ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สเตม เทค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สเตม เทค แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"สเตม เทค" ชู 2 แผนจ่ายปั้นไทย ชักธง "ยูนิเลเวล" "ไฮบริด" ดูดสมาชิก







Capture (Mobile)


"สเตม เทค" ขายตรงจากเมืองลุงแซม เข้าไทยตั้งแต่ปี 53 เดินหน้าล่าสมาชิก ชู 2 แผนอย่าง "ยูนิเลเวล" และ "ไฮบริด" เป็นแผนหลักสร้างเครือข่าย ยกสินค้า กลุ่มกระตุ้น "สเต็มเซลล์" ช่วยชะลอความแก่เป็นหัวหอก บอกไม่มีคู่แข่ง สินค้าแปลกดันเป็นจุดขาย พร้อมชำเลืองลาว, พม่า, กัมพูชา และมาเลเซีย เป็นพื้นที่สู้ศึกอาเซียน


นางธนาวดี เถาเสถียรกรรมการผู้จัดการ บริษัท สเตม เทค (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยว่า บริษัทได้ เปิดดำเนินธุรกิจในเมืองไทยมาได้ 3 ปี โดยเริ่มกิจการเมื่อเดือนตุลาคม 2553 ซึ่งเป็นบริษัทขายตรงจากสหรัฐอเมริกา และได้ตราสัญลักษณ์ สคบ. รวมถึงผลิตภัณฑ์ก็ผ่าน อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ขณะที่ผลประกอบการในปี 2555 ที่ผ่านมา ยัง เทียบเป็นเปอร์เซ็นต์ไม่ได้ เพราะกำลังขยายตลาดไปทีละสเต็ป แต่ก็อยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ


อย่างไรก็ตาม เมืองไทยถือเป็น ประเทศที่ 5 ในตลาดเอเชีย ที่บริษัท ได้ขยายตลาด หลังจากบริษัทได้ขยายตลาดไปยังมาเลเซีย, ไต้หวัน, ฟิลิปปินส์ และ เกาหลีใต้ โดยทาง เรย์ ซี คาร์เตอร์ จูเนียร์ กับคริสเตียน ราโป ถือเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง บ.สเตม เทค และได้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงทั่วโลกมาเป็นเวลา 8 ปี หรือตั้งแต่ ปี 2005 บริษัทได้ขยายเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 23 ประเทศ โดยประเทศไทยถือเป็นประเทศล่าสุด คือลำดับที่ 23 ที่บริษัทได้เข้ามาวางระบบภายใน ตั้งแต่ปี 2010


ขณะที่ภาพรวม "สเตม เทค" ทั่วโลก สร้างยอดขายเพิ่มได้ 75% เมื่อเทียบกับปีก่อน ส่วนประเทศที่เติบโตมากที่สุด คือ ประเทศเม็กซิโก, เกาหลีใต้, ฝรั่งเศส และกานา ซึ่ง ภายในปีนี้บริษัทจะขยายเครือข่ายไปยังประเทศ อินเดีย และอินโดนีเซีย ส่วนปี 2013 บริษัทมีแผนจะขยายตลาดไปยังประเทศญี่ปุ่นต่อไป


"ในส่วนของระบบสายงานนั้น บ.สเตม เทค มี 2 แบบ คือ ยูนิเลเวลกับไฮบริด ทำให้ สมาชิกสามารถขยายสายงานและความมั่งคั่ง ได้เต็มที่ และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็น อย่างมากคือ เอเอฟเอ เอ็กซ์แทร็ก ที่มีส่วนผสมของสาหร่ายน้ำจืดที่จะเข้าไปกระตุ้นสเต็มเซลล์ในกระดูกของร่างกายให้ฟื้นฟูและแข็งแรงไม่ผุพังไปก่อนวัยอันควร และยังช่วยชะลอความแก่ได้ โดยบริษัทเตรียมสินค้าอื่นๆ เข้าเพิ่มอีก แต่อยู่ระหว่างการขอ อนุญาตจาก อย."


