ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินค้า ดีเน็ทเวิร์ค แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สินค้า ดีเน็ทเวิร์ค แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network Worldwide) : รุกตลาดงามครบวงจรเน้นกลยุทธ์แบบปากต่อปากปั๊มยอดขาย


ดี เน็ทเวิร์ค ส่ง Simile Growth Factor รุกตลาดความงาม โค้งสุดท้าย วางเป้าตั้งเป็นสินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ คาดยอดขาย 500-1,000 กล่องต่อเดือน ด้านกิจกรรมการตลาดจัดหนักโปรฯ ท่องเที่ยวเอาใจสมาชิก ล่าสุดเตรียมเหินฟ้าสู่คุณหมิง ประเทศจีน พร้อมผู้ประสบความสำเร็จ 159 คนมากกว่าครั้งที่แล้วเกือบ 2 เท่า

นายสาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทได้เซ็นสัญญาเป็นผู้จัดจำหน่าย และนำเข้าผลิตภัณฑ์งานวิจัย ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดจากสถาบันวิจัยประเทศไต้หวัน โดยเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลสภาพผิวหน้า ที่มีชื่อว่า Simile Growth Factor

โดยเหตุผลสำคัญที่บริษัทได้นำเข้าผลิตภัณฑ์ SIMILE COSMETOLOGY มาเจาะตลาดในประเทศไทย เพราะ ต้องการ ให้ดี เน็ทเวิร์ค มีสินค้าในกลุ่มบำรุงผิวหน้าครบวงจรทุกขั้นตอน ตั้งแต่การทำความ สะอาด การป้องกัน การบำรุง โดย SIMILE COSMETOLOGY จะอยู่ในขั้นตอนการบำรุงรักษา

ผลิตภัณฑ์ตัวนี้มีส่วนผสมของ Growth Factor มากถึง 8 ชนิด การผลิตได้นำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีชีวภาพระดับ นาโน มาใช้ในการเพิ่มจำนวนของ Growth Factor ที่ได้มาจากสิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติ มีคุณสมบัติในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพให้กลับมาอ่อนเยาว์อีกครั้ง ซึ่ง Growth Factor ที่ผสมจะนำมาจาก Growth Factorและสารที่เป็นโปรตีน Peptide หลาย ชนิดทำงานร่วมกัน โดยผ่านการพิสูจน์ทาง วิทยาศาสตร์ที่ได้มาตรฐาน นอกจากนั้นบรรจุภัณฑ์ของสินค้าตัวนี้ยังทำมาจากหนังปลา เพื่อทดแทนการใช้พลาสติกที่อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงกับผู้ใช้ ซึ่งการใช้บรรจุภัณฑ์แบบนี้ต้องใช้เทคโนโลยีที่สูงมาก

นายสาครยังกล่าวอีกว่า ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการ ของผู้ที่มีปัญหาเรื่องผิว อีกทั้งยังสามารถลดค่าใช้จ่าย ลดเวลา หรือขั้นตอนการบำรุง ที่ยุ่งยาก ถือว่าเป็นสินค้านวัตกรรมระดับสูง แต่อยู่ในระดับราคาที่ลูกค้าทั่วไปสามารถเข้าถึงได้ โดยปัจจุบันราคาข้างกล่องอยู่ที่ 3,900 บาท แต่ราคานักธุรกิจของดี เน็ทเวิร์ค จะเหลือเพียง 3,000 บาท ซึ่งตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสินค้าตัวนี้จะสามารถแข่งขันในตลาดเอเชียได้ ซึ่งขณะนี้บริษัทถือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย

ด้านช่องทางในการทำตลาดบริษัทจะเน้นการทำตลาดแบบปากต่อปาก ใช้ดี แล้วบอกต่อ โดยตั้งเป้าว่าสินค้าตัวนี้จะเป็น สินค้าพระเอกในกลุ่มสกินแคร์ เพราะหลังจากทดลองตลาดมาเป็นเวลา 5-6 เดือนพบว่าได้รับการตอบรับที่ดี ส่วนในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้บริษัทวางเป้าหมายยอดขายไว้ที่เดือนละ 500-1,000 กล่อง

