ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันอังคารที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย คังเซน-เคนโก Kangzen-Kenko กับ เสี่ยเอ๋ (อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ )
















ดูเหมือนว่าในปี'56 นี้ค่ายขายตรง"คังเซน-เคนโก"ของบิ๊กบอส "อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์" คงจะพอยิ้มได้หายใจคล่องขึ้นเพราะผู้นำระดับบิ๊กหลายสายทั่วเมืองไทยจับมือกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า...เราจะรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียวให้ได้เเละจะเอาจริงเอาจังกับพวกนอกรีตที่ทำธุรกิจนอกแผนการตลาดไม่ว่าจะเป็นพวกที่ชอบ"ขายสินค้าตัดราคา"หรือพวกที่ชอบ"เเย่งสายงานกันเอง"ให้หมดไปจากอาณาจักรขายตรงคังเซนฯในเร็ววันเพราะหลังจากได้เห็นสถิติยอดขายที่ LEADER TIME จัดอันดับมาเเทบจะทำใจรับกันไม่ได้...ที่ปล่อยให้ยอดขายสาละวันเตี้ยลงๆ มาถึง 2 ปีติต่อกันทั้งๆที่ความเป็นจริงน่าจะทะลุทะลวงไปถึง 3,000-4,000 ล้านบาทมานานหลายปีเเล้วเเละยิ่งปีที่ผ่านมาก็ทำได้เพียง 1,750 กว่าล้านบาทเกือบจะหลุดโผ1ใน 10 บริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ซะเเล้ว!!! ดังนั้นในปีนี้แม่ทีมคังเซนฯทุกหมู่เหล่าตั้งใจร่วมกันว่า...ขอสู้กันอีกสักตั้งด้วยยอดขายเบาๆ ในระดับ 2,500 ล้านบาท... เป็นของขวัญให้กับผู้บริหาร ซึ่งยอดขายระดับนี้น่าจะทำให้ "บิ๊กบอสอิทธิศักดิ์" ยิ้มอย่างสดชื่นขึ้นมาบ้างไม่มากเเต่ก็"ม่น้อยนะครับ



 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนธุรกิจเครือข่าย) ซุบซิบ ค่าย "คังเซน-เคนโก Kangzen-Kenko" กับ เสี่ยเอ๋ (อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ )








 


 


 


 


 


 


 


 


หลายวันก่อนเห็นนางสาวไทยมากมายหลายคน (ซึ่งแต่ละนางล้วนงามหยดย้อยกันเหลือเกิน)เดินอยู่เต็มพื้นที่ในงานเปิดตัว เพิร์ล ซีรีย์เครื่องสำอางนวัตกรรมใหม่ของค่ายคังเซน-เคนโกฯ ที่ไบเทคบางนาฯ พลันที่เห็นหน้า เสี่ยเอ๋ อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหารของค่ายนี้ที่ยืนฉีกยิ้มอยู่ห่างๆ เลยแอบเข้าไปกระซิบถามว่า นางสาวไทยมาทำอะไรกันตั้งเยอะแยะในงานนี้ ได้ความว่า นางสาวไทยแต่ละตนล้วนใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทโดยเฉพาะ มุก เป็นทุนเดิมอยู่แล้วรวมถึงคังเซนฯเป็นผู้สนับสนุนหลักการประกวดมายาวนาน นางสาวไทยจึงให้เกียรติมาร่วมงานในการเปิดตัวเพิร์ล ซีรีย์ กันอย่างคึกคัก มิน่าละ! ในงานนี้ถึงได้เห็นสมาชิกคังเซนฯ ต่อแถวเข้าคิวซื้อสินค้าตัวใหม่นี้กันจนยาวเหยียด


ส่วนสินค้าตัวนี้ใช้ดีขนาดไหนคงไม่ต้องบอกเพราะขนาด นักข่าวสื่อมวลชน ที่เข้าไปร่วมงานในวันนั้นได้รับแจกให้กลับไปลองใช้คนละชุด หลายวันผ่านไปได้ยินนักข่าวขายตรงนั่งคุยกันซะดังเหลือเกินว่า เฮ้ย! แกใช้สินค้าใหม่ของคังเซนฯหรือยังว่ะ... ข้าใช้แล้วมันดีจริงๆว่ะ ขนาดนักข่าวยังคอนเฟิร์มว่า ใช้แล้วดี แต่อยากจะบอกปัญหาให้ เสี่ยเอ๋ ทราบไว้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจอีกซักนิดว่า..ถ้าใช้หมดแล้วเนี่ยะจะขอไปใช้อีกได้หรือเปล่า(555)


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ Leader Time ปีที่9 ฉบับที่ 211 ปักษ์หลังประจำวันที่ 16-30 พฤศจิกายน 2555

วันอังคารที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ข่าวคังเซนฯ (Kangzen-Kenko) : เขย่าตลาดเครือข่ายปลายปี ลุยโฆษณาฟรีทีวี/เพิ่มศูนย์ความงาม


คังเซน-เคนโก เดินเครื่องธุรกิจโค้งสุดท้าย เข็นสินค้าใหม่ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ นำทัพ พร้อมอัดงบกว่า 40 ล้าน ผลิตโฆษณาผ่านช่องฟรีทีวี สร้างการรับรู้แบรนด์...เผยสบช่องธุรกิจใหม่ด้านความงามด้วยการเปิด เบอรี่เฮา คลินิก หวังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกใหม่คนรักสวยรักงาม...ประกาศเตรียมบุกตลาดทั้งในและต่างประเทศรองรับ AEC

นายอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยถึงแนวโน้มธุรกิจขายตรงในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ว่า จะยังคงมีบรรยากาศที่คึกคักและขยายตัวได้ประมาณ 5 - 10% จากปกติ เพราะถือเป็นช่วงที่ผู้บริโภคมีการจับจ่ายใช้สอยกันอย่างมากขึ้น

ขณะที่นักธุรกิจขายตรงต่างก็เร่งทำยอดขาย เพื่อปิดยอดขายให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้ในช่วงสิ้นปี เช่นเดียวกับ คังเซนฯ ก็ได้เตรียมจัดกิจกรรมอบรมนักธุรกิจ ตลอดจนตัวแทนจำหน่ายอิสระถี่ขึ้นทุกเดือน พร้อมกับการจัดโรดโชว์ไปยังต่างจังหวัด เพื่อให้ข้อมูลความรู้ในการจำหน่ายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หวังจูงใจให้ลูกค้าเข้ามาร่วมธุรกิจ

