ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรมขายตรง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กรมขายตรง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

รัฐหนุนขายตรงไทยลุยอาเซียนเร่งแก้กฎหมายสร้างเกราะป้องกันธุรกิจ







dfm21may12-01[cover]-20120521170939 (Mobile)

 


"วิมล จันทร์จิราวุฒิกุล" ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ประกาศภาครัฐพร้อมหนุนขายตรงไทย สู้ศึก AEC ชี้ผู้ประกอบการไทยตื่นตัวเข้าสู่ธุรกิจขายตรง และเตรียมแผนขยาย ไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างคึกคัก ขณะเดียวกันหากทำผิดกฎหมายพร้อมปราบปรามผู้ที่ฉวยโอกาสทันที ด้าน "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" ผอ.ส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สคบ. ย้ำเดินหน้า แก้กฎหมาย แยกขายตรงออกมาเป็น "กองคุ้มครองด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง" อนาคตหนุนตั้ง "กรมขายตรง"


นายวิมล จันทร์จิราวุฒิกุล ที่ปรึกษารัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวในงานสัมมนาในหัวข้อ "ทำธุรกิจขายตรงอย่างไรให้ถูกกฎหมาย" ซึ่งจัดโดยหนังสือพิมพ์บ้านเมืองว่า ธุรกิจขายตรงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่มีการขยายตัวมากที่สุด และสามารถสร้างเม็ดเงินให้กับประเทศมากปีละไม่ต่ำกว่าแสนล้านบาท และคาดว่าเมื่อเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปลายปี 2558 โดยเฉพาะในตลาดธุรกิจขายตรงจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากตลาดธุรกิจขายตรงปัจจุบันยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง และมีผู้ประกอบการทั้งรายใหญ่ และรายย่อยจำนวนมากที่เริ่มหันมาสนใจธุรกิจนี้ อีกทั้งยังมีแผนขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย


นอกจากนี้ ในส่วนของภาครัฐที่ผ่านมาได้ให้นโยบายและได้ดำเนินการอย่างจริงจังผ่านส่วนราชการในสังกัดต่างๆ เพื่อหาแนวทาง ยกระดับมาตรฐานธุรกิจขายตรงให้สูงขึ้น และปรับเปลี่ยนกฎหมาย ขายตรง เพื่อเอื้อแก่การทำธุรกิจ พร้อมทั้งหาทางปราบปรามบุคคล ที่ฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากธุรกิจนี้ จนทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรงต้องเสื่อมเสีย


"จากการทำงานของภาครัฐในช่วงที่ผ่านมา รัฐต้องการกระตุ้นให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจอย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยที่ภาครัฐจะทำหน้าที่ส่งเสริม กระตุ้นให้ บรรดาผู้ประกอบการทำธุรกิจในกรอบของ จรรยาบรรณ โดยที่ผ่านมา ทางภาครัฐมีความมั่นใจว่าธุรกิจขายตรงกำลังเดินหน้า ไปสู่ทางที่ดีขึ้น ซึ่งรัฐพยายามสร้างเกราะ ป้องกันให้กับธุรกิจ โดยให้ผู้ประกอบการมีจิตสำนึกในการกระทำเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบ เพื่อเป็นการยกระดับวงการขายตรงไทย" วิมล กล่าว


ในประเด็นของกฎหมายที่ปัจจุบันมีการเรียกร้องให้จากคนในวงการขายตรง ทั้งจากกลุ่มผู้ประกอบการ กลุ่มนักธุรกิจอิสระ รวมถึงผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ซึ่งต้องการให้ภาครัฐมีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน นายวิมลกล่าวว่า ในช่วงนี้รัฐบาลต้องการให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจในกรอบของกฎหมายตัวเก่านี้ก่อน ในส่วนของการแก้ไขกฎหมาย หรือจะทำอะไรต่อไปนั้น ทางภาครัฐก็จะหารือกันอีกครั้ง ซึ่งอาจต้องใช้เวลาในส่วนนี้


ด้านนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เผยว่า ทางภาค รัฐต้องการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ เพื่อทำการส่งออกสินค้า หรือการขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยจะเน้นหนัก ในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมามักมีการกระทำผิดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก


อย่างไรก็ดี ในส่วนของการเรียกร้อง ให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ "สุวิทย์" กล่าวว่า ทาง สคบ.เร่งดำเนินการ เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปรับปรุง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีหลายข้อกฎหมายที่มีช่องโหว่ ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงเกิดความคลุมเครือ ในสายตาของผู้บริโภค


"สคบ.อยู่ระหว่างการทำวิจัยเพื่อแก้กฎหมายขายตรง โดยได้มีการมอบหมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง เพื่อประมวลภาพรวม โดยที่ผ่านมาก็มีการร่างกฎหมาย ฉบับใหม่ไปแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อน ทำให้ต้องดึงตัวร่างกลับมา ซึ่งต่อมาหลายฝ่ายก็มีความคิดเห็นว่า ตัวร่างเดิมนั้น ดูจะไม่ตอบโจทย์กับธุรกิจขายตรงมากนัก และอาจต้องมีการร่างกฎหมายกันใหม่"


