ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ aec mlm แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ aec mlm แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวคิงส์เฮิร์บ (King Herb) : ฝันปิดบัญชีปี 55 พันล้าน วาดวิมาน AEC พาบริษัทติดท็อปเทน


คิงส์เฮิร์บ เป่าเทียนฉลอง 9 ปี เปิดบัญชีปี 54 โชว์ยอดขายแตะ 700 ล้านบาท ปีนี้วางเป้า 1 พันล้านบาท ด้วย 3 ปัจจัย สินค้า-สมาชิก-สื่อ เป็นตัวนำ พร้อมเปิดตัวนวัตกรรม สินค้าจาก พลูคาว ใหม่ 2 ตัว คือ คอล-ดาต้า ซูเปอร์กรีน อาหารพืชสูตรล้ำ กับ สบู่ คอลดาต้า ซอฟ ฟุ้ง AEC เปิด บริษัทได้เปรียบตลาดอาเซียนพาองค์กรไต่ฝันติด 1 ใน 10 ขายตรงเมืองไทย

ดร.ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิร์ด 1999 จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดงานใหญ่ โดยเป็นการมอบเข็มเกียรติยศให้ กับสมาชิกนักธุรกิจของบริษัททุกคน อีกทั้งยังเป็นการฉลองการ เข้าสู่การทำธุรกิจเป็นปีที่ 9 ของบริษัท

บริษัทได้ดำเนินการ ภายใต้สโลแกนว่า เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น กับ คิงส์เฮิร์บฯ เนื่องจากบริษัทได้ก่อตั้งขึ้นอย่างมั่นคงและมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและซื่อตรง พร้อมด้วยคุณธรรมในการดำเนินธุรกิจ พร้อมที่จะผลิตและพัฒนาสินค้ารวมถึงบริการให้มีคุณภาพดีที่สุด อันจะนำสมาชิกและนักธุรกิจทุกคน ไปสู่เป้าหมายแห่งความสำเร็จในชีวิตร่วมกัน

เรามอบโอกาสการเป็นเจ้าของธุรกิจ แด่ทุกท่านที่ต้องการประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิต ด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพเยี่ยม และแผนการตลาดที่จ่ายผลตอบแทนคุ้มค่า และเป็นธรรม ตลอดจนเกียรติยศชื่อเสียง และฝึกอบรมอย่างมืออาชีพ ดร.ปพน กล่าว

สำหรับการเติบโตของธุรกิจ คิงส์ เฮิร์บฯ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา ตอนนี้บริษัทมียอดขายเติบโตอยู่ที่ประมาณ 40% จากการเปรียบเทียบยอดขายในช่วงเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา ซึ่งในปี 54 ทั้งปี บริษัทสามารถทำยอดขายเติบโตอยู่ที่ 700 ล้านบาท โดยในปีนี้เมื่อมองจากการเติบโตต่างๆ ที่กล่าวมานี้ บริษัทมีความมั่นใจว่าจะสามารถ ดันยอดขายในปี 55 นี้ แตะ 1 พันล้านบาท ได้อย่างแน่นอน

ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า จากเหตุการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบ ต่อธุรกิจของคิงส์เฮิร์บมากพอสมควร ซึ่งในความเป็นจริงหากไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าว เชื่อว่าบริษัทจะสามารถทำยอดขายในปีที่ผ่านมาถึง 1 พันล้านบาทได้อย่างแน่นอน แม่ทัพใหญ่คิงส์เฮิร์บ เผย

ในส่วนปัจจัยการเติบโตที่จะทำให้บริษัท ก้าวขึ้นไปสู่ตัวเลขพันล้านได้นั้น ดร.ปพน กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้บริษัทเติบโต ได้นั้น มาจากเหตุผล 3 ประการด้วยกัน นั่นคือ 1.บริษัทเห็นความสำคัญของการโฆษณาประชาสัมพันธ์และการเข้าถึงสื่อมวลชน 2.บริษัทเห็นความสำคัญของการดูแลสมาชิก เป็นอย่างดี ดุจคนในครอบครัวเดียวกันอยู่เสมอ และ 3.บริษัทให้ความสำคัญกับการดูแลผู้บริโภคผ่านการมุ่งเน้นการวิจัยพัฒนา คุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ

โดยล่าสุดนอกจากสินค้าพระเอกคือ คอลดาต้า ตัวเดิมที่เป็นสินค้าขายดีของบริษัทแล้ว ทางคิงส์เฮิร์บยังได้ออกตัวเสริม ของสินค้ากลุ่มนี้คือ คอลดาต้า ซูเปอร์ทู ซึ่งเป็นสินค้าในกลุ่มเสริมอาหารที่อยู่ในหมวด วัตถุดิบของพลูคาว เช่นเดียวกันกับ คอล-ดาต้า ตัวเก่า ซึ่งจะมีการออกฤทธิ์ที่เร็วกว่า ซึ่งทั้ง 2 ผลิตภัณฑ์นี้คือพระเอกของบริษัท อีกทั้งยังมีสินค้าในกลุ่มเกษตร ที่บริษัทได้ทำ การเปิดตัวขึ้นใหม่ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารสำหรับต้นไม้ ภายใต้ชื่อ คอลดาต้า ซูเปอร์กรีน และสบู่ คอลดาต้า ซอฟ ซึ่งทั้ง 2 สินค้าใหม่ที่กล่าวมานี้ นับเป็นสินค้า ที่บริษัทเชื่อว่าจะตอบโจทย์ลูกค้าได้เป็นอย่างดี

