ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ taladvikrao แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ taladvikrao แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวดีเน็ทเวิร์ค (D Network) : เยือนบ้านหลังสวย คุณ รณกฤษ สมจิต (เฮียหมู) และ คุณ พิมพ์วิไล ภาต่อมวงค์ (ซ้อน้อง)


หมู่บ้านวราบดินทร์ตั้งอยู่อ.ลำลูกกาจ.ปทุมธานีวันนี้ทีมงานเยือนบ้านนักขายขนกล้องแบกขาแบกไฟมาไกลถึงปทุมธานีเพื่อมาเยือนบ้านนักขายคนเก่งหลังงามๆภายหลังจากทั้งคู่ได้เดินทางมาพบรักพบกับความร่ำรวยไม่รู้จบณที่แห่งนี้ดีเน็ตเวิร์ค

...รณกฤษสมจิต(เฮียหมู)และพิมพ์วิไลภาต่อมวงค์(ซ้อน้อง)สองสามี - ภรรยา ที่เชื่อมั่นในอาชีพขายตรงที่ทำมาโดยตลอด ก็มีความฝันว่า สักวันหนึ่ง จะต้องวางอนาคตที่ดีไว้ให้ลูก ๆ จึงผันเปลี่ยนชีวิตจากคนที่เคยรับซื้อของเก่า กลายมาเป็นเศรษฐีตัวน้อย ๆ ในบัดดล

พอย่างเข้าภายในรั้วบ้าน กวาดสายตามองดูรอบ ๆ คาดว่าจะมีพื้นที่ใช้สอยไม่ต่ำกว่า 30 ตารางวา หากนับรวมทรัพย์สินพร้อมตกแต่งแล้วมูลค่าบ้านหลังนี้ราคาพุ่งกว่า 3 ล้านเศษ

...เมื่อเดินย่างเข้าไปในบริเวณพื้นที่หน้าบ้าน ก็สัมผัสกับสวนเล็ก ๆ ที่มีการจัดวางอย่างลงตัว มีโต๊ะวางไว้สำหรับนั่งเล่น หรือนั่งทานข้าว เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศออกมานั่งทานข้าวยามเย็น ยามลมพัดหวิวกิ่งไม้ไหว รู้สึกเหมือนได้สัมผัสกลิ่นอายธรรมชาติอย่างเต็มปอดกับต้นไม้ที่ร่มรื่น ถือเป็นมุมส่วนตัวอีกมุมหนึ่งก็ว่าได้ ส่วนบริเวณข้างบ้านยังประดับประดาไปด้วยสวนหย่อมและน้ำตกเล็ก ๆ ให้มองอย่างชื่นใจและสบายตา โดยสวนถูกเนรมิตในสไตล์โมเดิร์น มีปลาคาร์พ ปลาที่ลูกชายสุดรักของทั้งคู่ เลี้ยงเอาไว้ดูเล่น เพื่อความสวยงาม...

เมื่อเข้ามาภายในตัวบ้าน...ทุกจุด ทุกมุม ก็บ่งบอกถึงบุคลิกและนิสัยของเจ้าของบ้านเป็นอย่างดี...เพราะสไตล์ภรรยาเรียบง่าย และซ่อนความเป็นระเบียบเรียบร้อยไว้ในตัว...โทนสีของบ้านจึงถูกทาไว้ด้วยสีสบายตา...บ้านหลังนี้จึงดูโปร่งโล่งสบาย และน่าอยู่...เหลือบมองไปเห็นการตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ที่แมทซ์กับผ้าม่านโทนสีน้ำตาล ดูแล้วเรียบง่ายสไตล์ไทย ๆ เพราะมีแม่บ้านอย่าง พิมพ์วิไล ที่ค่อยเป็นผู้กำกับและออกแบบสไตล์การตกแต่ง ไม่ว่าจะเป็นห้องนั่งเล่น หรือห้องรับแขก ก็มองเห็นวิวสวนเล็ก ๆ น้ำตกน้อย ๆ ที่มองลอดไปที่ริมรั้วบ้านได้

ส่วนพ่อบ้านอย่างรณกฤษก็ทำหน้าที่ออกแบบและลงมือจัดสวนเอง ฉะนั้น ทุกซอกทุกมุม จึงมีการแบ่งแยก และจัดเป็นสัดส่วนได้อย่างลงตัว ครัว ห้องรับแขก ห้องน้ำ...ที่พิเศษไปกว่านั้น แม่บ้านพิมพ์วิไลได้ลงมือการทำอาหารที่มีฝีมือเหนือชั้น คอยผูกใจสามีและลูก ๆ กลับมาทานอาหารที่บ้านทุกมื้อ ทั้งยามเช้า - ค่ำ...

...ก้าวขึ้นบันไดไปที่ชั้น 2 ห้องนอน ห้องน้ำ ถูกแบ่งแยกออกเป็นสัดส่วน โดยเฉพาะห้องนอนของลูกชายทั้ง 2 ถูกจัดสรรตกแต่งเป็นพิเศษ สไตล์เด็ก ๆ น่ารักๆ แล้วแยกส่วนห้องพระไว้นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม พักผ่อนยามคลายเครียด เพื่อให้จิตใจเราสบายขึ้น ส่วนห้องนอนของ 2 คน ตกแต่งสไตล์ไทย ๆ ตามความชอบ...เมื่อห้องทุกห้องถูกจัดสรรไว้อย่างลงตัวบ้านที่เราใช้อาศัยตลอดชีวิต ก็จะกลายเป็นบ้านที่น่าอยู่...ทุกครั้งที่หมดภารกิจประจำวัน บ้านหลังนี้ก็พร้อมต้อนรับสมาชิกทุกคน เข้ามาอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข

หากย้อนไปในอดีตรณกฤษและพิมพ์วิไล... 2 ผู้ยิ่งใหญ่ มักจะแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ให้กับตัวเองเสมอ และไม่เคยพลาดที่จะสัมผัสกับผลลัพธ์แห่งความสำเร็จ ยิ่งมาเจอดีเน็ทเวิร์คยิ่งสตาร์ทเครื่องปร๋อ เพราะเจอ 3 สิงห์ผู้ก่อตั้ง นักสู้ผู้ไม่ย่อท้อต่อปัญหา ก็เท่ากับเป็นการเสริมภูมิปัญญา คว้าโอกาสความสำเร็จได้โดยง่าย เพราะเพียงตัดสินใจและลงมือทำ แค่นี้ก็สำเร็จ ภายใต้รอบรั้วดีเน็ทเวิร์ค

จากบัดนั้น จนถึงบัดนี้...ระยะเวลาเพียงแค่ 5 เดือน ก็ส่งทั้งคู่ขึ้นสู่สวรรค์แห่งความสำเร็จ สามารถซื้อบ้านได้ 1 หลัง รถ camry ป้ายแดง 1 คัน...เท่านี้ก็สุขสมรื่นรมอุราแล้วในวันนี้

