ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นสพ.ธุรกิจเครือข่าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นสพ.ธุรกิจเครือข่าย แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรงโลก (MLM World) : "แอมเวย์อินเดีย Amway India" ฟุ้งไตรมาสสองโต 27% ดันแบรนด์ใหม่ "แอททิจูด" เจาะกลุ่มวัยรุ่น


สำนักข่าว นิว เกราลา สื่อท้องถิ่นในอินเดียรายงาน บริษัท แอมเวย์ อินเดีย ค่ายขาย ตรงผลิตภัณฑ์ความงามและสุขภาพเบอร์หนึ่งของประเทศในเครือแอมเวย์ คอร์ปอเรชั่น ของสหรัฐอเมริกาประกาศผลประกอบการในไตรมาสสองมีอัตราเติบโตถึง 27% เทียบกับช่วง เดียวกันของปีที่ผ่านมาในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดียซึ่งเติบโตสูงสุดเทียบกับ โซนอื่น


ในปี 2555 นี้ แอมเวย์ อินเดียตั้ง เป้าหมายยอดขาย 25,000 ล้านรูปี (ประมาณ 17,500 ล้านบาท) เติบโต ประมาณ 17% เทียบกับปี2554 ที่ทำได้ 21,300 ล้านรูปี (ประมาณ 14,910 ล้านบาท)


สำหรับตลาดอินเดีย แอมเวย์ ปรับแผนธุรกิจมุ่งขยายผลิตภัณฑ์ความ งามมากขึ้นโดยเฉพาะในภาคตะวันออก เฉียงเหนือของประเทศ สินค้ากลุ่มนี้ทำ ผลงานได้ดีมากเพื่อเพิ่มส่วนแบ่งตลาด สินค้ากลุ่มนี้จากปัจจุบันมีสัดส่วนเพียง 10% ของยอดขายทั้งหมดของบริษัท เทียบกับสินค้าสุขภาพ เสริมอาหารที่มี สัดส่วนถึง 50%


ในแต่ละปีแอมเวย์อินเดียจ่าย ภาษีไม่น้อยสำหรับกิจการในภาคตะวัน ออกเฉียงเหนืออย่างปีล่าสุดคือ ปีงบประมาณ 2554-2555 จ่ายภาษีถึง 133.90 ล้านรูปี (ประมาณ 80 ล้านบาท) โดยมีสำนักงานในพื้นที่ 10 แห่งดูแลการให้บริการถึงบ้านเรือนที่ตั้งอยู่ตามเมือง ต่างๆ รวมถึง 110 เมือง โดยภาคตะวันออก เฉียงเหนือเป็นพื้นที่สำคัญของแอมเวย์ทำ ยอดขายให้กับแอมเวย์ทั้งประเทศสัดส่วน ถึง 35% ของยอดขายทั้งหมด


ตะวันออกเฉียงเหนือเป็นหนึ่ง ในตลาดที่มีอัตราเติบโตสูงมากสำหรับ เรา ตลอด 4 ปีที่ผ่านมาภูมิภาคนี้ เติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักมาตลอด ยืนยันถึงศักยภาพของพื้นที่นี้ได้ดี ดิทรัก พัทจรี รองประธานแอมเวย์ อินเดีย กล่าวและว่า การเติบโตที่สูงเป็นผลมาจาก การออกผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมาตรฐาน เดียวกับที่แอมเวย์ทั่วโลกนำออกทำตลาด ในประเทศชั้นนำต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่ม ความงามและสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ดูแลบ้าน ที่มีการปรับปรุงสูตรใหม่ออกมา เปิด โอกาสให้ผู้บริโภคชาวอินเดียในพื้นที่ห่าง ไกลได้อุปโภค บริโภคผลิตภัณฑ์ที่มี คุณภาพสูงในราคาไม่แพงมากผ่านการให้บริการของผู้จำหน่ายอิสระที่จะนำสินค้า ไปส่งให้ถึงบ้าน


ภูมิภาคนี้เป็นตลาดสำคัญที เดียวสำหรับการขยายสินค้ากลุ่มความ งามและสุขภาพ ผู้หญิงในพื้นที่นี้มี ประสบการณ์กับการใช้สินค้าความงาม อยู่แล้ว ซึ่งการขยายฐานลูกค้าในพื้นที่ นี้เราจะเพิ่มความเข้มข้นในการทำ ตลาดทั้งการเพิ่มกำ ลังผลิต ขยาย จำนวนนักขาย ฝึกอบรมอย่างเข้มข้น ออกสินค้าใหม่ๆ เพิ่มและนำส่งสินค้า ให้กับลูกค้าอย่างรวดเร็ว


เมื่อเร็วๆนี้ แอมเวย์อินเดียประกาศ ความสำเร็จในการผลิตเครื่องสำอางและ บำรุงผิวแบรนด์ใหม่ แอททิจูด ที่ผ่าน การปรับปรุงทั้งสูตรและแพ็คเกจจิ้งให้ทัน สมัยและมีคุณภาพมากขึ้นเพื่อกระตุ้นยอด ขายเครื่องสำอางและบำรุงผิวในตลาด อินเดีย


เรามั่นใจผลิตภัณฑ์แบรนด์ แอททิจูดน่าจะโดนใจกลุ่มวัยรุ่น และผู้หญิงสมัยใหม่ที่ชอบอะไรที่ดู อินเทรนด์


ปัจจุบัน แอมเวย์อินเดียมี ผลิตภัณฑ์ขายอยู่ประมาณ 131 ประเภท ครอบคลุม 5 กล่มประกอบด้วยเพอร์ซัน นัล แคร์,ดูแลบ้าน,เสริมอาหารและนํ้า หนัก, เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์มูลค่า สูง อาทิ เครื่องกรองอากาศ เครื่องกรอง นํ้า เป็นต้น มีสำนักงาน 135 แห่ง คลัง สินค้ากระจายอยู่ตามเมืองต่างๆ 55 เมืองทั่วประเทศครอบคลุมเมืองขนาด เล็ก กลางและใหญ่ถึง 4,000 แห่ง


วิลเลี่ยม เอส.พินค์นีย์ ประธาน เจ้าหน้าที่บริหาร(ซีอีโอ)และกรรมการผู้ จัดการแอมเวย์อินเดียกล่าวว่า บริษัทให้ ความสำคัญกับการขยายธุรกิจในอินเดีย มากเพราะในภูมิภาคเอเชีย อินเดียคือ ตลาดใหญ่มียอดขายมากเป็นอันดับสอง รองจากจีน และติดกลุ่มประเทศที่ทำ ยอดขายมากที่สุด 10 อันดับแรก (ท็อป เทน) ให้กับบริษัทแม่ โดยอยู่อันดับ 7 มี ยอดขายคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 0.4% ของยอดขายแอมเวย์ทั่วโลก ซึ่งคาดว่า ตลาดอินเดียจะขยับขึ้นมาอยู่อันดับ 5 ภายในปี 2556 นี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรงโลก (MLM World) : ขายตรงมะกันเจอศึกหนักค้าปลีก-ช้อปออนไลน์ คาดปีนี้โตไม่ถึง 1% / 5 ปีไซส์เล็กไม่รอดปิดตัวเพียบ

ไอบีไอเอสเวิลด์:IBISWorld บริษัทวิจัยอุตสาหกรรมขายตรงชั้นนำของสหรัฐอเมริกาเปิดรายงานฉบับล่าสุดที่เพิ่งจัดทำเสร็จเมื่อกลางเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาเกี่ยวกับทิศทางบริษัทขายตรงในตลาดสหรัฐฯ ระบุแม้จะมีการคาดการณ์ด้านบวกจากหลายสำนักว่าธุรกิจขายตรงยังคงขยายตัวได้เนื่องจากเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของผู้บริโภคเริ่มฟื้นตัวก็ตาม แต่ต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยากลำบากเนื่องจากการแข่งขันรุนแรงจากฝั่นค้าปลีกออนไลน์และห้างสรรพสินค้าที่จะแย่งลูกค้าไปมาก เพราะผู้บริโภคเองต้องการซื้อสินค้าราคาถูกและเน้นความสะดวกเป็นที่ตั้ง จะเห็นการดิ้นรนของบริษัทขายตรงมุ่งจัดระบบนักขายเพื่อลดต้นทุนทั้งนี้ทั้งนั้นเพื่อความอยู่รอดและรักษาตำแหน่งทางการแข่งขัน




ปัจจัยลบต่างๆ ที่รุมเร้ามาตลอด ทั้งผู้บริโภคชะลอการใช้จ่ายอันเป็นผล สืบเนื่องมาจากวิกฤตเศรษฐกิจส่งผลกระ ทบต่อธุรกิจขายตรงของสหรัฐฯตลอด 5 ปี นับจากปี 2550 มาถึงปี 2555 กอปรกับ อัตราว่างงานที่ยังคงเพิ่มขึ้น ความมั่นใจ ของผู้บริโภคที่ลดลงไปมากรวมไปถึงราย ได้ที่ถูกหั่นลงทำให้ครัวเรือนต่างๆ ต้อง เพิ่มความรอบคอบในการใช้จ่ายเงินต้อง ใช้ดุลพินิจมากขึ้นในการซื้อสินค้าต่างๆ รวมถึงสินค้าขายตรง

คาดปีนี้ขายตรงมะกันโตแค่ 0.7% / 5 ปีย้อนหลังขายตรงน้องใหม่เกิดเพียบ
มิหนำซํ้าการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นจาก ธุรกิจค้าปลีกทั้งห้างสรรพสินค้าและการ ซื้อขายผ่านออนไลน์ยิ่งกดดันธุรกิจขาย ตรงอาจจะต้องปรับราคาสินค้าลงเพื่อ รักษาส่วนแบ่งตลาดและยอดขาย ด้วย สถานการณ์ที่ยํ่าแย่จะส่งผลกระทบต่อ ผลประกอบการของบริษัทขายตรงคาด ว่ายอดขายในแต่ละปีจะลดลงเฉลี่ย 1.8% ตลอด 5 ปีถึงปี 2555 นี้ อย่างไรก็ดี ข่าวดีจากเศรษฐกิจ เริ่มฟื้นตัวเมื่อเร็วๆนี้จะช่วยบรรเทาวิกฤต บริษัทขายตรงได้ โดยไอบีไอเอสเวิลด์ ประเมินปีนี้อุตสาหกรรมขายตรงของ สหรัฐฯอเมริกายังคงเติบโตได้แต่ยอด ขายจะเพิ่มขึ้นไม่มากเพียง 0.7% เท่านั้น หรือคิดเป็นมูลค่า 38,500 ล้านดอลลาร์ สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 31 บาท)

แม้ตลอด 5 ปีนี้ธุรกิจขายตรง มียอดขายลดลงก็ตาม แต่ท่ามกลาง ข่าวร้ายยังมีข่าวดี วิกฤตเศษฐกิจทำให้ ประชาชนหันมาให้ความสนใจขายตรง มากขึ้น ด้วยจุดเด่นของธุรกิจโดยเฉพาะ เงินทุนเริ่มต้นตํ่ามากเทียบกับการทำ ธุรกิจอื่นทำให้คนส่วนใหญ่ที่ตกงานหรือ งานประจำถูกลดทอนรายได้ลงมองหา แหล่งสร้างรายได้ใหม่ๆ ทดแทน ซึ่งธุรกิจ ขายตรงตอบโจทย์ความต้องการของพวก เขาได้มากที่สุด

