์ธุรกิจจันทร์สว่างมากกว่า 500 ศูนย์ และสิ้นปีมั่นใจว่าจะเพิ่มขึ้นอีก 100 ศูนย์

ส่วนปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การดำเนินงานของบริษัทเติบโต อย่างต่อเนื่อง ประการแรกเกิดจากในช่วงที่ผ่านมาบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์ใหม่ให้มีความทันสมัยมากขึ้น เพื่อตอบโจทย์ผู้บริโภคทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ รวมทั้งเป็น การเตรียมตัวต้อนรับการเปิดเสรีการค้าอาเซียน ที่จะมีขึ้นในปี 2558

ประการต่อมา เป็นผลจากการที่บริษัทได้มีการรุกกิจกรรมทางการตลาดในทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาในสื่อ ทีวี วิทยุ หนังสือพิมพ์ และนิตยสาร รวมทั้งการจัดรายการโปรโมชั่น สะสมยอดสั่งซื้อ เพื่อไปท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยงบประมาณที่ใช้ในส่วนของการตลาดตลอดปีรวมแล้วกว่า 50 ล้านบาท ในไตรมาสสุดท้ายวางงบไว้ที่ 15 ล้าน บาท นอกจากปัจจัยทั้งสองประการแล้ว ด้วยระบบสมาชิก การฝึกอบรมที่ได้มาตรฐาน ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เป้าหมายการทำงานของบริษัทประสบผลสำเร็จด้วย ดี ตนจึงมั่นใจว่ายอดขายของบริษัทในปีนี้ น่าจะบรรลุเป้าหมาย 500 ล้านบาทอย่าง แน่นอน

ด้านแผนการตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้าย บริษัทยังคงมีการรีแบรนด์สินค้าเก่าอย่างต่อเนื่องให้ครบทุกกลุ่มผลิตภัณฑ์ สำหรับสินค้าใหม่ที่จะออกจำหน่ายในช่วง โค้งสุดท้ายของปีนี้ มี 2 รายการด้วยกันคือ สเปรย์พ่นเพื่อดูแลสิวบริเวณแผ่นหลัง และผลิตภัณฑ์สมุนไพรเสริมอาหาร ด้านการฝึกอบรมให้ความรู้ บริษัทยังมีการฝึก อบรม คอร์ส Supervisor Beauty Center แก่ผู้สนใจเริ่มธุรกิจ ณ สำนักงานใหญ่ และ อบรมสัญจรนอกสถานที่ ประจำทุกเดือน พร้อมกันนี้บริษัทก็มีแผนการพัฒนาศูนย์ของทางบริษัท โดยจะมีการทยอยปรับ
ปรุงหน้าศูนย์ใหม่ รวมทั้งปรับมาตรฐานการให้บริการต่างๆ เพื่อเป็นการรองรับลูกค้าที่หลากหลายและมีจำนวนมากขึ้นในปัจจุบัน

ด้านตลาดต่างประเทศ ขณะนี้บริษัท มีศูนย์ธุรกิจแล้วที่ประเทศจีนใน 2 พื้นที่ คือ หนานหนิงกับเฉินตู นอกจากนั้นก็จะมีที่ย่างกุ้ง ประเทศพม่า ประเทศลาว และกัมพูชา โดยส่วนใหญ่เข้าไปกับกรมส่งเสริม การส่งออก โดยเข้าไปจัดบูธแสดงสินค้า ซึ่งที่ผ่านมาพบว่าแบรนด์สินค้าของคนไทย มีชาวต่างชาติให้ความสนใจเป็นจำนวนมาก

ดร.กัญชร กล่าวแสดงความมั่นใจว่า ในอนาคตแบรนด์จันทร์สว่างจะไม่ใช่แค่ขยายไปสู่ภูมิภาคอาเซียนเท่านั้น แต่จะกระจายไปสู่ทั่วโลก เพราะขณะนี้บริษัทมีแฟรนไชส์แล้ว ในประเทศเยอรมนี และปัจจุบันนักธุรกิจชาวอเมริกันก็สนใจในสินค้าของบริษัท ตอนนี้เริ่มมีการ พูดคุยทำความตกลงทางธุรกิจร่วมกันอยู่ โดยสัดส่วนยอดขายในตลาดต่างประเทศปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 20% จากยอดขายโดยรวม หรือคิดเป็นเงินกว่า 100 ล้านบาท นอกจากนั้น ในไตรมาสสุดท้าย บริษัทจะนำผู้บริหารศูนย์จันทร์สว่าง กว่า 100 ศูนย์ ท่องเที่ยวจ.กระบี่ ในโอกาสที่แต่ละคนสามารถสร้างยอดสั่งซื้อได้บรรลุ เป้าหมายตามที่กำหนด ระหว่างวันที่ 11-14 ต.ค.55

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมจัดงานเฉลิมฉลองในโอกาสบริษัทดำเนินธุรกิจมาจนเข้าสู่ปีที่ 9 โดยได้กำหนดนโยบายหลัก คือการเน้นคุณธรรม นำธุรกิจ การจะทำ ธุรกิจแฟรนไชส์จันทร์สว่างนั้น เราต้องมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้อื่น ให้ประสบความสำเร็จ มิใช่คิดค้ากำไรอย่างเดียว สมดั่งปณิธานที่ว่า จันทร์สว่างมุ่งทำให้คุณ สวย รวย และได้กุศลจากที่ให้คนสวย มีความสุข สุขภาพจิตดี อีกทั้งเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนมีอาชีพ มีรายได้ที่มั่นคง ดร.กัญชร กล่าวทิ้งท้าย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1345 ประจำวันที่ 20-10-2012 ถึง23-10-2012