สิ่งที่สามารถตอบโจทย์การเติมเต็มให้กับชีวิตได้...อยู่ที่การไขว่คว้าโอกาสเพราะนี่คือสิ่งที่สามารถเติมเต็มให้กับชีวิตเราได้ดีที่สุด...ภายใต้ธุรกิจเครือข่ายดีเน็ทเวิร์คแห่งนี้

...เป้าหมายของทั้งคู่ จึงไม่ได้ถูกวางเป็นเป้าเล็กอย่างแน่นอน เพราะการจะเข็นให้ทีมงานสำเร็จตามความฝัน มันก็ยากเสมือนเข็นครกขึ้นภูเขา แต่กลับกลายไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขา 2 คน เพราะทั้งคู่พึงรำลึกเสมอว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นไม่ได้มาจากคน 2 คน แต่มาจากทีมงานที่แข็งแกร่งต่างหาก นั่นคือคำตอบที่ถูกที่สุด
ฉะนั้น ภายใต้ทีมงานใต้ล่าง เราจะสำเร็จแค่คน 2 คน ไม่ได้...จำเป็นต้องดึงความสำเร็จแล้วก้าวไปสู่อนาคตความยิ่งใหญ่พร้อม ๆ กัน นี่คือ ความฝันที่ยิ่งใหญ่กว่าของคนทั้งคู่ ท้ายสุดนี้รณกฤษและพิมพ์วิไลฝากคำทิ้งท้ายสวย ๆ ไว้ให้คิด... วันนี้หากใครอยากทำธุรกิจน้ำดีของไทย เชิญมาที่บริษัทดีเน็ทเวิร์คจำกัดเพราะแต่ก่อนเรารีไซเคิลขยะ

แต่ตอนนี้เราหันมารีไซเคิลคนให้มีรายได้ ให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่ว่าคุณจะล้มเหลวจากที่ไหน เราทั้งคู่ก็พร้อมช่วยเหลือ เพราะเรา 2 คนชอบทำบุญ ขอแค่ให้ท่านเปิดใจ เข้ามาเรียนรู้ เข้ามาศึกษา บนความเข้าใจซึ่งกันและกัน ขยันและลงมือทำ ก็จะประสบความสำเร็จได้ ณ ตรงจุดนี้...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่325 ประจำวันที่1- 15 สิงหาคม 2555


 

ข่าวยูนิซิตี้ (Unicity Thailand) ดีดตัวแรงคลุมอาณาจักรทั่วไทย กลางปีดันยอดเกินโผ - สิ้นปีมีสิทธิ์ลุ้นดับเบิ้ล


แรงไม่หยุดฉุดไม่อยู่สำหรับค่ายยูนิซิตี้หลังจัดงานเกียรติยศพร้อมเปิดตัวสินค้าบีพรีเมี่ยมดันยอดขายดับเบิ้ลทั่วไทย...เปิดทางนักธุรกิจยูนิซิตี้ดึงนักร่วมทุนร่วมเปิดศูนย์สาขาใหญ่จำลองที่เชียงใหม่ตึกหรู7ชั้นกะปั้นนักธุรกิจเทียบชั้น5ดาว...สิ้นปีนี้สมาชิกรวย&สวยตรึมในสนามยูนิซิตี้

มร.คริสโตเฟอร์ เฮยนสึ คิม ประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ประจำภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิก บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด กล่าวว่า ยูนิซิตี้ จะมีการจัดประชุม (Convention) ปีละครั้ง ในช่วงเดือนมกราคม เพราะช่วงนี้ยอดขายมีการเจริญเติบโตเร็ว ทำให้การจัดงานปีละครั้งไม่พอเพียง จึงขยับขึ้นมาปีละ 2 ครั้ง เริ่มการจัดงานครั้งแรกเมื่อกลางปีที่ผ่านมา ปีนี้ก็เป็นครั้งที่ 2 สำหรับการจัดงานเกียรติยศนี้


ทำไมเราต้องจัดงานกลางปีขึ้นมา ก็เพราะเรามีการเติบโตสูงขึ้น - เร็วขึ้น ไซด์ของคอนเวนชั่นจึงมีขนาดใหญ่เต็มพื้นที่ โดยช่วงแรกจะจัดในเดือนมกราคม และช่วงกลางปีจะร่นระดับลงมา เพราะช่วงนี้นักธุรกิจที่เติบโตจะเป็นธุรกิจระดับกลาง แต่ถ้าต้นปีจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงกว่า นี่คือการจัดงานในภาคพื้นเอเชีย ส่วนประเทศอื่น ๆ ก็กำลังก้าวตามมาจัดปีละ 2 ครั้งเช่นเดียวกัน ซึ่งปกติแล้วก็จะเป็น New Year Party รูปแบบจะไม่เป็นทางการ จะเป็นไนท์เคานท์ โดยเฉพาะพิธีประดับเข็มเกียรติยศตอนนี้สเกลเริ่มเปลี่ยนไป

ส่วนการเติบโตในตลาดประเทศไทย ต้องบอกว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่โตเร็วที่สุด คือไทยจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี และจะเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ปีนี้เราเพิ่งจะปิดยอดไปครึ่งปีแรกของปี 2012 ที่ทำยอดได้เยอะที่สุด เมื่อเทียบกับการทำ ยูนิซิตี้ หลาย ๆ ประเทศ ในเมืองไทยอัตราการเติบโตเฉลี่ยแล้วดีขึ้น คือเติบโตสูงขึ้น 35% โดยเฉพาะยอดขายเดือนมิถุนายนนี้ จะเป็นยอดขายสูงสุดของ ยูนิซิตี้ ที่ทำมาในประเทศนี้

ดังนั้น ในปี 2012 จะต้องได้รับการสนับสนุนจากสื่อมวลชนเป็นพิเศษ เพราะเรามีกิจกรรมระหว่างปีเยอะมาก ก็ทำให้สมาชิกทุกคนตื่นเต้นตื่นตัว คาดว่ายอดขายจะเพิ่มขึ้นในเดือนกันยายน เพราะมีการจัดงาน Unicity Global Leadership Convention ณ ประเทศเกาหลี ส่วนเดือนมกราคมก็จะจัดกิจกรรมตามปกติ ตรงนี้ได้ส่งผลให้สมาชิกเกิดความตื่นตัวในการเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ และล่าสุดมีข่าวว่านักธุรกิจบางท่านที่มีฐานะทางการเงินที่ดีเข้ามาซื้อตำแหน่งตามที่เป็นข่าวหรือไม่ ต้องบอกว่าก็ไม่ถึงกับซื้อ เนื่องจากมีงานจัดงานรีเซฟชั่นภายใน ก็มีการนำรถลัมโบกินี่มีทั้งที่แรงถึง กับแรงไม่ถึงมาประชันกัน งานนี้บ่งบอกว่า ผู้นำเขาสามารถใช้ชีวิตเหมือนดั่งฝันได้ หรือ เหมือน Rich the Team ของ ยูนิซิตี้ และจากนี้ไป เราก็จะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ต่อเนื่อง เพื่อเป็นแรงผลักดันให้ผู้นำและนักธุรกิจให้เติบโตเร็วอีกทางหนึ่ง

