ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อำพล วงศ์ศิริ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อำพล วงศ์ศิริ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

‘อำพล’ช็อกบอร์ดขายตรงไม่ลงตัว เตรียมปฏิรูปสคบ.ใหม่สร้างศรัทธา







1 (Mobile)

 


ผ่าปฏิบัติการล้างบางขายตรงนอกรีด เลขาธิการสคบ.คนใหม่ “อำพล วงศ์ศิริ” เปิดใจผ่านสื่อขายตรงยอมรับที่ผ่านมา สคบ.ทำงานช้า ล่าสุดประกาศเตรียมทำงานในเชิงรุกพร้อมป้องปราบผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้นน้ำหวังถอนรากถอนโคน...ส่วนกรณีมีบางบริษัทสวมสิทธิ์ซื้อใบอนุญาตธุรกิจ “อำพล” ชี้ชัดผิดกฎหมายชัวร์...พร้อมช็อก! หลังพบเห็นบอร์ดขายตรงรักษาการนานผิดปกติ เตรียมเร่งสรรหาบอร์ดขายตรงคนใหม่แทนชุดเก่า


หลังจากที่ทาง “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค” หรือ สคบ. ได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคนใหม่ มาเป็น “อำพล วงศ์ศิริ” ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง...ล่าสุดทางด้านเลขาธิการคนใหม่เริ่มเครื่องร้อน ประกาศเตรียมที่จะยกเครื่องการทำงานของ สคบ.ใหม่แบบหมดเปลือก!...


ซึ่งเมื่อช่วงที่ผ่านมา ทาง “อำพล วงศ์ศิริ” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็ได้ออกมาให้เหล่าสื่อมวลชนในธุรกิจขายตรงร่วมสัมภาษณ์ถึงนโยบายของ สคบ.นับจากนี้ พร้อมกับภารกิจเร่งด่วนที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมขายตรง


‘อำพล’รับสคบ.ทำงานช้า


เตรียมพร้อมปฏิรูปงานใหม่


อย่างไรก็ตาม ทางด้าน “อำพล” ได้เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า หน่วยงานของ สคบ. การทำงานค่อนข้างที่จะล่าช้า ซึ่งเป็นการทำงานในเชิงตั้งรับ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประชาชนจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบริโภคต่าง ๆ ที่มาร้องที่ สคบ. เท่าที่ควร โดยหลังจากที่ตนเองได้เข้ามารับหน้าที่เลขาธิการสคบ. คนใหม่นั้น ทางด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการกำชับให้สคบ. นั้น ทำงานในเชิงรุก และป้องปราบผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้นน้ำ


“การทำงานของ สคบ. นับจากนี้ จะเป็นการดูแลผู้บริโภคตั้งแต่ต้นน้ำนั่นก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้ผู้ประกอบการนั้น เมื่อมีการนำเสนอขายสินค้าไปยังผู้บริโภคแล้ว จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และคุ้มค่าต่อราคาที่ผู้บริโภคซื้อและมีประโยชน์จริง พร้อมกับต้องคุ้มครองผู้บริโภคในระดับรากหญ้าอย่างจริงจังทั่วประเทศด้วย”


นายอำพล ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการควบคุมดูแลในธุรกิจขายตรงนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ การเฝ้าระวังทั้งผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้อง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่สคบ. เจอมากที่สุด คือ มีบางบริษัทขายตรงที่เปิดใหม่ มักจะเปิดทำธุรกิจสร้างเครือข่ายก่อนที่จะเข้ามาขอใบอนุญาต ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย พร้อมกันนี้ ยังมีการข่มขู่เรื่องระยะเวลาต่อหน่วยงานรัฐ ในทำนองที่ว่าต้องทำให้เสร็จภายใน 15 วัน ซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง


เพราะความเป็นจริงแล้ว การที่จะอนุมัติให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจแบบถูกต้องตามกฎหมายนั้น จะต้องมีการตรวจสอบเอกสารหลาย ๆ อย่างให้ละเอียด ทั้งในเรื่องของแผนธุรกิจ และความน่าเชื่อถือของบริษัทด้วย ว่าการที่แต่ละบริษัทจะมีการขออนุญาตได้นั้น คุณมีสถานประกอบจริงหรือไม่ มีแหล่งที่มาของการผลิตสินค้าอยู่ที่ไหน เป็นต้น โดยจะต้องมีสินค้าจริงให้ทางสคบ. เห็นด้วย พร้อมกันนี้ ทางสคบ.ก็จะมีการลงพื้นอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน


“ส่วนบริษัทขายตรงที่ได้มีการรับอนุญาตในการประกอบธุรกิจไปแล้วนั้น ทางสคบ. เอง มีความกังวลใจไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่า มีการนำเอาบริษัทที่ได้รับอนุญาตแล้วไปเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการคนใหม่ ซึ่งตรงนี้ทำให้ สคบ. มีความคิดเห็นที่ว่า จำเป็นที่จะมีการเข้าไปติดตามตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วในทุก 2 - 3 ปี ว่าได้กระทำอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่จดยื่นต่อสคบ.หรือไม่ โดยหากไม่ใช่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกทันที”


เลขาธิการสคบ.คนใหม่ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนี้มีบริษัทที่กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตอยู่ประมาณ 50 กว่าบริษัท ส่วนกรณีของการซื้อใบอนุญาตจากอีกบริษัทหนึ่งแล้วมาทำต่อนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ สคบ.จะต้องตรวจสอบใหม่ โดยหากพบว่าเป็นจริง ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีอยู่หลายบริษัทที่ดำเนินการเช่นนี้ โดยในช่วงแรกทาง สคบ.จะเตือนก่อน พร้อมกับให้รีบทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากพบว่ายังกระทำการเช่นนี้ ทางสคบ.จะดำเนินการตามกฎหมายทันที


“การกระทำดังกล่าวนี้ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน โดยมีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ซึ่งหากกำลังดำเนินการอยู่โดยที่ยังไม่ได้รับการอนุญาต ก็จะถูกปรับวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท”


ปัจจุบันนี้ พบว่ามีประมาณ 400 กว่าบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตแต่ไม่ได้ประกอบการจริง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางสคบ.เอง ต้องรีบแก้ไขตรงนี้ ในขณะเดียวกัน ก็มีบางบริษัทที่ได้มีการถูกเพิกถอนไปแล้วเช่นกัน ส่วนบางบริษัทก็มีการยื่นหนังสือเตือนไปก่อนบ้างแล้ว


เตรียมเสนอแก้ไขกม.ใหม่


พร้อมเร่งหาบอร์ดขายตรง


และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ทาง เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ จึงมีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมายขายตรงใหม่ โดยต้องการทำกฎหมายขายตรงให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด และทันต่อสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา สคบ.ได้มีการเรียนไปทางท่านรัฐมนตรีไปบางแล้ว ในการแก้ไขกฎหมายขายตรง พ.ศ.2545 ในบางส่วน เพื่อให้เกิดความทันสมัยขึ้น โดยอาจจะมีการตั้งคณะทำงาน ที่มีผู้แทนทางภาคประชาชนเข้ามาช่วยคิดและแก้ไขในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในส่วนต่าง ๆ เป็นต้น


ส่วนการจัดตั้งบอร์ดขายตรงชุดใหม่แทนชุดที่รักษาการนั้น นายอำพล เผยว่า ตนเองค่อนข้างตกใจเป็นอย่างมาก สำหรับบอร์ดขายตรงในปัจจุบัน เพราะถือว่าเป็นชุดที่มีการหมดวาระไปแล้วเมื่อ 2 ปี และยังคงรักษาการเช่นเดิม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการสรรหาบอร์ดขายตรงชุดใหม่ที่รู้เรื่องขายตรงเข้ามาทำงานอย่างแท้จริง


พร้อมกันนี้ เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ ยังได้กล่าวย้ำอีกว่า สคบ.จะเน้นให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการอย่างเสมอภาค โดยจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางที่สุด และไม่มีการไปดูแลสมาคมใด สมาคมหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งการที่แต่ละสมาคมนั้น จะมีการรวมตัวกันนั้น เป็นเรื่องของผู้ประกอบการไม่เกี่ยวกับทาง สคบ. แต่อย่างใด โดยสคบ. มีหน้าที่อย่างเดียว ที่จะเป็นนายทะเบียนในการที่จะอนุมัติ สนับสนุนคุ้มครองผู้ประกอบการ คุ้มครองผู้บริโภคและคุ้มครองตัวแทนขายตรงให้ทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนการบริหารจัดการในแต่ละสมาคมนั้น แต่ละสมาคมต้องไปดูแลกันเอง


