ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุีรกิจMLM แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุีรกิจMLM แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

อีก 3 ปี "จีน" เปิด MLM!







china-flag (Mobile)


ถ้าวันหนึ่ง จีนเปิดประเทศให้ธุรกิจขายตรงได้เข้าไปทำมาหากินได้ วงการขายตรงโลกจะเป็นอย่างไร


นี่คือคำถามให้ชวนจินตนาการวาดฝันสวยหรู


สิ่งนี้กำลังจะเป็นจริงในอีกประมาณ 3 ปีข้างหน้า ผ่านการบอกเล่าของ "อ.ภูสิต เพ็ญศิริ" รองประธานศูนย์อาเซียน สมาคมส่งเสริมพัฒนาเศรษฐกิจกวางตุ้ง-ฮ่องกง ผู้ซึ่งมีความรู้ และคลุกคลีอยู่กับวงการเศรษฐกิจของประเทศจีน รวมถึงการ ล่วงรู้นโยบายเศรษฐกิจของจีนเป็นอย่างดี


ด้วยเนื้อที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร กับจำนวนประชากร กว่า 1.3 พันล้านคน จีนถูกวิเคราะห์เชิดชูให้เป็นมหาอำนาจของ โลกในเรื่องของเศรษฐกิจ และอื่นๆ อีกมากมาย ในอนาคตอันใกล้


จากที่ทราบกันดีว่า จีนปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์มาหลายยุคหลายสมัย แต่ก็ไม่ใช่ว่าความหมายของคอมมิวนิสต์ จะทำให้ประเทศนี้หยุดพัฒนา หรือเป็นประเทศปิดแต่อย่างใด


ตรงกันข้าม จีนกลับมีความเจริญก้าวหน้าในทุกด้าน ภายใต้ การบริหารแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด สืบทอดการปกครองโดยพรรค การเมืองเพียงพรรคเดียว การสานต่องานด้านต่างๆ จึงทำได้อย่างไหลลื่นไร้รอยต่อ


จีนถูกจัดเป็นประเทศใหญ่ ถึงแม้ว่าวันนี้จีนจะถูกจัด เป็นประเทศหนึ่งในมหาอำนาจของโลก แต่ก็ใช่ว่าทุกสิ่งจะหยุด ภายใต้การเป็นประเทศที่เจริญแล้ว


แต่ก็ตรงกันข้ามอีกนั่นแหละ เพราะด้วยพื้นที่ ประชากร ที่นับวันก็ยิ่งมีอำนาจซื้อ จีนยิ่งถูกจับตามองจากวงการธุรกิจต่างๆ ที่จ้องเข้าไปทำการค้า และลงทุน


ขายตรงเป็นวงการธุรกิจหนึ่งที่จ้องจะเข้าไปในจีน รวมถึงวงการขายตรงไทย


แต่ที่ผ่านมาก็ต้องเข้าไปดำเนินธุรกิจในรูปแบบค้าปลีก เพราะด้วยกฎหมายที่มองเห็นขายตรงเหมือนการล้างสมอง และการสุ่มเสี่ยงในอำนาจรัฐ รวมถึงธุรกิจ MLM ยังมีต้นกำเนิด จากสหรัฐอเมริกาประเทศมหาอำนาจคู่ปรับด้วยแล้ว ก็ทำให้จีน ต่อต้านธุรกิจขายตรงมาโดยตลอด


วันนี้สังคมในประเทศจีนเปลี่ยนไป กลุ่มประชาชนมีอิสระ ทางความคิดมากขึ้น การเปิดรับวัฒนธรรมต่างประเทศของ รัฐบาล มีให้เห็นการเปลี่ยนตัวผู้นำจาก "หู จิ่นเทา" มาเป็น "สี จิ้นผิง" นโยบายเศรษฐกิจเริ่มมีการปรับ


จากการคลุกวงในของ "อ.ภูสิต เพ็ญศิริ" ทำให้เรารู้ว่าอีก 3 ปี จีนจะเริ่มนำร่อง เปิดพื้นที่ให้ธุรกิจขายตรงต่างชาติเข้าไป ทำตลาดในรูปแบบ MLM อย่างเต็มตัว


โดยพื้นที่ที่จะเปิดนี้ จะแบ่งเป็น 3 กลุ่มหลัก ที่ "อ.ภูสิต" เล่าว่า นี่เป็น 3 พื้นที่ยุทธศาสตร์ ที่จีนจะใช้เชื่อมต่อเศรษฐกิจ ทั่วเอเชีย


3 จุดยุทธศาสตร์จะมี 1.มาเก๊า, เสิ่นเจิ้น, จูไห่ และฮ่องกง มีประชากรรวมประมาณ 100 ล้านคน และที่นี่ถือเป็น ดงขายตรงเลยทีเดียว 2.คุนหมิง และสิบสองปันนา ประตูของวงการขายตรงไทย ด้วยพื้นที่ไม่ไกลจากชายแดนภาคเหนือ ของไทย นี่น่าจะเป็นจุดที่สะดวกที่สุดของวงการขายตรงไทย และ 3.ซัวเถา เขตเศรษฐกิจพิเศษของจีน


"อ.ภูสิต" ให้ความเห็นว่า หากสิ่งที่ว่านี้เกิดขึ้น เศรษฐกิจ ของ 3 จุดยุทธศาสตร์ที่ว่า จะมีมูลค่าสูงถึง 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐเลยทีเดียว


หากทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปอย่างที่คาดการณ์ วงการขายตรงไทย รวมถึงวงการขายตรงโลกจะกลายเป็นกลุ่มวงการธุรกิจที่มีมูลค่ามหาศาลอย่างที่ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน


ธุรกิจ MLM จะเติบโตกว่าที่เป็นอยู่มากมายหลายเท่าตัว...




