ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM Thailand) : "วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล" โปรยยาหอมขายตรงเปิดทางประกันภัยแข่งบริการตราสัญลักษณ์


วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ โปรยยาหอมขายตรงไม่ใช่ธุรกิจเพ่งเล็งฐานเอาเปรียบผู้บริโภค โครงการติดตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ส่อแววสดใส บริษัทประกันหลายแบรนด์สนใจร่วมเสนอเงื่อนไข เข้าร่วมโครงการ เยียวยาผู้บริโภค เพื่อเป็นทางเลือก สำหรับผู้ประกอบการ หลัง บมจ. เมืองไทยประกันภัย ยกมือเอาด้วย เกทับ ทิพยประกันภัย ออกเบี้ยประกัน 0.04-0.15% จากยอดขาย รายปี พร้อมเดินสายเรียกลูกค้า

นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าด้านการรณรงค์ ให้มีการติดตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคว่า ที่ผ่านมาปัญหาหลักของโครงการดังกล่าว คือ ระบบประกันภัยที่จะเข้ามาเยียวยาคุ้มครอง ผู้บริโภคร่วมกับทางภาครัฐ

ยังไม่มีความชัดเจนในด้านของ หลักเกณฑ์ การวางระบบประกัน และ เดิม สคบ.ประสานความร่วมมือไปกับทาง บมจ.ทิพยประกันภัย เพียงบริษัท เดียว เนื่องจากเป็นบริษัทที่รัฐเป็น ผู้ถือหุ้น ทำให้ง่ายต่อการดำเนินงาน แต่เมื่อผู้ประกอบการในหลายธุรกิจมีความเห็นว่าน่าจะมีทางเลือกเกี่ยวกับ ระบบประกันภัยให้พวกเขามากกว่านี้ เพื่อความยุติธรรมของทั้งตัวบริษัทเอง และต่อผู้บริโภค ขณะนี้ทาง สคบ.จึงได้ตอบรับความต้องการดังกล่าวของผู้ประกอบธุรกิจที่จะขอรับตราสัญลักษณ์ โดยได้มีการติดต่อประสานไปยังบริษัท ประกันภัยต่างๆ ให้รับทราบถึงโครงการ นี้ วรวัจน์ กล่าว

ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่ขณะนี้มีบริษัทเมืองไทยประกันภัย ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการดังกล่าวกับรัฐบาล โดยที่ผ่านมาได้มีการประชุมพูดคุยเกี่ยวกับรายละเอียดต่างๆ ไป บ้างแล้ว และจะให้ผู้ประกอบธุรกิจของบริษัทต่างๆ ให้มีการประชุมหารือถึงแนวทาง ความร่วมมือกับบริษัทเมืองไทยฯ กันต่อไป และเหนืออื่นใด เท่าที่ทราบก็ยังมีอีกหลายบริษัทที่จะเข้ามาร่วมกับ สคบ.เพื่อคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งตนเชื่อว่าการที่บริษัทประกันต่างๆ หันมาเข้าร่วมโครงการดังกล่าวจะก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ประกอบการเอง สามารถที่จะเลือกระบบ ประกันภัยที่เข้ากับบริษัทของตนได้

ระบบการประกันจริงๆ มีอยู่หลายลักษณะ เช่น ระบบวางเงินค้ำประกัน หรือ ระบบที่ใช้หลักทรัพย์ค้ำประกัน ซึ่งตรงนี้บริษัทประกันแต่ละบริษัทอาจมีข้อเสนอที่แตกต่างกัน อาจมีการแข่งขันในเรื่องข้อเสนอต่างๆ และที่สำคัญเรื่องนี้เป็นเรื่องใหม่ ที่ต้องสร้างความเข้าใจให้รับรู้กันโดยทั่วไป โดยเฉพาะผู้บริโภค ซึ่งที่ผ่านมาผู้บริโภคที่ได้รับความเสีย บางรายก็ไม่ได้เรียกร้องอะไร เนื่องจากไม่ทราบว่าต้องทำเช่นไร และ มีใครสามารถเยียวยา ช่วยเหลือได้บ้าง หรือ บางครั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นในวงเงิน 1-2 หมื่นบาท ผู้บริโภคก็ไม่อยากเรียกร้องให้ เสียเวลา จึงทำให้ผู้ประกอบการบางรายเข้าใจว่า ตนเองไม่เคยละเมิดสิทธิผู้บริโภค ทั้งที่จริงๆ มี ซึ่งต่อไปตนจะวางมาตรการว่า แม้จะเสียหายเพียงหลักร้อย หลักพันก็ต้อง เยียวยา อย่าปล่อยให้ผู้บริโภคกลายเป็นเหยื่อ

ประการสำคัญที่ผ่านมาไม่ว่าบริษัทเล็ก บริษัทใหญ่พอมีปัญหาอย่างนี้มักจะดึงเรื่องต่างๆ ขึ้นมาพูด เช่น บอกให้ผู้บริโภคไปฟ้องเอาเอง ส่วนใหญ่ต้องมีเรื่องก่อนถึงจะยอม ส่วนที่จะยอมเยียวยาก่อนเลยนั้นไม่มี ต้องให้ทาง สคบ. ออกมาตรการลงโทษ ทางกฎหมายจัดฟ้อง ซึ่งธุรกิจที่มีปัญหามากที่สุด คือ ธุรกิจเกี่ยวกับรถยนต์ ธุรกิจซ่อมบ้าน ส่วนธุรกิจอื่นๆ เช่น ประกัน ขาย ตรงไม่ค่อยมีปัญหาในเรื่องการรับผิดชอบต่อผู้บริโภคในกรณีเกิดปัญหาขึ้น นายวรวัจน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี เป็นที่ทราบกันว่าเรื่องกา ร ติดตราสัญลักษณ์นี้เป็นเรื่องใหม่ เราจึงจำเป็นต้องปรึกษากันในระดับของสมาคมก่อน ให้แต่ละสมาคมได้มีการปรึกษากันภายในระหว่างสมาชิก ซึ่งจะทำให้เกิดความ สะดวกในการติดต่อสื่อสารแลกเปลี่ยนความ คิดเห็น มีลักษณะการจัดการอย่างเป็นระบบ มากกว่า ก่อนที่จะเผยแพร่ส่งเสริมความร่วมมือไปสู่บริษัทต่างๆ ที่อาจอยู่นอกเหนือ สมาคม ซึ่งตนเชื่อว่า แต่ละบริษัทผู้ประกอบ การจะมีความเข้าใจตรงกันในที่สุด ไม่มีข้อกังขาว่ารัฐบาลไม่ให้ความสนใจท่าน หรือเลือกที่รักมักที่ชัง

ซึ่งในเรื่องนี้ ล่าสุดทาง สคบ.ได้ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เข้ามาเป็นพันธมิตรในการเป็นหนึ่งในบริษัทประกัน ร่วมกับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดโอกาสให้บริษัทขายตรงเลือกใช้บริการในการทำประกัน เพื่อตอบสนองกฎเกณฑ์ของโครงการ ในการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.

