ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริษัท กิฟฟารีน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ บริษัท กิฟฟารีน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : "กิฟฟารีน" ดิ้นสู้ ศก.ซบ อัดงบ 50 ล้านปลุกตลาดโค้งสุดท้าย







1380034_168681776662059_1690058306_n (Mobile)

 


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า จากยอดขายในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า "กิฟฟารีน" ยังมียอดขายที่น้อยกว่าเป้าหมายที่ได้วางไว้ คือ เติบโตเพียง 6% จากที่มีการตั้งเป้าในแต่ละปีว่าบริษัท จะต้องทำรายได้ให้ถึง 10% ในทุกปี


"ในส่วนของเป้าหมายการเติบโต 10% ที่บริษัทตั้งเป้าในทุกปี จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวบวกกับผลพวงจากกำลังซื้อที่ลดลง รวมถึงเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดในเวลานี้ ก็อาจ ส่งผลกระทบต่อบริษัทไม่น้อย ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของบริษัท ต้องคลาดเคลื่อน การเติบโตอาจลดลงมาที่ 5-7%"


"จากยอดขายที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องหวังพึ่งยอดขายใน ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี โดยล่าสุดบริษัทก็ได้จัดการลงทุนเพิ่มอีก ประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำการประชาสัมพันธ์และสร้างการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าที่นำมาประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่สินค้าใหม่ของบริษัท แต่เป็นสินค้าที่อยู่ในความนิยม ซึ่งบริษัท จะได้ทำการกระตุ้นยอดขายต่อไป" พ.ญ.นลินี กล่าว


อย่างไรก็ดี ในปีนี้ทาง "กิฟฟารีน" ได้ทุ่มงบการตลาด เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งบริษัทพยายาม สร้างโฆษณาเพื่อกระตุ้นภาพของบริษัท ทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ และ ในส่วนของการเพิ่มจำนวนนักธุรกิจอิสระของ "กิฟฟารีน" ซึ่งหากรวมงบทุกอย่างในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประชาสัมพันธ์แบรนด์ การจ่ายโบนัสนักธุรกิจ บริษัทคาดว่า งบในปีนี้ อาจทะลุไปถึง 300 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าในปีที่ผ่านมาถึง 15%


เศรษฐกิจพ่นพิษ! ทำยอดขาย "กิฟฟารีน" ครึ่งปีแรกโตไม่ ถึง 10% เดินหน้าอัดงบการตลาด อีก 50 ล้านบาท หวังปลุกตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้าย ดึง "เจมส์ มาร์" กระตุ้นสินค้ากลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์ "กิฟฟารีน อีสเลส" รุก เจาะ Gen Y เผยปีนี้งบตลาดมีสิทธิ์แตะ 300 ล้านบาท มาก กว่าปีก่อนถึง 15% ด้านตลาด AEC ย้ำชัดไม่หวั่น เรื่องการแข่งขัน แต่ยอมรับตอนนี้เจอภาษีอาเซียนแพงระยับ


นอกจากนี้ ดังที่กล่าวมาว่า "กิฟฟารีน" พยายามที่จะผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าคือ 6.5 พันล้านบาท ในช่วงไตรมาสสุดท้าย นอกจากการประชาสัมพันธ์ แบรนด์แล้ว บริษัทยังต้องการเดินหน้าเรื่อง การจัดทำโปรโมชั่นสนับสนุนการขาย พร้อมด้วยการจัดประชุมนักธุรกิจในทุกสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นสมาชิก


โดยในส่วนของสมาชิก ปัจจุบัน "กิฟฟารีน" มีสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Gen Y ที่ 25% จากเดิมเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ที่บริษัทมีสมาชิกกลุ่ม นี้เพียง 10% ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการตอบรับของผู้บริโภค เพราะบริษัทพยายามสร้างการ รับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งกำลังได้รับความนิยม


เกี่ยวกับเรื่องนี้ "พ.ญ.นลินี" กล่าวว่า "ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจตัวเอง และ มองหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พบได้จากเทรนด์การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกิฟฟารีนมีจุดแข็งที่มีโรงงาน ผลิตเป็นของตัวเอง จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา และล่าสุด โรงงานของเราได้รับการรับรองระบบ OHSAS 18001:2007 จากบริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งรับรองมาตรฐานด้านระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย"


ที่ผ่านมาเราสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในบ้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมคุณภาพ ชีวิต และผลิตภัณฑ์อาหารรวมทั้งหมดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิต ประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้านรหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอด ระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 57,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทยรวม 113 สาขา และต่างประเทศ มากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


