ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mistine แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ Mistine แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : 'มิสทิน' ลุยปั้นแบรนด์รับเออีซี

 








69732n_03_L (Mobile)

นายดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือขายตรง "มิสทิน" เปิดเผยว่า ธุรกิจขายตรงโดยรวมปีนี้ไม่เติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการจับจ่าย ขณะที่รายได้ต่อครัวเรือนลดลง มาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น ภาคการเกษตรและการผลิตลดลง รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด ต่อเนื่องถึงสถานการณ์การเมือง


นายดนัย กล่าวถึงแผนการทำตลาดต่างประเทศว่า ได้ร่วมกับบริษัท นาริส คอสเมติกส์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ตั้งบริษัท ฟาริส ไทยแลนด์ จำกัด เพื่อร่วมกันขยายตลาดเครื่องสำอางฟาริส บาย นาริส ในภูมิภาคอาเซียน รองรับการเปิดเออีซี จากเดิมมีจำหน่ายเฉพาะในไทย โดยขณะนี้ได้ทยอยเข้าไปทำตลาดในพม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม ผ่านช่องทางรีเทลและขายตรง และได้ตั้งโรงงานที่เวียดนาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า


ส่วนการทำตลาดต่างประเทศของมิสทิน ได้ร่วมกับนักลงทุนท้องถิ่นตั้งสำนักงานในพม่า ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย ซึ่งปี 2557 จะให้น้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับได้ง่าย โดยล่าสุดการได้รับรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมจากเวทีประกวดเครื่องสำอางระดับโลก เมืองมิลาน อิตาลี ก็จะช่วยให้สื่อสารแบรนด์ที่มีความเป็นโกลบอลไลซ์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการหรือเอ็กซ์คลูซีฟจำหน่ายเฉพาะแต่ละประเทศ


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทีน วางกลยุทธ์ลองเทอม ส่งซับแบรนด์จับตลาดสกินแคร์








 


มิสทีนวางหมากรับมือตลาด AEC แบ่งแผน 2 ส่วนทั้งตลาดและนอก หลังพบสินค้ากลุ่มสีสันยอดขายพุ่งกระฉูด ล่าสุด แตกซับแบรนด์มิสทีน ภายใต้แบรนด์เมลาเคลียร์ ชิงตลาดสกินแคร์ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขาย 14 % พบตลาดยังมีศักยภาพสูง ชี้เตรียมทยอยเปิดตัวเมลาเคลียร์เพิ่มอีก 20 รายการ พร้อมเตรียมแผนร่วมมือตั้งโรงงานผลิตสินค้าเวียดนามในอนาคต เพื่อรับมือตลาด AEC ในปี 2558


ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหำน่ายสินค้าแบรนด์มิสทีน เปิดเผยว่า บริษัทได้วางแผนการตลาด 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยการวางกลยุทธ์การบริหารจัดการไว้สองส่วน คือ ตลาดภายในประเทศ โดยตลาดในประเทศนั้น จะมองหาสินค้าที่เป็นพระเอกเพื่อรุกตลาด นั่นคือ สินค้าในกลุ่มสีสัน ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 45% จากยอดขายรวม โดยบริษัทจะเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างแบรนด์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทั้งนี้ ถือเป็นการวางพื้นฐานที่แข็งแกร่งก่อนก้าวสู่ตลาด AEC ขณะเดียวกัน สำหรับแผนการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ บริษัทได้เตรียมแผนการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะโรงงานผลิตสินค้าที่วางแผนอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะตั้งโรงงาน ผลิตสินค้าแถบอินโดจีน และเวียดนาม เพื่อลดสัดส่วนการผลิตในประเทศจากเดิมที่มีประมาณ 90% ให้เหลือเพียง 60% และเพิ่มสัดส่วนการผลิตในตลาดต่างประเทศจาก 10% เป็น 40 % ภายในระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งเตรียมแผนจะร่วมมือกับสมาคมความงามในการวิจัยและพัฒนาสินค้าให้เทียบเท่ากกับแบรนด์นานาชาติ


นอกจากสินค้าในกลุ่มสินค้าในกลุ่มสินค้าที่บริษัทเน้นทำตลาดแล้ว บริษัทยังเน้นสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขยาย 14 % จากยอดขายรวมซึ่งจะเป็นสินค้าอีกหนึ่งกลุ่มที่จะให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพตลาดของมิสทีนให้แข็งแกร่ง โดยล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เมลาเคลียร์ ไวท์ ซับแบรนด์ภายใต้มิสทีน ที่ถือเป็นสินค้านำร่องในการเปิดตลาด โดยบริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าเมลาเคลียร์เพิ่มขึ้นอีก 20 รายการ


ทั้งนี้ การขยายตลาดไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทได้เตรียมแผนรองรับด้วยการศึกษาถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและการตอบรับจากแบรนด์สินค้า ซึ่งจากการสำรวจตลาดเบื้องต้น พบว่าประเทศเพื่อนบ้านให้การยอมรับแบรนด์สินค้าไทยเป็นอย่างดีและล่าสุดบริษัทได้ไปศึกษาตลาดที่ประเทศฟิลิปปินส์และอีกสองเดือนข้างหน้า จะไปทดลองตลาดที่ประเทศเวียดนาม กัมพูชา เพื่อดูการตอบรับว่าเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาการขยายตลาดในต่างประเทศนั้น ประสบความสำเร็จไม่น้อย โดยจะเห็นได้จากประเทศพม่าที่มียอดขายสูงถึง 300 ล้านบาท ในปี 2555