ซึ่งล่าสุด คังเซนฯ ได้มีการเปิดตัวสินค้าใหม่ที่ชื่อ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรี่ส์ โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผลิตจากโรงงานแห่งใหม่ ที่เพิ่งจะเริ่มลงทุนกับทางไต้หวันก็เปิดมาได้ประมาณ 2 เดือน ผลิตภัณฑ์ใหม่ดังกล่าวจะเป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียว ที่ผสมผสานคุณค่าแห่งไข่มุกและสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ล ที่ได้นำมาผสมผสานรวมกัน จนกลายเป็นผลิตภัณฑ์ชุด โคคูล เพิร์ล ซีรี่ส์

บริษัทฯ ค่อนข้างมีความมั่นใจในสินค้าตัวนี้อย่างมาก เนื่องจากได้มีการทดลองตลาดมาแล้วถึง 2 ปี กระแสตอบรับจากสมาชิกเรียกว่าดีอย่างมาก ที่สำคัญได้วางงบประชาสัมพันธ์ตรงนี้ไว้ที่ 40 ล้านบาท เพื่อสร้างการรับรู้ในสินค้าดังกล่าวอีกด้วย โดยได้ผลิตโฆษณาผ่านช่องฟรีทีวีด้วย เพราะเชื่อมั่นว่าการเปิดตัวสินค้าใหม่ในครั้งนี้ น่าที่จะเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ขับเคลื่อนยอดขายให้กับบริษัทฯ ได้ด้วยเช่นกัน

นอกเหนือจากการเปิดตัวสินค้าใหม่แล้ว คังเซนฯ ยังได้เปิดตัวทีมบริหารของโรงงานใหม่ที่เรียกว่า Biorg Max Biotechnology อีกด้วย โดยเป็นโรงงานที่ตั้งอยู่ในใจกลาง New Taipei ประเทศไต้หวัน รวมถึงยังได้มีการเปิดตัวบริษัทในเครือใหม่ คือ เบอรี่เฮา คลินิก อีกด้วย

ปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่า ตลาดความสวยความงามค่อนข้างจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในเรื่องของการทำศัลยกรรม ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บริษัทฯ ได้เล็งเห็นถึงโอกาสทางธุรกิจ และก็ได้เปิดตัวบริษัทใหม่ในเครือขึ้นมา เพื่อเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการต่อยอดธุรกิจนั่นเอง

โดยสาขาต้นแบบ เบอรี่เฮา คลินิก สาขาแรกนั้น อยู่ที่ซีคอนสแควร์ โดยจะมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางดูแลเรื่องการฉีดโบท็อก การฉีดฟิวเลอร์ และเรื่องของการบริการนวดหน้า พร้อมกับการบริการเรื่องความงามต่าง ๆ ในการเปิดเป็น เบอรี่เฮา คลินิก ส่วนแผนงานในอนาคตบริษัทฯ มีแผนที่ขยายสาขาที่โคราช, อุดรธานี, เชียงใหม่, สุราษฎร์ ธานี และหาดใหญ่ พร้อมกับมีแผนที่จะขยายไปยังตลาดต่างประเทศอีกด้วย โดยเฉพาะตลาด AEC ก็จะขยายให้ครอบคลุมทั้งหมด 10 กว่าประเทศ รวมถึงอีกหลายประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ด้วย

นายอิทธิศักดิ์ กล่าวทิ้งท้ายอีกว่า ในปีนี้อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนของธุรกิจ คังเซนฯ นั่นก็คือ การ Re-design Logo ขึ้นใหม่ ในส่วนของผลิตภัณฑ์ Kristine Ko-kool เพื่อเพิ่มความเป็นมาตรฐานสากลมากยิ่งขึ้น โดยมีการออกแบบโลโก้ให้ร่วมสมัย และเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากขึ้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16 - 30 พฤศจิกายน 2555 ฉบับ 332

วันศุกร์ที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

งานเปิดตัวผลิตภัณฑ์ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์








 


คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร จัดงานเปิดตัวกลุ่มผลิตภัณฑ์ด้านความงาม คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ ภายใต้คอนเซ็ปต์ Shining Like The Queen of Beauty ความสวยเปล่งประกายดุจราชินีแห่งความงาม เป็นผลิตภัณฑ์หนึ่งเดียวที่ผสานคุณค่าแห่งไข่มุกและสเต็มเซลล์จากแอปเปิ้ลสวิสเซอร์แลนด์ ให้คุณเผยใบหน้าขาวใสเรียบเนียน เปล่งประกาย เฉกเช่นความงามแห่งไข่มุก เพื่อผลลัพธ์อันทรงประสิทธิภาพสูงสุดอย่างครบวงจร โดยถูกออกแบบและพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้หญิงเอเชียสมัยใหม่


โดยมี Mr.Liao Liang Chu (มิสเตอร์ เลี่ยว เหลียง จู้) President, Mr.Martin Liao (มิสเตอร์ มาร์ติน เลี่ยว) Managing Director บริษัท Shilingmen Chemical Industrial Co.,Ltd. ประเทศไต้หวัน, คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, คุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่, คุณสุขุม อนงค์เลขา รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก. อำพันยุทธ์ฯ, Mr.Thein Htwe (มิสเตอร์ เตียนถ่วย) กรรมการผู้จัดการใหญ่ บจก.คังเซน-เคนโกฯ (ประเทศพม่า), ผู้บริหารสโมสรเงินล้าน ระดับ Centurion และ Platinum และคณะผู้บริหารคังเซนฯ ร่วมทำพิธีเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ อย่างเป็นทางการ รวมถึงการลงนามสัญญาทางธุรกิจ ระหว่าง บจก.คังเซน-เคนโกฯ และบจก.สี่หลิงเหมิน ที่ได้ตกลงเซ็นสัญญาร่วมมือลงทุนเปิดโรงงานผลิต เพิร์ล ซีรีส์ ชื่อ Biorg Max Biotechnology เป็นโรงงานที่ตั้งอยู่ในใจกลาง New Taipei ประเทศไต้หวัน ใช้งบลงทุนในการก่อสร้าง และเงินหมุนเวียนกว่า 150 ล้านบาท โรงงานได้รับมาตรฐาน GMP เพื่อรองรับการขยายตัวทางเศรษฐกิจในอนาคต ท่ามกลางความร่วมยินดีจากผู้นำและสมาชิกคังเซนฯ อย่างคับคั่ง


ภายในงานมีการเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ นางสาวปริศนา กัมพูสิริ (โบว์ลิ่ง) นางสาวไทย ประจำปี 2555 พร้อมด้วยคณะนางสาวไทย ที่มาร่วมงานครั้งนี้ด้วย รวมถึงเคล็ดลับดีๆ ของการดูแลผิวพรรณให้สวยดูดีอยู่เสมอ กับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโดยตรง ตลอดจนรับฟังการแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จจากผู้นำต้นแบบ คือ CSD กษิดิ์นาถ โพธิ์ทอง และ CSD สมหมาย จึงตระกูล ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีในการทำธุรกิจคังเซนฯ


บรรยากาศบริเวณงาน ได้ถูกเนรมิตตกแต่งเป็นโทนสีชมพู สื่อถึงความงามแห่งใต้ท้องทะเล และกิจกรรมบน Mini Stage ได้รับเกียรติจาก คุณต่าย ชัชฎาภรณ์ ธนันทา ดารา / นักแสดง มาบอกเล่า เคล็ดลับของการดูแลตนเอง และความประทับใจในผลิตภัณฑ์ คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ รวมถึงการเปิดตัวคอลเลคชั่นใหม่ จากผลิตภัณฑ์ ชุด นีนา คาเรน สไตล์การแต่งหน้าของสาวยุคใหม่ การแนะนำธุรกิจความงาม Berry House Clinic ช่องทางใหม่ในการทำธุรกิจ และเทคนิคการนำเสนอแผนธุรกิจพิชิตเงินล้าน กับ CSD ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจคังเซนฯ นอกจากนี้ยังมีบูธเกมส์ บูธชงชิม และบูธแสดงสินค้า คริสติน โคคูล เพิร์ล ซีรีส์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสสินค้าได้อย่างใกล้ชิด ณ ไบเทค บางนา เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา


[gallery orderby="title"]

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : Rally of The Winner 2012


คังเซน เคนโก จัดงาน Rally of The Winner 2012 เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555 ที่ผ่านมา เพื่อมอบเข็มเกียรติยศให้กับสมาชิกนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ในตำแหน่ง Emerald Star Director(ESD), Diamond Star Director(DSD) และ Crow Star Director (CSD) บรรยากาศของงานในวันนั้นแน่นขนัดไปด้วยผู้ที่รับรางวัล และผู้ร่วมแสดงความยินดี โดยมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 1,000 คน ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค บางนา กรุงเทพฯ
เปิดงานพิธีการ ด้วยขบวนคณะผู้บริหาร คุณอิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร, คุณพัชรนันท์ อำพันยุทธ์ และคุณณัฐพัชร์ อำพันยุทธ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ มอบตำแหน่งเข็มเกียริติยศให้กับ นักธุรกิจ ตำแหน่ง ESD, DSD จากนั้นมีการแสดง จาก The Winner เวที Thailand Got talent เล้ง ราชนิกร เปิดตัวผู้ขึ้นรับมอบเข็มเกียรติยศตำแหน่ง CSD ต่อด้วยการ Motivate จากผุ้ประสบความสำเร็จในคลับผู้บริหารเงินล้าน และปิดงานอย่างยิ่งใหญ่ด้วย Mini Concert จาก แก้ม The Star


[gallery link="file" columns="4"]

วันพฤหัสบดีที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko) : เล็งขายไลเซนซ์มะกัน ดึงแผนเฟส 2 สร้างตึกแฝด


คังเซน-เคนโก ตบเท้าเข้าสู่ธุรกิจใหม่ แย้มเล็ง ขายไลเซนซ์ หลังนักลงทุนอเมริกันเจรจาเรื่อง สินค้า เดินหน้าประกบนักลงทุนไต้หวัน สร้าง โรงงานแห่งใหม่ มูลค่า 30 ล้านบาท พร้อม ประกาศแผน 2 สร้างตึก 2 คังเซนฯ ชี้รอ ใบอนุญาตสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน ด้านตลาด ต่างประเทศ พาเหรดเปิดต่อเนื่อง หวังขยาย- ฐานสู่ตลาดอินโดจีนทุกประเทศ ขณะที่ยอดขาย 6 เดือนแรกของปียังทรงตัว คาดปิดยอดขายสิ้นปีได้ 2,000 ล้านบาท


อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่าที่ผ่านมามีกลุ่มนักลงทุนจากรัฐเท็กซัส ประเทศสหรัฐอเมริกา สนใจ และมองเห็นโอกาสเกี่ยวกับสินค้าของคังเซนฯ หลังจากผู้นำคังเซนฯ จาก สปป.ลาว นำสินค้าไปจำหน่าย ที่อเมริกาและได้รับการตอบรับที่ดี บริษัทจึงมีแผนที่จะขาย ไลเซนซ์คังเซนฯ ให้กับนักลงทุนที่สนใจเกี่ยวกับสินค้า ซึ่ง ที่ผ่านมามีการพูดคุยกันแล้วในระดับหนึ่ง


นอกจากนี้บริษัทได้ร่วมลงทุนกับพันธมิตรไต้หวัน ในการสร้างโรงงานผลิตสินค้าในกลุ่มคอสเมติกส์ มูลค่า 30 ล้านบาท ที่ไต้หวัน คาดว่าจะเริ่มเดินเครื่องจักรและผลิต- สินค้าได้ในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ขณะเดียวกันบริษัทกำลัง เตรียมแผนเฟส 2 ในการก่อสร้างตึกคังเซนฯ 2 ด้วยมูลค่า การลงทุน 250-300 ล้านบาท เพื่อเป็นการต้อนรับ คังเซนฯ 2 ทศวรรษ อีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งการก่อสร้างตึกคังเซนฯ นั้น ต้องรอใบอนุญาตเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีก 4 เดือน จึงจะ สามารถเริ่มต้นเฟส 2 ได้


ในส่วนของแผนงานต่างประเทศในปีนี้บริษัทเตรียม เปิดสาขาใหม่ที่เมืองย่างกุ้ง, มัณฑะเลย์ และเนปิดอร์ เนื่องจากในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา พม่ามีอัตราการเติบโต 5-7% โดยมียอดขายแต่ละปีประมาณ 15 ล้านบาท และในปีนี้จะ เห็นได้ว่ายอดขายของประเทศดังกล่าวเพิ่มขึ้น 2-3 ล้านบาท ต่อเดือน ดังนั้น ภายในสิ้นปีบริษัทคาดว่าประเทศพม่าจะปิด ยอดขายได้ประมาณ 25 ล้านบาท ภายหลังจากที่ประเทศ ดังกล่าวมีการเปิดประเทศมากขึ้น ซึ่งส่งผลดีต่อนักลงทุน มากขึ้นเช่นเดียวกัน


