ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลขาธิการ สคบ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เลขาธิการ สคบ. แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

'สุวิทย์'รีเทิร์น ผอ.ขายตรง เดินหน้าหนุนแก้ ก.ม.ตั้ง'กรม'







555

 


"สุวิทย์ วิจิตรโสภา" หวนนั่งตำแหน่ง ผอ.ส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สคบ. เดินเครื่องปรับแก้กฎหมายขายตรงไทย รองานวิจัยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ อีก 6 เดือน หารือเคาะกฎหมายยื่นคณะรัฐมนตรี ชี้มีโอกาสสูงตั้ง "กรมขายตรง" เผยข่าวดี "ก.พ.ร." อนุมัติตั้ง "กองคุ้มครอง ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง" ชิมลางความเป็นไปได้การแยกอิสระ พร้อมย้ำชัด ธุรกิจเติมเงินโทรศัพท์ไม่เข้าข่ายขายตรง หากเน้นสร้างเครือข่ายถือเป็นความผิด


นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า หลังจากที่ทาง สคบ.ได้มีการปรับในส่วนของตำแหน่งต่างๆ ในสำนักงาน รวมถึงการเข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการ สคบ. ของ "อำพล วงศ์ศิริ" แทนที่ "จิรชัย มูลทองโร่ย" ซึ่งก็ได้มีการรับมอบหมายงานจาก "สันติ พร้อมพัฒน์" รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงแนวทางการทำงานของ สคบ. หลังจากนี้


"ทางรัฐมนตรีต้องการให้ สคบ. เน้นการให้ความคุ้มครองผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ส่วนเลขาธิการ สคบ.คนใหม่ นั้น กำลังรอการโปรดเกล้าฯ ให้ขึ้นรับตำแหน่ง เลขาธิการ สคบ. อย่างเป็นทางการ ซึ่งคาดว่าไม่น่าจะเกินเดือนนี้ เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ก็จะเข้ามานั่ง และทำหน้าที่ อย่างเป็นทางการต่อไป"


ในส่วนของธุรกิจขายตรง ทางภาค รัฐต้องการสร้างความโปร่งใสให้เกิดขึ้นในการทำธุรกิจ เพื่อทำการส่งออกสินค้า หรือการขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ ซึ่งถือเป็นการรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยจะเน้นหนัก ในเรื่องของการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมามักมีการกระทำผิดในเรื่องนี้ค่อนข้างมาก


อย่างไรก็ดี ในช่วงที่ผ่านมา ทางสคบ.ก็มีคดีที่ต้องติดตามอยู่หลายคดี โดย เฉพาะในเรื่องของการทบทวนกฎหมาย สำหรับกลุ่มบริษัทเติมเงินมือถือ ที่ปัจจุบัน นับว่ากำลังได้รับความนิยมจากกลุ่มนายทุน แห่มาเปิดธุรกิจรูปแบบนี้ และพยายามดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรง


"ที่ผ่านมา จากกรณีของ "ป๊อปอัพ ทูริช" ที่ต้องการดำเนินธุรกิจขายตรง ซึ่งที่ผ่านมา สคบ.และดีเอสไอได้พยายามดำเนินคดี เพราะธุรกิจเติมเงินมือถือที่ว่านี้ ไม่สามารถดำเนินธุรกิจในรูปแบบขายตรงได้ ซึ่งหากมีการตรวจสอบพบว่า กลุ่มธุรกิจเหล่านี้จ้องที่จะสร้างเครือข่ายมาก กว่าการขายสินค้าจัดว่ามีความผิด สามารถ ดำเนินขณะได้ตามกฎหมาย ซึ่งทาง สคบ. และดีเอสไอ กำลังเฝ้าติดตามและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง" สุวิทย์ เผย


นอกจากนี้ ทาง สคบ.ยังเร่งดำเนินการเรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทย ที่หลายฝ่ายเรียกร้องให้มีการปรับปรุง เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้ใช้มาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งมีหลายข้อกฎหมาย ที่มีช่องโหว่ ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงเกิดความคลุมเครือ ในสายตาของผู้บริโภค