สำหรับบริษัท คิงส์เฮิร์บ ปัจจุบันมีสินค้าทั้งหมด 6 กลุ่ม ได้แก่ สินค้าเสริมอาหาร, สินค้าการเกษตร, สินค้าดูแลรูปร่าง, สินค้าความงาม, สินค้ากลุ่มเครื่องดื่ม และสินค้าของใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งมีสินค้าเกี่ยวกับการบำรุงเครื่องยนต์ของรถยนต์ เป็นสินค้านำของกลุ่มสินค้าในกลุ่มนี้

โดยสัดส่วนการทำยอดขายของสินค้า ในแต่ละกลุ่มนั้น จะมีสินค้ากลุ่มเสริมอาหาร ที่มี คอลดาต้า เป็นสินค้าเรือธง ซึ่งครองส่วนแบ่งยอดขายอยู่ที่ 70% ส่วนอีก 30% ก็จะแบ่งกระจายออกไปในอีก 5 กลุ่มสินค้า ที่กล่าวมา

อย่างไรก็ดี ในส่วนของตลาดของคิงส์เฮิร์บนั้น จะมีภาคอีสานเป็นตลาดหลัก ของบริษัท ซึ่งครองส่วนแบ่งยอดขายอยู่ที่ 60% ทั้งๆ ที่ในอดีตที่ผ่านมา ภาคกลางจะเป็นภาคที่มียอดการเติบโตสูง แต่ที่ทราบกัน ดีว่า คนที่อยู่ภาคกลางส่วนใหญ่เป็นคนอีสาน ซึ่งนิยมซื้อสินค้าส่งกลับไปให้พ่อแม่ที่อยู่ในภาคอีสานทาน แต่เมื่อการขยายศูนย์ของบริษัทก้าวหน้าไปมาก ทำให้คนที่อยู่ในภาคสามารถซื้อทานได้เอง ซึ่งไม่จำเป็นต้องซื้อที่ภาคกลางเพียงอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของศูนย์สินค้า ของบริษัทนั้น บริษัทจะเปิดให้สมาชิกของบริษัทร่วมเข้ามาเป็นเจ้าของได้ แต่ต้องทำตามเงื่อนไขที่บริษัทได้วางคือ ต้องเป็นสมาชิก ที่มีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 50 รหัส อีกทั้งต้องมีการส่งเรื่องเพื่อสอบศูนย์ เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งหมดของศูนย์สินค้าทั่วประเทศ อีกทั้งยังจะมีการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องสินค้า และบริษัท เพื่อจะได้ให้คำตอบกับลูกค้าได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน คิงส์เฮิร์บมีศูนย์สินค้าแล้วทั้งหมด 800 ศูนย์ทั่วประเทศ จากการวางกลยุทธ์ของบริษัทที่ต้องการกระจายศูนย์ในทุกอำเภอๆ ละ 1 ศูนย์ ซึ่งในช่วงสิ้นปีนี้ บริษัทเชื่อว่าจะสามารถเปิดเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 100 ศูนย์ เพื่อให้เป็น 900 ศูนย์ หัวเรือคิงส์เฮิร์บ เผย

นอกจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ในส่วนของการเปิดประชาคมอาเซียน ก็เป็นหนึ่งที่บริษัทให้ความสำคัญ ซึ่งบริษัทมีความมั่นใจในศักยภาพของคิงส์เฮิร์บ ว่าด้วยการมีสินค้าที่ดี มีโรงงานเป็นของตนเอง และการมีรากฐานธุรกิจในประเทศที่แข็งแกร่ง เชื่อว่า เมื่อการเปิดประชาคมอาเซียนขึ้นมา ในปี 58 บริษัท จะสามารถสร้างโอกาสทาง ธุรกิจ และสามารถก้าวขึ้นไปสู่ 1 ใน 10 ของ บริษัทขายตรงชั้นนำในประเทศไทยได้อย่าง แน่นอน

การขยายธุรกิจในปัจจุบันบริษัทได้เดินหน้าปักธงชิมลางในรูปแบบการนำสินค้า เข้าไปขายแล้วในทุกประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งอยู่ รอบประเทศไทย ดร.ปพน กล่าวในช่วงท้าย

ทั้งนี้ ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า บริษัท คิงส์เฮิร์บ ยังได้วางเป้าที่จะเปิดอาคารสำนักงานใหญ่หลังใหม่ของบริษัทอีกด้วย โดยจะตั้งอยู่ย่านถนนรามอินทรา ซึ่งเป็นอาคาร 8 ชั้น โดยวางงบประมาณในการเนรมิตอาคารสำนักงานใหญ่หลังใหม่ นี้ที่ 40 ล้านบาท ซึ่งจะถือเป็นการวางรากฐานที่สำคัญของบริษัท ในการก้าวไปสู่ความฝันที่ยิ่งใหญ่ในอนาคตต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1346 ประจำวันที่ 24-10-2012 ถึง26-10-2012

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าววอลลารา (Vollara) : ชู 1 ปี ผลตอบรับเยี่ยมเล็งแผนรองรับตลาดอาเซียน (AEC)

