ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนเจอร์โนวา แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เนเจอร์โนวา แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวสตาร์ ซันไชน์ (Star Sunshine) : "สตาร์ ซันไชน์" ดึง "กฤษณ์" บริหาร ทุ่ม 100 ล. เดิมพันยอดขายสินค้าใหม่







cคุณโกสิทธิ์-ผะลิวรรณ (Mobile)

 


"สตาร์ ซันไชน์" ดึง "กฤษณ์ เหลืองอร่าม" อดีตผู้บริหาร "เนเจอร์โนวา" นั่งแท่นผู้จัดการทั่วไป พร้อมตำแหน่งพ่อค้าขายผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท "โรแมนซ์" ชุดปรับสรีระร่างกาย ฟุ้ง! ทุ่มงบทำตลาด 100 ล้านบาท เน้นสื่อสารผ่านช่องดาวเทียมเป็นหลัก ผุดสตูดิโอในออฟฟิศจัดรายการขุนสินค้าเต็มที่ เชื่อผู้บริโภคให้ความนิยม


โกสิทธิ์ ผะลิวรรณ์ ประธานกรรม-การบริหาร บริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด เปิดเผยว่า สตาร์ ซันไชน์ ได้เปิดทำการมาร่วม 8 ปีแล้ว และได้มีการขยายสาขา ไปทั่วประเทศ และล่าสุด ได้ขยายไปยังประเทศเพื่อนบ้าน คือ ประเทศกัมพูชา ณ กรุงพนมเปญ ซึ่งกำลังจะเปิดอย่างเป็นทางการในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ทั้งยังได้วางแผนต่อที่จะเปิดเพิ่มเติมไปอีกหลายประเทศ เช่น พม่า, ลาว และเวียดนาม


สำหรับผลิตภัณฑ์ของบริษัทปัจจุบัน มีมากมายหลายรายการ ได้แก่ ปุ๋ยซันฮีโร่, ปุ๋ยซันไคโตซาน พืช และสัตว์, สมุนไพร เป่าชุนลู่ หยางกุ้ยเฟย และกลุ่มผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารหลากหลายชนิดที่นำเข้ามาและส่งออกอย่างต่อเนื่อง และผลิตภัณฑ์ที่ติดตลาดยอดขายดีเป็นอันดับ 1 ณ ตอนนี้ คือ ผลิตภัณฑ์คลาร่าพลัส ที่มียอดขายไม่น้อยกว่า 2 พันล้านบาท ในปีที่ผ่านมา


อย่างไรก็ดี บริษัทยังได้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อให้ผู้บริโภค นักธุรกิจ อิสระ และตัวแทนจำหน่ายได้ใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ดี ซึ่งบริษัทได้เดินทางไปหลายประเทศ จนไปค้นพบสินค้าใหม่ที่ประเทศไต้หวัน โดยมีแนวความคิดที่แตกต่าง และนอกกรอบ จึงตัดสินใจนำชุดปรับสรีระโรแมนซ์เข้ามาในเมืองไทยเป็นที่แรก ซึ่งบริษัทได้ลงทุนสร้าง ออฟฟิศใหม่ ทำห้องสตูถ่ายทำ รายการต่างๆ รวมทั้งซื้อสื่อโทรทัศน์ดาวเทียม Ping Channel และ Hero Channel เป็นของตัวเอง และเงินที่วางไว้กับทางประเทศไต้หวันอีกหลายล้านบาท รวมแล้วลงทุนเปิดตลาดชุดปรับสรีระโรแมนซ์ไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท


โดยบริษัทได้ให้ กฤษณ์ เหลืองอร่าม ซึ่งเป็นผู้บริหารที่ผ่านงานการบริหารองค์กรในธุรกิจขายตรงไม่น้อยกว่า 20 ปี และประสบการณ์ในวงการชุดปรับสรีระมากว่า 15 ปี ซึ่งบริษัทเล็งเห็นถึงความสามารถ และประสบการณ์จึงได้รับ ความไว้วางใจในการบริหารงาน โดยได้ให้ นั่งในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ทั้งยังให้สิทธิ์ในการบริหารงานอย่างเต็มที่


โดย กฤษณ์ ได้กล่าวว่า ชุดปรับสรีระ โรแมนซ์ ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุดของวงการชุดปรับสรีระ คือ เส้นใย Tencel ต่อต้านแบคทีเรีย ไม่เป็นที่สะสมและก่อเกิด ของแบคทีเรีย โดยใช้หลักในการตัดเย็บ แบบฟิสิกส์ ถักทอเนื้อผ้าแบบไร้รอยต่อ เนื้อผ้าเงางามเหมือนผ้าไหม, สวมใส่สบาย เหมือนผ้าลินิน, ดูดซับน้ำได้ดีเหมือนผ้าฝ้าย, อบอุ่นเหมือนเส้นใยขนสัตว์, ดูแลรักษาง่ายเหมือนเส้นใยอะคริลิก ทนทานเหมือนเส้นใยสังเคราะห์ และสามารถ ยืดหยุ่นตามสรีระร่างกายในขณะที่เคลื่อน ไหว, เคลื่อนย้ายไขมัน ทำให้เรือนร่างกระชับได้สัดส่วนเป็นรูปตัว S เมื่อสวมใส่ทุกวันจะเป็นการปรับโครงสร้างของกระดูก สันหลังให้อยู่ในแนวตรงตามสรีระของร่างกาย และเทคนิคการบริหารงานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำตลาดของชุดปรับสรีระ โรแมนซ์