ขายตรง (MLM) : ไทยฟอร์มหรูธุรกิจกอดคอโต!!!ลุ้นแตะฝันก่อนสิ้นปี


บริษัทขายตรง โชว์ฟอร์มการทำตลาดสร้างยอดขายสุดหรู หลังผ่านไป 9 เดือน นีโอ ไลฟ์ นำทัพยอดขายพุ่งเดือนละ 30% เป้า 5 พันล้านบาท อาจได้เฮก่อนสิ้นปี ด้าน กิฟฟารีน ไม่น้อยหน้าแม้โรงงานที่นวนครโดนน้องน้ำเล่นงานเมื่อปีก่อนอ่วมครึ่งปีแรกรายรับขยาย 7% ไต่ฝัน 6 พันล้าน ส่วน นู สกิน ยอดขายพุ่งพรวด 27% สินค้าต้านเหี่ยวได้ผลเกินคาด ใกล้แตะยอดขาย 2.5 พันล้านเต็มที


ปีมังกรนี้ ดูจะเป็นปีทองของธุรกิจขาย ตรงแทบทุกค่าย เมื่อเหล่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันออกมาโชว์ตัวเลขยอดขายที่ทำ ได้ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเป้า โดยจากการคาดคะเนเชื่อว่า หากในช่วงที่เหลือของปีนับจากนี้ ไม่มีเหตุการณ์ภายนอกที่จะเข้ามา สร้างความปั่นป่วนให้ธุรกิจ ดูแล้วขายตรงปีนี้ คงได้กอดคอรวยกันทั้งวงการ


- นีโอ ไลฟ์ หวังฉลอง 5 พันล. ก่อนสิ้นปี


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า การดำเนินธุรกิจ ในปีนี้ของ บริษัท นีโอ ไลฟ์ ที่ผ่านมาแล้วกว่า 9 เดือน บริษัทได้เดินหน้า งานที่ทำอย่างต่อเนื่องเช่น การเปิดเวที ประดับเข็มนักธุรกิจที่บริษัทจัดขึ้นทุกเดือน อีกทั้งยังมีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ที่ทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการออกโปรฯ ท่องเที่ยวให้นักธุรกิจเร่งสร้างผลงาน รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้การขยายตัวของ นีโอ ไลฟ์ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง


ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา นีโอ ไลฟ์ มียอดการเติบโตในส่วนของยอดขายประมาณที่ 30% และคงเป็นอย่างนี้ไปถึงสิ้นปี ส่วนเป้าหมายยอดขายนั้น บริษัทตั้งเป้าในปีมังกรนี้ว่า ต้องไต่ความฝัน 5 พันล้านบาทให้จงได้ ซึ่งไม่น่าจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้ โดยในช่วงต้นเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้ บริษัท มั่นใจว่า จะสามารถฉลองเป้ายอดขาย 5 พัน ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


สำหรับยอดสมาชิกปัจจุบันมีประมาณ 1.3 ล้านรหัส คิดเป็นกลุ่มผู้บริโภคประมาณ 70% นักธุรกิจที่ทำงานอย่างจริงจังประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่เหลือก็จะเป็น กลุ่มที่ทำธุรกิจและซื้อใช้


ดร.นพรุจ กล่าวถึงการขยายตัว ดังกล่าวว่า จากที่บริษัทอัดกิจกรรม มอบเข็ม ต่อเนื่องในทุกเดือน และมอบนโยบายให้นักธุรกิจสามารถกลับไปฉลองต่อที่ศูนย์ธุรกิจในจังหวัดที่ตนเองอยู่ ก็ยิ่งทำให้นัก-ธุรกิจมีความมุ่งมั่นในการทำงาน ผลักดันให้เกิดการขยายตัวดังที่กล่าวมา


สำหรับตลาด AEC ที่บริษัทกำลังขยายตลาดอยู่นั้น ขณะนี้มีที่ ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม โดยในช่วงสิ้นปีก็จะเริ่มนำสินค้า ของบริษัทเข้าไปจำหน่ายในสิงคโปร์ และ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยปีหน้าบริษัทเตรียม เปิดที่ พม่า, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และบรูไนต่อไป


- กิฟฟารีน เร่งยอดขายสิ้นปี 6 พันล.


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรม-การ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาว่า จากผลกระทบจากสถาน-การณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ทำให้โรงงานของ เราที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครไม่สามารถ ผลิตสินค้าได้นานกว่า 3 เดือน แต่หลังจาก ที่เราได้กู้โรงงานสำเร็จและกลับมาเดินสาย การผลิตใหม่อีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถึงแม้บรรยากาศในช่วงต้นปีการจับจ่ายจะยังคงซบเซาสืบเนื่องมาจากผลกระทบน้ำท่วม จึงต้องใช้แผนการตลาดและ แคมเปญที่เข้มข้นเข้ามาสนับสนุน ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายในครึ่งปีแรกเติบโตได้อย่างสวยงาม โดยมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 7 เปอร์-เซ็นต์ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์อะบาโลน คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร และสกินแคร์


สำหรับกลยุทธ์การตลาดในไตรมาส ที่ 4 บริษัทจะพิจารณาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีแรกที่ระมัดระวังในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในครึ่งปีหลังด้วย ทางเราจึงมีแผนรับมือด้วยการทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งปี 100 ล้าน บาท เพื่อทำตลาดในครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้า ยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมเป็นหลัก พร้อมทั้งขยายเครือข่ายและผู้บริโภคไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางต่างๆ ที่ทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งเป็นหลัก เพราะวัยรุ่นสมัยใหม่นอกจากจะสนใจเรื่องความสวยความงามแล้วเรื่องสุขภาพก็เป็นเทรนด์ ที่มาควบคู่กันด้วย พ.ญ.นลินี กล่าว