"ธนาวดี" ผู้จัดการกรรมการ "สเตม เทค" ได้กล่าวต่อว่า บริษัทวางแผนให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการต่อต้านความเสื่อมชรา เนื่องจากบริษัทมีสินค้าที่เป็นจุดเด่นด้านสเต็มเซลล์ที่ได้รับการวิจัยและพัฒนาอย่างสมบูรณ์ แบบ ซึ่งเป็นลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท ขณะที่เป้าหมายในปี 2556 สเตม เทค ต้องการสร้างรากฐานในเมืองไทยให้แน่นกว่านี้ก่อน ด้วยการให้แม่ทีมขยายเครือข่ายออกไปตามจังหวัดต่างๆ ให้ทั่ว 4 ภาค เพราะผลิตภัณฑ์ของบริษัทต้องการสมาชิกที่เข้าใจ


"เรามีความมั่นใจว่า บริษัทจะเติบโต ในตลาดเมืองไทยได้เป็นอย่างดี เพราะจุดแข็ง ของเราคือ ไม่มีคู่แข่งในการตลาด โดยเรื่อง สเต็มเซลล์ บริษัทเราไม่ต้องไปแข่งกับใคร เชื่อว่า หากมีคนบอกต่อถึงประโยชน์ผลิตภัณฑ์ นี้ไปเรื่อยๆ คนที่อยากจะสุขภาพดี ไม่แก่ก่อน วัย ก็จะวิ่งเข้าหาสินค้าตัวนี้เอง โดยกลุ่มผู้ที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกส่วนมากจะมีอายุระหว่าง 35-40 ปีขึ้นไป เพราะวัยขนาดนี้ต้องการดูแล สุขภาพไม่ให้ทรุดโทรมนั่นเอง"


สำหรับการวางแผนรับมือการรวมตัวประชาคมอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นั้น ผู้จัดการกรรมการ "สเตม เทค" ได้เผยต่อว่า "ตอนนี้ได้มีแผนที่จะเข้าไปบุกตลาดเพื่อน-บ้านใกล้ๆ ก่อน ก็คือ ลาว, พม่า, กัมพูชา และ มาเลเซีย เพราะบริษัทมีเครือข่ายอยู่ที่นั่น ซึ่งได้มีการนำผลิตภัณฑ์นี้เข้าไปจำหน่าย และมี การสั่งซื้อเป็นจำนวนมาก คาดว่าตลาดในอาเซียนจะช่วยให้ สเตม เทค เติบโตได้หลาย เท่าตัว เพราะเชื่อว่าสินค้าตัวนี้จะช่วยให้คนมีสุขภาพแข็งแรง ยับยั้งความแก่ชราได้เป็นอย่างดี"




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2556

สเตม เทค รุกไทยเต็มเหนี่ยว หลัง สคบ. และ อย. เปิดไฟเขียว







mlm (Mobile)


สเตม เทค เผยเหตุ การเข้ามาเปิดตลาดไทย เตรียมพร้อมลุยเต็มที่ ด้วยแผนให้ความรู้ ทดลองใช้สินค้า แล้วบอกต่อ ที่เป็นกลเม็ดที่ใช้กันทั่วโลก มั่นใจไทยมีความต้องการสินค้ากลุ่มสเตมเซลล์ หลังซุ่มเงียบมาตั้งแต่ปลายปี 2555 ขณะนี้มีความพร้อมเต็มที่ หลังผ่านการอนุมัติจาก สคบ. และ อย. เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


คริสเตียน เดรปโป ผู้ร่วมก่อตั่งและประธานฝ่ายวิทยาศาสตร์ สเตม เทค อิงค์ เปิดเผยว่า การที่บริษัทเลือกทำตลาดในประเทศไทย เพราะเล็งเห็นว่าตลาดสเตมเซลล์ในประเทศไทยเป็นตลาดที่ยังมีความต้องการสูง ดังนั้นจึงมองเป็นโอกาสที่ดีสำหรับบริษัทที่จะเข้ามาขยายตลาดอีกทั้งประเทศไทยมีการทำตลาดในกลุ่มของสเตมเซลล์และเอ็นเอจจิ้งเป็นจำนวนมาก แต่ยังไม่มีบริษัทใดที่จะเข้าไปสอน และให้ความรู้ที่แท้จริงกับผู้บริโภค


สำหรับแผนการทำตลาดในประเทศไทย จะเริ่มจากการให้ความรู้กับทีมงานและการให้ทดลองใช้สินค้า หลังจากนั้นก็จะเกิดกระบวนการบอกต่อซึ่ง สเตม เทค จะใช้การทำตลาดในลักษณะนี้ การบอกต่อเหมือนกับทุกประเทศในการเข้าไปทำการตลาด และการที่บริษัทได้ทำการตลาดในลักษณะนี้ เพราะมีความมั่นใจว่าสินค้าของบริษัทเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ และเป็นสินค้าที่ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เรียบร้อยแล้ว