“การทำงานของผมค่อนข้างที่จะยึดหลักของกฎหมายเป็นที่ตั้ง ที่สำคัญ ต้องสร้างความเป็นธรรมให้ทั้งตัวผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้มากที่สุด พร้อมกับต้องไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในแต่ละปีนั้น พบว่ามีเรื่องที่ร้องเรียนหมื่นกว่าเรื่องเลยทีเดียว โดยตรงนี้เป็นสิ่งที่ สคบ. จะต้องทำอย่างไรให้มีเรื่องร้องเรียนน้อยที่สุด ที่สำคัญ ผู้ที่มาร้องเรียนอยากที่จะให้เป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ซึ่งหากตรวจพบว่าจริง ทางสคบ.ก็จะมีการดำเนินการให้อย่างเร่งด่วนเช่นกัน”


สคบ.จับมือดีเอสไอ


ตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่


นายอำพล เสริมอีกว่า การทำงานของสคบ. นับจากนี้ จะเป็นการทำงานควบคู่กับหน่วยงานของทางภาครัฐอย่าง “ดีเอสไอ” ซึ่งทางดีเอสไอจะมีทีมชุดเฉพาะกิจเพื่อไปลงตรวจพื้นที่ร่วมกับ สคบ.โดยหากตรวจสอบพบว่า มีความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ทาง สคบ. จะให้ทางดีเอสไอนั้น ดำเนินการเอาผิดทางอาญา หรืออาจจะว่าแจ้งให้ทางตำรวจ ที่อาจจะเป็นคดีที่ไม่ร้ายแรงมากนัก ให้ทางตำรวจดำเนินการในเบื้องต้น โดยจะเป็นการประสานงานกับทางกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภครับไปดำเนินการ


ส่วนกรณีที่ว่าทาง สคบ. จะมีการปรับโครงสร้างด้วยการให้มีกอง เป็นหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะนั้น ขณะนี้ได้รับการอนุมัติแล้วให้ตั้งเป็นกอง โดยใช้ชื่อว่า “กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง” โดยในอนาคตกองดังกล่าว จะต้องมีบุคลากรไม่น้อยกว่า 15 - 20 คน ในการทำงาน จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 8 คนเท่านั้น


“ต้องยอมรับว่าขณะนี้บุคลากรของสคบ. มีไม่เพียงพอต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบบริษัทที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจว่ามีการประกอบกิจการจริงตามที่ได้ขออนุญาตหรือไม่ หรือมีการทำในลักษณะอื่นแทน ซึ่งปัจจุบันหากสังเกตให้ดีจะพบว่าเริ่มที่จะเห็นหลายบริษัทมีการกระทำผิด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่สคบ. จะต้องมีการระงับก่อนที่จะสร้างความเสียหายมากขึ้นกว่านี้”


...นับว่าการออกมาพบสื่อขายตรงของทาง ท่าน เลขาธิการสคบ. คนใหม่นี้ อย่างเป็นทางการ คงจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการทำงานของหน่วยงาน สคบ. นับจากนี้ว่า พร้อมที่จะลงพื้นที่ตรวจจริง เอาจริงเสียที แต่ทั้งนี้ ก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่า นโยบายที่ทาง “อำพล วงศ์ศิริ” ได้ประกาศไว้จะสามารถปฏิบัติจริงตามที่ได้ลั่นวาจาไว้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป...ก็ได้แต่ภาวนาว่า สคบ. ยุคใหม่นี้ อย่าทำให้หลาย ๆ ฝ่ายผิดหวังแล้วกัน!!


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพฤหัสบดีที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2556

'อำพล'ปฏิรูป'สคบ.'! ดันแก้ก.ม. MLM / เล็งมัดรวม 4 ส.ยกระดับธุรกิจ







Ampol (Small) (Mobile)

 


"อำพล วงศ์ศิริ" ฟิต! เดินหน้าปฏิรูปการทำงานของ "สคบ." ดันแก้ไขกฎหมายขายตรง ดึงผู้เชี่ยวชาญร่วมร่างกฎหมายใหม่ ช็อก! เห็นบอร์ดขายตรง รักษาการนาน 2 ปี เตรียมเลือกบอร์ดขายตรงใหม่ พร้อมตรวจแถว MLM ใหม่-เก่า อุดรูบริษัทผุดแผนเถื่อนส่อแววกลายพันธุ์ ตั้ง "กองขายตรง" เพิ่มคนดูแลธุรกิจ ประกาศหาวิธีรวม 4 สมาคม ยกระดับวงการธุรกิจ ย้ำแชร์ลูกโซ่ตัวทำลายภาพลักษณ์ แนะ ประชาชนตั้งข้อสังเกตก่อนเทใจ


นายอำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ตนได้เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค.2556 ซึ่งเป็นการย้ายข้ามห้วยมาจากกระทรวงยุติธรรม โดยรัฐบาลต้องการให้ สคบ.ทำงานเชิง รุกมากขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมา สคบ. มีแนวทางการทำงานลักษณะรับมากจนเกินไป


"ตนได้รับมอบหมายคำสั่งจาก สันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้เข้ามาเป็นเลขาธิการ สคบ. โดยมีโจทย์การทำงาน เชิงรุกมากยิ่งขึ้น คือ ต้องดูแลผู้บริโภค ตั้งแต่ในระดับต้นน้ำ เน้นการทำงานแบบป้องปราม ให้ความสำคัญกับผู้บริโภคในระดับรากหญ้ามากยิ่งขึ้น หลังจากช่วงที่ผ่านมา กลุ่มคนรากหญ้า ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มคนต่างจังหวัด มักถูกเอารัดเอาเปรียบจากกลุ่มนายทุน" เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เผย


อย่างไรก็ดี ในส่วนของธุรกิจขายตรง ในฐานะที่ สคบ.ถือเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับดูแลโดยตรง เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ ต้องการที่จะเดินหน้าปลูกฝังให้กลุ่มผู้ประกอบการขายตรงทำธุรกิจให้ถูกต้องตาม กฎหมาย เพื่อให้เกิดผลอย่างชัดเจน โดยที่ผ่านมา กลุ่มผู้ประกอบการโดยเฉพาะรายใหม่ๆ มักจะมีการขอใบอนุญาตการทำขายตรง หลังจากที่ได้ทำธุรกิจไปแล้วระยะหนึ่ง ซึ่งถือว่ามีความผิด


 ผุดแผนปิดช่องธุรกิจกลายพันธุ์


"บริษัทขายตรงเปิดใหม่มักจะเปิดทำธุรกิจสร้างเครือข่ายก่อนที่จะเข้ามาขอใบอนุญาต ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งเวลามาขอใบอนุญาตก็มักข่มขู่เรื่องระยะเวลาต่อหน่วยงานรัฐ โดยให้เหตุผลว่าเอกสารครบ รัฐต้องทำงานให้เสร็จ และออกใบอนุญาต ในระยะเวลา 15 วัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูก เพราะ สคบ.ต้องตรวจสอบหลายสิ่งหลายอย่าง การกระทำเช่นนี้ก็ถือว่ามีความผิด ในส่วนของกลุ่มบริษัทเก่า ขณะนี้ตนก็กำลังหาทางที่จะตรวจสอบว่า หลังจากที่ได้ รับใบอนุญาตจาก สคบ.ไปแล้ว ได้ปฏิบัติสิ่ง ต่างๆ ตามที่ยื่นมาในตอนแรกหรือไม่อย่างไร ซึ่งกลุ่มบริษัทขายตรง มักมีการปรับแผนจ่าย โดยที่ไม่แจ้ง สคบ.เพื่อดึงดูดสมาชิก ส่วนนี้ ถือว่ามีความผิด" อำพล กล่าว


การตรวจสอบของ สคบ. ต้องการที่จะเข้าไปติดตามตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วในทุก 2-3 ปี ว่าได้ กระทำอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่จดยื่นต่อสคบ.หรือไม่ หากมีการปรับ หรือแก้ไข สิ่งนี้ ถือว่ามีความผิด


นอกจากนี้ ทาง สคบ. ภายใต้การกุม บังเหียนของนายใหญ่คนใหม่ มีความคิดที่จะ แก้ไขกฎหมายขายตรง ซึ่งปัจจุบันได้ใช้ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง 2545 ในการควบคุมดูแลธุรกิจอยู่ โดยที่ขณะนี้ สคบ.กำลังเตรียมสรรหากลุ่มคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ซึ่งอาจเป็นกลุ่มคนในหลากหลายวงการเข้ามาช่วยกันคิดว่า จะแก้ไขข้อไหนอย่างไร