ตลอด 5 ปีค่าจ้างงานเฉลี่ยของคน ขายตรงลดลงปีละ 1.9% จาก 6,959.9 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวในปี 2550 เหลือ ประมาณ 6,323 ดอลลาร์สหรัฐต่อหัวใน ปี 2555 เป็นอัตราที่ตํ่าซึ่งอุตสาหกรรม กำลังพิจารณาเรื่องนี้อาจจะต้องมีการ ทบทวน สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ค่าแรงตํ่า เพราะขนาดของบริษัทมีไซส์ที่แตกต่างกันมาก ผู้เล่นรายใหญ่สุดในปีนี้คืออัลติ คอร์ อิงค์ ขณะที่ผู้ประกอบการจำนวน มากในอุตสาหกรรมเป็นบริษัทขนาดเล็ก เจ้าของธุรกิจเอสเอ็มอี

อย่างไรก็ดี พบว่าตลอด 5 ปีนี้มี ผู้เล่นรายใหม่เกิดขึ้นในวงการขายตรง มากหน้าหลายตาเพราะด้วยรูปแบบของ ธุรกิจขายตรงที่ใช้เงินทุนในการเริ่มธุรกิจ ตํ่า เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจองค์กรธุรกิจ ต่างๆ ปลดพนักงานออกเป็นว่าเล่นคน จำนวนมากที่ตกงานต่างหันมาทำขาย ตรงเพื่อหารายได้ชดเชย พบว่าในช่วง เวลาดังกล่าวมีบริษัทขายตรงเปิดใหม่ และมีเจ้าของธุรกิจหน้าใหม่เกิดขึ้นมาก ตัวเลขเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 3.6% และ 3.2% ตามลำดับ

อนาคตไซส์เล็กปิดตัวเยอะตลาดแข่งดุค่ายใหญ่สบช่อง เศรษฐกิจฟื้น ผู้บริโภคมั่นใจ
ไอบีไอเอสเวิลด์ระบุ ด้วยจำนวน ผู้เล่นที่เพิ่มขึ้นทำให้การแข่งขันมากขึ้น ตามไปด้วย บริษัทขนาดเล็กส่วนใหญ่ ประสบความยากลำบากในการทำตลาด รายได้เฉลี่ยในแต่ละปีลดลง เชื่อว่า ภายใน 5 ปีข้างหน้าตั้งแต่ปี 2555-2560 บริษัทที่มีผลประกอบการยํ่าแย่จะทยอย ปิดกิจการไปในที่สุด ทำให้จำนวนบริษัท ขายตรงลดลงไปมากเพราะฉะนั้นค่าจ้าง งานคนขายตรงน่าจะขยับขึ้น คู่แข่งในธุรกิจ เดียวกันลดลง ยอดขายน่าจะเพิ่มขึ้น

ยิ่งกว่านั้น ปัจจัยบวกจากความ มั่นใจของผู้บริโภคที่ฟื้นกลับมาหลังจาก เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว รายได้ของประชาชน ที่กระเตื้องขึ้นโดยคาดว่าการใช้จ่ายของผู้ บริโภคจะเพิ่มขึ้นใน 5 ปีข้างหน้านี้เชื่อว่า ครัวเรือนต่างๆ จะเพิ่มการจับจ่ายใช้สอย ซื้อผลิตภัณฑ์ขายตรงมากขึ้นหลังจากอั้น มาในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจจะส่งเสริมการ ขยายตัวของธุรกิจขายตรงในปีนี้และปี หน้า

ชี้ขายตรงเจอตอค้าปลีก-ช้อปปิ้งออนไลน์คาด 5 ปีข้างหน้าขายตรงโต ถดถอย
แต่การขยายตัวของธุรกิจขายตรง อาจจะสะดุดไปบ้างจากการเติบโตอย่าง รวดเร็วของอุตสาหกรรมอี-คอมเมิร์ชหรือ ช้อปปิ้งผ่านออนไลน์ที่จะฉกฉวยลูกค้า จำนวนหนึ่งไปจากธุรกิจขายตรงได้ โดย ไอบีไอเอสเวิลด์ประมาณการณ์ยอดขาย ธุรกิจขายตรงน่าจะลดลงในระยะ 5 ปีข้างหน้านี้

แม้สหรัฐฯจะเจอวิกฤตเศรษฐกิจ ธุรกิจต่างๆ มีผลงานยํ่าแย่ แต่ปี่ที่ผ่าน มาอุตสาหกรรมขายตรงยังคงเติบโต ได้ และครองอันดับหนึ่งในตลาดโลก อยู่ โดยสมาคมการขายตรงประเทศ สหรัฐอเมริกา(The United StatesDirect Selling Association:DSA) เปิดเผย ว่า ในปี 2554 ขายตรงภายในประเทศ เติบโต 4.6% ยอดขาย 29,870 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับปี 2553 ที่มียอด ขาย 28,560 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จำนวนนักขาย 15.6 ล้านคน

สมาคมขายตรงสหรัฐฯ ยาหอมปี 2554 โตเหนือจีดีพี สหรัฐฯ แกร่งยึดแชมป์โลกเหนียวแน่น
โจเซฟ มาเรียโน นายกสมาคม การขายตรงสหรัฐฯกล่าวว่า เทียบอัตรา การเติบโตระหว่างขายตรงกับจีดีพีของ สหรัฐฯ ขายตรงมีอัตราเติบโตเร็วกว่า จีดีพีซึ่งขยายตัวเพียง 3.9% ถึง 0.7% โดยบริษัทขายตรงเกือบครึ่งมีอัตรา เติบโตเพิ่มขึ้น อีกส่วนหนึ่งทรงตัวและมี ประมาณ 14% เท่านั้นที่มีอัตราเติบโตลดลง สว่ นกลมุ่ บรษิ ทั ขนาดเลก็ ทีม่ ยี อดขาย ตํ่ากว่า 3 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปีพบว่ามี ถึง 66.7% ที่เติบโตเพิ่มขึ้น ยอดขายขยาย ตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 30%

แม้บรรยากาศด้านเศรษฐกิจ จะอึมครึม แต่ธุรกิจขายตรงยังคง ฉายแสง เป็นแหล่งสร้างรายได้ให้ กับประชาชนและที่ปรึกษาอิสระทั่ว ประเทศ อย่างขายตรงขนาดเล็กการ เติบโตท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจแสดง ถึงความมหัศจรรย์ ปีที่ผ่านมาเป็น ปีแห่งการฉลองความสำเร็จของนักธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะบริษัทขายตรง ไซส์เล็ก

ข้อมูลสมาพันธ์สมาคมการขาย ตรงโลก (World Federation of Direct Selling Association:WFDSA) ที่รวบ ผลงานตลาดขายตรงทั่วโลกในปี 2554 สหรัฐฯยังคงครองอันดับหนึ่งด้วยส่วน แบ่งตลาด 20% อันดับสองญี่ปุ่น ยอด ขาย 23,857 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 5.25% ส่วนแบ่งตลาด 16% อันดับสาม จีน ยอดขาย 16,254 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 29.81% ส่วนแบ่งตลาด 11% อันดับสี่เกาหลีใต้ ยอดขาย 12,935 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 45.63% ส่วน แบ่งตลาด 8% และอันดับห้าบราซิล ยอด ขาย 11,972 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 10.57% ส่วนแบ่งตลาด 8%

ผลิตภัณฑ์ที่ครองมาร์เก็ตแชร์ มากที่สุดคือลดนํ้าหนัก วิตามินต่างๆ มาร์เก็ตแชร์ 24.1% รองลงมาคือ ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับครัวเรือน มีมาร์เก็ต แชร์ 22.6% กลุ่มผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ บริการ อาทิ ท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ การเงิน เป็นต้น ส่วนแบ่งตลาด 20.7% เพอร์ซันนัล แคร์ 18.2% ผลิตภัณฑ์เกี่ยว กับเสื้อผ้า เครื่องประดับ มีส่วนแบ่งตลาด 12.3% และกลุ่มเกี่ยวกับงานอดิเรกและ การศึกษามีส่วนแบ่งตลาด 2.1%


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) กับ อาเซียน (AEC) : จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก :ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป

แม้ที่ผ่านมาการเข้าไปลงทุนของ นักธุรกิจต่างชาติ ใน พม่า จะเต็มไปด้วย อุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะ ข้อจำกัด ทางด้าน กฏหมายอันเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถ ปิดกั้นการเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจจากต่างแดนได้ ตลอด 23 ปีนับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 ไทย ถือเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1ใน พม่า ด้วยปริมาณการลงทุน รวม9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อ ไทย ได้เสียแชมป์สูงสุดอันดับ 1 ให้แก่ นักลงทุนจีน ในปี2555นี้เอง โดย นักลงทุน จีน มีมูลค่าการลงทุนใน พม่ารวมสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น ร้อยละ 34.5 ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด ทำให้มูลค่าการลงทุนของ ไทย ใน พม่า หล่น ไปอยู่อันดับ 2



 



 


บรรยากาศเริ่มสดใสหลัง สภาพล่างพม่า ผ่านกม.ลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน หรือ บีโอไอ ได้พยายามเร่งเครื่อง ทวงแช้มป์กลับคืนด้วยการขนทัพ นักลงทุน ยักษ์ใหญ่ของไทย บุกไป พม่า อีกหนเพราะ เห็นว่ามี โอกาส ที่จะทวงแช้มป์กลับคืนมาได้ โดยอาศัยทุนเดิมที่มีคือ ความไว้วางใจ จาก ทางการพม่า และ พฤติกรรมผู้บริโภคชาว พม่า ที่มีรสนิยมบริโภคสินค้าแบรนด์ไทย เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าผู้ผลิตในอีกหลายประเทศ


ขณะ ปราณี ศิริพันธ์ ผู้ตรวจ ราชการ กระทรวงพาณิชย์ เคยระบุไว้ว่า ที่ผ่าน มา ธุรกิจคนไทย ล้วนประสบความสำเร็จ ในการเข้าไปลงทุนใน พม่า และ ธุรกิจขาย ตรงก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะหากดูสถิติการค้า ระหว่าง ไทย กับ พม่า เมื่อปี 2554 จะพบว่า มีมูลค่าสูงถึง 6,114 ล้านเหรียญสหรัฐ และ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 มีอัตราการขยายตัว มากถึงร้อยละ 25.12 นับว่าเป็นตลาดสดใสไม่ น้อยกับการเข้าไปแสวงหา โอกาส และลู่ทาง ขยายตลาดใน พม่า


ทั้งนี้หากภาครัฐร่วมมือภาคเอกชนทุก กลุ่มอุตสาหกรรมที่เห็นช่องทางการลงทุนใน พม่า ก็มีแนวโน้มสูงที่ ไทย จะได้กลับผงาด เป็นอันดับ 1 ด้านการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจาก บรรยากาศการลงทุนขณะนี้เริ่มผ่อนคลายขึ้น มากหลังมีกระแสข่าวดีออกมาเมื่อกลางเดือน สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า สภาล่างพม่า ได้อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ว่าด้วย การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ที่ต่างถกเถียง หารือถึงประเด็นการอนุญาตให้ นักลงทุน ต่างชาติ ถือหุ้นในธุรกิจที่ลงทุนได้ถึงร้อยละ 100 หรือจะลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุน กับเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาลได้ ภายใต้ข้อ กำหนด นักลงทุนต่างชาติ ต้องมีสัดส่วนใน การลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของยอดเงิน ลงทุนทั้งหมด ซึ่ง รอล์ฟ-ไดเตอร์ ดาเนียล ประธานศูนย์ธุรกิจยุโรปอาเซียนมองว่า ยิ่ง พม่าเปิดประเทศมากเท่าใด ไทยก็มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็น ประตูทาง ผ่านเข้าสู่พม่า หรือ เกตเวย์ ได้ เพราะมีชายแดน และความ สัมพันธ์ที่ดีกับ พม่ามาก