สำหรับประเทศที่มียอดขายเป็นอับดับ 1 ได้แก่ อินโดนีเซีย ปิดยอดขายในปี 2554 ได้กว่า 900 ล้านบาท อันดับ 2 ได้แก่ สปป.ลาว ปิดยอดขายได้ 160 ล้านบาท อันดับ 3 ได้แก่ พม่า และอันดับ 4 ที่บริษัทเพิ่งเปิดดำเนินธุรกิจ ได้แก่ กัมพูชา ปิดยอดขายได้ 8-9 แสนบาท อย่างไรก็ดี บริษัท เตรียมเปิดสาขาใหม่ที่เวียดนาม ได้แก่ เมืองโฮจิมินห์ และ ฮานอย ในปีนี้ เพื่อก้าวเข้าสู่ตลาดอินโดจีนทุกๆ ประเทศด้วย แผนการลงทุนเอง 100% ขณะที่แผนการบุกตลาดต่าง- ประเทศต่อไป คือ ฮ่องกง และฟิลิปปินส์


อิทธิศักดิ์ กล่าวต่อว่า ภาพรวมบริษัทในช่วง 6 เดือน ที่ผ่านมายังอยู่ในภาวะทรงตัว เนื่องจากปลายปี 2554 ที่ผ่านมาบริษัทได้ปรับตัว และปรับเปลี่ยนโครงสร้างการ- บริหารงานภายใน จากรูปแบบครอบครัวเปลี่ยนเป็นการ สร้างองค์กรเครือข่ายเน็ตเวิร์คอย่างแท้จริง ด้วยการดึงระบบ Evolution Success System เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง ซึ่งจุดเด่นคือการมีนักธุรกิจที่จำหน่ายสินค้าเก่งมากถึง 70% บริษัทจึงเน้นวางแผนไปยังกลุ่มนักธุรกิจดังกล่าว ซึ่งมี เป้าหมายการสร้างเน็ตเวิร์คบิวเดอร์ให้ได้ 50% ในปีนี้


ช่วงนี้เป็นช่วงปรับเปลี่ยน หลังจากเจอปัญหา เรา เจอจุดอ่อนภายใน แล้วเราก็มาปรับหาจุดแข็งเพื่อให้องค์กร เติบโตต่อไป อย่างการปรับตัวครั้งนี้ไม่ได้กำหนดระยะเวลา ว่าเมื่อไหร่จะต้องทำให้เสร็จ และเมื่อทำเสร็จก็ต้องหาจุดอ่อน และต้องพัฒนา ต่อไปให้องค์กรภายในดีขึ้นเรื่อยๆ


อย่างไรก็ตาม จนถึงสิ้นปี บริษัทตั้งเป้ายอดขาย 1,900-2,000 ล้านบาท ซึ่งเหตุผลหลักที่บริษัทไม่ได้วาง เป้าสูงถึง 2,500-3,000 ล้านบาท เนื่องจากบริษัทรู้ว่า ภายในบริษัทเป็นอย่างไร มีจุดอ่อนและจุดแข็งอย่างไร ซึ่งว่ากันไปตามความเป็นจริงมากกว่าที่จะตั้งเป้าหมาย ไว้สูงเกินจริง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 203 วันที่ 16-31 กรกฏาคม พ.ศ. 2555

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko)" ปักหมุดอาเซียน เชื่อมั่นเปิด AEC ปี 2558 เอาอยู่..!!


ทันทีที่รายการ ตลาดวิเคราะห์ ที่ออกอากาศทางสถานี INTV และ TVD ทุก ๆ วันเสาร์ - อาทิตย์ยิงคำถามถึงเรื่องยอดขาย 5,000 ล้านบาทในอาเซียน มีโอกาสไหม...สำหรับ 1- 2 ปีข้างหน้า กับยอดขายค่าย คังเซน - เคนโก หนึ่งในบอร์ดบริหารที่เป็นคีย์แมนคนสำคัญของค่าย คังเซน - เคนโก ...อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน - เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า สำหรับผู้ประกอบการเองทุกๆคนก็อยากได้ตัวเลขเยอะๆทุกคนก็อยากได้ยอดขายสูงๆแต่เรามีการประเมินอยู่เสมอว่าด้วยจุดแข็งและจุดอ่อนที่เราต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเราจะสะท้อนตัวเลขออกมาได้มากขนาดไหน.. จริงๆผมจะประกาศเป้า 5,000 ล้านบาทหรือ 7,000 ล้านบาทก็ได้หรือจะ 10,000 ล้านบาทก็ได้แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่มันเป็นเพียงแค่คำพูดแต่เราจะมีการประเมินตัวเราเองตลอดเวลาว่าด้วยศักยภาพของตัวเราเวลานี้ควรจะโตสักกี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งผมมองตัวเลขค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟจะเป็นการอนุรักษ์นิยมเล็กๆถ้าขายตรงของเราโตได้เฉลี่ยต่อปีปีละ 10 15% หรือโตได้ 20% ก็ถือว่าเราโชคดีซึ่งตัวเลขที่เติบโตทั้งในตลาดอาเซียนและไทยเรากวาดยอดขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท


ที่สำคัญเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอสภาวะน้ำท่วมหนัก ย้อนกลับไปดูอุตสาหกรรมทั้งระบบถูกกระทบทั้งหมดคังเซน-เคนโกก็โดนไปทั้งสิ้น 10 กว่าสาขาที่ต้องปิดไปเพราะโดนน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ทางเราก็พยายามแจ้งสมาชิกบางคนที่โดนน้ำท่วม ให้ย้ายฐานการทำงานไปยังพื้นที่ที่น้ำยังไม่ท่วม อาทิ คนที่อาศัยอยู่ภาคกลางย้ายไปทำที่ภาคตะวันออก โชคดีที่นักขายเรามีทัศนคติที่เป็นบวก เขาพยายามมองวิกฤติให้เป็นโอกาส เมื่อตรงนี้ทำงานไม่ได้ ก็ไปทำงานที่อื่น ก็เท่ากับสร้างสำนักงานชั่วคราวไปสร้างธุรกิจในที่ที่เกิดใหม่ คือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ น้ำท่วมที่นี่ ก็ไปทำที่ใหม่ได้ พอน้ำลดก็กลับมาทำที่เดิม
ในจังหวะเดียวกันเพื่อนบ้านหรือทุก ๆ คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อย บางคนบ้านหายไปทั้งหลัง รถหายไปทั้งคัน บางคนก็โรงงานปิด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่หยุด นั่นคือ ค่าใช้จ่ายมันมีอยู่ตลอด ค่าใช้จ่ายไม่ได้หยุดตามจังหวะธุรกิจที่หยุด ก็กลายเป็นว่า นักธุรกิจ คังเซนฯ ได้นำเอาอาชีพเสริมเข้าไปกระตุ้นให้คนเข้ามา แต่ต้องยอมรับว่าทำไม่ได้เต็มที่ เพราะมันยากนิดนึง แค่เปลี่ยนทัศนคติในการทำงานกลายเป็นมุมบวก แม้จะน้ำท่วมจะเป็นภาพลบ แต่ปรับทัศนคติบวกในสายตานักธุรกิจ ก็ถือว่าโอเคแล้ว
ณ วันนั้น ธุรกิจของเราก็ชะงักไป 20% มีดร็อปลงไป สมาชิก ทีมงาน สต๊าฟ เราจำเป็นต้องช่วยสมาชิก มีการระดมสิ่งของช่วยเหลือพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง อะไรที่ช่วยเหลือได้เราก็ช่วยเหลือกันไป ลงไปช่วยกันทำ ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมถึง คังเซนฯ ได้บริจาคผ่านสื่อต่าง ๆ และมีการบริจาคด้วยตัวเอง อาทิ เรือยาง ขนรถสิบล้อ ขนเตาแก๊ส 2,000 ชุด เอาสมาชิกเป็นกระบอกเสียงไปช่วยเหลือตามจุดต่าง ๆ
เมื่อวิกฤติได้ผ่านพ้นไป เกมการเดินตลาดในไตรมาสที่ 1 2 ก็คงไม่ต้องตั้งรับกันแล้ว เพราะเราตั้งรับมานาน 3 เดือนเต็ม ก็โดนกันไปพอสมควร จนกลายเป็นวลีฮิตของทุกพื้นที่น้องน้ำมารึยัง
หลังจากที่เราโดนผลกระทบไป เราก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเราสำรวจฐาน เห็นได้อย่างหนึ่งว่ากำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในโซนภาคกลางซึ่งเป็นฐานใหญ่ของเรา เพราะว่าโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเรายังรันไม่ได้ 100% การจ้างงานอะไรต่าง ๆ บางทียังไม่เกิดขึ้น 100% ซึ่งมันเป็นฐานผู้บริโภคใหญ่เรียกว่าหดไปพอสมควร เราก็เลยต้องหันไปขยายธุรกิจในพื้นที่อื่นมากขึ้น พอถึงเวลาทุกอย่างเรียบร้อย การรันธุรกิจในอุตสาหกรรมได้ 100% ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคนก็ไหลกลับมาทำงาน เพราะนิคมอุตสาหกรรมใหญ่กลับมารันเหมือนเดิม คนก็กลับมาทำงานเช่นเดิม พื้นที่อื่นที่ยังเป็นห่วงอยู่ ก็สามารถกลับมาขยายได้เพิ่มมากขึ้น ยกเว้น ปีนี้น้ำมา กันไม่ได้ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป
โดยสรุปไตรมาส 1 และ 2 คังเซนฯ ได้ปรับเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก ส่วนไตรมาส 3 ย่างก้าวสู่ฤดูการขาย ก็ต้องหยั่งเข้าไปในพื้นที่ในช่วงฤดูการขาย ถ้าเปรียบกับธุรกิจท่องเที่ยวที่แบ่งฤดูการท่องเที่ยวออกเป็น โลซีซั่น อยู่ 2 ช่วง ช่วงแรกคือ เดือนเมษายน - พฤษภาคม เป็นช่วงจับจ่ายใช้สอยและวันหยุดยาว เป็นวันครอบครัว พอจับจ่ายใช้สอยสู่ช่วงโลซีซั่น 2 นั่นคือ เปิดเทอม ย่างเข้าหน้าฝนหรือช่วงภาวะที่เกิดน้ำท่วม เรื่องธุรกิจก็จะได้รับผลกระทบจากการเดินทาง