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปัญหาโลกแตก แม่ทีมย้ายค่าย VS บริษัทตัดโค้ด







MLM-Leader

 


หลังจากที่ช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา In Network Special ได้นำเสนอความเคลื่อนไหว เกี่ยวกับบริษัทธุรกิจขายตรงชื่อดัง พ ที่ถูกแม่ทีมระดับสูง หอบเอกสารเข้าร้องทุกข์กับ บก.ปคบ. วอนตรวจสอบความไม่โปร่งใสธุรกิจ หลังพบโยกย้ายสายงานโดยไมยุติธรรม ส่งผลเสียหายร่วมครึ่งล้าน กระทั่งเจ้าหน้าที่ได้เรียกมาชี้แจงในที่สุด หลังจากที่ข่าวนี้เผยแพร่ออกไป ประเด็นดังกล่าวจึงกลายเป็นอีกหัวข้อการสนทนาใหม่ในแวดวงธุรกิจขายตรงไปในที่สุด


ย้อนปมขัดแย้งขายตรง พ


ต่อประเด็นดังกล่าว ย้อนเรื่องราวที่เกิดขึ้นเริ่มต้นจาก แม่ทีมผู้ร้องทุกข์ อักษรย่อ ธ ได้หอบเอกสารเข้าไปหา บก.ปคบ. กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค


ร้องทุกข์ว่า ตนได้เข้าร่วมธุรกิจกับบริษัท พ ตั้งแต่ช่วงเดือนตุลาคม พ.ศ.2555 โดยบริษัทดังกล่าว เป็นบริษัทในเครือเดียวกันกับบริษัท ขายตรงชื่อดังอีก 2 แห่ง แห่งแรกคือ พ และ ก ภายใต้การบริหารงานของ CEO รายเดียว


โดยเมื่อทำธุรกิจไปได้เพียงไม่นานก็สามารถ ขึ้นตำแหน่งในระดับสูงของบริษัทได้ กระทั่งยอดรายได้ล่าสุดที่เคยรับ สามารถสร้างสถิติรายได้สูงถึงสัปดาห์ละประมาณกว่า 1 แสนบาท หรือได้รับรายเดือนละไม่ต่ำกว่า 4 5 แสนบาท และหากมองตามแผนการตลาดที่บริษัทบอกไว้ อีกไม่กี่เดือนจะสามารถสร้างรายได้ต่อเดือนไม่ต่ำกว่า 1 ล้านบาทอย่างแน่นอน


แต่เพียงไม่นานก็เกิดความเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับสายงานของตนขึ้น เมื่อตนพบว่า ยอดรายได้ของตนในส่วนนี้ขาดหายไปทั้งหมด และคาดว่ามีการโยกสายงานของตนทั้งหมดในฝั่งนี้ ขึ้นไปสร้างให้กับทีมอื่น ที่เป็นแม่ทีมใหญ่ ซึ่งสายงานนี้มีสมาชิกอยู่มากกว่า 4-5 พันคน สร้างความเสียหายทางธุรกิจเป็นอย่างมากให้กับตน


โดยตนได้พยายามสอบถามและขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว โดยไม่ได้ยินยอมให้บริษัททำแบบนี้ แต่ก็ไม่เป็นผล บริษัทอ้างว่าตนทำผิดเงื่อนไขต่างๆ ขิงทางบริษัท จึงได้ทำการตัดโค้ด และให้ผมยอมรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนี้ตนจึงต้องขอให้หน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องและดูแลธุรกิจขายตรงให้ความช่วยเหลือด้วย


ส่วนอีกเรื่องสำคัญที่แม่ทีมคนดังกล่าววอนขอให้ตรวจสอบเช่นกัน คือเรื่องของใบอนุญาตจดทะเบียนขายตรง โดย ธ ได้นำเอกสารใบเสร็จ ใบสมัคร และชุดทำธุรกิจมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ พร้อมกับให้ข้อมูลว่า ตนสังเกตจากการออกใบเสร็จและใบสมัครของบริษัท ได้ใช้คนละชื่อกับบริษัทที่ดำเนินการอยู่


ยังคงเป็นการนำเอาชื่อของบริษัทแม่ที่เปิดแห่งแรก และบริษัทที่ 2 ที่ปิดทำการไปแล้วมาออกเอกสาร จึงไม่แน่ใจว่าบริษัทนี้ มีการจดทะเบียนธุรกิจขายตรงถูกต้องแล้วหรือไม่ เพราะล่าสุดตนได้เข้าเว็บไซต์ของ สคบ. กลับไม่พบชื่อของบริษัทที่ได้รับอนุญาตแต่อย่างใด


หลังจากนั้น บก.ปคบ. ได้รับเรื่องร้องทุกข์ดังกล่าว และลงบันทึกประจำวันเป็นที่เรียบร้อย และได้มีการออกจดหมายเรียกเจ้าของบริษัทดังกล่าว เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงกับเจ้าหน้าที่ครั้งแรกคือ วันที่ 15 มีนาคม 2556 ณ กองบังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค กองปราบฯ