ในส่วนของสินค้าที่จะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยปีนี้ มีด้วยกัน 4 รายการ โดยจะทยอยสินค้าออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสินค้ารายการแรกที่ผ่าน อย. เรียบร้อยแล้ว คือ เอเอฟเอ เอ็กซ์ แทร็ก เป็นเสริมอาหารที่ผลิตจากสเตมเซลล์ของพืช และอีก 3 รายการ อยู่ในขั้นตอนของ อย. คาดว่าจะสามารถนำเข้ามาทำตลาดได้เร็วๆ นี้ จากสิ้นค้าทั้งสิ้นมี 9 รายการ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เสริมอาหาร และสกินแคร์


คริสเตียน กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้ สเตม เทค ทั่วโลกกำลังเติบโตเป็นอย่างดี แม้ในบางประเทศสินค้ากลุ่ม
สเตมเซลล์ยังเป็นสินค้าที่ยังไม่ได้รับการยอมรับ แต่ยังสามารถที่จะทำตลาดได้ และยังเป็นสินค้าที่มีความต้องการของตลาด และคาดว่าภายใน 5 ปี ข้างหน้า สเตมเซลล์จะเป็นสินค้าที่มีอัตราการเติบโตเป็นอย่างมาก ซึ่งจะเห็นได้จาก ยอดการจำหน่ายสินค้าของบริษัทที่เติบโตขึ้นทุกปี โดยปีที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำยอดขายรวมกันทั่วโลกได้ 60 ล้านเหรียญสหรัฐ และตลาด Top 5 ของ สเตม เทค ได้แก่ กานา เม็กซิโก สหรัฐอเมริกา เกาหลี และมาเลเซีย


อนึ่ง สเตม เทค เป็นบริษัทขายตรงสัญชาติอเมริกัน ที่เริ่มเปิดดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 2005 มีสาขาอยู่ทั่วโลกจำนวน 23 สาขา โดยประเทศไทยเป็นประเทศที่ 23 ซึ่ง สเตม เทค ได้ เข้ามาในประเทศในช่วงปลายปี 2555 อย่างไรก็ตาม การเข้ามาเปิดสาขาในประเทศไทย บริษัทได้จดทะเบียนเป็นบริษัทต่างชาติ 100% มีแผนธุรกิจแบบสแตร์สเตปและได้ผ่านการอนุญาตจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 1-15 เมษายน 2556

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงน้องใหม่ : สเตม เทค ปูพรมตลาดไทย วาดฝัน 1 ปี ติดท็อปทรี เอเชีย


น้องใหม่ สเตม เทค รุกทำตลาดไทย หลังมองตลาด สดใส พาเหรดยื่นจดสินค้า อย. 7 รายการรวด ผ่านแล้ว 1 มั่นใจตลาดไทยให้การตอบรับดีไม่แพ้มาเลเซีย เกาหลีใต้ เดินหน้าลุยตลาดเต็มสูบ บ่ยั่นไทยเป็นตลาดปราบเซียน หลัง 7 ปี ขยายแล้ว 23 ประเทศทั่วโลก และไม่เคย มีประวัติปิดตลาด ปลายปีเล็งขยายเพิ่ม 2 ประเทศ ส่วนปีหน้ารุกเข้าแดนปลาดิบ

เรย์ ซี คาร์เตอร์ จูเนียร์ ผู้ร่วมก่อตั้ง ประธาน กรรมการและผู้บริหารสูงสุด สเตม เทค อิงค์ (ผู้ดำเนิน ธุรกิจขายตรงจากประเทศสหรัฐอเมริกา) กล่าวว่า หลัง บริษัทเปิดดำเนินธุรกิจขายตรงมาเป็นเวลา 7 ปี หรือตั้งแต่ ปี 2005 บริษัทได้ขยายเครือข่ายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวม 23 ประเทศ โดย ประเทศไทยถือเป็นประเทศล่าสุด คือลำดับที่ 23 ที่บริษัทได้เข้ามาวางระบบภายใน ตั้งแต่ปี 2010

สำหรับตลาดเอเชีย ไทยถือเป็นประเทศที่ 5 ที่บริษัทได้ขยายตลาด หลังจากบริษัทได้ขยายตลาดไปยังมาเลเซีย ไต้หวัน ฟิลิปปินส์ และ เกาหลีใต้ ขณะที่ภาพรวม สเตม เทค ทั่วโลก เติบโต ขึ้น 2 เท่า ส่วนประเทศที่เติบโตมากที่สุด คือ ประเทศเม็กซิโก เกาหลีใต้ ฝรั่งเศส และกานา ซึ่ง ภายในปีนี้บริษัทจะขยายเครือข่ายไปยังประเทศ อินเดีย และอินโดนีเซีย ส่วนปี 2013 มีแผน จะขยายตลาดไปยังประเทศญี่ปุ่น