"บริษัทต้องการทำให้นักธุรกิจอิสระ และตัวแทนจำหน่ายสามารถทำงานได้ง่ายขึ้น จึงจัดทำรายการ Romans So-ciety โดยเราได้รับเกียรติจากพิธีกรสาวสวย มืออาชีพ เป็นทั้งดารา นักแสดงมาก- ความสามารถ ซึ่งเป็นพิธีกรประจำรายการ Romans Society คือ คุณษา-วรรณษา ทองวิเศษ ซึ่งรายการ Romans Society ใช้เวลาออกอากาศ 30 นาที ซึ่งแบ่งเป็น 3 ช่วงของรายการ ช่วงที่ 1 Romans Today ซึ่งเป็นช่วงที่จะมาบอกกล่าวรายละเอียด ของรายการวันนี้ และสิ่งที่น่าสนใจ ช่วงที่ 2 Body Perfect เป็นช่วงที่วิทยากรประจำ รายการจะนำความรู้มามอบให้กับท่านผู้ชม ในเรื่องของเรือนร่าง และสุขภาพ และสำหรับช่วงที่ 3 Lady Confirm ซึ่งเป็นช่วงที่ผู้มีประสบการณ์จากการใช้ผลิตภัณฑ์ จริงมาแชร์ประสบการณ์ และยืนยันคุณภาพ ที่ดีของชุดปรับสรีระโรแมนซ์ ออกอากาศ ผ่านสื่อโทรทัศน์ดาวเทียมทางช่อง Ping Channel (PSI 61) ซึ่งเป็นการทำการตลาด ที่ใช้การลงทุนที่ค่อนข้างสูง" กฤษณ์ เผย


ทั้งนี้ สำหรับวงการขายตรงที่ใช้สื่อ โทรทัศน์เข้ามาช่วยในการทำตลาด และยัง จัดทำโฆษณาโรแมนซ์ โดยได้รับเกียรติจาก ทีมงานถ่ายทำของสหมงคลฟิล์ม พร้อมเตรียมลงฟรีทีวีในอนาคต ซึ่งเป็นการ การันตีได้ถึงความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ ขายตรงของบริษัท สตาร์ ซันไชน์ จำกัด และนักธุรกิจอิสระ หรือตัวแทนจำหน่าย และยังคงมีโปรโมชั่นสนับสนุนนักธุรกิจอิสระ และตัวแทนจำหน่าย ในการที่จะสะสม คะแนนในระบบเครือข่ายเพื่อจะได้สิทธิ์ ในการท่องเที่ยวต่างประเทศฯ ซึ่งทาง บริษัทได้จัดทริปท่องเที่ยวอย่างน้อยปีละ 3 ครั้ง มีทั้งในเอเชียและยุโรป


 


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2555

‘เนเจอร์โนวา’ ยังไม่พ้นน้ำท่วมโรงงานเจอหนักปั้นกลยุทธ์หลังชนฝา

“เนเจอร์โนวา” ยังทุกข์หนัก หลังมหาอุทกภัยเล่นงาน โรงงานถูกน้ำท่วมเสียหาย ยังไม่สามารถเดินเครื่องผลิตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ บอกยังพร้อมสู้ต่อ เดินหน้ากลยุทธ์สร้างตลาดเต็มที่ ดึงยอดขายกลับ ผุดโปรโมชั่นเที่ยวไทยแทนต่างประเทศ 



นายสุคมสรรค์ เรืองปฏิกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนเจอร์โนวา จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกรณีวิกฤติอุทกภัย โดยเฉพาะบริษัทแม่อย่าง หจก.เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า หรือ บริษัท อุยเฮง อิมปอร์ต จำกัด ที่มีโรงงานการผลิตอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 4 และสาย 5 โดนน้ำท่วมทั้งโรงงาน ก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนหลายล้านบาท

“หลังจากน้ำลดบริษัทจึงต้องตั้งหลักใหม่ ด้วยการฟื้นฟู ซ่อมแซมตัวอาคารโรงงาน และซ่อมแซมเครื่องจักร ที่ส่วนใหญ่ต้องซื้อชิ้นส่วนมาจากต่างประเทศ ดังนั้น โรงงานของบริษัทในวันนี้ยังไม่สามารถกลับมาผลิตสินค้าได้อย่างสมบูรณ์ อาจต้องรอไปอีกประมาณ 7 เดือน ซึ่งผลกระทบดังกล่าวนั้นส่งผลให้สินค้าของบริษัทขาดแคลน ไม่สามารถจัดจำหน่ายตามความต้องการของผู้บริโภคได้ ทำให้ปลายปี 54 บริษัทไม่สามารถปิดยอดการขายได้ตามเป้าที่วางไว้ คือ กำหนดไว้ 120 ล้านบาท แต่ปิดได้ไม่ถึง 100 ล้านบาท”

สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทในปีนี้ นายสุคมสรรค์ กล่าวว่า ในเมื่อสภาวะของ โรงงานมีปัญหา บริษัทก็คงต้องตั้งเป้าหมายยอดขายไว้เท่าเดิม คือ 120 ล้านบาท คงต้องรอโรงงานการผลิตที่จะสามารถ เริ่มดำเนินการผลิตได้ 100% ในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น ขณะนี้บริษัทจึงกำหนดแนวทางโดยเน้นในช่วงครึ่งปีหลังมากกว่า โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องผลิตสินค้าใหม่เพิ่มอีกประมาณ 20 รายการ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด คือ น้ำผลไม้สกัด Artichoke โดยมีกำหนดการที่จะเปิดตัวให้สมาชิกได้รู้จักในเดือนมิถุนายน ภายในงานประดับเข็มเกียรติยศ ประจำปี 

อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีนโยบายเน้นการใช้สื่อต่างๆ เข้ามาเผยแพร่ข้อมูลของบริษัทเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ทีวีดาวเทียม หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งขณะนี้บริษัท กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาคัดเลือกคลื่นวิทยุอยู่ โดยจะเน้นคลื่นที่มีสัญญาณส่งทั่วประเทศ ในด้านทีวีดาวเทียม บริษัทคงไม่เข้าไปจัดรายการเอง แต่จะอาศัยการซื้อโฆษณาเพื่อให้กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปได้รู้จักบริษัทมากขึ้น 

ด้านโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายของบริษัทในปีนี้ นายสุคมสรรค์ เปิดเผยว่า บริษัทจะเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น เกาหลี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, มาเลเซีย, จีน ในปีนี้ตนคาดว่า บริษัทจะหันกลับมาสู่ความเป็นไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุรักษ์ความเป็นไทย

ทั้งนี้ สุคมสรรค์ ได้กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นของบริษัทต่อไปว่า “แน่นอนว่า ขณะนี้สมาชิกของบริษัทกำลังเป็นกังวล และเดือดร้อนแทนบริษัท เกี่ยวกับผลกระทบจากสภาวะน้ำท่วม เนื่องจากสมาชิกเก่าที่เป็นผู้บริโภค และผู้ขยายเครือข่ายยังไม่มีสินค้าที่พวกเขาบริโภคประจำ และสมาชิกผู้ขยายเครือข่าย เกิดปัญหาเกี่ยวกับการหาสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจุดนี้เริ่มกลายเป็นปัญหาในวงกว้าง ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เนเจอร์โนวายังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปหรือไม่ เพราะพวกเขาดูตัวอย่างจากหลายๆ บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมแล้วปิดกิจการไป”

ซึ่งตนอยากจะตอบข้อสงสัยดังกล่าว ว่า “หากเนเจอร์โนวาจะทำเช่นนั้น คงจะทำในช่วงเกิดเหตุวิกฤติไปแล้ว เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ง่ายมากต่อการปิดกิจการ แต่ตนขอยืนยันตรงนี้เลยว่า นายทุนและประธานบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจนี้เดินหน้าต่อไป ฉะนั้นเมื่อผู้บริหารไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ สมาชิกทุกคนจึงสามารถเชื่อมั่นได้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอน โดยในขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุด ที่บริษัทคำนึงถึง คือการเร่งผลิตสินค้าต่างๆ ออกมาให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค” สุคมสรรค์ กล่าว

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012   

‘เนเจอร์โนวา’ ยังไม่พ้นน้ำท่วมโรงงานเจอหนักปั้นกลยุทธ์หลังชนฝา

“เนเจอร์โนวา” ยังทุกข์หนัก หลังมหาอุทกภัยเล่นงาน โรงงานถูกน้ำท่วมเสียหาย ยังไม่สามารถเดินเครื่องผลิตได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ บอกยังพร้อมสู้ต่อ เดินหน้ากลยุทธ์สร้างตลาดเต็มที่ ดึงยอดขายกลับ ผุดโปรโมชั่นเที่ยวไทยแทนต่างประเทศ 



นายสุคมสรรค์ เรืองปฏิกรณ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เนเจอร์โนวา จำกัด เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับผลกระทบอย่างหนักจากกรณีวิกฤติอุทกภัย โดยเฉพาะบริษัทแม่อย่าง หจก.เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า หรือ บริษัท อุยเฮง อิมปอร์ต จำกัด ที่มีโรงงานการผลิตอยู่ที่พุทธมณฑลสาย 4 และสาย 5 โดนน้ำท่วมทั้งโรงงาน ก่อให้เกิดความเสียหายจำนวนหลายล้านบาท

“หลังจากน้ำลดบริษัทจึงต้องตั้งหลักใหม่ ด้วยการฟื้นฟู ซ่อมแซมตัวอาคารโรงงาน และซ่อมแซมเครื่องจักร ที่ส่วนใหญ่ต้องซื้อชิ้นส่วนมาจากต่างประเทศ ดังนั้น โรงงานของบริษัทในวันนี้ยังไม่สามารถกลับมาผลิตสินค้าได้อย่างสมบูรณ์ อาจต้องรอไปอีกประมาณ 7 เดือน ซึ่งผลกระทบดังกล่าวนั้นส่งผลให้สินค้าของบริษัทขาดแคลน ไม่สามารถจัดจำหน่ายตามความต้องการของผู้บริโภคได้ ทำให้ปลายปี 54 บริษัทไม่สามารถปิดยอดการขายได้ตามเป้าที่วางไว้ คือ กำหนดไว้ 120 ล้านบาท แต่ปิดได้ไม่ถึง 100 ล้านบาท”

สำหรับกลยุทธ์ของบริษัทในปีนี้ นายสุคมสรรค์ กล่าวว่า ในเมื่อสภาวะของ โรงงานมีปัญหา บริษัทก็คงต้องตั้งเป้าหมายยอดขายไว้เท่าเดิม คือ 120 ล้านบาท คงต้องรอโรงงานการผลิตที่จะสามารถ เริ่มดำเนินการผลิตได้ 100% ในช่วงครึ่งปีหลัง ดังนั้น ขณะนี้บริษัทจึงกำหนดแนวทางโดยเน้นในช่วงครึ่งปีหลังมากกว่า โดยในปีนี้บริษัทตั้งเป้าไว้ว่าจะต้องผลิตสินค้าใหม่เพิ่มอีกประมาณ 20 รายการ ซึ่งปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุด คือ น้ำผลไม้สกัด Artichoke โดยมีกำหนดการที่จะเปิดตัวให้สมาชิกได้รู้จักในเดือนมิถุนายน ภายในงานประดับเข็มเกียรติยศ ประจำปี 