ขณะที่ในเรื่องของบอร์ดขายตรง ชุดปัจจุบันที่เป็นกลุ่มบอร์ดรักษาการนั้น "อำพล" เผยในเรื่องนี้ว่า "ต้องยอมรับว่าตนรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย ที่ได้เห็นกลุ่มบอร์ดขายตรงในปัจจุบัน เพราะบอร์ดชุดนี้ เป็นบอร์ดขายตรงที่หมดวาระไปแล้ว ตั้งแต่ 2 ปีที่แล้ว โดยที่มีตำแหน่งเป็นบอร์ดรักษา-การ โดยที่นั่งรักษาการมาเป็นระยะเวลา 2 ปี ซึ่งถือเป็นอีกรอบวาระ ตนจึงแปลกใจ ว่า ทำไมรักษาการนานขนาดนี้ เกิดอะไรขึ้น กับธุรกิจ ซึ่งตนต้องการตั้งบอร์ดชุดใหม่ โดยเร็ว"


"ผู้ประกอบการขายตรงจะต้องประกอบธุรกิจขายตรงให้เป็นไปตามแผน การจ่ายผลตอบแทนที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น หากมีการประกอบธุรกิจที่ผิดแตกต่างไปจากที่ได้รับการจดทะเบียน นายทะเบียนมีอำนาจเพิกถอนใบอนุญาต และหากมีการประกอบธุรกิจในลักษณะขายตรงแอบแฝง ผู้ประกอบการท่านนั้นๆ จะต้องถูกดำเนินคดี และยึดทรัพย์ตามกฎหมาย" อำพล กล่าว


ตั้ง "กอง" เฝ้าระวัง


อย่างไรก็ดี การทำงานของ สคบ. หลังจากนี้จะเดินคู่กับ "กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ" เพื่อทำงานป้องปรามตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล ซึ่งที่ผ่านมาในแต่ละปี สคบ.จะมีเรื่องร้องเรียนมาที่หน่วย งานเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคประมาณ 1 หมื่นคดี แบ่งเป็นคดีที่เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงประมาณ 5% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการไม่จ่ายผลตอบแทนตามที่ได้ตกลงระหว่าง บริษัทกับกลุ่มนักธุรกิจอิสระ


"ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเรามีคนทำงานน้อยเกินไป แต่หลังจากนี้ ทาง สคบ. ได้แยกธุรกิจขายตรงออกมาดูแลในฐานะ "กอง" ภายใต้ชื่อ "กองคุ้มครองผู้บริโภค ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง" โดยในอนาคตจะมีคนทำงานในส่วนนี้เพิ่มขึ้นมา เป็น 10-15 คน จากเดิมที่มีอยู่เพียง 8 คน"


เล็งมัดรวม 4 ก๊ก ยกระดับธุรกิจ


นอกจากนี้ "อำพล" ยังได้กล่าวถึงในประเด็นที่วงการขายตรงแตกเป็น 4 สมาคม ว่า "เรื่องของการตั้งสมาคมขายตรงที่ปัจจุบันมีถึง 4 สมาคมนั้น ตนถือว่าแปลกใจ ไม่น้อย เพราะไม่ค่อยเห็นกลุ่มธุรกิจไหนจะแตกเป็นกลุ่มเยอะขนาดนี้ โดยที่ตนก็มีความ คิดที่จะหาทางดึงทั้ง 4 สมาคมเข้ามาทำงาน ร่วมกัน แต่ยังไม่ทราบว่าจะทำได้ในระดับใด โดยที่ความต้องการสูงสุดคือการรวมทั้ง 4 สมาคม เป็นหนึ่งเดียว หรือไม่ก็จะหาความร่วมมือจาก 4 สมาคม เพื่อทำงานร่วมกัน เพื่อเป็นการยกระดับวงการขายตรงไทย"


ทั้งนี้ เลขาธิการ สคบ.ยังเผยต่อว่า "ตนไม่มีความคิดที่เข้าข้าง หรือให้ความสำคัญกับสมาคมใดเป็นพิเศษ โดยตนจะให้ความสำคัญกับทุกสมาคม และทุกบริษัท"


แชร์ลูกโซ่ยังมี ประชาชนระวัง


"กรณีผู้จำหน่ายหรือตัวแทนขายตรง นำสินค้าไปจำหน่ายให้กับผู้บริโภค จะต้องได้รับอนุญาตจากผู้บริโภคหรือผู้ครอบครอง สถานที่นั้นเสียก่อน และต้องไม่ทำอะไรที่ถือเป็นการรบกวนผู้บริโภค อีกทั้งต้องแสดง บัตรประจำตัวประชาชนและบัตรประจำตัวผู้แทนจำหน่าย ซึ่งออกโดยผู้ประกอบธุรกิจขายตรงด้วย หากฝ่าฝืนถือเป็นความผิดทางกฎหมาย"


"ในเรื่องของแชร์ลูกโซ่มักจะเกิดขึ้นมากในช่วงเศรษฐกิจขาลง ความเติบโตทาง เศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ต่ำ เมื่อรายได้ของคน มีน้อยในขณะที่รายจ่ายเพิ่มขึ้น ก็ต้องพยายาม หารายได้อื่นมาเสริม การหลอกลวงหรือระดมทุนแบบแชร์ลูกโซ่จึงเกิดขึ้นมาก เพราะ มีการเสนอผลตอบแทนที่สูง มีทั้งอาศัยธุรกิจ ขายตรงแอบแฝง และรูปแบบแชร์ลูกโซ่โดย ตรง ซึ่งในส่วนนี้ทาง สคบ.จึงได้ร่วมมือกับ ดีเอสไอ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เพื่อเข้าไปกำกับดูแลวงการธุรกิจ เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องไม่ดีขึ้น" เลขาธิการ สคบ. เผยถึงความร่วมมือ


ทั้งนี้ "อำพล" ได้กล่าวในตอนท้ายว่า "รูปแบบหลอกลวงที่เข้าข่ายเป็นความผิด "แชร์ลูกโซ่" มีมากมายหลายรูปแบบ ขอให้ประชาชนตั้งข้อสังเกตเปรียบเทียบดูว่าหากธุรกิจใดมีสัดส่วนการลงไม่มาก แต่ให้ผลตอบแทนสูงในระยะเวลาสั้นๆ ก็อาจเป็น แชร์ลูกโซ่ได้ ดังนั้น หากประชาชนเกิด ข้อสงสัย สามารถสอบถามมาที่ สคบ. ที่หมายเลขโทรศัพท์ 1166 หรือกลุ่มงานป้องปรามเงินนอกระบบ สำนักงานปลัดกระทรวงการคลัง เบอร์ 1359"


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สคบ.ปรับใหม่!รับ”เลขาฯอำพล” “สุวิทย์”กลับขายตรง - แยกกองเสร็จ 57







news_img_368040_1 (Mobile)

 


หลังเลขาฯ สคบ.ใหม่ “อำพล วงศ์ศิริ” รับหน้าที่ปรับภายในอีกระลอก เผย “จิรชัย” เรียกคะแนนกลับก่อนพ้นเก้าอี้ เรียก “สุวิทย์” คัมแบ็คดูงานขายตรง เจ้าตัวขอบคุณประสบการณ์งานคุ้มครองผู้บริโภค ย้ำเดินหน้าสานต่อโครงสร้างใหม่ขายตรงแยก “กอง” แล้วเสร็จเดรียมมีผลบังคับต้นปี 57 ยันใบอนุญาตไม่ยากอย่างที่คิดหากยื่นถูกต้องตามกฎหมาย แย้มอนาคต “เลขาฯ สคบ. อาจยึดดูแลเอง


นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการกองการขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กลับมาทำตำแหน่งหน้าที่เดิมในส่วนงานขายตรง หลังจากก่อนหน้าที่ได้ย้ายไปดูแลงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์ และจากนี้ไปจะมุ่งเน้นพัฒนาดูแลงานเดิมที่ค้างในเรื่องเขียนโครงสร้างขายตรงใหม่ให้มีความเจริญก้าวหน้าในการคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลผู้ประกอบธุรกิจให้มีความยั่งยืนต่อ


“ต้องขอขอบคุณเลขาฯ จิรชัย มูลท่องโร่ย ที่ให้ดูแลการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์ ต้องใช้กฎหมายเชิงลึกหลายๆเรื่อง ได้วางระบบการทำงาน รู้สึกมีความสุขดี ได้รู้การทำงานแปลกใหม่ เป็นข้าราชการมืออาชีพ อยู่ตรงไหนก็อยู่ได้ แล้วแต่ว่าผู้บังคับบัญชาให้ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องไป ในขณะเดียวกัน เมื่อท่านได้ไปทำงานที่ใหม่ ผมจึงได้กลับมาที่เดิม” นายสุวิทย์กล่าว และว่า


