ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรง aec แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรง aec แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงตื่นตัวรับ AEC แห่ติวเข้ม ป.โท MBA เทคโนฯสยาม เตรียมเปิดยัน ดร.







siam (Mobile)


ผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงตื่นตัวรับกระแส AEC แห่ ติวเข้มเสริมความรู้หลักสูตรปริญญาโท "การตลาดและธุรกิจเครือข่าย" จากวิทยาลัย เทคโนโลยีสยาม ศ.ดร.สุธรรม เลิศพงษ์ประเสริฐ ผอ.หลักสูตร เผย เปิดมา 4 ปี มีกระแสตอบรับที่ดี มีผู้บริหารเข้าเรียนกว่า 24 คน เตรียม ต่อยอดสอนถึงปริญญาเอก ชี้มุ่งหวังเพื่อให้ธุรกิจขายตรงเป็นสีขาว พร้อมสอนกลยุทธ์เจาะลึกถึงแผนการตลาด การจ่ายเงิน และการบริหารระบบงานที่ดี


ศ.ดร.สุธรรม เลิศพงษ์ประเสริฐ ผู้อำนวยการหลักสูตรบริหารธุรกิจ มหาบัณฑิตจากวิทยาลัยเทคโนโลยีสยาม เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า ภายหลัง จากวิทยาลัยเทคโนฯ สยามได้เปิดหลักสูตร "การตลาดและธุรกิจเครือข่าย" มาเป็นระยะเวลา 4 ปีมีผู้บริหารเจ้าของบริษัทขายตรงหลายรายเข้ามาร่ำเรียนเพื่อเสริม ความรู้เป็นจำนวนมาก


"ทางวิทยาลัยได้นำหลักสูตรขายตรง มาอยู่ในคณะบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต MBA สาขาการตลาดและธุรกิจเครือข่าย ซึ่งจะ มีสอนเฉพาะปริญญาโทเท่านั้น และหลักสูตร นี้ได้เปิดสอนมาได้ 4 ปี มีด้วยกัน 2 รุ่น รุ่นแรกอยู่ที่จำนวน 6 คน แต่รุ่นที่ 2 มีถึง 18 คน รวมเป็น 24 คน จากที่ตั้งเป้าไว้ 30 คน แต่ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่น่าพอใจ"


วัตถุประสงค์การที่วิทยาลัยเปิดหลักสูตรขายตรงขึ้นมา ก็เพื่อให้คนที่สนใจ ทำธุรกิจเครือข่าย ได้มีความรู้และเข้าใจวิธีการทำธุรกิจอย่างถูกต้อง และมีจรรยาบรรณที่ดี อีกทั้งเป็นการยกระดับธุรกิจขายตรงให้มีความน่าเชื่อถือ เพราะปัจจุบัน มีกลุ่มผู้ไม่หวังดีเข้ามาหาผลประโยชน์จากขายตรงมากมาย ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรงเสื่อมเสีย และส่งผลให้ไม่มีคนกล้าเข้ามาร่วมธุรกิจด้วย


"ส่วนใหญ่ผู้บริหารที่มาเรียนจะเป็น ผู้ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจขายตรง แต่ต้องการมารับความรู้เพื่อต่อยอดความสำเร็จ อีกทั้งยังเป็นการเตรียมความ พร้อมเข้าสู่การรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยถึงตอนนั้น ตลาดขายตรงจะเปิดกว้างมากกว่านี้ และจะทำให้มีมูลค่าหลายแสนล้าน เป็นรายได้เข้าสู่ประเทศไทย เศรษฐกิจก็จะ ดีขึ้น เพราะธุรกิจขายตรงสามารถทำเป็น อาชีพเสริมและงานหลักได้" ศ. ดร.สุธรรม กล่าวว่า จากกระแสการตอบรับดังกล่าวทางวิทยาลัยเทคโนฯสยาม อาจต่อยอดถึงปริญญาเอกในอนาคต โดยการเรียนการสอนจะเรียน 2 ปีเต็ม แต่ถ้าเรียนแบบเข้มข้น 1 ปีครึ่งก็จบแล้ว


สำหรับหลักสูตรปริญญาโท "การตลาดและธุรกิจเครือข่าย" ได้รับการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา หรือ สกอ. เนื่องจากเห็นว่าทางวิทยาลัยเทคโนฯ สยามเรามีความตั้งใจจะทำให้ธุรกิจขายตรงเป็นสีขาว และการเรียนการสอนที่นี่ จะเจาะลึกถึงกลยุทธ์การตลาด แผนการจ่ายเงินต่างๆ และการบริหารระบบงานที่ดี


ทั้งนี้ หลักสูตรการเรียนการสอนวิชา ขายตรง ไม่เพียงแค่เกิดขึ้นกับมหาวิทยาลัย ที่อยู่ในกรุงเทพฯ เพียงอย่างเดียว แต่ก่อนหน้านี้ทางมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็ได้เปิดหลักสูตรการเรียนการสอนวิชาขายตรงเพื่อเป็นหนึ่งในทางเลือกสำหรับ นักศึกษาที่ต้องการศึกษาธุรกิจเครือข่าย อีกทั้งยังต้องการถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับธุรกิจ ทั้งยังเป็นการยกระดับธุรกิจขายตรง


โดย นายวชิรชัย คงชัย ประธานชมรมธุรกิจขายตรงภาคใต้ เปิดเผยว่า จากการที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่เข้ามาในธุรกิจเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีการนำธุรกิจ ขายตรงเข้าสู่หลักสูตรตัวเลือกของมหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ซึ่งจะเป็นวิชาเรียนที่ให้ นักศึกษาได้เลือกเรียน โดยหลักสูตรนี้จะเป็นการสอนให้นักศึกษาได้ทราบถึงธุรกิจขายตรงในหลายรูปแบบ ซึ่งหลังจากเรียน จบ นักศึกษาก็จะมีความรู้ในธุรกิจ นำมาซึ่งการให้ความสำคัญ และเดินเข้าสู่ระบบ เครือข่าย


"แม้เป็นวิชาเลือก แต่มีนักศึกษาให้ความสนใจกันมาก คือ จากครั้งแรกที่เปิด มีนักศึกษาสนใจลงทะเบียนประมาณ 100 คน ปัจจุบันนักเรียนสนใจสมัครเข้าลงทะเบียนในวิชาการขายตรง เทอมละเกือบ 200 คน ซึ่งขณะนี้มีนักศึกษาที่เรียน จบไปแล้วหลายรุ่น โดยนักศึกษาหลายคน ได้ประสบความสำเร็จกับการทำธุรกิจขายตรง และเด็กกลุ่มนี้ยังมาแบ่งปันสิ่งดีๆ ให้กับรุ่นน้องด้วย"




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"วราเทพ" ดันธุรกิจไทยสู้ศึก AEC 29 ขายตรงชั้นนำตบเท้ารับ "ตรา สคบ."