ขณะนี้ สคบ.อยู่ระหว่างการทำวิจัย เพื่อแก้กฎหมายขายตรง โดยได้มีการมอบ หมายให้มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ทำวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง เพื่อประมวลภาพรวม โดยที่ผ่านมาก็มีการร่างกฎหมาย ฉบับใหม่ไปแล้ว แต่มีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเสียก่อน ทำให้ต้องดึงตัวร่างกลับมา ซึ่งต่อมาหลายฝ่ายก็มีความคิดเห็นว่า ตัวร่างเดิมนั้น ดูจะไม่ตอบโจทย์กับธุรกิจขายตรงมากนัก ซึ่งอาจต้องมีการร่างกฎหมายกันใหม่


"จากการหารือเรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรง คาดว่าจะมีการนำร่างเดิมที่ส่งไปให้คณะรัฐมนตรีเมื่อ 2-3 ปีก่อน มาปรับปรุงแก้ไข ด้วยการหารือกับสมาคม ขายตรงต่างๆ รวมถึงกลุ่มคนที่มีส่วนกับธุรกิจนี้ รวมไปถึงการใช้งานวิจัยที่ สคบ. ได้ให้ ม.เกษตร ทำ มานั่งขบคิดว่าควรจะแก้ไขตรงไหนอย่างไร ซึ่งตรงนี้อาจต้องใช้ เวลาอีกประมาณ 6 เดือน หลังจากนั้นก็ต้องมาร่างกฎหมายแล้วส่งคณะรัฐมนตรี ตามขั้นตอนการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งสิ่งนี้อาจ ต้องใช้เวลา 3-5 ปี” ผอ.ส่วนขายตรงและตลาดแบบตรงเผย


ในส่วนของการตั้ง "กรมขายตรง" นั้น "นายสุวิทย์" กล่าวว่า โอกาสที่จะตั้งกรมขายตรงนั้นมีความเป็นไปได้สูง เพราะที่ผ่านมามีการเรียกร้องให้ตั้งกรมขายตรง และสคบ.ก็มองธุรกิจขายตรงว่าคล้ายคลึงกับธุรกิจประกันภัย ที่มีสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คอยดูแล แต่คงไม่ใช่เร็วนี้ๆ เพราะสิ่งนี้ก็คงต้องรอให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรงก่อนอยู่ดี


อย่างไรก็ตาม ในช่วงนี้ทางสำนักงาน คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ได้มีการอนุมัติให้ตั้งกองคุ้มครอง ด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงขึ้น ซึ่งจะอยู่ในสังกัดของ สคบ.ต่อไป แต่สิ่งนี้ ก็ถือเป็นก้าวแรกที่อาจส่งผลให้มีการตั้งกรมขายตรงในอนาคต


อนึ่ง ถือเป็นการกลับมานั่งในตำแหน่ง ผอ.ส่วนขายตรงและการตลาดแบบตรง เป็นครั้งที่ 2 ของ "สุวิทย์ วิจิตรโสภา" หลังเคยนั่งทำหน้าที่นี้มาแล้วเมื่อสมัย "นิโรธ เจริญประกอบ" เป็นเลขาธิการ สคบ. ก่อนจะถูกโยกย้ายตำแหน่ง เมื่อ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เข้ามาเป็นเลขาธิการ สคบ. เมื่อปี 55 "สุวิทย์" ถือเป็นคนที่คลุกคลีกับวงการขายตรงมานาน และมีความรู้ประสบการณ์ด้านขายตรงเป็นอย่างดี


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2556

เด้ง 'จิรชัย' พ้น สคบ. !







