ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mlm AEC แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mlm AEC แสดงบทความทั้งหมด

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เลขาฯตอกย้ำตราสัญลักษณ์ "สคบ." ชูเป็นใบเบิกทางสู่ตลาดขายตรงอาเซียน (AEC)


จิรชัย ดันตราสัญลักษณ์ สคบ. ขึ้นเป็นนโยบายระลอก 2 หลังเปลี่ยนเก้าอี้ รมต.ใหม่ วราเทพ เสียบแทน หวังเป็นเกราะกันภัยหากผู้ประกอบการต้องการเปิดตลาดอาเซียน หนุนธุรกิจขายตรงทั้งในและ ตปท.พร้อมรับมือ AEC...ร่วมหารือ DSI ต้องแก้ปัญหาอย่างทันท่วงที ป้องกันการลากเกมยืดเฉกเช่นกรณีแชร์ลูกโซ่ DCHL

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดเผยว่า ขณะนี้ สคบ. ได้หารือร่วมกับอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ เกี่ยวกับการดำเนินงานร่วมกัน ซึ่งมี 2 ประเด็นหลักด้วยกัน คือ
ประเด็นที่ 1. การสร้างความรู้ความเข้าใจกับผู้ประกอบการขายตรง ในบทบาทของ สคบ.และบทบาทของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่จะต้องมีการทำงานร่วมกัน
ประเด็นที่ 2. เรื่องข้อมูลที่จะต้องมีการประสานงานกันอย่างชัดเจนและเชื่อมโยงกัน รวมถึงการดำเนินงานจะต้องไม่ล้าช้าหรือยืดเยื้อเหมือนเช่นที่ผ่านมา

โดยเนื้อหาที่ สคบ. ได้มีการประชุมหารือร่วมกับผู้ประกอบการขายตรงและทางสมาคมต่าง ๆ เกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการทำความเข้าใจกับกลุ่มธุรกิจขายตรงในการที่จะส่งเสริมธุรกิจนี้ให้ก้าวไกล ซึ่งมีอยู่ 2 เรื่องด้วยกัน คือ 1. ธุรกิจจะต้องดำเนินการตามกฎหมาย อะไรที่เป็นข้อห้ามและเกิดผลเสียต่อสังคม ห้ามกระทำการอย่างเด็ดขาด และ 2. การสนับสนุนธุรกิจขายตรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ

โดยเฉพาะในส่วนของการสนับสนุนธุรกิจขายตรงทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตรงนี้ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่ง ในการสนับสนุนธุรกิจขายตรงในประเทศให้ทัดเทียมนานาประเทศ สคบ.จะมีนโยบายที่ส่งเสริมธุรกิจนี้ด้วยการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ที่ซื้อสินค้า รวมถึงการเยียวยาความเสียหายของแต่ละบริษัท ตรงนี้จะมีหรือไม่ ซึ่งหากมีการเยียวยาผู้ที่ได้รับความเสียหาย ก็ถือว่าทำถูกต้องตามนโยบายของ สคบ. และจะมีการมอบตราสัญญาลักษณ์ให้กับผู้ประกอบการต่อไป
ส่วนการสนับสนุนธุรกิจขายตรงในต่างประเทศนั้น สคบ.รวมถึงประเทศอาเซียนทั้ง 10 ชาติ ขณะนี้ได้มีการประสานงานความร่วมมือกันบ้างแล้ว เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่งแต่ละประเทศต่างมีจุดประสงค์เดียวกันคือ ต้องการนำธุรกิจขายตรงมาเปิดตลาดในเวทีอาเซียนให้ได้

จึงได้มีการหารือกับทางเลขาธิการอาเซียนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยท่านเลขาธิการฯ ค่อนข้างที่จะเป็นห่วงในเรื่องของกฎหมาย เนื่องจากในแต่ละประเทศกฎหมายจะแตกต่างกัน ด้วยเหตุนี้เอง จึงจำเป็นที่จะต้องทำอย่างไรให้ธุรกิจนี้ ในแต่ละประเทศมีความสอดคล้องกัน โดยที่ไม่มีกำแพงทางการค้ากีดกั้น ซึ่งก็ได้มีการหารือในเบื้องต้นบ้างแล้ว ด้วยการจะให้มีการจับมือกับทางภาครัฐและผู้ประกอบการเพื่อหาแนวทางร่วมกัน

เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เผยต่ออีกว่า สำหรับมติในการดำเนินการคุ้มครองผู้บริโภคของชาติอาเซียนที่จะมีการทำงานในทิศทางเดียวกัน มีอยู่ด้วยกัน 3 ข้อ คือ 1. การเยียวยาผู้บริโภคข้ามพรมแดน ซึ่งจะเป็นการบอกถึงว่า หากคนในชาติอาเซียนเกิดความเสียหาย จะมีการร้องเรียนได้ที่ไหน รวมถึงกระบวนการขั้นตอนในการจัดการจะดำเนินการอย่างไร เป็นต้น 2. กรณีสินค้าที่มีการเรียกคืนสินค้า มีการสั่งห้ามขายแบรนด์สินค้าไหนบ้าง ซึ่งใน 10 ประเทศ จะต้องแชร์ข้อมูลร่วมกัน เพื่อที่จะได้รู้ว่า มีสินค้าไหนบ้างที่ห้ามขาย มีสินค้าอะไรที่สั่งเรียกคืน ในประเทศนั้น ๆ และ 3. การสร้างความรู้ในกลุ่มต่าง ๆ ล่าสุดทาง สคบ. เอง ได้รับอาสาจะมาดำเนินการในกลุ่มของเยาวชน เพื่อต้องการที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดกับกลุ่มนี้ก่อน