นอกจากนี้ ยังมีในเรื่องของการคาด หวังให้ภาครัฐจัดตั้ง "กรมขายตรง" ขึ้น เพื่อทำให้ขายตรงมีหน่วยงานกลางที่ควบคุม ดูแลธุรกิจอย่างเฉพาะ เนื่องจากปัจจุบัน สคบ.ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ดูแลขายตรงนี้ มีจำนวนคนและกำลังหลายด้านที่น้อย เมื่อ เทียบกับการที่ต้องควบคุมวงการขายตรง ทั้งหมดที่ปัจจุบันมีประมาณ 400 บริษัท ที่เปิดดำเนินการ รวมถึงมีประชาชนที่เกี่ยวข้องกว่า 10 ล้านคน


เกี่ยวกับเรื่องนี้ "สุวิทย์" กล่าวว่า "โอกาสที่จะตั้งกรมขายตรงนั้น มีความเป็นไปได้ เพราะที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ ตั้งกรมขายตรง และ สคบ.ก็มองธุรกิจขาย ตรงว่าคล้ายคลึงกับธุรกิจประกันภัย ที่มี สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คอย ดูแล แต่คงไม่ใช่เร็วนี้ๆ เพราะสิ่งนี้ ก็คงต้องรอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงก่อน ซึ่งอาจกินเวลา 3-5 ปี เลยทีเดียว"


"แต่ส่วนตัวแล้วต้องการเห็นกรมขายตรง หรือสำนักงานงานอิสระที่ควบคุม ดูแลวงการขายตรงอย่างเต็มรูปแบบ แต่ไม่ว่าอย่างไร ก็ถือเป็นข่าวดีในระดับหนึ่ง เพราะขณะนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการ พัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มีการอนุมัติให้ตั้งกองคุ้มครองด้านธุรกิจขายตรง และตลาดแบบตรงขึ้น ซึ่งจะแยกตัวออกมาเป็นกอง ซึ่งอาจจะอยู่ในการดูแลของเลขาธิการ สคบ. โดยตรง เพื่อทำให้ธุรกิจ ขายตรงมีการทำงานที่เร็วขึ้น โดยคาดว่า ประมาณต้นปีหน้า สิ่งที่กล่าวมานี้ก็จะเป็น รูปเป็นร่างได้" ผอ.ส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สคบ.กล่าว


ในส่วนของข่าวลือที่ว่าจะมีการควบคุม การเกิดขึ้นของบริษัทขายตรงใหม่ หรือ เรียกว่าการคุมกำเนิดนั้น "ผอ.สุวิทย์" กล่าวว่า สคบ.เพียงต้องการควบคุมบริษัท ขายตรงที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ การทำงาน เข้มงวดในการจดทะเบียนเพื่อ คัดกรองบริษัทขายตรงใหม่ที่จะเข้ามาดำเนินธุรกิจ


ทางด้าน พ.ต.ท.ดร.นิติพัฒน์ วุฒิบุญยสิทธิ์ พนักงานสอบสวนผู้ชำนาญการพิเศษ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) เปิดเผยว่า ในฐานะของการเป็นตำรวจ บก.ปคบ. ซึ่งถูกมอบหมายให้ช่วยเหลือการทำงานของ สคบ. โดยเฉพาะการกระทำผิดที่เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ที่ผ่านมาปัญหาที่มักเจอจะเป็นในเรื่องของการฟ้องร้องระหว่างนักธุรกิจอิสระกับบริษัทต้นสังกัด โดยเฉพาะเรื่องของการตัดรหัส ซึ่งในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจอ บ่อยที่สุด ซึ่งทางตำรวจอยากให้ทั้ง 2 ฝ่าย มีการพูดคุยเจรจากันอย่างดีก่อน เพราะหากเข้ามาแจ้งที่ บก.ปคบ. นั่นคือเรื่องถึง กฎหมายที่ต้องมีการเอาผิด ซึ่งตนก็อยาก ให้ทุกฝ่ายใคร่ครวญ และเจรจากันให้ดี


ในส่วนของนายพลฑิตย์ ภุกพิบูลย์ หัวหน้ากองบรรณาธิการ นสพ.บ้านเมือง ในฐานะผู้จัดสัมมนาในครั้งนี้ กล่าวว่า ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่เปิดกว้างให้กับประชาชน และสามารถเข้าร่วมเป็นสมาชิก ได้ง่าย โดยใช้เม็ดเงินในการลงทุนที่ต่ำ มีโอกาสทางรายได้ที่สูง ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงของไทยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ได้รับความนิยมมากขึ้น มีการเติบโตที่ดี โดยเฉลี่ยการเติบโตในแต่ละปีอยู่ที่ประมาณ 5-15% เลยทีเดียว


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/


 

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

กฎหมายต้องแก้!







GETTY_N_110211_LawGavelCourt (Mobile)

 


ที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านที่เป็นขาประจำของ "นสพ.สยามธุรกิจ" คงได้เห็นว่า "สยามธุรกิจ" ได้เปิดคอลัมน์ "แก้กฎหมาย ส่งเสริมขายตรงไทย" ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ให้คนขาย ตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ กลุ่มผู้บริหาร นักธุรกิจอิสระ รวมไปถึงบุคคลต่างๆ ที่มีความรู้ในระดับกูรู ของวงการขายตรง ได้เข้ามาแสดงทรรศนะเกี่ยวกับกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันว่า ควร ไม่ควร แก้ไขอย่างไร