ในส่วนของตลาดไทย บริษัทนำเข้าสินค้า ทั้งสิ้น 7 รายการ ในกลุ่มเสริมอาหาร และกลุ่ม สกินแคร์ ซึ่งปัจจุบันผ่านการอนุญาตจากสำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) 1 รายการ คือ เอเอฟเอ เอ็กซ์แทร็ก และอีก 6 รายการ อยู่ ระหว่างการขออนุญาตจาก อย. และหากเป็นไป ได้ บริษัทต้องการให้สินค้า สเต็ม โฟล เสริมอาหาร ต้อต้านอนุมูลอิสระ และเดอร์มาร์สเต็ม ซีรั่มดูแล ผิวพรรณ ผ่านการอนุญาตจาก อย. ก่อนสินค้า ตัวอื่น เนื่องจากสินค้าทั้ง 2 รายการ มีจุดเด่นและ เป็นสินค้าที่ขายดีในหลายๆ ประเทศ

ทั้งนี้ บริษัทวางแผนให้ประเทศไทยเป็น ศูนย์กลางการต่อต้านความเสื่อมชรา เนื่องจาก บริษัทมีสินค้าที่เป็นจุดเด่นด้านสเตมเซลล์ ที่ได้รับ การวิจัยและพัฒนาอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งเป็น ลิขสิทธิ์เฉพาะของบริษัท นอกจากนี้ยังวางเป้า- หมายให้ สเตม เทค มียอดขายติดอันดับ 1 ใน 3 ของเอเชีย ภายในระยะเวลา 1 ปี โดยบริษัท วางแผนยุทธศาสตร์หลักในการทำตลาดด้วยสินค้า เอเอฟเอ เอ็กซ์แทร็ก ซึ่งเป็นสินค้านำ และ มียอดขายเป็นอันดับ 1 ในปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน ยอดขาย 70%

เป้าหมายการติดอันดับ 1 ใน 3 ของ เอเชียนั้น คิดว่าทำได้ เพราะปัจจุบันผู้นำคนไทย ที่ทำตลาดขายตรงเก่งๆ ในอเมริกาก็มีหลายคน และบวกกับอัตราการเติบโตของประเทศเกาหลีใต้ ที่ได้รับผลตอบรับดีเกินคาด จะสามารถผลักดันให้ เราติดอันดับ 1 ใน 3 ได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ดี การที่บริษัทเข้ามาเปิดตลาดใน ประเทศไทยเป็นเวลา 2 ปี และหลายคนมองว่า แต่ละปีมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดตลาดไทยเป็น จำนวนมาก และไทยถือเป็นตลาดปราบเซียน เรื่องนี้ บริษัทมองว่า เป็นเรื่องจริงในปัจจุบัน แต่จากการ ขยายตลาดไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก 23 ประเทศ ในระยะเวลา 7 ปี นั้น บริษัทยังไม่เคยมีประวัติ ปิดตลาดในประเทศใดเลย และคาดว่าการเข้ามา ทำตลาดในประเทศไทยครั้งนี้ บริษัทจะบุกตลาด อย่างจริงจัง โดยบริษัทมีแผนที่จะเข้าเป็นสมาชิก ของสมาคมการขายตรงไทย หลังจากปัจจุบัน บริษัทได้เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก แล้ว

อย่างไรก็ตาม บริษัทเตรียมแผนการ สนับสนุนตลาดไทยอย่างเต็มพิกัด ด้วยการจัด เทรนนิ่ง การจัดระบบออนไลน์ด้านการทำธุรกิจ ให้กับสมาชิก รวมถึงการดึงผู้นำที่ประสบความ สำเร็จมาร่วมแชร์ประสบการณ์ในประเทศไทย ขณะที่แผนการจ่ายผลตอบแทนนั้นบริษัทใช้ แผนไฮบริด ยูนิเลเวล ซึ่ง 1 คน สามารถลงได้ 1 รหัส และจ่ายสูงสุดถึง 6 ชั้น ในปัจจุบัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 209 วันที่ 16-31 ตุลาคม พ.ศ. 2555