นโยบายการเยียวยาผู้บริโภคข้ามแดนในเบื้องต้นนั้น จะมีทางหน่วยงานของแต่ละประเทศประสานงานร่วมกัน เช่น หากคนในประเทศอินโดนีเซียมาที่ประเทศไทย และได้ซื้อสินค้ามาใช้บริการและเกิดความเสียหาย ก็สามารถที่จะร้องเรียนที่ประเทศไทยได้เลย ซึ่งทาง สคบ.ประเทศไทยก็จะมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับตรงนี้รับผิดชอบ เช่นเดียวกับในประเทศ อื่น ๆ เช่นเดียวกัน ก็จะมีหน่วยงานตรงนี้รับผิดชอบ หากพบว่ามีผู้บริโภคเกิดความเสียหาย

นอกจากนี้ นายจิรชัย ยังได้พูดถึงกรณีที่ได้เข้าไปหารือกับ นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในช่วงที่ผ่านมา ว่าท่านรัฐมนตรีวรเทพ ได้ขอดูการทำงานในเบื้องต้นของ สคบ. ที่กำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ว่ามีอะไรบ้าง พร้อมกับแนวทางที่จะดำเนินการในปี 2556 รวมถึงยังมีการมอบหมายนโยบายอยากจะให้ทาง สคบ. บูรณาการกับหน่วยงานอื่น ๆ ให้มีความเข้มข้นมากขึ้นด้วย พร้อมกับการให้ความสำคัญถึงกลุ่มประเทศอาเซียนด้วย ว่าตรงนี้ สคบ.จะมีการดำเนินการอย่างไร เพื่อที่จะทำให้ธุรกิจของไทยสามารถเข้าไปเปิดตลาดในต่างประเทศได้

ส่วนในเรื่องของตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคนั้น ตนเองได้มีการหารือกับทางรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ซึ่งขณะนี้ยังติดขัดอยู่กับในเรื่องของอัตราการชดเชยบางอย่างที่ยังไม่ครบถ้วน โดยทางท่านรัฐมนตรีก็ได้มีการแนะแนวทางไว้ 3 เรื่อง คือ 1. ให้ทางธนาคารการันตี 2. บริษัทอาจจะต้องมีการตั้งกองทุน และ 3. ต้องมีการทำประกัน ซึ่งจะเป็นการดูแลถึงความเสี่ยงของผู้ประกอบการเหล่านั้น ที่เคยมีความเสี่ยงต่อผู้บริโภค โดยอาจจะใช้ผู้บริโภคเป็นเกณฑ์สำคัญ

ส่วนกรณีที่ว่า บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะมีการนำร่องติดตราสัญลักษณ์ สคบ. นั้น ณ ขณะนี้ทางผู้บริหาร บริษัท นีโอไลฟ์ฯ ได้มีการมาประสานในเรื่องดังกล่าวแล้ว โดยให้ความสนใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล เพื่อจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค แต่ต้องอยู่ภายใต้องค์ประกอบของภาครัฐด้วย นั่นคือ 1. ต้องดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค 2. ต้องดำเนินธุรกิจตามกฎหมาย อื่น ๆ ที่ถูกต้อง และ 3. บริษัทต้องมีแบงก์มาการันตี มีการตั้งกองทุน หรือมีการทำประกัน โดยในลักษณะของการตั้งกองทุนจะต้องเป็นการตั้งโดยบริษัทของเขาเอง ซึ่งทาง สคบ.จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1- 15 ธันวาคม 2555 ฉบับ 333

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรงอินโดนีเซีย : บุกตลาดใหญ่อินโดฯ งานหินขายตรงไทย ในตลาดอาเซียน (AEC)


ด้วย ตลาดบริโภค ที่มีขนาดใหญ่ของ อินโดนีเซีย คิดจำนวนประชากรอยู่ที่ 245 ล้านคน หรือมากเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งหมดในกลุ่มประเทศสมาชิกประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่มีราว 590 ล้านคน หรือมากเป็นอันดับ 3 ของโลก ทำให้หลาย ธุรกิจวันนี้ไม่อยากพลาด โอกาสทอง ต่างเดินหน้าเข้ามาลงทุนกันอย่างคึกคัก ส่งผลให้วันนี้ มีมูลค่าการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติสูงสุด เป็นอันดับ 3ในกลุ่มอาเซียน หรือกว่า 10,446.96 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และมีประเทศสิงคโปร์ลงทุนมากสุดอันดับ 1 รองลงมาญี่ปุ่นและ หมู่เกาะบริติชเวอร์จิ้น ที่เหลือเป็นประเทศอื่นๆ กว่า 80 ประเทศ ซึ่ง ประธานกรรมการ จัดทำแผนแม่บทเศรษฐกิจของ อินโดนีเซีย ตั้งเป้าหมายไว้ว่า ในปี ค.ศ. 2025 อินโดนีเซีย จะต้องเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่มีเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดในโลกให้ได้ ฉะนั้นหากการลงทุนครบสมบูรณ์แบบ แล้วถึงตอนนั้นอนาคต อินโดนีเซีย ก็จะเป็น ตลาดบริโภคที่ใหญ่และสมบูรณ์แบบที่สุดใน อาเซียนเลยทีเดียว


