ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : 'กิฟฟารีน' ตอกย้ำภาพลักษณ์ขายตรงรายแรกเปิดตัวสติ๊กเกอร์ ไลน์คู่ซี้ 'กิฟฟี่ &กิฟฟิน' รับปีใหม่







ggg (Mobile)

 


กิฟฟารีน ควักกระเป๋ากว่า 10 ล้าน ตอกย้ำแบรนด์ไทยใจอินเตอร์ เป็นขายตรงแบรนด์แรกในไทย เปิดตัวสติ๊กเกอร์ไลน์คู่ซี้ "กิฟฟี่ &กิฟฟิน" ภายใต้แนวคิด ตัวแทนความอบอุ่น และมิตรภาพจากใจ แบรนด์กิฟฟารีน เพื่อส่งความสุขช่วงเทศกาลปีใหม่ หวังเจาะกลุ่มนักธุรกิจ และคนรุ่นใหม่ ผู้ชื่นชอบการโหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ มั่นใจดาวน์โหลดทะลุ 1 ล้านดาวน์โหลด


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปัจจุบันไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่นิยมติดต่อสื่อสารผ่านช่องทางสังคมออนไลน์ โดยเฉพาะแอพพลิเคชั่นไลน์ที่ได้รับความนิยมสูงสุด ดังนั้น กิฟฟารีน ในฐานะผู้นำธุรกิจเครือข่ายผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และความงามชั้นนำได้ตอกย้ำแบรนด์ให้มีความทันสมัย ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่และสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคยุคใหม่ได้กว้างขึ้น จึงได้ใช้งบประมาณกว่า 10 ล้านบาท สร้างสรรค์สติ๊กเกอร์ ไลน์คู่ซี้ "กิฟฟี่ &กิฟฟิน" เพื่อเป็นตัวแทนความอบอุ่น และมิตรภาพจากใจแบรนด์กิฟฟารีน ผ่านไอคอนแสดงอารมณ์ พร้อมคำพูดสุดฮิต จำนวน 16 แบบ โดยเปิดให้ผู้ใช้แอพพลิเคชั่นไลน์ สามารถดาวน์โหลดได้ฟรีทาง LINE Sticker Shop ตั้งแต่วันที่ 12 ธันวาคม 56-มกราคม 57 และสามารถเพิ่ม Official Account เพื่อรับข้อมูลข่าวสารได้เป็นระยะเวลา 1 ปี


ทั้งนี้ สติ๊กเกอร์ ไลน์คู่ซี้ "กิฟฟี่ &กิฟฟิน" ได้ออกแบบคาแร็กเตอร์ด้วยตัวการ์ตูน ไลน์ สติ๊กเกอร์ ที่เน้นความน่ารัก อบอุ่น เป็นมิตร จริงใจ และเป็นกันเอง โดยได้รับเกียรติจากนักวาดการ์ตูนชื่อดังจากค่ายหนังสือการ์ตูนขายหัวเราะ ปุ๋ย-ศุภมิตร จันทร์แจ่ม หรือ ปุ๋ย เดวิล มาออกแบบผลงานด้วยลายเส้น ตัวการ์ตูนที่มีเอกลักษณ์ แฝงไว้ด้วยความสนุกสนาน จริงใจ และเป็นมิตร ตอบโจทย์การแสดงออกถึงแบรนด์กิฟฟารีนได้อย่างลงตัว


"เราเชื่อว่า สติ๊กเกอร์ ไลน์คู่ซี้ "กิฟฟี่ &กิฟฟิน" เสมือนเป็นตัวแทนกิฟฟารีน มอบความรู้สึกดีๆ ให้แก่กันทุกวันและเป็นของขวัญต้อนรับเทศกาลปีใหม่ ให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีน สมาชิกผู้บริโภคที่เป็นแฟนคลับของกิฟฟารีน และคนรุ่นใหม่ที่ชื่นชอบการโหลดสติ๊กเกอร์ไลน์ นอกจากนี้ยังเป็นเพื่อนที่ให้ข้อมูลความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ความงาม และการสร้างแนวคิด รวมถึงให้กำลังใจทุกคน ผ่านทาง Official Account ของกิฟฟารีน โดยคาดว่าจะมีจำนวนผู้ดาวน์โหลดกว่า 1 ล้านดาวน์โหลด"


ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 57,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศมากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


ส่วนปัญหาความไม่สงบทางการเมืองในประเทศ เริ่มส่งผลกระทบกับยอดขายของบริษัทแล้วโดยพบว่าเฉพาะในช่วงต้นเดือน ธ.ค. มียอดขายต่ำกว่าในช่วงเดียวกันของปีก่อน 10% แล้ว และหากการชุมนุมยืดเยื้ออาจจะส่งต่อยอดขายในระยะยาว ขณะที่แคมเปญการตลาดที่จะใช้ในช่วงเวลานี้จะไม่ช่วยให้ยอดขายดีขึ้น เนื่องจากผู้บริโภคไม่มีอารมณ์ในการจับจ่ายใช้สอย และระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น


อย่างไรก็ตาม ในปีนี้ทั้งปีบริษัทมียอดขายค่อนข้างดี มาจนถึงช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาเท่านั้นเอง ที่มีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง โดยเชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบกับรายได้ และยังมั่นใจว่ายังเติบโต 5% จากปีก่อน โดยปิดยอดขายไม่ต่ำกว่า 6,000 ล้านบาท สำหรับกลยุทธ์การตลาดในช่วงนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการสร้างแบรนด์ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ค โดยเปิดตัวสติ๊กเกอร์เพื่อให้ดาวน์โหลดฟรี ซึ่งจะเป็นตัววัดความสนใจที่มีต่อแบรนด์ เพื่อเน้นขยายฐานการรับรู้ไปยังกลุ่มผู้บริโภคคนรุ่นใหม่


ขณะเดียวกันจะให้ความสำคัญกับการทำรายการผ่านทางทีวีดาวเทียม โดยเฉพาะผลิตรายการผ่านช่องกิฟฟารีนแชนแนล รวมไปถึงการจัดส่งสินค้าผ่านช่องทางเดลิเวอรี่มากขึ้นด้วย เพื่อให้สามารถจัดส่งสินค้าได้รวดเร็ว ส่วนการซื้อสินค้าผ่านระบบอีคอมเมิร์ซหรือออนไลน์นั้น ยังไม่ได้รับความนิยมมากนัก เนื่องจากบริษัทมีศูนย์จำหน่ายกระจายอยู่ในส่วนภูมิภาคจำนวนมาก


"ขณะนี้อยู่ระหว่างการวางแผนการตลาดในปีหน้า โดยเชื่อว่าตลาดขายตรงในปีหน้าจะเติบโตประมาณ 5-7% โดยยอดขายของบริษัทจะมีอัตราการเติบโตใกล้เคียงกับตลาดรวม"


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : "กิฟฟารีน" ดิ้นสู้ ศก.ซบ อัดงบ 50 ล้านปลุกตลาดโค้งสุดท้าย







1380034_168681776662059_1690058306_n (Mobile)

 


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า จากยอดขายในช่วงที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า "กิฟฟารีน" ยังมียอดขายที่น้อยกว่าเป้าหมายที่ได้วางไว้ คือ เติบโตเพียง 6% จากที่มีการตั้งเป้าในแต่ละปีว่าบริษัท จะต้องทำรายได้ให้ถึง 10% ในทุกปี


"ในส่วนของเป้าหมายการเติบโต 10% ที่บริษัทตั้งเป้าในทุกปี จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวบวกกับผลพวงจากกำลังซื้อที่ลดลง รวมถึงเหตุการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นในหลายจังหวัดในเวลานี้ ก็อาจ ส่งผลกระทบต่อบริษัทไม่น้อย ซึ่งอาจทำให้การเติบโตของบริษัท ต้องคลาดเคลื่อน การเติบโตอาจลดลงมาที่ 5-7%"


"จากยอดขายที่ผ่านมา ทำให้บริษัทต้องหวังพึ่งยอดขายใน ช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี โดยล่าสุดบริษัทก็ได้จัดการลงทุนเพิ่มอีก ประมาณ 50 ล้านบาท เพื่อทำการประชาสัมพันธ์และสร้างการตลาดกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มขึ้น ซึ่งสินค้าที่นำมาประชาสัมพันธ์ ไม่ใช่สินค้าใหม่ของบริษัท แต่เป็นสินค้าที่อยู่ในความนิยม ซึ่งบริษัท จะได้ทำการกระตุ้นยอดขายต่อไป" พ.ญ.นลินี กล่าว


อย่างไรก็ดี ในปีนี้ทาง "กิฟฟารีน" ได้ทุ่มงบการตลาด เพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปแล้วกว่า 100 ล้านบาท ซึ่งบริษัทพยายาม สร้างโฆษณาเพื่อกระตุ้นภาพของบริษัท ทั้งทางด้านผลิตภัณฑ์ และ ในส่วนของการเพิ่มจำนวนนักธุรกิจอิสระของ "กิฟฟารีน" ซึ่งหากรวมงบทุกอย่างในปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการจัดกิจกรรมต่างๆ รวมถึงการประชาสัมพันธ์แบรนด์ การจ่ายโบนัสนักธุรกิจ บริษัทคาดว่า งบในปีนี้ อาจทะลุไปถึง 300 ล้านบาท ซึ่งมากกว่าในปีที่ผ่านมาถึง 15%


เศรษฐกิจพ่นพิษ! ทำยอดขาย "กิฟฟารีน" ครึ่งปีแรกโตไม่ ถึง 10% เดินหน้าอัดงบการตลาด อีก 50 ล้านบาท หวังปลุกตลาดในช่วงไตรมาสสุดท้าย ดึง "เจมส์ มาร์" กระตุ้นสินค้ากลุ่มฟังก์ชันนัลดริงก์ "กิฟฟารีน อีสเลส" รุก เจาะ Gen Y เผยปีนี้งบตลาดมีสิทธิ์แตะ 300 ล้านบาท มาก กว่าปีก่อนถึง 15% ด้านตลาด AEC ย้ำชัดไม่หวั่น เรื่องการแข่งขัน แต่ยอมรับตอนนี้เจอภาษีอาเซียนแพงระยับ


นอกจากนี้ ดังที่กล่าวมาว่า "กิฟฟารีน" พยายามที่จะผลักดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าคือ 6.5 พันล้านบาท ในช่วงไตรมาสสุดท้าย นอกจากการประชาสัมพันธ์ แบรนด์แล้ว บริษัทยังต้องการเดินหน้าเรื่อง การจัดทำโปรโมชั่นสนับสนุนการขาย พร้อมด้วยการจัดประชุมนักธุรกิจในทุกสัปดาห์ เพื่อกระตุ้นสมาชิก


โดยในส่วนของสมาชิก ปัจจุบัน "กิฟฟารีน" มีสมาชิกที่อยู่ในกลุ่มคนรุ่นใหม่ หรือกลุ่ม Gen Y ที่ 25% จากเดิมเมื่อประมาณ 5-6 ปีก่อน ที่บริษัทมีสมาชิกกลุ่ม นี้เพียง 10% ซึ่งตรงนี้ถือเป็นการตอบรับของผู้บริโภค เพราะบริษัทพยายามสร้างการ รับรู้ผ่านสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์ก ซึ่งกำลังได้รับความนิยม


เกี่ยวกับเรื่องนี้ "พ.ญ.นลินี" กล่าวว่า "ปัจจุบันคนรุ่นใหม่หันมาใส่ใจตัวเอง และ มองหาเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ พบได้จากเทรนด์การดื่มเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกิฟฟารีนมีจุดแข็งที่มีโรงงาน ผลิตเป็นของตัวเอง จึงได้มีการพัฒนานวัตกรรมผลิตภัณฑ์อยู่ตลอดเวลา และล่าสุด โรงงานของเราได้รับการรับรองระบบ OHSAS 18001:2007 จากบริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งรับรองมาตรฐานด้านระบบการจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัย"


ที่ผ่านมาเราสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม ผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภคในบ้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์ส่งเสริมคุณภาพ ชีวิต และผลิตภัณฑ์อาหารรวมทั้งหมดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิต ประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้านรหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอด ระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 57,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทยรวม 113 สาขา และต่างประเทศ มากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


ดังนั้น เราจึงพัฒนากลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ "กิฟฟารีน อีสเลส" เพื่อตอบสนองความต้องการและไลฟ์สไตล์การรับประทานที่เปลี่ยนไปของคนในปัจจุบัน ด้วยส่วนประกอบสำคัญของไฮดรอกซี ซิตริก แอซิด (Hydroxy citric acid) หรือ HCA-SX สารสำคัญที่มีอยู่ในพืช ผัก ผลไม้ ชนิดต่างๆ ที่เป็นตัวช่วยสำหรับผู้ที่ใส่ใจตัวเอง


ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า "สำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ กิฟฟารีน อีสเลส เรา ได้ทุ่มงบประมาณถึง 50 ล้านบาท เพื่อสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ นักธุรกิจ กิฟฟารีน คนรุ่นใหม่ คนทำงานทั่วไปที่มีไลฟ์ สไตล์ทันสมัย และใส่ใจสุขภาพ โดยมีพรีเซ็นเตอร์หนุ่มหล่อผู้ใส่ใจสุขภาพและบุคลิกภาพ เจมส์ มาร์ ผ่านภาพยนตร์โฆษณา เรื่อง "อร่อยแบบเจมส์ มาร์" ภายใต้แนวคิดที่ว่า กิฟาฟารีน อีสเลส เป็นตัวช่วย ให้ทุกคนมีความสุขได้โดยไม่ต้องฝืนใจตัวเอง ผ่านเครื่องมือทางการตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line พร้อมทั้งยังใช้แผน "ไวรัล มาร์เก็ตติ้ง" โดยได้ปล่อยคลิปวิดีโอสั้น 4 เรื่องทางออนไลน์ พร้อมต่อยอดด้วยกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ในรูปแบบของเกมออนไลน์ เพื่อประชาสัมพันธ์ ผลิตภัณพ์กิฟฟารีน อีสเลส และพรีเซ็นเตอร์ ที่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เป็นคนรุ่นใหม่ และมีไลฟ์สไตล์ที่ทันสมัยอีกด้วย"


โดยเหตุที่บริษัทเลือก "เจมส์ มาร์" มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้กับผลิตภัณฑ์ตัวนี้ ในช่วงปลายปี เนื่องจากบริษัทต้องการดาราที่อยู่ในความนิยมของคนรุ่นใหม่ รวมถึงคน อีกหลายช่วงอายุก็ชอบและชื่นชม "เจมส์ มาร์" อีกทั้งตัวดาราผู้นี้ยังมีอุปนิสัยการทาน ที่เหมาะกับสินค้าที่บริษัทต้องการนำมาชูคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น กิฟฟารีนได้ส่งออกผลิตภัณฑ์ไปยัง 33 ประเทศทั่วโลก ทั้งในส่วนของธุรกิจขายตรงและการส่งผลิตภัณฑประเภทสปาออกจำหน่าย โดยปัจจุบัน บริษัท มีแผนขยายตลาดออกสู่ประเทศในประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ได้แก่ ประเทศเมียนมาร์, มาเลเซีย, กัมพูชา, สปป.ลาว และมีแผนที่จะเปิดในประเทศอินโดเซียในปีถัดไป โดยคาดว่าในเดือน ม.ค.ปี 57 จะสามารถเปิดที่ประเทศอินโดนีเซียได้อย่างเป็นทางการ


นอกจากนี้ บริษัทยังได้ขยายไปที่ประเทศดูไบ ซึ่ง "กิฟฟารีน" ได้ขยายสาขาเพิ่มขึ้นเป็น 2 สาขาในดูไบแล้ว ส่วนรูปแบบ ของธุรกิจนั้นในประเทศต่างๆ บริษัทจะขยาย ธุรกิจในรูปแบบของค้าปลีก ส่วนประเทศที่ อยู่ในแถบอาเซียน "กิฟฟารีน" จะพยายาม ขายไปในรูปแบบ MLM


ทั้งนี้ การขยายตลาดในกลุ่มประเทศ อาเซียน เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC บริษัทไม่ได้ห่วงในเรื่องของตลาด แต่เป็นเรื่องภาษีของ หลายประเทศที่ค่อนข้างแพง ทำให้การขยายออกไปต้องประสบปัญหาในเรื่องนี้พอสมควร


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : "กิฟฟารีน"เทหน้าตักลุย! ทุ่มงบตลาด...เปิดศูนย์ฯ-ขยายโรงงาน







12352_567884986575509_898555584_n (Mobile)


"กิฟฟารีน" รุกตลาดครึ่งปีหลังสุดตัว ทุ่มงบการตลาดกว่า 100 ล้านบาท ยิงโฆษณา ผ่านสื่อทีวี 3 ตัวรวด ภายใต้ชื่อ WE, TRUST และ SUPPORT เน้นเนื้อหาดูดนักธุรกิจ หวังเพิ่มสมาชิก 5-6 หมื่นรหัส พร้อมอัดงบเปิดศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ย่านมีนบุรี และ เตรียมขยายโรงงานในนิคมฯ นวนคร ลั่นผูกแชมป์แบรนด์ขายตรงไทย ด้วยเป้ายอดขายปี 56 กว่า 6.5 พันล้านบาท ด้านตลาดต่างประเทศเตรียมเปิดในพม่า และลาวปีหน้า


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ตลอดเวลา 17 ปี ที่กิฟฟารีนได้ดำเนินธุรกิจเครือข่ายหลายชั้น และมอบ โอกาสทางธุรกิจให้แก่คนไทยหลายแสนครอบครัว และมีผู้ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถพลิกชีวิตสู่ความสุข ความมั่งคั่งจากธุรกิจกิฟฟารีน ได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทยที่มียอด จำหน่ายสูงสุดและเป็นบริษัทเอ็มแอลเอ็มสัญชาติไทยหนึ่งเดียวที่ติดอันดับ 56 ใน ท็อป 100 ของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประจำปี 2011 และได้รับการันตีด้วยการโหวตให้เป็นสุดยอดแบรนด์ (Superbrands Award) ถึง 4 ปีซ้อน พร้อมให้ผลตอบแทนคืนกลับสู่นักธุรกิจสูงสุดในประเทศไทย จากยอดจำหน่ายรวมถึงปัจจุบัน 52,000 ล้านบาท มอบให้นักธุรกิจ 24,000 ล้านบาท


ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีน ทุกคน และการนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคนับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งใน การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ คนไทยด้วย ผลิตภัณฑ์คุณภาพหลากหลาย ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ เพื่อความงามและของใช้ส่วนตัว ผลิตภัณฑ์ สำหรับเด็กและทารก ผลิตภัณฑ์ของใช้ในบ้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและคุณภาพ ชีวิต และผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งสิ้นกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิต ประจำวันของสมาชิก ผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้าน รหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ใน ประเทศไทยรวม 113 สาขา และต่างประเทศ มากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิ-เวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


อย่างไรก็ดี ในปีนี้บริษัทยังได้ทำการก่อสร้างศูนย์ธุรกิจขนาดใหญ่ขึ้นอีกหนึ่งศูนย์ ย่านมีนบุรีใช้พื้นที่ 1 ไร่ งบการก่อสร้างทั้งหมดอยู่ที่ประมาณ 75 ล้านบาท และในปีหน้าก็จะสร้างเพิ่มที่หาดใหญ่ จ.สงขลา อีกหนึ่งที่ โดยศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีนที่เป็นศูนย์ ใหญ่ปัจจุบันมีแล้ว 20 ศูนย์ ซึ่งบริษัทต้องการ สร้างเพิ่มอย่างต่อเนื่อง


นอกจากนี้ บริษัทยังได้ตั้งงบไว้ที่ 66 ล้านบาท ซื้อที่ดินขยายโรงงานในนิคมฯนวนคร เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจกิฟฟารีน


ด้านตลาดต่างประเทศ ปีหน้าบริษัทเตรียมที่จะเปิดบริษัทในพม่า และลาวอย่าง เป็นทางการ หลังในช่วงที่ผ่านมาได้เข้าไป ทดลองทำตลาดอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง "พ.ญ. นลินี" ยังได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการขยายสาขาต่างประเทศด้วยว่า "บริษัทจะทำการขยายสาขาในประเทศที่บริษัทมีความสนิทสนมกับคนที่จะร่วมลงทุนของประเทศนั้นๆ ซึ่งหากไม่พร้อมจริง บริษัทก็จะไม่เข้าไปทำตลาด"


ในส่วนของนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เผยว่า สำหรับทิศทางการตลาดโดยรวมใน ปี 2556 นี้ กิฟฟารีนได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยทุ่มงบการตลาดถึง 100 ล้านบาท ผ่านภาพยนตร์โฆษณาซีรี่ส์ 3 ชุด เรื่อง "WE" "TRUST" และ "SUPPORT" ภายใต้แนวคิดความตั้งใจจริงของธุรกิจที่ดำเนินมานานกว่า 17 ปี พร้อมสัญญาว่าจะทำให้ทุกท่านได้มีโอกาสเป็นเจ้าของในสิ่งที่ตัวเองสร้าง และมีโอกาสสร้างในสิ่งที่ตัวเองเป็นเจ้าของ


โดยบริษัทมีความพร้อมที่จะสนับสนุน สมาชิกทุกท่านให้ประสบความสำเร็จได้อย่างง่ายดาย และใช้เวลาไม่นาน โดยภาพยนตร์โฆษณาทั้ง 3 เรื่อง เน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจผ่านเครื่องมือทาง การตลาดแบบครบวงจร ทั้ง Above the line และ Below the line โดยเฉพาะ "กิฟฟารีน แชนแนล" ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมายใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่างต่อเนื่องด้วยโปร-โมชั่นและแคมเปญต่างๆ ตลอดจนการตอบแทน ผลกำไรคืนสู่สมาชิกในรูปแบบใหม่ๆ


อย่างไรก็ดี ในงบการตลาด 100 ล้าน บาท บริษัทได้แบ่งมาเป็นงบการโฆษณาดังกล่าวประมาณ 40 ล้านบาท โดยที่บริษัท จะไม่เพิ่มเงินค่าการทำตลาดในส่วนนี้


"การโฆษณาทั้ง 3 ชุดที่กล่าวมา บริษัทต้องการที่จะใช้เพิ่มจำนวนนักธุรกิจของบริษัท จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้วประมาณ 5 แสนรหัสที่เป็นกลุ่มนักธุรกิจ จากตัวเลขสมาชิกของบริษัททั้งหมดที่มีอยู่ 6.5 ล้านรหัส ซึ่งบริษัทต้องการใช้โฆษณาที่มีเนื้อหา ในการถ่ายทอดให้เห็นถึงโอกาสเป็นเจ้าของ ธุรกิจกิฟฟารีนสำหรับทุกคนมาเป็นตัวเพิ่ม นักธุรกิจของบริษัท โดยเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มนักธุรกิจของบริษัทได้ประมาณ 5-6 หมื่น รหัสในปีนี้" พงศ์พสุ เผย


พร้อมกันนี้ยังแนะนำผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่น และสามารถครองใจผู้บริโภคตลอด มา ได้แก่ กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน, กิฟฟารีน อะบาโลน คอลลาเจน โกลด์, กิฟฟารีน กลูต้า เคอร์คิวมา ซี-อี, กิฟฟารีน อะบาโลน เฟล็กซี่ ดริ้งค์ และชุดผลิตภัณฑ์ เอดดัลไวส์ซีรี่ส์





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : เจาะใจ (แม่ทัพ) กิฟฟารีน 17 ปีที่พลิกชีวิตคนไทยหลายแสนครอบครัวสู่...ความสุข







p1111 (Mobile)


หากเปรียบกิฟฟารีนในวันนี้ ไม่ต่างอะไรกับหญิงสาววัย 17 ที่ความสวยกำลังบานสะพรั่ง พร้อมที่จะก้าวเข้าสู่ความสำเร็จในชีวิต เฉกเช่นธุรกิจขายตรง "กิฟฟารีน" ที่กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 18 อย่างมั่นคง และได้รับการตอบรับจนประสบความสำเร็จดังเช่นทุกวันนี้ ภายใต้แนวคิดและวิธีการที่เต็มไปด้วยกลยุทธ์ที่ว่า "เราเป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกัน"


ด้วยการบริหารงานของหญิงเก่ง "พ.ญ.นลินี ไพบูลย์" ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีนสกายไลน์ยูนิตี้ จำกัด ผู้บุกเบิกธุรกิจมาอย่างไม่ย่อท้อ จนทำให้วันนี้ "กิฟฟารีน" แบรนด์สัญชาติไทยสามารถอยู่ในใจผู้บริโภค และดังไกลไปทั่วโลก


"พ.ญ.นลินี" กล่าวว่า "...ตลอดเวลา 17 ปีที่ผ่านมา กิฟฟารีนมีกลยุทธ์ในการทำธุรกิจที่แตกต่างจากบริษัทขายตรงอื่นๆ คือ แนวคิดการมอบธุรกิจให้เป็นเจ้าของร่วมกัน เพราะเชื่อว่าคนเราถ้าได้ทำอะไรที่ตัวเองเป็นเจ้าของแล้ว จะทำได้ดีที่สุดและทำเต็มความสามารถ โดยมีหลักการว่าอย่ากดดัน อย่ายัดเยียด ต้องมีสัมพันธภาพที่ดีกับผู้คนและคนรอบข้าง จนวันนี้กิฟฟารีนได้มอบโอกาสทางธุรกิจให้แก่คนไทยหลายแสนครอบครัว และมีผู้ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถพลิกชีวิตสู่ความสุข ความมั่งคั่งจากธุรกิจกิฟฟารีนได้เป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังเป็นธุรกิจเครือข่ายของคนไทยที่มียอดจำหน่ายสูงสุด และเป็นบริษัทเอ็มแอลเอ็มสัญชาติไทย หนึ่งเดียวในโลกที่ติดอันดับ 56 ใน ท็อป 100 ของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) ประจำปี 2011 และได้รับการการันตีด้วยการโหวตให้เป็นสุดยอดแบรนด์ (Superbrands Award) ถึง 4 ปีซ้อน มีสมาชิกมากกว่า 6.5 ล้านรหัส มีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศมากกว่า 30 สาขา"