การขยายตลาดต่างประเทศ มิสทีนจะต้องวางแผน 4 ด้าน ประกอบด้วย ความเหมาะสมของตัวสินค้า การสร้างแบรนด์ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ช่องทางจำหน่ายจะเป็นรูปแบใดและแผนการตลาดที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเปิดตลาด และให้แบรนด์ประสบความสำเร็จสูงสุด ดนัย เผย


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่มาช่า วัฒนพานิชคู่สินค้าใหม่ เมลาเคลียร์









มิสทิน เข็นสินค้าใหม่ เมลา เคลียร์ ไวท์ เมลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม กลุ่มบำรุงผิวหน้า สู้ศึกตลาด ความงาม พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอม บาสเดอร์คนใหม่ มาซ่า วัฒนพา นิช ตอกยํ้าผลิตภัณฑ์ มั่นใจสินค้า ตัวใหม่กระแสตอบรับจะดีไม่แพ้ตัว อื่นเช่นกัน เผยปีนี้เตรียมเข็นสินค้า ใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง


มิสทิน หลังจากเปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ใหม่ 5 สาว ซึ่งนำโดย ญาญ่า- อุรัสยา สเปอร์บันด์, มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตร วงศ์ทอง, ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก, มีน-พีชญา วัฒนามนตรี และ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ กับคอลเลคชั่นใหม่ มิสทิน ไอ แอม คอลเลคชั่น ไปได้ไม่นาน ล่าสุดทางด้าน มิสทิน เอง ยังได้มีการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่อีกด้วย นั่น ก็คือ มาซ่า วัฒนพานิช พร้อมกับการเปิดตัวผลิต ภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มบำรุงผิวที่ ชื่อ เมลาเคลียร์ ไวท์ เมลาส มา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม
ซึ่งการเปิดตัวสินค้า ใหม่ เมลาเคลียร์ ในครั้งนี้ นั้น ทางด้านนายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยว่า สินค้าใหม่ เมลาเคลียร์ จะ เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ตอบสนอง ความต้องการของสุภาพสตรี อย่างแท้จริง ที่ต้องการ ใบหน้าที่กระจ่างใส อย่างเป็น ธรรมชาติ ด้วยนวัตกรรมแห่ง การปกป้องและดูแลผิวอย่าง ลํ้าลึกเพื่อประสิทธิภาพใน การลดรอยด่างดำของฝ้า กระทั่งลบเลือนความไม่ สมํ่าเสมอของสีผิวอย่างเห็น ผลได้ชัด พร้อมกับราคาที่ ย่อมเยาว์อยู่ที่ 119 บาท เท่านั้น และนอกจาก มิสทิน จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในครั้งนี้ แล้ว ทาง มิสทิน เอง ยังได้ มีการเปิดตัวแบรนด์แอม บาสเดอร์คนใหม่อีกด้วย ซึ่ง ได้รับเกียรติจากทาง มาช่า วัฒนพานิช ที่จะมาเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ในครั้งนี้ ด้วย
การเลือกแบรนด์แอม บาสเดอร์ของเมลาเคลียร์นั้น ทาง มิสทิน จะเลือกจาก ปัจจัยหลัก คือ นอกจากเป็น ผู้ที่ได้รับการยอมรับในเรื่อง ของหน้าที่การงานและมี ความงดงามแล้ว ยังต้องเป็น ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราด้วย ตัวเองจริง ๆ ซึ่งคุณมาช่า ก็เป็นผู้ที่ได้ทดลองใช้และ พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของ เมลาเคลียร์ด้วยตัวเอง ทั้งยัง เป็นผู้ที่รู้จักและมีความเข้าใจ ในผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง ด้วย
คุณดนัย กล่าวเสริมอีก ว่า ปัจจุบันนี้ ความต้องการ ของสุภาพสตรีในเรื่องของ ผลิตภัณฑ์ความงามค่อนข้าง มีความหลากหลายแตกต่าง กันไป เช่นเดียวกับสินค้าของ มิสทินเอง ก็มีความหลาก หลายที่แตกต่างกันไปด้วย และยังสามารถตอบโจทย์ ความต้องการของกลุ่มผู้ บริโภคทั้งในส่วนของเครื่อง สำอางที่เน้นสีสัน และเครื่อง สำอางบำรุงใบหน้าสำหรับ สุภาพสตรีได้เป็นอย่างดีด้วย โดยตลอดปีนี้บริษัทฯ ก็จะเข็น สินค้าใหม่ๆ ออกมาสู่ผู้บริโภค อย่างต่อเนื่องด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 339 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ 5 สาววัยทีน พร้อมเข็นกลยุทธ์ใหม่บุกตลาดอาเซียน