สรุปเหตุอยู่ระหว่างจดเดเจ้งเปลี่ยนชื่อ


อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระดับสูง เปิดเผยกับ in Network Special ว่า สรุปความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวในขณะนี้โดยเฉพาะในประเด็นที่ว่าบริษัทจดทะเบียนทำธุรกิจถูกต้องหรือไม่นั้น ผลปรากฎว่าบริษัทมีการแจ้งเปลี่ยนชื่อบริษัทที่ 2 คือ บริษัท ก กับกกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2555 ให้เป็นชื่อใหม่ คือ บริษัท พ.ก. และอยู่ระหว่างการแจ้งเปลี่ยนชื่อกับทาง สคบ. ทำให้ไม่มีข้อมูลปรากฏ ดังนั้นในแง่ของกฎหมายขายตรง บริษัทตงไม่ถือว่ามีความผิด เพราะเปิดดำเนินธุรกิจจากใบอนุญาตของบริษัทเดิม คือ บริษัท พ.ก. ที่มีใบอนุญาตเดิมมอยู่แล้ว ประเด็นเรื่องมีใบอนุญาตหรือไม่นั้นจึงตกไป เพราะถือว่าถูกต้องตามกฎหมาย


แหล่งข่าว กล่าวต่อว่าส่วนกรณีการ ตัดโค้ด นักธุรกิจคนดังกล่าว จึงกลายเป็นเรื่องราวส่วนตัว ที่ไม่อยู่ในกฎหมายที่จะเอาผิดอะไรได้ และไม่เกี่ยวข้องทางกฎหมายขายตรงกับเจ้าหน้าที่ บก.ปคบ. เป็นเรื่องที่ทางด้านของ นักธุรกิจ และ บริษัท ที่ต้องไปตกลงเคลียร์ปัญหาเอาเอง แต่หากเคลียร์ไม่ลงตัว ก็จะเป็นเรื่องของคดีแพ่ง ที่เจ้าทุกข์ต้องไปดำเนินการต่อเองในที่สุด


ซึ่งทราบมาว่า ล่าสุดเรื่องนี้นักธุรกิจรายดังกล่าว ก็ตัดสินใจไม่ดำเนินการอะไรต่อกับบริษัท พ.ก. เพราะเมื่อเทียบกับการที่ต้องเสียเวลาดำเนินการทางด้านคดี และค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จะต้องเกิดขึ้นตามมา คงจะไม่คุ้มค่ากัน อีกทั้งขณะนี้ นักธุรกิจรายนี้ได้ตัดสินใจไปทำธุรกิจกับบริษัทอื่นและกำลังสร้างรายได้ที่ดีใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้านี้แล้ว จึงไม่อยากต้องมาเสียเวลากับเรื่องราวดังกล่าวอีก ความขัดแย้งในเรื่องนี้จึงดูเหมือนว่าจบลงไปแบบเงียบๆ ในที่สุด


อดีตแม่ทีม ค่ายดังย่านธุรกิจเข้าร้องทุกข์ด้วย


แหล่งข่าว กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า ประเด็นแม่ทีมถูกตัดโค้ดยังคงเกิดขึ้นเป็นระยะ โดยล่าสุดที่ทราบมา คือแม่ทีมระดับสู.ของบริษัทดังย่านสุขุมวิท ที่ถูกตัดรหัสตั้งแต่ต้นเดือนมีนาคมที่ผ่านมาทำให้สูญเสียรายได้ไปจำนวนมาก เพราะเป็นนักธุรกิจเก่าแก่ที่ทำธุรกิจกับบริษัทมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 หรือยุครากเริ่มของบริษัทนั่นเอง


โดยมีสาเหตุหลักคล้ายกับหลายกรณีที่เคยผ่านมา คือ มีข้อมูลว่าแม่ทีมไปทำธุรกิจกับค่ายอื่น จึงนำมาสู่การ ถูกตัดโค้ด ในที่สุด ขณะที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่ได้เป็นไปตามที่บริษัทกล่าวหาแต่อย่างใด ซึ่งเรื่องดังกล่าวนี้ ยังคงอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนและเช็คข้อมูลเพิ่มเติม ถึงความถูกต้องของการทำธุรกิจค่ายดังกล่าว


อันที่จริงเรื่องการตัดโค้ดนั้น เป็นความขัดแย้งที่เกิดมาทุกยุคสมัยของขายตรง หากมองในแง่กฎหมายขายตรง ก็ถือว่าไม่มีเข้าข่ายความผิดใด หากผู้เสียหายคิดว่าตนเองถูก ก็ต้องไปดำเนินการทางด้านของคดีแพ่ง ซึ่งก็ต้องไปเสียเวลาและค่าใช้จ่ายดำเนินการทางด้านคดีอีกหลายอย่าง


จึงอาจเป็นช่องว่างหนึ่งที่ทำดูเหมือนว่า นักธุรกิจอิสระกลายเป็นผู้เสียเปรียบได้ การแก้กฎหมายจึงเป็นทางออกเดียวที่จะแก้ปมขัดแย้งนี้ได้อย่างถาวร แต่ก็ดูเหมือนว่า ขนาดนักธุรกิจอิสระเองก็ไม่มีใครให้ออกมาเรียกร้องความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว จนกว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้นกับตัวอง จึงจะเดินทางไป บก.ปคบ. เพื่อขอให้เจ้าหน้าที่ช่วยเรื่องดังกล่าว ที่บางครั้งก็เพียงสามารถแก้ได้ที่ปลายเหตุเท่านั้น แหล่งข่าวกล่าวในที่สุด





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.อินมาร์เก็ตติ้ง ฉบับที่ 166 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556


วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวคิงส์เฮล์ทตี้ (King Healthy) : ดับอหังการคิงส์ เฮลท์ตี้ บทเรียนธุรกิจเหนือเมฆ









คิงส์เฮลท์ตี้ เป็นธุรกิจเครือข่ายที่ผงาดสู่วงการด้วยระยะเวลาสั้นเพียง 3 ปีเท่านั้น แต่ก็สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ด้วยการพิชิตยอดขายถึง 2 พันล้าน ด้วยระยะเวลาเพียง 6 เดือน มีการกำหนดเป้ายอดขายเอาไว้สวยหรู ที่ 5 พันล้านต่อปี แต่แล้วทุกอย่างก็เหมือนฝันเพียงข้ามคืน เมื่อจู่ ๆ มีสัญญาณบ่งชี้ว่า คิงส์เฮลท์ตี้ ประสบปัญหาทางการเงิน เกิดอะไรขึ้นกับบริษัทขายตรงแห่งนี้ นี่คือ คำถามที่ทุกคนอยากรู้กัน


สู่ฝันอันเรืองรอง


ขึ้นแท่นยอดขาย 2 พันล.