ภายในงานก็จะมีเซเลบเข้ามาร่วมทำธุรกิจกับเราด้วย เขามาเองเราไม่ได้ชักชวนก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไร ทุกคนจะมีความเท่าเทียมเหมือนกันหมด แต่อาจเป็นเพราะว่าเขาเป็นเซเลบก็เลยสามารถดึงคนอื่น ๆ เข้ามาด้วย ก็เป็นผลดีอย่างหนึ่งในการทำงาน เราดีใจที่คนเหล่านี้มาเลือกที่จะร่วมงานกับเรา ถามว่ายอดขายสูงกว่า 250 ล้านบาทหรือไม่ ทราบเพียงแต่ว่ายอดขายเพิ่มสูงขึ้นจากเดือนพฤษภาคมกว่า 35% เหตุผลที่ยอดขายในเมืองไทยโตและมียอดเยอะ เป็นเพราะสมาชิกลงทุนเยอะหรือไม่ ต้องบอกว่า ปกติลงทุนเพียง 500 บาท ฟรีก่อนเข้าจริง ซึ่งเป็นนโยบายของเราที่ไม่อยากให้สมาชิกใช้เงินมาลงทุนเยอะ และอยากให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎของบริษัท

ความคืบหน้าล่าสุด เรามีศูนย์กระจายสินค้าอยู่ 73 แห่งทั่วประเทศไทย และมากกว่า 70 ศูนย์ที่เป็นศูนย์กระจายสินค้าที่ไม่ใช่ของบริษัท แต่จะมีผู้ดำเนินการที่เป็นบีเอคอยเป็นผู้ดูแลกิจการของศูนย์ อันที่จริงแล้วเราก็อยากเปิดออฟฟิศทั่วประเทศ แต่ทำไม่ได้ เพราะสมาชิกในแต่ละภูมิภาคหรือแต่ละจังหวัด จะมีนักธุรกิจที่อยู่ตามจังหวัดนั้น ๆ มีความต้องการที่จะเปิดศูนย์กระจายสินค้าเป็นของเขาเอง เพราะเขาสามารถชวนคนให้เข้ามาที่ศูนย์เหล่านี้ได้

นักธุรกิจ ยูนิซิตี้ ส่วนมากเป็นผู้นำระดับสูงจะก้าวขึ้นมาบริหาร เพราะฉะนั้นในแต่ละที่ก็จะมีนักลงทุนสนใจเข้ามาร่วมด้วย เพราะพวกเขาสร้างศูนย์ สร้างตึก เป็นของตัวเอง เพื่อสต๊อกและเป็นศูนย์กระจายสินค้า แต่ไม่ให้สต๊อกตุนไว้เยอะ ๆ ยังอยู่ในระดับที่จำกัด อาทิ ที่ จ.เชียงใหม่ เป็นตึกออฟฟิศ 7 ชั้น ซึ่งเป็นการลงทุนของผู้บริหารศูนย์ที่เชียงใหม่ เหมือนเขามองการณ์ไกลและมั่นใจที่จะลงทุนกับ ยูนิซิตี้ เพื่อจะให้เป็นศูนย์กระจายสินค้าประจำภูมิภาคของเชียงใหม่

ส่วนโซนที่สามารถทำยอดขายสูงสุด อาทิ สาขากรุงเทพฯ, เชียงราย, เชียงใหม่, ขอนแก่น, อุบลราชธานี แต่หากเปรียบกับภาคเหนือจะไม่ใหญ่เท่า ทางภาคใต้ก็มีศูนย์อยู่ทางภาคใต้ และเป็นศูนย์ที่ครอบคลุมพื้นที่ภาคใต้พอสมควร โดยรูปแบบการลงทุนของนักธุรกิจที่จะผลักยอดของแต่ละศูนย์ให้มียอดเพิ่มสูงขึ้น ก็ต้องเป็นกลยุทธ์ของแต่ละศูนย์ ซึ่งจะไม่เกี่ยวข้องกับบริษัท เพราะเราอยากให้ผู้บริหารของแต่ละศูนย์บริหารศูนย์เหมือนปกติทั่วไป

และไม่ได้ทำอะไรที่แปลกไปจากที่อื่น เพราะการทำธุรกิจทั่วไป จะต้องมีวิชั่น และต้องไม่ใช่นักธุรกิจธรรมดา เพราะผู้นำมีสมาชิกอยู่ภายใต้การบริหารสายงานของเขา ถ้าเป็นการดำเนินธุรกิจทั่วไปลงทุนไปแล้วต้องได้กำไร ฉะนั้น การที่จะเปิดศูนย์จะต้องมีตำแหน่งกับทางบริษัทของเราด้วย ไม่ใช่คนทั่วไปมาเปิดได้ เพราะจะต้องมีคุณสมบัติ ซึ่งเราก็เข้าใจว่านี่เป็นแรงบวก เพราะเขาก็มีสมาชิกอยู่ภายใต้ทีมบริหารของเขาอยู่แล้ว

ตอนนี้ทาร์เก็ตการตั้งศูนย์สาขาสิ้นปีนี้จะไปให้ถึง 100 ศูนย์ ซึ่งจะเป็นปีนี้หรือไม่ ยังคงเหลือเวลาอีก 6 เดือน เนื่องจาก 6 เดือนแรกเราทำตัวเลขได้ดีมาก เพราะฉะนั้น 6 เดือนหลังหวังว่าน่าจะมีอะไรดี ๆ ขึ้นมาอีก และคาดว่าน่าจะครอบคลุมทุกจังหวัด คือ 1 จังหวัดต่อ 1 ศูนย์สาขา แต่ถ้าจังหวัดไหนเป็นจังหวัดใหญ่ ๆ ก็จะเปิดเป็น 2 ศูนย์ ตอนนี้ก็ครอบคลุมกันเกือบหมดแล้ว เมื่อ 5 ปีที่แล้ว เรามีกฎอยู่ว่า อยากให้มี 1 ศูนย์ต่อ 1 อำเภอหรือตำบล แต่ไม่ใช่มีทุกอำเภอ เพราะบางอำเภอมีขนาดเล็ก