พม่า กำลังซื้อพุ่งายตรงรุกสร้างสีสัน
ทั้งนี้จากข้อมูลของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ระบุว่า พม่า เป็น ประเทศ คู่ค้า อันดับ 3 ของ ไทย ในกลุ่มกลุ่มอาเซียน ใหม่และเป็น ตลาดใหญ่ ที่มี ประชากรอยู่ประมาณ 54.5 ล้านคนสูงกว่า กัมพูชา และ สปป.ลาว แต่กำลังซื้อยังไม่มากนัก ด้วย ข้อจำกัดของทางเลือกในการบริโภคที่มีไม่ มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงไม่มาก ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ ของชาวพม่าถูกนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นหลัก


ดังนั้นสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะ เครื่องสำอาง ทั้ง ครีมบำรุงผิว ที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือน ริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีม กันแดด กลายเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความ โดด เด่น และมีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยม ทดลองใช้สินค้าแปลกใหม่ที่เพิ่งวางจำหน่าย และตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้ เลือกซื้อใช้ไม่มากนัก ขณะที่ กำลังซื้อ ของ ผู้บริโภคชาวพม่า พบว่ามีกำลังซื้อพอสมควร หากดูจากรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP perCapita) ในปี 2555 นี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 855 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีจากระดับ 742 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2553


ดังนั้นความเป็น ตลาดใหญ่ ของ พม่า วันนี้ก่อนเปิด AEC จะเห็นกองทัพ นักลงทุนไทย บุกไป พม่า อย่างคึกคักกัน เลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่ ธุรกิจขายตรงไทย ที่หลากหลายบริษัทขายตรงต่างเดินทางไม่ ขาดสายไปปักธงใน พม่า กันอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะคึกคักเพิ่มมากขึ้นทุกที อย่าง มิสทิน บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว แบรนด์เครื่อง สำอางรายแรกที่เข้าไปบุกเบิก ตลาดพม่า มาก่อนหน้านี้ได้ประมาณ 8 ปีก็ออกมา สร้างสีสันในตลาดพม่าอย่างจริงจัง ซึ่ง ดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ เชื่อมั่นว่าพม่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะก้าวขึ้นสู่ประเทศ ดาวรุ่งวันนี้จึงร่วมทุนกับ สหพัฒน์ ผู้ผลิต สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ลงทุน ตั้งโรงงานผลิตพร้อมกับเพิ่มความเข้มข้น กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการโฆษณา และ จัดกิจกรรม ขณะบริษัทขายตรงรายอื่นๆ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ยูนิตี้ บริษัท คังเซน- เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่างไปลุย ปักธงรอบุกตลาดชิงส่วนแบ่งในอนาคตกัน แล้ว แม้แต่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ บัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งมั่นใจ ว่าการแข่งขัน ตลาดเครือข่ายใน พม่า ยัง น้อยกว่า ไทย และ กำลังซื้อ ถึงแม้จะน้อย กว่า ไทย แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่า ประชากรยัง ต้องการมีรายได้เสริม


หนุ่มสาววัยแรงงาน เกือบ 70% ขาดสินค้าให้ช็อป
ฉะนั้น โอกาส ที่จะได้เห็น ธุรกิจ ขายตรงไทย ไปสร้างสีสัน การแข่งขันจะดุเดือดขนาดใดในอนาคตคงได้เห็นในช่วงไม่เกิน 5 ปีในไม่นานนี้ เพราะขนาด มิสทิน ได้ถึง ขั้นเปิดเผยผลสำรวจชิงความได้เปรียบใน ตลาดพม่า ก่อนใครแล้วว่าเครื่องสำอางค์ มิสทิน ได้ ครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องสำอางที่อยู่ในใจของ ผู้หญิง พม่า ด้วยภาพลักษณ์เทียบเท่าเครื่องสำอาง แบรนด์เนมจาก ยุโรป-อเมริกา และต่อไป มิสทิน จะเพิ่มความเข้นข้นในการเจาะตลาด ด้วยการโฆษณาและกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและ เข้าถึง พฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า


ปัจจุบันสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็น ครีมบำรุงผิวที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือนริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีมกันแดด เป็นสินค้ากลุ่มที่มีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยมทดลองใช้สินค้า แปลกใหม่ที่เพิ่งวาง จำหน่ายและตัดสินใจ ซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้เลือกซื้อใช้ไม่ มากนัก


นอกจากนี้จะเห็น ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค ชาวพม่า จะพบว่า เกือบ ร้อยละ 70 ของจำนวน ประชากรทั้งหมดอยู่ในวัย ทำงาน ซึ่งมีช่วงอายุ ระหว่าง 15-64 ปี เป็น กลุ่มผู้บริโภคสำคัญ ที่ มี อำนาจซื้อ โดย เฉพาะ หนุ่มสาววัย แรงงาน ที่ล้วนแล้วแต่เคยมี ประสบการณ์ กับสินค้า ไทย หากมีความคุ้นเคยหรือเคยมี ประสบการณ์ใช้แล้วเป็นที่พอใจก็จะช่วยให้เกิด ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้าและง่ายต่อ การตัดสินใจซื้อซ้ำ


ดังนั้น ธุรกิจรายใดก็ตามหากมี ความรู้ความเข้าใจใน โครงสร้างประชากร วิถีการบริโภค รสนิยมและการเลือกซื้อ สินค้าของ ผู้บริโภคชาวพม่าจะมีส่วนช่วย ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์ การผลิตและส่งออกสินค้าให้สอดคล้องกับ ความต้องการของลูกค้าในพม่าได้ดียิ่งขึ้น คนแรกที่เข้าถึงผู้บริโภคก่อน สินค้าเป็นที่ ถูกใจและพึงพอใจทำให้เกิดการซื้อซ้ำหรือ ที่เรียกว่า ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งใจใจ ของผู้บริโภคและตัดสินใจซื้อสินค้าใช้ใน โอกาสต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวยูนิซิตี้ (Unicity Thailand) : ทุ่มไม่อั้นสร้างคลับหรูรองรับนักขาย VIP (Unicity Prestige Club)


คริสโตเฟอร์ คิม บิ๊กบอสยูนิซิตี้เอเชียฉลองความสำเร็จนักขายตรงยูนิซิตี้ ไทยแลนด์ ทุ่มงบครั้งใหญ่เนรมิตห้องรับรองสุดหรู ยูนิซิตี้ เพรสทีจ คลับ สำหรับ นักธุรกิจระดับเพรสซิเด้นท์ขึ้นไป ล้ำด้วยเทคโนโลยีใหม่ Facial Scan เผยเป็นที่แรกและ ที่เดียวในเมืองไทย


นายคริสโตเฟอร์ คิม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ ยูนิซิตี้ ประจำภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก เปิดเผยถึง การสร้างห้องรับรองสุดหรู ยูนิซิตี้ เพรสทีจ คลับ สำหรับนักธุรกิจระดับสูง ตำแหน่งเพรสซิเด้นท์ขึ้นไปของ บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด บนอาคาร รุ่งโรจน์ธนกุล ถนนพระราม 9 ว่า เพื่อฉลอง ความสำเร็จและมอบสิทธิพิเศษให้กับนักขาย ที่สามารถคว้าตำแหน่งเพรสซิเด้นท์ได้ และใช้ เป็นที่รองรับนักธุรกิจระดับวีไอพีที่เพิ่มขึ้น โดย การนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัย Facial Scan การสแกนใบหน้า ก่อนเข้าใช้บริการ ช่วยใน เรื่องของระบบรักษาความปลอดภัย นับว่า เป็นบริษัทขายตรงแห่งแรกและแห่งเดียวใน ประเทศขณะนี้


คลับแบบนี้แม้แต่ในประเทศญี่ปุ่น สถานที่ให้บริการนักธุรกิจยังเป็นแบบคาเฟ่ โดยบริษัทแม่ที่เป็นจุดเริ่มต้นยังไม่มีคลับ ลักษณะแบบนี้ ตลาดของประเทศไทยเป็น ตลาดที่ใหญ่และเติบโตเร็วที่สุด เห็นได้จาก จำนวนนักขายที่เพิ่มขึ้นทุกปี เป็นสิ่งที่ ตอบแทนนักธุรกิจที่สนับสนุนและเป็นแรงขับ เคลื่อนให้บริษัทเติบโต นายคริสโตเฟอร์ คิม กล่าว และว่า


ยูนิซิตี้ เพรสทีจ คลับ เกิดจากการ ลงทุนร่วมกันระหว่างยูนิซิตี้สหรัฐกับยูนิซิตี้ ประเทศไทย โดยผู้ได้รับประโยชน์คือยูนิซิตี้ประเทศไทย แต่ยังไม่รับการเปิดเผยถึงตัวเลข ในการลงทุน บอกแต่เพียงเมื่อถึงจุดที่เป็นที่ น่าพอใจจะแจ้งอย่างเป็นทางการอีกครั้ง และ จำนวนเงินในการสร้างจะเพิ่มขึ้นไปอีกเรื่อยๆ ยังอยู่ในช่วงวางแผนพัฒนาขั้นต่อไป คาดหวัง ให้นักธุรกิจเข้ามาใช้บริการ เพื่อนักธุรกิจของ ยูนิซิตี้ หลังจากที่เปิดให้บริการกับนักธุรกิจ เป็นเวลา 2 เดือน ได้รับการตอบรับอย่างดี จากนักธุรกิจทุกคน คาดหวังว่าการเติบโตใน ส่วนนี้ ที่จะมีส่วนร่วมในการเติบโตไปด้วยกัน


ภายในแบ่งออกเป็น 5 โซน ตกแต่ง ด้วยสีสันเอิร์ธโทนที่ให้ความรู้สึกอบอุ่น บรรยากาศผ่อนคลายและโปร่งสบาย โซนแรก เป็นประวัติการก่อตั้งบริษัทยูนิซิตี้ ความสำร็จ ของแต่ละปีที่ผ่านมา และวีดิทัศน์ความสำเร็จ ของนักธุรกิจยูนิซิตี้ระดับเพรสซิเด้นท์ขึ้นไป โซนที่สองเป็นส่วนจัดแสดงผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ทั้งผลิตภัณฑ์อาหารเสริม และผลิตภัณฑ์ดูแล ผิว โซนที่สามเป็นพื้นที่สำหรับนักขายในการ นัดพบหรือวางแผนร่วมกับทีมงาน โซนที่สี่เป็น บาร์เครื่องดื่ม และโซนที่ห้า เป็นส่วนการ บริการความงาม ตรวจเช็คสุขภาพร่างกาย และผิวหน้า โดยแบ่งย่อยออกเป็นสามห้อง คือห้องตรวจสุขภาพผิวหน้าด้วยเครื่อง Skin Pro Analysis ห้องตรวจหาค่าดรรชนีมวลกาย BMI โดยจะมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้ให้ บริการและให้คำแนะนำ