มิสทิน ถือฤกษ์ดี เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ พร้อมด้วยคอลเลคชั่นใหม่ มิสทิน ไอ แอม คอลเลคชั่น ครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมประกาศยุทธ์ศาสตร์ปี56 บุกตลาดต่างประเทศแบบครบเครื่อง รองรับการเปิดตลาด AEC ชี้!หลังเปิดตลาดอาเซียนธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงการดำเนินธุรกิจของ มิสทิน ในปีนี้ว่า ปีนี้ มิสทินต้องการสื่อสารถึงความยิ่งใหญ่ของสีสันบนโลกแห่งความงาม โดยสีสันของคำว่า มิสทินจะเริ่มจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของสาวคนเก่งอย่าง คุณโอ๋ ฟูตอง ส่งต่อไปยังอีก 2 พรีเซ็นเตอร์ คือ คุณญาญ่าและคุณมิ้นต์ ชาลิดา ที่เปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสของหญิงสาว ในนามตัวแทนของสาว ไอ แอม คอลเลคชั่น ไม่เพียงเท่านั้น ปีนี้มิสทิน ยังจะตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งสีสัน และความสดใส ผ่านทีมพรีเซ็นเตอร์ดาวรุ่งอีกด้วย


ซึ่งนำโดย ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก มีน-พีชญา วัฒนามนตรี และ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว มีบุคลิกที่มีความโดดเด่น เฉพาะตัวของแต่ละสาว โดยบุคลิกแต่ละคนนั้น จะถูกดึงออกมา เพื่อเป็นการบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพจากมิสทินในปี 2013 นี้


ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเปิดตัวทีมพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว ในการตอกย้ำแบรนด์แล้ว ปีนี้ มิสทินยังได้วางแผนงานรองรับสำหรับการขยายตัว ของตลาดในประเทศอีกด้วย ด้วยการมุ่งโฟกัสไปที่กลุ่มใหม่ ๆ นั่นคือ กลุ่มวัยรุ่น ที่มีอายุระหว่าง 13-25 ปี เนื่องจากที่ผ่านมา มิสทิน มีกลุ่มดังกล่าวเพียงแค่ 10-20% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ในปีนี้ มิสทิน จึงหันมาเน้นสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหรือตัวสินค้าที่จะพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ เนื่องจากปัจจุบันสาวมิสทิน ส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 25-30 ปี


ขณะนี้ มิสทิน เอง ได้มีการเพิ่มช่องทางการตลาดมากขึ้น อย่างล่าสุดได้จับมือกับวัตสัน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มีความหลากหลาย พร้อมกับคาดว่า ในปีแรกนี้ จะมีการปูพรมในทุกสาขาของวัตสัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มวัยทีนให้มากขึ้นอีกด้วย


นอกจากนี้ นายดนัย ยังได้เผยถึงแผนการขยายตลาดในต่างประเทศอีกว่า ทางบริษัทฯ จะมีการจัดการ ระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุน ซึ่งบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายตลาด ไปยังประเทศ อื่นๆ นอกเหนือจากประเทศที่มีฐานการตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายตลาด ซึ่งไม่ได้ จำกัดว่าต้องเป็นแบรนด์มิสทินเท่านั้น แต่อาจเป็นการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาอีกแบรนด์


ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเปิดตลาด AEC มิสทิน จึงได้มีการขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มสหพัฒน์ ในหลาย ๆ ประเทศ โดยประเทศที่จะเปิดภายในครึ่งปีแรกนี่คือ ประเทศลาว


ปัจจุบันมิสทิน มีรายได้จากตลาดต่างประเทศภาพรวมทั้งหมด 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 30% โดยประเทศที่โตมากในปีนี้ มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ พม่า มีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ด้วยกัน


การขยายตลาดเพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะถึงนี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญ คือ เรื่องของระบบโลจิสติกส์ รวมถึงระบบซัพพลายเชนทั้งหมด พร้อมกับเชื่อว่า ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นและเติบโตในกลุ่มของประเทศอาเซียนที่น่าจับตามอง คือ ธุรกิจขายตรง ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้มิสทิน จึงได้มีการวางแผนงานรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการเพิ่มศักยภาพของศูนย์กระจายสินค้าในการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการรับเป็น ดิสทริบิวเตอร์สินค้าต่าง ๆ ให้กับแบรนด์สินค้าอื่น ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังการเปิดตลาด AEC ที่คาดว่า จะมีสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาบุกตลาดอีกเป็นจำนวนมาก