ดังนั้น เราจึงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ "กิฟฟารีน อีสเลส" เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์การรับประทานที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบัน ด้วยส่วนประกอบสำคัญของไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด (Hydroxy citric acid) หรือ HCA-SX สารสำคัญที่มีอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆ ที่เป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ใส่ใจตัวเอง


ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า "สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ กิฟฟารีน อีสเลส เรา ได้ทุ่มงบประมาณถึง 50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักธุรกิจ กิฟฟารีน คนรุ่นใหม่ คนทำงานทั่วไปที่มีไลฟ์ สไตล์ทันสมัย และใส่ใจสุขภาพ โดยมีพรีเซ็นเตอร์หนุ่มหล่อผู้ใส่ใจสุขภาพและบุคลิกภาพ เจมส์ มาร์ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา เรื่อง "อร่อยแบบเจมส์ มาร์" ภายใต้แนวคิดที่ว่า กิฟาฟารีน อีสเลส เป็นตัวช่วย ให้ทุกคนมีความสุขได้โดยไม่ต้องฝืนใจตัวเอง ผ่านเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line พร้อมทั้งยังใช้แผน "ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง" โดยได้ปล่อยคลิปวิดีโอสั้น 4 เรื่องทางออนไลน์ พร้อมต่อยอดด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ในรูปแบบของเกมออนไลน์ เพื่อประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณพ์กิฟฟารีน อีสเลส และพรีเซ็นเตอร์ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ และมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยอีกด้วย"


โดยเหตุที่บริษัทเลือก "เจมส์ มาร์" มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ในช่วงปลายปี เนื่องจากบริษัทต้องการดาราที่อยู่ในความนิยมของคนรุ่นใหม่ รวมถึงคน อีกหลายช่วงอายุก็ชอบและชื่นชม "เจมส์ มาร์" อีกทั้งตัวดาราผู้นี้ยังมีอุปนิสัยการทาน ที่เหมาะกับสินค้าที่บริษัทต้องการนำมาชูคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น กิฟฟารีนได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ทั้งในส่วนของธุรกิจขายตรงและการส่งผลิตภัณฑประเภทสปาออกจำหน่าย โดยปัจจุบัน บริษัท มีแผนขยายตลาดออกสู่ประเทศในประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้แก่ ประเทศเมียนมาร์, มาเลเซีย, กัมพูชา, สปป.ลาว และมีแผนที่จะเปิดในประเทศอินโดเซียในปีถัดไป โดยคาดว่าในเดือน ม.ค.ปี 57 จะสามารถเปิดที่ประเทศอินโดนีเซียได้อย่างเป็นทางการ


นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายไปที่ประเทศดูไบ ซึ่ง "กิฟฟารีน" ได้ขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 2 สาขาในดูไบแล้ว ส่วนรูปแบบ ของธุรกิจนั้นในประเทศต่างๆ บริษัทจะขยาย ธุรกิจในรูปแบบของค้าปลีก ส่วนประเทศที่ อยู่ในแถบอาเซียน "กิฟฟารีน" จะพยายาม ขายไปในรูปแบบ MLM


ทั้งนี้ การขยายตลาดในกลุ่มประเทศ อาเซียน เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC บริษัทไม่ได้ห่วงในเรื่องของตลาด แต่เป็นเรื่องภาษีของ หลายประเทศที่ค่อนข้างแพง ทำให้การขยายออกไปต้องประสบปัญหาในเรื่องนี้พอสมควร


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน ทุ่มงบกว่า 50 ล้านบาท เปิดตัวเครื่องดื่มใหม่ “กิฟฟารีน อีสเลส” คว้า “เจมส์ มาร์” เป็นพรีเซ็นเตอร์







พญ. นลินี ไพบูลย์ (Mobile)

 


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดตัวผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม “กิฟฟารีน อีสเลส” พร้อมเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุด “อร่อยแบบเจมส์ มาร์” และทุ่มงบการตลาดกว่า 50 ล้านบาท หวังเจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่และขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ เดินหน้ากระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่างต่อเนื่อง ด้วยโปรโมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตั้งเป้ายอดขายไตรมาสสุดท้าย 6,500 ล้านบาท


แพทย์หญิงนลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า "ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจตัวเอง และมองหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พบได้จากเทรนด์การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพเพิ่มมากขึ้น ซึ่งกิฟฟารีนมีจุดแข็งที่มีโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา และล่าสุดโรงงานของเราได้รับการรับรองระบบ OHSAS 18001:2007 จาก บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งรับรองมาตรฐานด้านระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย ที่ผ่านมาเราสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในบ้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมคุณภาพชีวิต และผลิตภัณฑ์อาหารรวมทั้งหมดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้านรหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 57,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศมากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