อย่างไรก็ดี บริษัทยังมีนโยบายเน้นการใช้สื่อต่างๆ เข้ามาเผยแพร่ข้อมูลของบริษัทเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นวิทยุ ทีวีดาวเทียม หรือสื่อสิ่งพิมพ์ ซึ่งขณะนี้บริษัท กำลังอยู่ในช่วงพิจารณาคัดเลือกคลื่นวิทยุอยู่ โดยจะเน้นคลื่นที่มีสัญญาณส่งทั่วประเทศ ในด้านทีวีดาวเทียม บริษัทคงไม่เข้าไปจัดรายการเอง แต่จะอาศัยการซื้อโฆษณาเพื่อให้กลุ่มผู้บริโภคทั่วไปได้รู้จักบริษัทมากขึ้น 

ด้านโปรโมชั่นกระตุ้นยอดขายของบริษัทในปีนี้ นายสุคมสรรค์ เปิดเผยว่า บริษัทจะเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศมากขึ้น จากเดิมที่เน้นการท่องเที่ยวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เช่น เกาหลี, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, มาเลเซีย, จีน ในปีนี้ตนคาดว่า บริษัทจะหันกลับมาสู่ความเป็นไทย ส่งเสริมการท่องเที่ยว อนุรักษ์ความเป็นไทย

ทั้งนี้ สุคมสรรค์ ได้กล่าวถึงการสร้างความเชื่อมั่นของบริษัทต่อไปว่า “แน่นอนว่า ขณะนี้สมาชิกของบริษัทกำลังเป็นกังวล และเดือดร้อนแทนบริษัท เกี่ยวกับผลกระทบจากสภาวะน้ำท่วม เนื่องจากสมาชิกเก่าที่เป็นผู้บริโภค และผู้ขยายเครือข่ายยังไม่มีสินค้าที่พวกเขาบริโภคประจำ และสมาชิกผู้ขยายเครือข่าย เกิดปัญหาเกี่ยวกับการหาสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้น ซึ่งจุดนี้เริ่มกลายเป็นปัญหาในวงกว้าง ทำให้เกิดการตั้งคำถามว่า เนเจอร์โนวายังคงมุ่งมั่นที่จะดำเนินธุรกิจต่อไปหรือไม่ เพราะพวกเขาดูตัวอย่างจากหลายๆ บริษัทที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมแล้วปิดกิจการไป”

ซึ่งตนอยากจะตอบข้อสงสัยดังกล่าว ว่า “หากเนเจอร์โนวาจะทำเช่นนั้น คงจะทำในช่วงเกิดเหตุวิกฤติไปแล้ว เพราะช่วงนั้นเป็นช่วงที่ง่ายมากต่อการปิดกิจการ แต่ตนขอยืนยันตรงนี้เลยว่า นายทุนและประธานบริษัทมีความมุ่งมั่นที่จะทำธุรกิจนี้เดินหน้าต่อไป ฉะนั้นเมื่อผู้บริหารไม่ยอมพ่ายแพ้ต่ออุปสรรคต่างๆ สมาชิกทุกคนจึงสามารถเชื่อมั่นได้ว่าพวกเขาจะไม่ถูกทอดทิ้งอย่างแน่นอน โดยในขณะนี้สิ่งสำคัญที่สุด ที่บริษัทคำนึงถึง คือการเร่งผลิตสินค้าต่างๆ ออกมาให้ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค” สุคมสรรค์ กล่าว

 ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1294 ประจำวันที่ 25-4-2012 ถึง 27-4-2012   

วันพุธที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2555

‘ขึ้นค่าแรง’ ไร้ผล ผู้ค้าลอยหน้ามั่นใจ ขายตรงยังแรง!



เนื่องจากที่ทราบกันดีว่า ธุรกิจขายตรงจัดเป็นทั้ง ธุรกิจรายได้หลัก และรายได้เสริมของประชาชนไทย นโยบายการขึ้นค่าแรงดังที่กล่าวมาในข้างต้น อาจส่งผล ให้ผู้คนมีความสุขกับรายได้หลักที่สูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลให้ ความนิยมในส่วนของขายตรงลดลง แต่ในมุมกลับของเหล่าผู้ค้ามองว่า นโยบายดังกล่าว ยิ่งส่งผลให้ประชาชน มีกำลังซื้อเพิ่ม วงการเครือข่ายย่อมได้รับผลดีมากกว่าผลเสีย

>> TNI มั่นใจกำลังซื้อเพิ่ม

นางวิภารัตน์ รัตนพรหมมา ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท ตาฮิเตียน โนนิ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด แสดงความคิดเห็นกับ “สยามธุรกิจ” เกี่ยวกับเรื่องการขึ้นค่าแรงของทางรัฐบาลที่อาจส่งผลกับธุรกิจขายตรงว่า ด้วยความที่ธุรกิจ MLM เป็น เสมือนการสร้างรายได้เสริม ตนจึงมองว่าการขึ้นค่าแรง น่าจะเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยกระตุ้นค่าใช้จ่าย ในชีวิตประจำวันของประชาชนทั่วไป คือหากพิจารณาดูแล้วน่าจะเป็นผลได้มากกว่าผลเสีย เนื่องจากหากมีรายได้ มากขึ้น การจับจ่ายใช้สอย หรือการบริโภคของคนก็จะมีมากขึ้น โดยเฉพาะในธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจอิสระที่สามารถทำให้เขาเข้าร่วมได้ง่าย ตรงนี้ตนมองว่า น่าจะช่วยกระตุ้นให้เขาอยากมีรายได้เพิ่ม ขึ้นมากกว่า