Capture (Mobile)


"สคบ. จัดงานใหญ่ "วันคุ้มครองผู้บริโภค" ภายใต้ธีมงาน "คุณภาพไทย อัตลักษณ์ไทยสู่อาเซียน" "วราเทพ รัตนากร" รมต.ประจำสำนักนายก โปรยยาหอม สคบ.งานดี 34 ปีที่ผ่านมา คุ้มครองผู้บริโภคยอดเยี่ยม เตรียมหนุนธุรกิจไทย สู้ศึกอาเซียน พร้อมมอบ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และธุรกิจขายตรง นำร่องด้านขายตรงรับแล้ว 29 บริษัทชั้นนำ


รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) ประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เป็นประธานในการเปิดงาน "วันคุ้มครองผู้บริโภคไทย 2556" ณ ลานอเนกประสงค์ ชั้น 2 อาคารรัฐประศาสนภักดี ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษาฯ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ


30 เมษายนของทุกปี เป็นวันคุ้มครองผู้บริโภคไทย ซึ่งในปี 2556 นี้ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ซึ่งเป็นองค์กรกลางคุ้มครองผู้บริโภคของชาติในระดับสากล ครบรอบ 34 ปี ที่ผ่านมา สคบ. ดำเนิน งานตามนโยบายของรัฐบาลมาโดยตลอด และสำหรับงานวันคุ้มครองผู้บริโภคในปีนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงศักยภาพการทำงานของ สคบ. ที่มุ่งสู่ยุทธศาสตร์ของประเทศ ภายใต้แนวคิด "คุณภาพไทย อัตลักษณ์ไทยสู่อาเซียน" โดย สคบ. จะเป็นหน่วยงานกลางในการ บูรณาการงานด้านคุ้มครองผู้บริโภคทั้งในส่วนของภาครัฐ ภาคเอกชนที่เป็นผู้ประกอบธุรกิจ และภาคประชาชน เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีประสิทธิภาพในระดับสากล รองรับการเข้าสู่ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน


กิจกรรมวันคุ้มผู้บริโภคจัดขึ้น 2 วัน คือ วันที่ 30 เมษายน-1 พฤษภาคม 2556 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนผู้บริโภคสนใจและรับรู้ข้อมูลข่าวสารด้านการคุ้มครองผู้บริโภค รวมทั้งตระหนักในการปกป้องสิทธิของตนมากขึ้น


โดย นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เปิดเผยว่า การทำงานของ สคบ. ตลอดระยะเวลา 34 ปีที่ผ่านมา ทำให้ประชาชนชาวไทย ในฐานะผู้บริโภคได้รับสิทธิในการบริโภคอุปโภคอย่างเต็มที่ และทำให้ประชาชนมีความอุ่นใจในการซื้อ และรับบริการสินค้าด้านต่าง


ในส่วนของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจ อาเซียน หรือ AEC รัฐบาลได้เตรียมความ พร้อม และพยายามให้ความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่น และเรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภค โดยอนาคตรัฐบาลต้องการสนับสนุนเรื่องของการส่งออกสินค้าสู่กลุ่มประเทศอาเซียน โดยอยากให้ผู้ประกอบตระหนักว่า ตนก็เป็น หนึ่งในผู้บริโภคที่ต้องมีการซื้อกิน หรือใช้บริการ ซึ่งควรที่จะนึกถึงเรื่องนี้ และไม่เอาเปรียบผู้บริโภค


อย่างไรก็ดี ในส่วนของธุรกิจขายตรง ที่มีการรับมอบ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ในงานเดียวกันนี้ "นายจิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในวันนี้มี 29 บริษัทขายตรงที่ผ่านกฎเกณฑ์การขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. จากกว่า 40 บริษัท ที่ยื่นขอรับตราดังกล่าว


"สคบ. พยายามที่จะสร้างความเข้ม-แข็ง เพื่อที่จะผลักดันธุรกิจออกไปสู้ในตลาด อาเซียน โดยหลังจากที่มีการมอบตรา สคบ. ให้กับ 3 ธุรกิจ อย่างธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และธุรกิจขายตรง เป็นกลุ่มแรกแล้ว ต่อไปในอีก 6 เดือน สคบ. ก็จะพยายามเร่งรัดกลุ่มธุรกิจอื่นๆ ให้เข้ามา ขอรับตราดังกล่าว เพื่อเป็นการสร้างความ เชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค"


อย่างไรก็ตาม เรื่องของกฎเกณฑ์การ ขอรับตรา สคบ.ของกลุ่มบริษัทขายตรง สคบ.ยังคงกฎเกณฑ์สำคัญไว้ โดยกฎกติกาหลักๆ ก็คือ บริษัทขายตรงที่จะเข้ามาขอรับ ตรา สคบ.ต้องเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงไม่สมาคมใดก็สมาคมหนึ่ง มีการทำประกันกับธนาคาร หรือ บริษัทประกัน หรือ ตั้งกองทุนของตนเอง เพื่อรับผิดชอบหากกระทำผิด หรือมีผู้บริโภคร้องเรียน และที่สำคัญบริษัทที่จะขอรับตรา สคบ.ได้ ต้องเป็นบริษัทขายตรงที่ดี มั่นคง และเปิดดำเนิน ธุรกิจมาไม่ต่ำกว่า 2 ปี เป็นต้น


การจัดงานดังกล่าว ได้รับความร่วมมือ จากหลายภาคส่วนทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาค เอกชน และรัฐวิสาหกิจ ที่จะบูรณาการร่วม กันในการสร้างความรู้ความเข้าใจด้านการคุ้มครองผู้บริโภคให้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบ ธุรกิจ กิจกรรมสำคัญคือ สคบ. จะส่งมอบตราสัญลักษณ์การคุ้มครองผู้บริโภค (Consumer Protection Garantee) ให้แก่กลุ่ม ผู้ประกอบธุรกิจ 3 ประเภท ได้แก่ ธุรกิจทองรูปพรรณ ธุรกิจโรงเรียนกวดวิชา และ ธุรกิจขายตรง ซึ่งจะเป็นการการันตีแก่ผู้บริโภคว่าจะได้รับการเยียวยาทันทีที่ได้รับความเสียหายหรือถูกเอาเปรียบจากการใช้สินค้าและบริการ โดยรัฐมนตรีประจำสำนัก นายกรัฐมนตรี (นายวราเทพ รัตนากร) เป็น ผู้มอบด้วยตนเอง


พร้อมกันนี้ ยังมอบโล่และประกาศเกียรติคุณให้แก่บุคคล หน่วยงาน องค์กร และสื่อมวลชนที่ทำคุณประโยชน์ด้านการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเป็นเกียรติและกำลังใจ ในการดำเนินงานต่อไปด้วย นอกจากนี้ ยังมี นิทรรศการจาก สคบ. ชมรมคุ้มครองผู้บริโภค ในสถานศึกษาและหน่วยงานต่างๆ การเทศนาธรรมเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยพระมหาสมปอง ตาลปุตฺโต กิจกรรมในภาคบันเทิงจากบรรดาศิลปินดาราชื่อดังมากมาย รวมทั้งกิจกรรมการแข่งขันเกม ตอบปัญหาชิงรางวัล อีกทั้งยังจัดให้มีการจำหน่ายสินค้าของกลุ่ม OTOP การจำหน่าย สินค้าราคาเป็นธรรมโดยผู้ประกอบธุรกิจ อีกทั้งยังมีการให้บริการทำใบขับขี่อิเล็ก-ทรอนิกส์ โดยกรมการขนส่งทางบก บริการ ทำบัตรประจำตัวประชาชน จากสำนักบริหาร การทะเบียนกรมการปกครอง และอื่นๆ อีก มาก มายภายในงาน


ทั้งนี้ ในช่วงก่อนหน้านี้ "จิรชัย มูลทองโร่ย" ได้จัดพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง ว่าด้วยความร่วมมือในการรับเรื่องราวร้องทุกข์จากผู้บริโภค ในบันทึกข้อตกลงว่าด้วย ความร่วมมือในการรับเรื่องราวร้องทุกข์จาก ผู้บริโภค ณ ห้างสรรพสินค้าจำนวน 4 แห่ง ได้แก่ โลตัส จำนวนกว่า 1,300 สาขา, บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำนวน 150 สาขา, จิฟฟี่ ในปั๊มน้ำมัน ปตท. จำนวน 150 สาขา และ ห้างแฟชั่นไอส์แลนด์ ซึ่งเป็นการดำเนินงาน ตามนโยบายประธานกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนที่ถูกละเมิดสิทธิผู้บริโภคให้สามารถดำเนินการยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ได้หลายช่องทางขึ้นโดยขอรับแบบบันทึกคำร้องทุกข์ของ สคบ. จากห้างสรรพสินค้า ดังกล่าว