หัวใจหลักที่ทำให้กิฟฟารีนเป็นที่ยอมรับจากคนในประเทศและต่างประเทศคือ "...หนึ่งต้องทำให้ผู้บริโภคมีความสุข และใช้สินค้าเราอย่างต่อเนื่อง สองทำให้นักธุรกิจของเรามีความสุขได้รับรายได้ ความสำเร็จและความภาคภูมิใจเป็นความอบอุ่นแบบที่เขาต้องการ เพียงเท่านี้เองเพราะถ้าเราทำให้ผู้บริโภคมีความสุขก็เหมือนกับว่าเรามีผลิตภัณฑ์ที่ชัดเจนและคุณภาพดีในราคาที่ไม่สูงเกินไปและคนสามารถซื้อใช้อย่างต่อเนื่องและมีความสุขได้ จากจุดนี้ทำให้เราตัดสินใจเปิดโรงงานของตัวเอง เพื่อที่เราจะได้ควบคุมกระบวนการผลิตได้ทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเลือกวัตถุดิบที่ใช้ในแต่ผลิตภัณฑ์ ที่ผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนา มีกระบวนการการผลิตที่ได้มาตรฐาน พร้อมทั้งให้ความรู้แก่ผู้บริโภคให้เขาได้รับสิ่งที่ดีและเหมาะกับเขาที่สุด เราจึงมั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีคุณภาพและราคาที่สมเหตุสมผล ตรงนี้เองที่ทำให้ผลิตภัณฑ์ของกิฟฟารีนต่างจากแบรนด์อื่นและได้รับการยอมรับ" พ.ญ.นลินี กล่าว ส่วนเคล็ดลับในการบริหารงาน บริหารคนในยุคแห่งการแข่งขันนี้ พ.ญ.นลินี บอกว่า ".ใช้หลัก win-win ถ้าโตเราโตด้วยกัน ถ้าไปไม่รอดก็ไม่รอดด้วยกัน ต้องยอมรับความจริง ดิฉันจะไม่รวยคนเดียว นักธุรกิจเครือข่ายเราก็อยู่ฝั่งเดียวกัน บริษัทแม่ บริษัทลูกจะจับมือกัน ดูแลผู้บริโภคเราดีที่สุด บริษัทเราอาจจะไม่ได้


โตพรวดพราด แต่เราโตประมาณปีละ 10% แต่ ทุกก้าวๆ อย่างมั่นคง ต้องมีเงินฝากประจำมากขึ้นทุกปี มีอสังหาริมทรัพย์เพิ่มมากขึ้น มีเงินที่แบ่งสำหรับการพัฒนาระบบไอที มีเงินพัฒนาสำหรับงานวิจัยและสินค้าใหม่ มีการลงทุนเรื่องโรงงาน เรื่องศูนย์ธุรกิจ เรื่องกิจกรรมทางการตลาดปีที่แล้วเรามีกิฟฟารีนแชนแนล ผ่านช่องทางเคเบิลทีวี ปีนี้จะมีกิฟฟารีนแชนแนลออนไลน์เพิ่มเข้ามา เพื่อรองรับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป"


ปิดท้ายผู้บริหารคนเก่งยังบอกเคล็ดไม่ลับสำหรับคนที่อยากจะประสบความสำเร็จว่า "...ไม่ว่าจะเป็นการทำงานหรือชีวิตส่วนตัว แค่เรามีความสุขกับสิ่งที่เราได้ทำ กับสิ่งที่เราได้เลือก แค่นี้ก็ประสบความสำเร็จแล้ว ถ้าเกิดความท้อ ความเครียดให้คิดว่าเป็นบทเรียนหรือบทลองใจให้คิดว่าความเหนื่อยความท้อทำให้เราแกร่งขึ้น ให้ก้าวข้ามไปให้ได้ ให้มองเรื่องอุปสรรคเป็นบทเรียนในชีวิต หลายคนถามเหมือนกันว่าเมื่อไหร่ดิฉันจะเกษียณให้คนรุ่นหลังขึ้นมาทำงานต่อ ดิฉันบอกเตรียมทุกอย่างไว้หมดแล้ว แต่จะไม่เกษียณหรอก จะทำงานจนวันสุดท้ายของชีวิต ถ้าเมื่อไหร่เลิกทำงานนะมีความทุกข์แน่ เพราะคิดว่างานคือชีวิต งานคือความสุข เหนื่อยดีกว่าเหงาเยอะเลย วันนี้ให้ดีใจที่ยังได้เหนื่อย"


17 ปีที่ผ่านมา เป็นบทพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าผู้หญิงเก่งคนนี้สามารถนำพาแบรนด์สัญชาติไทยให้เป็นที่ยอมรับของคนในประเทศและต่างประเทศได้อย่างน่าภาคภูมิใจ





Credit By :http://www.ryt9.com

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : "กิฟฟารีน" เป่าเค้ก 17 ขวบ อัดสินค้าเต็มพรึบเร่งยอด 6.5 พันล้าน







Capture (Mobile)


"กิฟฟารีน" จุดพลุฉลองครบรอบ 17 ปี ยิ่งใหญ่ ภายใต้งาน "17.17.17. 57000 The Wonder of Happiness กิฟฟารีน สร้างความสุขชั่วนิรันดร์" เนรมิตดินแดน แห่งความสุขต้อนรับนักธุรกิจกว่า 1.8 หมื่น คน พร้อมเปิดตัวแม่ทีมระดับสูงรายล่าสุด ส่งผลิตภัณฑ์ใหม่เพื่อสุขภาพและความงาม กว่า 10 รายการ เร่งยอดขายไต่เป้า 6.5 พันล้านบาท


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยถึงการจัดงานฉลองครบรอบ 17 ปี ในครั้งนี้ว่า "ตลอดเวลา 17 ปี ที่กิฟฟารีนได้ดำเนินธุรกิจ เครือข่ายหลายชั้น และมอบโอกาสทางธุรกิจให้แก่คนไทยหลายแสนครอบครัว และมีผู้ที่ประสบความสำเร็จจนสามารถ พลิกชีวิตสู่ความสุข ความมั่งคั่งจากธุรกิจกิฟฟารีนได้เป็นจำนวนมาก และในโอกาสนี้กิฟฟารีนพร้อมที่จะแสดงศักยภาพ ด้วยการจัดงานฉลองครบรอบ 17 ปี ภายใต้คอนเซปต์ "17.17.17.57000 The Wonder of Happiness กิฟฟารีนสร้างความสุขชั่วนิรันดร์" ที่ตอกย้ำความเป็นธุรกิจเครือข่าย หลายชั้นแบรนด์ไทยอันดับ 1 ที่พร้อมจะสร้างโอกาสและเนรมิตความสุขให้กับคนไทยอย่างยั่งยืน"


โดยภายในงานยังมีการเปิดตัวนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ใหม่กว่า 10 รายการ โดยนางเอกของงาน ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับผู้ที่สนใจในการดูแลรูปร่าง อีสเลสเครื่องดื่มรสพีช 10 เปอร์เซ็นต์ (Easles Peach Juice 10%) ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ที่ปลอดภัยได้รับการพิสูจน์แล้ว


พร้อมกันนี้ยังมีกิฟฟารีน เอดดัลไวส์ ไวท์เทนนิ่ง มาส์ก ชีต และกิฟฟารีน อะบา-โลน คอลลาเจน-ไฮยา มาส์ก ชีต นวัตกรรม แผ่นมาส์ก Nanofront จากประเทศญี่ปุ่น ที่มีเส้นใยเนียนละเอียดแนบสนิทไปกับผิว ทำให้ Essence เข้าบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี ครั้งแรกในประเทศไทย ที่มั่นใจว่าจะสามารถ ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี เพราะเป็นผลิตภัณฑ์ที่อยู่ในกระแส นิยมอยู่ในท้องตลาด อีกทั้งยังยกขบวนผลิต-ภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งที่มีสวนผสมของดอกเอดดัลไวส์ ต่อยอดความ สำเร็จจากชุดเอดดัลไวส์ซีรี่ส์ที่ชนะใจผู้ใช้ ได้ในเวลาอันรวดเร็ว เปิดตัวให้ได้สัมผัสเป็นครั้งแรกมีทั้ง กิฟฟารีน เอดดัลไวส์ ไวท์เทนนิ่ง อาฟเตอร์ ซัน ฟอร์ เฟซ กิฟฟารีน เอดดัลไวส์ ไวท์เทนนิ่ง อาฟเตอร์ ซัน ฟอร์ บอดี้ และอื่นๆ อีกหลายรายการ (ดูเอกสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์)


นอกจากนี้ ยังจัดให้มีการเชิดชูเกียรติ และแสดงความยินดีกับความสำเร็จของ ผู้บริหารระดับสูงสุด ในตำแหน่งไดมอนด์ แกรนด์ พาราไดซ์ คนล่าสุด คือ ปนัดดา- ร.ต.ต.จำรัส ศิลา และพิธีประดับเข็มเกียรติยศ ผู้บริหารระดับสูงอีกหลายตำแหน่ง


จากนั้นเข้าสู่เวทีสุดอลังการของการเปิดตัวผู้ชนะการแข่งขันและมอบรางวัลต่างๆ มูลค่ารวมกว่า 20 ล้านบาท พร้อมแพ็กเกจท่องเที่ยวต่างประเทศ อาทิ การแข่งขัน Rally Rewards XIV การแข่งขัน Evolution Awards ประจำปี 2012 การแข่งขัน Junior Mini Rally Rewards HongKong การแข่งขัน Unilevel Awards 2012 พร้อมทั้งแนะนำการแข่งขันใหม่ Ju-nior Mini Rally Reward ประจำปี 2556 ประเทศสิงคโปร์ และการแข่งขัน Rally Rewards XV ปิดท้ายด้วยความสนุกจากสุดยอดศิลปินแถวหน้าของเมืองไทย อย่าง ติ๊นา-คริสติน่า อากีล่าร์ ใหม่-เจริญปุระ มอส- ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ และไอซ์-ศรัณยู วินัย-พานิช ที่มาพร้อมเพลงแดนซ์สุดมันส์สนั่นฮอลล์เอาใจนักธุรกิจผู้ร่วมงาน


ตลอดระยะเวลากว่า 17 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคน และ การนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภคนับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์ คุณภาพหลากหลายชนิดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของสมาชิกผู้บริโภคกว่า 6.5 ล้านรหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวมกว่า 57,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจ ตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศมากกว่า 30 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้า ถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ


ทั้งนี้ ในส่วนยอดขายในปี 2555 ที่ผ่านมา เป็นที่น่าพอใจด้วยตัวเลข 5,878 ล้านบาท โดยมีอัตราเติบโตที่ 7.01 เปอร์เซ็นต์ ถึงแม้จะไม่ถึงเป้าที่บริษัทตั้งไว้ 6,000 ล้านบาท เนื่องจากผลพวงจากสถานการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปี 2554 ที่ทำให้สายการผลิตที่โรงงานได้รับผลกระทบ จึงมีผลต่อยอดขายในไตรมาสแรก แต่ด้วยกลยุทธ์ทางการตลาดและแคมเปญต่างๆ ในช่วงครึ่งปีหลัง ทำให้สามารถตีตื้นยอดขายขึ้นมาได้ ซึ่งมีอัตราการเติบโตอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ


สำหรับทิศทางการตลาดโดยรวมในปี 2556 นี้ กิฟฟารีนได้ตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 6,500 ล้านบาท โดยนโยบายหลักจะเน้นในเรื่องการสร้างภาพลักษณ์ทางธุรกิจ ผ่าน เครื่องมือทางการตลาดอย่าง "กิฟฟารีน แชนแนล" ที่พร้อมออนไลน์ตลอด 24 ชั่วโมง ทางอินเตอร์เน็ต เพื่อแสวงหากลุ่มเป้าหมายใหม่และการขยายเครือข่ายไปสู่คนรุ่นใหม่ พร้อมทั้งกระตุ้นผู้สมัครใหม่ให้ใช้สินค้าอย่างต่อเนื่องด้วยโปรโมชั่นและ แคมเปญต่างๆ ตลอดจนการตอบแทนผลกำไรคืนสู่สมาชิกในรูปแบบใหม่ๆ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

เจาะเกมรบ "ขายตรงไทย" เปิดศึกรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)


การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งของการทำธุรกิจ ถือว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยทั้งขนาดกลางและเล็กเลยก็ว่าได้ ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงยังเป็นโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ก็ได้มีการเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า ในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่มีศักยภาพขยายตลาดอย่างมากในธุรกิจขายตรง อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากพบว่า มีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน แต่ทั้งนี้ หากพูดถึงในเรื่องของตลาดขายตรง ที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คงต้องยกให้ประเทศไทยนั่นเอง!...