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

จับประเด็นค่าแรง300 ทุกเสียงขายตรงย้ำ!ไม่ใช่ปัจจัยลบธุรกิจ

เ


ปิดประเด็นค่าแรง 300 บาท ต่อธุรกิจขายตรง...เผยหลายค่ายต่างชี้ ไม่ใช่ประเด็นหลักทำธุรกิจเป๋ พร้อมย้ำ! ทุกวิกฤติที่ขายตรงเผชิญต่างหลุดพ้นมาได้โดยตลอด ด้าน เหล่าผู้ประกอบการขายตรง เชื่อ ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องการที่จะมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้การขึ้นค่าแรง จึงจะไม่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงในเชิงลบอย่างแน่นอนล่าสุดพบ ค่ายขายตรงเริ่มเคลื่อนทัพบุกประเทศเพื่อนบ้านรับอาเซียน ตามแบรนด์ขายตรงระดับโลกแล้ว
...หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป เรียกได้ว่า มีหลาย ๆ ธุรกิจเริ่มที่จะออกมาอาการกุมขมับ พร้อมกับเริ่มที่จะแก้เกมรับมือกับผลกระทบดังกล่าวบ้างแล้ว เฉกเช่นเดียวกับ ธุรกิจขายตรง ที่ เหล่าผู้ประกอบการ บางรายเริ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวรับการเปลี่ยนแปลงของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทกันบ้างแล้ว แต่ทั้งนี้ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่าแรง 300 บาท ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด
ปักษ์นี้ ตลาดวิเคราะห์ ขอเจาะลึกถึงประเด็น ค่าแรง 300บาท กันว่า ในมุมมองของค่ายขายตรงแต่ละค่ายต่างมีความคิดเห็นกับเรื่องตรงนี้อย่างไร และหลังจากที่มีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่จะตามมาคืออะไร โดยมีรายละเอียดให้ทราบดังนี้


ค่าแรง300 บาทไม่ใช่ปัจจัยลบ
เชื่อทุกวิกฤติคือโอกาสขายตรง
หลังจากที่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ที่ได้มีการนำร่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดแล้ว เรียกได้ว่า มีหลาย ๆ ผู้ประกอบการ ต่างออกมาให้ความเห็น ในเรื่องนี้หลากหลายมุมมองด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวว่า น่าที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงให้กับพนักงานจำนวนมาก พร้อมกับยังจะเป็นการส่งผลทำให้ต้นทุน ในการผลิตสินค้าสูงขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญ ยังมีการคาดการณ์อีกว่า น่าที่จะเริ่มเห็นผู้ประกอบการ หันมาปรับราคาสินค้าตามมาด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญ ยังพบอีกว่า แม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรง จะทำให้คนมีรายได้สูงขึ้น แต่เมื่อมีการปรับราคาสินค้าในท้องตลาด หรืออัตราค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ทางเหล่าผู้ประกอบการขายตรงเอง ก็ยังเชื่อว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องการที่จะมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ส่งผลทำให้การขึ้นค่าแรง จึงจะไม่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงในเชิงลบอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับทางด้านของ กิฟฟารีน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ครบ 77 จังหวัด ที่ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ค่อนข้างที่จะได้รับผลกระทบต่อทุกธุรกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เนื่องจากมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจน้อย ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาคนตกงานเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสิ่งที่จะตามมา คือ ในเรื่องของต้นทุนสินค้า ที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน
ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้าของ กิฟฟารีนจะมีขึ้นหรือไม่นั้น ทาง กิฟฟารีน ได้กล่าวย้ำว่า บริษัทฯ จะยังคงไม่ปรับขึ้นในเวลานี้ เนื่องจากไม่ต้องการ ผลักภาระไปสู่ผู้บริโภค ส่วนอนาคต คงต้องหารือกับผู้บริหารของบริษัท อีกทีว่าจะปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนี้ ทางกิฟฟารีนเอง ยังเชื่อว่า อำนาจกำลังซื้อของผู้บริโภค ก็คงยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปี 2556 นี้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ทางด้านของ โมรินดา ก็มองว่า ในการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร หรือเป็นปัจจัยลบต่อธุรกิจขายตรง พร้อมกับยังเปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่ได้มีแผนใด ๆ ที่จะมารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่าง ๆ
ส่วนทางด้าน ค่าย มิสทิน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศว่า ค่อนข้างที่จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ที่จะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม จนทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับภาระการตรึงราคาสินค้าไว้ได้ และอาจจะส่งผลมาถึงในเรื่องของการปรับราคาสินค้า ก็น่าที่จะเริ่มส่งสัญญาณ การปรับขึ้นของราคาสินค้า ตามมาด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับ ทางด้าน มิสทิน เอง ที่มีแผนจะปรับราคาสินค้าทุกกลุ่มขึ้นอีกประมาณ 3-5% ในปีนี้ ในรอบ 5 ปี เนื่องจาก ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อีก ทั้งจากวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าโฆษณา และสิ่งที่กังวล คือ ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นตามนั่นเอง
พร้อมกันนี้ ยังพบอีกว่า ทาง มิสทิน เอง ยังมีแผนรับมือนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท อีกด้วย โดยการใช้กลยุทธ์บริหารจุดคุ้มทุน คือ ลดการออกสินค้าใหม่ให้เหลือประมาณ 40-50 รายการเท่านั้น จากปีก่อนที่มีการออกสินค้าใหม่ 60 รายการ โดยจะเลือกออกเฉพาะสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งพัฒนาสินค้าไซส์ประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของมิสทินที่จะอุดช่องโหว่ของปัจจัยลบ
...ด้าน ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีของการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ในครั้งนี้ว่า สิ่งที่จะส่งผลกระทบตามมา จะเป็นในเรื่องของต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยตนเองบอกว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด เนื่องจากธุรกิจขายตรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นธุรกิจอิสระ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัวแปรที่สำคัญ คงหนี้ไม่พ้นในเรื่องของต้นทุน แต่ทั้งนี้ เชื่อว่า ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้ ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
...เช่นเดียวกับ ทางด้านค่าย เอเชีย สุพรีม ที่มีนายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ เป็นประธานกรรมการบริษัท ก็ได้ออกมามองว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน น่าที่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างแน่นอน และคนที่ได้รับผลกระทบและต้องตกงาน ย่อมหาทางออกให้ตนเอง ด้วยการหางาน โดยอาชีพที่ไม่เคยถูกมองข้าม นั่นก็คือ ธุรกิจขายตรง เพราะถือเป็นธุรกิจอิสระ สร้างรายได้ให้กับนักธุรกิจอย่างงดงาม
นอกจากนี้ ยังได้ มีการคาดการณ์ ถึงแนวโน้มขายตรงใน 1-2 ปีข้างหน้าอีกด้วยว่า จะมีคนเข้ามาอยู่ในธุรกิจมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 7-9 ล้านคน ซึ่งตรงนี้เอง ที่เรียกได้ว่า สอดคล้องกับนายกสมาคมขายตรงไทยอย่าง นายกิจธวัช ฤทธาวี ที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่า หากคนตกงาน อาชีพที่คนจะให้ความสนใจมากที่สุด ก็คือ ธุรกิจขายตรง