โดยที่ผ่านมา จากการติดตามของผู้เขียน เห็นได้ชัดว่า ถึงเวลาแล้วที่วงการขายตรงต้องมีกฎหมายตัวใหม่เข้ามากำกับดูแล รวมไปถึงเรื่องของการผลักดันให้มีการตั้ง "กรมขายตรง" ขึ้นมา


เหตุผลหลักๆ ที่ผู้เขียนพอจะจับใจความ สรุปให้เห็นพอเข้าใจถึงสถานะความคิดเห็นส่วนใหญ่ที่คนขายตรงต้องการ ให้มีการสร้างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้น เพราะการที่กฎหมายขายตรงฉบับ พ.ศ.2545 ไม่ทันยุคทันสมัยอีกต่อไป


ส่วนความพยายามที่จะให้มีการตั้ง "กรมขายตรง" หรือสำนักงานหรือหน่วยงานอิสระ เพื่อดูแลกำกับวงการอย่างเฉพาะ ก็เพราะความต้องการเห็นการยกระดับของวงการ ขายตรงอย่างแท้จริง


และหากขายตรงมีหน่วยงานอะไรที่เข้ามาดูแลอย่างเฉพาะ เหมือน คปภ. หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ก็ยิ่งจะทำให้ขายตรงถูกมองในภาพที่บวกมากขึ้น ทั้งยังจะมีทุน มีคนที่มากพอในการจะจัดการกับขายตรงขี้ฉ้อทั้งหลาย รวมถึงการยกระดับ ขายตรงชั้นดีให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น


หากมองตามความเป็นจริง ธุรกิจขายตรงมีปัญหามาก ที่สุด ก็คงเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ที่มักถูกเปรียบเทียบ ยัดเยียดให้เป็นธุรกิจ "แชร์ลูกโซ่" เป็นธุรกิจสีเทา เต็มไปด้วยการหลอกลวง ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากกลุ่มคนผู้ไม่หวังดี เพียงหยิบมือที่เข้ามาหาผลประโยชน์ ด้วยการใช้แบบแผน การล่อลวง คล้ายกับวิธีการทำงานของขายตรงเท่านั้น


แต่แน่นอนว่า ปลาเน่าตัวเดียวย่อมเหม็นไปทั้งบ่อ


ขายตรงโดนมองในทางที่ไม่ดีมานาน ถึงแม้ปัจจุบันจะดีขึ้นมากในเรื่องของภาพลักษณ์แล้วก็ตาม


แต่ทั้งหมดทำให้เราต้องมองย้อนไปที่ต้นตอของปัญหา


หนึ่ง คือ บรรดา 18 มงกุฎ ที่ทำให้ขายตรงถูกมองไม่ดี


สอง คือ กฎหมาย ที่ไม่รัดกุมพอ ที่จะปกป้องธุรกิจได้


นี่คือปัจจัยหลักของปัญหา ซึ่งต้องยอมรับกัน


"สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" ถือเป็นสมาคมหมายเลข 4 ของวงการ ที่กำเนิดขึ้น


โดยสมาคมนี้ก่อตั้งยังไม่ถึงปี แต่พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย ด้วยการเล็งเห็นสิ่งที่เป็นปัจจัยของปัญหา


ที่ผ่านมา TDNA ได้ว่าจ้าง "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในทุกมิติ เพื่อให้รัฐเห็นภาพที่แท้จริง


ทุกอย่างเดินหน้าไป ถึงแม้จะมีกระแสข่าวว่าบางบริษัท พยายามปิดกั้นข้อมูลของตัวเอง เพื่อเหตุผลใดไม่ทราบชัด ก็ตามที


แต่ธุรกิจขายตรงเดินทางมาไกลเกินจะถอย และคงเป็น เรื่องที่ไม่ควรแน่หากจะปล่อยให้อะไรมาฉุดมารั้งความเจริญ


หากกฎหมายขาดเขี้ยวเล็บในการเอาผิด คนผิด ก็ยาก ที่ขายตรงจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ


ไม่ต้องนึกถึงการจะยกระดับวงการหรอก เอาแค่ให้วงการไม่ถอยหลังลงคลองนี่ ก็ถือว่าเป็นบุญ...








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

"กรมขายตรง"ยกระดับ"ขายตรง"







1011704_538696539499907_1209108848_n (Mobile)


ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง สำหรับแนวคิด การตั้งหน่วยงานอิสระ โดยการสนับสนุนของภาครัฐ เพื่อกำกับ ดูแลวงการธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง และเป็นหน่วยงานที่ดูแลเฉพาะเพียงธุรกิจขายตรงเท่านั้น ซึ่งหลายฝ่ายเห็นพ้องว่า ธุรกิจขายตรงมีความคล้ายคลึงกับธุรกิจประกัน แต่ธุรกิจประกัน กลับเป็นที่ยอมรับและพัฒนาไปไกลกว่า เนื่องจากมีหน่วยงาน อย่าง "สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.)" คอยกำกับดูแลอยู่แล้วเหตุใดธุรกิจขายตรงจะพัฒนาขึ้นตามไม่ได้ หากมีหน่วยงานอะไรสักอย่าง ที่เข้ามากำกับดูแลอย่างเฉพาะธุรกิจ