44407_538500466201386_1756435764_n (Mobile)

 


ได้รับรู้เรื่องช็อกวงการขายตรงก่อนที่จะเริ่มต้นเขียนคอลัมน์ "โฟกัสขายตรง" ที่รับใช้ผู้อ่านอยู่นี้ เมื่อวันสองวันที่ผ่านมาว่าโผ ครม. สั่งเด้ง "จิรชัย มูลทองโร่ย" พ้นจากสภาพการเป็น เลขาธิการ สคบ. ไปนั่งตบยุงเป็นผู้ตรวจราชการสำนักนายกฯ


ผู้เขียนสงสัยเหมือนที่หลายคนสงสัย ทำไม "จิรชัย" ถึงถูกเด้งก่อนวาระอันควร แบบ "มาเร็ว เคลมเร็ว"หรืออาจจะด้วยเพราะสาเหตุเหล่านี้หนึ่ง "จิรชัย" ไม่ค่อยโดนใจคนขายตรงซักเท่าไหร่...สอง "จิรชัย"ผลงานอาจไม่เข้าตากรรมการ...สาม มีประเด็นการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง....สี่ เกิดการเอียงซ้าย-เอียงขวา กับธุรกิจบางธุรกิจ และห้า อาจขัดแข้งขัดขาภายใน เพราะช่วงที่ "จิรชัย" เข้ามารับตำแหน่งใหม่ๆ กลับมีผลกระทบกับธุรกิจขายตรงเข้าอย่างจัง เมื่อผู้ทรงคุณวุฒิที่อยู่ใน สคบ. หลายรายที่รู้และเข้าใจเรื่องขายตรง ถูกเคลื่อนย้ายไปอยู่กองอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกันเพียบ


ก่อนจะส่งเด็กในคาถาเข้ามาแทน นี่อาจเป็นอีกสาเหตุเกาเหลาเล็กๆ ใน สคบ.ด้วยหรือไม่


หรือไม่ก็การเทกแอ็กชั่นปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายยังน้อยไปหน่อย ก็สุดแล้วแต่จะคาดเดา


ส่วนโผ เลขาฯ สคบ.รายใหม่อีกรอบที่โดดข้ามห้วยมา รอบนี้หวยออกที่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงเก่าที่ "ประชา พรหมนอก" เคยกุมบังเหียน


มาแบบพลิกโผ มาแบบเหนือเมฆ มาแบบคนขายตรง ตั้งรับปรับกระบวนยุทธ์กันไม่ทัน


ส่งซิกให้รู้ว่า การมาครั้งนี้ ไม่ใช่คนของคนใดคนหนึ่ง ไม่ใช่คนของธุรกิจใดธุรกิจหนึ่ง และทำไมต้องข้ามห้วย มีเหตุ ก็ย่อมมีผล


ทราบมาว่า การเข้ามาของ เลขาฯ สคบ.คนใหม่นี้ ถูกสั่งตรงจากนายระดับบิ๊กสุดรายหนึ่งในรัฐบาล นโยบายส่วนหนึ่งคือ มอบดาบอาญาสิทธิ์ให้ลงมาลุยถั่ว "แชร์ลูกโซ่"ถือเป็นเป็นวาระด่วนอันดับต้นๆ ดับขากร่างที่ชอบแสดงอำนาจบาตรใหญ่ เปิดธุรกิจเย้ยหยันกฎหมายหรือชอบท้าทายสื่อ


ที่สำคัญ กับธุรกิจขายตรงแล้ว การยื่นขอจดทะเบียนที่ยังคงค้างอยู่ในกรุหลายร้อยราย ในสมัย "จิรชัย" ถึงเวลาต้องปลดล็อกออกไปเสียทีเฮ้อ!!! ลองติดตามผลงานท่านเลขาฯ คนใหม่ดู เดี๋ยวก็รู้ ว่า "หมู่ หรือ จ่า"


 


 


 


Credit By :  http://www.ryt9.com

วันศุกร์ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : 'โฟกัส' ขายตรง: ยุคใหม่ สคบ.