ปัจจุบัน เลขาธิการสคบ.คนใหม่ นายอำพล วงศ์ศิริ ต้องการให้แยกส่วนงานขายตรงออก ตนและรองธิการสคบ. ดร.สุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ จึงได้กลับมาเขียนโครงสร้างต่อจาก 3 ปีก่อน ที่ได้เริ่มไว้ โดยล่าสุดได้รับอนุมัติให้เป็นกองขายตรงเรียบร้อยแล้ว รอเพียงประกาศในกฎกระทรวง คาดว่าต้นปีหน้า จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้สำนักกฎหมายและคดีอีกต่อไป


“มีแนวโน้มสูงที่จะให้ขึ้นตรงกับเลขาฯ สคบ.โดยตรง เป็นการลดขั้นตอนในการเสนองานทำให้ผู้ประกอบการที่จะยื่นขอจดทะเบียนธุรกิจทำได้รวดเร็วมาขึ้น รวดเร็วแบบถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นการมองไปข้างหน้าที่น่าสนใจ เนื่องจากภาครัฐ มีระบบโครงสร้างที่อ่อนแออยู่ คนกองอาจจะไม่พอ ต้องพัฒนาเป็นกรมหรือองค์กรมหาชน ขณะได้ร่วมมือกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้”


นายสุวิทย์กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาอนุมัติใบประกอบธุรกิจขายตรง นับจากนี้ไป จะดำเนินการโดยรอบคอบมากขึ้น โดยยึดแนวทางและกลั่นกรองธุรกิจขายตรงที่ถูกกฎหมายเป็นสำคัญ เพราะหากปล่อยให้จดทะเบียนง่ายเกินไปจะเกิดปัญหาตามมาได้ ทั้งหากปล่อยไปแล้วจะเรียกคืนใบอนุญาตก็เป็นเรื่องยาก ด้วยมีผลกระทบต่อสมาชิก มีผลกระทบต่อการจ่ายตามแผนธุรกิจ ต้องเป็นไปตามหลักมัชฌิมา ในขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังไปสู่การแข่งขันในตลาดอาเซียน สคบ.ผู้ดูแลควรทำงานได้เร็วตอบโจทย์สังคมได้ในทุกมิติ เป็นสิ่งที่ สคบ. จะดำเนินตามนโยบายของ สคบ.ยุคใหม่


นายสุวิทย์ ยังกล่าวต่อท้ายอีกว่า เท่าที่มองการทำงานของเลขาธิการสคบ. คนใหม่ เป็นคนสุภาพ สุขุม แต่ดูเบื้องหลังการทำงานไม่ธรรมดา เคยเป็นอดีตอาจารย์ธรรมศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ เคยอยู่ ปปง. เคยเป็นเลาฯปปท.ปราบปรามทุจริตภาครัฐ นั่นก็แปลว่าเป็นมือปราบอย่างแน่นอน โดยเขาได้อธิบายให้เลขาฯสคบ.คนใหม่ เข้าใจถึงธรรมเนียมปฏิบัติของธุรกิจไปแล้ว


“เลขาฯ คนใหม่เรียนรู้ได้เร็วและมีหลักคิดที่ดี และนโยบายของรัฐมนตรีมุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ถึงรากหญ้า ในช่วงแรกเลขาฯ อาจจะต้องลงพื้นที่ตรวจตลาดค่อนข้างมาก ผลิตภัณฑ์อาหารสด ผลไม้ มีสารปนเปื้อน ผู้บริโภครับเข้าไปในร่างกายสะสมทุกวัน สคบ. มีการบูรณาการ การทำงานกับ สำนักงานอาหารและยา(อย.)อย่างจริงจัง” นายสุวิทย์กล่าว


 


 


 


 


Credit By : หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ปล่อยผีขายตรงค้างสต็อก200แห่ง ‘อำพล’เครื่องร้อนผ่าตัดใหญ่‘สคบ.’







Capture (Mobile)

 


“สคบ.” ยุค “อำพล วงศ์ศิริ” เดินหน้าผ่าตัดวิธีพิจารณาใบอนุญาต เน้นกระชับฉับไว้ แต่ได้มาตรฐาน ยัน ! ยังไม่ถึงเวลาคุมกำเนิดผู้ประกอบการ เผยบริษัทขายตรงรายใหม่ ค้างการพิจารณาในยุค “จิรชัย” กว่า 200 แห่ง คาดหลังปรับองค์กรใหม่ แยกกองงานเข้ามาดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะ จะเดินหน้าตรวจสอบกิจการอย่างเข้มข้น หากพบมีพฤติกรรมฝ่าฝืนกฎหมาย อาจถึงขั้นถอนใบอนุญาต


 รื้อระบบพิจารณาใบอนุญาต


200 บ.ขายตรงยังมีสิทธิ์ลุ้น


31 ตุลาคม 2556 ถือได้ว่าเป็นวันแรกที่ นายอำพล วงศ์ศิริ หย่อนก้นลงบนเก้าอี้ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) อย่างเต็มตัว


แม้ก่อนหน้านี้ จะมีการปรามาส ว่า จะเอา สคบ.อยู่หรือไม่ แต่แค่เพียงไม่ถึงสัปดาห์ ก็เริ่มมีการส่งสัญญาณไปยังบรรดาผู้ประกอบการทั้งหลายว่า การทำงานของ สคบ.คงไม่ตั้งรับเหมือนที่ผ่านมาแน่นอน


ด้วยสไตล์การทำงานแบบ “ถึงลูกถึงคน” อีกทั้งยังเคยผ่านงานใหญ่ ในตำแหน่งเลขาธิการ ปปท. มาแล้วย่อม “การันตี” ได้ว่า อดีตมือปราบการทุจริตคอรัปชั่นในภาครัฐคนนี้ ย่อมไม่ธรรมดา


ล่าสุดมีการเตรียมการเดินสายออกเยี่ยมกิจการขายตรง เพื่อรับฟังปัญหา หรือข้อเสนอแนะในการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจขายตรง


ขณะเดียวกันก็เร่งดำเนินการผ่าตัดองค์กรภายใน สคบ. เพื่อรองรับกับงานทั้งในด้านการคุ้มครอง


ผู้บริโภค รวมไปถึงการกำกับดูแลธุรกิจขายตรงในเวลาเดียวกัน โดยจะมีการเสริมบทบาท ทั้งในด้านการกำกับ และส่งเสริมให้มีความชัดเจนกว่าที่เป็นอยู่


แหล่งข่าววงใน กระซิบว่า นับจากนี้ต่อไปการทำงานในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง จะเน้นการทำงานในเชิงรุกมากกว่าที่เป็นอยู่ในอดีต


เริ่มตั้งแต่กระบวนการพิจารณาตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ที่มีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่า มาตรฐานการพิจารณาของสคบ.ขาดความคงเส้นคงวา ถึงวันนี้ก็จะต้องมาดูกันว่า ปัญหาที่ซุกซ่อนเอาไว้ใต้พรมเหล่านี้จะได้รับการแก้ไขอย่างไร


โดยเฉพาะ การพิจารณาใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ที่มีการร้องเรียนว่า ถูกดองเอาไว้ในลิ้นชัก กว่า 200 บริษัท ก็จะต้อง “ฟันธง” กันให้ชัด ๆ เสียทีว่า ใครสมควรจะได้รับใบอนุญาตหรือไม่ได้


ถ้าได้ควรเข้าหลักเกณฑ์มาตรฐานอย่างไร ถ้าไม่ได้มีข้อบกพร่องอย่างไร เอากันให้ชัด ๆ ซัดกันให้เต็มเหนี่ยว ไม่ต้องมานั่งเกรงอกเกรงใจใครอีกต่อไป


เพราะในหลักการพิจารณา กฎหมายก็เขียนเอาไว้ชัดเจนว่า ภายในระยะเวลา 45 วัน ควรจะมีคำตอบให้กับผู้ยื่นใบอนุญาตว่า ได้หรือไม่ได้ ถ้าไม่ได้ควรจะต้องปรับปรุงแก้ไขอย่างไร


หากไม่สามารถตอบคำถามได้ ผลก็จะกลายเป็นว่า สคบ. เล่นเกมบีบผู้ประกอบการรายใหม่ เพื่อหวัง “ตบทรัพย์” ตามที่เคยปรากฏเป็นข่าวในช่วงที่ผ่านมา


โดยเฉพาะจำนวนกิจการที่ยื่นขอรับใบอนุญาต ที่ยังค้างเติ่ง กว่า 200 บริษัท ที่มีการยื่นข้อเสนอมาเป็นเวลาแรมปี ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า “ผิดปกติ”


จากข้อมูลที่แหล่งข่าวระดับลึกใน สคบ. เปิดเผยกับ “ตลาดวิเคราะห์” ระบุว่า ที่ผ่านมา การพิจารณาเป็นไปในลักษณะที่ซ้ำซ้อน ทำให้ผู้ประกอบการรายใหม่ที่ยื่นเรื่องเข้ามา ต้องเสียเวลารอคอยยาวนานเกินความจำเป็น


โดยเฉพาะ ในประเด็นเรื่องตัวสินค้า ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ประกอบการที่ยื่นเรื่องเข้ามา ต่างก็ทราบในหลักเกณฑ์หรือข้อกำหนดทางกฎหมายดีอยู่แล้วว่า สินค้าที่เข้าสู่ระบบขายตรง จะต้องผ่านการรับรองจากหน่วยงานภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็น อย.หรือ สมอ.