นายสาคร ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมถึงกิจกรรมการตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ว่า บริษัทได้มีการจัดงานประดับเข็ม ให้กับสมาชิกในตำแหน่ง GOLD และ SILVER ซึ่งงานดังกล่าวจะมีการจัดขึ้นทุกๆ 3 เดือน เพื่อเป็นการประกาศเกียรติคุณให้กับ สมาชิกที่ประสบความสำเร็จ โดยในครั้งนี้มีผู้ขึ้นรับการประดับเข็มมากกว่า 60 คน ส่วนงานมอบเข็มครั้งใหญ่จะจัดขึ้นในวันที่ 27 มกราคมปีหน้า

นอกจากนั้น ยังมีโปรฯ ส่งเสริมการขาย ซึ่งช่วงปลายปีนี้บริษัทมีโปรโมชั่น ท่องเที่ยวประเทศจีน โดยขณะนี้มีผู้ประสบความสำเร็จพิชิตคะแนน ได้ไปท่องเที่ยวที่คุณหมิง ประเทศจีนแล้วถึง 159 คน เพิ่มขึ้น จากปีที่แล้วถึง 2 เท่า

ตนมองว่าการจัดโปรฯ ท่องเที่ยวให้แก่สมาชิก ถือเป็นหัวใจสำคัญอีกอย่างหนึ่งของธุรกิจขายตรง ซึ่งบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค จะมีการจัดกิจกรรมท่องเที่ยวในทุกๆ 4 เดือน โดยครั้งที่ผ่านมาทางบริษัทมีการจัดโปรโมชั่นท่องเที่ยวที่ประเทศเวียดนาม มีผู้ผ่าน การแข่งขันเพียง 50 ท่าน จึงเห็นได้ว่าขณะ นี้มีจำนวนผู้ผ่านการแข่งขันมากขึ้น แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการของสมาชิก ดี เน็ทเวิร์ค ได้เป็นอย่างดี โดยผู้ที่ผ่านการแข่งขันในครั้ง นี้ มีทั้งสมาชิกหน้าเก่าและหน้าใหม่ จะเริ่มเดิน ทางท่องเที่ยวในวันที่ 12-15 พฤศจิกายนนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1346 ประจำวันที่ 24-10-2012 ถึง26-10-2012

วันอาทิตย์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (Dnetwork) : ฉีกแนวขายตรง ทำเครือข่ายผ่านร้านขายยา


ดี เน็ทเวิร์ค รุกตลาดครึ่งหลัง ลุยวิทยุชุมชน เคเบิลทีวีท้องถิ่น และ ร้านขายยา แต่ยังคงเน้นตลาด เครือข่าย และจัดงาน The Power Leader สร้างความ แข็งแกร่งแก่ผู้นำปีละ 2 ครั้ง ดึงนวัตกรรมใหม่จากไต้หวัน เสริมทัพ รองรับการเปิดตลาด AEC ปี 2558


สาคร ใสกมล ประธานผู้ก่อตั้ง บริษัท ดี เน็ท- เวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด เปิดเผยถึงแนวทางการตลาด ครึ่งหลังของปีว่า บริษัทจะรุกเข้าไปทำการตลาดผ่าน สื่อวิทยุชุมชน เคเบิลท้องถิ่นมากขึ้น รวมไปถึงการ สง่ เสริมใหส้ มาชิกนำ สินค้า เข้าไปวางจำหน่ายผ่านร้าน ขายยา โดยบริษัทจะเน้นการให้คำแนะนำกลุ่มดังกล่าวให้เข้ามาเป็นสมาชิกมากกว่าการเป็นตัวแทน จำหน่าย