นายวสันต์ ลิขิตเสถียร รองประธานกรรมการอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า อยากให้ภาครัฐ ตั้งหน่วยงานที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงอย่างเฉพาะขึ้นมาเสียที เนื่องจากจะได้ตัดปัญหาที่มีมากมายในวงการขายตรงให้หมดไป ถึงแม้ปัญหาจะยังมีใหม่ๆ ตลอด แต่อย่างน้อยก็จะมีหน่วยงานให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภคได้เรียกร้องความเป็นธรรม เมื่อถูกเอาเปรียบหรือถูกหลอกลวงทำให้เสียหาย


"ก็คงจะเหมือนๆ กับบริษัทอื่นๆ เพราะอยากให้มีหน่วยงาน ดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะขึ้นมาจริงๆ สักที แต่จะใช้ชื่ออะไร ก็คงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง อาจจะเป็นกรมขายตรงก็ได้ แต่ก็คงจะไม่หนีจากนี้ เพราะตอนนี้อย่างในธุรกิจ ประกันก็มีหน่วยงานดูแล และธุรกิจ ขายตรงที่มีมูลค่าตลาดรวมมหาศาล จะมีหน่วยงานที่ดูแลไม่ได้เชียวหรือ"


"คงไม่มีใครอยากให้ปัญหาแชร์ลูกโซ่ หรือปัญหากลุ่มแอบอ้าง หลอกลวง มาฉวยโอกาสเอาเปรียบ คนที่ตั้งใจทำธุรกิจนี้จริงๆ เพราะมันส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ขายตรงมาก ทั้งๆ ที่ธุรกิจนี้เป็นอะไรที่สวยงาม เพราะมีหลายคนที่เข้าสู่ธุรกิจนี้แล้วเปลี่ยนแปลงชีวิตตัวเองกลายมาเป็นเศรษฐีได้จำนวนไม่น้อย ผมอยากให้ทุกคนมองว่า ธุรกิจนี้ให้ได้จริงๆ"


รองประธานกรรมการอาวุโส "อาเจล" ได้กล่าวต่อว่า ในอีกมุมมองหนึ่ง อาจเป็นเพราะรัฐบาลยังไม่เข้าใจในธุรกิจขายตรง ทำให้ไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ เพราะกฎหมายฉบับปัจจุบันที่ใช้บังคับอยู่ค่อนข้างล้าสมัยมาก ควรมีการปรับ แก้ไขได้แล้ว เพื่อให้เข้ากับยุคเทคโนโลยีนี้ ไม่อย่างนั้นจะเป็น ช่องโหว่ให้กลุ่มไม่หวังดีหาผลประโยชน์ไปเรื่อยๆ


"น่าจะมีการระดมความคิดจากบริษัทยักษ์ใหญ่หรือทุกบริษัท เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ว่าต้องการเปลี่ยน แปลงอะไรในธุรกิจขายตรง เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ทำให้วงการขายตรงพัฒนาต่อไปได้ และคนที่สนใจธุรกิจขายตรงนี้ จะมีความมั่นใจและกล้าเข้ามาทำธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น เพราะถือเป็นอาชีพรายได้เสริมอีกอย่างที่สามารถทำควบคู่กับงานประจำ หรือจะทำเต็มเวลาก็ย่อมได้"





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

กฎหมายขายตรง คุ้มครองแต่ผู้บริโภค







1581_405226349592267_1487215424_n (Mobile)

 


ก่อนที่จะไปถึงขั้นการตั้งสำนักงานอะไรขึ้นมาที่มีขีดความสามารถเทียบเท่า "กรม" ของภาครัฐ "กัมปนาท บุญราศรี" หัวเรือใหญ่จากค่าย "ไอยรา" ก็ให้ความเห็นว่า คงไม่จำเป็นต้องนึกไปถึงขั้นนั้น เพียงแต่ขอให้มีการแก้ไขกฎหมายในหลายข้อบังคับขึ้นมาใช้เสียก่อน ซึ่งจะเป็นการยกระดับวงการได้ในระยะเวลาที่เร็วกว่า ซึ่งนี่ถือเป็นอีกความเห็นของผู้ประกอบการเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายขายตรงไทย


นายกัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายกับ "สยามธุรกิจ" ว่าคงต้องมีการปรับกฎหมายให้เข้ากับยุคสมัยนี้ โดยจะต้องมีการจัดระเบียบใหม่ให้ธุรกิจขายตรงอยู่ในร่องในรอย และหน่วยงานภาครัฐกับเอกชน ต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้อง ซึ่งอาจต้องมีการเปลี่ยนนิยามของกฎหมายตั้งแต่ ฉบับแรก ไม่อย่างนั้นปัญหาของธุรกิจขายตรงก็จะมีไม่จบไม่สิ้น


"ผมคงไม่เรียกร้องอะไรมาก แต่อยากให้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายเหมือนกับความเห็นจากหลายๆ บริษัทขายตรง เพราะปัญหาที่แต่ละบริษัทพบเจอมาก็ไม่รู้จะไปร้องเรียนกับใครได้ หากมีหน่วยงานรัฐที่เข้ามากำกับธุรกิจนี้เหมือนธุรกิจอื่นๆ ก็จะดีกว่านี้ ซึ่งเข้าใจว่าหน่วยงานรัฐอย่าง สคบ. ที่จัดตั้งขึ้นมา ก็สามารถเข้ามาช่วยกับกำดูแลได้ อย่างน้อยหากมองอีกมุมหนึ่ง ถือว่า ภาครัฐก็ให้ความสำคัญ ไม่เช่นนั้นคงไม่จัดตั้งขึ้นมา"