สำหรับสิ่งที่เป็นแรงจูงใจให้ผู้นำสนใจเข้ามาเปิดศูนย์ ก็จะต้องมีคุณสมบัติให้ครบในทางกลับกันถ้าเขาทำครบ ก็จะเหมือนเมื่อก่อน คือ การจะเปิดศูนย์ได้ต้องแจ้งให้ทราบก่อนว่ามีพื้นที่อยู่เท่าไร จัดเก็บสต๊อกได้หรือไม่ ก็ต้องมีแบบทดสอบด้วย อยากให้มีมาตรฐานที่สูงสำหรับสินค้าของเรา ในตัวที่ลงทุนก็จะเป็นตัวนักธุรกิจมาลงทุนเอง

สำหรับการเปิดตัวสินค้าใหม่ Be Premium ในวันนี้ เป็นการคิดค้นร่วมกันมาจากทีมทำโปรดักส์ของเรา อาทิ อเมริกา เกาหลี ญี่ปุ่น แล้วก็ไทย ก็ใช้เวลา 2 ปีในการค้นคว้า และเราเป็นประเทศที่ 2 ที่ทำการเปิดตัว แต่ผลิตจริง ๆ ที่ประเทศญี่ปุ่น ยูนิซิตี้ ในเอเชีย - แปซิฟิก ก็ไม่ได้โฟกัสประเทศใดประเทศหนึ่ง คาดว่าหากเปิดตัวสินค้าตัวนี้ ก็จะทำให้ยอดขายดีดตัวขึ้น 2 เท่า โดยปกติ ยูนิซิตี้ จะมีการเพิ่มยอดขายขึ้นเรื่อย ๆ ทุกปี ถ้าไม่ได้ยอด 2 เท่า ก็อาจเติบโตขึ้น 95% โดยปกติเป้าหมายผมจะเพิ่มยอด 2 เท่า อยู่ทุกที่ไม่เฉพาะเมืองไทย อย่างที่บอกครึ่งปีที่แล้วกับปีนี้โตเปรียบเทียบกันแล้วโตขึ้นมา 35% และปกติบริษัทขายตรง MLM ช่วงครึ่งปีหลังจะโตขึ้นอยู่แล้ว ฉะนั้น จึงไม่ยากที่จะสร้างยอดครึ่งปีหลังให้ยอดโตเป็น 2 เท่า
ส่วนจะเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหรือไม่ ก็มีโอกาสอยู่ เพราะเราก็มีโปรดักส์เยอะ ก็พยายามที่จะหาบริษัทผู้ผลิต หากใครที่สามารถทำการผลิตภัณฑ์สินค้าก็มาทำร่วมกันได้ ก็มองประเทศไทยเหมือนกัน โดยเราอาจจะไปซื้อบริษัทพวกนี้ เพื่อจะทำผลิตภัณฑ์ของเราเอง ก็จะมีเป้าอยู่ 3 ประเทศคือ เมืองไทย เกาหลี และอเมริกา เป็นต้น


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่325 ประจำวันที่1- 15 สิงหาคม 2555


 

ข่าว 5 สมาคมขายตรง MLM - SLM ไร้สัมพันธ์ ยืมมือสื่อเลือกแฉ - เชือดสนุกปาก


ปรากฏการณ์เชือดเฉือนกันเองในหมู่สมาคมเริ่มอุบัติอย่างเป็นทางการ...หลังอำนาจในมือเริ่มถึงจุดเสื่อม...4สมาคม(MLM)และ1สมาคม(SLM)ต้องระดมมันสมองแก้เกมด่วนตีกันก่อนสมาคมMLMไทยจะเจอศรัทธาเสื่อมทั้งวงการเปิดปมจุดเด่น-ด้อยที่ควรสะสางก่อนยืนบนผืนผ้าใบใหม่...รับมือแข่งเดือดในการเปิดตลาดอาเซียนปี2558...!!

กลายเป็นมหากาพย์เรื่องราว เมื่อ สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย เลือกใช้เวทีสื่อเชือดเฉือนกันอย่างสนุกปาก เมื่อตำแหน่งที่ถูกวางตัว เป็นเพียงแค่ หุ่นเชิด ที่ไร้บทบาทการบริหารแบบเต็มใบ จนสร้างความเสื่อมเสียต่อการบริหารงานในคราบนายกสมาคมอุตฯ กลายเป็นข่าวโด่งดังทอล์คออฟเดอะทาวน์ในวงการขายตรง จนสมาชิกในกลุ่มแทบจะมุดแผ่นดินหนี

วิธีนี้ ถึงแม้จะหยาบกร้านไปหน่อย แต่เมื่อ หุ่นเชิด ที่จนตรอก ก็ย่อมมีทางเลือกที่จะหาทางออกไม่มากนัก จึงเลือกวิธีการโต้กลับอย่างดุเด็ดเผ็ดร้อน ถึงแม้จะเสื่อมเสียทางด้านภาพลักษณ์ แต่ยังคงรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีส่วนตัวเอาไว้พอประมาณตน

การเลือกใช้เวทีสื่อในการโพนทะนา ถึงแม้จะไม่ใช่เรื่องที่ดี แต่เมื่อนำไปเทียบเลียบเคียงกับเวทีของนักการเมืองที่มักเลือกใช้วิธีนี้กันบ่อย ๆ ก็ต้องบอกว่า เรียกความดังแบบชั่วข้ามคืน แต่ถ้าหากเลือกยื่นซองขาวอย่างเงียบ ๆ แล้วค่อยใช้วิธีเลือกปล่อยข่าวแค่บางฉบับ งานมันก็จะกร่อย ไร้รสชาติ แม้จะเป็นวิธีที่น่าจะเหมาะสมกว่าก็ตาม แต่สำหรับวงการขายตรงเลือกที่จะ เด่น มากกว่า ดับ โดยไม่รู้โชคชะตาในวันข้างหน้าจะเป็นเช่นไร
เพราะวงการขายตรง มันเป็นเวทีของมวลชน