แต่เมื่อสู่การพิจารณาของ สคบ. กลับมีการสอบย้อนหลังไปในเรื่องตัวสินค้าใหม่อีกครั้ง ทำให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น


นอกจากนี้ในการพิจารณาแผนการตลาด หากคณะทำงานเข้าใจระบบขายตรงดี ก็สามารถพิจารณาได้อย่างรวดเร็ว


การที่มีการยกอ้างประเด็นเรื่องตัวสินค้า แผนการตลาด หรือ รวมไปถึงตัวผู้ลงทุน ที่ต้องมีการตรวจสอบว่า เป็นผู้ประกอบการตัวจริงหรือไม่ แม้จะเป็นสิ่งที่ สคบ.พึงปฏิบัติ แต่การพิจารณาก็ควรมีมาตรฐานที่ชัดเจน รวดเร็ว กระชับฉับไวกว่าที่เป็นอยู่


เพราะถ้าหากเป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่มีเจตนามาทำธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้อง สคบ.ก็ควรเปิดโอกาสให้เข้ามาทำธุรกิจได้อย่างเสรี


อย่างน้อยก็ดีกว่า ไปบีบให้พวกเขา ต้องไปหาทางเข้า “ประตูหลัง” ด้วยการแอบซื้อใบอนุญาต จากกลุ่มผลประโยชน์บางกลุ่ม แอบจดทะเบียนเอาไว้ “เซ็งลี้” อย่างที่เป็นอยู่ในเวลานี้


นี่คือ ความพิกลพิการในกระบวนการพิจารณาใบอนุญาตธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ที่คนในวงการขายตรงต่างทราบกันดี


ในอีกมุมหนึ่ง กิจการที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้ว ประมาณการกันว่ากว่า 800 บริษัท ก็จะต้องระดมสรรพกำลัง เข้าไปตรวจสอบอย่างจริงจังว่า มีการทำธุรกิจจริงจังหรือไม่


หากพ้น “ไซเลน พีเรียด” ไปแล้ว ไม่มีการทำธุรกิจ ก็สมควรจะต้องมาทบทวนว่า สมควรที่จะให้ใบอนุญาตอีกต่อไปหรือไม่


กฎหมายเขียนเอาไว้ชัดเจน ทั้งกระบวนการให้ใบอนุญาตไปจนถึงการคืนใบอนุญาต นี่คือ สิ่งที่หลายคนอยากเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง


ถ้าหากปล่อยให้คนที่ไม่ตั้งใจทำธุรกิจจริงจังรับใบอนุญาตไป แล้วไป “กีดกัน” คนที่สนใจจะทำธุรกิจอย่างจริงจัง ความเป็นธรรมในสังคมจะเกิดได้อย่างไร


 คุมเข้มแต่ไม่คุมกำเนิด


ตั้งกองขายตรงดูแลธุรกิจเฉพาะ


มีข่าวบางกระแส ระบุว่า ในอนาคต สคบ.อาจจำเป็นจะต้อง คุมกำเนิดธุรกิจขายตรง เหตุก็เพราะมีกิจการเกิดขึ้นมากมายราวกับดอกเห็ด ทำให้ยากต่อการกำกับดูแล


แต่ล่าสุดได้รับการยืนยัน จากนายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการกองขายตรงและการตลาดแบบตรงว่า สคบ.ยังไม่มีนโยบาย


เพียงแต่สิ่งที่จะเกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้ ก็คือ การกำกับดูแลคงจะเป็นไปอย่างเข้มงวดมากขึ้น การเข้าไปตรวจสอบกิจการที่มีพฤติการณ์ น่าสงสัย จะเป็นไปอย่างเข้มข้น


เพราะจากสภาพที่เป็นอยู่ในขณะนี้ การทำธุรกิจขายตรง บางค่ายบางกิจการ ก็ไม่ได้ทำผิดร้ายแรง หรือผิดไปจากธุรกิจขายตรง 100 % หากแต่ยังมีโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขได้


สิ่งสำคัญ ผอ.กองขายตรงและการตลาดแบบตรง ย้ำชัดว่า ทุกอย่างจะต้องดูที่เจตนาเป็นหลัก หากมีการผิดพลาดพลั้งเผลอ ก็ควรมีมาตรการลงโทษจากเบาไปหาหนัก


หากรุนแรง จนอาจจะนำไปสู่ความเสียหายแก่ประชาชน ก็คงจะต้องมีมาตรการ “ตัดไฟเสียแต่ต้นลม” ตามอำนาจที่กฎหมายเปิดโอกาสให้ทำได้


การพลิกบทบาท หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง แหล่งข่าวใกล้ชิด เปิดเผยว่า คงจะต้องมีการปรับโครงสร้างองค์กรของสคบ.ให้แข็งแรงเสียก่อน


โดยเฉพาะในเวลานี้ หน่วยงานดังกล่าวยังเป็นเพียงหน่วยงานเล็ก ๆ ที่อยู่ในการควบคุมของ สคบ.เท่านั้น


ซึ่งหลังจากนี้ ก็จะแยกหน่วยงานเฉพาะขึ้นมาทำหน้าที่กำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงโดยตรง


“เวลานี้ เราได้ตั้งเป็นกองขึ้นมาแล้ว โดยเพิ่งได้รับการอนุมัติจาก กพร. ซึ่งจะเป็นหน่วยงานใหม่ ที่จะมีการดึงเอาบุคลากรที่มีความสามารถ เข้ามาเสริมมากขึ้น โดยล่าสุดตัวน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ก็ย้ำชัดว่า ให้สคบ.ทำงานเพื่อผู้บริโภคอย่างแท้จริง โดยพร้อมให้การสนับสนุนทุกด้าน รวมทั้งในด้านงบประมาณด้วย” แหล่งข่าวคนเดิมกล่าว


ถือเป็นการปรับโครง สร้างองค์กร สคบ.ในด้านการกำกับและส่งเสริมธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ที่สอดประสานกับการทำงานร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอีกหลายหน่วยงานในเวลาเดียวกัน


ด้านดีเอสไอ มีการวางยุทธศาสตร์ในการป้องปรามแชร์ลูกโซ่ ล่าสุดมีการแต่งตั้ง พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยาศักดิ์ ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อมารับผิดชอบงานนี้โดยเฉพาะ


ขณะที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค (บก.ปคบ.) นอกเหนือจากดำเนินคดีในด้านการเอารัดเอาเปรียบผู้บริโภคแล้ว ล่าสุด มีการประกาศนโยบายชัดเจน ในการเข้าไปดำเนินการกวาดล้าง การขายสินค้าผ่านสื่อออนไลน์ ที่มิได้มีใบอนุญาตการประกอบธุรกิจการตลาดแบบตรง


รวมไปถึงกิจการขายตรง ที่มิได้มีใบอนุญาตประกอบการ แต่ยังดำเนินธุรกิจในลักษณะขายตรง


เช่นเดียวกับ สนง.คณะกรรมการอาหารและยา รวมไปถึง คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม (กสทช.) ก็ประกาศชัดเจน จะดำเนินการกับผู้ประกอบการ ที่มีการโฆษณาเกินจริง ที่ไม่เพียงแต่จะมีผลต่อการดำเนินคดีต่อเจ้าของสินค้าเท่านั้น หากแต่ยังมีผลกระทบไปถึงสื่อ โทรทัศน์ดาวเทียม ที่อาจจะต้องรับโทษ หรือ อาจต้องถูกเพิกถอนใบอนุญาตด้วย