940825_541306759254090_1100658357_n (Mobile)


เมื่อเร็วๆ นี้ "หนุ่มเซลล์แมน" มีโอกาสได้ร่วมโต๊ะกลมกับเลขาธิการ คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) "จิรชัย มูลทองโร่ย" ต้องบอกว่า ได้รับข้อมูลและแนวทางการทำงานของ สคบ.ชัดเจนยิ่งขึ้น


โดยเฉพาะบทบาทที่ตั้งเป็นนโยบายหลักๆ ก็คือ ต้องปกป้องคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการ ถือว่า เป็นพันธะกิจหลักที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด


จากการพูดคุย เลขาธิการ สคบ.ได้ย้ำนโยบายชัดเจน โดยเฉพาะนโยบายเร่งด่วนที่ต้องเร่งดำเนินการ คือ 1.การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยการใช้ตราสัญลักษณ์ของ สคบ.เป็นเครื่องการันตี หากได้รับตราสัญลักษณ์ของ สคบ.แล้วผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อถูกต้องทั้งกฎหมายของ สคบ.และหลักกฎหมายอื่นที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตาม หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการใช้สินค้าแล้ว ผู้บริโภคจะต้องได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการ


โดย สคบ.มีเป้าหมายที่จะจัดหมวดหมู่สินค้าและบริการที่ขายในประเทศ ตามหลักการของ สคบ.เพื่อให้ผู้บริโภคได้ประโยชน์ในการบริโภคหรือใช้สินค้าที่มีประสิทธิภาพ และผู้ประกอบการเองก็จะได้ประโยชน์ เนื่องจากเป็นการรับรองคุณภาพอีกขั้นหนึ่ง ถือเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หากมีการส่งสินค้าไปขายต่างประเทศ ก็สามารถลดทอนการกีดกันทางการค้าได้อีกทางหนึ่งด้วย


เลขาธิการ สคบ. ยังย้ำที่จะตั้งเป้าหมายติดเครื่องหมายลงบนสินค้า 8 หมวดหมู่ รวม 26 รายการ การดำเนินการดังกล่าวจะต้องทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการไม่ว่าจะเป็น ธุรกิจซ่อมรถยนต์ ธุรกิจรถยนต์มือสอง ธุรกิจการท่องเที่ยว และธุรกิจขายตรง


จากการสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการแล้วส่วนใหญ่เห็นด้วย แต่ยังต้องพิจารณาเรื่องการรับประกันความเสียหายสินค้าจากผู้ประกอบการจะเข้ามาร่วมอย่างไร ที่ไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการของศาล สามารถดำเนินการได้ทันที เรื่องนี้เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องเร่งทำความเข้าใจกับผู้ประกอบการ


ส่วนประเด็นที่ 2 ที่ต้องดำเนินการคือ จะต้องประสานความร่วมมือกับ 3 ภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ผู้ประกอบการ และประชาชน ซึ่ง สคบ.ในฐานะหน่วยงานกลาง จะดำเนินการประสานกลไกภาครัฐทั้ง 8 กระทรวง 20 กรม เพื่อการจัดระเบียบสินค้า ในการคุ้มครองผู้บริโภค เพราะในขณะนี้หน่วยงานต่างๆ ของภาครัฐยังมองในมุมแคบ


โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้บริโภค ทำให้เกี่ยงงานกัน รับผิดชอบไม่ทั่วถึง เช่น การจัดพนักงานไปดูแลผู้สูงอายุหรือเด็กเล็ก ไม่สามารถหาคนรับผิดชอบโดยตรงได้ กรมการจัดหางานก็ไม่ใช่ สาธารณสุขก็ไม่ใช่ กรมพัฒนาฝีมือแรงงานก็ไม่ใช่ ทั้งที่แต่ละส่วนงานที่กล่าวมาล้วนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งสิ้น


ดังนั้น ทุกส่วนราชการจะต้องบูรณาการร่วมกันไม่ว่าจะเป็นส่วนกลาง ส่วนท้องถิ่น จะมาปฏิเสธไม่ได้ว่าเป็นงานฝาก เพราะทุกคนจะต้องช่วยกันดูแลประชาชนด้วย ซึ่ง สคบ.จะทำหน้าที่เป็นหน่วยงานกลางในการประสานข้อมูล ในอนาคตเรื่องนี้จะต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น เพื่อดูแลผู้บริโภคให้ได้รับความเป็นธรรมมากที่สุด