ถึงเวลาแล้วหรือยัง...ที่ผู้ประกอบการจะหันหน้ามาประสานมือ ก่อนที่วงการขายตรงจะกลายเป็นละครน้ำเน่า ที่สวมหัวโขนเล่นกัน...ที่นับวันสาดโคลนรุนแรง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเวทีการเมือง
งานนี้...3 สมาคม MLM และ 1 สมาคม SLM อีก 1 สมาคม MLM ที่กำลังจะแจ้งเกิดใหม่ในวงการ...อาทิ
1. สมาคมการขายตรงไทย (TDSA) : Thai Direct Selling Association
2. สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) : Thai Direct Sale Industrial Association
3. สมาคมนักการตลาดแบบตรงไทย (TDMA) : Thai Direct Marketer Association
4. สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA) : Thai Direct Selling Development Association
5. สมาคมส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทย : สมาคมใหม่ที่ตั้งชื่ออย่างไม่เป็นทางการ
ควรหันหน้าเข้ามาปรึกษา ด่วน...เพื่อ ลด ละ เลิก ข่มกันเด่น...ลดระดับหันหน้า และเข้ามาปรึกษาหารือร่วมกัน
เพราะวันนี้ เกมการแข่งขันในอุตสาหกรรมขายตรงไทย ได้ถูกเปลี่ยนไปแข่งกับตลาดแมสอย่างค้าปลีก และไม่ใช่แย่งกันในสงครามน่านน้ำสีแดงที่ฟัดกันอย่างนัวเนียอีกต่อไป แต่มันเป็นการทำสงครามกับ น่านน้ำสีฟ้าและสีขาว กับฐานบริโภคใหญ่ที่ค้าปลีกชุบมือเปิบอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน...ไหน จะต้องแข่งกันในเวทีอาเซียน ทั้ง ๆ ที่ผู้ประกอบการไทยทั้งระบบ แทบจะไม่มีความพร้อมเอาเสียเลย
ย้อนรอยอดีตกาลกันสักหน่อย ทำไม.. จุดเริ่มต้นของสมาคมขายตรงไทย ถึงเดินไปไม่ค่อยสวย อาจเป็นเพราะความผิดพลาดจากสมาคมแรกที่เริ่มก่อตั้ง ถึงคำเขียนนี้อาจจะยัดเยียดและไม่ใช่เป็นความคิดที่ถูกต้องเสมอไป..แต่ก็มีส่วนถูกบ้างมิใช่หรือ เพราะการตั้งกฎระเบียบยิบย่อยที่ไม่ให้บริษัทเล็ก บริษัทน้อยเข้าไปอยู่ในสังกัดได้ง่าย ณ วันนั้น

กลายเป็นเกมที่นักธุรกิจขายตรงที่ไร้ต้นสังกัด ต้องปรับเกมสู้ศึกในวันนี้ เพราะต้องป้องกันตัวเองให้รอดจากปากเหยี่ยวปากกาที่ถูกใส่ร้าย...แม้สมาคมใหญ่จะมีถ้อยแถลงออกมา การไม่รับบริษัทเข้าเป็นสมาชิกได้ง่าย ๆ อาจเป็นเพราะธุรกิจขายตรงเพลานั้น มักถูกปะปนไปกับแชร์ลูกโซ่ จนแยกไม่ออกว่า บริษัทไหนขายตรงพันธุ์แท้ บริษัทไหนพันธุ์เทียม

ฉะนั้น การเป็น สมาคมพี่ใหญ่ ที่เกิดขึ้นเป็นสมาคมแรก จึงเลือกวิธีเอากฎหมู่มากกว่า...ที่จะเฟ้นรับสมาชิกไม่เลือกหน้า สมาคมพี่ใหญ่ ยังวางตัวแบบทรงคุณค่าและมีมาตรฐานสูงเฉียดฟ้าตามที่เคลมกันอยู่บ่อย ๆ

ขณะที่บริษัทอื่น ๆ ที่ไร้สังกัด เล็ก น้อย ใหญ่ ทั่ว ๆ ไปเปรียบเหมือน มดแดง ตัวเล็ก ๆ ที่คอยเฝ้าลูกมะม่วง แต่ไม่เคยได้มีโอกาสลิ้มชิมรส และโอกาสที่จะเข้าไปสังกัดนั้น ทำท่าว่าจะริบหรี่เต็มที

สมาคมน้อย ๆ จึงเริ่มก่อตัวขึ้น ท่ามกลางความไม่พร้อม ก่อเกิดสมาคมที่ 2 ตามมาติด ๆ เมื่อสมาคมที่ 2 ก็มิใช่ทางเลือกของผู้ประกอบการที่ยังไร้ต้นสังกัด สมาคมที่ 3 จึงกลายเป็นทางเลือกใหม่อีกทางหนึ่ง...ฉะนั้น สมาคมที่ 4 ซึ่งเป็นสมาคมใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น ก็มิใช่เรื่องที่ผิด เพราะมิอาจตอบโจทย์ผู้ประกอบการได้ทั้งหมด...อีกเช่นเดียวกัน

ถามว่า...สมาคมที่ 5 6 7 และ 8 จะมีโอกาสเกิดขึ้นอีกหรือไม่...ต้องบอกว่า เป็นไปได้ ฟันธง!!
ถามว่าเกิดอะไรขึ้น.. สมาคมหลายสมาคมเกิดอาการลมปราณแตกซ่าน หรืออย่างไร...ต้องบอกว่าจะใช้เหตุผลใด ก็ย่อมกากบาท (ถูก) แทบทั้งสิ้น อาทิ
ข้อที่ 1. จุดยืนของแต่ละสมาคม วางตัวโอเว่อร์โหลด ตั้งตนเป็นสมาคมชั้นสูงเกินจนไม่เป็นที่ยอมรับ...ก็ถูกต้อง
2. นายกสมาคมฯ บางคนถูกวางตัวเป็น หุ่นเชิด ไร้บทบาท อัออั้นทนไม่ไหว ก็เลยออกมาโจมตีกันเองต่อหน้าเวทีสื่อ เพราะอำนาจการตัดสินใจมีไม่เต็มใบ...ก็ถูกอีก
3. การวางตัวไม่เป็นกลางของนายกสมาคมฯ ชอบดึงบริษัทตัวเองมาเกี่ยวข้อง และวางตัวเป็นพี่ใหญ่ สอนบริษัทในสมาคมด้วยกันเอง...ก็ถูกอีกนั่นแหละ
4. การถูกรังแกจากหน่วยงานรัฐ แต่ไร้การเหลียวแลจากเพื่อนร่วมอาชีพ...ก็นับว่าถูกต้อง
และ 5. เหตุผลที่สำคัญที่สุด นั่นคือ ความสมาน - สามัคคี ของแต่ละสมาคม ไม่มี เพราะต่างฝ่ายต่างมีจุดยืนเป็นของตัวเอง...สำหรับข้อนี้ให้คะแนนถูกต้องเป็นที่สุด

ในเมื่อกฎเกณฑ์การตั้งสมาคมใดสมาคมหนึ่ง วางตัวไม่เป็นกลาง เลือกที่รัก มักที่ชัง...จนเป็นช้อยส์ไม่น่าให้เลือกเข้าสังกัด...
คราวนี้ สมาคมขายตรง ที่ตั้งขึ้นมาใหม่ หากสามารถลบจุดด้อย - เพิ่มจุดเด่น...แล้วขีดเส้นหนา ๆ ยืนบนความเป็นกลางได้สำเร็จ ก็ย่อมมีโอกาสสร้างความสำเร็จมากกว่า เพราะมีบทเรียนหลายบท นำมาแก้ไขให้ถูกทางได้...