อาจจะเป็นสัจธรรมของการทำธุรกิจขายตรง ที่ผู้ประกอบการ เมื่อผลักดันกิจการให้เติบโตไต่บันได้ก้าวข้ามขั้นไปยืนที่สูง สุดท้ายก็ต้องถอยร่นลงมากลับมาเริ่มต้นนับหนึ่งกันใหม่


กรณีศึกษาจาก คิงส์ เฮลท์ตี้ แม้ไม่ใช่เพียงกรณีแรกที่เกิดขึ้นในวงการธุรกิจขายตรง แต่ก็ถือบทเรียนครั้งสำคัญในยุคนี้ ที่สะท้อนให้เห็นว่า การขยายตัวในลักษณะที่เรียกว่าใช้ สารเร่งโต เมื่อผ่านมาถึงจุด ๆ ก็จะอยู่ในสภาวะที่ไร้การควบคุม


คิงส์ เฮลท์ตี้ ถือกำเนิดเพียงระยะเวลาสั้น ๆ เพียง 3 ปีเท่านั้น โดยอาศัยการรวมตัวกันระหว่าง คน 2 กลุ่ม


กลุ่มหนึ่งคือ รุ่งโรจน์ อัครชัยรุ่งเรือง นักธุรกิจผู้มากด้วยประสบการณ์ขายตรงมากว่า


10 ปี เคยมีดีกรีเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีหลายกระทรวง อาทิ สาธารณสุข คมนาคม และกระทรวงเกษตร ฯ เป็นต้น


อีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือ กลุ่มของนพธีรา ยินดี หรือนามสกุลล่าสุดคือ ประสพ ที่ต่างฝ่ายต่างก็มีศักยภาพ ที่ดูจะเหมาะเจาะลงตัว โดยเฉพาะนพธีรา นั้นถือมีประสบการณ์ด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ และความงาม ที่เทียบชั้นระดับ เจ้าแม่ ในวงการ คนหนึ่ง


บทสรุปของคน 2 กลุ่ม ได้ตัดสินใจร่วมเขียนตำนานธุรกิจ ด้วยการก้าวสู่ธุรกิจขายตรงแบบ MLM อย่างเต็มรูปแบบ เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2554


โดยอาศัยช่วงจังหวะ 1-2 ปีแรก ในการเสาะแสวงหาผู้นำระดับพระกาฬเข้ามาร่วมสมทบ เพื่อสร้างกองทัพนักขาย รวมทั้งการเตรียมความพร้อมทั้งด้านการผลิต ตลอดจนการวางแผนการตลาดที่มุ่งเน้นการทุ่มเทผลประโยชน์แก่สมาชิกที่ธุรกิจเครือข่ายค่ายอื่นเห็นแล้วต้องกลืนน้ำลาย


ระยะเวลาปี 2553 เข้าสู่ปี 2555 แม้ดูเป็นระยะเวลาที่สั้นเพียงน้อยนิด แต่ถ้าดูผลที่เกิดขึ้นกับ คิงส์ เฮลท์ตี้ แล้ว ที่นี่ มิใช่เพียงแค่ บริษัทขายตรง ธรรมดาอย่างที่ทุกคนเข้าใจ หากแต่คืออาณาจักรขายตรง ที่หลายต่อหลายค่ายต่างจ้องมองกันตาเป็นมัน


ไตรมาสแรกปี 2555 คิงส์ เฮลท์ตี้ รีครูท สมาชิกทั้งหน้าใหม่ รวมทั้งหน้าเก่าที่แปรพักตร์มาจากธุรกิจขายตรงค่ายอื่น เข้ามาเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 50,000 รหัส หรือถ้าคิดเป็นยอดรหัสรวมในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ก็ปาเข้าไป 300,000 รหัส


มิหนำซ้ำหากไปดูในด้านยอดขาย เฉพาะ 3 เดือนแรกของปี 2555 ก็กวาดยอดขายไปแล้วไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท


ในไตรมาสที่ 2 มีรายงานตัวเลขอย่างไม่เป็นทางการออกมาว่า คิงส์ เฮลท์ตี้ มียอดขายเกือบ 2,000 ล้านบาทถึงขนาดมีการคาดการณ์กันว่า ถ้าผ่านเลยมาถึงสิ้นปี คิงส์ เฮลท์ตี้ จะมียอดขายรวมทั้งปีไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท


หรือถ้านับจำนวนสมาชิกที่มาลงสมัคร ก็คาดว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 1 ล้านรหัส ถือเป็นการเติบโตที่ไม่ธรรมดา


แผนการตลาดดี-สินค้าดี


ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของความสำเร็จ


หากจะมาวิเคราะห์แผน การตลาด ของ คิงส์เฮลท์ตี้ จะเห็นว่า แผนไบนารี่ ในลักษณะ Week Team-Strong Team (ทีมอ่อน-ทีมแข็ง) มีการให้สิทธิประโยชน์ค่อนข้างจูงใจแก่สมาชิกเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีช่องทางรายได้หลายช่องทาง และในหลาย ๆ ช่องทางก็ดูจะจ่ายสูงกว่า แผนการตลาดในค่ายอื่น ๆ ค่อนข้างมาก