โดยก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า ทางด้านนายกสมาคมการขายตรงไทยเอง ก็ได้ออกมากล่าวว่า สิ่งที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทยเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้น จะต้องวางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
นอกจากนี้ ต้องเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เพื่อให้เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเปิดกว้าง สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ

ในขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


ขายตรงจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกอาเซียน
เมื่อการส่งสัญญาณของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงก็เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวในตรงจุดนี้บ้างแล้วเช่นกัน ...เห็นได้จากค่ายกิฟฟารีนที่นำโดยพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ก็ได้มีการวางแผนที่จะบุกตลาดอาเซียนมาขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ที่ทางกิฟฟารีนเองได้พุ่งเป้าที่จะเข้าไปเจาะตลาดนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากในประเทศดังกล่าว ถือได้ว่า เป็นประเทศที่มีประชากรขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียนและตลาดน่าที่จะเติบโตได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ทางกิฟฟารีนยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนามอีกด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้เคยไปเจาะตลาดในประเทศลาว กัมพูชา และมาเลเซียมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเข้าไปเจาะตลาดในทั้ง 2 ประเทศนี้นั้นกิฟฟารีนเอง จะใช้รูปแบบในการทำตลาด 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การให้ไลเซนส์แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด พร้อมกับมีการตั้งเป้าหมายที่จะโกยยอดขายในต่างประเทศเป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 200 ล้านบาทอีกด้วย
...เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ บริษัท ที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า เตรียมที่จะบุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางด้านมิสทินเอง ก็ได้ออกมาเผยว่า ได้มีการร่วมลงทุนกับเครือสหพัฒน์ ในการเปิดโรงงานมิสทินในพม่าเพิ่มอีก 1 แห่ง ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 200 ล้านบาท
ซึ่งโรงงานใหม่นี้ จะอยู่ในโครงการสวนอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ เป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหลัก โดยทางด้านมิสทินเอง ได้มองว่า ในอนาคตที่จะมีการเปิดเออีซีขึ้นนั้น จะส่งผลทำให้ภาษีลดลง พร้อมกับเชื่อว่า โรงงานดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของบริษัท ในการผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายทั้งตลาดในไทยและอาเซียน รวมถึงยังคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

ที่สำคัญ ยังพบอีกว่ามิสทินเอง ยังมีแผนที่จะรุกเข้าไปขยายธุรกิจในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพูดคุยกับพันธมิตรในประเทศดังกล่าว และอยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกวิธีการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเปิดร้านเครื่องสำอาง หรือเปิดโรงงานผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายในระบบขายตรง หรืออาจมีการใช้แบรนด์ใหม่ในการทำตลาด โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และจะใช้เวลาอีก 2 ปี จึงจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้...เรียกว่าเป็นการอีกหนึ่งแผนงานที่เตรียมรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของมิสทินนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่ายน้องใหม่อย่างวิลเลนดรอฟก็ได้มีการประกาศชัดเจนว่า จะบุกตลาดอาเซียนแบบเต็มสูบทั้งพม่า และอินโดนีเซียอีกด้วย รวมถึงยังมียักษ์ใหญ่ขายตรง อย่าง บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์สฯ ที่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ลุยตลาดอาเซียนบ้างแล้ว ด้วยการเปิดสำนักงานที่ประเทศเวียดนาม


จับตากระแสฟีเวอร์ขายตรงรับAEC
...จะเห็นได้ว่า ในการขยายสาขาสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น หากมองในอีกแง่มุม กลับพบว่า ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมา มีหลาย ๆ บริษัท ก็ได้ทำการขยายสาขาออกสู่ต่างประเทศบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ที่เหล่าบริษัทน้อยใหญ่ ส่งแม่ทีมออกไปขยาย แต่ที่ถูกจับตามองในช่วงนี้ ในส่วนของการขยายเขต ขยายสาขาก็เนื่องจากการโยงเรื่องการค้าเสรีเข้ามา ทำให้การเดินล่าปักธงกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นจนกลายเป็น AEC ฟีเวอร์ของวงการขายตรงในช่วงนี้นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน หากมีการวิเคราะห์ไปในเชิงลึกอีก จะพบว่า ในเรื่องของแผนงานต่าง ๆ ของหลายบริษัท ที่ประกาศว่า จะรองรับการเปิดการค้าเสรี ในปี 2558 นี้ ก็ได้มีการถูกตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมทุกบริษัทถึงต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่บางบริษัท มีการเปิดตัวได้ไม่นาน ก็ประกาศแผนรองรับในส่วนนี้ขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งต้องบอกว่า เรื่องของแผนรองรับ AEC ของธุรกิจขายตรงนั้น มีนักวิเคราะห์ วิจารณ์หลาย ๆ ท่าน ต่างมองกันว่า การประกาศเปิดแผนบุกตลาดอาเซียนที่หลายบริษัทพูดนั่น เปรียบเสมือนการสร้างภาพ เพื่อให้บริษัทถูกมองจากบรรดาสมาชิก และนักขายว่า มีความพร้อม อีกทั้งยังมีแผนในการขยายสาขาสู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสาขาต่างประเทศเปิด AEC รายได้ของนักขาย ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ในขณะเดียวกัน ยังมองอีกว่า เรื่องของแผนรองรับการเปิดการค้าเสรี เป็นเรื่องที่หลายบริษัทสร้างภาพขึ้น เนื่องจากมีความต้องการกอบโกยรายได้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ผ่านแผนการรองรับ AEC ของบริษัทที่หลายบริษัทสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความพร้อมของตัวบริษัท และให้เห็นถึงความมั่งคง และความมั่งคั่งของธุรกิจนั่นเอง
ทั้งนี้ การที่ธุรกิจขายตรง ต่างพากัน พูดถึงเรื่องแผนการรองรับการเปิดการค้าเสรีอาเซียนในช่วงนี้อย่างมากนั้น หากให้มองต่างมุม อาจจะพบว่า มีบางบริษัทก็ไม่ได้มุ่งเน้นแผนอย่างที่กล่าว แต่เป็นเพียงการสร้างกระแส เนื่องจากทางรัฐบาลมีการพูดถึงและจุดให้กลายเป็นประเด็น ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้บริษัทขายตรงต่างหยิบขึ้นมาพูด ทั้ง ๆ ที่บางบริษัทก็ไม่ได้ มีความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งบางบริษัท ก็เพิ่งมีการเปิดตัวบริษัท แต่ก็กลับมองไกลจนลืมเรื่องการสร้างตลาดในประเทศก่อน ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ต่างจากการขยายสาขาของบริษัทไทย หรือบริษัทต่างชาติที่ใช้การขยายสาขาออกต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้มุ่งเน้นทำตลาดแต่อย่างใด

...นับได้ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงใน 10 ชาติอาเซียน สามารถที่จะเชื่อมโยงธุรกิจเข้าหากันง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ การที่หลาย ๆ ค่ายในธุรกิจขายตรง จะเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศได้นั้น ก็ต้องศึกษาถึงวัฒนธรรมและการตลาดของแต่ละประเทศนั้นอย่างแตกฉานด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : จับมือรายการ วู้ดดี้ เกิดมาคุย สานต่อโครงการ "Gifts for all" การให้...... เพื่อให้ต่อ ปีที่ 3


กิฟฟารีนจับมือรายการ วู้ดดี้ เกิดมาคุย สานต่อโครงการ Gifts for all การให้...... เพื่อให้ต่อ ปีที่ 3 หลังจากที่เปิดตัวโครงการเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา โดยในปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีพิเศษที่ พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ร่วมกับคุณวู้ดดี้ มิลินทจินดา พิธีกรชื่อดัง เปิดโอกาสให้ผู้ชมทางบ้านส่งเรื่องราวที่อยากจะมอบความรู้สึกดีๆ ความรู้สึกที่ซ่อนเร้นไม่กล้าบอก ซึ่งในปีนี้มีผู้นำเรื่องราวดีๆ มาร่วมบอกต่อกันมากมาย
ซึ่งในปีนี้ทีมงานต้องระดมสมอง เพื่อทำการคัดเลือกเรื่องราวที่มีความน่าสนใจ เพื่อส่งมอบของขวัญชิ้นพิเศษมากที่สุด จนในที่สุดเรื่องราวที่ประทับใจพ.ญ. นลินี ไพบูลย์ คุณวู้ดดี้และทีมงานมากที่สุด คือ เรื่องราวของคุณนุ๊ก ที่ได้ส่งคลิปมายังรายการ เพื่อต้องการที่จะขอโทษ และขออภัยจากคุณพ่อและคุณแม่ ในสิ่งที่เคยทำผิดพลาดไปและไม่กล้ากลับมาหาท่านนานถึง 10 ปี พร้อมทั้งอยากให้ท่านได้รู้จักคุณแฟรงค์ และน้องแองจี้ ซึ่งเป็นสามีและลูกสาวสุดที่รัก พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ คุณวู้ดดี้และทีมงานตัดสินใจที่จะทำความฝันของเขาให้สำเร็จ
การปฏิบัติภารกิจ Gifts for all ปีที่3 จึงได้เริ่มขึ้นโดยทางทีมงานได้วางแผนให้คุณพ่อ คุณแม่และน้องชายเดินทางมาที่ร้านอาหารโดยที่ทั้ง 2 ไม่ทราบว่าจะมีโอกาสที่จะได้พบกับลูกสาว ซึ่งเป็นเวลากว่า 10 ปีที่ครอบครัวนี้ไม่เคยได้อยู่พร้อมหน้ากัน หลังจากที่ทีมงานพาคุณพ่อและคุณแม่มาพบกันระหว่างนั้นทีมงานได้เปิดตัวคุณนุ๊ก คุณพ่อและคุณแม่ต่างดีใจ จนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่เมื่อได้เห็นคุณนุ๊ก โดยคุณนุ๊กได้มีโอกาสกล่าวคำขอโทษ และอยากให้ท่านทั้ง 2 พบกับคุณแฟรงค์ สามีของเธอ และขอให้ท่านให้อภัยในสิ่งที่เคยผิดพลาดไป ท่ามกลางกองเชียร์กว่า 500 คน ที่เฝ้ารอคอยเป็นกำลังใจ จนในที่สุดคุณพ่อและคุณแม่ก็บอกกับคุณนุ๊กว่ายังรักและให้อภัยเสมอ บรรยากาสต่างเต็มไปด้วยรอยยี้มและน้ำตาของความสุข ของทุกคนที่มาเป็นกำลังใจให้กับครอบครัวของคุณนุ๊กได้หลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันและมีความสุขร่วมกันอีกครั้ง
คุณนุ๊กได้มีโอกาสที่จะแนะนำคุณพ่อและคุณแม่ได้พบกับ และน้องแองจี้ หลานสาวทั้ง 2 ท่านต่างตื่นเต้นที่จะได้เจอ ทีมงานเปิดตัวคุณวู้ดดี้ พาน้องแองจี้ เดินมาหาคุณพ่อคุณแม่ของคุณนุ๊ก และแสดงความยินดีที่วันนี้ทุกคนในครอบครัวอยู่กันอย่างพร้อมหน้า พร้อมกล่าวถึงคุณนุ๊กที่ได้ส่งเรื่องราวมาร่วมรายการกับโครงการ Gifts for all การให้...... เพื่อให้ต่อในปีที่ 3 เพื่อขอโอกาสที่จะขอโทษ และขอให้คุณพ่อ และคุณแม่ให้อภัยคุณนุ๊ก และครอบครัว โดยโครงการดีๆ ในครั้งนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย ถ้าไม่ได้รับโอกาสจาก คุณหมอต้อย-พญ. นลินี ไพบูลย์ แห่งกิฟฟารีน โดยคุณหมอต้อย ได้ ร่วมแสดงความยินดีกับครอบครัวของคุณนุ๊ก และให้กำลังใจคุณนุ๊กด้วยข้อคิดดีๆ 3 ข้อว่า ข้อแรก ไม่มีใครรักเราและปรารถนาดีกับเราเท่าคุณพ่อคุณแม่ ผู้ซึ่งเลี้ยงดูเรามา ข้อที่สอง ไม่มีใครทำอะไรถูกไปซะทุกอย่าง และข้อสุดท้าย ให้กล้าที่จะยอมรับในสิ่งที่ทำพลาดไป และเดินกลับมาขออภัย กลับมาหาคนที่เรารัก ทำให้บรรยากาศเต็มไปด้วยรอยยิ้ม และน้ำตาแห่งความปลื้มปิติ ที่ทำให้ทั้งคุณหมอต้อย คุณวู้ดดี้ และทีมงานทุกคนมีความสุขที่ ได้มอบของขวัญดีๆ ที่ทำให้ครอบครัวนี้ ได้มีโอกาสสานสัมพันธ์ที่ดีต่อกันได้สำเร็จ

วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine) : กางแผน56ลุยต่างประเทศ








 


กิฟฟารีน ฟันธงขายตรงปีหน้าโต กางยุทธศาสตร์ปี 56 ลุยต่างประเทศดันสัดส่วนส่งออกปี 58 แตะ 500 ล้าน เล็งปรับคอนเทนต์ทีวีดาวเทียมดึงกันตนาเสริมแกร่งเจาะฐานลูกค้าระดับแมส สานต่อธุรกิจ 16 ปี โกยยอด 5 หมื่นล้าน
พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรง ภายใต้ชื่อ "กิฟฟารีน" เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจขายตรงปี 2556 คาดว่ายังเติบโตได้ หากไม่มีปัจจัยลบทั้งด้านการเมือง และภัยธรรมชาติที่ทวีความรุนแรงขึ้น ขณะที่ปีนี้คาดว่าธุรกิจขายตรงจะเติบโตประมาณ 7-10% และมีมูลค่าราว 8 หมื่นล้านบาท ส่วนบริษัทคาดการณ์ยอดขายปีหน้าว่ายังคงเติบโตได้ต่อเนื่องระดับ 10% จากปีนี้ที่คาดว่าจะปิดยอดขายรวมแตะ 6 พันล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่มียอดขาย 5.4 พันล้านบาท
ทั้งนี้ แผนธุรกิจปีหน้าบริษัทจะขยายตลาดไปยังต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตลาดในประเทศอินโดนีเซีย และเจาะตลาดเวียดนามในปี 2557 เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยโมเดลในการเจาะตลาดต่างประเทศนั้นจะมี 2 รูปแบบ คือการให้ไลเซนส์แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่นเพื่อขยายตลาด และการลงทุนเองทั้งหมดหรือเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ สำหรับธุรกิจขายตรงในอาเซียนเกือบทุกประเทศถือว่ามีการเติบโตค่อนข้างมาก โดยเฉพาะมาเลเซียถือว่าเติบโตสูงสุดและบริษัทมีการเปิดช็อปประมาณ 20 สาขา ตามด้วยพม่า กัมพูชา และลาว
"ในปี 2558 บริษัทวางเป้าหมายขายจากต่างประเทศเพิ่มเป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ที่ 200 ล้านบาท ขณะที่เป้าหมายยอดขายในประเทศไทยจะถึงระดับ 1 หมื่นล้านบาท บริษัทยอมรับว่าคาดการณ์ได้ยาก เพราะปัจจุบันธุรกิจมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มขึ้นทั้งภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นและปัจจัยการเมือง ซึ่งกระทบยอดขายไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมามีความขัดแย้งเกิดขึ้นต่อเนื่อง อย่างไรก็ตามบริษัทดำเนินธุรกิจขายตรงมา 16 ปี ค่อนข้างโชคดีที่ยอดขายเติบโต 10% มาโดยตลอด และไม่มีปีใดที่ติดลบ และปีนี้บริษัทได้ฉลองยอดขายรวมถึง 5 หมื่นล้านบาท และมีการจ่ายผลตอบแทนให้กับนักธุรกิจราว 2.4 หมื่นล้านบาท ตลอดระยะเวลา 16 ปีที่ผ่านมา" พ.ญ.นลินี กล่าว"
ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวว่า ปีหน้าบริษัทจะมีการปรับแผนธุรกิจโดยเฉพาะทีวีดาวเทียมด้วยการเพิ่มคอนเทนต์ใหม่ๆเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างและเป็นระดับแมสมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้หารือกับผู้ผลิตรายการทีวีรายใหญ่อย่างกันตนา เพื่อพัฒนาคอนเทนต์ให้ตรงกับความต้องการและกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น และบริษัทยังมีแผนจะซื้อลิขสิทธิ์รายการทีวีจากต่างประเทศมาเสริมความแข็งแกร่งให้กับช่องด้วย ที่สำคัญบริษัทจะปรับทีวีดาวเทียมให้มีความพร้อมในการออกอากาศที่คมชัดมากขึ้น เพื่อสอดคล้องกับอนาคตที่จะมีทีวีดิจิตอลมากขึ้น
"ปีหน้าช่องทีวีดาวเทียมของกิฟฟารีนก็จะปรับให้พร้อมสู่การเป็นระบบดิจิตอล คือการผลิตรายการจะต้องมีความละเอียดคมชัดมากขึ้น และคอนเทนต์ของช่องก็จะเพิ่มรายการวาไรตีขยายฐานลูกค้าให้แมสเพิ่มจากปัจจุบันที่มีคนดูช่องของกิฟฟารีนประมาณ 1 แสนครัวเรือน เบื้องต้นปีหน้าคาดว่าจะมีรายการใหม่เพิ่ม 1 รายการ จากที่มี 9 รายการ และจะทำให้สัดส่วนรายการที่ออกอากาศตลอด 24 ชั่วโมง เป็นรายการใหม่ 80% จากปีนี้ 70% รายการเดิมออกอากาศซ้ำ 30%" นายพงศ์พสุ กล่าว


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,796 วันที่ 2- 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) : ไทยฟอร์มหรูธุรกิจกอดคอโต!!!ลุ้นแตะฝันก่อนสิ้นปี


บริษัทขายตรง โชว์ฟอร์มการทำตลาดสร้างยอดขายสุดหรู หลังผ่านไป 9 เดือน นีโอ ไลฟ์ นำทัพยอดขายพุ่งเดือนละ 30% เป้า 5 พันล้านบาท อาจได้เฮก่อนสิ้นปี ด้าน กิฟฟารีน ไม่น้อยหน้าแม้โรงงานที่นวนครโดนน้องน้ำเล่นงานเมื่อปีก่อนอ่วมครึ่งปีแรกรายรับขยาย 7% ไต่ฝัน 6 พันล้าน ส่วน นู สกิน ยอดขายพุ่งพรวด 27% สินค้าต้านเหี่ยวได้ผลเกินคาด ใกล้แตะยอดขาย 2.5 พันล้านเต็มที


ปีมังกรนี้ ดูจะเป็นปีทองของธุรกิจขาย ตรงแทบทุกค่าย เมื่อเหล่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันออกมาโชว์ตัวเลขยอดขายที่ทำ ได้ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเป้า โดยจากการคาดคะเนเชื่อว่า หากในช่วงที่เหลือของปีนับจากนี้ ไม่มีเหตุการณ์ภายนอกที่จะเข้ามา สร้างความปั่นป่วนให้ธุรกิจ ดูแล้วขายตรงปีนี้ คงได้กอดคอรวยกันทั้งวงการ


- นีโอ ไลฟ์ หวังฉลอง 5 พันล. ก่อนสิ้นปี


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า การดำเนินธุรกิจ ในปีนี้ของ บริษัท นีโอ ไลฟ์ ที่ผ่านมาแล้วกว่า 9 เดือน บริษัทได้เดินหน้า งานที่ทำอย่างต่อเนื่องเช่น การเปิดเวที ประดับเข็มนักธุรกิจที่บริษัทจัดขึ้นทุกเดือน อีกทั้งยังมีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ที่ทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการออกโปรฯ ท่องเที่ยวให้นักธุรกิจเร่งสร้างผลงาน รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้การขยายตัวของ นีโอ ไลฟ์ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง


ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา นีโอ ไลฟ์ มียอดการเติบโตในส่วนของยอดขายประมาณที่ 30% และคงเป็นอย่างนี้ไปถึงสิ้นปี ส่วนเป้าหมายยอดขายนั้น บริษัทตั้งเป้าในปีมังกรนี้ว่า ต้องไต่ความฝัน 5 พันล้านบาทให้จงได้ ซึ่งไม่น่าจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้ โดยในช่วงต้นเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้ บริษัท มั่นใจว่า จะสามารถฉลองเป้ายอดขาย 5 พัน ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


สำหรับยอดสมาชิกปัจจุบันมีประมาณ 1.3 ล้านรหัส คิดเป็นกลุ่มผู้บริโภคประมาณ 70% นักธุรกิจที่ทำงานอย่างจริงจังประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่เหลือก็จะเป็น กลุ่มที่ทำธุรกิจและซื้อใช้


ดร.นพรุจ กล่าวถึงการขยายตัว ดังกล่าวว่า จากที่บริษัทอัดกิจกรรม มอบเข็ม ต่อเนื่องในทุกเดือน และมอบนโยบายให้นักธุรกิจสามารถกลับไปฉลองต่อที่ศูนย์ธุรกิจในจังหวัดที่ตนเองอยู่ ก็ยิ่งทำให้นัก-ธุรกิจมีความมุ่งมั่นในการทำงาน ผลักดันให้เกิดการขยายตัวดังที่กล่าวมา


สำหรับตลาด AEC ที่บริษัทกำลังขยายตลาดอยู่นั้น ขณะนี้มีที่ ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม โดยในช่วงสิ้นปีก็จะเริ่มนำสินค้า ของบริษัทเข้าไปจำหน่ายในสิงคโปร์ และ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยปีหน้าบริษัทเตรียม เปิดที่ พม่า, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และบรูไนต่อไป


- กิฟฟารีน เร่งยอดขายสิ้นปี 6 พันล.


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรม-การ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาว่า จากผลกระทบจากสถาน-การณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ทำให้โรงงานของ เราที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครไม่สามารถ ผลิตสินค้าได้นานกว่า 3 เดือน แต่หลังจาก ที่เราได้กู้โรงงานสำเร็จและกลับมาเดินสาย การผลิตใหม่อีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถึงแม้บรรยากาศในช่วงต้นปีการจับจ่ายจะยังคงซบเซาสืบเนื่องมาจากผลกระทบน้ำท่วม จึงต้องใช้แผนการตลาดและ แคมเปญที่เข้มข้นเข้ามาสนับสนุน ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายในครึ่งปีแรกเติบโตได้อย่างสวยงาม โดยมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 7 เปอร์-เซ็นต์ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์อะบาโลน คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร และสกินแคร์


สำหรับกลยุทธ์การตลาดในไตรมาส ที่ 4 บริษัทจะพิจารณาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีแรกที่ระมัดระวังในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในครึ่งปีหลังด้วย ทางเราจึงมีแผนรับมือด้วยการทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งปี 100 ล้าน บาท เพื่อทำตลาดในครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้า ยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมเป็นหลัก พร้อมทั้งขยายเครือข่ายและผู้บริโภคไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางต่างๆ ที่ทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งเป็นหลัก เพราะวัยรุ่นสมัยใหม่นอกจากจะสนใจเรื่องความสวยความงามแล้วเรื่องสุขภาพก็เป็นเทรนด์ ที่มาควบคู่กันด้วย พ.ญ.นลินี กล่าว


- นู สกิน ทำสถิติยอดพุ่ง 2.5 พันล.แค่เอื้อม


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2555 นู สกิน ประเทศไทย มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโต เฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดยใน เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาบริษัทสร้างยอดขาย ได้สูงถึง 450 ล้านบาท ถือเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนิน การในประเทศไทย และคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้า หมายไว้แน่นอน


นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อก กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่ม ผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด บริษัทมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้าน บาท นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 บริษัทยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและ ปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดย ยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความ เสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก รวมทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าเร่ง กระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรด-โชว์ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโต เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1345 ประจำวันที่ 20-10-2012 ถึง23-10-2012

วันเสาร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2555

จุดอ่อนขายตรง อยู่ที่คนโลภ! ผู้ค้าต้องเน้นจรรยาบรรณเป็นที่ตั้ง


ธุรกิจขายตรง กับ แชร์ลูกโซ่ กลายเป็นภาพเดียวกันจากผู้คนภายนอกที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจใน ธุรกิจขายตรงที่ดีพอ และมักนำ 2 สิ่งนี้มารวมกัน จนสร้างภาพที่ไม่ดี ให้เกิดขึ้นกับธุรกิจเครือข่าย


การแยกแยะระหว่างธุรกิจขายตรง กับแชร์ลูกโซ่ ถูกจับมาเป็นประเด็นให้ทุกบริษัทต้องสร้างความเข้าใจในธุรกิจ เพื่อไม่ ให้เกิดภาพที่ไม่ดี ซึ่งทำให้ความน่าจะเป็นที่ว่าธุรกิจขายตรงคือ ธุรกิจสร้างคน สร้าง ชาติ ถูกตัดทอนลงจากความไม่เข้าใจของ ผู้คนกลุ่มน้อยที่มองเข้ามาในธุรกิจ ซึ่งเรื่องนี้กลายเป็นปัญหาใหญ่ของขายตรงเรื่อยมาซึ่งทุกบริษัทพยายามหาวิธีเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมให้กลายเป็นธุรกิจสร้างคนสร้างชาติอย่างเต็มภาคภูมิ