- นู สกิน ทำสถิติยอดพุ่ง 2.5 พันล.แค่เอื้อม


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2555 นู สกิน ประเทศไทย มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโต เฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดยใน เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาบริษัทสร้างยอดขาย ได้สูงถึง 450 ล้านบาท ถือเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนิน การในประเทศไทย และคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้า หมายไว้แน่นอน


นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อก กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่ม ผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด บริษัทมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้าน บาท นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 บริษัทยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและ ปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดย ยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความ เสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก รวมทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าเร่ง กระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรด-โชว์ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโต เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1345 ประจำวันที่ 20-10-2012 ถึง23-10-2012

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวอาวียองซ์ (Aviance Thailand) : ปักธง กัมพูชา-มาเลย์ รุกแผนขยายพื้นที่รอศึกใหญ่ AEC


อาวียองซ์ แบรนด์ขายตรงในเครือ บริษัท ยูนิลีเวอร์ฯ จัดงานแฮปปี้เบิร์ธเดย์ ฉลอง 12 ปียิ่งใหญ่ เดินหน้าแผนงานขานรับการค้าเสรีอาเซียน หรือ AEC กับการบุกขยายตลาดต่างประเทศ นักธุรกิจอาวียองซ์ทั้งจากประเทศไทย กัมพูชา และมาเลเซีย ตบเท้าร่วมงานแน่น


โดย มร.บาวเค่อ ราวเออร์ส ประธาน กรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย เป็นประธานในงาน และยัง ร่วมแสดงความยินดีพร้อมมอบโล่ประกาศเกียรติยศให้แก่ผู้บริหารสโมสร 10 ล้าน ที่นั่งรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ ลีมูซีน ขึ้นรับโล่ประกาศเกียรติยศถึง 5 รหัส นอกจากนี้ ยัง มอบโล่ประกาศเกียรติยศให้แก่ผู้บริหารสโมสร 5 ล้าน และผู้บริหารสโมสร 1 ล้าน รวมกว่า 30 รหัส ท่ามกลางบรรยากาศแห่ง ความปีติยินดี พร้อมด้วยการจับรางวัลมอบ โชคใหญ่ให้แก่ผู้มาร่วมงาน เป็น iPad2 ถึง 12 รางวัล


มร.บาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ ในประเทศไทย เปิดเผยว่า งานฉลองครบรอบ 12 ปี อาวียองซ์ ในครั้งนี้เป็นต้นแบบ ของความสำเร็จ Re-plicate the Success และต้องนับเป็นความพิเศษมากๆ อีกครั้งที่ยูนิลีเวอร์ประเทศไทย ครบรอบ 80 ปี โดยยูนิลีเวอร์มีนิยามความสำเร็จอยู่มี 2 ประการ คือ ธุรกิจที่ต้องเติบโต และเป็นผู้นำในตลาด แต่ยังคงไว้ซึ่งความยั่งยืน โดยปีนี้เราเติบโตพร้อมกับช่วยลดมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน


นอกจากนี้ อาวียองซ์ยังได้เปิดโอกาส ทางธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ให้กับสุภาพสตรีในภาคใต้ และยังได้สนับสนุนภาคใต้ โดยผ่านโปรเจกต์ ที่ร่วมกับมูลนิธิอ๊อซแฟม ที่ร่วมกันช่วยเหลือ สุภาพสตรีกว่า 500 คน จาก 60 ชุมชน เพื่อ ช่วยเหลือเรื่องความเป็นอยู่และส่งเสริมกลุ่มสตรีเหล่านี้ ในฐานะหัวหน้าครอบครัวแทนสามีที่เสียชีวิต และเพื่อเป็นการฉลองความสำเร็จในปีนี้ เราได้เปิดตัว อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล นับเป็นการลงทุนครั้งสำคัญที่จะนำพาทุกๆ ท่าน ก้าวไปสู่ความสำเร็จในอนาคต และในอนาคตอันใกล้อาคาร สำนักงานแห่งใหม่ของยูนิลีเวอร์ ในประเทศ ไทย ที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ของอาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล ที่ตั้งอยู่บนสี่แยกพระราม 9 รัชดาภิเษก ใกล้จะสำเร็จพร้อมทั้งยังตกแต่งภายใต้รูปแบบสถาปัตยกรรมชั้นนำ โดยคำนึงถึงความยั่งยืนเป็นหลัก


ค่ำคืนนี้ไม่เพียงเป็นการฉลองความยิ่งใหญ่ของอาวียองซ์ที่ครบรอบ 12 ปี และ กำลังจะก้าวย่างขึ้นปีที่ 13 เรายังจะได้ร่วม ฉลองให้กับสุดยอดผู้นำของอาวียองซ์ ที่ประสบความสำเร็จ โดยมีผู้บริหารสโมสรเงินล้านใหม่ กว่า 30 รหัส ซึ่งประกอบไปด้วย ผู้บริหารสโมสร 1 ล้าน ผู้บริหารสโมสร 5 ล้าน และผู้บริหารสโมสร 10 ล้าน เชื่อว่า อนาคตของอาวียองซ์ จะสดใสและยิ่งใหญ่ เพราะนี่คือธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงชีวิตคนกว่า ล้านคนให้ดีขึ้น โดยท่านสามารถเลียนแบบ ความสำเร็จจากผู้บริหารสโมสรเงินล้าน ด้วยสุดยอดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมของอาวียองซ์ ด้วยระบบธุรกิจเครือข่ายที่มั่นคง ความเป็นผู้นำ และความมุ่งมั่นที่แรงกล้า ท่านจะสามารถสร้างความสำเร็จให้กับธุรกิจ ของท่านได้ ซึ่งจะทำให้ท่านมีรายได้ที่ยั่งยืน และเป็นเศรษฐีเงินล้าน