กำลังซื้อสูงลิ่ว 180 ล้านคนคุมทิศทางตลาด
เศรษฐกิจของ อินโดนีเซีย ดูแล้ว สดใสมาก หากดูข้อมูลจากทางการของ อินโดนีเซีย จะพบว่า มีอัตราขยายตัวทาง เศรษฐกิจในทิศทางที่ดีขึ้นโดยช่วงระหว่างปี 2550-2554 การขยายตัวเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 5.9 และปี 2555-2558 มีแนวโน้มที่จะขยายตัวเฉลี่ย ได้ถึงร้อยละ 6.4 ต่อปี และการเติบโตที่เป็นบวก นี้ได้เป็นสัญญาณที่ดีที่บ่งบอกถึง กำลังซื้อ ของ ชาวอินโดนีเซีย ว่าจะมีสูงขึ้นด้วย กล่าว คือ รายได้ที่ใช้จ่ายได้จริง ในปี 2558 จะ เพิ่มขึ้นเป็น 420.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จาก เดิมอยู่ที่ระดับ 289.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2554 และเมื่อเปิดดูประชากรจำนวนมหาศาลราว 245 ล้านคน จะพบว่ามีประชากรประมาณร้อยละ 67 หรือ 160 ล้านคนเป็น วัยทำงาน ที่มีอายุ ระหว่าง 15-64 ปี ยังไม่นับรวมประชากรที่มี รายได้สูง อีกราว 20 ล้านคน รวมแล้วราว 180 ล้านคนที่มี กำลังซื้อ และกำลังเป็นผู้มีบทบาท ในการกำหนดทิศทางตลาด


ยึดแบรนด์-ราคาสินค้าเป็นหลัก
หากแยก พฤติกรรม การจับจ่ายซื้อ สินค้าตามระดับรายได้ของผู้บริโภค จะพบว่ามี กลุ่มผู้มีรายได้ค่อนข้างสูงถึงสูงมาก อยู่ ประมาณร้อยละ 10 ของประชากรทั้งประเทศ โดยกลุ่มนี้มี กำลังซื้อสูง นิยมใช้สินค้านำเข้า คุณภาพดีจากต่างประเทศ และตราสินค้าเป็นที่ รู้จัก


ส่วน กลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึง น้อย เป็นประชากรส่วนใหญ่ของ อินโดนีเซีย จะให้ความสำคัญเรื่องของ ราคาสินค้าเป็น หลัก ก่อนที่จะตัดสินใจซื้อสินค้าชิ้นใดชิ้นหนึ่ง โดยเฉพาะ สินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีราคา ย่อมเยาและจำเป็นต่อชีวิตประจำวันเป็นลำดับ แรก มีแหล่งหาซื้อสินค้าที่ ชาวอินโดนีเซีย นิยมมากที่สุดคือ ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ศูนย์การค้าขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมของ สินค้ารุ่นใหม่หลากหลายแบรนด์ ทำให้สามารถ เปรียบเทียบราคาและคุณภาพได้ง่าย


ขณะประชากรที่มีอายุน้อยกว่า 25 ปี คิดเป็นร้อยละ 55 ของจำนวนประชากรในกลุ่มนี้ ก็เป็น กลุ่มผู้ซื้อ หรือ ผู้บริโภค ที่น่าสนใจ เนื่องจากเป็น คนรุ่นใหม่ ที่ค่อนข้างเปิดรับ วัฒนธรรมต่างชาติ มีรสนิยมการบริโภคสมัยใหม่ อีกทั้งมีพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าเร็วกว่า วัยอื่นๆ


โดย สินค้าไทย ที่น่าจะมีโอกาสขยาย ตลาดในกลุ่มนี้ คือ เครื่องสำอาง เครื่องหอม และสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำ วัน ซึ่งหากมีความ เข้าใจ ถึง พฤติกรรม การบริโภค และ รสนิยม ของ ชาว อินโดนีเซีย จะช่วยเพิ่มโอกาสขยายตลาด สินค้าได้มากยิ่งขึ้น


คิดบวก สินค้าไทย งานสุดหิน ขายตรง
ชาวอินโดนีเซีย ส่วนใหญ่แม้จะ มีทัศนคติที่ดีต่อ สินค้าไทย ดูเหมือนเป็นจุดแข็ง ที่ สินค้าไทย จะเข้าถึง ตลาด อินโดนีเซีย ได้ง่ายโดยเฉพาะการทำ ธุรกิจ ขายตรง ที่วันนี้มีหลายบริษัทขายตรงของ คนไทยเข้าไปลงทุนอย่างจริงจังมากมายหลาย บริษัทด้วยกัน แต่ก็ยัง การันตี ไม่ได้ว่าการ เข้าไป ครอบครองพื้นที่ทางการตลาด ใน ตลาดอินโดนีเซีย นั้นไปถึง ความต้องการ ของผู้บริโภค แล้วหรือยัง ใช้กลยุทธ์ใด รูปแบบ ไหนในการเจาะตลาด


แต่สำหรับ ดนัย ดีโรจนวงศ์กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์เครื่อง สำอางค์ มิสทิน ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว ชัดเจน แล้วว่า เต็มใจที่จะควักกระเป๋าลงทุน 100 ล้าน บาทเพื่อปูทางในการขยาย ธุรกิจขายตรงแบบ ชั้นเดียว ใน อินโดนีเซีย พร้อมกับ สร้าง แบรนด์ใหม่ ในการทำ ตลาดในอินโดนีเซีย เน้น สินค้าที่มีความหลากหลาย จับกลุ่ม ลูกค้า ระดับล่าง-ระดับกลาง เป็นหลัก เมื่อถึงตอนนั้น มิสทินอินโดนีเซีย น่าจะเป็นรายที่ พร้อมรองรับการเปิดตลาด AEC ปี2558 ได้ อีกหนึ่งรายในจำนวนหลายๆ ราย ซึ่งการไม่ใช้ แบรนด์ มิสทีน นั้น ดนัย ย้ำว่า ช่วยทำให้ง่าย ขึ้นในการพูดคุยเรื่องของการหาพันธมิตร นำ สินค้าเข้ามาร่วมขายในระบบ