เพราะอย่าลืมว่า...ธุรกิจเครือข่ายขายตรงเป็นธุรกิจเฉพาะ และอยู่กับมหาชนคนเครือข่าย ที่สามารถสร้างพลังวัตรและความยิ่งใหญ่ด้วยตัวเองได้ไม่ยาก เนื่องจากมีฐานสมาชิกเป็นมหาชน นับหมื่น นับแสนคน ฉะนั้น การที่จะเลือกตั้ง สมาคมใหม่ ด้วยตัวเอง ก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป
และสมาคมที่ผ่าน ๆ มา ก็จะถูกเมิน และบริษัทสมาชิกที่ยังไม่มีต้นสังกัด สามารถกด LIKE เลือกได้ตามใจชอบ เพราะสมาคมของคุณ จะไม่กด LIKE และเป็นผู้ถูกเลือกอีกต่อไป

โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ สถานการณ์เกมการแข่งขันถูกเปลี่ยน เปลี่ยนไปแข่งในสนามที่ใหญ่กว่าเดิมในวันข้างหน้า นั่นคือ การเปิดเวทีประชาคมอาเซียน ปี 2558 ที่กำลังจะเกิดขึ้น

ดังนั้น...1 ใน 5 สมาคม ควรสังคายนาตัวเองใหม่ หันหน้าเข้าหากัน ปรึกษาหาทางออกร่วมกัน เพื่อไม่ให้อุตสาหกรรมขายตรงไทยบอบช้ำไปกว่านี้ หันมาจับมือแล้วสู้รบปรบมือกับตลาดอาเซียนดีกว่า เพราะวันนี้...เวทีที่ใช้วัดความยิ่งใหญ่ ด้วยการแบ่งแยกดินแดนกันบริหารในอดีต มันหมดเวลาลงแล้ว และร่อยหรอลงไปทุกที ทุกที...เพราะฉะนั้นร่วมกันสู้ ดีกว่ายืนรอวันตาย เพราะหลายค่ายที่บอกว่า พร้อมสู้ในเวทีอาเซียน คุณพร้อมจริงหรือ...ลองถามย้ำกับตัวเองอีกครั้ง


แจงจุดยืนนายกฯคนใหม่
ส.ใหญ่ยินดีต้อนรับส.น้องใหม่
นายกิจธวัช ฤทธีราวี นายกสมาคมการขายตรงไทย แถลงข่าวในวันที่ขึ้นรับตำแหน่งนายกฯ คนใหม่ ทันทีที่ทีมข่าวยิงคำถามถึงสมาคมใหม่ที่กำลังเกิดขึ้น นายกฯ คนใหม่คิดอย่างไรกับสมาคมที่ 4 (MLM) ก็ได้รับคำตอบว่า ในฐานะที่เราเป็นองค์กรเดียวกัน อยู่ร่วมอุตสาหกรรมเดียวกัน คงต้องบอกว่าสิ่งที่เราทำได้ในสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย คือ เราคงมีจุดยืนของเรา แล้วก็คิดว่าจะเปิดกว้างเปิดความคิดที่จะมาร่วมงานกับเพื่อน ๆ สมาชิกที่อยู่ในธุรกิจองค์กรเดียวกัน ตราบใดที่มีวิสัยทัศน์เดียวกัน มีอุดมคติเดียวกัน มีดุลวิธีการบริหารจัดการ ในการยกระดับการจัดการช่วยส่งเสริมอุตสาหกรรม มันก็เป็นเรื่องที่ดี ไม่มีปัญหาอะไร สามารถแลกเปลี่ยนพูดจากันได้เหมือนกัน

อย่างที่ทราบกันว่า เราก็เคารพสิทธิของทุก ๆ ท่าน ผู้ประกอบการหรือผู้หลักผู้ใหญ่ทุกคน ก็อยากจะย้ำอีกครั้งว่า เราเปิดประตูกว้าง อีกอย่างเราก็ไม่กล้าเรียกตัวเองว่า เป็นสมาคมพี่ใหญ่ เพียงแต่ว่าเราก็อยู่ด้วยกันแล้วก็มีจุดยืนที่เข้มแข็ง สร้างเอกภาพให้กับสมาคมฯ ของเรา แต่อาจจะมีปัจจัยใดก็ตามที่ไม่แน่ใจ ที่ไปเปิดสมาคมใหม่เป็นสิทธิ์ที่พึงกระทำแล้ว ก็ไม่ได้คิดอะไร อย่างที่บอกเรามีกฎเกณฑ์ในการรับสมาชิกชัดเจน เบื้องต้นเราไม่ได้มีข้อจำกัดนะ ว่า ห้ามเป็นสมาชิกของสมาคมใดสมาคมหนึ่ง อย่างที่ผมเรียนแล้ว ก็ย้ำไปครั้งหนึ่งแล้วว่า ตราบใดสมาชิกท่านนั้น มีความสอดคล้อง มีคุณสมบัติตามที่สมาคมฯ เรากำหนด เราก็ยินดี ถ้าเชื่อมาตรฐานสมาคมการขายตรงไทย ก็เชิญเข้ามาสมัครสมาชิกได้


สมาคมน้องใหม่แถลงจุดยืน
นโยบายภายใต้ว่าที่นายกฯ
ทางด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ อดีตเลขาธิการ สคบ.ปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ นีโอ ไลฟ์ และตัวเต็งนายกสมาคมส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทย กล่าวถึงประเด็นการจัดตั้งสมาคมใหม่ในงานเกียรติยศ นีโอ ไลฟ์ ประจำเดือนที่ผ่านมา ว่า จากตัวเลข 40 บริษัทของธุรกิจขายตรง ที่เข้าไปค้นข้อมูลจากกรมธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และค้นข้อมูลการเสียภาษีรายได้ ซึ่งได้ตัวเลขที่เป็นทางการค้าแล้ว นำเอามารวมเป็นมูลค่าการตลาดเป็นตัวเลขจริง ที่ยื่นแสดงรายได้กับทางราชการ ตัวเลขออกมาเท่าไหร่ผมจำไม่ได้ แต่เอาตัวเลขกลม ๆ มารวมไว้แล้วกัน เมื่อประมาณปี2548 - 2549ยอดอุตสาหกรรมขายตรงรวมเติบโตสูงถึง 100,000 กว่าล้านบาท