29 บริษัทขายตรงที่ได้รับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." กลุ่มแรก


1.บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


2.บริษัท เพอร์เฟค รีซอร์สเซส (ประเทศไทย) จํากัด


3.บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด


4.บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


5.บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด


6.บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด


7.บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จํากัด


8.บริษัท เอลเคน (ประเทศไทย) จำกัด


9.บริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด


10.บริษัท ลาชูเล่ คอสเมติคส์ (ประเทศไทย) จำกัด


11.บริษัท วิน วิน เวิลด์ไวด์ จำกัด


12.บริษัท คามิโอเฮ้าส์ จํากัด


13.บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด


14.บริษัท สุพรีเดอร์ม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด


15.บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด


16.บริษัท ไทย เยอรมัน อินเตอร์เทค โปรดักส์ จำกัด


17.บริษัท สตาร์เวลล์ บิซิเนส (1998) จำกัด


18.บริษัท จอยแอนด์คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จํากัด


19.บริษัท สตาร์ซันไชน์ จำกัด


20.บริษัท อารากอนเวิลด์ 54 จำกัด


21.บริษัท ซันไรด์เดอร์ ไทยแลนด์ อิ้งค์


22.บริษัท ออริเฟลม คอสเมติกส์ (ประเทศไทย) จํากัด


23.บริษัท แด๊กซิน (ประเทศไทย) จํากัด


24.บริษัท โกลด์ไลฟ์


25.บริษัท ไมเนอร์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)


26.บริษัท เฮอร์บาไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) ลิมิเต็ด


27.บริษัท ปูแดง 168 ไทยแลนด์ จำกัด


28.บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด


29.บริษัท ยูโรพีทูพี ไดเรคท์ (ประเทศไทย) จำกัด




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงอินโดนีเซีย : บุกตลาดใหญ่อินโดฯ งานหินขายตรงไทย ในตลาดอาเซียน (AEC)


ด้วย ตลาดบริโภค ที่มีขนาดใหญ่ของ อินโดนีเซีย คิดจำนวนประชากรอยู่ที่ 245 ล้านคน หรือมากเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่มีราว 590 ล้านคน หรือมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ทำให้หลาย ธุรกิจวันนี้ไม่อยากพลาด โอกาสทอง ต่างเดินหน้าเข้ามาลงทุนกันอย่างคึกคัก ส่งผลให้วันนี้ มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติสูงสุด เป็นอันดับ 3ในกลุ่มอาเซียน หรือกว่า 10,446.96 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และมีประเทศสิงคโปร์ลงทุนมากสุดอันดับ 1 รองลงมาญี่ปุ่นและ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ที่เหลือเป็นประเทศอื่นๆ กว่า 80 ประเทศ ซึ่ง ประธานกรรมการ จัดทำแผนแม่บทเศรษฐกิจของ อินโดนีเซีย ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี ค.ศ. 2025 อินโดนีเซีย จะต้องเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ ฉะนั้นหากการลงทุนครบสมบูรณ์แบบ แล้วถึงตอนนั้นอนาคต อินโดนีเซีย ก็จะเป็น ตลาดบริโภคที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบที่สุดใน อาเซียนเลยทีเดียว


กำลังซื้อสูงลิ่ว 180 ล้านคนคุมทิศทางตลาด
เศรษฐกิจของ อินโดนีเซีย ดูแล้ว สดใสมาก หากดูข้อมูลจากทางการของ อินโดนีเซีย จะพบว่า มีอัตราขยายตัวทาง เศรษฐกิจในทิศทางที่ดีขึ้นโดยช่วงระหว่างปี 2550-2554 การขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.9 และปี 2555-2558 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเฉลี่ย ได้ถึงร้อยละ 6.4 ต่อปี และการเติบโตที่เป็นบวก นี้ได้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกถึง กำลังซื้อ ของ ชาวอินโดนีเซีย ว่าจะมีสูงขึ้นด้วย กล่าว คือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ในปี 2558 จะ เพิ่มขึ้นเป็น 420.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก เดิมอยู่ที่ระดับ 289.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2554 และเมื่อเปิดดูประชากรจำนวนมหาศาลราว 245 ล้านคน จะพบว่ามีประชากรประมาณร้อยละ 67 หรือ 160 ล้านคนเป็น วัยทำงาน ที่มีอายุ ระหว่าง 15-64 ปี ยังไม่นับรวมประชากรที่มี รายได้สูง อีกราว 20 ล้านคน รวมแล้วราว 180 ล้านคนที่มี กำลังซื้อ และกำลังเป็นผู้มีบทบาท ในการกำหนดทิศทางตลาด


ยึดแบรนด์-ราคาสินค้าเป็นหลัก
หากแยก พฤติกรรม การจับจ่ายซื้อ สินค้าตามระดับรายได้ของผู้บริโภค จะพบว่ามี กลุ่มผู้มีรายได้ค่อนข้างสูงถึงสูงมาก อยู่ ประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ โดยกลุ่มนี้มี กำลังซื้อสูง นิยมใช้สินค้านำเข้า คุณภาพดีจากต่างประเทศ และตราสินค้าเป็นที่ รู้จัก


ส่วน กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึง น้อย เป็นประชากรส่วนใหญ่ของ อินโดนีเซีย จะให้ความสำคัญเรื่องของ ราคาสินค้าเป็น หลัก ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะ สินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีราคา ย่อมเยาและจำเป็นต่อชีวิตประจำวันเป็นลำดับ แรก มีแหล่งหาซื้อสินค้าที่ ชาวอินโดนีเซีย นิยมมากที่สุดคือ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของ สินค้ารุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ ทำให้สามารถ เปรียบเทียบราคาและคุณภาพได้ง่าย


ขณะประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี คิดเป็นร้อยละ 55 ของจำนวนประชากรในกลุ่มนี้ ก็เป็น กลุ่มผู้ซื้อ หรือ ผู้บริโภค ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็น คนรุ่นใหม่ ที่ค่อนข้างเปิดรับ วัฒนธรรมต่างชาติ มีรสนิยมการบริโภคสมัยใหม่ อีกทั้งมีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วกว่า วัยอื่นๆ


โดย สินค้าไทย ที่น่าจะมีโอกาสขยาย ตลาดในกลุ่มนี้ คือ เครื่องสำอาง เครื่องหอม และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำ วัน ซึ่งหากมีความ เข้าใจ ถึง พฤติกรรม การบริโภค และ รสนิยม ของ ชาว อินโดนีเซีย จะช่วยเพิ่มโอกาสขยายตลาด สินค้าได้มากยิ่งขึ้น


คิดบวก สินค้าไทย งานสุดหิน ขายตรง
ชาวอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่แม้จะ มีทัศนคติที่ดีต่อ สินค้าไทย ดูเหมือนเป็นจุดแข็ง ที่ สินค้าไทย จะเข้าถึง ตลาด อินโดนีเซีย ได้ง่ายโดยเฉพาะการทำ ธุรกิจ ขายตรง ที่วันนี้มีหลายบริษัทขายตรงของ คนไทยเข้าไปลงทุนอย่างจริงจังมากมายหลาย บริษัทด้วยกัน แต่ก็ยัง การันตี ไม่ได้ว่าการ เข้าไป ครอบครองพื้นที่ทางการตลาด ใน ตลาดอินโดนีเซีย นั้นไปถึง ความต้องการ ของผู้บริโภค แล้วหรือยัง ใช้กลยุทธ์ใด รูปแบบ ไหนในการเจาะตลาด