วอลลารา เผย 1 ปีธุรกิจโตเกินคาด ปีที่ 2 วางเป้าโตเกิน 100% พร้อมปรับแผนงานรองรับตลาด AEC อนาคตหวังอยากให้สมาคมขายตรงรวมตัวเป็นสมาพันธ์เพื่อรวมอำนาจการต่อรองทางการค้า มองภาพ 5 ปีข้างหน้ามูลค่าตลาดอาเซียนสูงถึง 1,000 ล้านเหรียฐสหรัฐ


โฆสิต สุวินิจจิต ประธาน บริษัท วอลลารา (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมของบริษัทในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานั้น ถือเป็นช่วงเวลาของการวางแผนธุรกิจ ซึ่งบริษัทไม่ได้ตั้งเป้าสุงมากนัก ซึ่งสิ่งที่บริษัทได้ดำเนินการคือ การศึกษาว่าสินค้าสามารถเข้ากับคนไทยได้มากน้อยเพียงใด ซึ่งผลที่ได้รับคือสินค้าได้รับการตอบรับดีเกินคาด ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกประมาณ 5,000 รหัสและมีสมาชิกอยุ่ในแถบกรุงเทพฯ และปริมณฑล คาดว่าในปีต่อไปจะสามารถเติบโตได้ 100%


ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนปรับโครงสร้างธุรกิจ จาดเดิมที่ธุรกิจเป็นของต่างชาติ ซึ่งถือหุ้น 100 % ในอนาคตจะเปลี่ยนเป็นถือหุ้นโดยคนไทย 100% และรวมไปถึงการเตรียมความพร้อมของบริษัที่จะเข้าไปทำธุรกิจในอาเซียนเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 2558 พร้อมกับการเป็นประเทศที่เป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจวอลลาราในภูมิภาคอาเซียน


สำหรับการเข้าไปทำธุรกิจในอาเซียนนั้น บริษัทได้เตรียมความพร้อมทั้งในเรื่องของการเตียมแผนงานให้เข้ากับประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียน พร้อมการใช้งบประมาณในการพัฒนาบุคลากรทั้งเรื่องของภาษา รวมถึงการเทรนนิ่งต่างๆ เพื่อที่จะให้มีความพร้อมเข้าไปทำธุรกิจในระดับอาเซียนต่อไป และหากมีความเป็นไปได้บริษัทต้องการให้มีศูนย์อบรมธุรกิจขายตรงของชาติ เพื่อเป็นการถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้ที่ถูกต้องกับธุรกิจขายตรงสู่รุ่นต่อๆไป


นอกจากนี้บริษัทยังมีเป้าหมายการรวมสมาคมขายตรงต่างๆให้เป็นสมาพันธ์ขายตรงแห่งเดียวเพราะว่าบริษัทมองว่าเมื่อสมาคมรวมตัวกันเป็นสมาพันธ์แล้วจะสามารถมีอำนาจในการต่อรองการพัฒนาธุรกิจ และรวมไปถึงมีอำนาจในการต่อรองกับรัฐบาล เพื่อให้เห็นว่าธุรกิจขายตรงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สามารถทำรายได้ให้กับประเทศได้พอๆ กับธุรกิจอื่นๆ


ผมตั้งใจที่จะไปพบทุกสมาคม หรือ ว่างๆ ก็จะไปนั่งจิบน้ำชากับผู้บริหารระดับสูงในบริษัทต่างๆ ว่าผมมีความคิดแบบนี้ และผมเชื่อว่าเขาก็คงมีความคิดเหมือนกัน ผมคิดว่าเราอย่ามามองว่าแข่งกันเอง แต่มองตลาดชั้นต้น 600 ล้านคนก่อนเมื่ออาเซียนเปิดมันจะเปลี่ยนจาก 60 ล้านคนเป็น 600 ล้านคน นักธุรกิจไทยจะได้เท่าไหร่จากตรงนี้ เราจะได้อะไรให้กับประเทศของเรามากกว่า จะมองว่าบริษัทจะได้อะไร


ทั้งนี้บริษัทยังได้เตรียมที่จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มเสริมอาหาร ขณะนี้ยอุ่ในระหว่างการขอใบอนุญาตจากสำนักงานคณะรรมการอาหารและยา (อย.) อีกจำนวน 4 รายการ โดยสินค้ากลุ่มดังกล่าวจะเป็นสินค้าที่ผลิต ในประเทศไทยทั้งหมด แต่เป็นสูตรที่นำมาจากประเทศสหรัฐอเมริกา จากที่ปัจจุบันบริษัทมีสินค้า 4 รายการ ได้แก่ เครื่องฟอกอากาศ เครื่องกรองน้ำ เครื่องปรับสภาพน้ำ และเสริมอาหาร ซึ่งสินค้าขอบริษัทจะเน้นนวัตกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม


อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ทำให้บริษัทตัดสินใจร่วมธุรกิจกับวอลลารานั้น เนื่องจากวอลลาราเป็นบริษัทที่มีสินค้าดีต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และเป็นสินค้าที่มีความล้ำสมัยในเรื่องเทคโนโลยี อีกทั้งยังเป็นบริษัทที่มีความมั่นคงเนื่องจากบริษัทเปิดดำเนินธุรกิจมาแล้ว 88 ปี