ที่น่าจับตา เร็ว ๆ นี้ อย. กำลังเตรียมเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อเพิ่มบทลงโทษ แก่เจ้าของสินค้า ที่โฆษณาโดยไม่ได้รับอนุญาต จากเดิมที่มีโทษปรับเพียง 5,000 บาทเท่านั้น ก็จะมีการเพิ่มโทษปรับในอัตราที่สูงขึ้น


 5 หน่วยงานรุมสกรัมดีเดย์1 พ.ย.56


ลบภาพ “เสือหลับ”เป็น“เสือตื่น”


การดำเนินงานของ 5 หน่วยงานหลัก มีการประกาศ KICK OFF ไปเมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2556 ที่ผ่านมา อันเป็นช่วงที่ นายกำพล วงศ์ศิริ เลขาธิการ สคบ.คนใหม่เข้ารับตำแหน่ง พร้อม ๆ กับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญ ทั้งดีเอสไอ บก.ปคบ. ในเวลาใกล้เคียงกัน


ถือเป็นการลบภาพ “เสือหลับ” ที่ใครต่อใครต่างกล่าวหามาเป็น “เสือตื่น” ที่จะต้องจับตาดูกันต่อไปว่า ความเข้มข้นในการกำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง จะคงเส้นคงวาขนาดไหน


เพราะในจำนวน 4 - 5 หน่วยงานที่ว่า ก็มีอำนาจตามกฎหมายอยู่แล้ว ปัญหาอยู่ที่การบังคับใช้จะเดินไปถึง “สุดซอย” ได้หรือไม่


มีผู้ประกอบการขายสินค้าจำนวนมากเวลานี้ เปลี่ยน แผนการขายสินค้า จากเดิมที่อาศัยการเช่าพื้นที่ขายในห้างสรรพสินค้า หรือที่เรียกว่า “ออนกราวน์” หันมาเน้นการขายผ่านระบบ “ออนไลน์”


เพราะมีกระแสตอบรับที่ดี สะดวกสบาย แถมค่าใช้จ่ายถูก แค่เปิดเว็บไซต์ของตนเอง ก็สรรหาสินค้ามาลงได้มากมาย แบบไม่มีข้อจำกัด ไม่ต้องจ้างพนักงาน PC มาประจำหน้าร้าน


เรื่องนี้มีการดำเนินธุรกิจกันอย่างกว้างขวาง เพราะทุกคนเข้าใจว่า นี่คือธุรกิจเสรี ที่ใครก็สามารถทำได้ แต่โดยข้อเท็จจริง การดำเนินธุรกิจที่ว่านี้ เข้าหลักการทำตลาดแบบตรง ที่ผู้ที่เป็นเจ้าของสินค้า หรือตัวแทน จะต้องมีการจดทะเบียนรับใบอนุญาตการตลาดแบบตรงกับสคบ.


โดยสินค้ารูปแบบการขาย จะต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบ ไม่ต่างกับการทำธุรกิจขายตรง


มีการประเมินว่า การทำธุรกิจในรูปแบบออนไลน์ในเวลานี้ มีผู้ที่เข้ามาทำธุรกิจมากมายนับแสนคน


ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเชื่อว่า การทำธุรกิจดังกล่าวไม่มีกฎหมายรองรับ หรือแม้จะรู้ว่ามีกฎหมายรองรับ แต่เมื่อผู้บังคับใช้กฎหมาย ไม่มีการดำเนินการอะไร ก็ยิ่งเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้กิจการเหล่านี้ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด


เพราะฉะนั้น เมื่อปล่อยปละละเลย ให้มีการดำเนินการกันมากมาย การที่จะเข้าไปดำเนินการ จึงเป็นไปโดยความยากลำบาก


อย่างเก่งก็คง ต้องใช้วิธี “เชือดไก่ให้ลิงดู” สักรายสองราย เพราะถ้าจะไปไล่จับกันทั้งกระบิ คงต้องอาศัย


เจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งกองบัญชาการ


สิ่งสำคัญที่ สคบ.ต้องเร่งดำเนินการ ก็คือ จะต้องสร้างความเข้าใจให้แก่ผู้ประกอบการว่า การฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษอย่างไร


ขณะเดียวกันก็จะต้อง ให้ความรู้กับประชาชนว่า การซื้อขายสินค้า ผ่านสื่อออนไลน์ทีไม่ได้รับอนุญาต มีความเสี่ยง ต่อการถูกฉ้อโกง หรือหลอกลวง


โดยเฉพาะสินค้าที่มีการโฆษณาชวนเชื่อเกินจริง อาจจะทำให้ผู้บริโภคได้รับอันตรายได้


เพราะฉะนั้นธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง ยังคงเป็นโจทย์ใหญ่ที่ สคบ.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการร่วมกัน


หลายปีที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรงซอยเท้าอยู่กับที่มาเนิ่นนาน ภาคเอกชน เดินหน้าไป “ปักหมุด” ในกลุ่มประชาคม อาเซียนล่วงหน้าเอาไว้หลายประเทศ


แต่ที่น่าสังเกต ก็คือ หน่วยงานที่ทำหน้าที่กำกับและส่งเสริมธุรกิจขายตรง กลับแทบไม่เคย ย่างเท้าเข้าไปเจรจากับหน่วยงานที่กำกับดูแลในประเทศคู่ค้าเหล่านี้เลย


ปัญหาในเรื่องข้อกฎหมายขายตรงระหว่างประเทศ ถึงวันนี้ ยังตีโจทย์ไม่ออกเลยว่า จะรักษาความได้เปรียบทางการค้าของประเทศเอาไว้อย่างไร


เพราะแม้กลไกทางด้านภาษี จะเท่าเทียมเสมอภาคกัน แต่เงื่อนไขในการเข้าไปลงทุน รวมไปถึงข้อจำกัดในเรื่องสินค้าถิ่นกำเนิด ก็ยังไม่มีการเตรียมความพร้อมแต่อย่างใด


หากไม่สร้างภูมิคุ้มกันบริษัทขายตรงไทยให้เข้มแข็ง แล้วปล่อยให้ออกไป “รบนอกบ้าน” โดยไม่มีการหาทางวางกรอบหรือกติกาในทำธุรกิจร่วมกัน ก็เท่ากับส่งกิจการเหล่านี้ไปตาย


จุดเปลี่ยนของ สคบ.ในยุค นายอำพล วงศ์ศิริ จึงนับเป็นก้าวที่สำคัญ ต่ออนาคตและทิศทางของธุรกิจทั้งระบบ เพราะถ้าไม่เร่งดำเนินการสร้างมาตรฐานให้ชัดเจนเสียแต่ตอนนี้ การก้าวเดินไปข้างหน้าของธุรกิจก็จะเป็นไปอย่างล่าช้า


สิ่งที่หลายคนกังวลกัน ก็คือ การปรับภาพลักษณ์ของสคบ.ให้กลายเป็นองค์กรที่มีความศักดิ์สิทธิ์ มีความเข้มข้นในการกำกับดูแล แม้จะเป็นสิ่งที่ดี แต่ในเวลาเดียวกัน ก็จะต้องหันมาเน้นการส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ควบคู่กันไป


ในเวลานี้ บอกตรง ๆ ใครได้เห็นปูมหลังของ เลขาธิการ สคบ.ท่านนี้แล้ว ก็อดที่จะเกร็งไม่ได้ ยังไง ๆ เสีย ก็คงต้องเดินสายกลาง แบบพอดี ๆ ไม่ตึงไม่หย่อนเกินไป


เพราะในระบบธุรกิจขายตรง คงไม่มีใครเดินอยู่ในกรอบได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากยังมีกฎหมายบางมาตรา ที่ขัดกับหลักการทำธุรกิจขายตรง


หากยังไม่มีการแก้ไข แล้วยังดึงดันเอามาใช้ควบคุมพฤติกรรมผู้ประกอบการ การก้าวเดินใน 2 บทบาทของ สคบ.ก็จะกลายเป็นการ “ขัดแข้งขัดขา” กันเอง


ถึงเวลาที่จะต้องเอาคน “รู้ลึก รู้จริง” มาดูแลธุรกิจขายตรงเสียที !!!


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันพุธที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ความท้าทายนายใหม่ สคบ. !!!