รุก-รบด้วยระบบเทรนนิ่ง
จุดเหวี่ยงนักขายสำเร็จเร็ว
เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว 6 เดือน ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง จึงเตรียมกลยุทธ์ในการบุกตลาด ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือเรียกว่า B2C (Business 2 Consumer) คือเราพยายามใช้งบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเห็นว่างบประมาณที่เราใช้จะลงไปในส่วนของการจัดอีเว้นท์ การออกบูธ การจัดงานร่วมกับผู้นำในพื้นที่ เพื่อที่จะแนะนำกลุ่มลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งเป็นการแนะนำอยู่ในตัว เรามั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ KK หรือ คังเซน - เคนโก เป็นที่รู้จักอยู่ในตลาดพอสมควร
ฉะนั้น การที่เราไปออกบูธเท่ากับเป็นการตอกย้ำแบรนด์ KK เดิมเคยเห็นโฆษณาผ่านช่อง 3 จากที่เคยเห็นแล้วผ่านไป แต่ไม่เคยรู้ว่าสาขาอยู่ที่ไหน เราจึงมาต่อด้วยกลยุทธ์ B2C ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำได้ง่ายที่สุด ใช้งบประมาณน้อยที่สุด และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด
เพราะฉะนั้นจะมีการจัดอีเว้นท์ใหญ่ - ย่อย ลงในแต่ละพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อย่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกแผนงานหนึ่งจัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ถือเป็นอีเว้นท์ไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็ได้รับความสนับสนุนจากสมาชิกมากันตามสมควร เรามีการเปิดตัวสินค้าใหม่ พร้อมแนะนำระบบในการทำธุรกิจที่มั่นคงและถูกต้องเป็นอย่างไร เรามีการแบ่งห้องเล็ก ๆ 4 ห้อง มีห้องแผนการตลาด ห้องการเปิดตัวสินค้า ห้องในการอบรมปรับเปลี่ยนทัศนคติ เป็นต้น
ผมถึงบอกว่าเราพยายามสร้างเน็ทเวิร์คบิลเดอร์หรือกลุ่มนักธุรกิจใหม่ที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของธุรกิจซึ่งจะสังเกตได้ว่าในแต่ละห้องอบรมจะจำกัดการอบรมห้องละไม่เกิน40นาทีวันหนึ่งก็มีอยู่3รอบคูณจำนวนครั้งต่อวันรันตั้งแต่เช้าจรดเย็นเหตุผลที่เราทำอย่างนี้เพราะเราเห็นว่าในแต่ละรอบถ้ามีการอบรมแล้วคนเยอะเกินไปการเข้าถึงตัวจะน้อยแต่ถ้าคลาสของเราไม่ใหญ่จนเกินไปห้องอบรมไม่แน่นและสามารถใกล้ชิดได้มากกว่ามีการเทสมาก่อนว่าได้ผลก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
ยกตัวอย่างเมื่อก่อนผมอบรมที่พัทยาเป็นฟังก์ชั่นSM (Star Manager)ฟังก์ชั่นครั้งนั้นอบรม400กว่าคนแต่ว่า400กว่าคนมันจบแล้วก็จบบางทีคนอาจเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ไม่รู้ผมจึงปรับใหม่โดยคัดเกณฑ์ในการฝึกอบรมเหลือ120 150คนปรากฏว่าเราเช็คเรตติ้งมากกว่า60%ที่เข้าใจและเรียนรู้งานได้เร็วขึ้นคือทุกอย่างต้องทำการบ้านอย่างละเอียดยิบอย่างที่บอกคังเซนฯของเรามีจุดแข็งในเรื่องของการขายแต่ว่าการสร้างระบบบิลเดอร์หรือสร้างระบบเน็ทเวิร์คยังไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าที่ควร
แต่ในช่วง 2 3 ปีที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่าขายตรงจะทิ้งน้ำหนักไปทางหนึ่งทางใดไม่ได้ ขายตรงจะทิ้งน้ำหนักงานขายอย่างเดียวไม่ได้ จะทิ้งน้ำหนักการสร้างระบบอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะบางทีการสร้างแต่ฝัน สร้างแต่ละระบบ
ฝัน ๆๆ จนขายอะไรไม่ได้ แต่ว่าถ้าขาย ๆๆ อย่างเดียวไม่มีวันหยุด เพราะฉะนั้นเราต้องเอาทั้ง 2 ระบบนี้มาแมทซ์ด้วยกัน เมื่อมาสร้างระบบที่ถูกต้อง เราก็มีทิศทางที่ดีในการขายสินค้า ตัวสินค้าไม่ดีมันเอื้อให้ทำธุรกิจไม่ได้ แต่ของเราคนบริโภคได้ทุก ๆ เดือน แค่อินพุตระบบก็อปปี้ระบบความสำเร็จลงไป แต่ระบบนี้จะให้เกิดความเข้มแข็งต้องเดินตามสเต็ป 1 2 3 4 เมื่อมามิกซ์การอบรมที่มีอยู่หลาย ๆ คอร์ส ระบบก็จะไปสร้างคนให้เกิดความแข็งแกร่งได้ไม่ยาก
แผนงานการอบรมก็จะก้าวไปพร้อม ๆ กับการจัดอีเว้นท์และการเปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างที่ไบเทค บางนา การจัดงานก็พ่วงไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว ภายใต้ชื่อออร์แกนนิคนูทริชั่นแอนด์รีจูวีแลคต้องบอกว่า 16 ปีแล้วที่เราเปิดตลาด แต่นำสินค้ามาอัพเกรด มาปรับคุณภาพ เติมสารอาหารลงไป ก็เลยถือโอกาสเปิดตัวสินค้าตัวนี้อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันเรามีสินค้าอีกหลายรายการในเครือออร์แกนิค และกำลังรอนำเข้าอีก 4 5 รายการ รวมแล้วเรามีสินค้ากว่า 20 กว่าตัว แต่ตอนนี้ขออนุญาตนำเข้าแค่ 3 ตัวก่อน