> กิฟฟารีน (Giffarine) เน้นจรรยาบรรณเป็นสำคัญ


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า เหล่าบรรดาคนที่ฉ้อโกงที่เข้ามาใช้ธุรกิจขายตรง เป็นฉากบังหน้าเพื่อทำธุรกิจโดยมิชอบ มักนำสินค้าขึ้นมาอ้าง ในการระดมทุน โดย สินค้าต่างๆ ที่นำเข้ามาวางขาย จะไม่ คุ้มค่ากับราคา ซึ่งในส่วนนี้เป็นปัญหาที่ทำให้ธุรกิจขายตรงยังถูกมองในภาพที่ ไม่ดีอยู่


การชักชวนหรือดึงดูดคนของบรรดา 18 มงกุฎ มักจะมองไปที่คน 2 กลุ่ม คือ กลุ่มคนที่อยากรวยเร็ว ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเป้าหลักของกลุ่มขี้ฉ้อที่เข้ามาระดมเงิน ระดมกำไร เพราะคนที่อยากรวยเร็วมักชวนได้ไม่ยาก ส่วนอีกกลุ่มก็คือผู้ที่อยาก ทำขายตรง ซึ่งในส่วนนี้ บรรดา 18 มงกุฎ มักจะหาวิธีต่างๆ ขึ้นมาล่อใจ เพื่อให้ตกเป็น เหยื่อ หมอต้อย กล่าว


ส่วนการคัดกรองบริษัทที่ดีๆ ผู้บริโภค ต้องพยายามดูที่ความจริงใจ ดูที่สินค้าว่าราคาคุณภาพไปด้วยกันหรือเปล่า ซึ่งบริษัทขายตรงที่ดีจะมีความจริงใจ ไม่หลอก ลวงผู้บริโภค ใช้สินค้าเป็นตัวนำในการทำตลาด ไม่ได้เย้ยแต่เพียงเรื่องของการสร้างเครือข่าย หรือเรียกร้องการลงทุนจากผู้คนเพียงอย่างเดียว


อย่างไรก็ดี จากที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน บริษัทพยายามที่จะให้ความรู้กับผู้คนที่เดิน เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นความรู้เรื่องจรรยาบรรณ หรือจะเป็นความรู้ของ ธุรกิจขายตรง แต่ที่ผ่านมาก็ยังมีผู้บริโภค ถูกหลอกลวง ซึ่งตรงนี้เป็นเรื่องยากที่จะทำให้เขาไม่ถูกหลอก เพราะผู้บริโภคแต่ ละคน ก็มีความเชื่อเป็นของตนเอง ส่วนบริษัท ก็ทำได้เพียงให้ความรู้อย่างต่อเนื่อง อีกทั้งการที่จะแยกธุรกิจขายตรงจากแชร์-ลูกโซ่ ก็นับเป็นเรื่องที่ กิฟฟารีน ทำอย่างต่อเนื่องด้วยวิธีการให้ความรู้เกี่ยวกับ ธุรกิจ เพื่อให้ขายตรงมีการยกระดับ และ เป็นธุรกิจของผู้คนอย่างแท้จริงต่อไป


> โมรินดา (Morinda) เผย MLM ต้องมีความจริงใจ


นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการ ประจำประเทศไทย บริษัท โมรินดา เวิลด์ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยในประเด็นว่า บริษัทขายตรงที่ดีจะต้องมีกฎระเบียบ และจรรยาบรรณของธุรกิจขายตรงที่ชัดเจน ไม่ทำอะไรที่นอกลู่นอกทางจากกฎกติกาที่มีการจดยื่นต่อ สคบ. ในช่วงแรกของการเปิดบริษัท


บริษัทขายตรงที่ดีนั้น จะต้องมีกฎกติกาที่ชัดเจน แผนการตลาดต้องมีความ จริงใจต่อผู้บริโภค ใช้ความจริงในการสร้าง เครือข่าย ไม่ใช่โกหกผู้บริโภค โดยหวังแต่ จะได้และไปโกหกผู้คน เพื่อหาเครือข่าย ซึ่ง ในส่วนนี้จะเป็นการเข้าข่ายระดมทุน ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดกฎของธุรกิจขายตรง ผู้จัดการ โมรินดา กล่าว


นอกจากนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า นักธุรกิจ อิสระส่วนน้อยบางกลุ่ม มักสร้างเครือข่าย ด้วยคำพูดที่หลอกลวง ใช้สิ่งต่างๆ ที่นอกเหนือจากที่บริษัทปลูกฝังไปสร้างเครือข่าย เพื่อให้ตนมีเครือข่าย โดยหวังแต่กำไรที่จะ ได้รับจากบริษัท และบางส่วนก็มีที่ว่าบริษัท มีส่วนรู้เห็น ซึ่งตรงนี้นับเป็นสิ่งที่ทำให้วงการโดยรวมเกิดความเสียหาย


ค่ายขายตรงทุกบริษัท ต้องมีความ ชัดเจนในส่วนของกฎระเบียบที่จะควบคุม พฤติกรรมของนักขายที่มีการสร้างเครือข่ายแบบผิดๆ เพื่อเป็นการสร้างมาตรฐาน ของบริษัท เพื่อยกระดับอุตสาหกรรม วิภารัตน์ เผย


ส่วนเรื่องของการป้องกันธุรกิจแอบแฝงนั้น วิภารัตน์ ได้ให้ความเห็นว่า เราต้องสร้างความรู้ให้เกิดขึ้นกับประชาชน โดยให้ประชาชนมองธุรกิจขายตรงให้เป็นธุรกิจรายได้เสริม เพื่อให้ลดความโลภและการคาดหวังกับธุรกิจ เพราะหาก 2 สิ่งนี้ลดลง การที่ผู้คนจะถูกหลอกก็จะน้อยลง


> กูรู ชี้จุดอ่อนขายตรงอยู่ที่คนโลภ


ด้านอ.ประสิทธิ์ รัตนพันธ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาการตลาด คณะบริหาร ธุรกิจ มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ เปิดเผยว่า ขายตรงที่ดี 1.ต้องเป็นบริษัทที่เปิดบริษัทอย่างถูกกฎหมาย แผนงาน สินค้า ต้องมีการจดยื่นกับหน่วยงานรัฐอย่างชอบธรรม 2.ที่มาที่ไปของบริษัท โดยเฉพาะนักธุรกิจ ต้องแสดงที่มาที่ไปของตนเอง


ส่วนขายตรงที่ไม่ดี คือ บริษัท หรือ ตัวนักธุรกิจ ที่ใช้ช่องว่างทางกฎหมายในการทำธุรกิจโดยมิชอบ สนใจแต่ในเรื่องของผลประโยชน์ส่วนตัว ไม่สนใจเรื่องของ ความถูกต้องในการทำธุรกิจแต่อย่างใด


โดยอ.ประสิทธิ์ ยังให้ความเห็นอีกว่า ข้อสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ธุรกิจขายตรงถูกจับเหมารวมเป็นแชร์ลูกโซ่ เพราะความไม่ชัดเจนของกฎหมายขายตรงบ้านเรา ซึ่งรัฐต้องสร้างความชัดเจนในส่วนของกฎหมาย มีกฎแม่ และกฎลูกเพื่อเอาผิดผู้ที่ฉ้อโกง อีกทั้งกฎกติกาต่างๆ ก็ต้องมีการลงโทษที่แรงขึ้น เพื่อไม่ให้ เกิดการกระทำผิดซ้ำซาก


ทั้งนี้ ยังมีในส่วนของจรรยาบรรณที่คนขายตรงทราบและรู้ แต่ไม่ค่อยจะนำไปใช้ ทำให้ธุรกิจขายตรงยังถูกมองว่าไม่ดี เนื่องจากบรรดานักขายยังมีความโลภเอาแต่ได้ จนลืมในเรื่องของจรรยาบรรณธุรกิจ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1341 ประจำวันที่ 6-10-2012 ถึง9-10-2012

วันพฤหัสบดีที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : Giffarine Champs of the Champs ก้าวนำอย่างแตกต่างในทุกมิติ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : ร่วมงานเสวนาส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs

[gallery link="file" columns="2"]


พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ได้รับเชิญร่วมงานเสวนาส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ SMEs ร่วมด้วยดร.วราทัศน์ วงศ์สุรไกร ประธานกรรมการบริหาร บริษัทโรงเส้นหมี่ชอเฮง จำกัด คุณโชค บูลกุล กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทฟาร์มโชคชัย และคุณวศินบุรี สุพานิชวรภาชน์ ผู้บริหาร ห้างหุ้นส่วนเถ้าฮงไถ่ (ผู้ผลิตเซรามิค และโอ่งราชบุรี) ร่วมงานเสวนา ภายใต้หัวข้อ Innovation : A New Era of AEC นวัตกรรมนำไทยกล้า...ท้า AEC โดยได้รับเกียรติจาก ท่านรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง คุณกิตติรัตน์ ณ ระนอง เป็นองค์แสดงปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ AEC: โอกาสของธุรกิจไทย พร้อมทั้งมีการออกบูธแสดงผลิตภัณฑ์นวัตกรรม ณ โรงแรมสยามเคมปินสกี้ เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ร่วมบรรยายพิเศษให้กับสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ

[gallery link="file" columns="2"]


พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้รับเชิญเป็นวิทยากรบรรยายพิเศษ ภายใต้หัวข้อ ประสบการณ์ มุมมอง และวิสัยทัศน์ จากผู้บริหาร สู่งานวิจัย โดยได้แสดงวิสัยทัศน์ เกี่ยวกับการบริหารงาน พร้อมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ มุมมอง และความคาดหวังของภาคอุตสาหกรรมต่องานวิจัยไทย โดยมี ดร. ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ ให้เกียรติเป็นประธานกล่าวต้อนรับ พร้อมผู้บริหารและเจ้าหน้าที่จาก สวทช. กว่า 100 คน เข้าร่วมฟังบรรยาย ณ ห้อง Auditorium อาคารสำนักงานกลาง (CO113) อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ เมื่อเร็วๆ นี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : ขอแสดงความยินดีกับ พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ เข้ารับพระราชทานปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์

[gallery link="file"]


พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เข้ารับพระราชทานปริญญาบัตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการเทคโนโลยีจากมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2555 ณ สวนอัมพร โดยมีคุณวิเชียร วงษ์สุรไพฑูรย์ ที่ปรึกษาด้านสินค้าสวัสดิการ คุณชุติมา นิ่มสุวรรณ ผู้อำนวยการฝ่ายตรวจสอบภายใน คุณพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด พร้อมทั้งตัวแทนผู้บริหาร และพนักงานจาก บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด มอบช่อดอกไม้ร่วมแสดงความยินดี


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Laos) : พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ เปิดโชว์รูมกิฟฟารีนแห่งใหม่ ณ นครเวียงจันทน์ สปป.ลาว

[gallery link="file" columns="2"]


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด นำโดย พ.ญ. นลินี ไพบูลย์ (ที่ 3จากขวา) ประธานกรรมการ เปิดโชว์รูมกิฟฟารีนแห่งใหม่ ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวเพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการกระจายสินค้าให้แก่สมาชิกและผู้บริโภค โดยได้รับเกียรติจากท่านสมสะหวาด เล่งสะหวัด(ที่ 3 จากซ้าย) รองนายกรัฐมนตรีจาก สปป.ลาว ท่านบุญกอง สีหะวงศ์(ซ้ายสุด) รองรัฐมนตรีสาธารณสุข จากสปป.ลาวท่านวิทวัส ศรีวิหค(ที่ 2 จากขวา) เอกอัคราชทูตไทยประจำสปป.ลาวน.พ.กระแส ชนะวงศ์ (ที่ 2 จากซ้าย) นายกสภามหาวิทยาลัยนเรศวรอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ผู้ได้รับรางวัลรามอน แมกไซไซ สาขาผู้นำชุมชน และท่านนิวรณ์ เนียวสายคำ หัวหน้ากรมส่งเสริมบรรยากาศการลงทุน จากสปป.ลาว (ขวาสุด) ร่วมแสดงความยินดีณ โรงแรม ลาวพลาซ่า เวียงจันทน์เมื่อเร็วๆ นี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine) : ดีเดย์ 18 ก.ย. เปิด กิฟฟารีน ลาว (Giffarine Laos) หวั่นกองทัพมดขนสินค้าจากไทยตัดราคา


กิฟฟารีน กาปฏิทิน 18 ก.ย. เปิดศูนย์ธุรกิจประเทศลาว ชี้บริษัทลงทุนเองเต็ม 100% แต่ยังแอบหวั่น กองทัพมดขนสินค้าจากไทยข้ามชายแดนเข้าขาย เพราะภาษีนำเข้าลาวแพง สินค้าของศูนย์ใหม่อาจต้องปรับขึ้นตาม ส่งผล ผู้บริโภคแห่ซื้อของหนีภาษี พร้อมเผยตัวเลข เติบโตครึ่งแรกปี 55 ขยับที่ 7% บ่นตัวเลขยังน้อย เหตุจากน้ำท่วมกระทบ 3 เดือนแรก ผลิตสินค้าไม่เต็ม 100% เดินหน้าครึ่งหลังบุกหนักวางทุน 70 ล้านบาท อัดสินค้าใหม่ ทำสปอตโฆษณายิงทุกช่อง 2 ตัว กระตุ้นยอดขาย หวังไต่เป้าให้ทันสิ้นปี 6 พันล้าน

พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ในวันที่ 18 ก.ย.ที่จะถึงนี้ บริษัทยังได้เตรียมที่จะเปิดศูนย์ธุรกิจของกิฟฟารีน ในประเทศลาว โดยที่ศูนย์ธุรกิจแห่งนี้ จะมีความแตกต่างจากศูนย์ธุรกิจในประเทศ อื่นๆ คือ ศูนย์กิฟฟารีน ลาว จะเป็นของบริษัท 100% ในการเข้าไปเปิดลงทุน

โดยทุนในช่วงแรกจะอยู่ที่ประมาณ 100 ล้านบาท เนื่องจาก ราคาค่าเช่าสถานที่ ค่อนข้างที่จะแพงเป็นอย่างยิ่ง ส่วนเรื่องของ งานขาย ประเทศลาวจะมีปัญหาเรื่องของภาษีที่แพงในการนำเข้า สินค้า ซึ่งอาจกระทบในส่วนของราคาสินค้าในการจำหน่ายในประเทศ หมอต้อย เผยการเปิดศูนย์ธุรกิจในลาว หมอต้อย ยังแสดงความเป็นห่วง ในเรื่องของสินค้าที่คนลาวอาจหิ้วเข้าไปขายในประเทศ โดยการ นำเข้าจากไทย และขนเข้าทางชายแดน โดยในส่วนของสาขาต่างประเทศของบริษัท ขณะนี้มียอดขายรวมแล้วประมาณ 200-300 ล้านบาท

นอกจากนี้ หมอต้อยยังกล่าวถึงผลประกอบการในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาว่า จากผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ทำให้โรงงานของเราที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครไม่สามารถ ผลิตสินค้าได้นานกว่า 3 เดือน แต่หลังจากที่เราได้กู้โรงงานสำเร็จและกลับมาเดินสายการผลิตใหม่อีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถึงแม้บรรยากาศในช่วงต้นปีการจับจ่ายจะ ยังคงซบเซาสืบเนื่องมาจากผลกระทบน้ำท่วม จึงต้องใช้แผนการตลาดและแคมเปญที่เข้มข้นเข้ามาสนับสนุน ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายในครึ่งปีแรกเติบโตได้อย่างสวยงาม โดยมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 7 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรก ยังอยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์อะบาโลน คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และ สกินแคร์

โดยในช่วง 3 เดือนแรกของปี คือ ม.ค.-มี.ค. ถึงแม้สถานการณ์จะคลี่คลายลง ไปมากแล้ว บริษัทสามารถเดินเครื่องกลับ มาผลิตสินค้าได้อีกครั้ง แต่ก็ยังไม่สามารถ ผลิตสินค้าเต็ม 100% เนื่องจากความไม่พร้อมจากสถานการณ์น้ำท่วม ทำให้บริษัท ทำการผลิตสินค้าได้เพียง 80% แต่ทางกิฟฟารีน ก็ได้ออกเป็น กิฟต์วอเชอร์ ให้กับนักขายแทน เพื่อเป็นการรับผิดชอบ หลังการสั่งซื้อสินค้าของนักขายไม่ได้ดังที่ควรจะเป็น

สำหรับกลยุทธ์การตลาดในไตรมาส ที่ 3-4 พิจารณาจากพฤติกรรมของผู้บริโภค ในช่วงครึ่งปีแรก ที่ระมัดระวังในเรื่องการ จับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในครึ่งปีหลังด้วย ทางเรา จึงมีแผนรับมือด้วยการทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งปี 100 ล้านบาท เพื่อทำตลาดในครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้า ยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมเป็นหลัก พร้อมทั้งขยายเครือข่ายและผู้บริโภคไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางต่างๆ ที่ทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็น อย่างดี ซึ่งจะเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่ม เพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งเป็นหลัก เพราะวัยรุ่นสมัยใหม่นอกจากจะสนใจ เรื่องความสวยความงามแล้วเรื่องสุขภาพ ก็เป็นเทรนด์ที่มาควบคู่กันด้วย พ.ญ.นลินี กล่าวเพิ่มเติม

อย่างไรก็ดี ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ทาง บริษัทได้ทำการออกสินค้าเสริมอาหารชนิด ดื่มมาอีกหนึ่งตัว โดยจะเป็นสินค้าที่มีสาร กลูต้าไธโอน ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมของกลุ่มผู้บริโภคหนุ่มสาว ทั้งยังจะมีการออก โฆษณาผ่านสื่อทีวี เป็นช่องทางการสร้างการรับรู้หลักอีก 2 ตัว โดยจะเป็นสปอตโฆษณาทีวี 45 วินาที และ 15 วินาที เพื่อ ช่วยกระตุ้นงานขายของสินค้าตัวใหม่

สำหรับสินค้าชนิดดื่มที่ออกมาก่อนหน้านี้ อย่าง อะบาโลน คอลลาเจน นับเป็นสินค้าอีกหนึ่งรายการที่สร้างยอดขายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ โดยตั้งแต่สินค้าตัวนี้ลงสู่ตลาด สามารถสร้างยอดขายถึงปัจจุบันได้ถึง 12 ล้านขวด คิดเป็น แชร์จากยอดขายของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 500 ล้านบาท เลยทีเดียว

ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวเสริมว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ทางกิฟฟารีนจะรุกหนักในการทำตลาดทุกช่องทางทั้งภาพยนตร์โฆษณา การโฆษณาทางวิทยุ กิจกรรมทางการตลาดและรายการส่งเสริมการขายต่างๆ ตามเทศกาล เพื่อกระตุ้นพฤติกรรมการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ตลอดจนการพัฒนา อัพเดตข้อมูลข่าวสารต่างๆ ผ่านกิฟฟารีน แชนแนลอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มเครือข่าย และดันยอดขายให้เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ 6,000 ล้านบาท

นอกจากนี้ กิฟฟารีนยังเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาตัวใหม่ล่าสุด ชุด เลิฟ ซีน จ่อคิวออกอากาศอย่างต่อเนื่อง โดยนำเสนอผลิตภัณฑ์กิฟฟารีน กลูต้า เคอร์คิวม่า ซี-อี ภายใต้คอนเซปต์ คู่รักโรแมนติก ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกิฟฟารีนได้ออกอากาศภาพยนตร์โฆษณาชุด อะบาโลน ซิตี้ ไปแล้ว และยังได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากผู้ชมอีกด้วย อีกทั้งเพลงประจำโฆษณา กลายเป็นเพลงฮิตที่ได้รับความสนใจจากผู้บริโภคอย่างมากมาย

กิฟฟารีนยังคงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ดีที่สุดสู่ผู้บริโภค ตลอดจน กระบวนการเลือกสรรวัตถุดิบที่ได้มาตรฐาน จากทั่วทุกมุมโลก วันนี้กิฟฟารีนจึงเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับการยอมรับในระดับมาตรฐานสากล และเติบโตเคียงคู่สังคมไทยเป็นที่รู้จักและยอมรับของประชาชน ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีศูนย์ธุรกิจกิฟฟารีน ทั้งหมด 112 แห่งทั่วประเทศ โดยเปิดให้บริการ เดลิเวอรี เพื่อบริการจัดส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ปัจจุบันกิฟฟารีนมีสมาชิกแล้ว ประมาณ 6.2 ล้านรหัส คิดเป็นกลุ่มนักธุรกิจอยู่ที่ประมาณ 3-5 แสนรหัส ที่เหลือ ก็จะเป็นกลุ่มสมาชิกผู้บริษัท และจากการ เปิด กิฟฟารีน แชนแนล ขึ้นเมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเป็นช่องรายการทีวี ผ่านสัญญาณดาวเทียม ทำให้ ยอดการสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทมากขึ้น อีกทั้งแบรนด์ของกิฟฟารีนก็เป็นที่รับรู้มากขึ้น ทำให้บริษัทมีความมั่นใจในกลยุทธ์ต่างๆ ที่ทำในปีนี้ และเชื่อว่าตัวเลข 6 พันล้านที่วางในสิ้นปี ไม่ใช่เรื่องเกินจริงอย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1328 ประจำวันที่ 22-8-2012 ถึง24-8-2012

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "กิฟฟารีน-Giffarine" กับ "หมอต้อย" (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์)


.....พูดถึงความสำเร็จ!! ...ชั่วโมงนี้จะไม่กล่าวถึง หมอต้อย (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์) ประธานฯ ค่าย กิฟฟารีน ไม่ได้เลยอ่ะนะ...เพราะคุณหมอได้ชื่อว่า เป็น ผู้บริหารหญิงเก่ง แห่งปี กันเลยทีเดียว... เพราะเมื่อต้นปีกิฟฟารีนได้ รับการคัดเลือกให้เข้ารับ รางวัล Superbrands 2011 แถมล่าสุดยังได้รับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2555 พ่วงรางวัล สถาน ประกอบการที่สามารถฟื้นฟูกิจการหลัง น้ำท่วมได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน และที่น่ายินดีไปกว่านั้นสภามหาวิทยาลัย ราชภัฏพระนคร มีมติมอบ ปริญญาดุษฏี บัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการจัด การเทคโนโลยี ให้กับคุณหมออีกด้วย... Spy Man ขอแสดงความยินดีกับทุก รางวัลของผู้บริหารหญิงเก่งแห่งปีคนนี้ด้วย นะคร้าบบบบ!!.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

"กิจธวัช ฤทธีธาวี" นั่งแท่นนายหัว สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) ลั่น! ปลดแอกกฎเก่ารับ "ไบนารี่" ร่วมวง


"กิจธวัช ฤทธีธาวี" ผู้บริหารใหญ่ "แอมเวย์" นั่งเก้าอี้นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA เดินหน้าสานต่อสร้างภาพลักษณ์วงการขายตรงไทยหวังก้าวสู่ตลาด AEC พร้อมเผยแผนใหม่ สมาคมฯ เตรียมเปิดใจรับแผนธุรกิจอื่นเข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ หลังคนมองว่ากีดกัน "ไบนารี่" ฟุ้งยอดขาย 70% ของทั้งอุตสาหกรรมขายตรงมาจากบริษัทสมาชิกของ TDSA


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย หรือ TDSA เปิดเผยว่าถือเป็นความท้าทายของตนที่จะได้เข้าสานต่อกิจกรรมต่างๆ ในสมาคม ที่อดีตนายกแต่ละท่านเคยทำไว้ด้วยมาตรฐานระดับสูงมากอย่างไรก็ดี ตนเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าด้วยทีมที่แข็งแกร่งและด้วยความรักความสามัคคีที่สมาชิกในสมาคมฯ มีร่วมกันจะทำให้เป้าหมายหลักในการเป็นองค์กรส่งเสริมภาพลักษณ์ธุรกิจเครือข่ายและองค์กรเพื่อช่วยเหลือพี่น้องประชาชนประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น


"คณะกรรมการชุดใหม่จะยังคงยืนหยัดตามแนวทางหลักของสมาคมการขายตรงไทย ที่จะเป็นแบบอย่างขององค์กรในการช่วยเหลือสมาชิก นักธุรกิจอิสระ หรือผู้ใดก็ตามที่มีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจนี้ โดยเราจะเป็นศูนย์กลางที่เอื้อประโยชน์ แบ่งปันความรู้และสนับสนุนความสำเร็จทุกๆ คน"


นายกิจธวัช ยังกล่าวอีกว่า TDSA ถือเป็นสมาคมขายตรงไทย สมาคมแรกที่ยืนหยัดและพิสูจน์ตัวเองมาตลอดเวลากว่า 28 ปี ในเรื่องของธรรมาภิบาลและจรรยาบรรณ นี่คือจุดยืนที่แข็งแกร่งที่สุดที่เรามี ปัจจุบันสมาคมการขายตรงไทยประกอบ ไปด้วยบริษัทสมาชิกที่แข็งแกร่งทั้งหมด 33 บริษัท ซึ่งผลประกอบการของทั้งอุตสาหกรรม น่าจะมาจากบริษัทภายในสมาคมของเราถึง 70%


ต้องเรียนอย่างภาคภูมิว่า สมาคมการขายตรงไทยเป็นสมาคมแรกที่ก่อตั้งขึ้น เพื่อจรรโลงสิ่งดีๆ ให้เกิดขึ้นในธุรกิจเครือข่าย ซึ่งแม้ในปัจจุบันที่ไม่ทราบว่าด้วยสภาวะอะไร ทำให้เกิดสมาคมอื่นๆ จัดตั้งขึ้นมาอีก 2-3 สมาคม แต่ในฐานะที่เราเป็น สมาคมรุ่นพี่ที่ประกอบไปด้วยสมาชิกที่สมดุล ของบริษัทข้ามชาติและบริษัทประเทศไทย ซึ่งทุกๆ บริษัทภายในสมาคม ทางเราได้ กรั่นกรองความเป็นสมาชิกโดยรอบคอบ ดังนั้นเราจึงขอยืนยันว่า เราจะเดินหน้าในการสร้างสรรค์สิ่งดีๆ เหล่านี้ในสังคมต่อไป