และห้องท้ายสุดของคลับ มีบริการ นวดหน้า นวดกดจุดผิวหน้าเพื่อสร้างความ กระชับและผ่อนคลาย ใช้เวลาประมาณ 15 นาทีและบริการนวดแบบเต็มขั้นตอน (Full Course) ด้วยผลิตภัณฑ์ Be Premium ซึ่งจะ ช่วยฟื้นฟูสภาพผิวให้มีสุขภาพดีและกระชับ ยิ่งขึ้น ภายในยังมี Wi-fi ให้บริการอินเตอร์เน็ต และเทคโนโลยีที่จะช่วยสแกนใบหน้าแล้วเข้า มาใช้บริการในคลับแห่งนี้ เหมือนเป็นกุญแจที่ แสดงตัวตนของนักขายวีไอพี ทั้งนี้นับเป็น หนึ่งในกลยุทธ์สร้างพลังการขายให้กับบรรดา นักธุรกิจยูนิซิตี้ให้มีความฮึกเหิมเร่งยอด การขายให้เติบโตได้ตามเป้าสิ้นปี


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวเปิดตัวขายตรงน้องใหม่ : เอ็มไออาร์ เวิลด์วายด์ "MIR" ผู้ผลิตก้าวสู่ผู้ขายโตเบาๆ 50 ล้าน


เปิดบริษัทขายตรงใหม่แกะกล่อง เอ็มไออาร์ เวิลด์วายด์ เจ้าของ ภก.ดร.พิศาล เดินหน้าปรับกลยุทธ์ ตลาดจัดแผนใหม่ ไบนารี่-ยูนิเลเวล ย้ำด้วยประสบการณ์ กว่า 30 ปี เชื่อตอบโจทย์ นักขาย เตรียมงานใหญ่แกรนด์ โอเพนนิ่ง 21 ธันวาคมนี้ ประเดิมสินค้าหลัก น้ำมันรำข้าว- ปู่จิงตัน คาดหวัง 6 เดือนแรก ดึง นักธุรกิจอิสระ ร่วม 5 หมื่นคน ยอดแตะ 50 ล้านบาท

ภก.ดร.พิศาล จันทฤทธิรัศมี ประธานบริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด เปิดเผย ธุรกิจเครือข่าย ถึงการเปิดบริษัท ขายตรงใหม่ว่า หลังจากก่อนหน้านี้บริษัทฯ เป็นตัวแทนผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารให้กับบริษัทขายตรงและส่งออก ต่างประเทศ แล้วได้เห็นระบบขายตรงมากว่า 30 ปี จึงตัดสินใจเปิดบริษัทขายตรงเองขึ้น ใหม่ ต่อไปนี้บริษัทจะเป็นทั้งผู้ขายและผลิต เอง ซึ่งจะทำให้ราคาถูกกว่าการสั่งผลิตจาก ต่างชาติ

ภก.ดร.พิศาลกล่าวต่อว่า ก่อนที่จะ จัดตั้งบริษัทขายตรงใหม่ เอ็มไออาร์เวิลด์ วายด์นี้ เมื่อ 9 ปีก่อนได้ไปเทคโอเว่อร์บริษัท ขายตรงแห่งหนึ่ง แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บริษัท ไออาร์ บิวติน่า จำกัด แต่ด้วยแผนการ ตลาดที่ขัดกับสิ่งที่ตั้งใจ เนื่องจากมีเสียง เรียกร้องจากกลุ่มที่ได้รับประโยชน์และกลุ่มที่ เสียประโยชน์เข้ามาเป็นจำนวนมาก จึงตัดสิน ใจเปิดบริษัทขายตรงใหม่ขึ้นอีก 1 บริษัทชื่อ บริษัทเอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด ดำเนิน ธุรกิจด้วยแผนการตลาดใหม่ ที่ได้มาตรฐาน เพื่อจะก้าวไปข้างหน้าสู่เวทีตลาดโลก และ รองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่ กำลังจะมาถึงในอนาคตอันใกล้นี้

ประธานเอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ กล่าวถึงงบประมาณเปิดบริษัทใหม่เบื้องต้น 3 ล้านบาท ไม่รวมที่ตั้งบริษัท เนื่องจาก สินค้าเป็นสินค้าที่ผลิตมาจาก บริษัท การ์กัวร์ แลป จำกัด ซึ่งมีเจ้าของคนเดียวกัน ส่วน แผนการตลาดนั้นได้เลือกใช้แผนการตลาด ระดับโลก หลังจากทีมงานได้ศึกษามากว่า 3 ปี โดยมีหลายระบบรวมกัน ทั้งระบบค้าปลีก ให้ผลตอบแทนแบบทั่วไป มีส่วนลด ซื้อมาก ได้ส่วนลดมาก และระบบไบนารี่ ให้ผล ตอบแทนฟาร์ส-สตาร์ท โบนัส 5 ชั้น ทีมโบนัส หากทำให้ลูกทีมได้ตำแหน่งสตาร์ ก็จะได้ สตาร์ทเมกเกอร์ โบนัส เพิ่มอีก และระบบ ยูนิเลเวลให้ 7 เจเนอเรชั่น เป็นการเอา แผนการตลาดจากทั่วโลกมาเฉลี่ยกัน เพื่อให้ เข้ากับสถานการณ์ในเมืองไทย

การจ่ายผลตอบแทนลักษณะนี้ ได้การตอบรับจากสมาชิกรุ่นแรก 500 คน เป็นอย่างดี สินค้าหลักคือน้ำมันรำข้าว- ปู่จิงตัน ร่วมกับสินค้าเดิมของบริษัท ไออาร์ บิวติน่า อีกกว่า 40 รายการ ทำให้มีสินค้ารวม มากพอที่จะรองรับฐานผู้บริโภคในช่วงแรก แม้จะเป็นบริษัทก่อตั้งขึ้นใหม่ แต่สินค้า และกลุ่มผู้บริโภคยังเป็นของ ไออาร์ บิวติน่า อยู่ ภก.ดร.พิศาลกล่าว

ภก.ดร.พิศาล ยังกล่าวทิ้งท้ายว่า เอ็มไออาร์ สามารถสร้างความไว้วางใจ สินค้า ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร สกินแคร์ ผลิตภัณฑ์ดูแลบุคคล ผลิตภัณฑ์ดูแลครัว เรือน ผลิตภัณฑ์ดูแลสัตว์เลี้ยง มีความหลาก หลาย แต่ยังไม่มีสินค้าเกษตร แต่อาจจะมีใน อนาคต ในตอนนี้เน้นเรื่องสุขภาพและความ งาม และจะพัฒนาไปสู่อาหารเพื่อสุขภาพ และยาสมุนไพร ทั้งนี้จะมีการแถลงข่าวและ เปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานแกรนด์ โอเพ่น นิ่ง วันที่ 21 ธันวาคม 2555 นี้ คาดหวังจะ สร้างนักขาย 50,000 คน ตั้งเป้ายอดขายครึ่ง ปีแรก 50 ล้านบาท

ทั้งนี้จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจ การค้า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า บริษัท เอ็มไออาร์เวิลด์วายด์ จำกัด ทะเบียนเลขที่ 0135555001664 วันที่จดทะเบียน 27 มกราคม 2555 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 400/499 หมู่ที่ 8 ถนนพหลโยธิน ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี 12130 ส่วน การจดทะเบียนขอใบอนุญาตจากสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. นั้นได้ทำการยื่นในเดือนพฤษภาคมและได้รับ อนุญาตในวันที่ 1 มิถุนายน 2555 เป็นที่ เรียบร้อยแล้ว


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine) : "กิฟฟารีนลาว" งบ 6,250 ล้านกีบ "หมอต้อย" เข้ารับ "ดร.ม.พระนคร"


หมอต้อย ได้ฤกษ์ 18 ส.ค.55 ลั่นฆ้องเปิด กิฟฟารีนลาว ลงทุนเอง 100% รองนายกรัฐมนตรีลาวสมสะหวาด เล่งสะหวัด ควงแขน รมต.สาธารณสุข ลาว-อดีตรมต.ไทย-ท่าน ฑูตฯ แขกผู้ใหญ่ 2 ประเทศ ร่วมพิธีกดปุ่มเปิดประตู โชว์รูมกิฟฟารีน เผยจัด งบอีก 70 ล้านบาท กระตุ้น ครึ่งปีหลัง พร้อมรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์จากมหาวิทยาลัย ราชภัฎพระนคร สาขาการจัดการ เทคโนโลยี


พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธาน กรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาได้เปิดบริษัท กิฟฟารีนลาว จำกัด ขึ้นด้วยเงินลงทุน 25 ล้านบาท เป็นการลงทุน โดยกิฟฟารีน 100% หรือ 6,250 ล้านกีบด้วย รูปแบบโชว์รูม เบื้องต้นมีนักธุรกิจลาวให้ ความสนใจเข้าร่วมกว่า 3,000 คน โดยได้นำ ผลิตภัณฑ์ไปรองรับการดำเนินธุรกิจสปป.ลาว ในครั้งนี้มากกว่า 2,000 รายการ ซึ่งการขยาย ธุรกิจเครือข่ายไปที่ลาวครั้งนี้คาดว่าทำให้ ผลงานรวมตลาดต่างประเทศทั้งปีน่าจะ ประมาณ 300 ล้านบาท


ที่ประเทศลาวเขาให้ใช้คำว่าโชว์รูม กิฟฟารีน แทนคำว่าศูนย์กิฟฟารีน ซึ่งเป็นไป ตามกฏหมายของเขา เนื่องจากเขายังมีความ กลัวว่าเมื่อเราเข้าไปประเทศเขาแล้ว เขาจะ เสียประโยชน์ไหม จะไปหลอกลวงคนของเขา ไหม และเขาไม่ชอบการปลุกระดมปลุกเร้า ผู้คนว่าจะรวย เขาไม่ชอบ นั่นถือว่าเป็นการ ทำผิดกฏหมายทำไม่ได้ พญ.นลินีกล่าวและว่า


สำหรับผลิตภัณฑ์หลักที่นำไป รองรับการขยายตลาดที่สปป.ลาวจะเหมือน สินค้าในไทยทุกอย่าง แต่ราคาจะแพงกว่า ประเทศไทย เพราะภาษีที่สปป.ลาวแพงกว่า เริ่มตั้งแต่ เครื่องสำอาง อาหารเสริม และ ผลิตภัณฑ์ใช้ในครัวเรือน โดยมีผลิตภัณฑ์ ที่ได้รับความนิยมอาทิ เครื่องสำอางกลุ่ม ทันสมัย เทนชิ เครื่องดื่ม อะบาโลน คอลลา เจน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมจาก กลุ่มผู้บริโภคชาวลาว และมียอดขายที่ดีอย่าง ต่อเนื่อง