“สาเหตุที่คนทำ MLM เพราะว่าหลายคน มีใจรัก หลายคนมีค่าใช้จ่ายสูงแล้วมีรายได้ไม่พอ แต่เมื่อพวกเขามีรายได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้ พวกเขามีกำลังใจที่จะทำงาน นอกจากนี้ในการทำธุรกิจขายตรง ก็ต้องมีการซื้อผลิตภัณฑ์ ซื้อสินค้าไปใช้ ดังนั้นถ้าบางคน มีรายได้ไม่พอที่จะซื้อสินค้า ก็อาจเป็นเหตุให้พวกเขาไม่มีศักยภาพซื้อตามจำนวนเริ่มต้นของการทำธุรกิจ ดังนั้นตนจึงมองว่าประเด็นการขึ้นค่าแรงจึงน่าจะเป็นโอกาสที่ดีมากกว่า” นางวิภารัตน์ กล่าว

อย่างไรก็ดี นางวิภารัตน์ ให้ความเห็นว่า “ปีนี้ธุรกิจขายตรงน่าจะมีการเติบโตมากขึ้น เพราะธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่ใช้การลงทุนน้อยกว่าทุกอย่าง แต่รายได้จากการทำงานจะสูงกว่า ดังนั้นแนวโน้มปี 55 นี้ น่าจะดีขึ้นอย่างแน่นอน และยิ่งภาวะน้ำท่วมในช่วงที่ผ่านมาทำให้แรงงาน หลายคนถูกเลิกจ้างงาน จนเกิดการว่างงาน ตนมองว่ากลุ่มคนเหล่านี้น่าจะเดินเข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายอย่างแน่นอน”

>> “เนเจอร์โนวา” เชื่อเสน่ห์ MLM ยังเย้ายวน

ด้านนายกฤษณ์ เหลืองอร่าม กรรมการบริหาร และผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนเจอร์โนวา จำกัด กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า ประเด็นการขึ้นค่าแรง ดังกล่าวนั้น ตนคิดว่า ไม่ส่งผลกระทบใดๆ ต่อธุรกิจ MLM อย่างแน่นอน คือ จากประสบการณ์ที่ผ่านมาพบว่ากลุ่มบุคคลที่เข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม หลักๆ คือ กลุ่มนักศึกษาที่เพิ่งจบใหม่ และกลุ่ม วัยทำงานกับผู้สูงอายุ ซึ่งในกลุ่มแรกนั้นหากเป็นการปรับขึ้นเงินเดือนปริญญาตรีขั้นต่ำเป็น 15,000 บาทตามที่รัฐบาลออก นโยบาย จากฐานเดิมประมาณ 10,000 บาทนั้น ตนมองว่าเงินที่เพิ่มขึ้นประมาณ 4-5 พันบาทเหล่านี้ ไม่ได้ทำให้ชีวิตของพวกเขาดีขึ้นมากมาย เงินจำนวนดังกล่าว เมื่อนำไปซื้อเสื้อผ้า หรือสินค้าตามแฟชั่นก็หมดไปแล้ว ส่วนกลุ่มวัยทำงานและผู้สูง อายุก็เช่นเดียวกัน การปรับขึ้นเงินเดือนหรือค่าแรง ซึ่งมีฐานเพดานที่แน่นอนในแต่ละเดือน โดยเฉพาะจำนวนที่ไม่มากมาย ก็ไม่สามารถทำให้ชีวิตพวกเขาเปลี่ยนแปลง ไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น ดังนั้นตนจึงมั่นใจว่า ผลกระทบด้านลบกรณีการขึ้นค่าแรงนี้ไม่ส่งผลใดๆ ต่อธุรกิจเครือข่ายอย่างแน่นอน

การมีรายได้ประจำที่เพิ่มสูงขึ้น อาจ ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากมีเงินลงทุน หรือต่อยอดในการทำธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจ MLM สามารถทำให้สมาชิกทั่วไปทำงานได้สะดวกขึ้น คล่องขึ้น มีเงินในการ จับจ่ายใช้สอยเพิ่มสูงขึ้น นอกจากนี้ตนพบ ว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้คนเข้ามาสู่ธุรกิจเครือข่ายนั้น จริงๆ แล้วสิ่งสำคัญเกิดขึ้นจากความประทับใจและความต้องการของ ตัวพวกเขาเองมากกว่า เช่น ประทับใจใน สินค้า ที่ใช้แล้วช่วยรักษาสุขภาพ ช่วยรักษาจุดบกพร่องของตนเองได้ หรือธุรกิจ เครือข่ายสามารถตอบโจทย์ความต้องการ ในชีวิต อย่างความต้องการชีวิตที่อิสระ หรือการมีรายได้ที่ไม่จำกัด เป็นต้น ฉะนั้น ตนจึงคิดว่าภาพรวมการปรับขึ้นค่าแรงที่สูงขึ้นในปัจจุบันไม่ใช่ปัจจัยสำคัญต่อการทำธุรกิจนี้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ นายกฤษณ์ยังแสดงความคิดเห็นถึงทิศทางของธุรกิจเครือข่ายต่อไปว่า ทิศทางของธุรกิจนี้จะต้องดีขึ้นอย่างแน่นอน ถ้าภาครัฐบาลให้ความใส่ใจ กล่าวคือ ตนมองว่าในปัจจุบันการทำงานของภาครัฐเกี่ยวกับการตั้งกฎกติกา ในการเริ่มเปิดธุรกิจขายตรง การติดตามตรวจสอบผลยังหละหลวมอยู่มาก ดังจะเห็นได้จาก การที่ปัจจุบันยังมีธุรกิจขายตรง ในลักษณะมันนี่เกมอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งจุดนี้อาจจะ ส่งผลกระทบทางลบต่อธุรกิจเครือข่ายโดยภาพรวมได้