ด้าน สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหารอาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด เผยว่า วันนี้อาวียองซ์เดินทางมาจนครบรอบ 12 ปี ดิฉันได้เห็นทุกท่านมารวมตัวกัน ได้เห็นมากกว่าประเทศไทย ยอมรับว่าพวกเรา โตมาด้วยคุณภาพอย่างแท้จริง ทั้งผลิตภัณฑ์ และผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ภายใต้แบ็กอัพที่ยิ่งใหญ่อย่างยูนิลีเวอร์ นอกจากความยิ่งใหญ่ที่อาวียองซ์ครบรอบ 12 ปี เวลานี้เรายังมีผลิตภัณฑ์ที่สุดยอด ที่ทำให้อาวียองซ์ก้าวล้ำเป็นเจ้าแห่งเทคโนโลยี กับเทคโนโลยี สเต็มม่า เซลล์ ที่โดดเด่นด้วยเซลล์ต้นกำเนิด จากมะเขือเทศ ต้องบอกว่าเซลล์ต้นกำเนิด นี้มีความสำคัญอย่างไร เซลล์ต้นกำเนิดนี้ก็คือเซลล์ตั้งต้นของชีวิต ที่จะแตกตัวเติบโตไปเป็นสมอง แขนขา หรืออวัยวะอื่นๆ ดังนั้น ผู้นำประเทศไทยจึงเปรียบเสมือนเซลล์ต้นกำเนิด ที่นำพาให้อาวียองซ์ขยายไปยังประเทศกัมพูชา จากนั้นขยายต่อไปยัง ประเทศมาเลเซีย และหลังจากนี้ต่อไปเซลล์ ต้นกำเนิดนี้ยังไม่หยุดยั้งขยายและแตกตัวต่อไป ดังนั้นอีก 10 ปีข้างหน้าต่อไป อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จะเติบโตและพัฒนาไปอย่างไรขึ้นอยู่กับเซลล์ต้นกำเนิด อย่างพวกท่านที่จะสร้างขยายแตกตัวให้ ผู้อื่นได้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดเหมือนเช่น พวกเรา


ซึ่งบรรยากาศภายในงานครบรอบ 12 ปี คึกคักด้วยการแสดงเปิดตัวผลิตภัณฑ์ อาวียองซ์ เดอร์มาซุติคอล อีเอ็กซ์ เอสเซนเชียล เซลล์ แอดวานซ์ เซรั่ม (aviance Dermaceutical EX Essential Cells Advanced Serum) ด้วยเทคโนโลยี สเต็มม่า เซลล์ (STEMACELL TM) เทคโนโลยีเอกสิทธิ์เฉพาะอาวียองซ์ ที่คัดสรรสารสกัดจาก เซลล์ต้นกำเนิดมะเขือเทศที่เข้มข้นกว่า 35 ล้านเซลล์ มาให้เหล่าผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ได้ลองสัมผัส พร้อมเข้าสู่พิธีการสำคัญคือการประกาศพร้อมมอบโล่ เกียรติยศให้แก่ผู้บริหารสโมสรกว่า 30 รหัส ได้แก่ ผู้บริหารสโมสร 1 ล้าน ผู้บริหารสโมสร 5 ล้าน และผู้บริหารสโมสร 10 ล้าน ที่ปีนี้มีผู้ได้รับถึง 5 รหัส ที่มาเผยเคล็ดลับความสำเร็จบนเส้นทางธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์


เริ่มด้วย กมลวรรณ หิรัญบุตร เผยว่า เพราะอาวียองซ์ที่เปิดโอกาสให้จนมีวันนี้ เมื่อได้พบโอกาสที่ดี และทำไมเราถึงจะไม่เปิดโอกาสนี้แก่คนอื่นๆ บ้าง เพราะเชื่อว่าหากใครไม่เปิดโอกาสให้เรา มันไม่น่าเศร้าเท่ากับเราไม่เปิดโอกาสให้คนอื่น ต่อด้วย จิรภา ทองสุข และ จตุภัทร แช่มชมดาว เผยว่า ไม่สำคัญว่าฝันนั้นจะเป็นยังไง แต่อาวียองซ์สามารถทำฝันนั้นให้เป็นจริงได้ เพียงแค่มีความเชื่อมั่น คุณก็จะพบกับความ สำเร็จในธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ ด้าน ฎาริณี และ เด่นอนันต์ ยอดราช เผยว่า เรามีโอกาสได้เพราะธุรกิจนี้ ดังนั้นเราจะสร้างคนรวยด้วยธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์เช่นกัน ธุรกิจนี้จึงเป็นเหมือนบุญที่เปิดโอกาส ให้เราได้เป็นเนื้อนาบุญ ที่ได้สร้างโอกาสให้แก่ผู้อื่น ส่วน ณัฐวัฒน์ เจริญวัฒนมงคล และ ยศสรัล ศรีพงษ์จิรา เผยว่า ความสำเร็จของเราในวันนี้ไม่ได้หยุดแค่ที่ตัวเรา แต่มันยังไปสร้างความสำเร็จให้กับคนอื่นๆ ซึ่งนับเป็นความภูมิใจที่เป็นมากกว่าความสำเร็จของเรา 2 คน ปิดท้ายด้วย ทศพล และ กัลยา สุทธากูล เผยว่า เราคือผลผลิตที่เกิดจากความไม่พร้อม แต่เราไม่เคยหยุดที่จะแสวงหา ซึ่งธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์นี้ เราทำด้วยการแสวงหาไปเรื่อยๆ แต่ในทุกการแสวงหาของเราคือการสะสมผลงานวันละเล็กวันละน้อย จากเล็กๆ น้อยๆ กลาย เป็นความมั่งคั่งและมั่นคงให้กับชีวิต