สำหรับการเปิดโชว์รูมกิฟฟารีนแห่ง ใหม่ ณ นครเวียงจันทน์ สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาวนั้นได้รับเกียรติ จากนายสมสะหวาด เล่งสะหวัด รองนายก รัฐมนตรีจาก สปป.ลาว นายบุญกอง สีหะวงศ์ รองรัฐมนตรีสาธารณสุข จากสปป.ลาว นาย วิทวัส ศรีวิหค เอกอัคราชทูตไทยประจำสปป. ลาว น.พ.กระแส ชนะวงศ์ นายกสภา มหาวิทยาลัยนเรศวรอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ ผู้ได้รับรางวัล รามอน แมกไซไซ สาขาผู้นำชุมชน และนาย นิวรณ์ เนียวสายคำ หัวหน้ากรมส่งเสริม บรรยากาศการลงทุน จากสปป.ลาว ร่วม แสดงความยินดี ณ โรงแรม ลาวพลาซ่า เวียงจันทน์ ด้วย


พญ.นลินี เผยต่อว่า สำหรับผล ประกอบการในไตรมาสแรก ผลกระทบจาก สถานการณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมาส่งผล ต่อการผลิตสินค้า ทำให้สินค้าบางตัวที่ได้ รับความนิยมนั้นขาดตลาด ทำให้ผลประกอบ การครึ่งปีแรกโตประมาณ 7 เปอร์เซ็นต์ และคาดว่าสิ้นปีหากไม่มีน้ำท่วมหรืออะไรที่ รุนแรง ยอดขาดทั้งหมดน่าจะเกือบ 6,000 ล้านบาท โดยครึ่งปีหลังยังคงเน้นการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ต่อเนื่องและมีแผนรับมือด้วย การทุ่มงบ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งปี 100 ล้านบาท เพื่อทำตลาดด้วย


ด้านนายพงศ์พสุ อุณาพรหม ผู้ อำนวยการใหญ่สายงานการตลาด บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวเสริม ว่า ในช่วงโค้งสุดท้ายของปีนี้ ทางกิฟฟารีน จะรุกหนักในการทำตลาดทุกช่องทาง ทั้ง ภาพยนตร์โฆษณา การโฆษณาทางวิทยุ และ จะเปิดตัวภาพยนตร์โฆษณาตัวใหม่ล่าสุด ชุด เลิฟซีน จ่อคิวออกอากาศอย่างต่อเนื่อง โดย นำเสนอผลิตภัณฑ์ กิฟฟารีน กลูต้า เคอร์คิวม่า ซี - อี ภายใต้คอนเซ็ปต์ คู่รักโรแมนติก ซึ่งก่อนหน้านี้ทางกิฟฟารีนได้ออกอากาศภาพยนตร์ โฆษณาชุด อะบาโลน ซิตี้ ไปก่อนหน้านี้แล้ว


ล่าสุดนายถนอม อินทรกำเนิด อุปนายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ให้เกียรติมอบครุยวิทยฐานะ ปริญญาดุษฎี บัณฑิตกิตติมศักดิ์มหาวิทยาลัยราชภัฎ พระนคร มอบปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต กิตติมศักดิ์ สาขา การจัดการเทคโนโลยี ให้ กับ พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวคิงส์เฮลท์ตี้ (King Healthy) : น้ำหอมคิงส์ ขายดีหมดสต๊อก! คาดสิ้นปียอดกระฉูดพุ่ง 3 พันล้านบาท


 


แรงเกินคาด! หลัง เปิดตัว น้ำหอม ต้นตำรับ คิงส์ เฮล์ทตี้ ไลน์สินค้าใหม่ นพธีรา ประธานบริษัทลงทุน เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่ หนุ่มพีเค เอง ไม่กี่เดือนขายเกลี้ยง หมดสต๊อก นักขาย ทะลัก ร่วมโปรโมชั่นรอบพิเศษ ทัวร์ญี่ปุ่น คาดทริปใหญ่ 1,000 คน กฤษณ์ บิ๊กรองฯ ยันสิ้นปีแตะ 3 พันล้าน


นายกฤษณ์ ศรีวะรมณ์ รองประธาน กรรมการบริหาร บริษัท คิงส์ เฮล์ทตี้ จำกัด เปิดเผย ธุรกิจเครือข่าย ถึงกระแสการตอบ รับผลิตภัณฑ์น้ำหอม ที่บริษัทนำมาเป็นไลน์ สินค้าใหม่ซึ่งเพิ่งเปิดตัวไปเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ได้ รับการตอบรับจากสมาชิกและผู้บริโภคดีมาก โดยมียอดสั่งซื้อเข้าบริษัทเป็นจำนวนสูง จน ส่งผลให้ปัจจุบันสินค้าขาดสต๊อกเกลี้ยงหมด


วันที่จัดงานก็ได้รับความสนใจเป็น อย่างมาก สำนักงานใหญ่เต็มไปด้วยผู้คนที่ มาร่วมงาน และลูกค้าชื่นชอบผลิตภัณฑ์นี้ เป็นอย่างมาก และกลายเป็นสินค้าที่มี ออร์เดอร์สูงมาก เป็นสินค้าที่มาแรง โดยมีพรี เซนเตอร์คู่กับท่านประธาน(นพธีรา ประสพ) คือ พีเค ปิยะวัฒน์ เข็มเพชร ด้วยน้ำหอม 4 กลิ่น แต่ละกลิ่นจะแตกต่างกันไป เหมาะทั้งผู้ หญิงผู้ชาย เหมาะกับกลุ่มลูกค้าที่มีความแตก ต่างกัน นายกฤษณ์กล่าว และว่า ล่าสุดบริษัทได้จัดให้มีโปรโมชั่นใหม่ ที่จะพานักธุรกิจไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่น หลัง จากประกาศไปได้ 1 สัปดาห์ ตอนนี้มีใบ สมัครมากกว่า 200 รายแล้ว เปรียบได้กับการ เหมาเที่ยวบินทั้งลำ และอาจจะเป็นการพา นักธุรกิจไปเที่ยวญี่ปุ่นมากที่สุดในโลกก็ว่าได้ โปรโมชั่นนี้รับไปจนถึงสิ้นปี อาจจะมีสมาชิกที่ ผ่านเกณฑ์ได้ไปถึง 1,000 คน


นายกฤษณ์ กล่าวถึงผลการ ดำเนินงานในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2555 ที่ ผ่านมาว่า เป็นที่น่าพอใจอย่างยิ่งด้วยผลงาน ดีเยี่ยม ไม่มีเดือนใดที่ยอดขายตกเลย ทั้งนี้ เป็นผลมาจากการที่ลูกค้ามีโอกาสเลือกสินค้า ของคิงส์ เฮล์ทตี้ ได้อย่างหลากหลายมากและ ความรู้สึกแตกต่างจากสินค้าที่ซื้อในท้อง ตลาดหรือซื้อจากที่อื่นอยู่ตลอด ทำให้ลูกค้า ยอมรอสินค้าของบริษัทเป็นอย่างดี ทำให้ คิงส์ เฮล์ทตี้สามารถรักษาอัตราการเติบโต ของบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง แม้จะอยู่ในช่วง ขาดแคลนสินค้า


ช่วงครึ่งปีแรกก็พิชิตยอดขายเกือบ 2,000 ล้านบาท ถือว่าผ่านเป้าที่ตั้งไว้ แต่ช่วง 6 เดือนหลังจะเป็นช่วงโลวซีซั่นช่วงหนึ่ง แต่ ก็คิดว่าปลายปีนี้ ยอดน่าจะแตะที่ 2,500- 3,000 ล้านบาท นายกฤษณ์กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "แอมเวย์-Amway Thailand" กับ "บิ๊กเคอาร์" (กิจธวัช ฤทธีราวี)


.....ตามมาด้วยบิ๊กบอส แห่งค่ายพี่ใหญ่ แอมเวย์...ที่วันนี้ต้อง บอกว่าสมกับเป็นผู้บริหาร รุ่นใหม่ผู้มาพร้อมกิจกรรม ดีๆ เพื่อเด็กไทยอย่าง ต่อเนื่องกันเลยทีเดียว ... ล่าสุด บิ๊กเคอาร์ (กิจธวัช ฤทธีราวี) บอสใหญ่แอมเวย์ ประเทศไทย ได้เตรียมฉลองครบรอบ 25 ปี บริษัทจัดโครงการใหญ่แห่งปี ห้องสมุด เคลื่อนที่ 25 ปีแอมเวย์ไทย ส่งมอบคลัง ความรู้เคลื่อนที่ให้น้องๆ ทั่วประเทศไว้อย่าง ยิ่งใหญ่สมชื่อเลยอ่ะนะ!!.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "กิฟฟารีน-Giffarine" กับ "หมอต้อย" (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์)


.....พูดถึงความสำเร็จ!! ...ชั่วโมงนี้จะไม่กล่าวถึง หมอต้อย (พ.ญ. นลินี ไพบูลย์) ประธานฯ ค่าย กิฟฟารีน ไม่ได้เลยอ่ะนะ...เพราะคุณหมอได้ชื่อว่า เป็น ผู้บริหารหญิงเก่ง แห่งปี กันเลยทีเดียว... เพราะเมื่อต้นปีกิฟฟารีนได้ รับการคัดเลือกให้เข้ารับ รางวัล Superbrands 2011 แถมล่าสุดยังได้รับรางวัล อย. ควอลิตี้ อวอร์ด 2555 พ่วงรางวัล สถาน ประกอบการที่สามารถฟื้นฟูกิจการหลัง น้ำท่วมได้อย่างมีคุณภาพมาตรฐาน และที่น่ายินดีไปกว่านั้นสภามหาวิทยาลัย ราชภัฏพระนคร มีมติมอบ ปริญญาดุษฏี บัณฑิตกิตติมศักดิ์ ในสาขาวิชาการจัด การเทคโนโลยี ให้กับคุณหมออีกด้วย... Spy Man ขอแสดงความยินดีกับทุก รางวัลของผู้บริหารหญิงเก่งแห่งปีคนนี้ด้วย นะคร้าบบบบ!!.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "คิงส์เฮล์ทตี้-King Healthy" กับ "บอสทราย" (นพธีรา ประสพ)


.....นี่แหละวาสนา!!... (ที่ ไขว่คว้าได้)...เป็นจริงดังที่ใครต่อใครใน วงการธุรกิจเครือข่ายจริงๆ ฮิ...เขาว่า...ใคร อยากได้เงิน 100 ล้านบาท..ให้เป็นนักขาย ...ใครอยากได้เงิน 1,000 ล้านบาท ให้เป็น เจ้าของธุรกิจขายตรง...เหอะๆ...ไม่เกิน 10 ปี มีแน่นอน...ไม่เชื่อไปถาม บอสทราย (นพธีรา ประสพ) บิ๊กบอสแห่งค่าย คิงส์เฮล์ทตี้ ที่ปลุกปั้นธุรกิจ มากับมือน้อยๆ ของเธอ จนสำเร็จในวันนี้. . . น๊านแหละคร้าบเจ้านาย!! .....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "จอย แอนด์ คอนย์ (J&C)" กับ "ดร. สมชาย หัชลีฬหา"


.....งานนี้เล่นทำเอา ดร. สมชาย หัชลีฬหา ประธานฯ ค่าย จอย แอนด์ คอนย์ ที่มีคอนเน็คชั่นค่อนข้างดีกับ อดีตเลขาฯ สคบ.เกิดอาการอยากร้องเพลง ...ช่างเขาเถอะปล่อยเขาไปทันที...!! หันกลับ ลุยงานของตัวเองต่อ...มิน่าอ่ะคร้าบ...ล่าสุด ขับ รถ Audi รุ่น Q7 คันใหม่ที่ถอยมาไว้ ขับลุยงานต่างจังหวัดโดย เฉพาะ เพื่อขยายสาขา เตรียมรุกเปิดห้างขายตรง โมเดิร์นเทรด ว่ากันว่าราคา ของรถคงไม่ต้องพูดถึงอะนะ ...เพราะแค่เฉพาะราคาป้ายทะเบียน 8888 ก็ซื้อรถหรูคันใหม่มาขับเล่นได้อีกหนึ่งคัน แย้ววววคร้าบบบบทั่น!! .....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "นีโอไลฟ์-Neolife" กับ "นิโรธ เจริญประกอบ"