"ตอนนี้ไม่อยากให้หลายฝ่ายมองภาครัฐไม่ดี เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา จริงอยู่หน่วยงาน สคบ. อาจมีจำนวนคนน้อยเกิน ไปที่จะเข้ามาดูแลบริษัทต่างๆ ในธุรกิจขายตรงให้ทั่วถึง ทำให้อาจ กลายเป็นเรื่องของความเข้าใจไม่ตรงกัน แต่ถ้าบริษัทขายตรงลอง ศึกษาดีๆ จะเห็นว่า สคบ. ก็จัดกฎระเบียบให้บริษัทขายตรงอยู่ในความดูแลอย่างชัดเจน ซึ่งอนาคตผมเชื่อว่า ยังไงรัฐบาลก็ต้อง หาทางออกในเรื่องนี้ได้อยู่ดี และอาจจะมีกรมขายตรงเกิดขึ้นมาก็เป็นได้"


แม่ทัพใหญ่ "ไอยรา" กล่าวต่อว่า ตอนนี้ปัญหาในธุรกิจขายตรงมีมากมายจากสมาชิกและผู้ประกอบการเอง แต่สิ่งสำคัญ คือ เหล่ามิจฉาชีพยังลอยนวล และมาหากินเอาเปรียบกับธุรกิจขายตรงหลายรูปแบบ ตนอยากให้หน่วยงานรัฐออกกฎข้อบังคับเกี่ยวกับขายตรงให้รัดกุมกว่านี้ เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้ธุรกิจขายตรงมีภาพลักษณ์ที่แย่ลงไปมากกว่าเดิม


"คงต้องให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในวงการขายตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็น กรมขายตรง หรืออะไรที่มาหนุนนำขายตรง ผมว่าต้องชะลอไว้ก่อน แต่ขอให้มีการปรับแก้กฎหมายข้อบังคับโดยเร่งด่วนก่อน เพื่อจะได้ไม่ให้ผู้ที่ไม่หวังดี ในธุรกิจขายตรงทำอะไรผิดๆ ได้อีก เพราะทุกวันนี้ยังมีแม่ทีม ที่จ้องเอาเปรียบและชอบย้ายบริษัทบ่อยๆ ดึงลูกทีมหนีหมด ทำให้บริษัทนั้นๆ ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แบบนี้ผมไม่เห็นด้วย"


"หากออกกฎข้อบังคับให้ช่วยคุ้มครองผู้ประกอบการ ธุรกิจขายตรงจะดีมาก เพราะกฎหมายฉบับปัจจุบันคุ้มครองแต่ผู้บริโภค แบบนี้ผมว่าไม่ค่อยจะดีนัก เพราะมูลค่าการตลาดขายตรง สร้างได้มหาศาล และทั่วโลกก็ต่างยอมรับในธุรกิจขายตรงมีกฎหมายที่ชัดเจน และดำเนินการเอาผิดผู้ที่เอาเปรียบได้อย่าง ดีเยี่ยม หวังว่าธุรกิจขายตรงในบ้านเราจะได้รับการพัฒนาเหมือน ต่างประเทศเช่นกัน"


 


 


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คำฝากจาก "มือปราบแชร์ลูกโซ่" : "พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ"


เชื่อว่าใครก็ตามที่ติดตามข่าวสาร หรือหลงใหลในธุรกิจขายตรง คงคุ้นหูกับชื่อ พ.อ.ปิยะวัฒก์ กิ่งเกตุ


นายทหารผู้สังกัดกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ โดยนายทหารผู้นี้ นั่งในตำแหน่งสูงสุดของชีวิตการรับราชการ คือ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ


ในตำแหน่งผู้บัญชาการนี้ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ถือตราอำนาจอยู่ 4 ปี ทำคดีต่างๆ มากมาย กลายเป็นที่รู้จักของคน ขายตรง จากการรับงานสะสางคดีฉ้อโกง หรือที่รู้จักกันในนาม แชร์ลูกโซ่


มากมายหลายคดีที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ได้รับมอบหมายให้สะสางจนคดีถึงที่สุด และปราบบรรดาขี้ฉ้อได้อย่างเป็นรูปธรรม จนสื่อต่างๆ ขนานนามนายทหารผู้นี้ จนยกให้เป็น มือปราบแชร์ลูกโซ่


โดย พ.อ.ปิยะวัฒก์ เคยให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อว่า ทุกคดีที่ตนได้รับมอบหมาย ตนและทีมจะสืบค้นข้อมูล หาพยาน หลักฐานส่งต่อไปที่ศาล เพื่อขอหมายจับ และดำเนินคดีในทุกคดี อีกทั้งทุกคดีตนก็มีความมั่นใจในความผิดที่แจ้งไป


หลายครั้งที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ต้องต่อสู้กับอำนาจบางอย่าง เพื่อเอาผิดตามพยานหลักฐานที่ได้มา


ซึ่งหลายครั้งรูปคดีที่ออกมาก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ตั้งความหวัง


นั่นเป็นเรื่องคดีที่ต้องว่ากันไปตามชั้นศาล


จากวันนั้น ถึงวันนี้ ตลอดการนั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการ สำนักคดีอาญาพิเศษ ดีเอสไอ พ.อ.ปิยะวัฒก์ ทำคดีที่เกี่ยวกับความผิดตามพ.ร.ก.การกู้ยืมเงินมากกว่า 30 คดี