 ดังนั้น เราจึงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ “กิฟฟารีน อีสเลส” เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์การรับประทานที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบัน ด้วยส่วนประกอบสำคัญของไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด (Hydroxy citric acid) หรือ HCA-SX สารสำคัญที่มีอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆ ที่เป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ใส่ใจตัวเอง


คุณพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า “สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ กิฟฟารีน อีสเลส เราได้ทุ่มงบประมาณถึง 50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักธุรกิจกิฟฟารีน คนรุ่นใหม่ คนทำงานทั่วไปที่มีไลฟ์สไตล์ทันสมัย และใส่ใจสุขภาพ โดยมีพรีเซ็นเตอร์หนุ่มหล่อผู้ใส่ใจสุขภาพและบุคลิกภาพ เจมส์ มาร์ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา เรื่อง “อร่อยแบบเจมส์ มาร์” ภายใต้แนวคิดที่ว่า กิฟาฟารีน อีสเลสเป็นตัวช่วยให้ทุกคนมีความสุขได้โดยไม่ต้องฝืนใจตัวเอง ผ่านเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line พร้อมทั้งยังใช้แผน “ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง” โดยได้ปล่อยคลิปวิดีโอสั้น 4 เรื่องทางออนไลน์ พร้อมต่อยอดด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาดในรูปแบบของเกมส์ ออนไลน์ เพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณพ์กิฟฟารีน อีสเลส และพรีเซ็นเตอร์ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ และมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยอีกด้วย


ปัจจุบันในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น กิฟฟารีนได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ทั้งในส่วนของธุรกิจขายตรงและการส่งผลิตภัณฑ์ประเภทสปาออกจำหน่าย โดยปัจจุบัน บริษัทมีแผนขยายตลาดออกสู่ประเทศในประชาคมอาเซียน (AEC) ได้แก่ ประเทศเมียนม่าร์ มาเลเซีย กัมพูชา สปป.ลาว และมีแผนที่จะเปิดในประเทศอินโดเซียในปีถัดไป


[gallery columns="2" ids="20700,20701"]

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันพุธที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีนร่วมสนับสนุนโครงการ เยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ครั้งที่ 9







pic 12233333 (Mobile)


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด นำโดย ดร. นารี สุทธปรีดา รองกรรมการผู้จัดการ ในฐานะตัวแทนบริษัทผู้ให้การสนับสนุน ร่วมงานแถลงข่าว พร้อมมอบเงินจำนวน 300,000 บาท สนับสนุนโครงการ เยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกาเยือนแผ่นดินแม่ครั้งที่ 9 เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนไทยได้เกิดความรักและผูกพันต่อประเทศไทย อันเป็นแผ่นดินของบรรพบุรุษ โดยมี พล.อ.อ กันต์ พิมาณทิพย์ ประธานโครงการฯ ให้เกียรติรับมอบ พร้อม คุณสุรศักดิ์ วงศ์ข้าหลวง ประธานโครงการฯ ฝ่ายสหรัฐอเมริกา และ คุณดำฤทธิ์ วิริยะกุล หัวหน้าข่าวภูมิภาคหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ร่วมงาน ณ สถานีวิทยุโทรทัศน์ กองทัพบก ช่อง 5 (ททบ.5) เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา ทั้งนี้ โครงการเยาวชนไทยในสหรัฐอเมริกา เยือนแผ่นดินแม่ ครั้งที่ 9 นำโดย นายชัยยงค์ สัจจิพานนท์ เอกอัคราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. และนายเจษฎา กตเวทิน กงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส พร้อมด้วยคณะเยาวชนไทยและผู้ปกครอง จำนวน 210 คน เดินทางมาเยือนประเทศไทย ระหว่างวันที่ 6-21 กรกฎาคม 2556 เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งร่วมกิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ในประเทศไทย และทัศนศึกษาสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ โครงการพระราชดำริ และสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจในประเทศ ตลอดจนความเจริญก้าวหน้าในประเทศไทย เพื่อนำไปเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ชาวไทยในสหรัฐอเมริกา รวมทั้งชาวอเมริกัน และนักท่องเที่ยวชาติต่างๆ ได้รับทราบเรื่องราวที่แท้จริงของประเทศไทย เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี และการท่องเที่ยวในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง


[gallery columns="2" link="post" ids="18541,18542,18543,18544"]

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน ควักงบ 40 ล. ส่งโฆษณาย้ำภาพผู้นำ