ปัจจุบันยอมรับว่าภาคประชาชนมีความรู้เรื่องสิทธิของตนเองน้อยมาก โดยพบว่า 80% นั้นยังไม่รู้เรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคเลย หรือหากรู้ก็จะไม่ใช้ประโยชน์ เนื่องจากเห็นว่าดำเนินการล่าช้า ซึ่ง สคบ.ก็ยอมรับในเรื่องนี้ เพราะมีคนน้อยแค่ 200 กว่าคนเท่านั้น ดังนั้น ในอนาคตจึงมีความคิดที่จะจ้างหน่วยงานภายนอกในกันเข้ามาสำรวจตรวจสอบสินค้าในท้องตลาดด้วย


ส่วนภาคผู้ประกอบการธุรกิจ ก็จะแยกแยะผู้ประกอบธุรกิจที่ดีและไม่ดีออกจากกัน โดยในส่วนที่ไม่ดีก็ต้องปราบปราม ส่วนผู้ประกอบการที่ดีอยู่แล้วก็ต้องยกย่องและประกาศเกียรติคุณ ที่ผ่านมาขาดการประสานงานในองค์กรผู้ประกอบธุรกิจ


สิ่งเหล่านี้ที่ เลขาธิการ สคบ.หยิบยกเป็นนโยบายเร่งด่วน ต้องบอกว่า มีประโยชน์ต่อผู้บริโภคอย่างมาก หากสามารถปฏิบัติได้จริง และตั้งใจจริง


"หนุ่มเซลล์แมน" ยังเป็นห่วง โดยเฉพาะ "ธุรกิจเครือข่ายขายตรง" ปัจจุบัน มีผู้ประกอบการเปิดตัวออกมาเป็นจำนวนมาก รวมไปถึงการเข้าไปโฆษณาผ่านทีวีดาวเทียมกันอย่างครึกโครม ต้องยอมรับธุรกิจทีวีดาวเทียมกำลังได้รับความนิยม ซึ่งผู้ประกอบการขายตรง อาศัยช่องทางดังกล่าวโกยเงินเข้ากระเป๋า แต่ไม่นึกถึงคุณภาพสินค้าว่าจะมีคุณภาพหรือไม่ ตรงนี้ถือว่า สคบ.ต้องเข้ามาควบคุมดูแลใกล้ชิด ไม่เช่นนั้นผู้บริโภคอาจตกเป็นเหยื่อรายแล้ว รายเล่า


หากกำราบได้และมีการบริหารจัดการที่ดี โดยเฉพาะจากการเข้ามาร้องเรียนผ่าน สคบ. ในแต่ละวัน แต่ละเดือน มีจำนวนมากมายก่ายกองมหาศาล อย่าให้ผู้บริโภคมอง สคบ.เป็นเพียงแค่ "เสือกระดาษ" ที่ช่วยเหลือหรือเป็นที่พึ่งพวกเขาไม่ได้ สุดท้ายนโยบายที่ขีดเอาไว้ คงไม่เกิดประโยชน์


แต่เท่าที่ติดตามการทำงานของ สคบ.ในวันนี้ ถือว่า มีความคืบหน้า หลายเรื่องสามารถแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว สิ่งนี้ถือเป็นนิมิตรหมายที่ดีที่เรียกว่า "ยุคใหม่ สคบ." จริงๆ



Credit By :หนังสือพิมพ์บ้านเมือง

วันศุกร์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2556

สคบ.เล็งจัดระเบียบธุรกิจขายตรงใหม่ เหตุตัวแทนไร้หลักฐานใบประกอบอาชีพ









นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) เปิดเผยว่า สคบ.เตรียมจัดระเบียบธุรกิจขายตรงใหม่ทั้งระบบ หลังพบว่าธุรกิจดังกล่าวได้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยเฉพาะตัวแทนจำหน่ายอิสระที่ปัจจุบันมีมากถึง 15 ล้านคนทั่วประเทศแต่เกือบทั้งหมดไม่มีหลักฐานการประกอบอาชีพ