1382983_678407798850713_1684550780_n (Mobile)

 


ความเคลื่อนไหวของวงการขายตรงในเวลานี้ ไม่เพียง แต่ในส่วนของยอดขายที่หลายบริษัทกำลังลุ้นว่าไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทของตัวเองจะโกยรายรับเท่าไหร่ และเมื่อจบปี ยอดขายรวมของบริษัทไหนจะเป็นอย่างไรบ้าง


อีกเรื่องที่กำลังเป็นที่สนใจของคนทั้งในและนอกวงการ ขายตรง กำลังจดจ่อนั่นคือ การเข้ามาทำงานของนายใหญ่ สคบ.คนใหม่อย่าง "อำพล วงศ์ศิริ" ที่ถูกแต่งตั้งข้ามฟากมาจากกระทรวงยุติธรรม


การถอด "จิรชัย มูลทองโร่ย" ออกของคณะรัฐมนตรี นับเป็นประวัติศาสตร์ของ สคบ.โดยสิ่งที่ตามมามีมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะเรื่องของผังตำแหน่งของคนทำงานใน สคบ.ที่ต้องปรับตามหัวที่มีการเปลี่ยนแปลง


โดยเฉพาะในส่วนที่เป็นเรื่องของวงการขายตรง ตอนนี้ ก็มีการปรับ โดย "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" ถูกเรียกให้กลับมา นั่งในตำแหน่งผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ตำแหน่งเดิมที่ "สุวิทย์" เคยปฏิบัติหน้าที่เมื่อสมัย "นิโรธ เจริญประกอบ" นั่งในตำแหน่งเลขาธิการ


การปรับเปลี่ยนแม่ทัพ สคบ. แบบสายฟ้าแลบ เมื่อช่วงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา เหมือนเป็นตัวกระพือให้เกิดคลื่นใต้น้ำในวงการขายตรง


นับแต่การเปลี่ยนหัวเรือ สคบ.เกิดขึ้น ผู้คนที่อยู่ในวงการขายตรง โดยเฉพาะผู้ประกอบการอดไม่ได้ที่จะลุ้นว่า นโยบายของเลขาธิการฯ คนใหม่ ที่มีต่อวงการขายตรงจะเป็น อย่างไรในอนาคต


เพราะในยุคของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" นโยบายใหญ่ที่ถือเป็นผลงานเด่น ก็คือเรื่องของ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ที่หน่วยงานรัฐจัดการออกนโยบายรณรงค์ให้ผู้ประกอบการขายตรง และอีก 25 วงการธุรกิจ เข้ามาขอรับตราดังกล่าว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภค


เรื่องนี้เป็นสิ่งที่ผู้ค้าที่ยื่นขอรับตรา สคบ.ไปแล้ว และ ผ่านการขึ้นรับไปเรียบร้อยนั้น "ตราสัญลักษณ์ สคบ." จะมีประโยชน์มากน้อยแค่ไหน เมื่อมีการเปลี่ยนยุคของ สคบ.


นอกจากเรื่องของผลงานดังกล่าว ที่ "จิรชัย" ได้สร้างไว้ อีกอย่างที่ถือเป็นเรื่องคาราคาซังมานานแสนนาน นั่นคือ การแก้ไขกฎหมายที่ภาครัฐก็เห็นพ้องว่าธุรกิจขายตรงควรที่จะมีการปรับแก้ไขเปลี่ยนแปลงกฎหมายขึ้นใหม่


แต่ที่จะต่างออกไปนั่นคือ จะแก้ไขตรงไหน อย่างไร ซึ่งเป็นข้อโต้เถียงกันมาตลอดของคนในวงการขายตรง โดยเฉพาะกับ 4 สมาคม 4 ก๊ก ที่มีความต้องการด้านกฎหมายที่ไม่ค่อยจะคล้ายกันสักเท่าใดนัก


สิ่งนี้ ถือเป็นปัจจัยหลักอีกอย่างที่ทำให้กฎหมายขายตรง ต้องร่างแล้วร่างอีก


ในช่วงปลายของยุค "จิรชัย" นั่งเป็นเลขาธิการ สคบ. สิ่งหนึ่งที่ "จิรชัย" กำลังเดินหน้าที่จะทำให้เกิดขึ้น คือ การดึง 4 สมาคมแห่งวงการขายตรงไทย เข้ามาพูดคุย ทานอาหารเพื่อหาจุดร่วมในการทำงาน โดยเฉพาะเพื่อการแก้ไขกฎหมายขายตรง ดันให้เกิดการคล้อยตามกันให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไป


สิ่งนี้อาจเป็นเรื่องที่ "อำพล วงศ์ศิริ" ต้องสานต่อ คือ การเป็นคนกลางในการหาจุดร่วมของสมาคมขายตรงต่างๆ เพื่อให้เกิดการยกระดับของวงการขายตรงไทยอย่างแท้จริง ซึ่งดูแล้วจะท้าทายความสามารถของนายใหญ่ สคบ.คนใหม่ เป็นที่สุด...


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ศึกใน สคบ. วุ่นไม่เลิก สั่งย้ายคนในรับนายใหม่







ijbif7b89iaa7kb9f5eef (Mobile)

 


“จิรชัย” ทิ้งทวน นายใหญ่ สคบ. สั่งโยก “สุวิทย์ วิจิตรโสภา” หวนคืนเก้าอี้ ผอ. ขายตรงและตลาดแบบตรง พร้อมดันลูกหม้อ“ฐิตินันท์ สิงหา” กลับไปนั่งตำแหน่งเดิม วงในเผยหวังสกัดหากโดนตรวจสอบย้อนหลัง ส่วน “อำพล วงศ์ศิริ” ได้ฤกษ์ เข้ารับงานใหม่ 14 ต.ค. 56 เตรียมชูนโยบาย สคบ. เพื่อประชาชน ด้าน “นพปฎล เมฆเมฆา” แบไต๋พร้อมกลับมาที่เดิม หากผู้ใหญ่หนุน ขณะที่ บก.ปคบ. ไม่น้อยหน้าเปลี่ยนหัวเรือใหม่ ตั้ง พล.ต.ต.นรศักดิ์ เหมนิธิ กุมบังเหียน หลังดัน พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล ขึ้นรอง ผบช.น.


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้งให้ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปดำรง ตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และแต่งตั้งให้ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม มาดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ สคบ. แทน จิรชัย โดยก่อนที่ จิรชัย เตรียมจะย้ายไป ดำรงตำแหน่ง ใหม่นั้น ได้มี คำสั่งลงวันที่ 3 ตุลาคม 2 5 5 6 ที่ ผ่านมาให้มี การโยกย้าย ตำแหน่งภายในสคบ. หลายตำแหน่ง เช่น ให้ สุวิทย์ วิจิตรโสภา มาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งเป็นตำแหน่งเดิม และ ให้ย้าย ฐิตินันท์ สิงหา จากตำแหน่งหัวหน้าส่วนขายตรงและตลาด แบบตรง กลับไปดำรงตำแหน่งเดิม คือ ตำแหน่งนิติกรชำนาญการ สำนักกฎหมายและคดี รวมถึงยังมีคำสั่งอนุมัติให้รับพนักงานประจำ ระดับปริญญาตรี เพิ่มอีก 5 ตำแหน่งด้วย


สำหรับเหตุผลที่มีคำสั่งย้ายเจ้าหน้าที่ภายใน สคบ. ครั้งนี้ ก่อนที่ เลขาฯ สคบ. คนใหม่ จะเข้ามารับตำแหน่งนั้น แหล่งข่าววงใน เปิดเผยว่า มาจากอดีต เลขาฯ สคบ. กลัวว่าหลังจากที่ไปรับตำแหน่ง ใหม่ อาจจะมีการตรวจสอบย้อนหลังจากกลุ่มคนภายในที่ไม่ชอบ ตนเอง เพราะหลังจากที่ได้เข้ามารับตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. เมื่อ ปี 2555 ได้มีคำสั่งให้ย้าย สุวิทย์ วิจิตรโสภา ออกจากผู้อำนวยการ ส่วนขายตรงและตลาดแบบตรง ซึ่งถือว่าอยู่ฝั่งตรงกันข้ามกัน แล้ว แต่งตั้งคนสนิทขึ้นมานั่งในตำแหน่งดังกล่าวแทน แต่ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ผลงานของ อดีตเลขาฯ สคบ. คนเก่ากลับไม่ค่อยเข้าตามากนัก จึงเป็น เหตุให้มีคำสั่งย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี


ขณะที่งานขายตรงที่ไม่มีความคืบหน้า เท่าที่ควร ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบและปราบ ปรามบริษัทแชร์ลูกโซ่ รวมถึงการอนุมัติบริษัท ขายตรงที่ยื่นขอจดทะเบียนที่ต้องใช้เวลา ค่อนข้างนาน ที่สำคัญในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ภายในของ สคบ. ถือว่ามีความแตกแยกเป็น อย่างมาก อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน


“การที่ได้ ท่านอำพล วงศ์ศิริ เข้ามานั่ง เลขาฯ สคบ. ในครั้งนี้ ถือว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะ เชื่อว่าจะช่วยทำให้ทุกอย่างดีขึ้น โดยท่าน จะเข้ามาทำงานในวันที่ 14 ต.ค.นี้ หลังจากเพิ่ง ได้รับโปรดเกล้าฯ ไป ซึ่งทุกคนภายใน สคบ. เอง ก็ให้การยอมรับค่อนข้างดี ส่วนจะมีนโยบาย อะไรใหม่ออกมานั้น ท่านบอกให้แต่ละหน่วยงาน ไปดูโครงสร้างมาก่อน อย่างนโยบายของท่าน อำพล ท่านต้องการจะให้ สคบ. เป็นที่พึ่งของ ผู้บริโภคอย่างแท้จริง” แหล่งข่าววงใน กล่าว


ด้าน นพปฎล เมฆเมฆา ผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตรองเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่าหลังจากที่ถูกโยกให้มาดำรงตำแหน่งผู้ตรวจ ราชการฯ ก็มีความสุขกับงานดี ส่วนที่มีกระแส- ข่าวที่ว่า มีคนใน สคบ. ต้องการให้ตนกลับไปนั้น ซึ่งส่วนตัวก็อยากกลับไป เพราะถือเป็นงานที่มี ความถนัดอยู่แล้ว ส่วนในอนาคตจะกลับไป ทำงานที่ สคบ. หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับโอกาส และ การสนับสนุนจากผู้บังคับบัญชา


ขณะที่กองบังคับการปราบปรามการ- กระทำความผิดเกี่ยวกับผู้บริโภค (บก.ปคบ.) ได้มีการเปลี่ยนแปลงนายใหญ่เช่นกัน โดยได้ แต่งตั้ง พล.ต.ต.นิพนธ์ เจริญผล ผู้บังคับการ ปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการคุ้มครอง ผู้บริโภค ขึ้นเป็นรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) แล้วโยก พล.ต.ต.นรศักดิ์ เหมนิธิ ผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มาดำรง ตำแหน่งแทน


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ครม. เด้งฟ้าผ่า “จิรชัย” “อำพล” ข้ามห้วยนั่ง เลขาฯ สคบ. แทน







news_img_368040_1 (Mobile)

 


เด้งฟ้าผ่า ครม. มีมติสั่งย้าย จิรชัย มูลทองโร่ย เลขา ฯสคบ. เข้ากรุไปนั่งตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ดัน “อำพล วงศ์ศิริ” บินข้ามห้วยจาก ก.ยุติธรรม นั่งเก้าอี้เลขาฯ สคบ. แทน ด้าน จิรชัย น้อมรับคำสั่ง พร้อมทำงานทุกที่ ชี้จับตาภาพใหม่ สคบ. หลังได้นายใหม่ ขณะที่วงในเผยอาจมาจากอดีตนายใหญ่ถูกเด้ง เหตุเกิดแบ่งฝ่ายใน สคบ. หลังกลุ่มอำนาจเก่าต้องการให้เปลี่ยนหัวเรือใหม่


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 24 กันยายน 2556 ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีมติ เห็นชอบให้ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปเป็นผู้ตรวจ ราชการสำนักนายกรัฐมนตรี และให้ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการ กระทรวงยุติธรรม เป็น เลขาฯ สคบ. แทน โดยคำสั่งแต่งตั้ง ดังกล่าวให้เริ่มมีผลบังคับใช้ทันที สำหรับ อำพล วงศ์ศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงยุติธรรม ที่บินข้ามห้วยมานั่งเก้าอี้นายใหญ่ สคบ. แทน จิรชัย ในครั้งนี้ ถือว่ามีความสนิทกับอดีตนักการเมือง ท่านหนึ่งภายในรัฐบาล และได้รับการสนับสนุนจากทางกลุ่มนักการเมือง ที่มีบทบาทอย่างมากในการแต่งตั้งและโยกย้ายทั้งข้าราชการการเมือง และ ข้าราชการประจำ อีกทั้งก่อนหน้านี้ชื่อของ อำพล ก็เคยถูกเสนอชื่อให้ เข้ามานั่งในตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. มาแล้ว แต่เนื่องจากมีคนในฝั่งรัฐบาล ได้เสนอชื่อ จิรชัย ก่อน จึงทำให้ต้องรอไปก่อน ก่อนที่ ครม. จะมีมติให้ เข้ามารับตำแหน่งดังกล่าว


ด้าน จิรชัย มูลทองโร่ย ที่ปัจจุบันกลายเป็นอดีตเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ไปแล้ว เปิดใจกับ ถึงกรณีคณะรัฐมนตรี(ครม.) มีมติให้ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ว่า ตนพอทราบข้อมูลล่วงหน้ามาก่อนแล้วประมาณ 1 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งส่วนตัวยินดีน้อมรับกับคำสั่งดังกล่าว เนื่องจากตนเป็นข้าราชการ ถ้าหากนายมีคำสั่งให้ไปก็ต้องไป และถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะจะได้ เปลี่ยนงานใหม่ ส่วนโครงการต่างๆ ที่ยังค้างคาอยู่ ต้องรอดู เลขาฯ สคบ. คนใหม่ว่า จะมีนโยบายออกมาอย่างไร


“ขณะนี้ผมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ในตำแหน่งใหม่แล้ว คาดว่าจะเข้าไปเริ่มงานใหม่ภายในวันที่ 6-7 ตุลาคมนี้ ซึ่ง การเปลี่ยนงานในครั้งนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี เพราะจะได้เปลี่ยนลุค ของ สคบ. ใหม่ ส่วนจะเป็นแบบไหนนั้น ก็คงต้องคอยติดตาม กันต่อไป ส่วนตัวอยากเห็น สคบ. มีภาพลักษณ์ที่ดี เป็นที่พึ่งของ ประชาชนได้อย่างแท้จริง”


ส่วนในอนาคตอยากเข้าไปนั่งเป็นกรรมการ หรือประธาน ที่ปรึกษาให้กับบริษัทขายตรงหรือไม่นั้น จิรชัย กล่าวว่า ตอนนี้ยังตอบ ไม่ได้ เพราะยังเร็วเกินไป และยังไม่มีใครติดต่อเข้ามาแต่หากติดต่อเข้ามาก็คงต้องมาพิจารณาดูว่า ตนสามารถช่วยงานเขาได้มากน้อยแค่ไหน และ ต้องดูอีกว่าหน้าที่ใหม่ที่รับผิดชอบสามารถ ทำได้หรือไม่


แหล่งข่าววงในสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ปมการ สั่งย้าย เลขาฯ สคบ. ในครั้งนี้ มาจากหลาย ปัจจัย อาทิ ปัญหาภายใน สคบ. เอง ซึ่ง ยังมีบุคคลบางกลุ่มที่เป็นคนของ อดีตรอง เลขาฯ สคบ. ที่เคยเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนายคน ใหม่


รวมไปถึงในช่วงที่ จิรชัย เข้ามารับ ตำแหน่ง เลขาฯ สคบ. ผลงานก็ยังดูไม่ค่อย เข้าตาคนในรัฐบาลเท่าที่ควร ประกอบกับ ภาพลักษณ์ของ จิรชัย ที่ผ่านมา ยังถูกมองว่า มีความสนิทสนมกับบริษัทขายตรงแห่งหนึ่ง มากเป็นพิเศษ ทำให้ถูกมองว่าไม่มีความเป็น กลาง รวมถึงพักหลังได้มีผู้ประกอบการขายตรง ไปร้องเรียนยังศาลปกครองเกี่ยวกับการปฏิบัติ หน้าที่ไม่เป็นธรรมของ จิรชัย จึงทำให้มีคำสั่ง โยกไปเป็นผู้ตรวจราชการฯ แทน


สำหรับ จิรชัย มูลทองโร่ย เข้ามารับ ตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา หลังจาก นิโรธ เจริญประกอบ อดีต เลขาฯ สคบ. ได้ลาออก ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา โดยโครงการที่สร้างชื่อในยุคของ เลขาฯ สคบ. จิรชัย ซึ่งอยู่ระหว่างการดำเนินการ ขับเคลื่อนโครงการไปข้างหน้า อาทิ โครงการ ตราสัญลักษณ์ สคบ. และโครงการจัดทำ ฐานข้อมูลสินค้าด้วยรหัสสากล หรือ GS1 เป็นต้น


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556