ทั้งนี้ ปิดท้ายงานด้วยการจับรางวัล มอบโชคใหญ่ให้แก่ผู้มาร่วมงาน iPad2 ถึง 12 รางวัล ร่วมด้วยรางวัลอื่นๆ อีกมาก มาย รวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท สร้าง รอยยิ้มและเสียงหัวเราะแห่งความสุขกันอย่างถ้วนหน้า


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1344 ประจำวันที่ 17-10-2012 ถึง19-10-2012

ข่าวไทยเฮลท์ (Thai Health) : รุกตลาดโค้งสุดท้ายเต็มสูบเปิดช่องทางใหม่แค็ตตาล็อกออนไลน์


ไทยเฮลท์ เขย่าตลาดโค้งสุดท้าย เปิดตัว สินค้าใหม่ วี เอ็ม พลัส ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสุขภาพท่านชาย หวังโกยเป้า 40% จากยอดขายรวม มองไกล 3-5 ปี ขึ้นสู่ผู้นำอันดับ 1 ตลาดสุขภาพชาย พร้อมกันนี้ยังผุด ช่องทางจำหน่ายใหม่ Ego หรือ แค็ตตาล็อก ออนไลน์ หวังทำกำไรจากกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ชอบ ในความสะดวกสบาย

นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า บริษัทพร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสุขภาพชาย มีชื่อว่า วี เอ็ม พลัส หลังจากเมื่อต้นปีได้ส่งผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดสมุนไพรสกัด มัชรูม พลัส และผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสุขภาพสตรี ยูเลดี้ ออกวางจำหน่ายอย่างเป็นทางการแล้วได้รับผลการตอบรับด้วยดี ซึ่งปัจจุบัน ถือว่าผลิตภัณฑ์ น้ำเห็ดสกัดของบริษัทเป็นเบอร์ 1 ในตลาดน้ำเห็ด หากเทียบสัดส่วนยอดขายสินค้าทั้งหมด ของบริษัท น้ำเห็ดสกัดมีสัดส่วนยอดขายประมาณ 50%, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับสตรี 10% ส่วนสินค้าใหม่ วี เอ็ม พลัส ตั้งเป้ายอดขายในช่วงปลายปีนี้ 40% จากยอดขายโดยรวม

ตนมั่นใจว่า เป้าหมายดังกล่าวสำหรับผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วี เอ็ม พลัส ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจริง เพราะจากการสำรวจตลาดพบว่าตลาดผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพผู้ชาย มีอัตราการเติบโตต่อเนื่อง 20% ทุกปี และมีมูลค่าตลาดรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท และในฐานะที่บริษัทเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร จึงมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ วี เอ็ม พลัส จะสามารถสร้างยอดขาย 40% ของยอดขายรวมภายในปี 2555 นี้ได้แน่นอน

นายพันธ์ยศ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกาย วี เอ็ม พลัส ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ประกอบด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ เช่น หอยนางรม, กระเทียม, เห็ดหลินจือ, โสมไซบีเรีย มาพัฒนาโดยใช้วิทยาการและเทคโนโลยีในการผลิตสมัยใหม่ ซึ่งเป็นการยกระดับในการฟื้นฟูและป้องกันผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ อันเนื่องมาจากการเสื่อมสภาพของตับและ ไต โดยปัจจุบันสินค้าดังกล่าวมีจำหน่าย 2 ขนาดด้วยกันคือ กล่องใหญ่ขนาดบรรจุ 20 แคปซูลในราคา 1,500 บาท และกล่องเล็ก ขนาดบรรจุ 2 แคปซูลในราคา 200 บาท ซึ่งผลิตภัณฑ์ได้รับการรับรองจากสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยาเป็นที่เรียบร้อย แล้ว ผู้บริโภคจึงมั่นใจได้ว่าสินค้าของบริษัท มีคุณภาพ และปลอดภัย 100% ทั้งนี้ในต้นปีหน้า บริษัทจะมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์เพื่อโปรโมตสินค้าดังกล่าวให้เป็นที่รับรู้ของประชาชนมากขึ้น ซึ่งในไตรมาสแรกของปี 2556 น่าจะเห็นผลตอบรับที่ชัดเจนขึ้น โดยคาดหวังว่าอีก 3-5 ปี บริษัทจะก้าวเป็นผู้นำอันดับ 1 สำหรับตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหารผู้ชาย

นอกจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงสุขภาพชาย วี เอ็ม พลัส ที่จะเป็น เครื่องมือหลักในการกระตุ้นตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายแล้ว ไทยเฮลท์ ยังมีทีเด็ด เพื่อบุกตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายอีกอย่างหนึ่ง คือ การจัดทำเครื่องมือการตลาดที่เรียกว่า Eco (อีโค) หรือ Electronic Cata-log ซึ่งเป็นแค็ตตาล็อกแสดงรายการสินค้า ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับ สรรพคุณของผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจำหน่าย ราคาผลิตภัณฑ์ โปรโมชั่น กิจกรรมส่งเสริมการขาย และการให้ความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ เป็นต้น นอกจาก นี้ ยังมีส่วนของ Electronic Order ซึ่ง เป็นระบบการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ เพื่อเพิ่ม ความสะดวกให้กับตัวแทนจำหน่ายและสมาชิกในการสั่งสินค้าที่ต้องการ