ดังนั้น สคบ.จึงสั่งให้เจ้าหน้าที่เร่งศึกษาแนวทางการควบคุม โดยให้ผู้ที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนจำหน่ายอิสระต้องผ่านการทดสอบความรู้จากสมาคมที่เกี่ยวข้องกับการขายตรง ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับตัวแทนธุรกิจประกันที่ต้องผ่านการทดสอบก่อน จากนั้นจึงออกบัตรประจำตัว เพื่อรับรองว่าตัวแทนดังกล่าวมีความรู้ความเชี่ยวชาญและพร้อมจำหน่ายสินค้าให้กับผู้บริโภคได้


เลขาธิการ สคบ. กล่าวว่า จะดูรูปแบบของสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ที่สอบคัดเลือกตัวแทนขายประกันมาเป็นแนวทาง ส่วนการเขียนกฎหมาย, หลักเกณฑ์ และรายละเอียดนั้น อาจดำเนินการในรูปแบบของการออกกฎกระทรวง คาดว่าใช้เวลาไม่นานจะมีผลบังคับใช้ได้


"หากมีข้อกฎหมายฉบับนี้ออกมา ก็น่าเป็นผลดีต่อไทยที่จะยกระดับมาตรฐานธุรกิจขายตรงขึ้นมาให้มีคุณภาพ และมีความน่าเชื่อถือมากขึ้น" นายจิรชัย กล่าว


ทั้งนี้ จากข้อมูลล่าสุดของสคบ. พบว่าตั้งแต่ปี 45-55 มีผู้ประกอบการขายตรงจดทะเบียนดำเนินธุรกิจกับสคบ.ไว้ 852 ราย ซึ่งจากการที่ สคบ.ได้ส่งหนังสือเพื่อขอคำยืนยันสถานภาพการดำเนินธุรกิจจากผู้ประกอบการ พบว่ามีบริษัทแจ้งกลับมาว่ายังเปิดดำเนินธุรกิจอยู่ 180 ราย ส่วนมากเป็นรายใหญ่และมีชื่อเสียง ส่วนอีก 35 รายเลิกกิจการไปแล้ว นอกนั้นที่เหลือยังไม่มีการรายงานแจ้งกลับมา



Credit By : ryt9.com


วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : รื้อ! กฎหมายขายตรงกู้เศรษฐกิจ-ดันสู่องค์การมหาชน


จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. ประกาศชัดเตรียมรื้อพ.ร.บ.ขายตรง และตลาดแบบตรง ปี 45 และตัวร่าง ที่คาราคาซังมานานทิ้ง เดินสายรับฟัง ความเห็น 3 ฝ่าย รัฐ-ผู้ประกอบการ-ประชาชน หาข้อยุติตั้งกฎหมายใหม่คุม MLM ชี้ไม่เกิน 1-2 ปี ได้บังคับใช้ พร้อมบอกแผน ไบนารี่ หากจ่าย ได้จริงก็ไม่ผิด ส่วนการตั้ง กรม ขายตรง ไม่ทิ้ง วางแผนตั้ง องค์การมหาชน ดูแลสร้างเอกภาพธุรกิจ ด้านนโยบายติดตรา สคบ.วอนผู้ประกอบการทำความเข้าใจกติกาใหม่ เรื่องเบี้ยประกันแค่ตีความผิด ย้ำชัด สคบ. หวังเป็นสื่อกลางระหว่าง ภาครัฐและเอกชน ยกระดับธุรกิจขายตรงไทย ช่วยเศรษฐกิจชาติ

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า หลังจากเรื่องของพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบ ตรง ฉบับ พ.ศ.2545 ซึ่งมีหลายเสียงเห็นว่าพ.ร.บ. ตัวนี้ เก่าเกินไป เนื่องจากการพัฒนาของธุรกิจ ล้ำหน้าไปมาก ทำให้ต้องการที่จะให้รัฐแก้ไขปรับปรุง เพื่อบังคับขึ้นมาใช้ใหม่ โดยมีการร่างขึ้นมาแล้ว และเกือบที่จะได้บังคับใช้ ตอนนี้ตนเห็นด้วยที่จะมีพ.ร.บ.ตัวใหม่ ที่จะ กำหนดใช้ขึ้นแทน แต่ตนต้องการที่จะรื้อตัวร่างนี้ขึ้นใหม่หมด เพื่อให้ เกิดความเป็นธรรมแก่วงการโดยรวม