.....เอ้า!!...ที่หยิบเรื่อง สมาคม มากล่าวถึงกัน ...ก็เพราะตอนนี้ จะมีสมาคมใหม่ สมาคม ส่งเสริมขายตรงไทย เกิด ขึ้นแน่นอน...โดยมีอดีตท่าน เลขาธิการสคบ. นิโรธ เจริญประกอบ เป็นหนึ่ง ในผู้มีบทบาทสำคัญทีเดียว...ไม่ว่ากัน จะมาในนามใคร...เพราะวันนี้ท่านผันตัวเอง มาเป็นประธานที่ปรึกษา กิตติมศักดิ์ค่าย นีโอไลฟ์ เต็มตัวแล้ว...หลังจาก ทนคำหวานจากปาก ดร. นพรุจ เวชกุล ประธานฯ นีโอไลฟ์ที่คอยอ้อนชวนเป็นระยะๆ ก่อนหน้า นี้ไม่ไหว.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "บีฮิป โกลบอล-bHIP Global" กับ "บิ๊กวัฒน์" (ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์)


.....สาวความสัมพันธ์ลงสาย ลึกไปอีกนิด...ก็ยังมีชื่อของ บิ๊กวัฒน์ (ชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์) ผู้จัดการทั่วไป ประจำประเทศไทยแห่ง บีฮิป โกลบอล ก็ เคยเป็นหนึ่งในสายเลือดที่เข้มข้นของค่าย ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ ยุคอดีต แม้กระทั่ง บิ๊กนิ้ง (นิติ สว่างทรัพย์) บิ๊ก นัก ธุร กิจ แ ห่ง ค่า ย อาเจลไทยแลนด์ ก็เคย เป็นต้นสายงานที่ยิ่งใหญ่ แห่งค่าย ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ กันทั้งสิ้น.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์-Synergy WorldWide" กับ "ป๋านุ" (ดนุ วงศ์ประเสริฐ)


.....ไล่กันไปถึงทีมงาน ซินเนอร์จี้ เวิล์ดไวด์ ที่อยู่เป็นเหมือนบ้าน พี่เมืองน้องร่วมตึกไซเบอร์เวิร์ลเดียว กัน...เพียงแต่คนละชั้นเท่านั้นเอง...งานนี้ บิ๊กโอ๋ (ศุภพงศ์ จันทรวีระกุล) ก็เร่งเครื่อง อยู่เหมือนกันหลังจากได้แฝดผู้พี่หรือผู้น้องไม่ แน่ใจ...แต่หน้าเหมือนแทบ จะทักผิดทักถูกอยู่เป็น ประจำอย่าง ป๋านุ (ดนุ วงศ์ประเสริฐ) มาร่วมวงลุ้น ดันๆ ยอดให้ทะยานหลาย ร้อยล้านกันให้ได้ในสิ้นปีนี้.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ บิ๊กศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ


.....คนเก่าไปคนใหม่มา ...เป็นเรื่องปกติ ก็คือบริษัททรงๆ อ่ะ นะ...แต่ถ้าคนเก่าไป...คนใหม่ไม่มีมา ก็คือ บริษัทแย่ๆ อ่ะนะ...แล้ว ถ้าคนเก่าไม่ไป... คนใหม่ ไม่มา...อันนี้บริษัทต้อง ปรับปรุง... แล้วจะให้ดี ที่สุดคือ...คนเก่าไม่ไป คนใหม่ก็ยังมา...นี่แหละคร้าบบบเจ้า นาย...สุดยอดจริงๆ...งานนี้ บิ๊กศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ GM ประเทศไทย...เอา อยู่คร้าบบบ!!... วันนี้ทีมเก่ากับทีมใหม่ก็ยัง ทำงานร่วมกันไปได้อย่างดีทีเดียวในบรรยากาศรวมๆ ของค่ายขายตรงสายพันธุ์ มาเลย์แห่งนี้.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) - ซุบซิบ ค่าย "อีซี่ฟาร์แม็กซ์-Easy Phamax" กับ "ป๋าน้อย" (ดนัย วงศ์ประเสริฐ)


.....เพราะหากท่านไม่ทำ ..ไม่สอนงาน..ทีมงานก็ทำเหมือนท่านไม่ได้ . . . ขึ้น ร ะ ดับ ผู้จัด ก า ร ผู้อำนวยการ ฝ่ายขายไม่ ได้ และตำแหน่งที่ใหญ่ กว่าที่รอท่านอยู่ท่านก็ไป ไม่ถึงซะที...ด้วยประการ ฉะนี้ที่จำต้องสอนให้ทีมงานเป็นงานเหมือน เราคนที่ 2 ให้ได้...แล้วทีมงานของท่าน และตัวท่านจะมีแต่รุ่งโรจน์รุ่งเรือง...อยู่ ที่ไหน ก็เป็นทีมงานที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาล... จริงมะอ่ะ ป๋าน้อย (ดนัย วงศ์ประเสริฐ) ที่วันนี้ก็มาเวิร์คกันสุดๆ ณ อีซี่ฟาร์แม็กซ์ อ่ะนะ.....


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนีโอไลฟ์ (Neo Life) : คุณ จักรี พุทธา

คิดดีทำดี ผลกรรมดีตอบแทนชาตินี้ "นีโอ ไลฟ์" ... เพื่อชีวิตใหม่ที่ดีกว่า



"คติประจำใจผม ..... ทุกคำพูดของเรา ให้คิดก่อน
แต่อย่าพูดทุกคำพูดที่เราคิด.....คิดดี
ทำดี พูดดีไม่มีอะไรที่คนเราตั้งใจทำแล้วทำไม่ได้"


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community) ตอนที่ 1


ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economics Community AEC) คือการรวมตัวของชาติใน ASEAN 10 ประเทศ โดยมี ไทย, พม่า, ลาว, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์, กัมพูชา, บรูไน เพื่อที่จะให้มีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจร่วมกัน จะมีรูปแบบ คล้ายๆ กลุ่ม Euro Zone นั่นเอง จะทำให้มี ผลประโยชน์, อำนาจต่อรองต่างๆ กับคู่ค้า ได้มากขึ้น และการนำเข้า ส่งออกของชาติ ในอาเซียนก็จะเสรี ยกเว้นสินค้าบางชนิดที่ แต่ละประเทศอาจจะขอไว้ไม่ลดภาษีนำเข้า(เรียกว่าสินค้าอ่อนไหว)


Aseanจะรวมตัวเป็น ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนและมีผลจริงๆ จังๆ ณ วันที่ 1 มกราคม 2558 ณ วันนั้นจะทำให้ ภูมิภาคนี้เปลี่ยนไปอย่างมากอย่างที่คุณคิด ไม่ถึงทีเดียว
AEC Blueprint (แบบพิมพ์เขียว) หรือแนวทางที่จะให้AEC เป็นไปคือ
1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
2.การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถใน การแข่งขันสูง
3. การเป็นภูมิภาคที่มีการพัฒนาทาง เศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
4. การเป็นภูมิภาคที่มีการบูรณาการเข้า กับเศรษฐกิจโลก
โดยให้แต่ละประเทศใน AEC ให้ มีจุดเด่นต่างๆ ดังนี้
พม่า : สาขาเกษตรและประมง
มาเลเซีย : สาขาผลิตภัณฑ์ยาง และสาขาสิ่งทอ
อินโดนีเซีย : สาขาภาพยนตร์และ สาขาผลิตภัณฑ์ไม้
ฟิลิปปินส์ : สาขาอิเล็กทรอนิกส์
สิงคโปร์ : สาขาเทคโนโลยี สารสนเทศ และสาขาสุขภาพ
ไทย : สาขาการท่องเที่ยว และ สาขาการบิน (ประเทศไทยอยู่ตรงกลาง ASEAN)
การเปลี่ยนแปลงที่จะเห็นได้ชัดๆ ใน AEC โดยอธิบายให้เห็นภาพเข้าใจง่ายๆ เช่น
- การลงทุนจะเสรีมากๆ คือ ใครจะลงทุนที่ไหนก็ได้ ประเทศที่การศึกษาระบบ ดีๆ ก็จะมาเปิดโรงเรียนในบ้านเรา อาจทำให้ โรงเรียนแพงๆแต่คุณภาพไม่ดีลำบาก


ไทยจะเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการบินอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะว่าอยู่ กลาง Aseanและไทยอาจจะเด่นในเรื่อง การ จัดการประชุมต่างๆ, การแสดงนิทรรศการ, ศูนย์กระจายสินค้า และยังเด่นเรื่องการ คมนาคมอีกด้วยเนื่องจากอยู่ตรงกลาง อาเซียน และการบริการด้านการแพทย์และสุขภาพจะเติบโตอย่างมากเช่นกันเพราะ จะ ผสมผสานส่งเสริมกันกับอุตสาหกรรรมการ ท่องเที่ยว (ค่าบริการทางการแพทย์ต่างชาติ จะมีราคาสูงมาก)


- การค้าขายจะขยายตัวอย่างน้อย 25% ในส่วนของอุตสาหกรรมบางอย่าง เช่น รถยนต์, การท่องเที่ยว, การคมนาคม, แต่อุตสาหกรรมที่น่าห่วงของไทยคือ ที่ ใช้แรงงานเป็นหลักเช่น ภาคการเกษตร, ก่อสร้าง, อุตสาหกรรรมสิ่งทอจะได้รับ ผลกระทบ เนื่องจากฐานการผลิตอาจย้ายไปประเทศที่ผลิตสินค้าทดแทนได้เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ โดยผู้ลงทุนอาจย้ายฐาน การผลิตจากประเทศไทยไปยังประเทศที่มี ค่าแรงถูกกว่า เนื่องด้วยบางธุรกิจไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะมากนัก ค่าแรงจึงถูก


- เรื่องภาษาอังกฤษจะเป็นสิ่งที่ สำคัญอย่างมาก เนื่องจากจะมีคนอาเซียน เข้ามาอยู่ในไทยมากมายไปหมด และมัก จะพูดภาษาไทยไม่ค่อยได้ แต่จะใช้ภาษา อังกฤษ (AEC มีมาตรฐานแจ้งว่าจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษากลางใน AEC) บางทีเรานึกว่าคนไทยไปทักพูดคุยด้วย แต่เค้าพูดภาษาอังกฤษกลับมา เราอาจ เสียความมั่นใจได้ ส่วนสิ่งแวดล้อมนั้น ป้ายต่างๆ หนังสือพิมพ์, สื่อต่างๆ จะมี ภาษาอังกฤษมากขึ้น (ให้ดูป้ายที่สนามบิน สุวรรณภูมิเป็นตัวอย่าง) และจะมีโรงเรียน สอนภาษามากมาย หลากหลายหลักสูตร


- การค้าขายบริเวณชายแดนจะ คึกคักอย่างมากมาย เนื่องจาก ด่านศุลกากร ชายแดนอาจมีบทบาทน้อยลงมาก แต่จะมีปัญหาเรื่องยาเสพติด และปัญหาสังคมตาม มาด้วย