แต่มูลค่าการตลาดก็จะมียอดขายของค่าย ยูนิลีเวอร์ แยกออกไป เพราะยูนิลีเวอร์แยกออกมาเป็นแผนกของธุรกิจขายตรงแผนกหนึ่งเท่านั้น ส่วนค่าย ศรีไทย ซุปเปอร์แวร์ ก็เช่นเดียวกัน ก็แยกเป็นขายตรงแผนกหนึ่ง รวมถึงค่าย สหฟาร์มฯ ที่แยกออกมาเป็นแผนกหนึ่งเช่นเดียวกัน ถ้าหักตัวเลขตรงนี้ออกไป ยอดขายตรงรวมก็จะเติบโตประมาณ 78,000 ล้านบาทต่อปี
ปัจจุบันตัวเลขจะเป็นเท่าไร ผมว่ารวบรวมจริง ๆ แล้วน่าจะทะลุแสนล้าน ถือเป็นตัวเลขมากมายมหาศาล จากบริษัทขายตรงไทย 800 กว่าบริษัท น้อง ๆ นักข่าวลองไปค้นข้อมูลดูนะครับ ว่า สมาคม (MLM) ที่มีอยู่ 3 สมาคมของผู้ประกอบธุรกิจ นับรวมกันแล้วมีสมาชิกไม่เกิน 50 บริษัท ก็ไม่เท่าไหร่ ที่พูดถึงกรณีนี้มันไม่เกี่ยวกัน เพราะบริษัทที่จดทะเบียนหรือทำธุรกิจถูกต้องตามกฎหมาย เหมือนว่า ทำไมใน 3 สมาคมมีบริษัทที่จดเบียนถูกต้องสมัครน้อยจัง
ยิ่งเดี๋ยวนี้มันนี่เกมมันทำผิดยากขึ้น ถึงจะมีวิธีฉลาดขึ้น แต่เนื่องจากข้อมูลข่าวสารมันมีมาก สื่อก็เฝ้ามองกันมาก แต่ทำไมบริษัทที่ทำถูกกฎหมาย มีบริษัทที่สมัครสมาชิกในสมาคมน้อยลง นี่คือมันเป็นประเด็นหนึ่งที่ต้องพูด และนั่งคิดว่าถ้าเราจะตั้งสมาคมสักอีก 1 สมาคม เพราะยังมีอีกหลายแง่มุม ในสมาคมนี้ผู้ประกอบการยังไม่ได้ทำทั้งเนื้อหาที่จะขยายออกไปให้ประชาชนรู้จักขายตรงที่ชัดเจน ถูกต้องรอบด้าน ฉะนั้น การจัดตั้งสมาคมใหม่มันสามารถทำอะไรได้อีกเยอะ และจะเป็นสิ่งที่ดีกับองค์กรต่าง ๆ และสายสัมพันธ์ที่ไม่ใช่ธุรกิจเกี่ยวกับขายตรงก็ทำได้ เราจึงตั้งสมาคมขึ้นมาอีก 1 สมาคม แต่ต้องปิดไว้ก่อน เพราะต้องมีการจดทะเบียนให้ถูกต้องสมบูรณ์


TSDAเดินหน้าหาสมาชิกเพิ่ม
ก่อนรวมตัวตั้งสหพันธ์อาเซียน
ทางนายอนุวัฒน์ ธรมธัช อดีตเลขาธิการ สคบ. และ นายกสมาคมพัฒนาการขายตรงไทย กล่าวถึงสมาชิกในสมาคมฯ ที่ขึ้นรับโล่เกียรติยศพิเศษ จาก ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กระทรวงมหาดไทย ยงยุทธ วิชัยดิษฐ ว่า วันนี้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีกับบริษัทขายตรง และสมาคมหลาย ๆ สมาคม และหลายบริษัทได้รับเกียรติจากสมาคมช่างภาพสื่อมวลชน ให้มารับรางวัลจากรองนายกฯ นับเป็นเกียรติประวัติของนักธุรกิจขายตรงคนไทยที่กำลังพัฒนาและกำลังก้าวไปข้างหน้า และทางสมาคมฯ ของเราอีก 3 ปีจะต้องไปเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงนี้เป็นที่เชิดหน้าชูตาของวงการธุรกิจของประเทศไทยได้อย่างยาวนาน

ดังนั้น ในช่วงครึ่งปีจึงมีนโยบายเชิงรุก ซึ่งเราได้แถลงไปแล้วว่า เราจะนำสมาคมฯ ไปสู่เวทีอาเซียน แล้วเราจะได้พัฒนาบริษัทที่อยู่ในสมาคมฯ ของเราให้ได้มาตรฐานขายตรง ผมเองได้ทำงานกับสหพันธ์ขายตรงโลกที่มาจัดในเมืองไทย ก็จะจัดให้ธุรกิจขายตรงให้เป็นหนึ่งในสหพันธ์ขายตรงอาเซียน ซึ่งตอนนี้ยังไม่ได้สมัครเข้าไปเป็นสมาชิก

แต่ต้องรวมตัวกันทั้ง 3 สมาคม เพราะการรวมตัวธุรกิจนี้ให้เป็นสมาพันธ์ของไทย จะจัดอยู่ในสหพันธ์อาเซียนแห่งโลกด้วย โดยนโยบายเด่น ๆ ของสมาคมฯ จะจัดให้นักธุรกิจได้ใบรับรองมาตรฐานในอาชีพขายตรง ก็ได้รับความนิยมอยู่ ปีนี้ก็จะจัดงานเป็นครั้งที่ 3 แต่ต้องรอให้มีการแต่งตั้ง เลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค ชัดเจนก่อน หลังจากนั้นเดือนตุลาคมหรือพฤศจิกายนเราก็จะจัดงานกันอีกครั้ง นอกจากนั้นเราจะให้ความรู้กับบริษัทที่สังกัดของสมาคมฯ เราไม่ได้ไปขอร้องให้ใครขึ้นมา แต่บริษัทใดเห็นว่าสมาคมฯ นั้นทำประโยชน์ให้สมาชิกของสมาคมฯ และทำให้ธุรกิจขายตรงได้พัฒนาให้เป็นมาตรฐานขึ้น ทางสมาคมฯ ก็ยินดีต้อนรับทุกบริษัท ไม่ว่าคุณจะทำแผนอะไรก็แล้วแต่ นี่ก็เป็นนโยบายสำคัญของเรา และเราก็จะพัฒนากิจการของเราไปด้วย ตอนนี้เรามีสมาชิกอยู่ 14 บริษัทแล้ว ถ้าได้สัก 20 บริษัทก็จะเป็นการดีสำหรับปีนี้