ทั้งนี้ การรุกเข้าไปทำตลาดในกลุ่มดังกล่าว มากขึ้น บริษัทพบว่าผู้ประกอบการในธุรกิจกลุ่ม ดังกล่าวได้ให้ความสนใจกับธุรกิจเครือข่ายมากขึ้น และบริษัทได้มองเห็นโอกาสในการเป็นแนวทางใหม่ สำหรับธุรกิจ โดยจะให้สมาชิกเป็นเสมือนศูนย์ขายส่ง สินค้า แต่ใช้แผนธุรกิจแบบเครือข่าย และการเข้าไป ทำตลาดในกลุ่มร้านขายยาจะเป็นการดำเนินงานของ สมาชิก


นอกจากนี้บริษัทจะยังเน้นการประชุมสัมมนา ให้กับสมาชิก ล่าสุดเมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมา บริษัทได้จัดงานประชุมขึ้นที่ศูนย์ประชุมสถาบันวิจัย- จุฬาภรณ์ โดยใช้ชื่องานประชุมว่า The Power Leader เป็นการจัดการประชุมระดับผู้นำ เพื่อต้องการ สร้างแรงบันดาลใจในการทำธุรกิจ การแจ้งข่าวสาร ของบริษัท การเปิดตัวสินค้าใหม่ รวมถึงการพบปะ ระหว่างผู้นำเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกัน ซึ่ง งานดังกล่าวจะจัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ในส่วนของการจัด งานดังกล่าว บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ D-CONTACT ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ดูแลดวงตา ผลงานวิจัย ล่าสุดจากสถาบันวิจัยประเทศไต้หวัน หนึ่งในแผนการ ตลาดของบริษัทที่ต้องการนำสินค้านวัตกรรมใหม่ ที่มี ความหลากหลาย เข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคอย่างแท้จริง


การที่เราเลือกสินค้าดังกล่าวเข้ามาทำตลาด ในประเทศไทย มองว่ามูลค่าทางการตลาดของสินค้า กลุ่มนี้ค่อนข้างสูงหรือคิดเป็นมูลค่าประมาณ 5,000- 6,000 ล้านบาท บวกกับในปัจจุบันพบว่ามีผู้ที่มีปัญหา ทางด้านสายตาเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก และยังไม่มี บริษัทใดให้ความสนใจที่จะทำสินค้าในกลุ่มนี้อย่าง จริงจัง เราจึงคาดหวังว่า D-CONTACT จะสามารถ ขายได้ 30,000 กล่องภายในสิ้นปีนี้


ขณะที่ในอนาคตบริษัทมีแผนที่จะออกสินค้า ใหม่ เกี่ยวกับการบำรุงสายตาในรูปแบบเจล พร้อมรับ ประทาน สำหรับผู้บริโภคในกลุ่มเด็ก ซึ่งบริษัทมองว่า เด็กในทุกวันนี้ใช้คอมพิวเตอร์เพิ่มมากขึ้นและทำให้ สายตาเสื่อมเร็ว ดังนั้น การนำสินค้าเกี่ยวกับการบำรุง สายตามาทำตลาด บริษัทคาดว่าจะได้รับการตอบรับ เป็นอย่างดี


อย่างไรก็ตาม การที่บริษัทเลือกนำเข้าสินค้า กลมุ่ นวัตกรรมใหม่ เนื่องจากการเตรียมความพร้อม รองรับการแข่งขันของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน (AEC) ในปี 2558 ซึ่งบริษัทมองว่าเมื่อเปิด ตลาด AEC เป็นที่เรียบร้อยแล้ว สินค้าของบริษัท ต้องเป็นสินค้าที่สามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ ได้ ดังนั้น สินค้าจึงจำเป็นต้องเป็นนวัตกรรมใหม่ๆ และเป็นสินค้าที่เห็นผลได้จริง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 206 วันที่ 1- 15 กันยายนพ.ศ. 2555