ด้าน โจเซฟ พี เออร์โช ประธานกรรมการบริหาร กลุ่ม บริษัท แอรัล โฮลดิ้ง กล่าวเสริมว่า สำหรับประเทศไทยบริษัทมองว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพเติบดตสูง เนื่องจากประเทศไทยตั้งอยู่ในทำเลที่เอื้ออำนวนต่อการขยายธุรกิจไปสู่ประเทศต่างๆในอาเวียน และมองว่าในอีก 5 ปีข้างหน้า ตลาดอาเซียนจะมีมูลค่าตลาดที่โตถึง 1,000 ล้านเหรียญสหรัญ และสำหรับในประเทศไทยจะมีสมาชิกที่ประสบความสำเร็จถึง 1 ล้านคน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 208 วันที่ 1- 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายตรงอาเซียน (AEC MLM) : ขายตรงฟิลิปปินส์รับอานิสงส์จีดีพีโต ปี 2554 ยอดขายพุ่ง 37% ยักษ์มะกันตีปีก


เอเอ็นแซท แบงก์ ธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งของออสเรตเลียเผยฟิลิปปินส์กลุ่มประเทศที่มีผลงานด้านเศรษฐกิจดีที่สุดในเอเชีย และยังคงมีแนวโน้มเช่นนี้ในอนาคต เป็นข่าวดีสำหรับบริษัทขายตรงทุกแห่งที่เปิดธุรกิจอยู่ในฟิลิปปินส์


พอล กรุนวาล์ด หัวหน้านัก เศรษฐศาสตร์ภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิเอ เอ็นแซท แบงก์กล่าวกับสำนักข่าวเอเอ็น ซีว่า เศรษฐกิจของฟิลิปปิส์ หอมหวาน มากทีเดียว


เรามีความรู้สึกเป็นบวกมากๆ กับเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ ผมเพิ่ง เดินทางกลับมาจากนิวยอร์ค นักลงทุน ที่นั่นสนใจเศรษฐกิจของฟิลิปปินส์ เรา มองเห็นเศรษฐกิจประเทศนี้หอมหวาน มากๆ จีดีพีน่าจะเติบโตประมาณ 5-6% แข็งแกร่งมากและเงินเฟ้ออยู่ ภายใต้การควบคุม


กรุนวาล์ดตั้งข้อสังเกตถึงการ พัฒนาโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ 2 สว่ นที่ ทำให้เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์มีแนวโน้ม ดีคือความพยายามของรัฐบาลฟิลิปปินส์ ที่จะปรับงบประมาณของประเทศให้ สมดุลย์ทั้งปรับปรุงการปล่อยกู้สาธารณะ และการใช้จ่ายของภาครัฐและส่งเสริมธุรกิจต่างๆ หันไปใช้เอาต์ซอร์สซึ่งเป็น ธุรกิจที่กำลังบูมมากในขณะนี้


การส่งเสริมให้ธุรกิจต่างๆ พึ่งพาเอาต์ซอร์สดูเหมือนจะกระตุ้น เศรษฐกิจภายในประเทศได้อย่างดีที เดียว เมื่อนำทั้ง 2 ส่วนมาประกอบเข้า ดว้ ยกนั เราจะเหน็ ว่า ฟิลิปปินส์ อีกหนึ่งในประเทศที่มีผลงานด้านเศรษฐกิจดี ที่สุดในเอเชียประเทศหนึ่ง


กรุนวาล์ดกล่าวอีกว่า ขณะที่ ฟิลิปปินส์เอาตัวรอดจากวิกฤตหนี้สินยูโร โซนและวิกฤตเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลัง ชะลอตัวซึ่งเป็นผลกระทบมาจากวิกฤต ยุโรป ฟิลิปปินส์ไม่ได้มีภาษีดีกว่าอินเดีย และอินโดนีเซียที่ใช้การบริโภค อุปโภค ภายในประเทศกระตุ้นการเติบโตของ เศรษฐกิจ แต่เศรษฐกิจของฟิลิปปินส์อาจ จะแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งมากกว่า ประเทศเศรษฐกิจเปิดอย่างสิงคโปร์และ ฮ่องกงด้วยซํ้า


ฟิลิปปินส์เปรียบเสมือนบ้านของ บริษัทขายตรงจากสหรัฐฯหลายบริษัท อาทิ แอมเวย์, เอวอน, ฟอร์เวเวอร์ ลิฟวิ่ง โปรดักส์, 4ไลฟ์ รีเสิร์ช,จีเอ็นแอลดี อินเตอร์ เนชั่นแนล, เฮอร์บาไลฟ์, แมรี่ เคย์, นิคเคน, นู สกิน, รีลิฟ และทัพเพอร์แวร์ แบรนด์


สำหรับผลงานธุรกิจขายตรงของ ฟิลิปปินส์ จากข้อมูลของสมาพันธ์สมาคม การขายตรงโลก (World Federation of Direct Selling Association : WFDSA) ปี 2554 ฟิลิปปินส์มียอดขาย 750 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 31 บาท) เพิ่มขึ้น 37% เทียบกับปี 2553 ที่มียอดขาย 546 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะ ที่นกั ขายลดลง 771,000 คน จาก 3,210,000 ในปี 2553 เหลือ 2,439,000 คน