>> “ยูนิไลฟ์” มั่นใจขายตรงแรงต่อเนื่อง

ในส่วนของนางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิด เผยว่า “ตนคิดว่าประเด็นการขึ้นค่าแรงไม่ น่าจะมีผลเสียต่อธุรกิจเครือข่าย เพราะถึงแม้จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่คนจำนวนมาก ก็ยังคงต้องการรายได้เพิ่มอยู่ดี ดังนั้นคงไม่เกี่ยวว่าเมื่อมีรายได้ในค่าแรงเพิ่มขึ้น เราก็จะไม่ทำอาชีพเสริมอื่นๆ เลย ตนมอง ว่าธุรกิจเครือข่ายก็ยังคงมาแรงมากในยุค ปัจจุบัน เพราะมันสามารถเข้าสู่ธุรกิจได้ง่าย เป็นอีกหนึ่งอาชีพที่ให้รายได้อย่างคุ้มค่า ถ้าเราตั้งใจจริง”

นอกจากนี้ นางปราณี ก็ได้แสดงความ คิดเห็นเกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายโดยภาพรวมต่อไปว่า ทิศทางของธุรกิจขายตรงต้อง เติบโตต่อไปอย่างแน่นอน คือ ตนมีความคิดอย่างหนึ่งว่า ผลกระทบต่างๆ ก็ย่อมมี ในธุรกิจเครือข่ายและธุรกิจอื่น แต่ธุรกิจนี้ มีข้อดี คือ มีการทำงานในลักษณะกระจาย เช่น แม้พื้นที่น้ำท่วมอาจจะได้รับผลกระทบ แต่พื้นที่อื่นๆ สมาชิกก็ยังคงทำงานกันได้อยู่ โดยจากตัวเลขการสำรวจของสมาคม เท่าที่ตนทราบ ก็มีการเติบโตขึ้นทุกปี คือเฉลี่ยปีละประมาณ 10% ดังนั้นแม้จะโดน ผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมบ้างในช่วงปีนี้ แต่ตนมองว่าธุรกิจเครือข่ายโดยรวมก็ยังคงเติบโตอยู่

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1267 ประจำวันที่ 18-1-2012 ถึง 20-1-2012

วันอังคารที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2554

‘เนเจอร์โนวา’ ไม่ยอมตลาดกรุง เดินเครื่องปั๊มสินค้า ชักธงห้างยาสู้

ข่าวเนเจอร์โนวา

การจัดงานในครั้งนี้เป็นเครื่องพิสูจน์ ให้เห็นว่าเนเจอร์โนวาสามารถทำให้สมาชิก ในองค์กรเติบโต และสามารถก้าวสู่ตำแหน่ง ระดับผู้บริหาร ซึ่งถือว่าเติบโตของสมาชิก เกิน 10% และในปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกทั้งสิ้น 7 พันคน และผมตั้งเป้าว่าภายในปีนี้ต้องมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเท่าตัวคือ ประมาณ 15,000 คน แม้อัตราการเติบโตบริษัท อาจ จะไม่หวือหวาเหมือนที่อื่น แต่ผมเชื่อว่า ณ ตอนนี้คนเริ่มที่จะรู้จักเนเจอร์โนวามากขึ้น
“ในปีนี้ทางบริษัทจะใช้แผนการตลาดที่มุ่งเน้นการสร้างแบรนด์เนเจอร์โนวาให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง โดยสร้างความ ชัดเจนของความเป็นบริษัทในเครือ เกร็ทเตอร์ฟาร์ม่าอุยเฮง ที่มุ่งเน้นการให้สิ่งที่ดีกับผู้บริโภค และเป็นบริษัทผู้ผลิตยาที่ได้ รับการยอมรับจากทั้งในและต่างประเทศ โดยทางบริษัทได้มีการกำหนดเป้าไว้ว่าต้องการยอดเท่าไหร่ แล้วกระจายไปสู่ภูมิภาค และจังหวัดว่าในแต่ละพื้นที่ต้องทำยอดให้ได้เท่าไหร่”
พร้อมกันนี้บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพ เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างฐานให้บริษัทอยู่ในธุรกิจนี้ในระยะยาว ไม่ใช่เป็นการทำธุรกิจในลักษณะ ไฟไหม้ฟาง โดยทางบริษัทจะมีการออกสินค้า ใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ ที่ไม่เหมือน กับบริษัทอื่น