แต่สำหรับ ดนัย ดีโรจนวงศ์กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่อง สำอางค์ มิสทิน ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว ชัดเจน แล้วว่า เต็มใจที่จะควักกระเป๋าลงทุน 100 ล้าน บาทเพื่อปูทางในการขยาย ธุรกิจขายตรงแบบ ชั้นเดียว ใน อินโดนีเซีย พร้อมกับ สร้าง แบรนด์ใหม่ ในการทำ ตลาดในอินโดนีเซีย เน้น สินค้าที่มีความหลากหลาย จับกลุ่ม ลูกค้า ระดับล่าง-ระดับกลาง เป็นหลัก เมื่อถึงตอนนั้น มิสทินอินโดนีเซีย น่าจะเป็นรายที่ พร้อมรองรับการเปิดตลาด AEC ปี2558 ได้ อีกหนึ่งรายในจำนวนหลายๆ ราย ซึ่งการไม่ใช้ แบรนด์ มิสทีน นั้น ดนัย ย้ำว่า ช่วยทำให้ง่าย ขึ้นในการพูดคุยเรื่องของการหาพันธมิตร นำ สินค้าเข้ามาร่วมขายในระบบ


ส่วน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ แห่ง คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล ย้ำเสมอ ถึงข้อจำกัดของ ธุรกิจขายตรงไทย ที่จะเข้าไป ขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ใช่เรื่อง ง่าย เพราะยังมีกฎระเบียบต่างๆ ที่นักธุรกิจ จะต้องทำการศึกษาโดยละเอียดและเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ แม้ว่าการเปิด AEC จะทลายกำแพงภาษี เหลือร้อยละ 0 ก็ตาม ทางด้าน วิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวย การสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ยืนยันว่า การทำธุรกิจใน อินโดนีเซีย ไม่ง่ายเนื่องจากมี ประชากรเป็นจำนวนมาก ขณะที่สินค้าก็มีเป็น จำนวนมากที่เตรียมไหลเข้า อินโดนีเซีย เป็น จำนวนมาก จึงเป็นหน้าที่ของ รัฐบาล อินโดนีเซีย ที่จะต้องดูแลประชาชนให้ได้


ดังนั้น นโยบาย กฎข้อบังคับ กติกา ต่าง ๆ จะมีการปรับเปลี่ยนเกือบทุกวัน ยังไม่นิ่ง ทำให้ยากต่อการส่งสินค้ามาขาย ดังนั้นผู้ ประกอบการจำเป็นต้องเรียนรู้ ศึกษาและปรับตัว อยู่เสมอ


เข้าถึง ตลาดเป้าหมาย จุดท้าทายอำนาจซื้อ
ในเมื่อการบุกตลาดในอาเซียนโดย เฉพาะ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ มาก สิ่งหนึ่งที่ กิจธวัช ฤทธาวี นายกสมาคม การขายตรงไทย เคยมองไว้ว่า ตลาด อินโดนีเซีย มีศักยภาพที่จะขยายตลาด เนื่องจากมีจำนวนประชากรมากกว่า 200 ล้าน คน และการขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็น โอกาส ของ ธุรกิจเครือข่าย ที่ขึ้น อยู่กับ จำนวนประชากร และวัฒนธรรม ต้องศึกษารูปแบบการทำธุรกิจ เพราะบาง ประเทศนิยม การขายตรงหลายชั้น หรือ MLM และบางประเทศ นิยมชื่นชอบ การขาย ตรงแบบชั้นเดียว หรือ SLM ก็มองข้ามไม่ได้ เช่นกัน


ฉะนั้นการเข้าไปขยาย ธุรกิจขายตรง ใน ตลาดอินโดนีเซีย มีอีกหลายประเด็น ที่ มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะการผลิตสินค้า รองรับตลาดขนาดใหญ่ภายใต้การดำเนิน ธุรกิจ ขายตรง ที่มีความพิเศษแตกต่างจากการขาย สินค้าผ่าน ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ศูนย์การค้า ขนาดใหญ่ จะต้องโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะปัจจุบันนี้ การตลาดจะมีความเป็นเฉพาะ กลุ่มมากขึ้น และยังซอยย่อยเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่เล็ก กว่า Niche Market เสียอีก การรู้จัก ผู้บริโภค ที่แท้จริงเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้โดยง่าย ที่สุด จะเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน


ผู้บริโภค วันนี้และต่อไปอนาคตจะไม่ ยึดสินค้าที่เป็นกลางๆ อีกต่อไปแล้ว หากแต่จะ เน้น ความเชี่ยวชาญ เฉพาะของตัวสินค้า และ ผู้บริโภคในกลุ่มย่อย จะเรียกหาคุณสมบัติพิเศษ ของสินค้าที่ต่างมีความต้องการไม่เหมือนกัน เช่น เครื่องสำอาง ที่มีความแตกต่าง หลากหลาย และมีเอกลักษณ์สำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มอีก ด้วย ซึ่งเหล่านี้แม้จะมีผลกระทบต่อการผลิต ต้นทุนสินค้าและการเก็บสต็อก


แต่ใช่เป็นปัญหาทางธุรกิจหรือเป็น เรื่องที่น่ากลัวแต่อย่างใด เพราะต้นทุนที่ แพงขึ้น เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ ต้อง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผลิตภัณฑ์ หากกำหนด ภาพลักษณ์ ที่สูงได้ ผู้ประ กอบการ ก็จะสามารถตั้ง ราคาสินค้าที่ แพง ได้ เพราะ ผู้บริโภค จะมี ความ พอใจที่จะ จ่ายแพง เพื่อแลกกับสินค้า ดังนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่แพงหรือถูก แต่อยู่ ที่ว่า ลูกค้าถูกใจหรือไม่ ขอเพียงแค่เข้า ถึงตลาด ผู้บริโภคให้ได้ โดยเฉพาะ ผู้ บริโภคในกลุ่มที่มี กำลังซื้อสูง ราว 20 ล้านคน นับเป็นเรื่องท้าทายยิ่งนัก แม้จะเป็น งานสุดหินก็ตาม!!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : ตอกย้ำแผนรุก AEC ขนสมาชิกอาเซียนฉลองก้าวสู่ปีที่ 17


กิฟฟารีน ค่ายขายตรงยักษ์ใหญ่ สัญชาติไทย ยึดไบเทค บางนา ระเบิดความ สำเร็จก้าวสู่ปีที่ 17 ภายใต้แนวคิด Giffarine Champs of the Champs : กิฟฟารีน ก้าวนำอย่างแตกต่างในทุกมิติ อวดความ ยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วม 10 รายการ บรรดานักธุรกิจทั้งไทย และอาเซียนแห่ร่วมงาน บริษัทย้ำภาพเดินหน้าสู่การค้าเสรีอาเซียนเต็มตัว

พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวถึง งานฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ของกิฟฟารีนว่า จากความสำเร็จของกิฟฟารีนตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ทำให้กิฟฟารีนก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์ไทยอันดับหนึ่ง ในธุรกิจขายตรงหลายชั้น ด้วยการสร้างจุดแข็งในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาอย่างเหนือชั้น จนเกิดเป็นสุดยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจและผู้บริโภคจำนวนมาก พร้อมไปกับการขยายเครือข่ายนักธุรกิจ ด้วยการสร้างนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ซึ่งในปีนี้ได้จัดให้มีการเชิดชูเกียรติให้กับนักธุรกิจที่เข้ารับ ตำแหน่งสูงสุดของบริษัท นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในศักยภาพของระบบธุรกิจเครือข่ายกิฟฟารีน ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อครองความเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายเครือข่ายนักธุรกิจของเราให้ก้าวหน้า อย่างยั่งยืนต่อไป

โดยงานในครั้งนี้ ได้จัดให้มีการเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ระดับพรีเมี่ยมว่า 10 รายการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดในงานนี้ คือ ชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เอดดัลไวส์ (Edelweiss) จากดอกไม้สีขาวแสนสวยบนเทือกเขาแอลป์ และหมู่พืชพรรณธรรมชาติที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าของสารที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟู ผิวให้ขาวกระจ่างใส แลดูสุขภาพดี นอกจาก นี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาร์ทิโชก-แดนดี, กิฟฟารีน อะบาโลน, คอลลาเจน-ไฮยา ซีรั่ม, อินเทนซ์ ฟอร์มูล่า และกิฟฟารีน กลามอรัส วันเดอร์ไลท์ คอนซีลเลอร์ คิท เซ็ท (ดูเอกสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์)

นอกจากนี้ ได้จัดให้มีการเชิดชูเกียรติ และแสดงความยินดีกับความสำเร็จของสองผู้บริหารระดับสูงสุดในตำแหน่งไดมอนด์ แกรนด์ พาราไดซ์ คนล่าสุด คือ เรือเอกสุรินทร์-คุณฉวีวรรณ ลอยสูง และ คุณสมบุญ- คุณธัญชนก แดงรอด พร้อมทั้งพิธีประดับเข็มเกียรติยศผู้บริหารระดับสูงอีกหลายตำแหน่ง

จากนั้นเข้าสู่เวทีสุดอลังการของการ เปิดตัวผู้ชนะการแข่งขัน Giffarine Sales Contest ครั้งที่ 10 ผู้ชนะการแข่งขัน Giffarine Fantastic Beijing Awards 2012 ผู้ชนะการแข่งขันท่องเที่ยวประเทศยุโรป (เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย) โดยผู้ชนะเลิศทั้ง 3 อันดับ ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ คุณใยผกา เพียรศรีวัชรา ศูนย์เพชรบุรี รอง ชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ คุณปิติพงษ์ เลาหพงศ์ศิริ ศูนย์ลำพูน รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ คุณณัฐตรี กุศลเพิ่มพูน ศูนย์ปิ่นเกล้า และ คุณสูเรีย โต๊ะหลง ศูนย์สตูล และที่พิเศษในปีนี้ด้วยการเพิ่มรางวัลขวัญใจกรรมการซึ่งมีผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ คุณณัฐธยาน์ เพชรผสมทอง ศูนย์ลำพูน และคุณนิธิศ เกศดี ศูนย์รามคำแหง และ ผู้ชนะการแข่งขัน Junior Mini Rally Rewards ท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์ พร้อมทั้งเปิดตัวการแข่งขันสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Giffarine Fantastic Kyoto-Osaka Awards และ Junior Mini Rally Rewards ท่องเที่ยวประเทศฮ่องกง ปิดท้ายด้วยการเฉลิมฉลองความสำเร็จเพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 17 อย่าง ยิ่งใหญ่ที่สุดของกิฟฟารีนด้วยสุดยอดคอนเสิร์ตจาก คาราบาว

อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนหน้านี้ พ.ญ.นลินี ได้กล่าวถึงแผนการตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายว่า สำหรับกลยุทธ์การตลาด ในไตรมาสที่ 4 พิจารณาจากพฤติกรรมของ ผู้บริโภค ในช่วงครึ่งปีแรกที่ระมัดระวังในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในครึ่งปีหลังด้วย ทางเราจึงมีแผนรับมือด้วยการทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้ง ปี 100 ล้านบาท เพื่อทำตลาดในครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้า ยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมเป็นหลัก พร้อมทั้งขยายเครือข่ายและผู้บริโภคไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางต่างๆ ที่ทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ เป็นอย่างดี ซึ่งจะเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่อง ดื่มเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งเป็นหลัก เพราะวัยรุ่นสมัยใหม่นอกจากจะสนใจ เรื่องความสวยความงามแล้วเรื่องสุขภาพ ก็เป็นเทรนด์ที่มาควบคู่กันด้วย

ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคน และ การนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภค นับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์ คุณภาพหลากหลายชนิดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของ สมาชิกผู้บริโภคกว่า 6 ล้านรหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวม 49,045 ล้านบาท และตอบแทนเป็นรายได้กลับคืนสู่ครอบครัว ไทยหลายแสนครอบครัวไปแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 112 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ปัจจุบันกิฟฟารีนมีสมาชิกแล้ว ประมาณ 6.2 ล้านรหัส คิดเป็นกลุ่มนักธุรกิจ อยู่ที่ประมาณ 3-5 แสนรหัส ที่เหลือก็จะเป็นกลุ่มสมาชิกผู้บริษัท และจากการเปิด กิฟฟารีนแชนแนล ขึ้นเมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเป็นช่องรายการทีวี ผ่าน สัญญาณดาวเทียม ทำให้ยอดการสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทมากขึ้น อีกทั้งแบรนด์ ของกิฟฟารีนก็เป็นที่รับรู้มากขึ้น ทำให้บริษัท มีความมั่นใจในกลยุทธ์ต่างๆ ที่ทำในปีนี้ และเชื่อว่าตัวเลข 6 พันล้านที่วางในสิ้นปี ไม่ใช่เรื่องเกินจริงอย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1337 ประจำวันที่ 22-9-2012 ถึง25-9-2012

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) กับ อาเซียน (AEC) : จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก :ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป

แม้ที่ผ่านมาการเข้าไปลงทุนของ นักธุรกิจต่างชาติ ใน พม่า จะเต็มไปด้วย อุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะ ข้อจำกัด ทางด้าน กฏหมายอันเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถ ปิดกั้นการเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจจากต่างแดนได้ ตลอด 23 ปีนับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 ไทย ถือเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1ใน พม่า ด้วยปริมาณการลงทุน รวม9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อ ไทย ได้เสียแชมป์สูงสุดอันดับ 1 ให้แก่ นักลงทุนจีน ในปี2555นี้เอง โดย นักลงทุน จีน มีมูลค่าการลงทุนใน พม่ารวมสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น ร้อยละ 34.5 ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด ทำให้มูลค่าการลงทุนของ ไทย ใน พม่า หล่น ไปอยู่อันดับ 2



 



 


บรรยากาศเริ่มสดใสหลัง สภาพล่างพม่า ผ่านกม.ลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน หรือ บีโอไอ ได้พยายามเร่งเครื่อง ทวงแช้มป์กลับคืนด้วยการขนทัพ นักลงทุน ยักษ์ใหญ่ของไทย บุกไป พม่า อีกหนเพราะ เห็นว่ามี โอกาส ที่จะทวงแช้มป์กลับคืนมาได้ โดยอาศัยทุนเดิมที่มีคือ ความไว้วางใจ จาก ทางการพม่า และ พฤติกรรมผู้บริโภคชาว พม่า ที่มีรสนิยมบริโภคสินค้าแบรนด์ไทย เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าผู้ผลิตในอีกหลายประเทศ