ส่วนสินค้าที่เป็นนางเอก ก็ยังคงเป็นครีมไข่มุกหรือที่เรียกว่าว่า เพิร์ล และยกระดับไปเป็น เพิร์ล ซีรี่ส์ จากเจาะลูกค้าฐานกลางยกระดับไปถึงระดับบน สิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจมาก นั่นคือ การจับมือร่วมลงทุนกับซัพพลายเออร์ที่ไต้หวัน ซึ่งโรงงานแห่งนี้จะผลิตสินค้าชุด เพิร์ล ซีรี่ส์ ให้กับเรา ที่ผ่านการขออนุญาตจาก GP Certificate ต่าง ๆ เพื่อส่งไปทั่วโลก จริง ๆ ซัพพลายเออร์เจ้านี้อยู่กับเรามาตั้งแต่เราเปิดบริษัท เดิมทีเขามีอยู่แล้ว 2 โรงงาน แต่ว่าด้วยกำลังผลิตฟูล คาพาซิตี้ (Full Capacity - กำลังการผลิตเต็ม) เพราะเรามีการขยายไลน์สินค้า ซึ่งระยะหลังนี้มีการเติบโตมาก ๆ ซึ่งเราเริ่มส่งออกไปที่ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงไทยมากขึ้น
และถือเป็นการขยายโรงงานผลิตเป็นโรงที่ 3 ซึ่ง 2 โรงแรก เราไม่ได้เริ่มต้น เพราะเขาเริ่มต้นมาก่อน แต่พอเราชวนมาลงทุนในไทยเขาบอกไม่สะดวก (กลัวน้ำท่วม) ก็พยายามชักชวนเพราะจะได้พัฒนาในเรื่องของคุณภาพ และเราต้องการอิมเมจภาพลักษณ์ เพราะว่าธุรกิจขายตรงเราต้องการอิมเมจ หรือว่า ภาพลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในธุรกิจขายตรง เราต้องสร้างธุรกิจให้เขาสัมผัสได้ เราจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า ถ้าจะสร้างโรงงานโรงที่ 3 ผมขอร่วมลงทุนด้วยส่วนหนึ่ง ก็เท่ากับว่าสินค้าตัวนี้เราเป็นผู้จำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย ภายใต้ลิขสิทธิ์ของเราเอง
ส่วนในประเทศอื่น ๆ เราไม่ได้ขยายออกไปในรูปแบบแฟรนไชส์หรือรีเทล แต่เราผ่านในรูปแบบของธุรกิจขายตรง เพราะจะต้องไปลิงค์กับระบบ โกรบอล วัน คือ 1 รหัสคุณสามารถทำธุรกิจที่ คังเซนฯ โอเปอเรชั่นอยู่ โดยเราปรับเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ว่า หากมีการคำนวณรายได้จะคำนวณมาจากเวียดนาม ลาว กัมพูชา มารวมกัน จุดแข็งของเราคือ เรามีทีมเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ของเราลิงค์ระบบเวิลด์วาย ระบบเซิร์ฟเวอร์ เมนเฟรมต่าง ๆ เราใช้งบลงทุนไปกว่า 50 ล้านบาท ตอนนี้คาพาซิตี้ลิงค์ได้ทั้ง 5 ประเทศ เราเขียนระบบขึ้นมาเอง เป็นโกรบอลสไตล์ คังเซนฯ เพราะธุรกิจจะเติบโตได้ต้องเน้นการทำงานที่เป็นทีม ไม่ได้เน้นเก่งแค่เพียงคนเดียว
สำหรับโปรเจ็กต์ที่จะเป็นภาพลักษณ์ของ คังเซน เคนโก ในอนาคต ก็คือ เราเตรียมพร้อมที่จะสร้างสำนักงานแห่งที่ 2 เป็นอาคารคังเซน เพลส มูลค่าการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท จะประกอบไปด้วยตึก 2 ตึก ตึกแรกก็จะเป็นอาคารห้องประชุมคอนเวนชั่น ฮอลล์จุคนได้ 700 800 คน เป้าหมายเราจะจัดงานใหญ่ที่นั่น ซึ่งจะเป็นห้องประชุมใหญ่ชั้นบน และชั้นล่างจะเป็นห้องประชุมย่อยซอยลงมา ตึกที่ 2 จะเป็นออฟฟิศบิวดิ้ง บริษัทต่าง ๆ ในเครือจะย้ายมาที่นี่ 6 7 บริษัท ซึ่งเราอยากให้เป็น One stop service ในที่เดียวกัน โปรเจ็กต์นี้เราเริ่มต้นดำเนินการแล้ว แต่ด้วยพื้นที่ใช้สอยประมาณ 12,000 ตารางเมตร ทำให้เข้าไปในมาตรากฎหมายตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็ต้องยื่นขออนุญาตทั้ง กทม. และ EIA ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 3 4 เดือน ถ้าหมดหน้าฝนคาดว่าปลายปีนี้ก็น่าจะเริ่มลุยได้
ส่วนในเรื่องของแผนงานโรงแรมที่เคยวางไว้ ตัวผมเป็นคนที่ชอบการบริหารด้านการโรงแรม ชอบเรื่องการบริการ ก็อยากจะมีโรงแรมและรีสอร์ท เป็นของเราเอง ซึ่งในอนาคตผมมั่นใจว่า ธุรกิจของเราจะมั่นคงและเดินหน้า เมื่อธุรกิจเจริญเติบโต สิ่งหนึ่งที่เราต้องพูดคุยอยู่เสมอ ก็คือ การแตกแขนงธุรกิจสู่ธุรกิจอื่นที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งโรงแรมและรีสอร์ท ซึ่งเราได้จัดซื้อที่ดินอยู่ทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งที่เราเริ่มต้นไปแล้ว นั่นคือ ธุรกิจในส่วนของการเงิน ที่ดิน และโรงพิมพ์ รวมถึงธุรกิจบริหารจัดการทั่วไป ธุรกิจที่เปิดขึ้นมาใหม่ นั่นคือ ธุรกิจในส่วนของการส่งเสริมความงาม แต่จะไม่นำบริษัทเข้ามหาชน เพราะด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง และด้วยแคชโฟร หรือ กระแสเงินสดที่เรามีอยู่เพียงพอ
ในเรื่องของการสื่อโฆษณา จริง ๆ เรามีการใช้งบตามสมควร เราใช้งบประมาณได้อย่างสูงสุดทุ่มในเรื่องของบิลบอร์ด ณ จุดต่าง ๆ ที่เรากระจายไปในเวลานี้ เป็นจุดที่มีการสัญจรไปมาผ่านค่อนข้างเยอะ คนที่ขับรถผ่านไป มาแล้วมองเห็น ก็เป็นการรีมายด์แบรนด์เนมของเราได้เหมือนกัน นอกเหนือจากนั้น การโฆษณาผ่านทางสื่อต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ก็จะมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนสื่อโฆษณาทีวี เรามีการโยกงบไปสนับสนุนการประกวดนางสาวไทย ซึ่งก็ถือว่าเราโชคดีที่ส่งประกวดทั้ง 3 คน ได้ตำแหน่งนางสาวไทยทั้งหมดเลย
ส่วนการใช้สื่อทีวีดาวเทียมผมคิดว่ากลยุทธ์ในแต่ละบริษัทแต่ละองค์กรมีความคิดที่ต่างกันเรื่องของการใช้สื่อก็แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละองค์กรเราเชื่อว่ามันก็เป็นผลดีทั้งนั้นขอเพียงแต่ว่าแต่ละองค์กรแมนเนจในการใช้สื่ออย่างไรผมถือว่าโอเคก็เป็นทิศทางเดินในแต่ละบริษัทก็ว่ากันไป