ปัจจุบันจากความผันแปรของเศรษฐกิจ และธุรกิจขายตรงที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป จากพ.ร.บ.ฉบับ 2545 ที่บังคับใช้อยู่ ดูจะเก่าเกินไป ทำให้ตนต้องการที่จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นนโยบายการทำงาน โดยหลังจากที่ตนได้เข้ามานั่งเป็นเลขาธิการ สคบ. เรื่องพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการปรับแก้ไข โดยจะเป็นการรื้อตัวร่างเก่า และจัดทำขึ้นมาใหม่ โดยสคบ.ได้วางการทำงานในการสร้างพ.ร.บ.ตัวใหม่นี้ 3 ข้อ เลขาธิการ สคบ. กล่าว

โดยการทำงาน 3 ข้อ ที่เลขาธิการ สคบ.ได้วางเพื่อการทำพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่ คือ 1.การประชุมเพื่อ รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อ จัดทำพ.ร.บ.ตัวใหม่ 2.การรับฟังความคิดเห็น จากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหาร บริษัทขายตรงต่างๆ เพื่อความเป็นธรรมกับ ทุกบริษัทและ 3.การรับฟังความคิดเห็นจาก ภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการยอมรับ พ.ร.บ. ตัวใหม่จากผู้บริโภค

จากที่กล่าวมา จิรชัย เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ พยายามที่จะเดินสายออกไปพบกับผู้บริหารของบริษัทขายตรง และประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำมา ใช้ในการทำงานของสคบ. โดยแผนการทำ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่นี้ ทาง สคบ.เชื่อว่า ใน 1-2 ปีนี้ น่าจะสามารถ ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง และบังคับใช้

ทั้งนี้ เลขาธิการสคบ. ยังกล่าวถึงแผน จ่ายแบบ ไบนารี่ ว่า เรื่องของแผนจ่ายแบบ ไบนารี่ เป็นเรื่องที่ไม่ผิด เพราะหาก บริษัทสามารถจ่ายได้จริงอย่างที่แผนบอก ก็ไม่มีความผิดอะไร เพราะแผนไบนารี่ก็อยู่ในกรอบของกฎหมายทุกอย่าง

ส่วนเรื่องที่เป็นประเด็นอีกอย่างหนึ่ง คือ ความเป็นไปได้ของการจัดตั้ง กรมขาย ตรง ขึ้น เพื่อการทำงานเฉพาะวงการธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง เรื่องนี้ จิรชัย เลขาธิการสคบ. กล่าวว่า การตั้งกรมขายตรง เหมือนกับธุรกิจประกัน ภัยที่มีการตั้งกรมประกันภัย นับเป็นแนวคิด ที่ดี ซึ่งตนเห็นด้วย เพราะธุรกิจจะมีผู้ดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการยกระดับวงการที่ดี แต่ทางสคบ.ในยุคตนไม่ได้เพียงคิดแค่นั้น แต่ต้องการที่จะตั้ง องค์การมหาชน ขึ้นมาเพื่อดูแลธุรกิจเลยทีเดียว ถึงแม้การตั้งองค์การมหาชน จะทำให้ขายตรงหลุดจากการควบคุมของ สคบ.ก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหากสิ่งใดจะสามารถยกระดับ ธุรกิจได้ สคบ.ก็พร้อมผลักดัน

อย่างไรก็ดี ในส่วนของนโยบายการรณรงค์ติดตราสัญลักษณ์สคบ. ที่รัฐบาลต้องการให้บริษัทขายตรงเข้ามาขอรับ เพื่อ เพิ่มความน่าเชื่อถือ ตอนนี้ก็ยังไม่มีบริษัทใด เข้ามาขอรับอย่างจริงจัง เนื่องจากยังมีข้อข้องใจ และสงสัยในกฎเกณฑ์หลายข้อ โดย เฉพาะเรื่องการที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการไม่เห็น ด้วย จากเหตุที่ว่าเบี้ยประกันแพงเกินไป