ขณะ ปราณี ศิริพันธ์ ผู้ตรวจ ราชการ กระทรวงพาณิชย์ เคยระบุไว้ว่า ที่ผ่าน มา ธุรกิจคนไทย ล้วนประสบความสำเร็จ ในการเข้าไปลงทุนใน พม่า และ ธุรกิจขาย ตรงก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะหากดูสถิติการค้า ระหว่าง ไทย กับ พม่า เมื่อปี 2554 จะพบว่า มีมูลค่าสูงถึง 6,114 ล้านเหรียญสหรัฐ และ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 มีอัตราการขยายตัว มากถึงร้อยละ 25.12 นับว่าเป็นตลาดสดใสไม่ น้อยกับการเข้าไปแสวงหา โอกาส และลู่ทาง ขยายตลาดใน พม่า


ทั้งนี้หากภาครัฐร่วมมือภาคเอกชนทุก กลุ่มอุตสาหกรรมที่เห็นช่องทางการลงทุนใน พม่า ก็มีแนวโน้มสูงที่ ไทย จะได้กลับผงาด เป็นอันดับ 1 ด้านการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจาก บรรยากาศการลงทุนขณะนี้เริ่มผ่อนคลายขึ้น มากหลังมีกระแสข่าวดีออกมาเมื่อกลางเดือน สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า สภาล่างพม่า ได้อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ว่าด้วย การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ที่ต่างถกเถียง หารือถึงประเด็นการอนุญาตให้ นักลงทุน ต่างชาติ ถือหุ้นในธุรกิจที่ลงทุนได้ถึงร้อยละ 100 หรือจะลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุน กับเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาลได้ ภายใต้ข้อ กำหนด นักลงทุนต่างชาติ ต้องมีสัดส่วนใน การลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของยอดเงิน ลงทุนทั้งหมด ซึ่ง รอล์ฟ-ไดเตอร์ ดาเนียล ประธานศูนย์ธุรกิจยุโรปอาเซียนมองว่า ยิ่ง พม่าเปิดประเทศมากเท่าใด ไทยก็มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็น ประตูทาง ผ่านเข้าสู่พม่า หรือ เกตเวย์ ได้ เพราะมีชายแดน และความ สัมพันธ์ที่ดีกับ พม่ามาก


พม่า กำลังซื้อพุ่งายตรงรุกสร้างสีสัน
ทั้งนี้จากข้อมูลของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ระบุว่า พม่า เป็น ประเทศ คู่ค้า อันดับ 3 ของ ไทย ในกลุ่มกลุ่มอาเซียน ใหม่และเป็น ตลาดใหญ่ ที่มี ประชากรอยู่ประมาณ 54.5 ล้านคนสูงกว่า กัมพูชา และ สปป.ลาว แต่กำลังซื้อยังไม่มากนัก ด้วย ข้อจำกัดของทางเลือกในการบริโภคที่มีไม่ มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงไม่มาก ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ ของชาวพม่าถูกนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นหลัก


ดังนั้นสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะ เครื่องสำอาง ทั้ง ครีมบำรุงผิว ที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือน ริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีม กันแดด กลายเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความ โดด เด่น และมีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยม ทดลองใช้สินค้าแปลกใหม่ที่เพิ่งวางจำหน่าย และตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้ เลือกซื้อใช้ไม่มากนัก ขณะที่ กำลังซื้อ ของ ผู้บริโภคชาวพม่า พบว่ามีกำลังซื้อพอสมควร หากดูจากรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP perCapita) ในปี 2555 นี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 855 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีจากระดับ 742 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2553


ดังนั้นความเป็น ตลาดใหญ่ ของ พม่า วันนี้ก่อนเปิด AEC จะเห็นกองทัพ นักลงทุนไทย บุกไป พม่า อย่างคึกคักกัน เลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่ ธุรกิจขายตรงไทย ที่หลากหลายบริษัทขายตรงต่างเดินทางไม่ ขาดสายไปปักธงใน พม่า กันอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะคึกคักเพิ่มมากขึ้นทุกที อย่าง มิสทิน บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว แบรนด์เครื่อง สำอางรายแรกที่เข้าไปบุกเบิก ตลาดพม่า มาก่อนหน้านี้ได้ประมาณ 8 ปีก็ออกมา สร้างสีสันในตลาดพม่าอย่างจริงจัง ซึ่ง ดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ เชื่อมั่นว่าพม่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะก้าวขึ้นสู่ประเทศ ดาวรุ่งวันนี้จึงร่วมทุนกับ สหพัฒน์ ผู้ผลิต สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ลงทุน ตั้งโรงงานผลิตพร้อมกับเพิ่มความเข้มข้น กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการโฆษณา และ จัดกิจกรรม ขณะบริษัทขายตรงรายอื่นๆ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ยูนิตี้ บริษัท คังเซน- เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่างไปลุย ปักธงรอบุกตลาดชิงส่วนแบ่งในอนาคตกัน แล้ว แม้แต่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ บัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งมั่นใจ ว่าการแข่งขัน ตลาดเครือข่ายใน พม่า ยัง น้อยกว่า ไทย และ กำลังซื้อ ถึงแม้จะน้อย กว่า ไทย แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่า ประชากรยัง ต้องการมีรายได้เสริม


หนุ่มสาววัยแรงงาน เกือบ 70% ขาดสินค้าให้ช็อป
ฉะนั้น โอกาส ที่จะได้เห็น ธุรกิจ ขายตรงไทย ไปสร้างสีสัน การแข่งขันจะดุเดือดขนาดใดในอนาคตคงได้เห็นในช่วงไม่เกิน 5 ปีในไม่นานนี้ เพราะขนาด มิสทิน ได้ถึง ขั้นเปิดเผยผลสำรวจชิงความได้เปรียบใน ตลาดพม่า ก่อนใครแล้วว่าเครื่องสำอางค์ มิสทิน ได้ ครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องสำอางที่อยู่ในใจของ ผู้หญิง พม่า ด้วยภาพลักษณ์เทียบเท่าเครื่องสำอาง แบรนด์เนมจาก ยุโรป-อเมริกา และต่อไป มิสทิน จะเพิ่มความเข้นข้นในการเจาะตลาด ด้วยการโฆษณาและกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและ เข้าถึง พฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า


ปัจจุบันสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็น ครีมบำรุงผิวที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือนริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีมกันแดด เป็นสินค้ากลุ่มที่มีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยมทดลองใช้สินค้า แปลกใหม่ที่เพิ่งวาง จำหน่ายและตัดสินใจ ซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้เลือกซื้อใช้ไม่ มากนัก


นอกจากนี้จะเห็น ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค ชาวพม่า จะพบว่า เกือบ ร้อยละ 70 ของจำนวน ประชากรทั้งหมดอยู่ในวัย ทำงาน ซึ่งมีช่วงอายุ ระหว่าง 15-64 ปี เป็น กลุ่มผู้บริโภคสำคัญ ที่ มี อำนาจซื้อ โดย เฉพาะ หนุ่มสาววัย แรงงาน ที่ล้วนแล้วแต่เคยมี ประสบการณ์ กับสินค้า ไทย หากมีความคุ้นเคยหรือเคยมี ประสบการณ์ใช้แล้วเป็นที่พอใจก็จะช่วยให้เกิด ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้าและง่ายต่อ การตัดสินใจซื้อซ้ำ