โดยเมื่อเดือนก.ย.ที่ผ่านมา กลายเป็นเดือนสุดท้ายของ มือปราบแชร์ลูกโซ่ ในการรับราชการ ด้วยการเออร์ลี่ รีไทร์ตนเองก่อนวันเกษียณจริง 2 ปี


ด้วยเหตุผลที่ว่า ตนโดนโยกย้าย จนถึงขนาดลดตำแหน่ง ซึ่งสร้างความน้อยใจให้กับนายทหารผู้นี้ จนตัดสินใจทำตาม กฎกติการาชการ คือ การเออร์ลี่รีไทร์ ซึ่งดูจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด


หลายคนนับถือในตัวนายทหารผู้นี้ เพราะเห็นว่าเป็นนายทหารผู้ถือกฎหมาย ทำงานอย่างตงฉิน ไร้ความเกรงกลัว อำนาจมืด ถือความถูกต้องเป็นที่ตั้ง


ในทางกลับกันหลายคนก็ไม่ชอบ เนื่องจากเหตุผลที่ต่างกัน


ทั้ง 2 สิ่งเป็นเรื่องที่ต้องยอมรับ เพราะนี่คือสัจธรรม มีคนรัก ย่อมมีคนชัง ไม่ว่าใครก็เลี่ยงไม่ได้


แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้จาก พ.อ.ปิยะวัฒก์ ตามสายตาของผู้เขียนที่มองเข้าไปคือ ขายตรง มีจุดอ่อนที่กฎหมาย


พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่บังคับ ใช้อยู่ มีกฎกติกาหลายข้อที่ยังแสดงถึงช่องโหว่ในการหาประโยชน์โดยมิชอบจากบรรดา 18 มงกุฎ


รัฐต้องออกกฎหมายใหม่ ด้วยการระดมความคิดจาก ผู้รู้ในวงการขายตรง อีกทั้งต้องมีกฎหมายลูกเพื่อป้องกันการ พลิกแพลงของบรรดาบริษัทขายตรง รวมทั้งต้องมีกฎกติกา ควบคุมนักธุรกิจอิสระ


อีกทั้งน่าจะถึงเวลาแล้วที่ กรมขายตรง ต้องเกิดขึ้นเพื่อควบคุมเฉพาะธุรกิจ


เพราะหากปล่อยให้ขายตรงยังถูกมองว่าเป็นธุรกิจล่อแหลมไปเรื่อยๆ ธุรกิจที่ดีๆ อย่างนี้ จะถูกทำลายลงด้วยความ คิดที่รู้เท่าไม่ถึงแก่น


พ.อ.ปิยะวัฒก์ ฝากในเรื่องของการปรับกฎหมายในวันเกษียณ เพื่อเอาผิดจากคนผิดให้ได้อย่างชัดแจ้ง ไร้ข้ออ้างว่าตำรวจรู้ไม่จริง


พ.อ.ปิยะวัฒก์ จะถูกมองว่าเป็นราชการที่ดี หรือ ไม่ดี นั่นเป็นเรื่องของแต่ละคน แต่สิ่งที่ มือปราบแชร์ลูกโซ่ ได้ฝากไว้นั้น ตรงใจใครหลายคน ที่อยากเห็นธุรกิจนี้ เป็นธุรกิจสร้างเงินสร้างชาติอย่างภาคภูมิ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1343 ประจำวันที่ 13-10-2012 ถึง16-10-2012

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

"นิโรธ" รับสาน 3 สมาคมหาจุดร่วม เร่งดันก.ม.ใหม่แนะรัฐตั้ง "กรมขายตรง" คุม 800 บริษัท


นิโรธ เจริญประกอบ เดินหน้ายกระดับวงการธุรกิจ อัดความรู้จรรยาบรรณนักธุรกิจ นีโอ ไลฟ์ ปลื้มการทำงานบริษัทอยู่ในกรอบกฎหมาย ช่วย คนไทยอย่างแท้จริง วอนบริษัท ขายตรงอย่าคิดว่าสมาคมใหม่เป็นของ นีโอ ไลฟ์ แต่เป็นสมาคมของวงการ พร้อมบอกเตรียมคุยกับ 3 สมาคมเดิม หาจุดร่วม ผลักดันพ.ร.บ.ขายตรง และตลาดแบบตรงฉบับใหม่ ชูตั้ง กรมขายตรง เพื่อรัฐควบคุม ธุรกิจง่าย มั่นใจดีกับทุกฝ่าย

นายนิโรธ เจริญประกอบ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด แบรนด์ขายตรงยักษ์ใหญ่ ของไทย เปิดเผยว่า ในทุกเดือนบริษัทจะจัดงานใหญ่ ซึ่งเป็นงานประดับเข็มเกียรติยศให้กับนักขายที่สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม และสามารถก้าวไต่ระดับตำแหน่ง ได้ในแต่ละเดือน ซึ่ง 1 สัปดาห์ก่อนหน้างานประดับเข็ม ทาง นีโอ ไลฟ์ จะทำการเปิดหลักสูตรอบรมมืออาชีพให้กับนักธุรกิจ โดยเน้นไปที่ผู้ที่สามารถ ก้าวขึ้นตำแหน่งในแต่ละเดือน