นอกจากบริษัทไทยเฮลท์จะมีสื่อหลักอย่างวิทยุชุมชนที่ปัจจุบันมีมากกว่า 300 สถานี และโทรทัศน์ระบบดาวเทียม ที่อยู่ในเครือ บริษัท ไทยพลัส มีเดีย บริษัท แม่ของไทยเฮลท์ เป็นช่องทางจำหน่ายหลักแล้ว การเปิด Eco (อีโค) หรือ แค็ตตาล็อก ออนไลน์ ยังสามารถเพิ่มช่องทาง การตลาดขยายฐานสู่กลุ่มผู้บริโภคซึ่งเป็นคนรุ่นใหม่ได้มากขึ้นอีกด้วย

นายพันธ์ยศ ยังได้เปิดเผยตัวเลขงบลงทุนสำหรับการทำกิจกรรมทางการตลาดในปีนี้ว่า บริษัทใช้เงินลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท ครอบคลุมกิจกรรมทาง การตลาดทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นโปรโมชั่น รายการสินค้า ทริปท่องเที่ยวประจำปี การ ฝึกอบรม ระบบสนับสนุนงานขาย รวมถึง การเพิ่มช่องทางการสื่อสารให้เข้าถึงผู้แทน จำหน่ายและลูกค้าให้มากขึ้น เพื่อเพิ่มความ แข็งแกร่งและก้าวสู่ผู้นำตลาดในอนาคต


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1344 ประจำวันที่ 17-10-2012 ถึง19-10-2012

MLM ดันตัวเข้า "ตลาดหุ้น" ฝันเป็นธรรมาภิบาลชิงแต้มต่อภาพลักษณ์


เชื่อว่าการได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ และเป็นบริษัท (มหาชน) คงเป็นความฝันของทุกธุรกิจ ทุกบริษัท เนื่องจากประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับ และความเป็นบริษัทธรรมาภิบาล คงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบ การเจ้าของธุรกิจเฝ้าฝัน ไม่เว้นแม้แต่บริษัทในวงการขายตรง ที่ ต่างพากันคาดหวังที่จะทำให้แบรนด์ของตนเองเป็นบริษัทที่อยู่ใน ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อประโยชน์ที่กล่าวมา อีกทั้งยังเป็นการยกระดับบริษัทของตนเองในอีกทาง


โดยนายวสันต์ ลิขิตเสถียร รองประธานอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในฐานะที่อาเจลประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 บริษัทก็พร้อมเปิดเกมเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยแผนกลยุทธ์แรกที่อาเจลวางไว้ คือการ เปิดตัวผลิตภัณฑ์เจลใหม่ถึง 3 ตัว หลังจากออกผลิตภัณฑ์ใหม่ใน กลุ่ม Body Care และ Hair Series มากกว่า 10 ตัว ในปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวได้รับการตอบรับอย่างดีจากสมาชิกและนักธุรกิจอาเจล ทั้งภายในประเทศไทยและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ในแถบอาเซียน โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ถือว่ามีสัดส่วนการขาย ประมาณ 25% จาก ยอดขายโดยรวม


อาเจลวางแผนไว้ว่าปีนี้ บริษัทจะสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และเส้นผม รวมถึงกลุ่มออรัลแคร์ คือเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 30-35% ตามความต้องการของสมาชิก และจะนำผลิตภัณฑ์เจลต่างๆ ออกมาวางจำหน่ายตลอดปี 55 ให้ได้ 10-12 ตัวด้วยกัน นายวสันต์ กล่าว


ที่สำคัญเอเจลยังได้ผุดแผนหนึ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความ สะดวกให้กับสมาชิกผู้บริโภคของบริษัท โดยการทำตู้หยอดเหรียญ อาเจล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับตู้กดน้ำดื่มกระป๋อง โดยเครื่องนี้จะเป็นการซื้อสินค้าอาเจลผ่านตู้ โดยจะติดตั้งไว้ตามสถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือสนามบิน เพื่อความ สะดวก รวดเร็วต่อสมาชิกของบริษัทในการใช้สินค้า ซึ่งในส่วนนี้ คาดว่า น่าจะเริ่มมีให้เห็นในปี 2555 นี้


ด้านการขยายเครือข่าย อาเจลวางเป้าหมายไว้ว่าในปี 55 บริษัทจะขยายสาขาให้ได้มากกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ และใน กลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรองรับเขตความร่วมมืออาเซียน (AFTA) ในปี 2558 โดยประเทศที่เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วคือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ถัดไปบริษัทจะเตรียมเปิดตัวที่ประเทศพม่า เวียดนาม ลาว และท้ายสุดกับกัมพูชาในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้


ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถือว่า เป็นการปูทางสู่เส้นชัยที่อาเจลประเทศไทยตั้งเป้าไว้ว่าในปีนี้ เราจะขอปิดยอดการ ขายที่ 1,000 ล้านบาท ให้ได้ และนอกจาก นี้ เพื่อก้าวสู่ความฝันอันสูงสุดของอาเจล ประเทศไทยที่จะเป็นบริษัทมหาชนในปี 2560 ตอกย้ำความมั่นคงและรองรับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต อีกด้วย


ด้านนายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิต และ จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ดาวปูแดง และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท ดาวปูแดง ได้มีการยื่นเรื่องเพื่อเข้าสู่ตลาด หลักทรัพย์ ตามโครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้ง ก.ล.ต.


บริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ได้ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ ต้องเป็นบริษัท ที่จัดตั้งในต่างจังหวัดหรือทำธุรกิจในต่างจังหวัด, มีทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท, ต้องทำประโยชน์ให้กับจังหวัด หรือช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ, และสุดท้ายมีผลดำเนินงานมา แล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และบริหารงานภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีผลกำไรในงบการเงินงวดล่าสุด ซึ่งหากคุณสมบัติต่างๆ ผ่านจะต้อง ยื่นเรื่องมาที่สภาอุตฯ สภาหอฯ จังหวัด เพื่อดูว่าเข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อหรือไม่ จากนั้น ก็จะเสนอเรื่องมายัง ก.ล.ต.ภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้


นายเชนได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดตั้งโครงการดังกล่าวว่า เป็นการเปิดกว้างให้แก่ธุรกิจต่างๆ ในต่างหวัดให้สามารถ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น เพราะจากข้อมูลการสำรวจของ ก.ล.ต.พบว่า จำนวน 500 บริษัทที่มีนามสกุล จำกัด (มหาชน) มีเพียง 7% เท่านั้นที่เป็นบริษัทซึ่งอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่ง ถือว่าน้อยมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็น การส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม แต่ขาดโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้มีโอกาสในจุดนี้มากขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่า ดาว ปูแดง จะสามารถผ่านคุณสมบัติหรือเงื่อนไขต่างๆ ตามโครงการ จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทเล็กๆ ที่สามารถใช้นามสกุล จำกัด (มหาชน) ได้อย่างแน่นอน ซึ่งน่าจะไม่เกิน ปลายปีหน้า


อย่างไรก็ดี ด้านแผนการตลาดในปี นี้บริษัทได้ตั้งเป้าขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอีก 10% จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งหมด 1,200 สาขาทั่วประเทศ โดยใช้กลยุทธ์เพิ่ม ความถี่ในการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับการดูแล บริหารธุรกิจแฟรนไชส์และโอกาสแห่งความสำเร็จ เพื่อดึงศักยภาพและสร้างแรง กระตุ้นให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จดังเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนั้น ในไตรมาส หลังนี้บริษัทจะมีการผลิตสินค้าใหม่เพิ่มอีก 1 รายการ คือ ฮอร์โมนพืช ที่เรียกว่า Oxin เป็นผลิตภัณฑ์ ที่นำเข้ามาจากประเทศเบลเยียม โดยมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการแตกตัวของเซลล์ ทำให้พืชเติบโตไวถือเป็น สินค้าแห่งนวัตกรรมที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ


ซึ่งนอกจาก 2 บริษัทขายตรงที่กล่าวมานี้ ที่มีความต้องการนำบริษัทเข้าไป อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้วยังมีค่ายขายตรงอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความคาดหวังที่จะมีนามสกุลบริษัทเป็นมหาชน โดยรวมถึงบริษัทขายตรงน้องใหม่อย่าง บริษัท เรียลเน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด ที่หมายมั่นว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะเป็นบริษัทขายตรงแบรนด์หนึ่งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ให้จงได้ เพื่อหวังจะรองรับ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


อย่างไรก็ดี นอกจากบริษัทขายตรง ค่ายต่างๆ ที่คิดฝันว่าอนาคตจะเป็นบริษัท มหาชน แต่เมื่อไม่นานมานี้บริษัทที่ดำเนิน ธุรกิจตลาดแบบตรงอย่าง ทีวี ไดเร็ค ก็ประสบความสำเร็จในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไปเป็นที่เรียบร้อย และกลายเป็นแบรนด์ตลาดแบบตรงที่มีนามสกุลมหาชน


ทั้งนี้ ในส่วนของขอบเขตและกฎกติกาในการเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น ก็ดูจะเป็นเรื่องยากของธุรกิจขายตรง และถึงแม้บริษัทขายตรงจะได้เข้าไปอยู่ในตลาดแล้ว แต่เรื่องของการจะได้รับความนิยมจากนักลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งนักวิเคราะห์หลายท่านยังเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า ธุรกิจขายตรง สำคัญที่ตัวนักขาย ซึ่งนักลงทุนคงไม่อยากที่จะลงทุนแล้วรอหวังผลกำไรจาก การขายของนักธุรกิจอิสระมากนัก


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1344 ประจำวันที่ 17-10-2012 ถึง19-10-2012

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวไอยรา แพลนเน็ต (Aiyara Planet) : สปีดสิ้นปีคาดผลงาน 100 ล.โอ่!ครึ่งปียอดโตตามเป้าดันธุรกิจสู่อาเซียน (AEC)


ไอยรา แพลนเน็ต ส่ง อิม-มูล่า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสกัดจากงาดำ โกยยอดครึ่งปีแรกมากกว่า 50 ล้านบาท เร่งเดินหน้าขยายธุรกิจต่อเนื่อง โดยเตรียมเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 2 กลุ่ม ทั้งการเกษตร และสินค้ากระชับสัดส่วน พร้อมเร่งอัดหลักสูตรอบรมนักขาย วาดฝันสิ้นปียอดสมาชิกแตะ 1.5 หมื่นรหัส ด้านรายรับขอ 100 ล้านบาทและหวังขยับสู่ตลาดอาเซียน


นายกัมปนาท บุญราศรี ประธาน กรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยถึงภาพรวมธุรกิจตลอดระยะเวลา 7 เดือนที่ผ่านมาว่า หลังจากที่บริษัทเปิดตัวในช่วงต้นปี และได้ส่งสินค้า เรือธงอย่าง ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อิมมูล่า สารสกัดจากงาดำที่ได้รับการวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญออกจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ปรากฏว่าผลตอบรับดีเกินความคาดหมาย ครึ่งปีแรกบริษัทปิดยอดขายได้มากกว่า 50 ล้านบาท สิ้นปีนี้มั่นใจว่าจะเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ 100 ล้าน บาทอย่างแน่นอน ส่วนยอดสมาชิกคาดว่า สิ้นปีอาจถึงเป้า 1.5 หมื่นรหัส เนื่องจากปัจจุบันมีอยู่แล้วกว่า 8 พันรหัส