นโยบายเชิงรุกของเนเจอร์โนวา บริษัทจะมุ่งเน้นในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพเป็นตัวนำตลาด เพื่อให้เกิดการบอกต่อ และนำมาซึ่งการเพิ่มฐานสมาชิก ในที่สุด เนื่องจากบริษัทต้องการสร้างให้บริษัทอยู่ในธุรกิจนี้ในระยะยาว ไม่ใช่เป็น การทำธุรกิจในลักษณะไฟไหม้ฟาง แต่ต้องการให้ธุรกิจเป็นในลักษณะของไฟไหม้ ซุงมากกว่า
ซึ่งบริษัทจะมีการออกสินค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ ที่จะออกสินค้านำเทรนด์ผู้บริโภค เพื่อสร้างสุขภาพ ที่ดีและการป้องกันให้กับผู้บริโภค เนื่องจาก บริษัทมีความแข็งแกร่งของเกร็ทเตอร์ฟาร์ม่า ที่มีทีมวิจัยและพัฒนาสินค้า และนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถประเมินสถานการณ์ด้านโรคภัย และแนวโน้มสุขภาพที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ได้ ซึ่งบริษัทจะใช้จุดแข็งดังกล่าวในการผลิตสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่เกิดขึ้น รวมทั้งนโยบายจะเปิดตัวสินค้าในกลุ่ม ที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น แต่ไม่ใช่สินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย
อีกทั้งบริษัทเกร็ทเตอร์ฟาร์ม่า ที่ผลิตสินค้าให้กับเนเจอร์โนวายังมีความแข็งแกร่ง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของทีมวิจัย และพัฒนาสินค้า และนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถประเมินสถานการณ์ด้านโรคภัย ซึ่งถือเป็นจุดแข็งในการผลิตสินค้า รวมทั้ง การผลักดันสินค้าในกลุ่มที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวันมากขึ้น และไม่ใช่สินค้าในกลุ่มฟุ่มเฟือย
ทั้งนี้แผนการตลาดเชิงรุกในการสร้าง แบรนด์นั้น บริษัทได้มีการกิจกรรมการสนับสนุนด้านโปรโมชั่น และกิจกรรมต่างๆ ให้กับสมาชิกตลอดทั้งปี โดยทางบริษัทจะมุ่งเน้นที่ภาคกลาง และเขตปริมณฑล โดยคิดเป็น 70% ของยอดขายทั้งหมด เนื่อง จากถ้าแบรนด์เนเจอร์โนวาเป็นที่รู้จักในคนเมืองหลวงแล้ว ย่อมเป็นเรื่องง่ายต่อการรับรู้หรือเป็นที่ยอมรับในต่างจังหวัด เนื่องจากมีการกระจายข่าวสาร กันไปแบบปากต่อปาก อีกทั้งระบบการจ่ายผลตอบแทน ของบริษัทจ่ายแบบยุติธรรม และสถานการณ์การเมืองไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจ
“ปัจจุบันบริษัทมีแบรนด์สินค้าทั้งหมด 4 กลุ่ม ด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มอาหาร เสริมเพื่อสุขภาพ ซึ่งมีสัดส่วนสินค้าราว 40% กลุ่มผลิตภัณฑ์สกินแคร์ 30% และผลิตภัณฑ์ของใช้ส่วนบุคคลและสินค้าในครัวเรือน 30% โดยแต่ละกลุ่มมีสัดส่วนการขายเท่าๆ กัน และจากแผนการรุกตลาด ปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ราว 100 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่มีรายได้ 50 ล้านบาท”
อนึ่ง ทางบริษัทได้มีการปรับเปลี่ยน เครื่องมือภายในโรงงาน เพื่อให้มีความ ทันสมัยขึ้น สามารถผลิตสินค้าเพิ่มมาก ขึ้น และต้องการลดต้นทุนในการผลิต ขณะนี้ทางบริษัทได้หาตัวแทนการจำหน่าย สินค้าที่ประเทศมาเลเซีย และประเทศสิงคโปร์ เพื่อเข้าไปขยายแบรนด์สินค้า และคาดว่าในอนาคตจะขยายตลาดไปยังต่างประเทศอย่างแน่นอน แต่ต้องการ ศึกษา หรือพิจารณาในหลายๆ ด้าน เนื่องจากขั้นตอนที่ซับซ้อน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1207 ประจำวันที่ 4-6-2011 ถึง 7-6-2011