13316105301331610573l (Mobile)


กิฟฟารีน ลุยสมรภูมิครึ่งปีหลังด้วยการเทงบ 40 ล้านบาท ผุดโฆษณา 3 เรื่อง ตอกย้ำภาพลักษณ์ ขายตรงที่ดีสู่สาธารณชน พร้อมดันแผนการเปิดศูนย์ แห่งใหม่มีนบุรีปลายปี และแผนผนึกพันธมิตรขยาย เครือข่ายอาเซียน ล่าสุดกิฟฟารีนเนื้อหอม ต่างชาติ แห่เป็นพาร์ตเนอร์ ด้านเป้ายอดขายแม้ครึ่งแรก ไม่ตามเป้า คาดยอดรวมทั้งปีเป็นไปตามเป้าที่ 6,500 ล้านบาท ยันอีก 3 ปี ยอดกิฟฟารีนพุ่ง 9,000 ล้านบาท

น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า ปีนี้บริษัท จะใช้งบ 100 ล้านบาท ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ ให้ผู้บริโภคเข้าใจเกี่ยวกับธุรกิจกิฟฟารีน โดยล่าสุด ได้เปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาชุดใหม่ 3 เรื่อง บริษัทได้ใช้ งบประมาณ 40 ล้านบาท ภายใต้ชื่อ We Trust Support ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจ ที่ดำเนินงานมานานถึง 17 ปี โดยภาพยนตร์โฆษณา ทั้ง 3 เรื่อง จะสื่อถึงการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี ผ่านเครื่องมือ ทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะช่องทางกิฟฟารีน แชนแนล ที่มีการออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง

ทั้งนี้ บริษัทเตรียมแผนเปิดศูนย์กิฟฟารีนแห่งใหม่ ย่านมีนบุรี บนพื้นที่ 1 ไร่ ในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ และ ในปี 2557 จะเปิดศูนย์กิฟฟารีนหาดใหญ่ บนพื้นที่ 1 ไร่ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน จาก ปัจจุบันที่บริษัทมีศูนย์กิฟฟารีนขนาดใหญ่ 20 ศูนย์

นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมพร้อมรับมือ ในการบุกตลาดอาเซียน ซึ่งปัจจุบันตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีการทำเครือข่ายกิฟฟารีนทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็น สปป. ลาว, พม่า, มาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่จะเปิดตลาดปลาย ปีนี้ ขณะที่เวียดนามบริษัทยังไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไป เปิดตลาด แม้ว่าตลาดดังกล่าวจะเป็นตลาดที่น่าสนใจ ก็ตาม เนื่องจากบริษัทยังไม่มีพันธมิตรที่มีความเข้าใจ ทางธุรกิจที่ตรงกันมาร่วมถือหุ้น คาดว่าจะต้องใช้เวลา ในการศึกษา และหาพันธมิตรที่มีความเข้าใจที่ตรงกัน

ประเทศที่ใช้ไลเซนซ์ของกิฟฟารีน คือ มาเลเซีย กัมพูชา และพม่า และตั้งแต่ปีหน้าเป็นต้นไป กิฟฟารีน จะเปิดตลาดที่ประเทศพม่าเอง นอกจากการเปิดตลาด แล้วเรายังมีการส่งออกสินค้าไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ในแบรนด์กิฟฟารีน และแบรนด์แพทริน่า และอีก 10 ประเทศ อยู่ระหว่างการติดต่อทางธุรกิจ ได้แก่ ซาอุดี- อาราเบีย, บังกลาเทศ, เวสต์แอฟริกา, กานา, ไนจีเรีย, ไนเจอร์ และเคนยา

สำหรับภาพรวมบริษัทในช่วง 5 เดือนแรกของปี (ม.ค.-พ.ค. 56) มีอัตราการเติบโต 9% ซึ่งต่ำกว่าเป้า เล็กน้อย เนื่องจากเดือนเมษายนมีวันหยุดติดต่อกัน หลายวัน และเดือนพฤษภาคมเป็นช่วงที่เด็กนักเรียน เปิดเทอม ส่งผลให้ยอดขายไม่ได้ตามเป้า ดังนั้น ในเดือนมิถุนายนของทุกปีจะเป็นฤดูการขาย บริษัท มองว่าตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง โดยบริษัทตั้งเป้า สิ้นปีจะปิดยอดขายได้ 6,500 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจาก ปีก่อนที่ปิดยอดขายได้ 5,800 ล้านบาท และภายใน 3 ปี ตั้งเป้ายอดขายเพิ่มเป็น 9,000 ล้านบาท และ คาดว่ายอดส่งออกจะเพิ่มเป็น 100 ล้านบาท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 226 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : "กิฟฟารีน"เทหน้าตักลุย! ทุ่มงบตลาด...เปิดศูนย์ฯ-ขยายโรงงาน