ทางด้าน นางนวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัททำตลาดประกันภัยความรับผิดต่อสินค้ามา 4-5 ปี โดยรวมอยู่ในกลุ่มการประกันภัย พิเศษ (Special Product) ทั้งการประกันภัยความรับผิดของกรรมการและพนักงาน (D&O), การประกันภัยสินเชื่อทางการค้า หรือเทรดเครดิต และการประกันภัยก่อการร้าย ซึ่งสินค้ากลุ่มนี้เป็นเทรนด์ที่กำลังได้รับ ความสนใจจากลูกค้ามากขึ้น ตลาดเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความได้เปรียบของเรา คือ เราทำ ตลาดมานาน มีทีมงานเชี่ยวชาญเฉพาะซึ่ง เราส่งไปเรียนจากรีอินชัวเรอส์ ทั้งในและต่างประเทศ สามารถที่จะให้คำแนะนำลูกค้า ได้อย่างดี โดยเฉพาะประกันภัยความรับผิด ต่อสินค้า เรามีลูกค้าประมาณ 40 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธุรกิจส่งออก อัตราความเสียหาย (Loss Ratio) ไม่สูงไม่ถึง 30% โดยมีเบี้ยประมาณ 100 ล้านบาท จากเบี้ยในส่วน ของการประกันภัยพิเศษที่ครึ่งปีแรกเราทำได้แล้ว 600 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่ 70-80% เป็นเบี้ยจากประกันภัยก่อการร้าย

สำหรับความร่วมมือกับสคบ.ในครั้ง นี้ บริษัทคิดอัตราเบี้ย 0.04-0.15% ของยอดขายในแต่ละปีของสินค้านั้น โดยจะชดเชย ค่าสินไหมให้กับผู้บริโภคกรณีได้รับความบาดเจ็บ หรือเสียหายต่อร่างกายเนื่องจาก การใช้สินค้า หรือบริการรวมไปถึงค่าปลอบขัวญตามเงื่อนไขกรมธรรม์

เดิมมีเสียงร้องมาว่าเบี้ยแพงไป ทำให้เพิ่มต้นทุนเจ้าของสินค้า เราจึงหารือกับรีอินชัวเรอส์ได้อัตราเบี้ยนี้ออกมา ซึ่ง 0.04-0.15% ของยอดขายถือว่าไม่มากเมื่อ เทียบกับความคุ้มครองที่ได้ โดยเงื่อนไขความคุ้มครอง และอัตราเบี้ยประกันของ ผู้ประกอบการแต่ละรายจะไม่เหมือนกัน ขึ้น กับความเสี่ยงของธุรกิจ ซึ่งบริษัทจะได้พิจารณาดูว่าแต่ละธุรกิจมีความเสี่ยงแค่ไหน คงไม่ได้รับทั้งหมด โดยเมืองไทยฯ ก็จะเข้า ไปร่วมให้คำแนะนำลูกค้าในวันเปิดรับสมัคร ผู้สนใจร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย. และ จากนั้นมีแผนจะเข้าไปอบรมให้ความรู้กับ ผู้ประกอบการที่สนใจด้วย

ก่อนหน้านี้ ทางด้าน นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ยื่นความจำนงเข้ารับประกัน แต่ ติดขัดตรงที่อัตราเบี้ยประกันแข็งเกินไป โดยกำหนด 26 สินค้าเป็นอัตราเดียวกันหมด และเอารายได้มาเป็นเกณฑ์ ซึ่งบริษัทขายตรงเขาไม่รับ ทำให้บริษัทขายตรงบางแห่ง เลือกที่จะบริหารความเสี่ยงเอง ปัจจุบันจึงมีทางเลือกออกมา 3 แนวทางคือ 1.ทำให้ ธนาคารการันตีก็ได้ 2.ตั้งเป็นกองทุนก็ได้ 3.ทำประกันภัยก็ได้ ยกตัวอย่าง บริษัท A เคยถูกร้องเรียนอย่างไร มีการชดเชยให้กับ ผู้บริโภค 3 แสนบาท ก็ให้ตั้งตรงนี้เป็นเกณฑ์ เบี้ยประกันขึ้นมา เดิมทิพยประกันภัยไปกำหนดเอา 0.1% ของรายได้เงื่อนไขนี้แข็งไป ก็เลยต้องเปลี่ยนใหม่


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1334 ประจำวันที่ 12-9-2012 ถึง14-9-2012

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : งาบประโยชน์3ฝ่าย ตราสัญลักษณ์สคบ.


จิรชัย เลขาฯสคบ.ใหม่ฟิตจัดออกหมัดแรกจี้ผู้ประกอบการขายตรงทำประกันสินค้าเพื่อรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. รับสนองนโยบาย รมต.วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล ไม่สนซ้ำซ้อนกฎหมายขายตรงที่ว่าด้วยการรับคืนสินค้ามาตรตรา๓๖แฉคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทเพื่อรับตราสคบ.คนใกล้ชิดนักการเมืองพรึ่บเพราะหน้าที่นี้มีค่าเหนื่อยจับตาเงินประกันสินค้าปีละนับพันล้านบาทค่าคอมมิชชั่น ใครงาบด้านกลุ่มธุรกิจขายตรง 3-4 สมาคมได้แต่บ่นพรึมพรำเหมือนหมีกินผึ้งไม่มีใครกล้าหือออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการ สคบ. แทน นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการ สคบ. ที่ได้ลาออกไปก่อนเกษียณอายุราชการ แอ็คชั่นแรก ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะต้องลงมือเดินเครื่องเต็มสูบ นั่นก็คือ การขับเคลื่อน ตราสัญลักษณ์สคบ. เพื่อให้บริษัทขายตรงนำไปเป็นโลโก้แห่งความเป็นมาตรฐาน


นี่แผนการลึกซึ้งในการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงนโยบายไม่ผิดกฎหมาย แต่ใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ บีบ เอกชนให้ปฏิบัติตาม แม้จะไม่มีการบังคับอย่างเป็นรูปแบบ แต่คงไม่มีบริษัทใดกล้าปฏิเสธกับนโยบายของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปได้


เพราะมีสายสัมพันธ์อันดีกับ สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจขาดทุนต่อเนื่องโดยเฉพาะในปี 2554 ซึ่งเกิดวิกฤติน้ำท่วมได้รับผลกระทบหนักสุด


การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้เลือก นายจิรชัย มูลทองโร่ย ให้มานั่งตำแหน่งเลขาฯสคบ. ท่าม กลางมีข่าวอื้อฉาวครั้งนี้ ถือเป็นความคิดที่แหลมคม ซึ่งอาจมีเงื่อนไขพิเศษ นั่นคือ การผลักดันนโยบายที่วางไว้ให้บรรลุเป้าหมายในเวลาอันสั้น


โดยเฉพาะเรื่องให้บริษัทขายตรงซึ่งปัจจุบันมีกว่า 600 บริษัทจะต้องทำประกันสินค้ากับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยคิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปีของบริษัท เพื่อเป็น การเยียวยาให้แก่ผู้บริโภคโดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวชูโรง


หากโครงการนี้เป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้อย่างแยบยล ก็จะมีเม็ดเงินทะลักเข้าสู่บริษัท ทิพยประกันภัยไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท เพราะบริษัทประกันรายอื่นคงยังไม่ทันออกสินค้าประเภทนี้แน่ ส่วนผลตอบแทนซึ่งมาในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นน่าจะไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จับตาดูดีๆ ระหว่าง วรวัจน์ กับ สมพร ใครจะได้รับประโยชน์ตรงนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไป


ที่แน่ๆ คณะกรรมการในการคัดเลือกคุณสมบัติบริษัทต่างๆ เพื่อมอบตราสัญลักษณ์สคบ. นั้น ส่วนใหญ่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้ตั้งทีมงานของตัวเองเข้ามาดูแลแบบม้วนเดียวจบ ซึ่งจะแต่ละคนก็จะได้รับผลตอบ แทนครั้งละหลายพันบาท


การที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ออกมาแอ็คชั่นเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ หลังรับตำแหน่งเลขาฯสคบ. ทั้งๆที่มีเรื่องอื่นสำคัญกว่าตั้งเยอะ กลับมองข้ามไป ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้อาจมีนัยอื่นแอบแฝงไม่มากก็น้อย ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ว่า เลขาฯสคบ.คนใหม่ใครทำงานได้ ก็เลือกคนนั้นแหละ


จึงไม่น่าแปลกใจที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นคำตอบสุดท้ายกับตำแหน่ง เลขาฯสคบ. แม้จะมีคนร้องเรียนไปยังปลัดสำนักนายกฯ และปปช. เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลก็ตาม แต่ครม.ก็เร่งรีบแต่งตั้ง ทำเหมือนกับว่าการปรับครม.ที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้านี้ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อาจจะไม่ติดโผ และนั่งอยู่ในตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกฯอีกต่อไปเสียงั้นแหละ


แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักปลัดนายกฯ ได้แจ้งมายังผู้สื่อข่าวว่า ทางสำนักนายกฯ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ร้องเรียนผ่านไปทางสคบ.แล้ว โดยให้เหตุผลในทำนองว่า การที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ถูกร้องเรียนเรื่องการเรี่ยไรเงินซึ่งอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นเพียงการเข้าใจผิดกันเท่านั้น


ที่แน่ๆ นับจากนี้ไป บริษัทขายตรงจะต้องตั้งรับกับเกมรุกของ เลขาฯสคบ. คนใหม่ให้ดีๆ เพราะโครงการมอบตราสัญลักษณ์สคบ.นั้น ตอนนี้เป็นใบสั่งแบบกรายๆ ต่อไปน่าจะมีการร่างกฎระเบียบของสำนักนายกฯขึ้นมาแล้วเสนอไปยังครม.ให้อนุมัติ เพื่อบังคับให้บริษัทขายตรงต้องปฏิบัติตามทุกบริษัท


ถ้าพูดถึงหลักการคืนสินค้าให้กับผู้บริโภคของบริษัทขายตรงจริงๆ ก็มีกฎหมายรองรับไว้ชัดเจนตามมาตรตรา ๓๖ ดังนี้ เมื่อผู้บริโภคใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา ๓๓ ให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงคืนเงินเต็มจำนวนที่ผู้บริโภคจ่ายไปเพื่อการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นภายในกำหนดเวลา สิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแสดงเจตนาเลิกสัญญา


ในกรณีที่ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใดไม่คืนเงินตามจำนวนและภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้นชำระเบี้ยปรับตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนดให้แก่ผู้บริโภค


สคบ.มีความพยายามที่จะโฟกัสเรื่องสิทธิ์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน กล่าวคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยการใช้ตราสัญลักษณ์ของ สคบ.เป็นเครื่องการันตี หากได้รับตราสัญลักษณ์ของ สคบ.แล้วผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อถูกต้องทั้งกฎหมายของ สคบ.และหลักกฎหมายอื่นที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตาม หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการใช้สินค้าแล้ว ผู้บริโภคจะต้องได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการ


นี่คือ พายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น และพร้อมจะกระหน่ำเข้าใส่ผู้ประกอบการขายตรงเต็มอัตราศึก งานนี้ 3-4 สมาคมขายตรงจะออกมาตั้งรับสถานการณ์อย่างไร น่าจะเป็น ไฮไลท์ ที่คนเครือข่ายขายตรงไทยกว่า 16 ล้านคน จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดติดขอบเวทีห้ามกระพริบตาเด็ดขาด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่327 ประจำวันที่1 - 15 กันยายน 2555

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสคบ. : ศึกชิงเก้าอี้เลขา สคบ. ร้อนฉ่า ข่าวสาดโคลนตัวเต็งกระฉ่อน


ศึกชิงเก้าอี้เลขา สคบ. ร้อนระอุ สารพัดโผออกมาโยนหินถามทาง ข่าววงในเผยตัวเต็ง วิ่งกันฝุ่นตลบ ชี้คนในมาแรงทำท่าจะแซงโค้งมาวิน แต่โค้งสุดท้ายมีเปิดประเด็นใหม่ หวัง ดิสเครดิต จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. อีกหนึ่งตัวเต็งสำคัญ โดยอดีตเลขา สคบ. อนุวัฒน์ ธรมธัช เปิดประเด็นร้อนฉ่า กรณีงบสนับสนุนวันคุ้มครองผู้บริโภค- ไทย 100,000 บาท หายเข้ากลีบเมฆ ชี้อยากได้คนดี โปร่งใส ไร้รอยด่าง มาเป็น เลขา สคบ. คนใหม่

เป็นปกติทุกครั้งที่เมื่อเก้าอี้เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ว่างลง ก็ต้องมีการสรรหาเลขา สคบ. คนใหม่เข้ามาแทนที่ ซึ่งการสรรหา ก่อน ที่จะมีการเลือกตั้งนั้นก็ต้องเลือกคนที่ดี มี ความเหมาะสม มีความสามารถเข้ามารับ ตำแหน่ง ซึ่งล่าสุดมีรายชื่อที่จะมีการชิงเก้าอี้ เลขา สคบ. ด้วยกัน 5 คน ด้วยกัน ได้แก่ นพปฎล เมฆเมฆา รองเลขา สคบ., จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. และผู้ตรวจราชการอีก 2-3 คน ซึ่งหนึ่งในจำนวน ดังกล่าวมีแคนดิเดตคนในของ สคบ. ด้วยกัน 2 คน ซึ่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่าง วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ต้องการให้แคนดิเดตทั้ง 2 คน ทำ ผลงานออกมาให้เห็นก่อนที่จะมีการแต่งตั้งเลขา สคบ. ในเร็วๆ นี้

ถือเป็นเรื่องปกติในช่วงโค้งสุดท้ายที่จะมีการแต่งตั้งเลขา สคบ. ตามปกติที่จะมีการ- สาดโคลน ตอกไข่ใส่สีเติมแต่งกันไปต่างๆ นานา เพื่อให้คู่แข่ง อีกฝ่ายเสียประวัติ และถูกมองในมุมลบ เนื่องจากตำแหน่งนี้ เป็นตำแหน่งของผลประโยชน์ และมีการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ล่าสุดแคนดิเดตคนสำคัญอย่าง จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขา สคบ. ก็โดนข่าวดิสเครดิตประเด็นการรับเงินที่ไม่โปร่งใส