นอกจากฟิลิปปินส์จะมีบริษัทขาย ตรงของสหรัฐฯเข้ามาปักหลักอยู่หนาตา แล้ว เมื่อปีก่อน บริษัท สแตนโฮม เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล แบรนด์ขายตรงอันดับ 1 ผลิตภัณฑ์ดูแล ทำความสะอาดบ้าน ในยุโรป ซึ่งเป็นของ Groupe Yves Rocher หนึ่งในบริษัทเครื่องสำอางชั้น นำของโลกจากฝรั่งเศสได้ขยายธุรกิจ มายังเอเชียเป็นครั้งแรก โดยเปิดสาขา แรกขึ้นในฟิลิปปินส์ ใช้ชื่อบริษัทว่า สแตนโฮม เวิลด์ ฟิลิปปินส์


เยอมัน มาร์ติเนส ผู้จัดการทั่วไป และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (ซีอีโอ) สแตนด์โฮม เวิลด์ อินเตอร์เนชั่นแนล กล่าวระหว่างร่วมพิธีเปิดสาขาใน ฟิลิปปินส์ว่า เป้าหมายของบริษัทคือการ เปลี่ยนชีวิตผู้หญิงชาวฟิลิปปินส์และแม่ ทุกคนให้มีชีวิตที่ดีขึ้น โดยบริษัทมีแผน จะพัฒนาฟิลิปปินส์เป็นศูนย์กลาง Hub ของเอเชียรองรับการขยายธุรกิจไปยัง ประเทศอื่นๆ ในเอเชียภายใน 5 ปีนับจากนี้


ในการขยายธุรกิจในฟิลิปปินส์ สแตนโฮม เวิลด์จะแนะนำผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูง มีศักยภาพในการขาย มากกว่า 300 ชนิดครอบคลุมทั้งผลิตภัณฑ์ ดูแล ทำความสะอาดบ้านเพื่อปกป้อง รักษาสุขภาพของทุกคนในครอบครัวให้ มีสุขภาพกาย สุขภาพใจแข็งแรงรวมไป ถึงผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง บำรุงผิว เสื้อผ้าและชุดชั้นในสตรี


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 236 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2555

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายอาเซียน (AEC MLM) : รุกตลาด "ขายตรงเวียดนาม (Vietnam)" เร่งกำจัด "จุดอ่อน" ชิงผู้บริโภค


เวียดนาม เป็นประเทศยักษ์ใหญ่อันดับ 3 ในกลุ่ม อาเซียน ด้วยจำนวน ประชากรประมาณ 90 ล้านคน รองจาก อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ และเป็นประเทศ คู่ แข่งที่สำคัญของ ไทยที่ประมาทไม่ได้ ทั้งเรื่องของสภาวะเศรษฐกิจที่มีการขยายตัวอย่างต่อ เนื่อง การเมืองที่มีเสถียรภาพมากกว่า ขณะเดียวกันก็เป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มองข้ามไม่ได้ ด้วยเช่นกันโดยเฉพาะเรื่องของการเข้าไป ลงทุน เพราะปัจจุบันไทย ติดอันดับ 1 ใน 10 ประเทศของผู้ลงทุนรายใหญ่ของ เวียดนาม ไปแล้ว


กว่า 20 ปีมาแล้วที่ เวียดนาม ได้ใช้ นโยบายปฏิรูปที่เรียกว่า Doi Moi มาขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศให้มีการขยายตัวอย่างต่อ เนื่อง ส่งผลถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของ ประชากรมีการพัฒนาในลำดับที่ดีขึ้น ล่าสุดถูก จัดให้เป็นประเทศในกลุ่ม อาเซียน ที่มี สัดส่วนการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคสูงสุด อันดับ 2 รองจาก ฟิลิปปินส์ คือร้อยละ 67 เมื่อเทียบกับ GDP


สินค้าไทย เป็นต่อ เวียดนาม ขานรับ มีคุณภาพ
โดยพฤติกรรมการบริโภคของ ชาว เวียดนาม นั้นยังคงอยู่กับ วิถีชีวิต ใกล้เคียง จากเดิมที่เป็นอยู่ แต่ ทัศนคติ ที่มีต่อ สินค้า ไทย เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่มีอยู่ในตลาด อย่าง จีน-เกาหลีใต้-ไต้หวัน-สิงคโปร์-ยุโรป หรือ แม้แต่ เวียดนาม เอง ยังเป็นที่ยอมรับในเรื่อง ของ คุณภาพ และ ราคา ที่สมเหตุสมผลจนได้ รับ ความนิยม สูงกว่า ซึ่งสินค้าบางประเภทถึง ขนาดถูกนำไปลอกเลียนแบบเพื่อจำหน่ายหวังดึง ผู้บริโภคที่ใช้สินค้าไทย แต่ด้วย ราคา ในระดับที่ สมเหตุสมผลรวมกับ คุณภาพ ที่เหนือกว่ากลาย เป็นการเพิ่มความถี่ในการบริโภคที่เพิ่มขึ้นและสืบ เนื่องมายาวนานจนกลายเป็นความคุ้นเคยกับ สินค้าไทย