ขายตรงปีมะเส็งยังคึกคัก
หลายค่ายเตรียมพร้อมสู่AEC
...จะเห็นได้ว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจขายตรงในปี 2556 นี้ หลาย ๆ ผู้ประกอบการเอง ต่างมีความเห็นตรงกันว่า ทิศทางของธุรกิจโดยภาพรวม ยังคงคึกคัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ เร่งที่จะเตรียมความพร้อม ในการรุกตลาดอาเซียนนั่นเอง เพราะตรงนี้ ต้องบอกว่า เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีขึ้นเมื่อไหร่ หลาย ๆ คน ต่างมีการคาดการณ์ไว้ว่า ตลาดขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท จากที่ปัจจุบันมูลค่าตลาดขายตรงไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท โดยทิศทางตลาด ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อถดถอยก็ตาม
ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 9 ประเทศในอาเซียน จึงกลายเป็นพื้นที่ ที่ขายตรงไทยจะตรงดิ่งเข้ายึดพื้นที่ เพื่อชิงเค้กก้อนโตก่อน ที่เออีซีจะเปิดจริง ๆ จัง โดยค่ายขายตรง ที่ก้าวออกไปอาเซียนบ้างแล้ว อาทิ กิฟฟารีน, นู สกิน, วิลเลนดรอฟ, นีโอ ไลฟ์ และมิสทิน เป็นต้น ที่ขณะนี้ ได้เดินตามรอยแบรนด์ขายตรงระดับโลก ที่เข้าไปยึดหัวหาดในประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เอวอน, แอมเวย์ และออริเฟลม ฯลฯ
สำหรับสินค้าที่หลาย ๆ ผู้ประกอบการต่างฟันธงและเชื่อกันว่าจะเป็นดาวเด่นในปี 2556 นี้นั้น พบว่า ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ความงาม เนื่อง จากต่างมองว่า ไม่ว่าเศรษฐ กิจจะโตหรือติดลบ สำหรับพฤติกรรมของคนไทยแล้ว ก็ยังรักสวยรักงาม ยิ่งสาว ๆ ต้องดูดีไว้ก่อน ซึ่งตรงนี้ ถือว่าสอดคล้องกับการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคผู้หญิงชาวไทย ที่พบว่า มีความสนใจด้านความงามอย่างมาก และใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีการแต่งหน้าสูงสุดในโลกสัดส่วนประมาณ 98-99% รวมทั้งตลาดผลิตภัณฑ์ด้านความงามระดับพรีเมียมก็มีมูลค่าสูงมากถึง 1.1 หมื่นล้านบาท จากตลาดรวมทุกเซกเมนต์มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทอีกด้วย
...นับได้ว่า ในเรื่องของปัจจัยลบที่หลาย ๆ ธุรกิจ ต่างกังวลใจ กันอย่างมากนั่นก็คือ การประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด ที่ได้มีการเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นมานั้น หลายฝ่ายมองว่าค่อนข้างที่จะกระทบต่อธุรกิจอย่างมากทั้งในเรื่องของต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้น จนทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของราคาสินค้านั่นเอง
แต่สำหรับใน ธุรกิจขายตรง แล้ว เหล่าผู้ประกอบการ ต่างออกเสียงเดียวกันว่า การปรับขึ้นของค่าจ้างตรงนี้ ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด ซึ่งเป็นผลดีด้วยซ้ำ ที่อาจจะทำให้หลาย ๆ คน หันมาสนใจธุรกิจขายตรงมากขึ้นนั่นเอง แต่ทั้งนี้ ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เรื่องของต้นทุน ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าด้วยเช่นกัน และก็ต้องดูกันต่อไปว่า จะมีค่ายไหน ที่เริ่มแบกรับภาระในเรื่องของต้นทุนไม่ไหว จนต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้ากันบ้าง ซึ่งเชื่อว่า อีกไม่นาน หลาย ๆ ท่าน คงน่าที่จะพอทราบคำตอบนี้อย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

วันอังคารที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ข่าวมิสทิน (Mistine Thailand) : ฟ้าสั่ง "อั้ม - พัชราภา" เคียงคู่ "มิสทิน" สร้างแบรนด์ผูกปิ่นโตยุทธศาสตร์สุดล้ำ