ส่วน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ แห่ง คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล ย้ำเสมอ ถึงข้อจำกัดของ ธุรกิจขายตรงไทย ที่จะเข้าไป ขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ใช่เรื่อง ง่าย เพราะยังมีกฎระเบียบต่างๆ ที่นักธุรกิจ จะต้องทำการศึกษาโดยละเอียดและเข้าใจอย่าง ถ่องแท้ แม้ว่าการเปิด AEC จะทลายกำแพงภาษี เหลือร้อยละ 0 ก็ตาม ทางด้าน วิลาสินี โนนศรีชัย ผู้อำนวย การสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงจาการ์ตา สาธารณรัฐอินโดนีเซีย ยืนยันว่า การทำธุรกิจใน อินโดนีเซีย ไม่ง่ายเนื่องจากมี ประชากรเป็นจำนวนมาก ขณะที่สินค้าก็มีเป็น จำนวนมากที่เตรียมไหลเข้า อินโดนีเซีย เป็น จำนวนมาก จึงเป็นหน้าที่ของ รัฐบาล อินโดนีเซีย ที่จะต้องดูแลประชาชนให้ได้


ดังนั้น นโยบาย กฎข้อบังคับ กติกา ต่าง ๆ จะมีการปรับเปลี่ยนเกือบทุกวัน ยังไม่นิ่ง ทำให้ยากต่อการส่งสินค้ามาขาย ดังนั้นผู้ ประกอบการจำเป็นต้องเรียนรู้ ศึกษาและปรับตัว อยู่เสมอ


เข้าถึง ตลาดเป้าหมาย จุดท้าทายอำนาจซื้อ
ในเมื่อการบุกตลาดในอาเซียนโดย เฉพาะ อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่ มาก สิ่งหนึ่งที่ กิจธวัช ฤทธาวี นายกสมาคม การขายตรงไทย เคยมองไว้ว่า ตลาด อินโดนีเซีย มีศักยภาพที่จะขยายตลาด เนื่องจากมีจำนวนประชากรมากกว่า 200 ล้าน คน และการขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็น โอกาส ของ ธุรกิจเครือข่าย ที่ขึ้น อยู่กับ จำนวนประชากร และวัฒนธรรม ต้องศึกษารูปแบบการทำธุรกิจ เพราะบาง ประเทศนิยม การขายตรงหลายชั้น หรือ MLM และบางประเทศ นิยมชื่นชอบ การขาย ตรงแบบชั้นเดียว หรือ SLM ก็มองข้ามไม่ได้ เช่นกัน


ฉะนั้นการเข้าไปขยาย ธุรกิจขายตรง ใน ตลาดอินโดนีเซีย มีอีกหลายประเด็น ที่ มองข้ามไม่ได้ โดยเฉพาะการผลิตสินค้า รองรับตลาดขนาดใหญ่ภายใต้การดำเนิน ธุรกิจ ขายตรง ที่มีความพิเศษแตกต่างจากการขาย สินค้าผ่าน ซูเปอร์มาร์เก็ต และ ศูนย์การค้า ขนาดใหญ่ จะต้องโฟกัสกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน เพราะปัจจุบันนี้ การตลาดจะมีความเป็นเฉพาะ กลุ่มมากขึ้น และยังซอยย่อยเป็นกลุ่มเล็กๆ ที่เล็ก กว่า Niche Market เสียอีก การรู้จัก ผู้บริโภค ที่แท้จริงเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายให้โดยง่าย ที่สุด จะเป็นสิ่งที่มองข้ามไม่ได้เช่นกัน


ผู้บริโภค วันนี้และต่อไปอนาคตจะไม่ ยึดสินค้าที่เป็นกลางๆ อีกต่อไปแล้ว หากแต่จะ เน้น ความเชี่ยวชาญ เฉพาะของตัวสินค้า และ ผู้บริโภคในกลุ่มย่อย จะเรียกหาคุณสมบัติพิเศษ ของสินค้าที่ต่างมีความต้องการไม่เหมือนกัน เช่น เครื่องสำอาง ที่มีความแตกต่าง หลากหลาย และมีเอกลักษณ์สำหรับผู้บริโภคเฉพาะกลุ่มอีก ด้วย ซึ่งเหล่านี้แม้จะมีผลกระทบต่อการผลิต ต้นทุนสินค้าและการเก็บสต็อก


แต่ใช่เป็นปัญหาทางธุรกิจหรือเป็น เรื่องที่น่ากลัวแต่อย่างใด เพราะต้นทุนที่ แพงขึ้น เป็นหน้าที่ของผู้ประกอบการที่ ต้อง สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของผลิตภัณฑ์ หากกำหนด ภาพลักษณ์ ที่สูงได้ ผู้ประ กอบการ ก็จะสามารถตั้ง ราคาสินค้าที่ แพง ได้ เพราะ ผู้บริโภค จะมี ความ พอใจที่จะ จ่ายแพง เพื่อแลกกับสินค้า ดังนั้นประเด็นไม่ได้อยู่ที่แพงหรือถูก แต่อยู่ ที่ว่า ลูกค้าถูกใจหรือไม่ ขอเพียงแค่เข้า ถึงตลาด ผู้บริโภคให้ได้ โดยเฉพาะ ผู้ บริโภคในกลุ่มที่มี กำลังซื้อสูง ราว 20 ล้านคน นับเป็นเรื่องท้าทายยิ่งนัก แม้จะเป็น งานสุดหินก็ตาม!!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