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

ซูมยุทธศาสตร์ขายตรง ‘เนเจอร์โนวา’ เดินเครื่องด้วยระบบ เสริมทัพสินค้าใหม่



“เนเจอร์โนวา” เปิดยุทธศาสตร์เชิงรุกเตรียมออกทีเด็ดผลิตภัณฑ์ใหม่เดือนมี.ค.นี้พร้อมลั่นกระสุนไกเปิดศึกปี’54 ขอเน้นกิจกรรมการตลาดแบบครบเครื่องหวังสร้างการรับรู้...ด้าน “กฤษณ์” ยอมรับในช่วงที่ผ่านมา “เนเจอร์โนวา” คนยังไม่ค่อยรู้จักเท่าที่ควรพร้อมเชื่อหลังจากนี้จะเป็นอีกหนึ่งเครือข่ายาขายตรงที่น่าจับตามองแน่แย้มเป้าสิ้นปีขอแตะ 100 ล้านหลังยอดขายปีที่ผ่านมาตรงตามเป้าเป็นที่นาพอใจมั่นใจวันนี้ความพร้อมทุกอย่างพร้อมรบมากกว่าอดีตเพียบ
“กฤษณ์ เหลืองอร่าม” กรรมการบริหารและผู้จัดการทั่วไป บริษัท เนเจอร์ โนวา จำกัด เปิดเผยต่อ “ตลาดวิเคราะห์” ว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า คนยังไม่ค่อยที่จะรู้จัก เนเจอร์ โนวา เท่าที่ควรในพื้นที่กรุงเทพฯ เนื่องจากบริษัทฯ ค่อนข้างที่จะรุกในพื้นที่ต่างจังหวัดเสียส่วนใหญ่ ด้วยเหตุนี้เองทำให้ในปีนี้ บริษัทฯ จึงได้มีการปรับยุทธศาสตร์เชิงรุกใหม่ ด้วยการเน้นเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้มากขึ้น ทั้งในส่วนของต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม หากจะ ถามถึงยอดขายในช่วงปี 2553 ที่ผ่านมานั้น เรียกว่าบริษัทฯ สามารถทำยอดขายถึงตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ คือ 50 ล้านบาท ซึ่งสาเหตุที่ทำให้บริษัทฯ มียอดขายตรงตามเป้าหมายนั้น ส่วนหนึ่งมาจากการรุกตลาดอย่างต่อเนื่องทั้งในเรื่องของการจัดโปรโมชั่นต่างๆ การอบรมเทรนนิ่ง รวมถึงการจัดประชุมต่างๆ เป็นต้น ที่ส่งผลมาถึงยอดขายนั่นเอง ส่วนเป้าหมายยอดขายในปีนี้นั้น ทางบริษัทฯ ได้ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 100 ล้านบาท
ทั้งนี้ สำหรับกลยุทธ์ที่จะช่วยผลักดันให้ถึงเป้าหมาย 100 ล้านบาท ในสิ้นปีนี้นั้น “กฤษณ์” เผยว่า กลยุทธ์ที่สำคัญที่จะเน้นในปีนี้ คือ การเพิ่มความความหลากหลายในเรื่องของสินค้าใหม่มากขึ้น โดยที่ในท้องตลาดไม่มี ซึ่งในช่วงเดือนมีนาคมนี้ บริษัทฯ จะออกสินค้าใหม่เกี่ยวกับการป้องกันเซื้อไวรัส ที่เป็นชนิดเม็ด ต่อจากนี้ในช่วงเดือนพฤษภาคมก็จะเป็นสินค้าตัวเดียวกัน แต่เป็นชนิดน้ำ และในเดือนกรกฎาคมจะเป็นสินค้าสำหรับผู้ที่เสี่ยงต่อการเป็นไวรัสตับอักเสบ
นอกจากนี้ ยังมีอีกหนึ่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญของบริษัท คือ การทำอย่างไรให้สมาชิกทุกคนมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ พร้อมกับการเน้นทำกิจกรรม การประชาสัมพันธ์ที่มากขึ้นกว่าในปีที่ผ่านมา ทั้งทางด้านสื่อสิ่งพิมพ์ ทีวี วิทยุชุมชน รวมถึงในปีนี้ บริษัทฯ ยังเตรียมที่จะลุยพื้นที่ภาคใต้ให้ครบทั้ง 17 จังหวัดอีกด้วย
“ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลังจากที่ผม เข้ามาเป็นหนึ่งในผู้บริหารของที่นี้ พบว่า เนเจอร์โนวาเริ่มที่จะเป็นที่จับตาของคนเครือข่ายด้วยกัน เป็นเพราะเริ่มมีการพูดถึง เนเจอร์ โนวามากขึ้น และมีหลายๆ บริษัท เริ่มทำธุรกิจตามเรา ที่สำคัญธุรกิจเนเจอร์ โนวา เริ่มที่จะมีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนขึ้น ทั้งในส่วนของยอดขายและจำนวนสมาชิก พร้อมกับระบบการจัดการต่างๆ ก็เริ่มที่จะมีระบบมากขึ้นด้วย”
“กฤษณ์” เผยต่ออีกว่า ปัจจุบัน เนเจอร์ โนวา มีสมาชิกทั้งสิ้น 7 พันคน โดยที่แอคทีฟอยู่ที่ประมาณ 2,000 พันคน และมีผู้ที่สมาชิกเข้ามาใหม่เฉลี่ยต่อเดือนอยู่ที่ 100-200 คน ซึ่งสาเหตุที่จำนวนสมาชิกของบริษัทฯ ค่อนข้างน้อย เนื่องจากว่าธุรกิจเนเจอร์ โนวา ไม่ใช่ระบบที่รีครูท คนเข้ามาแล้วได้ค่าแนะนำ แต่เป็นการบริโภคสินค้าดีแล้วเกิดซื้อซ้ำเสียส่วนใหญ่ และมีคนที่มีรายได้จริง
“ความพร้อมของเนเจอร์โนวา ในวันนี้ถือว่ามีความพร้อมในทุกรูปแบบ ทั้งในเรื่องของสินค้า ระบบการฝึกอบรมที่เข้มข้น ทีมงานวิจัยมืออาชีพ การอัดฉีดโปรโมชั่นต่างๆ ที่พร้อมสนับสนุนสมาชิกทุกคน ซึ่งอยากที่จะขอเชิญชวนทุกท่านลองเข้ามาสัมผัสในธุรกิจ เนเจอร์ โนวา ดู แล้วจะรู้ว่าที่แห่งนี้คือ อีกหนึ่งโอกาสทองของท่านนั่นเอง”
ส่วนทางด้าน “ชิตยาภรณ์ วรพันธนายุต” ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เนเจอร์ โนวา จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับกิจกรรมทางการตลาดในปีนี้นั้น ทางบริษัทฯ จะมุ่งเน้นทั้งในต่างประเทศและภายในประเทศ พร้อมๆ กับการรุกโครงการติดป้ายได้โชคอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้โครงการดังกล่าวจะเน้นที่การประชาสัมพันธ์ในแต่ละแบรนด์เป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้ผู้บริโภคเกิดการรับรู้และจดจำ
นอกเหนือจากการเน้นหนักในเรื่องของการตลาดแล้ว บริษัทฯ ยังจะเน้นในส่วนของการเทรนนิ่งด้วย ทั้งในส่วนของต่างจังหวัดและกรุงเทพฯ ด้วยคอร์สอบรมต่างๆ ที่จะทำให้สมาชิกทำงานง่ายขึ้น รวมถึงการเน้นสร้างคนให้มีความเป็นผู้นำเพื่อสู่ความเป็นมืออาชีพ อีกทั้งยังจะเพิ่มในส่วนของสินค้าเข้ามาในระบบมากขึ้นด้วย
“วันนี้ เนเจอร์ โนวา ไม่เหมือนกับอดีตที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทฯ เริ่มที่จะมีระบบมากขึ้น สมาชิกสามารถขยายองค์กรได้มากขึ้น สมาชิกมีศักยภาพมากขึ้น โดยเชื่อว่าด้วยอัตราการเติบโตของบริษัทฯ อาจจะไม่หวือหวาเหมือนที่อื่น แต่เชื่อว่า ณ วันนี้คนเริ่มที่จะรู้จัก เนเจอร์ โนวา มากขึ้น พร้อมกับมีรายได้ที่มากขึ้นด้วยเช่นกัน และเราเองมีความหวังว่า เนเจอร์ โนวา น่าที่จะเป็นส่วนหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือทุกท่านได้เช่นเดียวกัน”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์