12352_567884986575509_898555584_n (Mobile)


"กิฟฟารีน" รุกตลาดครึ่งปีหลังสุดตัว ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท ยิงโฆษณา ผ่านสื่อทีวี 3 ตัวรวด ภายใต้ชื่อ WE, TRUST และ SUPPORT เน้นเนื้อหาดูดนักธุรกิจ หวังเพิ่มสมาชิก 5-6 หมื่นรหัส พร้อมอัดงบเปิดศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ย่านมีนบุรี และ เตรียมขยายโรงงานในนิคมฯ นวนคร ลั่นผูกแชมป์แบรนด์ขายตรงไทย ด้วยเป้ายอดขายปี 56 กว่า 6.5 พันล้านบาท ด้านตลาดต่างประเทศเตรียมเปิดในพม่า และลาวปีหน้า


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดเวลา 17 ปี ที่กิฟฟารีนได้ดำเนินธุรกิจเครือข่ายหลายชั้น และมอบ โอกาสทางธุรกิจให้แก่คนไทยหลายแสนครอบครัว และมีผู้ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถพลิกชีวิตสู่ความสุข ความมั่งคั่งจากธุรกิจกิฟฟารีน ได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทยที่มียอด จำหน่ายสูงสุดและเป็นบริษัทเอ็มแอลเอ็มสัญชาติไทยหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ 56 ใน ท็อป 100 ของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประจำปี 2011 และได้รับการันตีด้วยการโหวตให้เป็นสุดยอดแบรนด์ (Superbrands Award) ถึง 4 ปีซ้อน พร้อมให้ผลตอบแทนคืนกลับสู่นักธุรกิจสูงสุดในประเทศไทย จากยอดจำหน่ายรวมถึงปัจจุบัน 52,000 ล้านบาท มอบให้นักธุรกิจ 24,000 ล้านบาท


ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีน ทุกคน และการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคนับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งใน การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ คนไทยด้วย ผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เพื่อความงามและของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์ สำหรับเด็กและทารก ผลิตภัณฑ์ของใช้ในบ้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและคุณภาพ ชีวิต และผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิต ประจำวันของสมาชิก ผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้าน รหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ใน ประเทศไทยรวม 113 สาขา และต่างประเทศ มากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิ-เวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทยังได้ทำการก่อสร้างศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งศูนย์ ย่านมีนบุรีใช้พื้นที่ 1 ไร่ งบการก่อสร้างทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 75 ล้านบาท และในปีหน้าก็จะสร้างเพิ่มที่หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกหนึ่งที่ โดยศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนที่เป็นศูนย์ ใหญ่ปัจจุบันมีแล้ว 20 ศูนย์ ซึ่งบริษัทต้องการ สร้างเพิ่มอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งงบไว้ที่ 66 ล้านบาท ซื้อที่ดินขยายโรงงานในนิคมฯนวนคร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจกิฟฟารีน


ด้านตลาดต่างประเทศ ปีหน้าบริษัทเตรียมที่จะเปิดบริษัทในพม่า และลาวอย่าง เป็นทางการ หลังในช่วงที่ผ่านมาได้เข้าไป ทดลองทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง "พ.ญ. นลินี" ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายสาขาต่างประเทศด้วยว่า "บริษัทจะทำการขยายสาขาในประเทศที่บริษัทมีความสนิทสนมกับคนที่จะร่วมลงทุนของประเทศนั้นๆ ซึ่งหากไม่พร้อมจริง บริษัทก็จะไม่เข้าไปทำตลาด"


ในส่วนของนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า สำหรับทิศทางการตลาดโดยรวมใน ปี 2556 นี้ กิฟฟารีนได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยทุ่มงบการตลาดถึง 100 ล้านบาท ผ่านภาพยนตร์โฆษณาซีรี่ส์ 3 ชุด เรื่อง "WE" "TRUST" และ "SUPPORT" ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจที่ดำเนินมานานกว่า 17 ปี พร้อมสัญญาว่าจะทำให้ทุกท่านได้มีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่ตัวเองสร้าง และมีโอกาสสร้างในสิ่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของ


โดยบริษัทมีความพร้อมที่จะสนับสนุน สมาชิกทุกท่านให้ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย และใช้เวลาไม่นาน โดยภาพยนตร์โฆษณาทั้ง 3 เรื่อง เน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจผ่านเครื่องมือทาง การตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะ "กิฟฟารีน แชนแนล" ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมายใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่างต่อเนื่องด้วยโปร-โมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตลอดจนการตอบแทน ผลกำไรคืนสู่สมาชิกในรูปแบบใหม่ๆ


อย่างไรก็ดี ในงบการตลาด 100 ล้าน บาท บริษัทได้แบ่งมาเป็นงบการโฆษณาดังกล่าวประมาณ 40 ล้านบาท โดยที่บริษัท จะไม่เพิ่มเงินค่าการทำตลาดในส่วนนี้


"การโฆษณาทั้ง 3 ชุดที่กล่าวมา บริษัทต้องการที่จะใช้เพิ่มจำนวนนักธุรกิจของบริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5 แสนรหัสที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ จากตัวเลขสมาชิกของบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ 6.5 ล้านรหัส ซึ่งบริษัทต้องการใช้โฆษณาที่มีเนื้อหา ในการถ่ายทอดให้เห็นถึงโอกาสเป็นเจ้าของ ธุรกิจกิฟฟารีนสำหรับทุกคนมาเป็นตัวเพิ่ม นักธุรกิจของบริษัท โดยเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มนักธุรกิจของบริษัทได้ประมาณ 5-6 หมื่น รหัสในปีนี้" พงศ์พสุ เผย


พร้อมกันนี้ยังแนะนำผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น และสามารถครองใจผู้บริโภคตลอด มา ได้แก่ กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน, กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน โกลด์, กิฟฟารีน กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี, กิฟฟารีน อะบาโลน เฟล็กซี่ ดริ้งค์ และชุดผลิตภัณฑ์ เอดดัลไวส์ซีรี่ส์





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : เจาะใจ (แม่ทัพ) กิฟฟารีน 17 ปีที่พลิกชีวิตคนไทยหลายแสนครอบครัวสู่...ความสุข







p1111 (Mobile)


หากเปรียบกิฟฟารีนในวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับหญิงสาววัย 17 ที่ความสวยกำลังบานสะพรั่ง พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ความสำเร็จในชีวิต เฉกเช่นธุรกิจขายตรง "กิฟฟารีน" ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 อย่างมั่นคง และได้รับการตอบรับจนประสบความสำเร็จดังเช่นทุกวันนี้ ภายใต้แนวคิดและวิธีการที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ว่า "เราเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน"


ด้วยการบริหารงานของหญิงเก่ง "พ.ญ.นลินี ไพบูลย์" ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีนสกายไลน์ยูนิตี้ จำกัด ผู้บุกเบิกธุรกิจมาอย่างไม่ย่อท้อ จนทำให้วันนี้ "กิฟฟารีน" แบรนด์สัญชาติไทยสามารถอยู่ในใจผู้บริโภค และดังไกลไปทั่วโลก


"พ.ญ.นลินี" กล่าวว่า "...ตลอดเวลา 17 ปีที่ผ่านมา กิฟฟารีนมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่แตกต่างจากบริษัทขายตรงอื่นๆ คือ แนวคิดการมอบธุรกิจให้เป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะเชื่อว่าคนเราถ้าได้ทำอะไรที่ตัวเองเป็นเจ้าของแล้ว จะทำได้ดีที่สุดและทำเต็มความสามารถ โดยมีหลักการว่าอย่ากดดัน อย่ายัดเยียด ต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คนและคนรอบข้าง จนวันนี้กิฟฟารีนได้มอบโอกาสทางธุรกิจให้แก่คนไทยหลายแสนครอบครัว และมีผู้ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถพลิกชีวิตสู่ความสุข ความมั่งคั่งจากธุรกิจกิฟฟารีนได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทยที่มียอดจำหน่ายสูงสุด และเป็นบริษัทเอ็มแอลเอ็มสัญชาติไทย หนึ่งเดียวในโลกที่ติดอันดับ 56 ใน ท็อป 100 ของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประจำปี 2011 และได้รับการการันตีด้วยการโหวตให้เป็นสุดยอดแบรนด์ (Superbrands Award) ถึง 4 ปีซ้อน มีสมาชิกมากกว่า 6.5 ล้านรหัส มีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศมากกว่า 30 สาขา"