อาเซียนโกยยอดกว่า1,000ล้าน.
ยังเปิดเกมรุกหนัก-ไม่ล่าถอย
ในตลาดอาเซียนเติบโตมากที่สุดก็จะเป็นอินโดนีเซีย ยอดขายปีละ 1,000 ล้านบาท เราติดอันดับ 6 หรือติดอันดับท็อปเท็นในอินโดนีเซีย ซึ่งเราเปิดที่อินโดนีเซีย ก็ต้องบอกว่า เป็นระยะเวลา 10 กว่าปีแล้ว เพราะการที่แบรนด์ไทยไปโตที่ต่างประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องยากมาก กว่าที่เราจะไปเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ไปทำความเข้าใจระบบความรู้พื้นฐาน การยืนบนธุรกิจขายตรงบางทีมันก็ยากพอสมควร อย่างประเทศพม่าเอง ถือว่าเราไปเปิดประเทศมาเป็นเวลา 8 9 ปีแล้ว แต่ยอมรับว่าในพม่าเองเราใช้เวลาร่วม ๆ 5 6 ปี ที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา เกี่ยวกับเรื่องการทำเน็ทเวิร์คเครือข่าย ฉะนั้น การเข้าไป 2 3 ปีแรก ต้องเรียนรู้ปูพื้นอย่างเดียว ถึงจะสอบผ่าน
ฉะนั้น การเดินยุทธศาสตร์ของเรา จะมุ่งเน้นการสร้างยอดขาย สร้างองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาร่วมบิสิเนส พาร์ทเนอร์ เราค่อนข้างจะให้ความสำคัญ คืออยากให้เขาเรียนรู้เพื่อการทำงานอย่างถูกต้องเป็นอย่างไร องค์กรธุรกิจมันถึงจะเจริญเติบโตได้ ฉะนั้น เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องการอบรม เราจึงเดินทางอยู่ตลอดเวลา ทัวร์ไปทั้งการจัดงาน หรือจัดอบรมสัมมนาต่าง ๆ เราก็จัดทีมงานจากบริษัทของเราไป และไม่ใช่ทีมโดเมสติก Domestic แต่เป็นทีมอินเตอร์เนชั่นแนลเทรนนิ่ง ยกตัวอย่าง เดือนนี้ไปพม่า ลาว กัมพูชา ก็จำเป็นต้องใช้ทั้ง 2 ภาษา เป็นเซ็นเตอร์กลาง เพราะในประเทศเวียดนาม กัมพูชา ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ล่ามแปล เพราะโดยพื้นฐานโลคัลที่นั่น จะมีข้อจำกัดเรื่องภาษาพอสมควร แต่ว่าก็ยังไปได้ด้วยดี เพราะว่าเรามีการลองผิด ลองถูกกันมาหลายปีแล้ว
เมื่อเราเคลื่อนสู่ระบบการทำงานให้สมาชิก ก็เท่ากับเติมความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น อย่างที่ผ่านมาสมาชิกของเราเขาไม่รู้จักเน็ทเวิร์ค แต่เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องซื้อมา ขายไป ต้องบอกว่า พม่าขายเก่งแบบขั้นเทพ เราบอกเสมอว่าขายตรงที่ดี ต้องเกิดการบริโภคซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขามีพื้นฐานทางธุรกิจมากขึ้น สินค้าตาม พอระบบเดิน ทุกอย่างก็วิ่งได้เลย จึงทำให้ธุรกิจพม่าเริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยอดไปยังไม่ถึง 100 ล้านบาท เพราะเพื่อนบ้านอย่างพม่าปิดประเทศมาหลายปี และต้องเรียนรู้เขามากพอสมควร และที่สำคัญรายได้ต่อหัวยังคงต่ำอยู่ ชนชั้นแรงงานรายรับอยู่ระหว่าง 500 2,500 บาท/หัว
เมื่อเทียบกับสินค้าของ คังเซนฯ ที่จำหน่ายในราคา 700 800 บาท/ชิ้น จนไปถึงหลักหมื่น ซึ่งกว่าจะทำความเข้าใจก็ยากเหมือนกัน เพราะวิธีการของเขาวิ่งไปหาคน เมื่อได้คนมาก็ชวนซื้อของ คือเขาได้กำไรจากค้าปลีก ระบบจึงค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ โจทย์คือคนขายเก่ง ทำยังงัยให้เขาเข้าใจเครือข่ายมากขึ้น เมื่อเราจับทางได้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันอย่าง ลาว ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องใช้กลยุทธ์เดียวกันในการบริหารงาน
19 ปีที่ คังเซนฯ เติบโตมา เราเติบโตมาจากสินค้าดีมีคุณภาพ แต่เมื่อมองไปที่ฐานนักธุรกิจของเรา ส่วนใหญ่จะถูกปรับจากนักขายมาเป็นนักธุรกิจอิสระกว่า 70% ตอนนี้เราจึงปรับเปลี่ยนนักธุรกิจให้เป็น เน็ทเวิร์ค บิลเดอร์ คือนักขายที่เป็นนักธุรกิจที่มีความเข้าใจระบบ 100% สัดส่วน 30% จะเป็นคนรุ่นใหม่ นิว เจเนอเรชั่น หรือ ยังบลัด เราจึงเติมระบบในการอบรม เทรนนิ่ง ก็อปปี้ และทำอย่างไรให้บุคคลเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกัน จาก 70 : 30 เราจะเพิ่มเป็น 50 : 50 ให้เท่าเทียมกัน ถ้าเราทำได้ตามคาดหวัง ยอดของเราก็จะไปได้อย่างฉลุยเลยทีเดียว
อัตรา30%ที่ได้ไม่ใช่เฉพาะคนรุ่นใหม่แต่มีสมาชิกที่เป็นรุ่นบุกเบิกของเราด้วยวันนี้ก็ถือว่าไม่น้อยหน้าเพราะขายตรงถ้าอยู่ได้อย่างยั่งยืนมั่นคงถาวรและเจริญเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดต้องนำเอาระบบขายตรงมาเป็นหัวใจสำคัญต้องปรับการทำงานให้เป็นไปตามระบบเชิญผู้มุ่งหวังและผู้ถูกมุ่งหวังเข้าระบบสุดท้ายก็เข้าสู่ฟังก์ชั่นของการอบรมใช้ฟังก์ชั่นการอบรมให้เป็นประโยชน์
ซึ่งภายใต้การจัดงานBest Off the Bestที่ไบเทค บางนา ตามที่กล่าวมาในเบื้องต้น คังเซนฯ ก็เชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละประเทศอย่าง พม่า ลาว กัมพูชา เข้ามาร่วมงานดังกล่าวด้วย ซึ่งในเอเชียคาดว่าน่าจะมีฐานสมาชิกกว่า 3,000 คน ก็ไม่ถือว่ามากนัก และวันนี้ต้องบอกว่าเราสยายปีกได้ครอบคลุมหมดแล้ว จริง ๆ เราตั้งใจครอบตลาดอาเซียนครบ 2 ทศวรรษ หรือ 20 ปี แต่ในปีที่ 19 เราทำได้ครบถ้วนตามจุดมุ่งหมาย เป้าหมายต่อไป เราต้องการต่อยอดทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
ประเด็นสุดท้ายที่มีการพูดคุยกัน นั่นคือ ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในสายตาบอร์ดบริหาร มองการเติบโตเป็นเช่นไร.. บอสอิทธิศักดิ์วิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า
ตัวเลขการเติบโตผมว่าสวยนะเพราะจากที่ผมเข้าไปสัมผัสในอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศการเติบโตในภาพรวมปีนี้น่าจะเห็นเป็นตัวเลข70,000ล้านบาทสำหรับที่เข้าระบบซึ่งอาจจะบวกด้วยซ้ำเหตุผลเพราะว่าผมเห็นดิสเพลเยอร์หรือกลุ่มผู้ประกอบการใหม่เข้ามาสู่กลุ่มธุรกิจขายตรงมากขึ้นถ้าตลาดนี้มันตันคงไม่มีผู้ประกอบการรายใดเอาเงินลงทุน10 20ล้านบาทมาลงหรอกครับแสดงว่าทุกคนมองเห็นธุรกิจนี้มีโอกาสโตมหาศาลจึงแห่เข้ามาลงทุนอย่างมากไม่เพียงเฉพาะในโลคัลหรือในประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังมีในอาเซียนทางยุโรปและอเมริกาก็ยังไหลเข้ามาสู่ประเทศไทยเพราะว่าตัวเลขการเติบโตในฝั่งยุโรปและอเมริกามีอัตราการเติบโตที่น้อยลงแต่ตัวเลขการเติบโตในเอเชีย-แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นทุกปีนั่นก็หมายความว่าโอกาสทางนี้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วนการย่างก้าวสู่เวทีอาเซียน จริง ๆ เราพัฒนาตัวเราเองไม่ได้หยุด ถามว่าเราพร้อมไหม คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่เราพอสู้ไหว เพราะว่าในอินโดจีนทั้งหมด ผมลงไปศึกษาตลาดและเปิดธุรกิจครอบคลุมมาประมาณ 4 5 ปีแล้ว คิดว่าเราพอมีฐานพอสมควร ก็พอสู้ได้ในเวทีอาเซียน ซึ่งกำลังจะเปิดเสรีทางการค้าในปี 2558เชื่อว่า เอาอยู่..!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่324 ประจำวันที่16 - 31 กรกฏาคม 2555