เริ่มตั้งแต่โบนัสแนะนำ คิงส์เฮลท์ตี้ จ่ายสูงสุด 110% จาก 5 ชั้นลึก โดยชั้นที่ 1 จ่าย 30% ชั้นที่ 2-5 จ่าย 20% เพราะฉะนั้น การสะสมคะแนนทั้งสองขา แม้ว่าจะไม่สามารถ ตบกินได้ แต่ก็สามารถมีรายได้จากโบนัสแนะนำ


ด้านโบนัสบริหารทีมงาน ในส่วนของทีมอ่อน จะให้ผลตอบแทนในอัตราสูงสุดที่ 25% ส่วนทีมแข็งจะได้สูงสุดที่ 12 % ซึ่งหากสามารถบาลานซ์ทั้งสองขาได้ ก็จะได้รับโบนัสสูงสุดที่ 37%


ด้านโบนัสแมทชิ่ง รับสูง สุดที่ 240% จาก 4 ชั้นลึก โดยชั้นที่ 1 100% ชั้นที่ 2-3 จ่าย 50% และชั้นที่ 4 จ่าย 40% อธิบายง่าย ๆ หาก หากแม่ทีมใต้สายงาน สามารถสร้างรายได้ได้มากเท่าไร ก็จะส่งผ่านมายังตัวแม่ทีมใหญ่ ที่มีโอกาสรับผลประโยชน์จากรายได้ของลูกทีมในอัตราที่สูงถึง 240%


ณ ช่วงเวลาหนึ่งในปลายปี 2554 อันเป็นช่วงที่เกิด มหาอุทกภัย ธุรกิจขายตรง เกือบทุกค่ายต่างได้รับผลกระทบอย่างถ้วนหน้า แต่สำหรับ คิงส์ เฮลท์ตี้ กลับไม่แสดงอาการสะทกสะท้านอย่างใด


โรงงานที่จังหวัดสุพรรณ บุรี ที่ นพธีรา คุยนักคุยหนาว่าลงทุนถึง 500 ล้าน ยังคงเดินหน้าผลิตสินค้าได้อย่างต่อเนื่อง เครือข่ายที่บรรดาแม่ทีมรีครูทเข้ามา ก็ยังทำงานเดินหน้าลุยขายสินค้ากันอย่างขะมัก เขม้น


ขณะเดียวกัน การลงทุน เพื่ออำนวยความสะดวกกับสมาชิก ทั้งทัวร์ รีสอร์ท ก็พรั่งพร้อมหมดทุกอย่าง ทุกอย่างดูจะลงตัว จนแทบจะไม่ต้องวิตกกังวลอะไรอีก เนื่องจากธุรกิจเครือข่าย เมื่อฐานพีระมิดกว้างขึ้น ก็ย่อมจะทำให้บรรดาแม่ทีม ที่อยู่ปลายยอดพีระมิด มีกำลังใจฮึกเหิม


แต่สัจธรรมการทำธุรกิจเครือข่าย มันจะมีสูตรสำเร็จอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือ เมื่อเครือข่ายมีมากขึ้น ฐานระดับล่างถ่างออกไปมากขึ้น หากไม่สามารถควบ คุมระบบการจ่ายผลประโยชน์ให้พอเหมาะพอดี ตรงนี้จะเป็นภาระอันหนักอึ้งที่บีบรัดให้มาร์จิ้นของบริษัทฯ ลดลง


โดยเฉพาะแผนการตลาดที่เรียกว่า Binary หรือ Week Team Strong Team ถ้าหากใช้ฮอร์โมนกระตุ้นการเติบโตมากจนเกินควร ก็จะทำให้เกิดสภาวะที่เรียกว่า OVER PAY และแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น สิ่งมหัศจรรย์ที่ก่อร่างสร้างฐานเป็น พีระมิด ก็จะอยู่ในสภาพที่ไม่ต่างอะไรกับ หอเอนเมืองปิซ่า


ระหว่างที่การเติบโตของ คิงส์ เฮลท์ตี้กำลังแผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็ว มีข่าวบางกระแสออกมาโจมตีว่า คิงส์ เฮลท์ตี้ กำลังจะปิดตัวลง เนื่องจากมองว่า การจ่ายผลประโยชน์แก่สมาชิกสูงถึง 61%


โดยเฉพาะมุมมองของเซียนขายตรงหลายคนต่าง ฟันธง เป็นเสียงเดียวกันว่า คิงส์เฮลท์ตี้ กำลังเดินเข้าไปสู่จุดเสี่ยง ถึงขนาดที่มองว่า กำลังจะก้าวไปสู่ มันนี่เกมส์ เข้าไปทุกที


ปัญหาด้านหนึ่ง ที่เริ่มเข้ามาบั่นทอนความเชื่อมั่นภายในองค์กร ก็คือ ปัญหาในด้านการผลิตที่แม้ทาง คิงส์ เฮลท์ตี้ จะพยายามเพิ่มกำลังการผลิตจาก 20,000 กล่องต่อวัน มาเป็น 40,000 กล่อง/วัน แต่เมื่อถึงเวลาที่ตลาดมีการขับเคลื่อนไปอย่างรุนแรง กลับมีปัญหาการส่งสินค้าไม่ทัน