บอสใหญ่ ดนัย ประกาศจุดยืนผู้นำตลาด SLM ตลอดกาล หลังจัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี รังสรรค์ตลับแป้งเพชร 333 เม็ด เรียงรายบนตลับที่มีมูลค่ากว่า 35 ล้าน. ควง อั้ม - พัชราภา ฉลองความยิ่งใหญ่จัดโรดโชว์กว่า 41 จังหวัด พร้อมมอบรางวัล Presenter Forever Award แด่ อั้ม ประดับประดาด้วยเพชร แทนคำขอบคุณที่ร่วมเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ใจ มิสทิน นานนับ 10 ปี ตอกย้ำรักนี้ไม่มีวันสลาย...เปิดยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์ผ่านดาราคู่ใจ ทำอย่างไรไม่มีวันดับ..!!


ฉลองครบรอบ 25 ปี มิสทิน ภายใต้บรรยากาศเรียบหรูและเป็นกันเอง...มาถึงวันนี้ การก้าวย่างของ มิสทิน ภายใต้คอนเซ็ปต์ มิสทินมาแล้วค่ะ ดูเหมือนจะครองความเป็นจ้าวตลาดตลอดกาล และไร้ซึ่งคู่แข่งในสนาม SLM แต่กับสนามขายตรง MLM ที่คอยชิงแชร์ผ่านหน้าจอทีวี ก็ต้องยกให้จ้าวตลาดอย่าง แอมเวย์ และเบอร์รองอย่าง กิฟฟารีน ที่ครองหน้าจอและชิงเรตติ้งไม่แพ้กัน


ด้วยยุทธศาสตร์สื่อนำร่อง พ่วงด้วยแบรนด์ที่ถูกสร้างมาอย่างแข็งแรง เติมเต็มด้วยพรีเซ็นเตอร์ที่จ้างมาเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์มาอย่างยาวนาน หากลองมองย้อนไปอดีต มิสทิน จะจองดาราฮอตมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ซึ่งผู้คนที่คอยจ้องอยู่หน้าจอ ก็จะเฝ้ามองดูว่า ปีนี้ มิสทิน จะจองดาราคนใดมาเป็น ซึ่งการคัดสรรก็จะถูกดึงมาจากความฮอตของละครช่อง 7 สี ว่านางเอกวิกนี้คนไหนจะเข้าวิน แล้วจับมาโปรโมทสื่อผ่านแบรนด์ มิสทิน อย่างเต็มรูปแบบต่อไป


ซึ่งดาราสาวที่โด่งดังค้างฟ้าในสมัยนั้น ก็หนีไม่พ้น กบ - สุวนันท์ คงยิ่ง ที่เซ็นสัญญา มิสทิน ยาวนานที่สุด แต่เมื่อลมพัดหวนมาถึงยุคสาว อั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ นางเอกที่ได้รับคัดเลือกเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับ มิสทิน ก็ต้องหลบชิดซ้ายกันเป็นแถว เพราะ อั้ม - พัชราภา เป็นนางเอกเพียงเบอร์เดียวที่อยู่ในดวงใจ มิสทิน และครองใจประชาชนทั่วประเทศมาตลอดระยะเวลา 10 ปี จนถึง ณ ปัจจุบัน


บัดนี้ อั้ม - พัชราภา กลายเป็นแบรนด์ กลายเป็นโลโก้ มิสทิน หากเห็น มิสทิน ที่ไหน เป็นอันว่า อั้ม - พัชราภา ประกบติดอยู่ที่นั่น ซึ่งต้องยอมรับว่า การสร้างแบรนด์ด้วยการนำดารามาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ยังไม่เคยมีธุรกิจไหน ค่ายใดในยุทธจักรสินค้าอุปโภค - บริโภค สามารถสร้างแบรนด์คาแรคเตอร์สินค้า พ่วงไปกับดาราจ้าวประจำได้ ที่สำคัญถ้าสร้างและตอกย้ำกับดาราคนเดิม ๆ ผู้เสพก็จะเบื่อ และก็ต้องเปลี่ยนดาราอยู่เรื่อยไป


แต่ต่างกับ มิสทิน ที่ผูกปิ่นโตกับ อั้ม - พัชราภา ได้อย่างลงตัว เรียกว่า ถ้าโฆษณาตัวไหนขาด อั้ม ก็ต้องรีบจบโดยเร็ววัน เพราะดึงกระแสไว้ไม่ได้นาน แต่ถ้าโฆษณาตัวไหนที่มี อั้ม ผู้คนก็จะคอยจับจ้องว่า จะมีเวอร์ชั่นใหม่ออกมาอีกหรือไม่...การเดินยุทธศาสตร์ภายใต้แต้มรบนี้ เห็นทีต้องยกนิ้วให้บอร์ดบริหารผู้ก่อตั้ง อมรเทพ ดีโรจนวงศ์ ที่ปล่อยยุทธศาสตร์การสร้างแบรนด์เหนือคู่แข่ง โดยไม่ต้องพึ่งเวทีประกวดนางงามให้เสียเวลา
...แค่จับนางเอกเบอร์ 1 มาเขย่าขวดเดินไปคู่ มิสทิน เป็นอันว่า คนตั้งใจจับจ้องมองหน้าจอตัวโฆษณา มิสทิน กันทั่วบ้านทั่วเมือง
แม้ว่าหลาย ๆ แบรนด์จะปั้นดาราเพื่อต้องการสร้างความโด่งดังเคียงคู่แบรนด์อย่าง SK2ที่เลือก เจี๊ยบ - โสภิตนภา หรืออย่าง แอฟ - ทักษอร ที่เป็นพรีเซ็นเตอร์ การ์นิเย่ สร้างนางเอกเป็นแบรนด์คาแรคเตอร์ แต่ผู้คนก็ไม่ได้ติดตราตรึงใจเท่า อั้ม - พัชราภา ที่เดินเคียงคู่ มิสทิน