- เมืองไทยจะไม่ขาดแรงงานที่ไร้ ฝีมืออีกต่อไปเพราะแรงงานจะเคลื่อนย้าย เสรี จะมี ชาวพม่า, ลาว, กัมพูชา เข้ามา ทำงานในไทยมากขึ้น แต่คนเหล่านี้ก็จะมา แย่งงานคนไทยบางส่วนด้วยเช่นกัน และยัง มีปัญหาสังคม, อาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอีก ด้วย อันนี้รัฐบาลควรระวัง


- คนไทยที่ใช้ภาษาอังกฤษได้ บาง ส่วนจะสมองไหลไปทำงานเมืองนอก โดย เฉพาะอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ (ที่จะให้ สิงคโปร์เป็นหัวหอกหลัก) เพราะชาวไทย เก่ง แต่ปัจจุบันได้ค่าแรงถูกมาก อันนี้สมอง จะไหลไปสิงคโปร์เยอะมาก แต่พวกชาวต่าง ชาติก็จะมาทำงานในไทยมากขึ้นเช่นกัน อาจมีชาว พม่า, กัมพูชา เก่งๆ มาทำงาน กับเราก็ได้ โดยจะใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อ กลาง บริษัท software ในไทยอาจต้องปรับ ค่าจ้างให้สู้กับ บริษัทต่างชาติให้ได้ ไม่เช่นนั้นจะเกิดภาวะสมองไหล


- อุตสาหกรรมโรงแรม, การท่อง เที่ยว, ร้านอาหาร, รถเช่า บริเวณชายแดน จะคึกคักมากขึ้น เนื่องจากจะมีการสัญจร มากขึ้น และเมืองตามชายแดนจะพัฒนา มากขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากเป็นจุดขนส่ง


- สาธารณูปโภคในประเทศไทย หากเตรียมพร้อมไม่ดีอาจขาดแคลนได้ เช่น ชาวพม่า มาคลอดลูกในไทย ก็ต้อง ใช้โรงพยาบาลในไทยเป็นต้น


- กรุงเทพฯ จะแออัดอย่างหนัก เนื่องจากมีตำแหน่งเป็นตรงกลาง ของอาเซียนและเป็นเมืองหลวง ของไทย โดยเมืองหลวงอาจมี สำนักงานของต่างชาติมาตั้งมาก ขึ้น รถจะติดอย่างมาก สนาม บินสุวรรณภูมิจะแออัดมากขึ้น (ปัจจุบันมีโครงการที่จะขยาย สนามบินแล้ว)


- ไทยจะเป็นศูนย์กลางอาหารโลก ในการผลิตอาหาร เพราะ knowhow ใน ไทยมีเยอะประสบการณ์สูง และบริษัท อาหารในไทยก็แข็งแกร่ง ประกอบทำเล ที่ตั้งเหมาะสมอย่างมาก แม้จะให้พม่าเน้น การเกษตร แต่ทางประเทศไทยเองคงไป ลงทุนในพม่าเรื่องการเกษตรแล้วส่งออก ซึ่งก็ถือเป็นธุรกิจของคนไทยที่ชำนาญ อยู่แล้ว


ปัญหาสังคมจะรุนแรงถ้าไม่ได้ รับการวางแผนที่ดี เนื่องจาก จะมีขยะ จำนวนมากมากขึ้น, ปัญหาการแบ่ง ชนชั้น ถ้าคนไทยทำงานกับคนต่างชาติที่ ด้อยกว่า อาจมีการแบ่งชนชั้นกันได้, จะมี ชุมชนสลัมเกิดขึ้น และอาจมี พม่าทาวน์, ลาวทาวน์, กัมพูชาทาวน์, ปัญหาอาจญา กรรมจะรุนแรง สถิติการก่ออาชญากรรม จะเพิ่มขึ้นอย่างมากจากชนนั้นที่มีปัญหา, คนจะทำผิดกฎหมายมากขึ้นเนื่องจากไม่รู้ กฎหมาย ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555

ข่าวขายตรง : เด็กทั่วโลกตกงาน... โอกาสขายตรงปั้น "เถ้าแก่น้อย" ชี้ช่องรวยนักขายพึ่ง "อินเตอร์เน็ต (Internet)" เกาะ "10 เทรนด์ผู้บริโภค 2012"


องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนาหรือโออีซีดี (The Organization for Economic Co-operation and Development (OECD) ออกคำเตือนเมื่อเร็วๆนี้ว่า สภาพตลาดแรงงานที่ยังคงวิกฤตต่อไป จากอัตราการว่างงานยังคงสูงทั่วโลกจะเป็นปัจจัยลบคุกคามการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะแรงงานรุ่นเยาว์ที่กำลังย่างเข้าสู่วัยทำงานจะประสบปัญหาใหญ่หางานทำไม่ได้)


โออีซีระบุว่า เด็กวัย 15-24 ปี ที่ไม่มีงานทำคือปัญหาใหญ่ที่จะส่งผลกระทบที่น่ากลัวต่อเส้นทางสายวิชาชีพในระยะยาวและแนวโน้มรายได้ในอนาคตจากการทำงานของพวกเขาซึ่งย่อมมีผลกระทบไปถึงเศรษฐกิจและสังคมไม่มากก็น้อย


เยาวชนทั่วโลกตกงานเพียบโอกาสเปิดขายตรงสร้าง เถ้าแก่น้อย
จากการศึกษาของโออีซีดีพบว่าในปี 2554 มีวัยรุ่นชาวอเมริกันถึง 14.8% ที่ยังเป็นนักเรียน นักศึกษาและไม่ได้ทำงานเป็นลูกจ้างในโรงเรียนหรือเข้าโครงการฝึกอบรมวิชาชีพต่างๆ เหมือนปีก่อนๆ ซึ่งตัวเลขในสหรัฐฯยังต่ำเมื่อเทียบ 18.6% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของ 34 ประเทศที่โออีซีดีทำการศึกษา


แฮรี่ย์ ฮอลเซอร์ อาจารย์ด้านนโยบายภาครัฐจากมหาวิทยาลัยจอร์ชทาวน์ให้เหตุผลว่า วิกฤตเศรษฐกิจในสหรัฐฯรวมถึงในยุโรปซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการธุรกิจ อุตสาหกรรมต่างๆ ต้องรัดเข็มขัด ลดการจ้างงานจำนวนมากในช่วงปีสองปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันทำให้มีคนตกงานจำนวนมาก คนเหล่านั้นกำลังมองหาแหล่งงานใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาส สร้างรายได้ให้กับตัวเองและครอบครัว ซึ่งธุรกิจขายตรงคือคำตอบหนึ่งสำหรับพวกเขา


ธุรกิจขายตรงเปิดโอกาสให้กับคนทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าจะมีการศึกษาหรือไม่ได้ฝึกทักษะ ประสบการณ์ในการทำงานเพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ใหม่ๆ ให้กับตัวเองและครอบครัวมีบริษัทขายตรงหลายต่อหลายแห่งที่มีอายุยืนยาว อาทิ เอวอน ,แอมเวย์, เซาท์เวส เทิร์น ,คัทโค ต่างมีประวัติศาสตร์ของ ความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงชีวิตวัย รุ่นด้วยการหยิบยื่นโอกาสในการทำธุรกิจ ให้กับคนเหล่านั้น


สิ่ง ที่บริษัทขายตรงทำ คือ การสรรหาการฝึกอบรมเพื่อพัฒนา บุคลิกภาพและความเป็นมืออาชีพให้ กับนักธุรกิจรุ่นเยาว์เพื่อเพิ่มความรู้และ ทักษะในการประกอบธุรกิจ พัฒนาความ เป็นมืออาชีพช่วยให้พวกเขาประสบ ความสำเร็จในโลกธุรกิจ


แทนที่หลุดออกจากตลาด แรงงานไปเลยเพราะหางานทำไม่ได้ จากวิกฤตที่ว่า เด็กๆ ควรจะได้รับการ ส่งเสริมให้เข้าสู่ธุรกิจขายตรง ซึ่งเป็น ธุรกิจที่มีบริษัทเป็นร้อยๆ แห่งกำลัง รอคอยที่จะช่วยพวกเขาให้มีอาชีพในระยะยาว มีรายได้ที่มั่นคง มีฐานะการ เงินที่มั่นคงมากขึ้น


ชี้วิกฤตว่างงานคุกคามหนักสหรัฐฯ DSA แผยช่วงวิกฤต นักขายใหม่พุ่ง
สำหรับปัญหาการว่างงานใน สหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศ ซึ่งตามมุมมองของนักวิเคราะห์ที่ว่า คน ว่างงานที่มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจะ หันมาทำงานขายตรงมากขึ้นเพื่อหาราย ได้เสริม คนกลุ่มนี้จะเป็นนักขายกลุ่ม แอ็คทีฟที่มุ่งมั่นหารายได้จากการขายจะ เป็นกลไกสำคัญกระตุ้นธุรกิจเติบโต อีก ทั้งปัจจัยอัตราว่างงานที่ยังคงสูงอยู่จะ ทำให้จำนวนนักขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง


ตามสถิติของ DSA ที่ได้เริ่มเก็บ รวบรวมข้อมูลจำนวนนักขายที่เข้ามาสู่ ธุรกิจขายตรงตั้งแต่ปี 2530 หรือ 25 ปี ก่อนระบุว่า ในช่วงเวลานี้เศรษฐกิจของ สหรัฐฯถดถอยถึง 3 ครั้ง แต่นักขายใหม่ กลับมีจำนวนเพิ่มขึ้นปีละ 8.4% เทียบกับ 6.9% ในช่วงเศรษฐกิจปกติ


"ยูโรมอนิเตอร์" ระบุขายผ่านเน็ตเฟื่องฟู สรุป 10 เทรนด์ผู้บริโภค 2012 เอื้อขายตรง
ด้านยูโรมอนิเตอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล หน่วยงานวิจัยตลาดผู้บริโภค ชั้นนำของโลกนำเสนอข้อมูลที่น่าสนใจ สำหรับธุรกิจขายตรงระบุ ยอดค้าปลีก ผ่านช่องอินเตอร์เน็ตทั่วโลกในปี 2554 เพิ่มขึ้นมาก เป็นข่าวดีกับนักขายที่จะใช้ ช่องทางขายที่หลากหลายอย่างค้าปลีก ผ่านอินเตอร์เน็ตให้เกิดประโยชน์ในการ ขายสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อเพิ่มยอด ขาย


จอน ไรจ์ท หัวหน้าฝ่ายวิจัยค้า ปลีกโลกยูโรมอนิเตอร์กล่าวว่า ค้าปลีก ผ่านอินเตอร์เน็ตคือกลไกกระตุ้นการ เติบโตของระบบค้าปลีก ซึ่งในปีที่ผ่าน มาค้าปลีกผ่านอินเตอร์เน็ตเติบโตได้ แข็งแกร่งมากในทุกภูมิภาคทั่วโลก


อินเตอร์เน็ตคือพลังขับ เคลื่อนสำ คัญที่อยู่เบื้องหลังการ เติบโตของตลาดค้าปลีกทั่วโลก ระยะ หลัง ผู้ค้าปลีกส่วนใหญ่หันมาขยาย ร้านค้าผ่านช่องทางออนไลน์ ช่อง ทางอินเตอร์เน็ตคือตัวกระตุ้นการ เติบโตในอนาคต