เลวร้ายไปกว่านั้น ก็เริ่มมีข่าวว่า มีสินค้าปลอมเข้ามาระบาด ส่งผลทำให้มาตรฐานด้านคุณภาพของสินค้า เริ่มทำให้ผู้บริโภคขาดความน่าเชื่อถือ ถึงขนาดมีการเข้าไปตรวจสอบสินค้า จนฝ่ายบริหารต้อง หาทางพิสูจน์ด้วยการส่งตรวจที่กระทรวงวิทยาศาสตร์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับมาอีกครั้ง


มรสุมลูกแรกที่เข้ามาปะทะ แทบไม่ต่างอะไรกับในยุคหนึ่งที่ ซัน คลาร่าขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เมื่อถึงเวลาผลิตไม่ทัน ของขาดตลาด การส่งสินค้าล่าช้า ก็จะมีสินค้าลอกเลียนแบบเข้ามาแทนที่ทันที ยังไม่รวมปัญหาการขายสินค้าตัดราคากันเอง ระหว่างแม่ทีมบางกลุ่มที่ฉวยโอกาสซื้อใจ ลูกทีม เพื่อดึงเข้ามาเป็นแนวร่วม


ศึกที่เข้ามาประชิด คิงส์ เฮลท์ตี้ แม้จะดูเสมือนว่า กิจการเริ่มมีปัญหา แต่ นพธีรา ก็ยังสามารถประคับประคองกิจการให้เดินหน้าต่อไปได้ เนื่องจากผลกระทบที่เกิดขึ้นเป็นเพียงผลกระทบระยะสั้น ๆ เท่านั้น


เพราะถ้าดูจากคำให้สัมภาษณ์ ของ นพธีรา บอสใหญ่แห่ง คิงส์เฮลท์ตี้ ด้านหนึ่งต้องยอมรับว่า สถานะของโรงงาน ไม่ได้ผลิตสินค้าเพื่อสนับสนุนการขายให้เพียง คิงส์เฮลท์ตี้ อย่างเดียว หากแต่ยังมีการทำธุรกิจในลักษณะ OEM หรือเป็นซัพพลายเชน ให้กับแบรนด์ดัง ๆ ค่ายอื่น ๆ อีกไม่ต่ำกว่า 200 ราย


ดังนั้น เมื่อยอดขายเบ่งบานอย่างชนิดแทบไม่ได้ตั้งตัว ก็ย่อมจะทำให้เกิดความผิดพลาดบ้างเป็นธรรมดา


ศึกนอกพอรับไหว


แต่ศึกในยากจะต้านทาน


เดือนมกราคมปี 2555 ทุกคนใน คิงส์ เฮลท์ตี้ ต่างรับทราบกันดีว่า สินค้าที่อยู่ในสต็อกไม่พอจำหน่าย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ในช่วงหลังจากเดือนมกราคม ปีเดียวกันนี้ เป็นต้นไป จนเข้าสู่เดือนมีนาคม หรือในช่วงระยะเวลา 3 เดือน ในท้องตลาดจะต้องไม่มีสินค้าของ คิงส์เฮลท์ตี้ ล็อตนี้ออกจำหน่าย


แต่ในความเป็นจริง กลับมีสินค้าของ คิงส์ เฮลท์ตี้ วางขายกันเกลื่อนกลาด จนมีเสียงร่ำลือไปทั่ววงการว่า สินค้าของ คิงส์ เฮลท์ตี้ มีการปลอมแปลง


เหตุการณ์หลาย ๆ อย่างที่ประเดประดังเข้ามาในตอนนั้น แม้ นพธีรา จะออกมายืนยันหนักแน่นเพียงใด แต่ก็มีผลไม่น้อย ต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค


เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้ อาจถือได้ว่า เกมโค่นล้ม คิงส์เฮลท์ตี้ กำลังบรรลุเป้าหมายไปแล้วด้านหนึ่ง


หากดูสถานการณ์ของ คิงส์ เฮลท์ตี้ โดยรวม ๆ แล้ว ปัญหาที่เกิดขึ้น มิได้มาจากการเล่นเกมระหว่างคู่แข่งด้วยกันเท่านั้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากปัญหาภายในของ คิงส์เฮลท์ตี้ เอง


เพราะการเติบโตของ คิงส์ เฮลท์ตี้ ถ้าจะนับช่วงเวลาของการดำเนินธุรกิจจริง ๆ ก็เพียงปีเศษ ๆ เท่านั้น


8 เมษายน 2554 จดทะเบียนกับสคบ.ทำธุรกิจขายตรง


31 มีนาคม 2555 ก็ประกาศออกมาว่ามียอดขายสูงถึง 1,000 ล้านบาท


เดือนมิถุนายน ปีเดียวกัน ก็มีการประกาศว่ายอดขายพุ่งขึ้นมาเฉียด 2 พันล้าน รวมไปถึงสิ้นปี 2555 หากไม่มีอะไรมาสะดุด ก็ประมาณการว่า ยอดขายจะพุ่งทะยานไปถึง 5,000 ล้านบาท


สรุปง่าย ๆ ก็คือ เพียงชั่วระยะเวลาเพียง 1 ปี คิงส์ เฮลท์ตี้ จะก้าวขึ้นมายืนอยู่ในระดับท็อปไฟว์ในวงการได้อย่างไม่ต้องสงสัย


ส่วนผสมของความสำเร็จ ดูจากการตอบรับของผู้บริโภค ต้องยอมรับว่า สินค้ามีส่วนสำคัญในอันดับต้น ๆ แต่ส่วนประกอบที่สำคัญอีกด้านหนึ่ง ก็คือ แผนการตลาดที่ดี รวมไปถึง ผู้นำ และศักยภาพของสมาชิกทุกคน ที่จะต้องร่วมกันผลักดันสินค้าไปสู่มือผู้บริโภค