อย่างไรก็ดี ปัจจุบันสมาคมการขายตรงไทยได้เปิดกว้างให้สมาชิกผู้ประกอบธุรกิจเครือข่ายที่มีอุดมการณ์เดียวกับเรา ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งกับสมาคม โดยไม่จำกัดเกี่ยวกับแผนการจ่ายผลตอบแทน ดังนั้นแผนการตลาดทุกแผน ที่เข้าลักษณะธุรกิจเครือข่ายสมาคมเรายินดีต้อนรับ เพราะปัจจุบันโลกเปลี่ยนแปลง ไปอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เฉพาะภายในประเทศ ไทยเท่านั้น ซึ่งขณะนี้หลายๆ ภาคส่วนกำลังให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่งกับตลาด AEC สมาคมการขายตรงไทยจึงมองตลาด ตรงนี้ว่า เป็นโอกาสดีที่เราจะได้ร่วมกันพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่งร่วมกัน


นอกจากนั้น ด้วยแนวคิดของคณะกรรมการสมาคมฯ ที่ต้องการยืนหยัดตั้งตน เป็นองค์กรที่ช่วยเผยแพร่ความรู้ กระจายข้อมูลข่าวสารด้านธุรกิจเครือข่ายในอนาคต อันใกล้นี้สมาคมฯ จึงมีแผนที่จะให้ธุรกิจหรือ องค์กรอื่นๆ ที่สนใจค้นหาความรู้ อยากได้ประสบการณ์ในธุรกิจขายตรงเข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญของสมาคมได้ อาจเป็นองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยว ข้องกับธุรกิจนี้โดยตรงก็ได้ เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย ที่อยากจะเข้ามาศึกษา หาข้อมูลความรู้ด้านกฎหมายขายตรง หรือ บริษัทที่จัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเพราะเชื่อว่าบริษัทขายตรงเป็นลูกค้ารายใหญ่อีกรายหนึ่ง สมาคมจึงเตรียมเปิดกว้างรับสมาชิกกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นหลังจากวันนี้เป็นต้นไป แต่สมาชิกดังกล่าวจะไม่มีสิทธิในการตัดสินใจใดๆ เกี่ยวกับงานสำคัญของสมาคม


ปัจจุบันเริ่มมีบางอุตสาหกรรมที่สนใจอยากร่วมงานกับสมาคม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมการจัดประชุม เพราะบริษัทภายในสมาคมถือเป็นลูกค้าหลักของกลุ่มอุตสาหกรรมเหล่านี้ กลุ่มธุรกิจดังกล่าวจึงอยาก ที่จะเข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับบริษัทสมาชิก เพื่อที่จะได้รับทราบข้อมูลข่าวสาร ทราบข่าวคราวความเคลื่อนไหวต่างๆ เหมือนกับเป็นการต่อยอดทางธุรกิจอย่างมืออาชีพ เพราะจะทำให้เขา รู้จักบริษัทขายตรงอย่างแท้จริง โดยบริษัทภายนอกที่เข้ามา จะเป็นเพียงสมาชิกวิสามัญ สามารถเข้ามาร่วมประชุม รับรู้ข่าวสารต่างๆ แต่ไม่มีสิทธิในการตัดสินใจต่างๆ


สำหรับรายชื่อคณะกรรมการแต่ละฝ่ายของสมาคมมีดังต่อไปนี้


1.นางสุชาดา ธีระวชิรกุล บริษัท ยู-นิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ดำรงตำแหน่ง อุปนายกฝ่ายการศึกษา


2.นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ บริษัท นู- สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ดำรงตำแหน่ง อุปนายกฝ่ายรัฐสัมพันธ์


3.นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการ


4.นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ดำรง ตำแหน่ง เหรัญญิก


5.พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ดำรงตำแหน่ง กรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์


6.นายสุรเชษฐ์ เชื้อศรี บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำรงตำแหน่ง กรรมการฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์


7.นางศุภราภรณ์ เอสซี เปา บริษัท เอวอน คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ดำรงตำแหน่ง กรรมการฝ่ายต่างประเทศ


8.นายเต้ เพีย เชง บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จำกัด และ มร. คริสโตเฟอร์ คิม บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ดำรงตำแหน่ง กรรมการ ฝ่ายกิจกรรมพิเศษ


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1319 ประจำวันที่ 21-7-2012 ถึง24-7-2012

วันพฤหัสบดีที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

กิฟฟารีน/นู สกิน มุ่งจับโซเชียลริสต้า



กิฟฟารีน/นู สกิน มุ่งจับโซเชียลริสต้า

ค่ายขายตรงระดับบิ๊ก แห่ลุยขายสินค้าผ่านช่องทางออนไลน์ หวังเจาะนักธุรกิจรุ่นใหม่และกลุ่มคลั่งโซเชียล มีเดีย หรือ Socialista “กิฟฟารีน” ลั่นระบบสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ดีเดย์เปิดกลางเดือนกุมภาพันธ์ มั่นใจช่องทางออนไลน์บูมเพิ่มสัดส่วน 20% ของตลาดรวม ด้าน “นู สกิน” ชูไอที โซลูชั่น 360 องศา ขยายนักธุรกิจภูธร ชี้ข้อดีรองรับภัยธรรมชาติพิษการเมือง หวัง 3 ปีนักธุรกิจออนไลน์ไทยเพิ่ม 50% เทียบชั้นสากล

พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ปีนี้ค่ายธุรกิจขายตรงหลายชั้นระดับท็อปไฟว์ เริ่มหันมาให้ความ สำคัญการขยายช่องทางออนไลน์มากขึ้น เพราะเป็นช่องทางที่มีศักยภาพและนับว่า เป็นเซ็กเมนต์ใหม่ที่จะช่วยให้ธุรกิจขายตรงสามารถขยายนักธุรกิจคนรุ่นใหม่ที่เป็นคนเมืองเพิ่มขึ้น รวมทั้งยังสามารถเข้า ถึงผู้บริโภคทั่วไปได้ง่ายขึ้น ตลอดจนการรับ รู้ถึงข้อมูล และยังมีความสะดวก รวดเร็ว

ทั้งนี้ การปรับตัวแทบจะทุกค่ายของ ธุรกิจขายตรง เพื่อรองรับยุคดิจิตอลที่มาแรง ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนทำให้เข้าถึงตัวบุคคลได้ง่ายมากขึ้น และทำให้คนเข้าถึงข้อมูลสินค้าและผลิตภัณฑ์ ไม่ว่าจะเป็น กระแสการใช้สมาร์ทโฟน อาทิ ไอโฟน แบล็กเบอร์รี่ หรือกระทั่งโซเชียล มีเดีย อย่าง เฟซบุ๊กที่มาแรงอย่างมากสำหรับคนไทย อย่างไรก็ตาม ประมาณการว่าปีนี้สัดส่วนของนักธุรกิจขายตรงจากทางช่องทางออนไลน์ 20% ของตลาดรวม ส่วนอีก 80% เป็นนักธุรกิจในรูปแบบออฟไลน์

“แนวโน้มจากนี้ไปทุกกลุ่มธุรกิจจะปรับตัว และหันมาให้ความสำคัญการดำเนิน ธุรกิจช่องทางออนไลน์มากขึ้น ซึ่งพบว่า ทั้งจากวงการค้าปลีก กลุ่มเซ็นทรัล, เดอะ มอลล์ เปิดเว็บไซต์จำหน่ายสินค้า ขณะที่ยักษ์ใหญ่ยูนิลีเวอร์ ก็ประกาศให้เพิ่มงบประมาณเพื่อรับกับยุคดิจิตอลมากขึ้น”

สำหรับแผนขยายธุรกิจทางออนไลน์ของกิฟฟารีน ในปีนี้บริษัทจะทำการจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์บน www. giffarine.co.th ในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์นี้ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบอยู่ ล่าสุดบริษัทได้ทำการสำรวจกลุ่มนักธุรกิจ ที่พร้อม ใช้ระบบการสั่งซื้อสินค้าทางออนไลน์มีจำนวน 1 หมื่นราย หรือเป็นผู้ที่มีความพร้อมการทำธุรกรรมการเงินทางอีแบงกิ้ง ขณะเดียวกันบริษัทก็มีจัดอบรมให้กับนักธุรกิจทั้งการสั่งซื้อสินค้าทางระบบออนไลน์และการชำระเงิน ฯลฯ

“ข้อจำกัดทางการดำเนินธุรกิจออนไลน์ในขณะนี้ คือ คนไทยไม่นิยมทำธุรกรรมทางการเงินผ่านอีแบงกิ้ง และระบบการส่งสินค้าทางไปรษณีย์ มีค่าใช้จ่ายสูง ส่วนความเชื่อมั่นของผู้สั่งซื้อสินค้า หากเป็นสินค้าที่มีแบรนด์น่าเชื่อถือได้ก็ไม่มีปัญหา เพราะผู้ซื้อจะมั่นใจว่าได้รับสินค้าแน่นอน”

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าการเปิดดำเนินธุรกิจทางช่องทางออนไลน์ของกิฟฟารีน ปีแรกจะมีกลุ่มนักธุรกิจทางช่องทางออนไลน์สัดส่วนมากกว่า 10% แน่นอน ส่วนเรื่องผลประกอบการปีนี้บริษัททำได้ 4,912 ล้านบาท ซึ่งไม่เป็นไปตามเป้ามากนัก เนื่อง จากได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทาง การเมือง และอุทกภัยที่เกิดขึ้น ส่วนในปีนี้ บริษัทได้วางเป้าไว้ที่ 5.5 พันล้านบาท ซึ่งหากไม่มีเหตุการณ์อะไรที่รุนแรงจนส่งผลกระทบ เป้าหมายนี้ก็จะเป็นจริงในสิ้นปี

“นู สกิน” ชูไอที โซลูชั่นกวาดพื้นที่ภูธร ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ปีนี้ภาพรวมธุรกิจขายตรงเติบโต 10% จากมูลค่าธุรกิจขาย 5 หมื่นล้านบาท เนื่อง จากสภาพการเมืองภายในประเทศเริ่มนิ่ง หลังจากปีที่ผ่านมาผลจากความไม่สงบทางการเมืองในช่วงครึ่งปีแรก ทำให้ตลาด โต 7% เท่านั้น อย่างไรก็ตามปีนี้บริษัทจะให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจขาย ตรงออนไลน์ในเชิงรุก ด้วยการพัฒนาระบบไอที โซลูชั่น 360 องศา เพื่อขยายลูกค้าต่างจังหวัดในทุกๆ ด้าน

สำหรับไอที โซลูชั่น เป็นระบบการจัดซื้อสินค้าออนไลน์ หรือเรียกว่าเว็บอีดีซี ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก และผู้แทนจำหน่ายสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่ต้องเดินทางเข้ามาภายในศูนย์บริการ และสามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าโดยตรงเสมือนเป็นตัวแทนของบริษัท ซึ่งก่อนหน้านี้บริษัทได้เว็บอีดีซี เมื่อปี 2553 พบว่า ยอดการสั่งซื้อสินค้าผ่านทางระบบออนไลน์เติบโตขึ้น 200%

ขณะเดียวกันบริษัทยังพัฒนาระบบ การจัดอบรม สัมมนา และประชุมทางไกล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้แทน จำหน่ายในต่างจังหวัด ซึ่งมีฐานลูกค้า สัดส่วน 40% และกรุงเทพฯ 60% อย่างไรก็ตาม ข้อดีการจำหน่ายสินค้าทางออนไลน์ ส่วนหนึ่งรองรับกับภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นและการเมืองที่ไม่สงบ และจากการดำเนินการตลาดเชิงรุกปีนี้ ตั้งเป้านักธุรกิจทางออนไลน์เพิ่มจาก 10% เป็น 20% จากในปี 2552 มีนักธุรกิจเพียง 2% เท่านั้น ที่เหลือ 98% เป็นออฟไลน์

ภคพรรณ กล่าวว่า ในตลาดต่าง ประเทศ มีกลุ่มนักธุรกิจขายตรงทางออนไลน์ สัดส่วนถึง 50% และออฟไลน์ 50% สำหรับประเทศไทย เชื่อว่า ใช้เวลาประมาณ 3 ปี นักธุรกิจออน ไลน์จะเพิ่มสัดส่วน 50% และออฟ ไลน์ 50% โดยกลุ่มสินค้าที่นักธุรกิจสั่งซื้อจากออนไลน์ก็มีความหลาก หลาย อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการ ปีนี้บริษัทตั้งเป้าโต 30% หรือมีรายได้ 2.6 พันล้านบาท จากปีที่ผ่านมาโต 40% หรือมีรายได้ 2 พันล้านบาท

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์สยามธุรกิจ [ ฉบับที่ 1177 ประจำวันที่ 16-2-2011 ถึง 18-2-2011 ]