หัวใจหลักที่ทำให้กิฟฟารีนเป็นที่ยอมรับจากคนในประเทศและต่างประเทศคือ "...หนึ่งต้องทำให้ผู้บริโภคมีความสุข และใช้สินค้าเราอย่างต่อเนื่อง สองทำให้นักธุรกิจของเรามีความสุขได้รับรายได้ ความสำเร็จและความภาคภูมิใจเป็นความอบอุ่นแบบที่เขาต้องการ เพียงเท่านี้เองเพราะถ้าเราทำให้ผู้บริโภคมีความสุขก็เหมือนกับว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนและคุณภาพดีในราคาที่ไม่สูงเกินไปและคนสามารถซื้อใช้อย่างต่อเนื่องและมีความสุขได้ จากจุดนี้ทำให้เราตัดสินใจเปิดโรงงานของตัวเอง เพื่อที่เราจะได้ควบคุมกระบวนการผลิตได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบที่ใช้ในแต่ผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา มีกระบวนการการผลิตที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ผู้บริโภคให้เขาได้รับสิ่งที่ดีและเหมาะกับเขาที่สุด เราจึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผล ตรงนี้เองที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนต่างจากแบรนด์อื่นและได้รับการยอมรับ" พ.ญ.นลินี กล่าว ส่วนเคล็ดลับในการบริหารงาน บริหารคนในยุคแห่งการแข่งขันนี้ พ.ญ.นลินี บอกว่า ".ใช้หลัก win-win ถ้าโตเราโตด้วยกัน ถ้าไปไม่รอดก็ไม่รอดด้วยกัน ต้องยอมรับความจริง ดิฉันจะไม่รวยคนเดียว นักธุรกิจเครือข่ายเราก็อยู่ฝั่งเดียวกัน บริษัทแม่ บริษัทลูกจะจับมือกัน ดูแลผู้บริโภคเราดีที่สุด บริษัทเราอาจจะไม่ได้


โตพรวดพราด แต่เราโตประมาณปีละ 10% แต่ ทุกก้าวๆ อย่างมั่นคง ต้องมีเงินฝากประจำมากขึ้นทุกปี มีอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น มีเงินที่แบ่งสำหรับการพัฒนาระบบไอที มีเงินพัฒนาสำหรับงานวิจัยและสินค้าใหม่ มีการลงทุนเรื่องโรงงาน เรื่องศูนย์ธุรกิจ เรื่องกิจกรรมทางการตลาดปีที่แล้วเรามีกิฟฟารีนแชนแนล ผ่านช่องทางเคเบิลทีวี ปีนี้จะมีกิฟฟารีนแชนแนลออนไลน์เพิ่มเข้ามา เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป"


ปิดท้ายผู้บริหารคนเก่งยังบอกเคล็ดไม่ลับสำหรับคนที่อยากจะประสบความสำเร็จว่า "...ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว แค่เรามีความสุขกับสิ่งที่เราได้ทำ กับสิ่งที่เราได้เลือก แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าเกิดความท้อ ความเครียดให้คิดว่าเป็นบทเรียนหรือบทลองใจให้คิดว่าความเหนื่อยความท้อทำให้เราแกร่งขึ้น ให้ก้าวข้ามไปให้ได้ ให้มองเรื่องอุปสรรคเป็นบทเรียนในชีวิต หลายคนถามเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ดิฉันจะเกษียณให้คนรุ่นหลังขึ้นมาทำงานต่อ ดิฉันบอกเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่จะไม่เกษียณหรอก จะทำงานจนวันสุดท้ายของชีวิต ถ้าเมื่อไหร่เลิกทำงานนะมีความทุกข์แน่ เพราะคิดว่างานคือชีวิต งานคือความสุข เหนื่อยดีกว่าเหงาเยอะเลย วันนี้ให้ดีใจที่ยังได้เหนื่อย"


17 ปีที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผู้หญิงเก่งคนนี้สามารถนำพาแบรนด์สัญชาติไทยให้เป็นที่ยอมรับของคนในประเทศและต่างประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ





Credit By :http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : กิฟฟารีน ปูพรมแผน 5 ปี ย้ำกลยุทธ์เข้าถึงทุกกลุ่ม









กิฟฟารีน วางหมากก่อนลุยตลาดอาเซียน ดึงกลเม็ดมัดใจลูกค้า 2 กลุ่ม ทั้งเก่าและใหม่ หวังตอบสนองความต้องการได้อย่างตรงจุด เน้นสร้างองค์ความรู้สู่การเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงให้กับสมาชิกส่วนนักธุรกิจใหม่เตรียมสอนวิธีสร้างรายได้อย่างเป็นรูปธรรม ล่าสุดทยอยปรับสินค้าเพิ่ม 10 % หลังอั้นต้นทุนไม่ไหว วัตถุดิบ และต้นทุน สินค้าอื่นๆ ขยับขึ้นทุกรายการ