วันเสาร์ที่ 22 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวกิฟฟารีน (Giffarine Thailand) : ตอกย้ำแผนรุก AEC ขนสมาชิกอาเซียนฉลองก้าวสู่ปีที่ 17


กิฟฟารีน ค่ายขายตรงยักษ์ใหญ่ สัญชาติไทย ยึดไบเทค บางนา ระเบิดความ สำเร็จก้าวสู่ปีที่ 17 ภายใต้แนวคิด Giffarine Champs of the Champs : กิฟฟารีน ก้าวนำอย่างแตกต่างในทุกมิติ อวดความ ยิ่งใหญ่ พร้อมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ร่วม 10 รายการ บรรดานักธุรกิจทั้งไทย และอาเซียนแห่ร่วมงาน บริษัทย้ำภาพเดินหน้าสู่การค้าเสรีอาเซียนเต็มตัว

พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด กล่าวถึง งานฉลองความสำเร็จในครั้งนี้ของกิฟฟารีนว่า จากความสำเร็จของกิฟฟารีนตลอด 16 ปีที่ผ่านมา ทำให้กิฟฟารีนก้าวขึ้นสู่การเป็นแบรนด์ไทยอันดับหนึ่ง ในธุรกิจขายตรงหลายชั้น ด้วยการสร้างจุดแข็งในเรื่องของการวิจัยและพัฒนาอย่างเหนือชั้น จนเกิดเป็นสุดยอดนวัตกรรมผลิตภัณฑ์คุณภาพที่ได้รับการยอมรับจากนักธุรกิจและผู้บริโภคจำนวนมาก พร้อมไปกับการขยายเครือข่ายนักธุรกิจ ด้วยการสร้างนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจำนวนมากขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกๆ ปี ซึ่งในปีนี้ได้จัดให้มีการเชิดชูเกียรติให้กับนักธุรกิจที่เข้ารับ ตำแหน่งสูงสุดของบริษัท นำมาซึ่งความภาคภูมิใจในศักยภาพของระบบธุรกิจเครือข่ายกิฟฟารีน ก่อให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อครองความเป็นอันดับหนึ่ง ทั้งในเรื่องของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ และขยายเครือข่ายนักธุรกิจของเราให้ก้าวหน้า อย่างยั่งยืนต่อไป

โดยงานในครั้งนี้ ได้จัดให้มีการเปิดตัว ผลิตภัณฑ์ใหม่ระดับพรีเมี่ยมว่า 10 รายการ ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและความงาม โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นที่สุดในงานนี้ คือ ชุดผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เอดดัลไวส์ (Edelweiss) จากดอกไม้สีขาวแสนสวยบนเทือกเขาแอลป์ และหมู่พืชพรรณธรรมชาติที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าของสารที่มีประสิทธิภาพในการฟื้นฟู ผิวให้ขาวกระจ่างใส แลดูสุขภาพดี นอกจาก นี้ ยังมีผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร และผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาร์ทิโชก-แดนดี, กิฟฟารีน อะบาโลน, คอลลาเจน-ไฮยา ซีรั่ม, อินเทนซ์ ฟอร์มูล่า และกิฟฟารีน กลามอรัส วันเดอร์ไลท์ คอนซีลเลอร์ คิท เซ็ท (ดูเอกสาร ข้อมูลผลิตภัณฑ์)

นอกจากนี้ ได้จัดให้มีการเชิดชูเกียรติ และแสดงความยินดีกับความสำเร็จของสองผู้บริหารระดับสูงสุดในตำแหน่งไดมอนด์ แกรนด์ พาราไดซ์ คนล่าสุด คือ เรือเอกสุรินทร์-คุณฉวีวรรณ ลอยสูง และ คุณสมบุญ- คุณธัญชนก แดงรอด พร้อมทั้งพิธีประดับเข็มเกียรติยศผู้บริหารระดับสูงอีกหลายตำแหน่ง

จากนั้นเข้าสู่เวทีสุดอลังการของการ เปิดตัวผู้ชนะการแข่งขัน Giffarine Sales Contest ครั้งที่ 10 ผู้ชนะการแข่งขัน Giffarine Fantastic Beijing Awards 2012 ผู้ชนะการแข่งขันท่องเที่ยวประเทศยุโรป (เยอรมนี สวิตเซอร์แลนด์ และออสเตรีย) โดยผู้ชนะเลิศทั้ง 3 อันดับ ผู้ชนะเลิศ ได้แก่ คุณใยผกา เพียรศรีวัชรา ศูนย์เพชรบุรี รอง ชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ คุณปิติพงษ์ เลาหพงศ์ศิริ ศูนย์ลำพูน รองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ คุณณัฐตรี กุศลเพิ่มพูน ศูนย์ปิ่นเกล้า และ คุณสูเรีย โต๊ะหลง ศูนย์สตูล และที่พิเศษในปีนี้ด้วยการเพิ่มรางวัลขวัญใจกรรมการซึ่งมีผู้ได้รับรางวัล ได้แก่ คุณณัฐธยาน์ เพชรผสมทอง ศูนย์ลำพูน และคุณนิธิศ เกศดี ศูนย์รามคำแหง และ ผู้ชนะการแข่งขัน Junior Mini Rally Rewards ท่องเที่ยวประเทศสิงคโปร์ พร้อมทั้งเปิดตัวการแข่งขันสุดเอ็กซ์คลูซีฟอย่าง Giffarine Fantastic Kyoto-Osaka Awards และ Junior Mini Rally Rewards ท่องเที่ยวประเทศฮ่องกง ปิดท้ายด้วยการเฉลิมฉลองความสำเร็จเพื่อก้าวเข้าสู่ปีที่ 17 อย่าง ยิ่งใหญ่ที่สุดของกิฟฟารีนด้วยสุดยอดคอนเสิร์ตจาก คาราบาว

อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนหน้านี้ พ.ญ.นลินี ได้กล่าวถึงแผนการตลาดในช่วงโค้งสุดท้ายว่า สำหรับกลยุทธ์การตลาด ในไตรมาสที่ 4 พิจารณาจากพฤติกรรมของ ผู้บริโภค ในช่วงครึ่งปีแรกที่ระมัดระวังในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในครึ่งปีหลังด้วย ทางเราจึงมีแผนรับมือด้วยการทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้ง ปี 100 ล้านบาท เพื่อทำตลาดในครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้า ยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมเป็นหลัก พร้อมทั้งขยายเครือข่ายและผู้บริโภคไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางต่างๆ ที่ทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ เป็นอย่างดี ซึ่งจะเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่อง ดื่มเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งเป็นหลัก เพราะวัยรุ่นสมัยใหม่นอกจากจะสนใจ เรื่องความสวยความงามแล้วเรื่องสุขภาพ ก็เป็นเทรนด์ที่มาควบคู่กันด้วย

ตลอดระยะเวลากว่า 16 ปีที่ผ่านมา ความสำเร็จของนักธุรกิจกิฟฟารีนทุกคน และ การนำเสนอผลิตภัณฑ์คุณภาพสู่ผู้บริโภค นับล้าน คือ บทพิสูจน์แห่งความภาคภูมิใจของกิฟฟารีนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่คนไทยด้วยผลิตภัณฑ์ คุณภาพหลากหลายชนิดกว่า 2,000 รายการ ที่สามารถเข้าไปเติมเต็มชีวิตประจำวันของ สมาชิกผู้บริโภคกว่า 6 ล้านรหัส ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดจำหน่ายตลอดระยะเวลาของการดำเนินธุรกิจรวม 49,045 ล้านบาท และตอบแทนเป็นรายได้กลับคืนสู่ครอบครัว ไทยหลายแสนครอบครัวไปแล้วกว่า 24,000 ล้านบาท โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในประเทศไทย รวม 112 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา พร้อมทั้งมีบริการเดลิเวอรี่ส่งสินค้าถึงมือผู้บริโภคในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ

ทั้งนี้ ปัจจุบันกิฟฟารีนมีสมาชิกแล้ว ประมาณ 6.2 ล้านรหัส คิดเป็นกลุ่มนักธุรกิจ อยู่ที่ประมาณ 3-5 แสนรหัส ที่เหลือก็จะเป็นกลุ่มสมาชิกผู้บริษัท และจากการเปิด กิฟฟารีนแชนแนล ขึ้นเมื่อประมาณ 3 เดือนที่ผ่านมา โดยเป็นช่องรายการทีวี ผ่าน สัญญาณดาวเทียม ทำให้ยอดการสมัครเป็นสมาชิกของบริษัทมากขึ้น อีกทั้งแบรนด์ ของกิฟฟารีนก็เป็นที่รับรู้มากขึ้น ทำให้บริษัท มีความมั่นใจในกลยุทธ์ต่างๆ ที่ทำในปีนี้ และเชื่อว่าตัวเลข 6 พันล้านที่วางในสิ้นปี ไม่ใช่เรื่องเกินจริงอย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1337 ประจำวันที่ 22-9-2012 ถึง25-9-2012

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บุกตลาดขายตรงอาเซียน อย่าประมาทจุดแข็ง มาเลย์


การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและการตลาด และเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ไปในตัวด้วย เพราะวันนี้ประชากรในกลุ่ม AEC รวมแล้วมีไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งโลก ประเทศสมาชิกที่มีประชากรมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย มี 245 ล้านคน รองลงมา คือ ฟิลิปปินส์ 101 ล้านคน เวียดนาม 90 ล้านคน ไทย 66 ล้านคน พม่า 53 ล้านคน มาเลเซีย 28 ล้านคน กัมพูชา 14 ล้านคน สปป.ลาว 6 ล้านคน สิงคโปร์ 5 ล้านคน และ บรูไน 0.4 ล้านคน


ในจำนวน 10 ประเทศสมาชิกนี้ สิงคโปร์ และ บรูไน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง กำลังซื้อสูงและมีรสนิยมสูงในการบริโภคสินค้าโดยเฉพาะแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ขณะ มาเลเซีย นั้นถูกจัดในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปากนลาง ถึงระดับสูง ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ใน วัยทำงาน กว่า 10 ล้านคน มีความสนใจใน เทคโนโลยี สารสนเทศ เป็นพิเศษและมีรสนิยมไม่แตกต่างจาก สิงคโปร์ และ บรูไน คือ ชอบใช้จ่าย ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้านำเข้า