หลักสูตรการอบรมมืออาชีพ เป็นหลักสูตรที่บริษัทจัดขึ้นมาตลอดระยะเวลาการดำเนินธุรกิจ ซึ่งในเดือนนี้ถือเป็นเดือนแรก ที่ตนได้เข้ามามีส่วนร่วมในฐานะที่ปรึกษาของบริษัท หลังจากเข้ามาร่วมงานกับทาง นีโอ ไลฟ์ โดยในเนื้อหาของการอบรม จะเป็นการให้ความรู้ในเรื่องของธุรกิจขายตรง ซึ่งจะเน้นในเรื่อง ของจรรยาบรรณของธุรกิจเป็นสำคัญ อีกทั้งยังมีในส่วนของวิธีการทำงาน เทคนิคการสร้างยอดขาย ซึ่งทั้งหมดจะต้องอยู่ในกรอบ ของกฎหมาย โดยจากครั้งแรกสำหรับการเข้าร่วมเป็นประธานในการอบรมครั้งนี้ ตนเห็นถึงความยอดเยี่ยมของนักธุรกิจ นีโอ ไลฟ์ ทุกคนมีความมุ่งมั่น และศรัทธาในตัวบริษัท ที่สำคัญสิ่งที่ นีโอ ไลฟ์ ทำอยู่นี้ ถือว่าถูกต้องกฎระเบียบตามพ.ร.บ.ขายตรง และตลาดแบบตรงเป็นอย่างยิ่ง อดีตเลขาธิการสคบ. กล่าว

โดยในครั้งแรกของการร่วมเข้าเป็นหนึ่งในการอบรมมืออาชีพ ของอดีตเลขาธิการสคบ.ผู้นี้ ได้รับเกียรติในการเป็นประธาน ในการอบรม โดยในการให้ความรู้นักขายบริษัท จะเป็นหน้าที่ของ วิทยากรที่มีประสบการณ์ด้านขายตรงมาอย่างยาวนาน อีกทั้งยังเป็น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในอาชีพขายตรง ซึ่งทำให้นักธุรกิจอิสระ ของ นีโอ ไลฟ์ ที่ขึ้นตำแหน่งประจำเดือนก.ค. ที่มีประมาณ 1 พัน คน ได้รับความรู้ในธุรกิจ อย่างที่ยากจะหาจากที่อื่นๆ

นอกเหนือจากการอบรมมืออาชีพที่กล่าวมานี้ นิโรธ เจริญประกอบ ยังได้กล่าวถึงการทำงานจากภาครัฐ สู่ภาคเอกชนว่า การเปลี่ยนแปลงของการทำงาน จากผู้ที่อยู่ในหน่วยงานของภาครัฐ ที่เน้นในเรื่องของการควบคุมดูแลธุรกิจ และมีหน้าที่ในการยกระดับธุรกิจขายตรงให้เป็นที่ยอมรับ วันนี้ที่ต้องมานั่งเป็นหนึ่งใน ทีมบริหารของบริษัทขายตรง ตนไม่รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง เนื่องจากอุดมการณ์ ส่วนตัวต้องการช่วยเหลือพี่น้องคนไทย และยกระดับธุรกิจขายตรง เป็นเจตนารมณ์ เดียวกันกับ ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานใหญ่ของบริษัท ที่มีความคิดในการทำงาน ที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ตนและ นีโอ ไลฟ์ ไม่จำเป็นต้องปรับอะไรมากมายในการทำงาน

เป็นเรื่องที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจขายตรงในอดีตไม่ใช่ธุรกิจที่แพร่หลาย หรือ เป็นที่ยอมรับ ซึ่งเรื่องนี้ไม่น่าจะเกิดขึ้น เนื่องจากธุรกิจขายตรงก็มีหน่วยงานรัฐที่เข้ามากำกับดูแล แต่ก็ต้องยอมรับว่า บรรดาคนที่ไม่หวังดีต่อธุรกิจได้แฝงตัวเข้ามาในวงการ สร้างความเสื่อมเสียให้เกิดขึ้น ทำให้สิ่งนี้ส่งผลให้ประชาชนมองขายตรงไม่ดี นิโรธ เผย

โดยในเรื่องนี้ ทางภาครัฐตระหนักเป็นอย่างดี และต้องการที่จะยกระดับธุรกิจ น้ำดี และตัดธุรกิจเข้าข่ายฉ้อโกงออกจาก ระบบ ซึ่งจากที่ นิโรธ เข้ามาร่วมงานกับ นีโอ ไลฟ์ ก็ด้วยความเชื่อมั่นในตัวบริษัท และการทำงาน ซึ่ง นีโอ ไลฟ์ เป็นธุรกิจน้ำดี ที่ตนเลือกเข้ามาร่วมงาน สานเจตนารมณ์เพื่อยกระดับธุรกิจ และทำเพื่อพี่น้องคนไทยต่อไป

สิ่งสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของธุรกิจ ขายตรง ไม่ใช่เรื่องของผลตอบแทน แต่เป็นเรื่องของสินค้า และการทำงานของบริษัท ซึ่ง นีโอ ไลฟ์ จัดว่าเป็นบริษัทที่มีสินค้าผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ผู้บริโภคซื้อ ต่อเนื่อง การทำงานของบริษัทก็ถูกต้องตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง สิ่งนี้เป็นการยืนยันในความยิ่งใหญ่ของบริษัท และเจตนารมณ์ที่มีได้เป็นอย่างดี