ในด้านแผนการตลาด มีหลายคนวิเคราะห์ว่า ลำพังแผนแต่เพียงอย่างเดียว คงไม่น่าจะสร้างแรงกระตุ้นทางการตลาดได้มากถึงเพียงนี้


สิ่งที่มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นยอดขายของ คิงส์ เฮลท์ตี้ เชื่อว่า น่าจะมาจาก การจัดโปรโมชั่นอย่างดุเดือด ที่แม้จะได้ผลดีในระยะแรก แต่กลับส่งผลเสียมากมายในภายหลัง


การเปิดเกมรุกทางการตลาด ในช่วงปี 2555 ของ คิงส์เฮลท์ตี้ มีการจัดโปรโมชั่นหลายรอบ โดยใช้หลักง่าย ๆ ที่ว่า ซื้อมากแถมมาก ซื้อน้อยแถมน้อย อาทิ ซื้อล้านแถมล้าน หรือซื้อ 1 หมื่น สามารถนำใบเสร็จมารับคูปองแลกสินค้าได้ 14,000 บาทหรือ 15,000 บาท เป็นต้น


วิธีการขายในลักษณะนี้ แม้ว่าจะมี ผู้นำในระดับล่าง ชื่นชอบ แต่สำหรับ ผู้นำ ระดับสูงบางคน กลับมองว่าเป็นวิธีการที่ผิด


เหตุเพราะสินค้าส่วนใหญ่ จะไม่ได้ตกไปอยู่ในมือผู้บริโภค หากแต่จะไปจมอยู่ในมือ แม่ทีม ทั้งระดับกลาง และระดับล่าง ที่หวังจะนำเอาสินค้าส่วนที่เป็นของแถม ไปจำหน่ายในราคาถูก


ผลที่ตามมาประการแรก ก็คือว่า ในตลาดล่าง จะมีการแข่งขันตัดราคากันเอง จนทำให้ตัวแทนที่เป็นศูนย์จำหน่าย ไม่สามารถขายในราคาปรกติได้ สุดท้ายก็อาจจะเลิกราไป


ประการที่สอง การให้สิทธิประโยชน์ในรูปของแผนการตลาด หรือการให้พรีเมี่ยมกับผู้ซื้อมากเกินไป จะทำให้เกิดพฤติกรรมเคยชิน ซึ่งหากมีการปรับลด หรือมีการยกเลิก ก็จะทำให้ยอดขายตกฮวบลงทันที


ผู้นำ จะเห็นได้ว่าในช่วงระยะเวลา 1 ปี คิงส์ เฮลท์ตี้ มีผู้นำระดับเงินล้านถึง 11 คน มีผู้นำระดับแสนอีกหลายร้อยคน และหนึ่งในนั้นก็คือ กิตติศักดิ์ วงศ์ทิพย์พันธุ์ ผู้คร่ำหวอดในวงการเครือข่ายมากว่า 10 ปีถือเป็นกำลังสำคัญ ที่ถูกจัดอันดับเป็นผู้นำเบอร์ 1 ที่ผลักดันให้องค์กรก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว โดยมีเครือข่ายใต้สายงานกว่า 40,000 รหัส มีผู้นำใต้สายงานระดับเงินล้าน 3-4 คน และระดับเงินแสนกว่า 100 คน


คนต่อมาคือ นิธิวัชร์ ฐานยศเลิศภักดี อดีตนักธุรกิจหนุ่ม และเป็นเพื่อนเรียนรุ่นเดียวกับ กิตติศักดิ์ ที่ถูกชักชวนเข้ามาทำธุรกิจเครือข่าย ที่ คิงส์ เฮลท์ตี้ เป็นครั้งแรก แต่ระยะเวลาเพียง 1 ปี ก็สามารถยกระดับเป็นผู้นำระดับเงินล้านไปแล้ว มีสมาชิกใต้สายงานกว่า 5,000 รหัส


อีกคนหนึ่ง ก็คือ รพีพัฒน์ อินทะมาตย์ อดีตเคยทำอาชีพขายตรงประกันชีวิตมาก่อน แต่ก็ตัดสินใจเบนเข็มมาที่ คิงส์ เฮลท์ตี้ ภายใต้การชักนำของ กิตติศักดิ์ วงศ์ทิพย์พันธุ์ มีเครือข่ายใต้สายงานกว่า 40,000 รหัส ถือเป็นแม่ทีมระดับเงินล้านที่ศักยภาพสูงคนหนึ่ง


ภาวัฒ ปิติภัทรสุนทร อดีตเคยทำธุรกิจส่งออก ทำไร่ แต่ก็หันมาหลงใหลธุรกิจเครือข่าย สามารถสร้างนักขายที่มีรายได้หลักแสนและหลักล้านได้เป็นจำนวนมาก โดยมีองค์กรใต้สายงานกว่า 50,000 รหัส


และแม่ทีมใหญ่คนสุดท้าย คือ รัญวรัชญ์ วินันท์ธนาศิริ อดีตช่างเสริมสวยตัดเย็บเสื้อผ้า ที่หันมาเอาดีทางด้านธุรกิจเครือข่าย จนประสบความสำเร็จ


เมฆทมึนตั้งเค้า


ก่อนพายุจะมา


ภายหลังจากที่ คิงส์เฮลท์ตี้ ฝ่ามรสุมปัญหาเรื่องสินค้ามาได้ไม่นานนัก เมฆทมึนก็เริ่มตั้งเค้าอีกครั้ง เมื่อเกิดศึกภายในในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน


เข้าสู่ช่วงไตรมาส 3 ปี 2555 ขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมกับความสำเร็จจากยอดขายที่พุ่งราวกับติดจรวดได้ไม่นานนัก คิงส์ เฮลท์ตี้ มีการจัดโปรโมชั่นประจำปี เพื่อเป็นการ ประกาศผลแห่งความสำเร็จ และมอบรางวัลเกียรติยศแก่ผู้นำ


หนึ่งในนั้น ก็คือ การจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวญี่ปุ่น สำหรับสมาชิกที่พิชิตยอดขายได้ตามเป้า ซึ่งว่ากันว่าในปีนี้มีผู้นำนับร้อยคนที่จะได้ไปเหยียบยอดเขาฟูจิ และชมดอกซากุระบาน


แต่เมื่อถึงเวลา เอาเข้าจริง กลับกลายเป็นว่า สมาชิกที่พิชิตเป้าได้สำเร็จ จะต้องไปทำเรื่องขอ วีซ่าเอาเอง หากขอวีซ่าไม่ผ่าน ก็เป็นอันว่าอดไป และผลก็เป็นไปตามคาด ก็คือ มีสมาชิกไม่ถึงครึ่งที่ ยื่น วีซ่าผ่าน


นี่คือ ข้อสังเกตประการหนึ่ง ที่บรรดาสมาชิก คิงส์ เฮลท์ตี้ เริ่มมีความรู้สึกถึงความไม่มั่นคงของกิจการ


แม้แต่กรณี การแจกรางวัลรถยนต์โตโยต้า วีออส จำนวน 10 คัน ที่มีการยื้อแย่งเตะถ่วงกันอยู่เป็นแรมเดือนก็ถูกมองว่า เป็นเกมที่ คิงส์ เฮลท์ตี้ หาเหตุที่จะไม่จ่าย จนเป็นข่าวฮือฮาอยู่พักใหญ่ บานปลายถึงขนาดขึ้นโรงขึ้นศาลกัน


ในจำนวนรถทั้ง 10 คัน มีจำนวน 5 คัน ที่ ผู้นำในทีมของ กิตติศักดิ์ วงศ์ทิพย์พันธุ์ จะได้รับรางวัล แต่ในช่วงเวลาหนึ่ง ก็ทำท่าว่าจะมีปัญหา เนื่องจากทั้งสองฝ่าย พยายามเล่นเกมต่อรองอะไรบางอย่าง จนทำให้ภาพที่ออกไปสู่ภายนอก ดูเสมือนว่า คิงส์ เฮลท์ตี้ ไม่พร้อมที่จะแจกรถ หรือ หาเหตุที่จะยกเลิกการแจกรถยนต์


แต่สุดท้าย ปัญหาก็ยุติลงได้ด้วยดี โดยฝ่าย นพธีรา มีการมอบรถยนต์ครบตามจำนวน ส่วน กิตติศักดิ์ ได้ตัดสินใจ ถอนตัวออกจาก คิงส์ เฮลท์ตี้ พร้อมกับหันไปร่วมงานกับ ค่ายไอยรา ซึ่งถือเป็นกลุ่มธุรกิจเครือข่ายที่เพิ่งเริ่มก่อตัวได้ไม่นานนัก


สิ่งที่สร้างความวิตกกังวล กับผู้นำระดับสูงสุดของ คิงส์เฮลท์ตี้ และเป็นเหตุ ที่ทำให้มีผู้นำระดับสูงทยอยเดินออกไปหลายคน ไม่ใช่ปัญหา 2 เรื่องที่ผ่านมา แต่ปัญหาใหญ่ที่สร้างความสั่นคลอนความเชื่อมั่นในองค์กรมากที่สุดก็คือ ปัญหาการจ่ายคอมมิชชั่นแก่เหล่าสมาชิกล่าช้า ที่ทาง คิงส์ เฮลท์ตี้ หาวิธีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยการนำเอาสินค้าไปชำระแทนเงิน


ซึ่งวิธีนี้ก็ดูเหมือน จะได้รับการปฏิเสธจากผู้นำ หรือรวมไปถึงสมาชิกอย่างสิ้นเชิง ! เนื่องจากทุกคนที่มาทำธุรกิจเครือข่าย ก็หวังจะหารายได้หล่อเลี้ยงครอบครัว


สุดท้าย ปัญหาภายในองค์กร ก็ได้ลุกลามบานปลาย กลายเป็นวิกฤติการณ์ศรัทธาครั้งสำคัญ ที่นำไปสู่การแตกร้าวภายในองค์กร มีข่าวลือต่าง ๆ นานา ออกมามากมาย เป็นเหตุให้แม่ทีมและลูกทีมแตกกระเจิงทะลักเข้าไปสู่ธุรกิจเครือข่ายค่ายอื่นเป็นจำนวนมาก คงเหลือแต่ ผู้นำเพียงบางคน ที่ยังจงรักภักดีกับองค์กร และพร้อมที่จะลุกขึ้นมาสู้กับ คิงส์ เฮลท์ตี้อีกครั้ง


การเปิดตำนานหน้าใหม่ของ คิงส์ เฮลท์ตี้ แม้วันนี้ กิจการจะยังคงเดินหน้าต่อไป แต่การที่จะฟื้นฟูความเชื่อมั่นกลับคืนมา กลับเป็นการยากกว่าการเริ่มต้นกิจการใหม่เสียอีก


เหตุเพราะ จากประสบ การณ์ที่ผ่านมา เกือบทุกกิจการที่ผ่านวิกฤติการณ์ความเชื่อมั่น แม้ไม่ถึงกับ ตาย แต่ก็ยากที่จะ โต


นี่อาจจะเป็นกรณีศึกษา ที่น่าสนใจอีกเคสหนึ่ง สำหรับกิจการขายตรงที่เติบโตแบบ ผิดธรรมชาติ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556