ไม่เว้นแม้แต่ ตลาดเครื่องสำอาง ใน เวียดนาม ที่มีการขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดย เฉพาะประเภท ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว มีสินค้า แบรนด์ข้ามชาติครองตลาดอยู่แล้วถึงร้อยละ 57 และเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของคนไทย แต่ ผู้บริโภค ชาวเวียดนาม ก็ยังมีความชื่นชอบในสินค้าที่ ผลิตโดย คนไทย ไม่ว่าจะเป็น ผลิตภัณฑ์บำรุง ผิว-แชมพู-สบู่ เป็นต้น


ดังนั้น คุณภาพสินค้าไทย ที่ถูก ชาว เวียดนาม ยกระดับให้เป็นต่อเหนือประเทศคู่แข่ง สิ่งหนึ่งที่ ผู้ประกอบการคนไทย จะทอดทิ้งไม่ได้ คือการรักษากลุ่ม ผู้บริโภคเดิม รวมถึงการเพิ่ม ฐาน กลุ่มผู้บริโภคใหม่ แ ล ะ ต่อยอด ผลิตภัณฑ์ ออกไปเพื่อความยั่งยืนให้กับธุรกิจใน ระยะยาว


ส่วน ตลาดอาหารเสริม ใน เวียดนาม นั้น ทางการ จะค่อนข้างเข้มงวดให้เป็นไปตาม กฏหมาย แต่ใช่จะปิดกั้นเลยเสียทีเดียวหากแต่ การดำเนินธุรกิจเพื่อจัดจำหน่ายจะต้องขออนุญาต จาก ทางการ ก่อนเพราะไม่สามารถ จำหน่ายตรง ให้กับผู้บริโภคได้ จะต้องผ่าน กลุ่มผู้แทน จำหน่าย หรือ กลุ่มพ่อค้าคนกลาง ให้ทำหน้าที่ กระจายสินค้า เท่านั้น


ขายตรง เดินหน้าปักธงไม่หยุด
ขายตรง เดินหน้าปักธงไม่หยุด ทั้งนี้ ธุรกิจขายตรงคนไทย ที่เข้าไปทำ ตลาดใน เวียดนาม จะเห็นว่าหลายบริษัทขาย ตรงต่างเดินหน้าขยายตลาดก่อนกระแส ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือAEC จะมาแรง ในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็น เอวอน ซึ่งลงหลักปักฐาน ขยายตลาดใน เวียดนาม มาตั้งแต่ปี 2539 แอมเวย์ เปิดสาขาตั้งแต่ต้นปี 2551 พร้อม สรรพทั้ง โรงงานผลิต และ คลังสินค้า ส่งผล ให้ แอมเวย์ สาขาใน เวียดนาม ติดอันดับ ท็อป ตลาดขายตรงเวียดนาม มีนักขายอิสระ ทะลุเกิน 40,000 คน ยังไม่นับรวม ออริเฟลม โมรินดา ที่เข้าไปบุกเบิกตลาดกันก่อนหน้านี้ และล่าสุด นูสกิน เตรียมบุกตลาด เวียดนาม ในช่วงเดือนที่เหลือของปี 2555 นี้อีก ขณะ กิฟฟารีน ก็เตรียมวางแผนบุกตลาดในปี 2556 นี้ และยังไม่นับรวมอีกหลายบริษัทที่ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างศึกษาตลาดผู้บริโภคชาวเวียดนาม ก่อนขยายตลาดอย่างจริงจัง


จับตาใน ตลาดเวียดนาม เวลานี้คือ สังคม ไทยกำลังจะเข้าสู่การเป็น สังคมผู้สูงอายุ มาก ขึ้น แต่ เวียดนาม กลับมี คนวัยหนุ่มสาว อยู่ มาก มี ประชากร รวมกันกว่า 80 ล้านคน มี แรงงาน ในปัจจุบันรวมกันราว 50 ล้านคนแยก เป็นหญิง-ชาย อยู่ในสัดส่วนพอๆ กัน ซึ่งถือเป็น ข้อได้เปรียบ เพราะ คนหนุ่มสาวชาวเวียดนาม คือพลังสำคัญของชาติในอนาคต


เรียนรู้ โอกาสทอง กำจัด จุดอ่อน ได้
จากข้อมูลข้างต้นนับ เป็น โอกาสทอง ของ ธุรกิจขายตรง เลยทีเดียวแม้ว่าจะมีหลาย บริษัทใหญ่ขายตรงเข้าไปบุกเบิกขยายตลาด ก่อนหน้านี้ แต่ภาพรวมของการแข่งขันก็ยังถือว่า ไม่รุนแรงมากนักเมื่อเทียบถึง จำนวน ผู้บริโภค ที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นใกล้ๆ 90 ล้านคน ฉะนั้นการ ล่วงรู้ถึง พฤติกรรมผู้บริโภค กลุ่มเป้าหมายก่อน ตัดสินใจบริโภคสินค้าถือเป็นปัจจัยสำคัญยิ่งที่บริษัทขายตรง จะต้องหา ผู้บริโภคชาว เวียดนามตัวจริง ของตัวเองเพื่อตอบสนองความ ต้องการให้ตรงจุดได้


มีปัจจัยหนึ่งที่จะมองข้าม พฤติกรรม ชาวเวียดนาม ไปไม่ได้ในยุคของ การสื่อสารที่ ไร้พรมแดน นั่นคือเรื่องของ พฤติกรรมชาว เวียดนาม ที่ทาง กระทรวงข้อมูลและสื่อสาร ระบุไว้ว่า เวียดนามเป็นประเทศที่ถูกจัดให้อยู่ ในอันดับที่ 18 จาก 20 อันดับแรกของโลก ที่มี ประชากรเข้าถึง อินเตอร์เน็ต มากกว่าร้อยละ 30 และถูกจัดอยู่ในอันดับที่ 8 ในภูมิภาคเอเชีย และเป็นอันดับที่ 3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เฉียงใต้ เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมานี


ฉะนั้นการที่ ชาวเวียดนาม ติดอันดับ โลก ใช้อินเตอร์เน็ตมากที่สุด ย่อมมีความหมาย ในตัวแล้วว่า ผู้บริโภค จะได้รับอิทธิพลจาก ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัยผ่านทางอินเตอร์เน็ต หาก มีความสนใจผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมีแต่ยังไม่ สามารถตอบสนอง ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย ได้ อย่างรวดเร็วอาจกลายเป็น จุดอ่อนให้ธุรกิจไม่ ประสบความสำเร็จได้ เช่น การออกผลิตภัณฑ์ ใหม่ในประเทศไทยของ ธุรกิจขายตรง ก็จะต้อง ออกพร้อมกันกับ ตลาดในเวียดนาม ด้วย เพราะถือเป็นตลาดเดียวกันแล้ว การออก ผลิตภัณฑ์ไม่พร้อมกันจะย่อมมีผลทั้งความรู้สึก ทัศนคติของผู้บริโภคได้เหมือนกันว่า ผลิตภัณฑ์ ที่ออกใหม่ในเวียดนาม แต่ออกช้ากว่าประเทศ ไทยถือว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ล้าหลัง เป็นต้น


ฉะนั้นการที่ ประชากร ของประเทศ มีสูงถึงประมาณ 80 กว่าล้านคนแล้ว การล่วงรู้ว่าผู้ บริโภคมีความต้องการ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทมาก น้อยเพียงใดนั้นเป็นเรื่องสำคัญแน่นอน ยิ่ง ชาว เวียดนาม มีความต้องการบริโภคเพิ่มหรือมี อำนาจซื้อ หรือมีรายได้เพิ่มมากขึ้นยิ่งเกิดการ บริโภคเพิ่มขึ้นเท่านั้น


"ค้าปลีก-ขายตรง" ชิงผู้บริโภค 90 ล้านคน
อย่างไรก็ตาม ตลาดในปัจจุบันในยุค ของการสื่อสารที่ไร้พรมแดน ได้เป็น ตลาดของ ผู้ซื้อ ไปแล้วไม่ใช่ ตลาดของผู้ขาย ขณะที่ ช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้า อุปโภคบริโภค ประเภทเดียวกันเริ่มเพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะ ตลาดค้าปลีก ใน เวียดนาม หากดูจากผล การศึกษาของบริษัท AT Kearney ระบุชัดเจนว่า มูลค่าการค้าปลีกของเวียดนามจากปัจจุบันไป จนถึงปี 2557 จะเพิ่มขึ้นร้อยละ 23 ต่อปี มี โอกาสที่จะดึงดูดการลงทุนจากบรรดาผู้ประกอบ การค้าปลีกทั้งในประเทศและต่างประเทศได้เป็น อย่างดี ไม่เพียงเท่านี้ยังมีรายงานในหัวข้อ Viet Nam Retail Market Forecast to 2014 พบว่า ช่องทางการพัฒนา ตลาดค้าปลีกสมัยใหม่ มี โอกาสขยายตัวได้ดีในอนาคต โดยมาจาก กำลัง ซื้อของผู้บริโภค และตลอดระยะเวลาหลายปีที่ ผ่านมาบริษัทผู้ค้าปลีกจากต่างประเทศมีความ พยายามที่จะขยายตลาดและเพิ่มสัดส่วนทาง การตลาดให้กับบริษัทของตน ด้วยจำนวนผู้ บริโภคที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 90 ล้านคน จึงทำให้ ตลาดค้าปลีกในเวียดนาม ได้รับความสนใจ อย่างยิ่งจากบรรดานักลงทุน ด้วยจำนวนผู้ บริโภคที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นถึง 90 ล้านคน


ฉะนั้น เวียดนาม วันนี้ถือจึงเป็น ตลาดใหญ่ ที่ทั้ง ตลาดค้าปลีกและ ตลาด ขายตรง มองไปที่จำนวนผู้บริโภคกลุ่มเดียวกัน ประมาณ 90 ล้านคน ผู้ประกอบการไทย เอง ที่มีความสนใจต้องการขยายตลาดอย่างจริงจังก็ สามารถฉกฉวย โอกาสจากความได้เปรียบที่มี อยู่ได้ ทั้งความเป็นประเทศบ้านใกล้เรือนเคียง ของ ไทย และเป็น ศูนย์กลางทางผ่านของ สินค้าในภูมิภาค รวมถึงมี ภาพลักษณ์สินค้า ไทย ที่ครองตลาดมานานจะเป็นทุนช่วยให้ ธุรกิจขายตรงไทย สามารถเข้าไปครองส่วนแบ่ง ทางการตลาดโดยเฉพาะ ตลาดค้าปลีก ใน เวียดนามที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องได้ เพราะแม้วันนี้ ธุรกิจขายตรง ไม่ต้องการแข่งขัน แต่อนาคตก็หนีไม่พ้นสนามแข่งขัน ในเมื่อ เวียดนาม วันนี้เปิด ตลาดค้าปลีก แล้วร้อยละ 100 เพื่อให้นักลงทุนจากต่างประเทศเข้ามา ลงทุน มีบรรดานักลงทุนจากต่างประเทศเตรียมที่ จะพัฒนาระบบการค้าปลีกเข้าไปสู่ทุกพื้นที่ใน เวียดนาม แล้วก็คงถึงเวลาแ ล้วกับ ธุรกิจขายตรง ที่เตรียมขยายตลาดหันปรับตัว ปรับกลยุทธ์ทางการตลาดให้สอดรับกับ สถานการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอัน ใกล้นี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 236 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2555