การสร้างแบรนด์ที่ดูจะสูสีและน่าติดตาม ก็น่าจะเป็น สบู่ลักส์ ที่ฐานผู้บริโภคส่วนใหญ่ต่างจับจ้องดาราคนใหม่มาเป็นพรีเซ็นเตอร์ ตรงที่การสร้างความสวยงามของแบรนด์การครีเอทงานโฆษณาของ สบู่ลักส์ ถูกจับตาเป็นที่น่าโดดเด่นและอินเตอร์ แต่แบรนด์ของสบู่ ลักส์ ก็ไม่สามารถผูกปิ่นโตกับดาราคนไหนที่เป็นหลักได้ คงคอยจับแต่ดาราที่เป็นกระแสโด่งดัง ณ ห้วงเวลานั้น แล้วโหนกระแสสร้างแบรนด์ตามก็แค่นั้นเอง...


แล้วหันมาตั้งคำถามว่า...เหตุใดทุกคนถึงกากบาทเลือก อั้ม...ก็เพราะผู้คนทั้งโลกทราบว่า อั้ม คือดารา - นางเอก ที่เซ็กซี่ระดับซูเปอร์สตาร์ของเมืองไทย ซึ่งไม่ว่าจะขึ้นเวทีไหนก็โดดเด่น บนเวทีแคทวอร์ค บนเวทีการแสดง รวมถึงความโดดเด่นในเรื่องของเรือนร่าง กล้าพูด กล้าทำ กล้าโชว์ จนสาวไทยต่างหลงใหล และอยากสวยแบบ อั้ม กันแทบจะทั้งนั้น ซึ่งทั้งแวดวงดวงดาว ทั้งดาวตก ดาวร่วง หรือแม้กระทั่งดาวรุ่ง ต่างก็ยึดใบหน้า อั้ม ทำศัลยกรรมเลียนแบบ ถึงจะไม่เด๊ะ แต่ก็อยากให้มีเหมือนเค้าโครง อั้ม สักหน่อยก็ยังดี


ความนิยม อั้ม - พัชราภา จึงไม่ได้จบแค่การทำศัลยกรรม เพราะสิ่งที่ อั้ม ใช้ สิ่งที่ อั้ม เป็น...ทุกคนก็อยากทำและอยากเป็นตามกันแทบทั้งสิ้น ฉะนั้น เมื่อ มิสทิน ผูกปิ่นโตกับ อั้ม ก็เท่ากับว่า อั้ม ใช้สินค้า มิสทิน แล้วสวย...คนที่อยากสวยเหมือน อั้ม ก็อยากใช้ตามดารา ยอดขายจึงดีเหมือนเทน้ำเทท่า อั้ม จึงกลายเป็นตัวตอบโจทย์ที่ดีให้กับสินค้า มิสทิน


แม้ว่า...สินค้าหลายแบรนด์จะเลือก อั้ม ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ แต่ก็ไม่ลึกซึ้งและไม่กินใจเท่า มิสทิน หรือแม้กระทั่ง มิสทิน ที่ดึงดารานางเอกบางคนมากั้นบางจังหวะ หรือมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ชั่วครู่ แต่ก็เหมือนมาเบรกได้แค่ชั่วครู่ชั่วยามเท่านั้น เป็นได้แค่น้ำจิ้ม หรือฟ้าจะสร้าง อั้ม ให้เคียงคู่กับ มิสทิน จริง ๆ


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง อั้ม - พัชราภา ว่า ในใจผม คุณอั้ม - พัชราภา มาเป็นที่หนึ่ง เพราะ อั้ม และ มิสทิน ทำงานผูกพัน


กันมาเป็นเวลา 10 ปี เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ใจ มิสทิน จึงถือโอกาสมอบรางวัล Presenter Forever Award แด่ อั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ โดยรางวัลนี้มีความพิเศษ มีความหมาย เป็นที่ระลึกซึ่งมีแหวนเพชรเป็นของขวัญแทนใจจาก มิสทิน มอบแด่คุณอั้ม และผมเลือก อั้ม ถ่ายทอดความเจิดจรัสแห่งเพชรที่เกิดจากความทุ่มเทระหว่าง มิสทิน และ บิวตี้ เจมส์ จำนวน 333 เม็ด เรียงรายบนตลับแป้งที่มีมูลค่ากว่า 35 ล้านบาท