ส่วนประเทศที่มีสัดส่วนการใช้จ่าสยเพื่อการบริโภคสูงสุดเอเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP คือ ฟิลิปปินส์ คิดเป็นร้อยละ 74 เวียดนาม ร้อยละ 67 อินโดนีเซีย ร้อยละ 59 ไทย ร้อยละ 55 มาเลเซีย ร้อยละ 50 และสิงคโปร์ ร้อยละ 41 ซึ่งในกลุ่มประเทศ สมาชิก AEC นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาเลเซีย คือ 1 ใน 10 ประเทศที่น่าจับตามองในการประกอบธุรกิจเครือข่ายขายตรง


ศก.โต-กำลังซื้อสูง จุดแข็ง ขายตรงมาเลย์ บูม


จะว่าไปแล้ว ธุรกิจขายตรง ในทัศนคติของ ชาวมาเลเซีย แล้ว ค่อนข้างเป็นบวกต่ออาชีพนี้อาจด้วยเพราะช่วงเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ ชาวมาเลเซีย มีอัตราการว่างงานที่สูงเพิ่มขึ้นจากเดิม อาชีพ ธุรกิจขายตรง เลยกลายเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้มากเป็นกอบเป็นกำให้กับ ชาวมาเลเซีย และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลล่าสุดของ ยูนิลีเวอร อาวียองซ์ มาเลเซีย ระบุไว้ว่ามี ชาวมาเลเซีย หลั่งไหลเข้าสู่อาชีพนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน มีมูลค่าตลาดรวมขายตรงประมาณ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ


ขณะ สมาพันธ์สมาคมการขายตรงโลก หรือ WFDSA ได้บันทึกประวัติศาสตร์ให้ ขายตรงมาเลเซีย ตติดยอดขายดันดับ 15 ของโลกและอันดับ 5 ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อรวมปัจจัยบวกจากบทวิเคราะห์ของ The Economist Intelligence Unit (EIU) ที่ได้ประเมินภาวะ เศรษฐกิจของ มาเลเซีย ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า ในปี 2555 จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 6 ในปี 2559 โดยให้เหตุผลว่าเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีในปี 2554 สูงถึง 9,250 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยอยู่ที่ 5,110 ดอลลาร์สหรัฐ


นอกจากนี้รัฐบาลมาเลเซียยังมีแผนเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีเป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 ให้ได้ ขณะข้อมูลของ สมาคมการขายตรงมาเลเซีย (Direct Selling Association of Malaysia : DSAM) ปี 2554 ที่พบว่า ธุรกิจขายตรงในมาเลเซียมียอดขายรวมประมาณ 4,500 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือ ประมาณ 45,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกัยปี 2552 ที่มียอดขายเพียง 3,320 ล้านริงกิตหรือประมาณ 33,200 ล้านบาท และประมาณร้อยละ 70 ของยอดขายทั้งหมดก็มาจาก 56 บริษัทขายตรงของสมาชิกสมาคมฯ


ฉะนั้นการขยายธุรกิจใน มาเลเซีย ก่อนเปิด AEC ปี 2558 จึงนับเป็นโอกาสที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ขยายตลาดได้อีกมหาศาล


ไม่ประมาทบนกลยุทธ์การตลาดช่วยให้เป็นต่อได้


ที่ผ่านมาตลาดขายตรงมาเลเซียมีหลายบริษัททั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จบางรายอาทิ ดีเอ็กซ์เอ็น โฮลดิ้งส์ บีเอชดี บริษัทขายตรงอาหารเครื่องดื่มและอาหารเสริมรายใหญ่ของมาเลเซียมียอดขายที่ลดลงมองว่า มาจากตลาดอิ่มตัวก็เบนเข็มไปขยายธุรกิจในประเทศอื่นแทน


ขณะบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ๋ของโลก แอมเวย์ (มาเลเซีย) โฮลดิ้งส์ บีเอชดี ที่ออก ผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มบำรุงผิว และ เครื่องสำอาง มาเพิ่มยอดขายปรากฏว่าผล ประกอบการออกมาประสบความสำเร็จล้นเหลือ อย่างบริษัท โททัลไลฟ์ (มาเลเซีย) เอสดีเอ็น บีเอชดี ในเครือโททัลไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จาก ไต้หวัน มองเห็นโอกาสของ ตลาดขายตรงมาเลเซีย ว่ายังมีช่องว่างที่จะเติบโตได้อีกมากหารพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดเฉพาะกลุ่ม (นิช มาร์เก็ต) แต่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจสภาพตลาดซึ่ง จะช่วยให้ต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ดียิ่งขึ้นไปได้


นอกจากนี้ยังมี อาวียองซ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล ธุรกิจขายตรงสัญชาติอังกฤษ เปิดตัว ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย อย่างเป็นทางการไปแล้วโดยเปิดตัวปีแรกมีประชาชนหลั่งไหลเข้าร่วมเป็นสมาชิกกว่า 20,000 รหัสซึ่งในทางการตลาดแล้ว ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย นับว่าประสบความสำเร็จ สามารถอ่านใจ ชาวมาเลเซีย ได้ถูกจุดที่นอกจากนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความงามและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวมาเลเซียได้แล้วยังเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของประชากรที่นี่


ซึ่งจากข้อมูลสำรวจของ มาสเตอร์ การ์ด พบว่า ชาวมาเลเซียกว่า ร้อยละ 50 นิยมซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย ก็ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีออกมาให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมาเลเซีย


อย่างไรก็ตามบนกลยุทธ์ทางการตลาดทุกอย่างก้าวต้องไม่ประมาท เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีอินเตอร์เน็ตมาช่วยให้ ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลเร็วขึ้น มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์มากขึ้นจากในเว็บไซต์ และสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเองได้ ฉะนั้น ธุรกิจขายตรง ที่สนใจเข้ามาก็จะต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์ให้ทันและตอบสนองของความต้องการของลูกค้าให้ได้รวดเร็ว สามารถวิ่งตามกระแส Demand ได้ทันเพื่อเป็นต่อในธุรกิจต่อไปพร้อมๆ กับเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันยอดขายปี 2558 ให้ได้ 10,000 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 100,000 ล้านบาท ตามเป้าที่ทางกระทรวงการค้าภายในประเทศและคุ้มครองงผู้บริโภค ของมาเลเซียได้ออกมาประกาศไว้


การประกอบธุรกิจขายตงในมาเลเซียด้วยกลยุทธ์ White Ocean เพื่อหลอมจิตใจนักธุรกิจขายตรงให้มีจรรยาบรรณและธรรมาภิบาล ในการประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับกลยุทธ์ทางการตลาดแบบ Blue Ocean ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างมูลค่าและความแตกต่างแทนการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดพล่านหรือที่เรียกว่า Red Ocean จะช่วยสร้างโอกาสให้ธุรกิจขายตรงประสบความสำเร็จและยั่งยืนในต่างแดนใต้


ปัจจุบันรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. ขายตรง ฉบับใหม่ที่มีความเข้มงวดมากกว่าเดิมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลธุรกิจให้ธุรกิจมีความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงส่งเสริมธุรกิจขายตรงภายในประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน


สำหรับเคล็ดลับที่ ธุรกิจขายตรง จะต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนดำเนินกิจการอาทิ เรื่องของคำนิยามทีททางการมาเลเซียได้เพิ่มเข้าไปเพื่อให้เห็นความแตกต่างของคำว่า MLM หรือ ปิระมิด และหากไม่ปฏิบัติตามกฏหมายทั้ง บริษัท และ นักธุรกิจขายตรง จะถูกดำเนินคดีหนักขึ้นจากกฏหมายเดิมคือ เพิ่มโทษปรับ เมื่อให้ระบบ ปิระมิด หลอกลวงประชาชน หากเป็น นักธุรกิจขายตรง มีวงเงินค่าปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 250,000 ริงกิตมาเลเวีย หรือ ประมาณ 2,500,000 บาท สูงสุดเป็น 1 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 10 ล้านบาท คิดเป็น 4 เท่าเลยทีเดียว หรืออาจถูก จำคุก ไม่เกิด 5 ปีหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน บริษัทขายตรง มีโทษหนักมากกว่า นักธุรกิจขายตรง โดยเพิ่มวงเงินค่าปรับเป็น 5 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 50 ล้านบาท) สูงกว่าวงเงินปัจจุบันที่ปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10 เท่าไม่เพียงเท่านี้ กฏหมายได้เปิดช่องให้ทางการมาเลเซียสามารถยึดทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฏหมาย แม้จะมีการโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินไปอยู่ในบัญชีของบุคคลอื่นก็ตาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 234 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555

วันศุกร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าวสมาคมการขายตรง (TDSA) : นายกสมาคมการขายตรงคนใหม่ ชู4ยุทธศาสตร์รับ เออีซี (AEC)


นายก ส.ขายตรงไทยคนใหม่ วาง 4 กลยุทธ์ สร้างความแข็งแกร่งธุรกิจขายตรงรายเล็ก-กลาง ขยายตลาดรับเออีซี ห่วงปัญหาการเมือง-ภัยธรรมชาติ ฉุดธุรกิจ


นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย (ทีดีเอสเอ) เปิดเผยภายหลังการรับตำแหน่งนายกสมาคมการขายตรงไทยคนใหม่ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยขนาดกลางและเล็ก ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ได้เข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน


"หลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนที่มีศักยภาพขยายตลาด อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากมีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยถือว่าเป็นตลาดที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคนี้"


ทั้งนี้ได้วางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต คือ มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ พร้อมเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่เปิดกว้างสำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่างๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ


นอกจากนี้ สนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


"ผมจะนำกลยุทธ์และนโยบายต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนหน้านี้ มาสานต่อให้เกิดความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเครือข่าย และยังเน้นย้ำการช่วยเหลือสมาชิกและนักธุรกิจอิสระ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งปันความรู้ เพื่อให้ประสบความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ" นายกิจธวัช กล่าว


นอกจากนี้ นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวว่า ภาพรวมอุตสาหกรรมขายตรงปีนี้ มีมูลค่า 6 หมื่นล้านบาท คาดว่าจะเติบโตประมาณ 7-8% หากไม่มีปัจจัยผลกระทบจากปัญหาการเมืองภายในประเทศ และภัยธรรมชาติที่ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ รวมถึงการมีบริษัทที่แอบอ้าง หรือแชร์ลูกโซ่ เข้ามาในธุรกิจขายตรง ซึ่งกระทบต่อภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรง


"ปัญหาการเมืองอาจกระทบธุรกิจขายตรงในเชิงจิตวิทยาเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ขณะเดียวกันจะกระทบกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและภาคการบริการ รวมถึงภาพลักษณ์ของประเทศไทย ส่วนเรื่องน้ำท่วมเชื่อว่าไม่น่ากระทบมากนัก เพราะทุกฝ่ายต่างก็เตรียมแผนรับมืออยู่แล้ว" นายกิจธวัช กล่าว


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ กรุงเทพธุรกิจ