ยูโรมอนิเตอร์ระบุว่า ในปีที่ผ่าน มา ยอดค้าปลีกผ่านอินเตอร์เน็ตเติบโต เพิ่มขึ้นเป็นตัวเลข 2 หลักในทุกภูมิภาค ทั่วโลก โดยเอเชีย-แปซิฟิกคือพื้นที่ที่มี อัตราเติบโตมากที่สุดถึง 25% สาเหตุที่ทำให้ค้าปลีกผ่านออนไลน์เติบโตมาก มาจากการขยายตัวของโทรศัพท์สมาร์ท โฟนและแท็ปเล็ตทำให้อินเตอร์เน็ตมีส่วน แบ่งตลาดในระบบค้าปลีกเพิ่มขึ้น ขณะที่ ช่องทางค้าปลีกแบบดั้งเดิมทั้งผ่านและ ไม่ผ่านร้านขายของชำที่เคยฮิตมากใน อดีตสูญเสียส่วนแบ่งตลาดไปทีละน้อย โดยมีอัตราเติบโตเพียง 1% เท่านั้น


นอกจากข่าวดีจากการขยาย ตัวของช่องทางอินเตอร์เน็ตแล้ว ยูโร มอนิเตอร์ยังให้ข้อมูล 10แนวโน้ม ผู้บริโภคปี 2012 ที่จะมีผลกระทบโดยตรงต่อนักขาย ประกอบด้วย
1. ระบบชุมชนคนเมือง วิถีชีวิต ของคนในชนบทที่เปลี่ยนแปลงไปสู่คน เมืองมากขึ้นทั้งสไตล์การใช้ชีวิตที่พึ่งพา เทคโนโลยีใหม่ๆ สิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆ มากขึ้นสะท้อนถึงการเปิดรับวัฒน ธรรมใหม่ๆ ประสบการณ์ใหม่ๆ รวมไปถึง แบรนด์ใหม่ๆ
2.ผู้บริโภคกล้าที่จะพูด แสดง ความคิดเห็นมากขึ้น เป็นโอกาสที่จะเปิด รับนวัตกรรมใหม่ๆ
3.ชีวิตแบบ Do It Yourself : DIYผู้บริโภคแสดงความสามารถที่จะกำหนด วิถีชีวิต ควบคุมสุขภาพของตัวเองตลอด ไปถึงพฤติกรรมการติดต่อสื่อสารและการ จับจ่ายสินค้าของตัวเองมากขึ้นกว่าใน อดีต
4.นักช้อปในตลาดเกิดใหม่ (Emerging market) ผู้บริโภคในกลุ่ม ประเทศตลาดเกิดใหม่กำลังสนุกกับการ ใช้จ่ายเงินและคืบคลานเข้าใกล้จุดที่นัก ขายอยู่เข้ามาทุกที
5.อนาคตที่ไม่สมบูรณ์ของ เยาวชน ในอนาคตผู้บริโภครุ่นเยาว์จะต้องเผชิญหน้ากับความแตกต่าง สิ่งที่ ไม่สามารถคาดเดาได้ทั้งในเงื่อนไขของ ความกระหายที่จะซื้อสินค้า การทำงาน และการใช้ชีวิต
6.ความมัธยัสก์จากกระแสโลก สีเขียว ขณะที่สังคมกำลังเปลี่ยนไปสู่ ความฟุ่มเฟื่อยจากนวัตกรรมเทคโนโลยี ใหม่ๆ ที่ทะลักเข้ามา กระแสความมัธยัสต์ อนุรักษ์นิยมยังคงมีอยู่และงอกงามขึ้น ตามทิศทางโลกสีเขียว
7.วัฒนธรรม เรียลริตี้ กระแส เรียลริตี้ โชว์ที่กำ ลังมาแรง กำลัง เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการซื้อของผู้ บริโภค
8.ยุคสมาร์ทโฟนกำลังแทนที่ โลกคอมพิวเตอร์เข้ามาทุกขณะ ซึ่งใน ปี 2012 นี้ โทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนจะ กระจายเข้าไปสู่ตลาดแมสกลุ่มผู้มีรายได้ตํ่า
9.ไลฟ์สไตล์แห่งเทคโนโลยีกับ ไลฟ์สไตล์ที่อืดอาดคือตลาดที่น่าสนใจ ทั้ง 2 กลุ่ม
10.นํ้าหนักกลายเป็นหัวข้อที่ สำคัญในยุคนี้เป็นจุดเริ่มต้นในการ ใส่ใจสุขภาพ เรากินอะไรเราจะเป็น อย่างนั้น เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคทุกคน รวม ไปถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพและแม้แต่ หน่ว่วยงานรัฐัฐดูเหมืออนจะดิดตรงกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : ขายตรงเปรู.. โตแกร่งกว่าครึ่งศตวรรษ อนาคตสดใสรับ ศก.บูม-รายได้ประชากรเพิ่ม


เปรู เป็นตลาดขนาดตรงขนาดใหญ่อันดับ 21 ของโลกจากสถิติของสมาพันธ์สมาคม การขายตรงโลก (WFDSA) ในปี 2010 หรอื 2553 ธุรกจิ ขายตรงของเปรูมียอดขาย 1,053 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ นักขาย 340,000 คน

ปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงในเปรูยัง คงขยายตัวได้อย่างต่อเนื่องและมี อนาคตที่สดใสมากทีเดียว เป็นธุรกิจ นอกระบบค้าปลีกที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ของประเทศในขณะนี้ เป็นธุรกิจที่ทำให้ ประชาชนนับแสนคนมีโอกาสเป็น เจ้าของธุรกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิต ฐานะความเป็นอยู่หลุดพ้นจากความ ยากจน

ขายตรงถือกำเนิดขึ้นในเปรูใน ช่วงปี 1960 ตรงกับปี 2493 หรือ 52 ปี ก่อน ในช่วงที่รัฐบาลทหารที่ปกครองเปรู ในขณะนั้นออกกฎระเบียบคุมเข้ม การนำเข้าสินค้าหลายประเภททั้งเพื่อส่ง เสริมและปกป้องผู้ผลิตท้องถิ่น หนึ่งใน นั้นคือบริษัทแยนบาล อินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งปัจจุบันรู้จักกันในชื่อ ยูนีค ผู้ผลิต เครื่องสำอางผ่านช่องทางขายตรงราย ใหญ่ของเปรูและติดกลุ่ม 20 อันดับของ โลก

แยนบาลทำให้ผู้หญิงมีโอกาสที่ จะสร้างรายได้และวิชาชีพช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งไม่กี่ปีหลังจาก นั้นทั้งบริษัทเอวอนของสหรัฐฯ ,นาทูร่า ของบราซิลและเบลคอร์ปของเปรูเริ่มเข้าสู่ ตลาดขายตรงในเปรู

ในช่วง 40 ปีแรกธุรกิจขายตรงใน เปรูเติบโตค่อนข้างช้า จนกระทั่งปี 2541 เอวอนเป็นแกนนำในการจัดตั้งสมาคมการ ขายตรงขึ้นในเปรู สมาชิกในตอนนั้น ประกอบด้วยยูนีค,เบลคอร์ปและนาทูร่า โดยสมาคมทำหน้าที่ส่งเสริม กระตุ้นความ ร่วมมือระหว่างบริษัทขายตรง หน่วยงาน รัฐและสถาบันเอกชนเพื่อร่วมกันพัฒนา สร้างความแข็งแกร่ง สร้างชื่อเสียงให้กับ ธุรกิจขายตรง

อย่างไรก็ดี ภายหลังตั้งสมาคมขึ้น ธุรกิจขายตรงมีอัตราเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงปี 2547-2552 ธุรกิจขาย ตรงเติบโตได้แข็งแรงมากที่สุดเฉลี่ย 24% ต่อปี เป็นแหล่งสร้างรายได้หลักของนัก ขายอิสระมากกว่า 350,000 คน ซึ่งกว่า 90% เป็นผู้หญิง

สำหรับในปี 2554 ธุรกิจขายตรงยังคงขยายตัวได้โดดเด่นไม่ใช่แค่ในเมือง ลิม่าที่เป็นเมืองหลวงของประเทศเท่านั้น แต่ยังรวมถึงในจังหวัดต่างๆ ซึ่งมีนักขาย อิสระประมาณ 47% ของนักขายทั้งหมด ด้วย โดยผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนแบ่งตลาด สูงสุดคือเครื่องสำอางมีส่วนแบ่ง 25% รอง ลงมาคืออาหารเสริม มีสัดส่วนประมาณ 18% เฉพาะเครื่องสำอาง ธุรกิจขายตรง กุมส่วนแบ่งตลาดอยู่ถึง 57% ของยอดขาย ทั้งระบบเทียบกับค้าปลีกที่มีส่วนแบ่งอยู่ 43%

ปีที่ผ่านมายังถือเป็นปีทองของ สมาคมการขายตรงเปรูโดยได้รับ เหรียญ เงิน จาก WFDSA สำหรับการมุ่งมั่นกับ การทำงานดึงบริษัทขายตรงถึง 90% ของ ทั้งหมดมาเป็นสมาชิก นอกจาก 4 บริษัทที่ ร่วมก่อตั้งแล้วยังมี ไดคราสส์, เฮอร์บาไลฟ์, ออริเฟลม, 4ไลฟ์, ตาฮิเตี้ยน โนนิ, ลีโอนิ ซ่า, รีน่า แวร์, สวิส จัสต์, ฟอร์เอเวอร์ ลีฟ วิ่ง โปรดักส์ เป็นต้น

แม้ตลาดขายตรงในภูมิภาคละติน อเมริกาจะเติบโตได้แข็งแกร่ง แต่สำหรับในเปรูผลงานในปีที่ผ่านมาเป็นบวกมาก และยังมีอนาคตที่สดใสเนื่องจาก เศรษฐกิจภายในประเทศขยายตัวได้ดี ตามรายงานของสมาคมการขายตรงเปรู ในปี 2021 หรือตรงกับปี 2564 รายได้ต่อ หัวชาวเปรูจะอยู่ที่ประมาณ 12,000 ดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 42% เทียบกับปี 2554

ดังนั้นคาดว่า ธุรกิจขายตรงใน เปรูยังคงเติบโตได้แข็งแกร่งต่อไป เป็น แหล่งสร้างรายได้ให้กับคนเปรูจำนวน มากรวมถึงลดความยากจน ที่เป็นปัญหา ของประเทศ

ขณะที่เศรษฐกิจในยุโรปและ สหรัฐอเมริกาถดถอย และส่งผลกระ ทบลามไปยังทั่วโลกรวมถึงละติน อเมริกา แต่เศรษฐกิจของเปรูกลับไม่ ได้รับผลกระทบ มิหนำซํ้ายังขยายตัว ได้สูงกว่าประเทศอื่นๆในละติน อเมริกาด้วย และแม้ว่าแบงก์ชาติจะ ลดประมาณการเติบโตของเศรษฐกิจ ลงอีก แต่ยังเชื่อว่าเศรษฐกิจของเปรู จะเติบโตเกิน 5%ในปีนี้ ยิ่งส่งผลดีต่อ ธุรกิจขายตรง แหล่งข่าวจากสมาคม การขายตรงเปรูกล่าวสรุป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 233 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-16 สิงหาคม 2555