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community) ตอนที่ 1


ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community AEC) คือการรวมตัวของชาติใน ASEAN 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบ คล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มี ผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้า ได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติ ในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่ แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า(เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)


Aseanจะรวมตัวเป็น ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนและมีผลจริงๆ จังๆ ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 ณ วันนั้นจะทำให้ ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากอย่างที่คุณคิด ไม่ถึงทีเดียว
AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้AEC เป็นไปคือ
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
2.การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถใน การแข่งขันสูง
3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทาง เศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้า กับเศรษฐกิจโลก
โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้ มีจุดเด่นต่างๆ ดังนี้
พม่า : สาขาเกษตรและประมง
มาเลเซีย : สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
อินโดนีเซีย : สาขาภาพยนตร์และ สาขาผลิตภัณฑ์ไม้
ฟิลิปปินส์ : สาขาอิเล็กทรอนิกส์
สิงคโปร์ : สาขาเทคโนโลยี สารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
ไทย : สาขาการท่องเที่ยว และ สาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)
การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆ ใน AEC โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น
- การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้ ประเทศที่การศึกษาระบบ ดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา อาจทำให้ โรงเรียนแพงๆแต่คุณภาพไม่ดีลำบาก


ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าอยู่ กลาง Aseanและไทยอาจจะเด่นในเรื่อง การ จัดการประชุมต่างๆ, การแสดงนิทรรศการ, ศูนย์กระจายสินค้า และยังเด่นเรื่องการ คมนาคมอีกด้วยเนื่องจากอยู่ตรงกลาง อาเซียน และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพจะเติบโตอย่างมากเช่นกันเพราะ จะ ผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการ ท่องเที่ยว (ค่าบริการทางการแพทย์ต่างชาติ จะมีราคาสูงมาก)


- การค้าขายจะขยายตัวอย่างน้อย 25% ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม, แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ ใช้แรงงานเป็นหลักเช่น ภาคการเกษตร, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับ ผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไปประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐาน การผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มี ค่าแรงถูกกว่า เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก ค่าแรงจึงถูก


- เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่ สำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด และมัก จะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษา อังกฤษ (AEC มีมาตรฐานแจ้งว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางใน AEC) บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา เราอาจ เสียความมั่นใจได้ ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ จะมี ภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบิน สุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง) และจะมีโรงเรียน สอนภาษามากมาย หลากหลายหลักสูตร


- การค้าขายบริเวณชายแดนจะ คึกคักอย่างมากมาย เนื่องจาก ด่านศุลกากร ชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตาม มาด้วย


- เมืองไทยจะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ ฝีมืออีกต่อไปเพราะแรงงานจะเคลื่อนย้าย เสรี จะมี ชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา เข้ามา ทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมา แย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน และยัง มีปัญหาสังคม, อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีก ด้วย อันนี้รัฐบาลควรระวัง


- คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ บาง ส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก โดย เฉพาะอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (ที่จะให้ สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทย เก่ง แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมอง จะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก แต่พวกชาวต่าง ชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงาน กับเราก็ได้ โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ กลาง บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับ ค่าจ้างให้สู้กับ บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล


- อุตสาหกรรมโรงแรม, การท่อง เที่ยว, ร้านอาหาร, รถเช่า บริเวณชายแดน จะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีการสัญจร มากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนา มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง


- สาธารณูปโภคในประเทศไทย หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้ เช่น ชาวพม่า มาคลอดลูกในไทย ก็ต้อง ใช้โรงพยาบาลในไทยเป็นต้น


- กรุงเทพฯ จะแออัดอย่างหนัก เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นตรงกลาง ของอาเซียนและเป็นเมืองหลวง ของไทย โดยเมืองหลวงอาจมี สำนักงานของต่างชาติมาตั้งมาก ขึ้น รถจะติดอย่างมาก สนาม บินสุวรรณภูมิจะแออัดมากขึ้น (ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยาย สนามบินแล้ว)


- ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ในการผลิตอาหาร เพราะ knowhow ใน ไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัท อาหารในไทยก็แข็งแกร่ง ประกอบทำเล ที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้น การเกษตร แต่ทางประเทศไทยเองคงไป ลงทุนในพม่าเรื่องการเกษตรแล้วส่งออก ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญ อยู่แล้ว


ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้ รับการวางแผนที่ดี เนื่องจาก จะมีขยะ จำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่ง ชนชั้น ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ ด้อยกว่า อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้, จะมี ชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์, ปัญหาอาจญา กรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้ กฎหมาย ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555