ในเรื่องนี้ จิรชัย เผยว่า เรื่องของเบี้ยประกันเป็นความเข้าใจผิดของผู้ประกอบ การ ว่าต้องจ่ายเบี้ยประกัน 0.5% จากยอด ขายแต่ละปี ซึ่ง สคบ.และรัฐบาลต้องการเพียงให้บริษัทขายตรงมีบริษัทประกันเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ส่วนเรื่องการเสียค่าสินไหม หรือค่าเยียวยา ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่ผู้บริโภคเรียกร้อง ซึ่งผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจใหม่

เรื่องของการติดตราสคบ. นับเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากวันที่การค้าเสรีเปิด สิ่งนี้จะเป็นตัวสร้างความ ได้เปรียบกับบริษัทที่มีตราสคบ.ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหากบริษัทใดมีตราสคบ.นั่นก็ยิ่งเป็นตัวแสดงอย่างชัดเจนถึงมาตรฐานของบริษัทนั้นๆ ซึ่งทางสคบ.ก็พร้อมที่จะช่วย ในเรื่องของความมั่นใจกับผู้บริโภคอีกทาง

นอกจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมานี้แล้ว จิรชัย ยังได้กล่าวถึงการทำงานของ สคบ.ยุคใหม่นี้ว่า สคบ.ต้องการเป็นส่วนหนึ่ง ที่สำคัญในการผลักดันธุรกิจขายตรง ให้เป็น ธุรกิจสร้างชาติอย่างเป็นรูปธรรม ลบภาพความเป็นธุรกิจสีเทาออกให้หมด โดยที่จะเน้นการทำงาน 3 ข้อ คือ 1.ส่งเสริมธุรกิจ 2.ช่วยธุรกิจที่ยังติดขัดให้เดินไปได้ และ 3.ตัดธุรกิจแอบแฝงออกจากระบบให้สิ้น

โดยการทำงานของสคบ.เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงนับจากนี้ อย่างแรกที่สำคัญคือ การจัดระเบียบธุรกิจขายตรง โดยเฉพาะ บริษัทที่จดทะเบียนอยู่กับสคบ.ขณะนี้ที่มีอยู่เกือบ 900 บริษัท ต้องแยกออกมาให้ได้ว่าบริษัทใดยังดำเนินงานอยู่ บริษัทใดปิดกิจการแล้ว อีกทั้งยังรวมไปถึงความเคลื่อนไหวว่า บริษัทใดมีการปรับเปลี่ยนไป แล้วหรือไม่อย่างไร ทั้งแผนงาน และสินค้า

ซึ่งสคบ. ได้กำหนดการทำงานสำคัญ 3 ข้อ โดยเป็นการตั้งกองกำลังขึ้นมา คือ 1.กองจดทะเบียนบริษัท 2.กองดำเนินงานด้านการติดตาม ประเมินผลการทำธุรกิจ และ 3.การปราบปรามโดยใช้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อตัดธุรกิจแฝงทิ้ง

อย่างไรก็ดี เรื่องของจำนวนคนที่เป็น ปัญหาของสคบ.มาตลอด จิรชัย ต้องการที่จะทำให้ปัญหานี้หมดลง โดยการวางการทำงานเฉพาะจุด และตรงประเด็น เพื่อการ ทำงานอย่างมีประสิทธิผล
จากนโยบายต่างๆ ที่ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ.คนใหม่ได้กำหนดขึ้นมานี้ สคบ.ได้พยายามที่จะหานักวิชาการเข้า มาช่วยในการหาความเป็นไปได้ของการดำเนินนโยบายต่างๆ โดยทางสคบ.จะเป็นผู้กำหนดวางแนวทางการทำงาน ส่วน นักวิชาการจะเป็นกลุ่มคนที่จะทำนโยบายต่างให้เกิดประสิทธิผลตามแนวทางที่ได้วาง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1338 ประจำวันที่ 26-9-2012 ถึง28-9-2012