ตลอดระยะเวลา 25 ปี เราภูมิใจมาก ๆ ที่เราเป็นบริษัทคนไทย จัดจำหน่ายโดยคนไทย และกระจายรายได้สู่คนไทยทั่วประเทศ วันนี้ เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองก้าวสู่ 25 ปี เรามีแคมเปญที่ใหญ่ที่สุดที่จะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปีนี้ที่รังสรรค์แป้งตลับสุดหรูที่จะต้องจารึกลงหน้าประวัติศาสตร์ความงามของประเทศไทย ที่ตกแต่งด้วยเพชร โดยคุณหนึ่ง - สุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บิวตี้ เจมส์ - เป็นผู้คิดค้นประติมากรรมชิ้นนี้ ร่วมด้วยทีมงาน บิวตี้ เจมส์ ทุก ๆ คน


เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ 25 ปี เครื่องสำอาง มิสทิน จึงเปิดตัวแคมเปญใหม่ที่เป็นแป้งตลับที่ตอบสนองความต้องการของสุภาพสตรีไทย และยังได้มีโอกาสเฉลิมฉลองตลับแป้งของเราด้วยที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก พร้อมกับพรีเซ็นเตอร์ คุณอั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ ซึ่งจะนำตลับแป้งตัวนี้ออกเดินสายทั่วประเทศประมาณ 41 จังหวัด ต้องบอกว่าน่าจะเป็นตลับแป้งชิ้นแรกของประวัติ ศาสตร์ไทย ก็ถือว่าเป็นการแสดงศักยภาพคนไทย ว่า เรามีศักยภาพทำอะไรระดับโลกได้ การจับมือในครั้งนี้ ทั้ง 2 บริษัทเป็นบริษัทของคนไทย เราต้องการให้ทั่วโลกรับรู้ว่า คนไทยก็ทำสิ่งดี ๆ ได้


และยังได้เปิดตัวภาพ ยนตร์โฆษณาแป้งผสมครีมรองพื้น มิสทิน เลดี้ เอ็ม วี - เชพ เอสพีเอฟ 25 พีเอ++ ภายใต้ชื่อว่า Breakthrough นำแสดงโดย คุณอั้ม - พัชราภา ไชยเชื้อ ที่เป็นผลงานรังสรรค์ของ บริษัท แอล แอนด์ อาร์ มีเดีย จำกัด ด้วยความยาว 30 วินาที กำหนดแพร่ภาพออกอากาศเร็ว ๆ นี้ โดยใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านบาท


บอสใหญ่ ดนัย ยังกล่าวถึงยอดขายในรอบ 8 เดือนที่ผ่านมา ต้องบอกว่า ยอดใช้ได้เป็นที่น่าพอใจ เราอาจจะสะดุดในไตรมาสแรกที่อาจเกิดผลกระทบจากอุทกภัยในปลายปีที่ผ่านมา แต่ในช่วงหลังสงกรานต์ ผมถือว่าอำนาจการซื้อก็ถือว่าสูงขึ้น ก็พบว่าตอนนี้คนไทยเข้าสู่ภาวะปกติ ผมเชื่อว่าจากการที่ภาครัฐเพิ่มรายได้ขั้นต่ำ 300 บาท ตรงนี้ก็มีส่วนช่วยในเรื่องกำลังซื้อในระดับทั้งประเทศ ปีนี้ถือว่าเป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่ง แม้ว่ายอดอาจจะไม่ก้าวกระโดดมากนัก แต่กับผลประกอบการที่เป็นแบบนี้ ก็ถือว่าใช้ได้ ในส่วนของการแข่งขันก็ถือว่ามีสูง แต่เราเองเนื่องจากเป็นขายตรงชั้นเดียว ซึ่งก็แตกต่างกับอีกหลายระบบ ที่เป็นขายตรงหลายชั้น อันนี้อาจทำให้เรายืนหยัดอยู่บนความเป็นผู้นำได้ต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่329 ประจำวันที่1 - 15 ตุลาคม 2555

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวมิสทีน (Mistine Thailand) : คุณปมุข อัจฉริยะฉาย ให้การต้อนรับผู้เข้าประกวดมิสทีนไทยแลนด์ปี 2012


แว่วมาว่า มิสทีนไทยแลนด์ปีนี้เก็บตัวไกลถึงกระบี่ โดย คุณปมุข อัจฉริยะฉาย บอสใหญ่แห่งกะตะกรุ๊ป จัดเต็มให้บียอน รีสอร์ท กระบี่ รีสอร์ทริมหาดสุดหรูน้องใหม่ในเครือ เป็นที่เก็บตัวและทำกิจกรรมเพื่อสังคมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเหล่าสาวๆมิสทีน ตั้งแต่วันที่ 18 - 22 ตุลาคม นี้ ขอบอกว่างานนี้บอสทุ่มเต็มที่เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวกระบี่จ้า โดยสาวๆผู้เข้าประกวดมิสทีนไทยแลนด์ปีนี้ แฮปปี้สุดเมื่อรู้ว่าได้ไปเก็บตัวไกลถึงจังหวัดกระบี่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวย หาดทรายขาว และวัฒนธรรมอันงดงามของชาวเล แถมได้เข้าพักที่ บียอน รีสอร์ท กระบี่ รีสอร์ทหรูริมหาดใหม่กิ๊กในเครือกะตะกรุ๊ป และจะได้ร่วมกันทำประโยชน์ในเมืองชายทะเลชื่อดังอย่างสนุกสนานในสไตล์ "สาวงามที่น่ารัก สดใส" ของแท้แน่นอน