ประเด็นดังกล่าว แหล่งข่าวระดับสูงจาก สคบ. เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า ขณะนี้ได้มี หนังสือร้องเรียนจาก อนุวัฒน์ ธรมธัช นายกสมาคม พัฒนาการขายตรงไทย หรือ TSDA และอดีตเลขาฯ สคบ. ไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับกรณีที่ จิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ปฏิบัติหน้าที่ไม่ถูกต้อง เกี่ยวกับการของบประมาณสนับสนุน วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2555 โดยในใบร้องเรียนดังกล่าว ได้มีการระบุข้อความเกี่ยวกับการที่ จิรชัย ได้มีการของบ- ประมาณไปยังสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยหรือ TSDA จำนวน 100,000 บาท

ทั้งนี้ ยังมีการระบุว่า เงินดังกล่าวเป็นเงินสนับสนุน การจัดบูธแสดงนิทรรศการให้กับสมาคมฯ และเป็นค่าใช้จ่าย ในการถ่ายทอดสดทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 รวมทั้ง มีการอ้างว่าที่ต้องของบสนับสนุน เนื่องจากราชการไม่มี งบสนับสนุนในส่วนนี้ และได้ให้โอนเข้าบัญชี วันคุ้มครอง ผู้บริโภคไทย ของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ การเกษตร ซึ่งปกติแล้วการโอนเงินดังกล่าวจะต้องผ่านบัญชี ของธนาคารกรุงไทย แต่ปรากฏว่าหลังจากที่โอนเงินไปแล้ว ไม่มีการส่งมอบหลักฐานการรับเงินแต่อย่างใด ได้รับเพียง หนังสือขอบคุณ รวมทั้งภายในงานก็ไม่มีการถ่ายทอดผ่าน ทางสถานีวิทยุโทรทัศน์ช่อง 11 รวมถึงไม่มีรายชื่อสมาคมฯ ในการรับโล่วันคุ้มครองผู้บริโภคไทยแต่อย่างใด

กรณีดังกล่าว ได้มีการยื่นหนังสือไปยังสำนักนายก- รัฐมนตรีและสำนักปลัดเรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า เรื่องนี้ เงียบหายไม่มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง แต่อย่างใด รวมทั้งมีผู้ประกอบการธุรกิจต่างๆ จำนวน 11 ราย โดนเรียกขอเงินสนับสนุนในลักษณะเดียวกัน ซึ่งการกระทำ ดังกล่าวถือว่าไม่โปร่งใส เนื่องจากในการจัดงานวันคุ้มครอง ผู้บริโภคไทย 2555 ได้มีงบทางราชการสนับสนุนการจัดงาน อยู่แล้ว จำนวน 3,500,000 บาท เพียงพอกับการจัดงาน แต่ไม่เข้าใจว่า การขอเงินสนับสนุนดังกล่าว เกิดจากเหตุผล ใด และทำไมยังไม่มีการสอบสวนจากสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับเรื่องนี้

สำหรับกรณีที่มีการขอรับเงินบริจาคเพื่อสนับสนุน ของทางราชการดังกล่าว ถือเป็นการดำเนินการไม่ถูกต้อง ตามระเบียบว่าด้วยเงินบริจาค ซึ่งตามระเบียบจะต้องยื่น รายละเอียดไปยังกองบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง เพื่อขอ อนุญาตในการเปิดบัญชีรับบริจาค รวมทั้งต้องมีการระบุถึง จำนวนเงินที่บริจาคว่ามีจำนวนเท่าใด และระบุถึงวัตถุ- ประสงค์ที่ชัดเจนในการขอรับเงินบริจาคว่าจะใช้เพื่อสิ่งใด บ้าง แต่กลับไม่มีขั้นตอนดังกล่าว ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ

กรณีที่มีผู้ร้องเรียนงบสนับสนุนงานวันคุ้มครอง ผู้บริโภคควรเร่งตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใส ใน สคบ. เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการสรรหาบุคคล มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. แทน นิโรธ เจริญ- ประกอบ ที่ลาออกไปอย่างกะทันหัน จิรชัย ถือว่าเป็นหนึ่ง ในแคนดิเดตที่มีโอกาสได้ขึ้นนั่งเก้าอี้เลขา สคบ. คนใหม่ ด้วย ข่าวดังกล่าวถือว่ากระทบต่อภาพลักษณ์ของ สคบ. และกระทบต่อตัว จิรชัย เอง รวมถึงโอกาสที่จะก้าวขึ้นไป เป็นเลขา สคบ.


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ความคืบหน้า ข่าวการติดตรา สคบ.


นโยบาย ติดตรามาตรฐานสคบ. ของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคุ้มครองผู้บริโภค ที่ต้องการให้ 26 วงการธุรกิจ เข้ามา ขอรับติดตราสคบ. เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค นั้นดูจะกลายเป็นเรื่องที่หาจุดลงตัวยากเสียแล้ว เมื่อกลุ่มธุรกิจ ขายตรง ซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่ติดโผต้องขอรับตรามาตรฐาน ยกมือไม่เห็นด้วยในหลายหลักเกณฑ์ของทางหน่วยงานรัฐ

จากนโยบายดังกล่าว นำมาซึ่งการเปิดโต๊ะสัมมนา ภายใต้ โครงการสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบธุรกิจ และรณรงค์การขอรับตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ของธุรกิจขายตรง ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2555

โดยมีเพียงบริษัทที่สังกัดในสมาคมขายตรง 3 สมาคม เท่านั้นที่รู้...

ส่วนอีกกว่า 700 บริษัท ไม่ทราบเรื่องดังกล่าว ทั้งๆที่ทาง สคบ.ต้องการที่จะให้บริษัทขายตรงทั้งหมดเข้าขอรับตรา สัญลักษณ์สคบ.