ในส่วนของนักวิจัยผู้คิดค้นผลิตภัณฑ์ ที่มีคุณภาพให้กับบริษัทนั้น กัมปนาท เปิดเผยว่า บริษัทได้รับความร่วมมือจาก รศ.ดร.ปรัชญา คงทวีเลิศ นักวิจัยจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้เป็นหัวหน้าหน่วยวิจัยวิศวกรรมเนื้อเยื่อและเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งคิดค้นงานวิจัยสาร สกัดงาดำ และนำผลงานวิจัยตีพิมพ์ในวารสารโลก มาร่วมเป็นทีมผู้บริหารระดับ สูงของบริษัทอย่างเป็นทางการ จึงทำให้ปัจจุบันไอยราได้ถือสิทธิบัตรงานวิจัย 1 ใน 5 ใบ ซึ่งเป็นเซซามีน ผลิตภัณฑ์งาดำชั้น 1 โดยผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารสกัดจากงาดำตัวนี้ของบริษัท มีชื่อว่า อิมมูล่า


นอกจากสินค้าเรือธงอย่างผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารอิมมูล่าแล้ว บริษัทยังมีผลิตภัณฑ์อื่นๆ อีกหลายรายการด้วยกัน โดยอาจจัดแบ่งเป็น 4 กลุ่มสินค้า ได้แก่ กลุ่ม สุขภาพ, ความงาม, การเกษตร, และกลุ่ม กระชับสัดส่วน ซึ่งสินค้าที่บริษัทวางแพลน จะให้เป็นสินค้าเรือธงตัวที่สอง คือ กลุ่มการเกษตร เนื่องจากมองว่าสินค้าทางการ เกษตรเป็นสินค้ามวลชน เพราะประชากร ส่วนใหญ่ของประเทศไทยมีอาชีพ ทำไร่ ทำสวน หากบริษัทต้องการให้ประชากร กลุ่มนี้หันมาสนใจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ซึ่งเป็นสินค้าหลักของบริษัท ก็จำเป็นต้องมีสินค้าทางการเกษตรเป็นใบเบิกทาง ให้ชื่อของบริษัทไอยราได้เข้าไปนั่งอยู่ในใจของประชากรเหล่านี้ และเมื่อพวกเขารับรู้ว่าบริษัทคัดสรรแต่สิ่งที่ดีมานำเสนอ เขาก็จะหันมาสนใจสินค้าอื่นๆ ของบริษัทนั่นเอง


ส่วนครึ่งปีหลังบริษัทได้วางกลยุทธ์ลงภาคสนาม เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น เพื่อ เป็นการขยายโอกาสทางธุรกิจให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วประเทศ นอกจากนั้น บริษัท กำลังเร่งดำเนินการในเรื่องของระบบการ ฝึกอบรม โดยดึงอาจารย์ชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญในการฝึกอบรม มาร่วมผนึกกำลังเสริมความแกร่งให้กับบริษัท ซึ่งอาจารย์ชาญวิทย์ กล่าวว่า การอบรมจะแบ่งเป็น 5 หลักสูตร ได้แก่ 1.คนที่เริ่มทำธุรกิจ จะอบรมถึงการเปลี่ยนแปลงเพื่อการเติมเต็ม 2.การพัฒนาบุคลากรในสถาบันอบรม ให้พวกเขารู้ว่าธุรกิจคืออะไร สินค้าคืออะไร 3.วิถีผู้นำไอยรา ภาวะผู้นำ 4.หลักสูตรผู้บริหาร และ 5.ชื่อคอส ว่า We are Aiyara ทุกคนคือไอยรา


ทั้งนี้ ในส่วนของหลักสูตรการฝึกอบรมวิทยากร หรือผู้นำนั้น บริษัทได้มีการ จัดฝึกอบรมไปแล้ว 4 รุ่น รุ่นละ 25 คน รวมทั้งหมด 100 คน ซึ่งเหตุที่บริษัทหันไป เน้นหลักสูตรนี้มากขึ้น เนื่องจากมองว่า วิทยากรจะเป็นเหมือนกระบอกเสียง หรือ ผู้ที่สามารถประชาสัมพันธ์ข้อมูลที่ถูกต้อง ให้กับผู้บริโภค และนักธุรกิจรายใหม่ได้ โดยที่ผ่านมาจัดอบรมไปแล้ว 4 รุ่นจำนวน 100 คน และมีแผนจะเปิดการอบรมอีก 4 รุ่น จำนวน 100 คนเช่นเดิม ซึ่งเมื่อเสร็จสิ้นบริษัทก็จะมีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญที่จะช่วยประชาสัมพันธ์ ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ให้กับบริษัทถึง 200 คนด้วยกัน


กัมปนาท ยังได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อีกว่า ในวันที่ 21 ตุลาคมนี้ บริษัทจะจัดงานเปิดตัวอย่างไม่เป็นทางการ ซึ่งในงานครั้งนี้จะได้มีการประดับเข็มเกียรติยศ แก่นักธุรกิจระดับ โกลด์ สตาร์ ถึง 100 คน และคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานทั้งสิ้น กว่า 1,200 คน โดยงานดังกล่าวถือเป็น การสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักธุรกิจในอีกระดับหนึ่ง ส่วนการเปิดตัวอย่างเป็นทางการของบริษัท คาดว่าจะจัดขึ้น ประมาณเดือนมกราคมปีหน้า ซึ่งหลังจากบริษัทเปิดตัวอย่างเป็นทางการแล้ว เชื่อมั่นว่าไอยราจะเติบโตยิ่งขึ้น และพร้อมที่จะก้าวสู่ถนน AEC


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1343 ประจำวันที่ 13-10-2012 ถึง16-10-2012