นอกจากในส่วนของบริษัทแล้ว เรื่อง ของมูลนิธิช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส นับเป็น อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่ ดร.นพรุจ เลือกอดีตเลขาธิการสคบ.เข้ามาร่วมงาน โดย นิโรธ กล่าวในเรื่องนี้ว่า เรื่อง ของมูลนิธิที่บริษัทเข้าไปสนับสนุน นับเป็น เรื่องที่สำคัญ เนื่องจากสามารถช่วยเหลือ ผู้คนในสังคมที่มีโอกาสในการเป็นอยู่น้อย กว่าคนส่วนใหญ่ ซึ่งเรากำลังเดินหน้า ช่วยเหลือมูลนิธิเก่าที่มีอยู่ โดยในช่วงต่อไป ก็พยายามผลักดันมูลนิธิใหม่ขึ้น เพื่อการช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสต่อไป

อย่างไรก็ดี จากที่ทราบกันดีว่า ทาง นีโอ ไลฟ์ ได้เป็นบริษัทผู้จุดประกายความคิดในการจัดตั้งสมาคมขายตรงขึ้นมาใหม่ โดยจะให้ นิโรธ เจริญประกอบ และ พิศิษฐ์ แทนทิว ผู้ช่วยกรรมการ ผู้จัดการบริษัท และเป็นหนึ่งในคณะกรรมการขายตรง ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญในการทำงานในสมาคมนั้น นิโรธ เผยในเรื่องนี้ว่า

ไม่อยากให้บริษัทขายตรง หรือ สมาคมขายตรงต่างๆ คิดว่า นีโอ ไลฟ์ เป็นเจ้าของสมาคมแต่อย่างใด แต่ นีโอ ไลฟ์ เป็นเพียงบริษัทหนึ่งที่จุดประกายความคิดจัดตั้งสมาคมใหม่ขึ้นมาเท่านั้น ซึ่งต่อไปบริษัทก็จะเป็นเพียงสมาชิกของสมาคมเท่านั้น ส่วนการทำงานหลักๆ ก็จะ มีตน และ คุณพิศิษฐ์ แทนทิว ในการเป็น คณะกรรมการของสมาคม ซึ่งพร้อมที่จะทำงานเพื่อยกระดับวงการธุรกิจ และทำงานอะไรที่ 3 สมาคม ที่มีอยู่ก่อนยังไม่ได้ทำ หรือ ทำแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จลุล่วง สมาคมเราก็จะเป็นสมาคมหนึ่งในการร่วม ทำงานต่อไปในอนาคต

โดยแผนงานแรก ที่ได้คิดไว้หลังการ จัดตั้งสมาคม นั่นคือ เรื่องของกฎหมายที่บังคับใช้ในธุรกิจ โดยสมาคมมีความต้องการที่จะพยายามหาจุดร่วมระหว่างสมาคมใหม่ และสมาคมที่มีอยู่ในการเร่งผลักดันพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบ ตรงฉบับใหม่ ให้สามารถออกมา และ บังคับใช้ในเร็ววัน ซึ่งในกฎระเบียบที่ร่างใหม่ ก็ต้องเป็นที่ยอมรับของบริษัทหมู่มาก ซึ่งการหาจุดร่วมในครั้งนี้ ไม่ถือว่าเป็น การรวมตัวตั้งเป็นสมาพันธ์ หรืออย่างไร แต่เป็นเพียงการร่วมมือกัน ยกระดับวงการ ธุรกิจเท่านั้น

ซึ่งนอกเหนือจากเรื่องผลักดัน พ.ร.บ.ตัวใหม่แล้ว ทางสมาคมยังต้องการ ร่วมกับทุกสมาคม และทุกบริษัท ในการเสนอยื่นเรื่องปรับโครงสร้างการทำงาน ของสคบ. จากเดิมที่ธุรกิจขายตรงมีเพียง หน่วยงานเล็กๆ ของสคบ.กำกับดูแลอยู่ ซึ่งมีเจ้าหน้าที่เพียง 5-6 คน ดูจะไม่พอสำหรับการตรวจตราธุรกิจที่ปัจจุบันมีจำนวนบริษัทกว่า 800 บริษัท โดยต้องการ ให้ภาครัฐ ตั้ง กรมขายตรง ขึ้นมา เพื่อควบคุมดูแลธุรกิจ ซึ่งจะมีประโยชน์ทั้งรัฐ และบริษัทขายตรง ในการทำงานยกระดับ อุตสาหกรรมขายตรงในอนาคต

ทั้งนี้ นิโรธ เจริญประกอบ ยังได้กล่าวในตอนท้ายว่า ไม่อยากให้ใครคิดว่าสมาคมใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นเป็นของ นีโอ ไลฟ์ แต่นี่คือสมาคมของทุกบริษัทที่เข้าร่วมเป็นสมาชิก เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของสมาคม คือ การยกระดับวงการขายตรงให้เป็นที่ยอมรับ และเจริญเติบโต ในอนาคต ส่วนการหาจุดร่วมในการจับมือ กับสมาคม หรือบริษัทต่างๆ ตนก็ทำเพื่อวงการ ไม่ได้มีความต้องการตำแหน่งหรือ ต้องการอะไรนอกเหนือจากนี้ ซึ่งตนพร้อม ที่จะรับฟังทุกความคิดเห็น เพื่อก้าวไปสู่อนาคตร่วมกันต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1322 ประจำวันที่ 1-8-2012 ถึง3-8-2012