นี่เป็นเรื่องที่ต้องฉุกคิด ว่าทำไมเรื่องใหญ่อย่างนี้ จึงออกมาในรูปแบบนี้

ส่วนเรื่องของกฎเกณฑ์การเข้าขอรับตราสคบ. ก็มีมาก มายหลายข้อที่ขัดกับความเป็นจริงของธุรกิจ

โดยเฉพาะเรื่องของเบี้ยประกันบริษัท และสินค้า

ทางสคบ. ได้มีการดึง บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นบริษัทรับประกันของภาครัฐ โดยบริษัทที่จะเข้าขอรับตราต้องเป็นลูกค้าของทิพยฯ ซึ่งเรื่องนี้ก็กลายเป็น ข้อถกเถียงอีกหนึ่ง

โดยบริษัทขายตรงส่วนใหญ่แย้งว่า ปัจจุบันแต่ละบริษัท ก็ทำประกันในส่วนนี้กับหลายบริษัทอยู่แล้ว เหตุใดต้องจ่ายเงินเพิ่ม ทั้งๆ ที่บริษัทก็มีการรับประกันในส่วนของสินค้า อีกทั้งยังมีการดูแลผู้บริโภคเป็นอย่างดี ตามพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545

ซึ่งหลังจากที่มีการแย้งในข้อนี้ ก็นำไปสู่การรื้อกฎเกณฑ์ ข้อนี้ โดยสคบ.จะเร่งหาทางออก โดยจะประชุมร่วมกับบริษัท ของทั้ง 3 สมาคมขายตรง ว่าเบี้ยประกันควรเป็นเท่าไหร่ ทั้งยัง อาจเอื้อประโยชน์ให้กับบริษัทที่อยู่ใน 3 สมาคมหลัก

จากสิ่งที่กล่าวมา สคบ.กำลังเดินผิดทาง ตอบโจทย์ที่เกิดขึ้นไม่ดีอย่างที่ควรจะเป็น

ซึ่งหากหน่วยงานรัฐต้องการทำให้นโยบายดังกล่าว เป็น นโยบายของวงการขายตรงจริงๆ หน่วยงานรัฐต้องสอบถามความคิดเห็นจากทุกบริษัท เพื่อหาทางออกให้ดีที่สุด เหมาะสม ที่สุด และเป็นเอกฉันท์ที่สุดของทุกบริษัท

เพราะทุกบริษัทที่อยู่ในวงการคือ ปัจจัยหลัก ที่สคบ. ต้องคิดถึง เพราะที่สุดส่วนได้ส่วนเสียที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จะเกิดกับบรรดาบริษัทขายตรงทุกบริษัท ไม่ใช่แต่บริษัทที่สังกัดสมาคม

แต่หากมีสมาคมใดที่มีสมาชิกที่มากพอ อย่างน้อยก็ครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมดของบริษัทขายตรงที่มีอยู่ การขอ ความคิดเห็นกับบริษัทในสมาคมก็ย่อมทำได้

แต่นี่ไม่ใช่ 3 สมาคมที่มีอยู่ มีบริษัทสังกัดรวมกันเพียงไม่เกิน 70 บริษัท คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็ยังไม่ถึง 10% ด้วยซ้ำ

การที่ภาครัฐจะขอความคิดจากบริษัทในสังกัดสมาคม จึงเป็นเรื่องที่ผิด หากต้องการยกระดับของทั้งวงการขายตรง

นี่ไม่ใช่วันที่สคบ.จะตีฆ้องป่าวประกาศให้บริษัทขายตรง เข้ามาขอรับตราสคบ. แต่นี่เป็นวันที่สคบ.ต้องวางแผนงานใหม่

ไม่เช่นนั้น ตราสัญลักษณ์ดังกล่าว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เอกชนจะต้องไปเสียเวลาต่อคิวขอรับ แล้วมาติดข้างขวดสินค้าของตนเอง...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1321 ประจำวันที่ 28-7-2012 ถึง31-7-2012

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"นพปฎล-จิรชัย" 2 ตัวเต็งนายหัวสคบ.ปิดทางม้ามืด ผู้ตรวจการฯ "ชาตรี"


วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ย้ำชัดอยากได้คนในสคบ. นั่งเป็นเลขาธิการหน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภค หวังให้งานไหลลื่นไม่สะดุด สอดคล้อง นิโรธ เจริญประกอบ อดีตนายหัวสคบ. คนก่อน เห็นควรเป็นคนใน ด้านตัวเต็งอย่าง นพปฎล เมฆเมฆา บอกไม่ซีเรียส พร้อมทำงานเต็มที่ ส่วน จิรชัย มูลทองโร่ย ลูกหม้อสคบ. ตัวเต็งอีกรายยังเงียบ ส่วน ชาตรี โชไชย ผู้ตรวจการแผ่นดินกระทรวงยุติธรรม มีชื่อเป็นม้ามืดแต่โอกาสน้อยเต็มที!


จากการลาออกทิ้งเก้าอี้ก่อนวัยเกษียณ ของ นิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ทำให้เก้าอี้นายหัวของสคบ. ถูกทิ้งว่าง ทำให้เกิดกระแสการแต่งตั้งเลขาธิการคนใหม่ขึ้น ว่าคนที่จะเข้ามานั่งเป็นเลขาธิการสคบ. จะเป็นใคร และจะเป็นคน นอกหรือคนในซึ่งจากความน่าจะเป็นตัวเลขาธิการของสคบ.คนใหม่ อาจเป็นคนในซึ่งมี 2 คนที่ถูกตั้งขึ้นมาเป็นตัวเต็งในการครองมงกุฎ ระหว่าง นพปฎล เมฆเมฆา และ จิรชัย มูลทองโร่ย ซึ่งทั้ง 2 เป็นรองเลขาธิการของสคบ.ในยุคของอดีตเลขาธิการสคบ.อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ


อย่างไรก็ดี ก็มีข่าวคราวออกมาว่า คนที่จะได้นั่งเป็นเลขาธิการคนใหม่ของ สคบ. อาจเป็นคนนอก เหมือนสมัยที่ รัศมี วิศทเวทย์ ได้ข้ามหน่วยงานจากป.ป.ส.มานั่งเป็นแม่ทัพของหน่วยงานสคบ. เมื่อปี พ.ศ. 2547 ก่อนที่ปี 2551 นิโรธ เจริญประกอบ จะเข้ามารับไม้ต่อ ซึ่งเป็นคนในของสคบ. โดย คนนอกที่ถูกยกให้เป็นม้ามืดในการนั่งคุม สคบ.มีชื่อของ ชาตรี โชไชย ผู้ตรวจการแผ่นดินกระทรวงยุติธรรมเข้ามาติดโผ


จากรายชื่อตัวเต็งที่เคยมีแค่ 2 ทำให้ ว่าที่เลขาธิการของสคบ.เพิ่มขึ้นมาเป็น 3 โดยในเรื่องนี้ ทีมงาน สยามธุรกิจ จึงได้ทำการสอบถามไปยัง วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เกี่ยวกับความคิดเห็นเรื่องการแต่งตั้งเลขาธิการสคบ.คนใหม่


โดยนายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เผยถึงการ คัดเลือกเลขาธิการสคบ. คนใหม่ ว่า การคัดเลือกเลขาธิการ สคบ. คนใหม่ ถ้าถามตน ตนคิดว่าจะใช้คนที่มีประสบการณ์ดีกว่า เพราะตนมองว่าการทำงานใน สคบ.เป็นลักษณะของความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง ซึ่งทั้งสองท่าน (นพปฎล เมฆเมฆา และ จิรชัย มูลทองโร่ย) ต้องแสดงฝีมือให้เห็น ว่า ใครคือตัวจริง ใครทำงานได้จริง ตนไม่มีใคร อยู่ในใจอย่างแน่นอน ตนต้องการตัวจริงที่ใช่และทำงานได้จริง ฉะนั้นใครก็ได้ที่สามารถ มาทำงานตามแนวทาง และปฏิบัติได้จริง ตน มั่นใจว่าคนนั้นจะใช่ และสามารถเป็นเบอร์หนึ่งของสคบ.ได้ ซึ่งไม่มีประโยชน์อะไรที่ตนจะเลือกคนที่อ่อนแอกว่า