ดังนั้น ธุรกิจรายใดก็ตามหากมี ความรู้ความเข้าใจใน โครงสร้างประชากร วิถีการบริโภค รสนิยมและการเลือกซื้อ สินค้าของ ผู้บริโภคชาวพม่าจะมีส่วนช่วย ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์ การผลิตและส่งออกสินค้าให้สอดคล้องกับ ความต้องการของลูกค้าในพม่าได้ดียิ่งขึ้น คนแรกที่เข้าถึงผู้บริโภคก่อน สินค้าเป็นที่ ถูกใจและพึงพอใจทำให้เกิดการซื้อซ้ำหรือ ที่เรียกว่า ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งใจใจ ของผู้บริโภคและตัดสินใจซื้อสินค้าใช้ใน โอกาสต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บุกตลาดขายตรงอาเซียน อย่าประมาทจุดแข็ง มาเลย์


การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและการตลาด และเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ไปในตัวด้วย เพราะวันนี้ประชากรในกลุ่ม AEC รวมแล้วมีไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งโลก ประเทศสมาชิกที่มีประชากรมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย มี 245 ล้านคน รองลงมา คือ ฟิลิปปินส์ 101 ล้านคน เวียดนาม 90 ล้านคน ไทย 66 ล้านคน พม่า 53 ล้านคน มาเลเซีย 28 ล้านคน กัมพูชา 14 ล้านคน สปป.ลาว 6 ล้านคน สิงคโปร์ 5 ล้านคน และ บรูไน 0.4 ล้านคน


ในจำนวน 10 ประเทศสมาชิกนี้ สิงคโปร์ และ บรูไน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง กำลังซื้อสูงและมีรสนิยมสูงในการบริโภคสินค้าโดยเฉพาะแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ขณะ มาเลเซีย นั้นถูกจัดในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปากนลาง ถึงระดับสูง ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ใน วัยทำงาน กว่า 10 ล้านคน มีความสนใจใน เทคโนโลยี สารสนเทศ เป็นพิเศษและมีรสนิยมไม่แตกต่างจาก สิงคโปร์ และ บรูไน คือ ชอบใช้จ่าย ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้านำเข้า


ส่วนประเทศที่มีสัดส่วนการใช้จ่าสยเพื่อการบริโภคสูงสุดเอเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP คือ ฟิลิปปินส์ คิดเป็นร้อยละ 74 เวียดนาม ร้อยละ 67 อินโดนีเซีย ร้อยละ 59 ไทย ร้อยละ 55 มาเลเซีย ร้อยละ 50 และสิงคโปร์ ร้อยละ 41 ซึ่งในกลุ่มประเทศ สมาชิก AEC นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาเลเซีย คือ 1 ใน 10 ประเทศที่น่าจับตามองในการประกอบธุรกิจเครือข่ายขายตรง


ศก.โต-กำลังซื้อสูง จุดแข็ง ขายตรงมาเลย์ บูม


จะว่าไปแล้ว ธุรกิจขายตรง ในทัศนคติของ ชาวมาเลเซีย แล้ว ค่อนข้างเป็นบวกต่ออาชีพนี้อาจด้วยเพราะช่วงเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ ชาวมาเลเซีย มีอัตราการว่างงานที่สูงเพิ่มขึ้นจากเดิม อาชีพ ธุรกิจขายตรง เลยกลายเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้มากเป็นกอบเป็นกำให้กับ ชาวมาเลเซีย และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลล่าสุดของ ยูนิลีเวอร อาวียองซ์ มาเลเซีย ระบุไว้ว่ามี ชาวมาเลเซีย หลั่งไหลเข้าสู่อาชีพนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน มีมูลค่าตลาดรวมขายตรงประมาณ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ


ขณะ สมาพันธ์สมาคมการขายตรงโลก หรือ WFDSA ได้บันทึกประวัติศาสตร์ให้ ขายตรงมาเลเซีย ตติดยอดขายดันดับ 15 ของโลกและอันดับ 5 ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อรวมปัจจัยบวกจากบทวิเคราะห์ของ The Economist Intelligence Unit (EIU) ที่ได้ประเมินภาวะ เศรษฐกิจของ มาเลเซีย ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า ในปี 2555 จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 6 ในปี 2559 โดยให้เหตุผลว่าเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีในปี 2554 สูงถึง 9,250 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยอยู่ที่ 5,110 ดอลลาร์สหรัฐ


นอกจากนี้รัฐบาลมาเลเซียยังมีแผนเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีเป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 ให้ได้ ขณะข้อมูลของ สมาคมการขายตรงมาเลเซีย (Direct Selling Association of Malaysia : DSAM) ปี 2554 ที่พบว่า ธุรกิจขายตรงในมาเลเซียมียอดขายรวมประมาณ 4,500 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือ ประมาณ 45,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกัยปี 2552 ที่มียอดขายเพียง 3,320 ล้านริงกิตหรือประมาณ 33,200 ล้านบาท และประมาณร้อยละ 70 ของยอดขายทั้งหมดก็มาจาก 56 บริษัทขายตรงของสมาชิกสมาคมฯ


ฉะนั้นการขยายธุรกิจใน มาเลเซีย ก่อนเปิด AEC ปี 2558 จึงนับเป็นโอกาสที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ขยายตลาดได้อีกมหาศาล


ไม่ประมาทบนกลยุทธ์การตลาดช่วยให้เป็นต่อได้


ที่ผ่านมาตลาดขายตรงมาเลเซียมีหลายบริษัททั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จบางรายอาทิ ดีเอ็กซ์เอ็น โฮลดิ้งส์ บีเอชดี บริษัทขายตรงอาหารเครื่องดื่มและอาหารเสริมรายใหญ่ของมาเลเซียมียอดขายที่ลดลงมองว่า มาจากตลาดอิ่มตัวก็เบนเข็มไปขยายธุรกิจในประเทศอื่นแทน


ขณะบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ๋ของโลก แอมเวย์ (มาเลเซีย) โฮลดิ้งส์ บีเอชดี ที่ออก ผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มบำรุงผิว และ เครื่องสำอาง มาเพิ่มยอดขายปรากฏว่าผล ประกอบการออกมาประสบความสำเร็จล้นเหลือ อย่างบริษัท โททัลไลฟ์ (มาเลเซีย) เอสดีเอ็น บีเอชดี ในเครือโททัลไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จาก ไต้หวัน มองเห็นโอกาสของ ตลาดขายตรงมาเลเซีย ว่ายังมีช่องว่างที่จะเติบโตได้อีกมากหารพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดเฉพาะกลุ่ม (นิช มาร์เก็ต) แต่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจสภาพตลาดซึ่ง จะช่วยให้ต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ดียิ่งขึ้นไปได้


นอกจากนี้ยังมี อาวียองซ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล ธุรกิจขายตรงสัญชาติอังกฤษ เปิดตัว ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย อย่างเป็นทางการไปแล้วโดยเปิดตัวปีแรกมีประชาชนหลั่งไหลเข้าร่วมเป็นสมาชิกกว่า 20,000 รหัสซึ่งในทางการตลาดแล้ว ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย นับว่าประสบความสำเร็จ สามารถอ่านใจ ชาวมาเลเซีย ได้ถูกจุดที่นอกจากนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความงามและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวมาเลเซียได้แล้วยังเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของประชากรที่นี่


ซึ่งจากข้อมูลสำรวจของ มาสเตอร์ การ์ด พบว่า ชาวมาเลเซียกว่า ร้อยละ 50 นิยมซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย ก็ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีออกมาให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมาเลเซีย


อย่างไรก็ตามบนกลยุทธ์ทางการตลาดทุกอย่างก้าวต้องไม่ประมาท เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีอินเตอร์เน็ตมาช่วยให้ ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลเร็วขึ้น มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์มากขึ้นจากในเว็บไซต์ และสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเองได้ ฉะนั้น ธุรกิจขายตรง ที่สนใจเข้ามาก็จะต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์ให้ทันและตอบสนองของความต้องการของลูกค้าให้ได้รวดเร็ว สามารถวิ่งตามกระแส Demand ได้ทันเพื่อเป็นต่อในธุรกิจต่อไปพร้อมๆ กับเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันยอดขายปี 2558 ให้ได้ 10,000 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 100,000 ล้านบาท ตามเป้าที่ทางกระทรวงการค้าภายในประเทศและคุ้มครองงผู้บริโภค ของมาเลเซียได้ออกมาประกาศไว้


การประกอบธุรกิจขายตงในมาเลเซียด้วยกลยุทธ์ White Ocean เพื่อหลอมจิตใจนักธุรกิจขายตรงให้มีจรรยาบรรณและธรรมาภิบาล ในการประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับกลยุทธ์ทางการตลาดแบบ Blue Ocean ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างมูลค่าและความแตกต่างแทนการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดพล่านหรือที่เรียกว่า Red Ocean จะช่วยสร้างโอกาสให้ธุรกิจขายตรงประสบความสำเร็จและยั่งยืนในต่างแดนใต้


ปัจจุบันรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. ขายตรง ฉบับใหม่ที่มีความเข้มงวดมากกว่าเดิมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลธุรกิจให้ธุรกิจมีความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงส่งเสริมธุรกิจขายตรงภายในประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน


สำหรับเคล็ดลับที่ ธุรกิจขายตรง จะต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนดำเนินกิจการอาทิ เรื่องของคำนิยามทีททางการมาเลเซียได้เพิ่มเข้าไปเพื่อให้เห็นความแตกต่างของคำว่า MLM หรือ ปิระมิด และหากไม่ปฏิบัติตามกฏหมายทั้ง บริษัท และ นักธุรกิจขายตรง จะถูกดำเนินคดีหนักขึ้นจากกฏหมายเดิมคือ เพิ่มโทษปรับ เมื่อให้ระบบ ปิระมิด หลอกลวงประชาชน หากเป็น นักธุรกิจขายตรง มีวงเงินค่าปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 250,000 ริงกิตมาเลเวีย หรือ ประมาณ 2,500,000 บาท สูงสุดเป็น 1 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 10 ล้านบาท คิดเป็น 4 เท่าเลยทีเดียว หรืออาจถูก จำคุก ไม่เกิด 5 ปีหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน บริษัทขายตรง มีโทษหนักมากกว่า นักธุรกิจขายตรง โดยเพิ่มวงเงินค่าปรับเป็น 5 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 50 ล้านบาท) สูงกว่าวงเงินปัจจุบันที่ปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10 เท่าไม่เพียงเท่านี้ กฏหมายได้เปิดช่องให้ทางการมาเลเซียสามารถยึดทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฏหมาย แม้จะมีการโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินไปอยู่ในบัญชีของบุคคลอื่นก็ตาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 234 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community) ตอนที่ 1


ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community AEC) คือการรวมตัวของชาติใน ASEAN 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบ คล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มี ผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้า ได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติ ในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่ แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า(เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)


Aseanจะรวมตัวเป็น ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนและมีผลจริงๆ จังๆ ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 ณ วันนั้นจะทำให้ ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากอย่างที่คุณคิด ไม่ถึงทีเดียว
AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้AEC เป็นไปคือ
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
2.การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถใน การแข่งขันสูง
3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทาง เศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้า กับเศรษฐกิจโลก
โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้ มีจุดเด่นต่างๆ ดังนี้
พม่า : สาขาเกษตรและประมง
มาเลเซีย : สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
อินโดนีเซีย : สาขาภาพยนตร์และ สาขาผลิตภัณฑ์ไม้
ฟิลิปปินส์ : สาขาอิเล็กทรอนิกส์
สิงคโปร์ : สาขาเทคโนโลยี สารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
ไทย : สาขาการท่องเที่ยว และ สาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)
การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆ ใน AEC โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น
- การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้ ประเทศที่การศึกษาระบบ ดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา อาจทำให้ โรงเรียนแพงๆแต่คุณภาพไม่ดีลำบาก


ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าอยู่ กลาง Aseanและไทยอาจจะเด่นในเรื่อง การ จัดการประชุมต่างๆ, การแสดงนิทรรศการ, ศูนย์กระจายสินค้า และยังเด่นเรื่องการ คมนาคมอีกด้วยเนื่องจากอยู่ตรงกลาง อาเซียน และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพจะเติบโตอย่างมากเช่นกันเพราะ จะ ผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการ ท่องเที่ยว (ค่าบริการทางการแพทย์ต่างชาติ จะมีราคาสูงมาก)


- การค้าขายจะขยายตัวอย่างน้อย 25% ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม, แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ ใช้แรงงานเป็นหลักเช่น ภาคการเกษตร, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับ ผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไปประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐาน การผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มี ค่าแรงถูกกว่า เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก ค่าแรงจึงถูก


- เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่ สำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด และมัก จะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษา อังกฤษ (AEC มีมาตรฐานแจ้งว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางใน AEC) บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา เราอาจ เสียความมั่นใจได้ ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ จะมี ภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบิน สุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง) และจะมีโรงเรียน สอนภาษามากมาย หลากหลายหลักสูตร


- การค้าขายบริเวณชายแดนจะ คึกคักอย่างมากมาย เนื่องจาก ด่านศุลกากร ชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตาม มาด้วย


- เมืองไทยจะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ ฝีมืออีกต่อไปเพราะแรงงานจะเคลื่อนย้าย เสรี จะมี ชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา เข้ามา ทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมา แย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน และยัง มีปัญหาสังคม, อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีก ด้วย อันนี้รัฐบาลควรระวัง


- คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ บาง ส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก โดย เฉพาะอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (ที่จะให้ สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทย เก่ง แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมอง จะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก แต่พวกชาวต่าง ชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงาน กับเราก็ได้ โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ กลาง บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับ ค่าจ้างให้สู้กับ บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล


- อุตสาหกรรมโรงแรม, การท่อง เที่ยว, ร้านอาหาร, รถเช่า บริเวณชายแดน จะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีการสัญจร มากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนา มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง


- สาธารณูปโภคในประเทศไทย หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้ เช่น ชาวพม่า มาคลอดลูกในไทย ก็ต้อง ใช้โรงพยาบาลในไทยเป็นต้น


- กรุงเทพฯ จะแออัดอย่างหนัก เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นตรงกลาง ของอาเซียนและเป็นเมืองหลวง ของไทย โดยเมืองหลวงอาจมี สำนักงานของต่างชาติมาตั้งมาก ขึ้น รถจะติดอย่างมาก สนาม บินสุวรรณภูมิจะแออัดมากขึ้น (ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยาย สนามบินแล้ว)


- ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ในการผลิตอาหาร เพราะ knowhow ใน ไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัท อาหารในไทยก็แข็งแกร่ง ประกอบทำเล ที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้น การเกษตร แต่ทางประเทศไทยเองคงไป ลงทุนในพม่าเรื่องการเกษตรแล้วส่งออก ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญ อยู่แล้ว


ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้ รับการวางแผนที่ดี เนื่องจาก จะมีขยะ จำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่ง ชนชั้น ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ ด้อยกว่า อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้, จะมี ชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์, ปัญหาอาจญา กรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้ กฎหมาย ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555