น.ต.พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้วางแผนเติบโตในระยะยาว โดยวางแผน 3-5 ปีจากนี้ไป จะต้องมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 10-15% โดยปัจจัยหลักที่จะช่วยผลักดันยอดขาย คือการเปิดตลาด AEC ที่จะมีการแข่งขันกันสูง ซึ่งบริษัทต้องเร่งปรับตัวและพัฒนาสินค้าเพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้นในอนาคต


สำหรับแผนการรองรับเปิดตาด AEC บริษัทได้วางแผน 2 ส่วน คือ 1.การพุ่งเป้าไปที่ผู้บริโภคกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยใช้สินค้าของกิฟฟารีนมาก่อน และ 2.สมาชิกกลุ่มเดิมที่เป็นกลุ่มผู้บริโภค ซึ่งบริษัทมองภาพในระยะยาวว่าอะไรที่จะมาต่อยอดและตอบสนองความพึงพอใจของสมาชิกกลุ่มดังกล่าวได้ ที่สำคัญจะต้องมีการสร้างการรับรู้ต่อแบรนด์เพื่อให้ผู้บริโภครับรู้อย่างต่อนื่อง


แผนที่เรากล่าวมา คือื การตอบสนองกลุ่มคน 2 กลุ่ม ทั้งกลุ่มเก่าและกลุ่มใหม่ว่าอะไรที่จะช่วยต่อยอดในการทำงานให้กับเขาได้ อย่างสมาชิกกลุ่มเดิมปัจจุบันให้ความสนใจอะไรเป็นพิเศษ ต้องบอกว่าสมาชิกที่เป็นผู้บริโภคสินค้าปัจจุบันมีมากถึง 6 ล้านคน ทีนี้เราต้องตอบโจทย์ให้ได้ว่าคนเก่าที่อยู่จะรักษาฐานกลุ่มนี้อย่างไร และทำอย่างไรให้สมาชิกกลุ่มนี้ซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง จากนี้ไปเราจะเน้นกลลุ่มสมาชิกเก่า 70% และกลุ่มสมาชิกใหม่ 30 %


ทั้งนี้บริษัทจะใช้กลยุทธ์การสร้างองค์ความรู้ในการเข้าสู่การเป็นมืออาชีพอย่างเเท้จริงให้กับสมาชิก ส่วนนักธุรกิจใหม่ก็จะมีการสอนวิธีการสร้างรายได้ในการทำงานอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งสิ่งที่บริษัทจะเน้นคือ การแยกกลุ่มเซ็กเม้นเตชั่นเพื่อดูแลผู้บริโภคให้ครอบคลุมทุกกลุ่มโดยปัจจุบันจะเห็นได้ว่าผู้บริโภคมีหลากหลายกลุ่มและต้องจำแนกตามอายุ เพศ และกำลังซื้อ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างแท้จริง


น.ต.พญ.นลินี กล่าวต่อว่า กว่า 1 เดือนที่ผ่านมา (1 ม.ค.-15 ก.พ. 2556) บริษัทมีอัตราสูงถึง 19.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากต้นปี 2555 บริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ขณะที่อัตราเติบโตดังกล่าวส่วนหนึ่งมาจากช่องกิฟฟารีน รวมถึงกลยุทธ์ในการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคมากขึ้น นอกจากนี้บริษัทยังได้ปรับโครงสร้างนักธุรกิจด้วยการแนะนำให้นักธุรกิจจำนวน 300 รหัส (รายได้ 10,000 บาทขึ้นไป) จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล


การแนะนำให้นักธุรกิจจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล จัดตั้งบริษัทเพื่อความสะดวกในการหักลดหย่อนภาษี อย่างที่ผ่านมาเราได้เชิญสรรพากรมาให้คำแนะนำกับนักธุรกิจ ซึ่งตอนนี้อยู่ระหว่างดำเนินการ คาดว่าจะจดทะเบียนจัดตั้งบริษัทเรียบร้อยในเดือนมีนาคมนี้


อย่างไรก็ตาม หลังต้นทุนสินค้าโดยรวมตัวปรับสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรจุภัณฑ์อย่างเม็ดพลาสติก กล่องกระดาษ รวมถึงวัตถุดิบในการผลิตสินค้าที่ปรับราคาสูงขึ้น 20% บริษัทจึงได้ทยอยปรับราคาสินค้าขึ้นเนื่องจากแบกรับต้นทุนไม่ไหว สินค้าเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ตั้งแต่ต้นปี 2556 โดยสินค้าที่ปรับขึ้น ได้แก่ ผงซักฟอก และ ยาสีฟัน เป็นต้น





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556