จริงๆ แล้ว สคบ. ต้องปรับโครงสร้าง ใหม่ ตนเองก็จะลงไปดูระบบในหน่วยงาน ทั้งระบบงาน ระบบเอกสาร และในเรื่องของ การทำงาน ซึ่งต้องปรับรูปแบบให้เป็นในการ ทำงานเชิงรุก อีกทั้งอาจต้องเพิ่มบุคลากรเข้ามาในการทำงาน วรวัจน์ กล่าวถึงการทำงานของสคบ.ในอนาคต


จากความเห็นของท่านรัฐมนตรี วรวัจน์ ถึงความอยากได้เลขาธิการสคบ. คนใหม่เป็นคนในของสคบ. นั้น สอดคล้องกับความคิดเห็นของอดีตเลขาธิการสคบ. อย่าง นิโรธ เจริญประกอบ ซึ่งก็ต้องการเห็นแม่ทัพของสคบ.คนใหม่ เป็นคนในเช่นกัน


โดยนายนิโรธ เจริญประกอบ ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องของการคัดสรรเลขาธิการคนใหม่ว่า การแต่งตั้งเลขาธิการสคบ.คนใหม่ โดยส่วนตัวแล้ว เห็นว่าควรที่จะเป็นคนในของสคบ. เอง ที่สมควรนั่งเป็นเลขาธิการของสำนักงาน เนื่องจากงานของสคบ. เป็นงานที่ต้องมีความรู้ ประสบการณ์ในส่วนของการคุ้มครอง ผู้บริโภคเป็นอย่างดี เพื่อความต่อเนื่องในการทำงาน


ซึ่งหากเป็นคนนอกที่เข้ามา ก็อาจต้องเรียนรู้งานของสคบ.ใหม่ ซึ่งต้องใช้เวลา และงานที่มีอาจติดค้าง ไม่เกิดความต่อเนื่อง ซึ่งรองเลขาธิการสคบ.คนปัจจุบันอย่าง นพปฎล เมฆเมฆา และ จิรชัย มูลทองโร่ย นับเป็น 2 คนที่มีความเหมาะสมที่จะขึ้นมารับตำแหน่งดังกล่าว


ทั้ง 2 คน เป็นผู้เชี่ยวชาญที่มีจุดแข็ง ต่างกัน คือ นพปฎล จะเชี่ยวชาญในเรื่องของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภค ส่วน จิรชัย เป็นผู้ที่เชี่ยวชาญในเรื่องของการประชาสัมพันธ์ ซึ่งทั้ง 2 คน ดูจะเหมาะสมที่สุด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ขึ้นอยู่กับคณะกรรมการ ผู้คัดเลือก รวมถึงรัฐมนตรี วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ในการจะแต่งตั้งผู้ใดเข้ามา อดีตเลขาธิการสคบ. กล่าว


นอกเหนือจากความคิดเห็นของการแต่งตั้งเลขาธิการสคบ.คนใหม่แล้ว นิโรธ ยังได้กล่าวถึงการทำงานของสคบ.ด้วยว่า จากเดิมที่ผ่านมา สคบ.มีจุดอ่อนในเรื่องของ บุคลากรที่น้อย ไม่เพียงพอกับงานที่ได้รับมอบหมาย อีกทั้งบุคลากรที่มีอยู่ก็ไม่สามารถ แสดงประสิทธิภาพของตนเองออกมาได้อย่างเต็มที่ เนื่องจากขาดในเรื่องของความ คิดสร้างสรรค์ และไม่มีการเสนอความคิดเห็น ซึ่งส่วนนี้ถือเป็นปัญหาของหน่วยงานที่ต้องปรับในอนาคต


ด้านตัวเก็งอย่าง นายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยในกรณีดังกล่าวว่า การแต่งตั้งเลขาธิการ สคบ. คนใหม่ ทางหน่วยงานได้กำหนดให้ส่งใบสมัคร ได้ไม่เกินวันที่ 16 กรกฎาคม ที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โดยจะเป็นคนของ สคบ. หรือคนนอกก็ได้ เพื่อเสนอชื่อให้รัฐมนตรี คัดสรรผู้จะมาดำรงตำแหน่ง


ตนไม่หนักใจเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย ซึ่ง หากได้ก็นับเป็นเรื่องที่ดีๆ หากไม่ได้ก็ถือว่าเสมอตัว แต่ถ้าได้ตนก็มีความพร้อม ซึ่งตนเองก็มีความตั้งใจที่อยากจะให้ธุรกิจขายตรงเป็นที่ไว้วางใจของประชาชน และทำอย่างไรให้นักขายได้รับการยอมรับจากสถาบันการเงิน เพราะบางครั้งเมื่อเขาจะไป กู้เงินจากสถาบันการเงินต่างๆ เขาก็ไม่รู้ว่า จะไปใส่อาชีพอะไร เนื่องจากอาชีพขายตรง ยังไม่ได้รับการยอมรับ รายได้ไม่แน่นอนซึ่ง ตรงนี้ ถือเป็นปัญหาของคนในธุรกิจ


ทั้งนี้ จากที่กล่าวมา ไม่ว่าใครจะเป็น เลขาธิการสคบ.คนใหม่ก็ตาม สิ่งที่นายหัวคนใหม่ของสคบ.ต้องรีบปรับแก้คือเรื่องของการทำงาน โดยการเพิ่มบุคลากรของหน่วยงาน และการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นจุดอ่อนของหน่วยรัฐหน่วยนี้ มาโดยตลอด ซึ่งต้องแก้ไขปรับปรุงโดยเร็ว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1318 ประจำวันที่ 18-7-2012 ถึง20-7-2012

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"รมต.วรวัจน์" สั่งสคบ. บีบคอ "บริษัท ขายตรง" ทำประกัน0.5% เอกชนโวยเพิ่มภาระเกินไป


ผู้ประกอบการขายตรงเครียดขึ้นสมองหลังถูก วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯมีใบสั่งให้สคบ. บีบคอ บริษัทขายตรง ซื้อประกันสินค้ากับ ทิพยประกันภัย คิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปีเพื่อเป็นการเยียวยาให้แก่ผู้บริโภคโดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวล่อ พญ.นลินีไพบูลย์ เจ้าแม่ขายตรงค่ายกิฟฟารีนลั่นกลางที่ประชุมบริษัทขายตรงทุกค่ายมีระบบประกันคุณภาพสินค้าอยู่แล้วหากต้องจ่ายเบี้ยประกันปีละ 20 กว่าล้านบาทถือเป็นการแบกภาระซ้ำซ้อนที่หนักอึ้ง ทิพยประกันภัย ลูบปากหวานหมูหากโครงการนี้สำเร็จเชื่อเม็ดเงินสะพัดเป็นพันๆล้านบาทด้าน วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีตอกย้ำหนักแน่นถือเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้บริโภคและเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขายตรง


กลายเป็นข่าวประเด็นร้อน...ขึ้นมาทันที เมื่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นัดประชุมผู้ประกอบการขายตรงแบบ ฉุกเฉิน ตามใบสั่งของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ หลัง นิ โรธ เจริญประกอบ เลขาฯ สคบ.พ้นตำแหน่งไปเพียงสัปดาห์เดียว เพื่อสร้างความเข้าใจในเรื่อง ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค ของธุรกิจขายตรง ประจำปี 2555 เพื่อมอบให้กับบริษัทขายตรงที่ได้มาตรฐานตามเกณฑ์ที่ สคบ.กำหนดไว้ แต่ขณะเดียวกันก็ได้ระบุว่าผู้ประกอบการธุรกิจดังกล่าวจะได้ตราสัญลักษณ์ที่ว่านั้น จะต้องทำประกันภัยกับบริษัท ทิพยประกันภัย โดยคิดเบี้ยประกันในอัตราร้อยละ 0.1 0.5 จากราคาสินค้า เพื่อเป็นการเยียวยาแก่ผู้บริโภค กรณีไม่ได้รับความเป็นธรรม หรือได้รับความเสียหายจากสินค้าและบริการ


ในการสัมมนาดังกล่าว นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง สคบ. ซึ่งเป็นวิทยากร กล่าวว่า ในการกำหนดหลักเกณฑ์ขอรับตราสัญลักษณ์ ผู้ประกอบการจะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ทุกข้อ และในส่วนของการจ่ายค่าเบี้ยประกันภัยนั้น เบื้องต้นเห็นว่า น่าจะคิดในอัตราร้อยละ 0.1 0.5 จากราคาสินค้า


ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า เงื่อนไขต่าง ๆ ไม่มีการชี้แจงรายละเอียด และเหตุผลในการคำนวณค่าเบี้ยประกันให้ชัดเจน แต่อย่างใด ซึ่งผู้ประกอบการส่วนใหญ่คิดไปว่า อาจคำนวณมาจากยอดขายแต่ละปีของบริษัทขายตรงนั้น ๆ เรื่องนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ลุกขึ้นแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาว่า การรับผิดชอบในส่วนของสินค้า หรือบริการ บริษัทขายตรงต่างก็ได้มีการรับประกันสินค้าไว้อยู่แล้ว เชื่อว่าทุกบริษัทก็มีได้ดำเนินการในเรื่องนี้ ซึ่งผู้บริโภคสามารถคืนสินค้าได้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ ดังนั้น หากต้องจ่ายเบี้ยประกันภัย ในส่วนนี้เพิ่มอีกนั้นเห็นว่า จะเป็นการเพิ่มภาระให้กับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ บริษัท กิฟฟารีน เองหากจะต้องจ่ายค่าเบี้ยประกันตามราคาสินค้า ก็คงต้องจ่ายปีละประมาณ 20 กว่าล้านบาท ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายที่ซ้ำซ้อน
อย่างไรก็ตามเห็นว่า มาตรการของ สคบ.ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่หากเก็บเบี้ยประกันจากราคาสินค้า อยากขอแค่ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคอย่างเดียวได้หรือไม่ ! พญ.นลินีกล่าวทิ้งท้ายแล้วเดินออกห้องสัมมนาไป


หลังจากจบงานสัมมนา บรรดาผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง ต่างก็ยืนวิพากษ์วิจารณ์กันหลากหลาย บางรายตั้งข้อสังเกตว่า สคบ.ใช้หลักเกณฑ์ใดในการพิจารณา เนื่องจากการเก็บเบี้ยประกัน เพื่อเยียวยาผู้บริโภค น่าจะดูจากจำนวนการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายจากการใช้สินค้า และบริการของแต่ละบริษัทมาเป็นเกณฑ์คำนวณในการเก็บเบี้ยประกันมากกว่า


ผู้ประกอบการรายหนึ่งกล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์ ว่า ความคิดนี้ไม่น่าจะเกิดจาก สคบ.เพียงอย่างเดียว ต้นตอน่าจะมาจากข้อเสนอของรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ มากกว่า ถึงกับดึงผู้บริหารระดับสูงของ บริษัท ทิพยประกันภัยฯ มาเป็นตัวชูโรงออกนอกหน้าอย่างนี้ อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนไม่ทางตรงก็ทางอ้อมหรือไม่อย่างไร จึงมาใช้มาตรการยี้เพื่อบีบให้บริษัทขายตรงต้องเป็นผู้แบกภาระในเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่กฎหมายขายตรงก็ระบุไว้ชัดเจนว่า สมาชิกไม่พอใจสินค้าสามารถนำมาคืนบริษัทได้ภายใน 7 วัน ซึ่งแต่ละบริษัทก็ดำเนินการตามอยู่แล้ว หากภาครัฐจะบังคับยี้ให้ผู้ประกอบการทำประกันแบบมัดมือชก โดยเอาตราสัญลักษณ์มาเป็นข้ออ้างอย่างนี้ เชื่อว่าจะมีบริษัทเดือดร้อนจำนวนมาก และน่าจะมีเม็ดเงินหมุนเวียนปีละไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท จากบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนกับ สคบ.กว่า 600 ราย


นอกจากนี้ ผู้บริหารบริษัทขายตรงข้ามชาติรายหนึ่ง ก็ได้ตั้งคำถามผ่าน ตลาดวิเคราะห์ เช่นเดียวกันว่า บริษัทได้ทำประกันภัยไว้อยู่แล้วจำเป็นต้องทำประกันตามที่ สคบ.กำหนดเพิ่มอีกหรือไม่ แล้วจะมีสิทธิได้รับตราสัญลักษณ์ด้วยหรือไม่ ดังนั้น เรื่องนี้น่าจะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเพื่อพิจารณาในรายละเอียดให้เกิดความชัดเจน และเป็นที่ยอมรับได้ของทุกฝ่ายก่อน


นายนพปฎล เมฆเมฆา รองเลขาฯ สคบ. ปัจจุบันเป็น รักษาการเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค สคบ. กล่าวว่า มาตรการที่ให้ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง ทำประกันภัยนั้นเป็นการสร้างความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจขายตรง อีกทั้งจะช่วยลดขั้นตอนการฟ้องร้องของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคจะได้ประโยชน์และรับการคุ้มครองดูแลได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากมีการยื่นคำร้องมาทาง สคบ.จะพิจารณา ถ้าเห็นว่าสมควรชดเชย ทางบริษัท ทิพยประกันภัย จะจ่ายค่าเสียหาย หรือค่าชดเชยให้กับผู้บริโภคในทันที


หลังจากนี้ สคบ. จะเดินสายไปตามสมาคม หรือบริษัทที่เป็นแกนหลักของธุรกิจขายตรง เพื่อรับฟังความคิดเห็น เกี่ยวกับหลักเกณฑ์ขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. รวมถึงการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการกำหนดค่าเบี้ยประกัน ซึ่งคาดว่าน่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน นับจากนี้ไป ทาง สคบ.เองก็ต้องฟังเสียงผู้ประกอบการเช่นกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบในวงกว้างทั้งผู้ประกอบการ และสมาชิก คือ ทุกฝ่ายต้องอยู่ร่วมกันได้ด้วยความเป็นธรรม รักษาการ เลขาฯ สคบ.กล่าว


นายสมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด มหาชน กล่าวว่า ในการพิจารณาเบี้ยประกันภัยจะดูจากประวัติ ความเสี่ยงของบริษัท รายได้จากการขายสินค้า หรือองค์กร ซึ่งพื้นฐานในการพิจารณาเบี้ยประกันจะเท่ากัน แต่องค์ประกอบความเสี่ยงต่างกัน ดังนั้นบริษัทใดที่มีความเสี่ยงน้อย ก็จะเสี่ยงเบี้ยประกันน้อยลง หากบริษัทใดมีความเสี่ยงมากอัตราเบี้ยประกันก็จะสูง


สำหรับการชดใช้ค่าเสียหายให้กับผู้บริโภคนั้น ทางบริษัท ทิพยประกันภัย จะไม่เข้าไปมีส่วนการตัดสินในเรื่องดังกล่าว โดยจะเป็นหน้าที่ของ สคบ. หากตัดสินว่าให้มีการชดเชย ทางทิพยประกันภัยก็จะจ่ายชดเชยให้กับผู้เสียหายทันที โดยจะถือการพิจารณาของ สคบ.เป็นคำชี้ขาด


จากการที่บริษัท ทิพยประกันภัย เป็นบริษัทเดียว ที่เข้ามารับประกันภัยแบบไร้คู่แข่ง หากมองแบบไม่คิดมาก เพราะว่าเป็นบริษัทประกันของรัฐ จึงไม่น่าจะมีอะไรที่ซับซ้อนในการรับประกันในครั้งนี้ แต่เรื่องนี้อาจมองไปในทางผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้คนก็อาจจะมองไปในทางนั้นก็เป็นได้ เพราะ ที่ผ่านมาบริษัท ทิพยประกันภัย ต้องควักเงินออกมาจ่ายค่าสินไหมให้กับลูกค้าทั้งรายเล็ก รายใหญ่ มาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงช่วงที่ประเทศไทยเกิดปัญหาน้ำท่วมหนัก


และล่าสุดโรงกลั่นน้ำมันบางจาก เกิดไฟไหม้ ซึ่งมูลค่าความเสียหายเป็นหลักพันล้านบาท และบริษัททิพยประกันภัย ก็เป็นอีกหนึ่งบริษัทที่เข้ารับทำประกันไว้เช่นกัน ดังนั้น จึงอยู่ในช่วงสถานภาพทางการเงินของบริษัทที่ไม่สู้จะดีนัก และอาจจะเป็นจังหวะและเวลาพอดี การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่กำกับดูแล สคบ. มีส่วนสำคัญในการผลักดันโปรเจ็กต์นี้ขึ้นมา หากเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ก็จะช่วยพยุงฐานะทางการเงินของบริษัท ทิพยประกันภัย ได้ระดับหนึ่งก็อาจเป็นได้


นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายฯ เปิดเผยภายหลังว่า ถือเป็นมาตรการที่ช่วยสร้างความมั่นคง และสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจขายตรง ส่วนการให้บริษัท ทิพยประกันภัย เข้ามารับประกันในครั้งนี้ เป็นเพียงการนำร่องเท่านั้น ในอนาคตอาจจะมีบริษัทประกันรายอื่นเข้ามาร่วมรับทำประกันเพิ่มก็เป็นได้ ตอนนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ หากเสร็จสิ้นก็จะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีต่อไป


จากมาตรการดังกล่าวนี้ ทำให้ผู้บริหารบริษัทขายตรงรายหนึ่งตั้งข้อสังเกตผ่าน ตลาดวิเคราะห์ ว่า รายการนี้ หากโครงการนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ยิ่งจะเสริมบารมีให้กับนายวรวัจน์อีกทางหนึ่ง จริงอยู่แม้รัฐมนตรีท่านนี้จะมองว่า อุตสาหกรรมขายตรงไทยที่มีมูลค่านับแสนล้านบาท เมื่อเทียบกับ GDP ของประเทศมีมูลค่าเพียงนิดเดียว แต่การทำงานที่ผ่านมาของ นายวรวัจน์ ที่ผ่านมายังไม่ปรากฏผลงานด้านไหนเป็นที่ประจักษ์มากนัก อาจทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ปรับออกจากตำแหน่ง หากมีการปรับ ครม.ที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้านี้ก็อาจเป็นได้


อย่าลืมว่า กระแสการปรับคณะรัฐมนตรีภายในพรรคเพื่อไทยยังเป็นคลื่นใต้น้ำ เพราะอดีตรัฐมนตรีชุดที่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองบ้านเลขที่ 111 พร้อมจะกลับเข้ามาทวงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกัน น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ยังรักษาท่าที ไม่ยืนยันว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรีรอบใหม่เวลาไหน กระทรวงไหนบ้าง


ดังนั้น รัฐมนตรีชุดปัจจุบันจำเป็นต้องรักษาตำแหน่งให้ถึงที่สุด โดยพยายาม หางาน และมอบหมาย ใบสั่ง ให้กับหน่วยงานในสังกัดที่กำกับดูแลเร่งดำเนินการออกมาสู่สาธารณชนให้มากที่สุด นายวรวัจน์ ก็รู้ตัวเองไม่น้อยว่า ตนเองก็อยู่ในข่ายนั้นด้วย เพราะเคยถูกย้ายออกจากกระทรวงใหญ่อย่างศึกษาธิการมาแล้วครั้งหนึ่ง แม้ในใจลึกของ นายวรวัจน์ จะถูกดูแคลนธุรกิจขายตรงว่าไม่ค่อยใสสะอาด ถึงกับพูดกลางงานสัมมนาเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา แบบไม่ไว้หน้าใคร แต่ก็ไม่ปฏิเสธที่จะรับผลงานจากบริษัทขายตรงแต่อย่างใด


ต้องจับตาดูดีๆ... การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญากุล ออกมาแอ็คชั่นในเรื่องนี้เต็มอัตราศึก โดยใช้มาตรการเข้มเรียกเก็บเบี้ยประกันจากกลุ่มธุรกิจขายตรงนั้น เป็นความพยายามที่จะผลักดันผลงานชิ้นโบว์แดงให้ออกมาเป็นรูปธรรม แต่ถ้าจะคิดตามสไตล์ของฝ่ายค้าน ย่อมคิดไปในทางตรงกันข้าม นั่นหมายความว่า งานนี้อาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่อย่างไร โดยใช้เอกชนเป็นเครื่องสังเวย ดีไม่ดี สส.ประชาธิปัตย์อาจหยิบยกเรื่องนี้ไป ถล่ม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯท่านนี้ ด้วยการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลในเดือนสิงหาคมนี้ก็อาจเป็นไปได้เช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่324 ประจำวันที่16 - 31 กรกฏาคม 2555