สมาคมอุตฯออกอาการยุ่งเหยิง
นายกฯถอนตัว-เหตุกุมอำนาจไม่เต็มใบ
นายอัศวิน วัฒนปราโมทย์ นายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ประกาศถอนตัวต่อหน้าสื่อมวลชุดใหญ่ที่มาทำข่าว ภายหลังจากไม่พอใจในตำแหน่งนายกฯ ที่ได้รับ นั่งบริหารได้ไม่เต็มใบ เพราะไม่ได้รับแต่งตั้งอย่างแท้จริง พร้อมแถลงข่าวผ่านสื่ออย่างเปิดเผยว่า
วันนี้เป็นโอกาสพิเศษ ผมอยากจะเรียนว่า สมาคมขายตรงไทยดำเนินกิจกรรมมา ณ วันนี้ เราเองก็ได้รับความเชื่อถือในสายตาของในหน่วยงานราชการพอสมควร ครั้งที่แล้วสื่อมวลชนเล่าให้ผมฟัง มีคำนิยามถึงสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทยของเราว่า ไม่มีความประสงค์จะทำอะไรให้โดดเด่น ผมระลึกอยู่เสมอว่า การที่เราทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน เรื่องนี้นะเรื่องจริง ผมสำนึกอยู่เสมอ สุภาษิตเหล่านี้ใช้ได้ดีกับการทำงานของเรา

ผมอยากจะเรียนว่า ถ้าเป็นเรื่องของสังคมก็มุ่งมั่นที่จะช่วยในสังคมที่เราอยู่ ณ จุดนี้ให้มีความเจริญก้าวหน้ามั่นคง ก็เป็นหน้าที่ที่เราโดดเข้ามารับใช้สังคมในส่วนนี้ จึงจำเป็นจะต้องทำอะไรที่ทำแล้วเกิดประโยชน์ก็จะทำ บัดนี้ที่เคยพูดมาทั้งหมด ผมคงจะยกเลิกและลาออกจากตำแหน่งนายกสมาคมฯ หากผมทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่บทลงเอยวันนี้ผมยังทำงานไม่เสร็จสิ้น เมื่อไม่เสร็จสิ้นแต่ก็ต้องลาออกก่อน ก็ถือโอกาสกราบเรียนกับพี่น้องทั้งหลาย ในสถานะนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย ก็ประกาศต่อหน้าพี่น้องสื่อทั้งหลายว่า ผม อัศวิน วัฒนปราโมทย์ ขอลาออกจากนายกสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย และจะมีผลต่อเมื่อยื่นต่อคณะกรรมการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

สิ่งที่ผมเป็นห่วงในการเริ่มประสานงานเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ได้ไปชักชวนบริษัทหลายบริษัทเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกในสมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย แต่กลับได้ไม่เป็นผลเท่าไร เพราะมีสมาคมกำลังจะเกิดใหม่ และมีสาเหตุหลายประการที่ทำให้การร่วมเป็นสมาชิกในการเชิญชวนไม่เป็นไปเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลทั่วไปแล้วนี้ การที่ผมต้องทำงานให้เสร็จลุล่วงนั้น ต้องมีกำลัง มีคณะกรรมการที่เข้มแข็ง มีคณะกรรมการชุดหนึ่งที่ตั้งใจจริง มีความเห็นตรงกันในวัตถุประสงค์หลักของสมาคมฯ ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อให้สมาคมฯ มีความเจริญยั่งยืนเป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมขายตรงไทย เมื่อเห็นว่าไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ ก็คงไม่อยากเสียเวลาที่ต้องไปดึงให้มันช้าที่จะก้าวในการพัฒนาต่อไป ผมก็เห็นควรที่จะเปิดทางให้คนที่ทำหน้าที่ใหม่ระหว่างที่คณะกรรมการเลือกสรร ให้ทำหน้าที่นี้ต่อไป วันนี้ก็มีพี่น้องที่ประกอบกิจการขายตรงที่มาอยู่ในสมาคมฯ ซึ่งดำเนินการและได้มาแสดงตัวในที่ประชุมของคณะกรรมการสมาคมฯ ไปแล้วเมื่อต้น ๆ เดือนที่ผ่านมา เราถือโอกาสนี้ได้เชิญ 2 บริษัท ที่ได้แสดงตัวที่จะร่วมในสมาคมเข้ามาร่วมประชุมครั้งนี้ด้วย ผมอยากจะฝากบรรดาพี่น้องเหล่าสื่อมวลชนว่า การใดที่ผมอาจจะทำให้กรรมการไม่พอใจ หรือทำเกินเลยสิ่งใดก็ตาม ผมขออนุญาต ต้องกล่าวคำว่า ขออภัย ผมก็ถือโอกาสนี้ที่มีคณะกรรมการอยู่พร้อมแล้ว ทั้ง คุณนาคา ฟูรังษีโรจน์ และ คุณศิริพร ธรรมภักดี และอีกหลายท่าน ๆ ที่ได้มาร่วมมือกัน ก็อยากจะให้ดำเนินงานต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่325 ประจำวันที่1- 15 สิงหาคม 2555


 

ข่าวไทยเฮลท์ (Thai Health) ชูกลยุทธ์สื่อโกยยอด ธุรกิจรันไปได้สวย - สิ้นปีลั่นเป้าโต 100 ล้าน.


ไทยเฮลท์เปิดยุทธการสื่อพันธุ์ผสมปูทางMLMประตูสู่ความร่ำรวยสู่การสร้างแบรนด์ที่ดีที่สุด...แค่ปีเศษผลตอบรับดีเกินคาดแม้เจอวิกฤติน้ำท่วมก็ไม่หวั่นยังถอยตั้งหลักได้ดีระดมวิทยุชุมชนกว่า1,000สถานีลุยยอดสิ้นปีเสริมด้วยเคเบิ้ลทีวีปูทาง...อีกไม่นานจะก้าวสู่ความยิ่งใหญ่เต็มรูปแบบ

นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไทยเฮลท์ จำกัด เปิดเผยกลยุทธ์การบุกตลาดในงานแถลงข่าว ว่า ก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้นำร่องทดลองตลาด ด้วยการแนะนำองค์กรและผลิตภัณฑ์ให้กับผู้บริโภค พบว่า ปัจจัยความสำเร็จมาจากความแข็งแกร่งของระบบเครือข่ายสื่อของบริษัทฯ ที่สามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้โดยตรง ด้วยการมุ่งเน้นโฆษณา - ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ความรู้และสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ พร้อมกับความแข็งแกร่งของตัวแทนจำหน่ายที่กระจายอยู่ทุกภูมิภาคที่ช่วยกระจายสินค้า และขยายเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ


นอกจากนี้ ผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ ยังสอดคล้องกับความต้องการของตลาดอาหารเสริมและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในประเทศ ที่มีมูลค่าทางการตลาดสูงประมาณ 20,000-30,000 ล้านบาท และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปีไม่ต่ำ 10%


สำหรับกลยุทธ์การตลาดของบริษัทฯ จะมุ่งขยายเครือข่ายผ่านสถานีวิทยุและจานดาวเทียมให้ครอบคลุมพื้นที่การรับชมและรับฟังมากขึ้น พร้อมกับการขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มขึ้นประมาณ 20-30% รวมถึงการผลิตคอนเทนท์รายการที่โดนใจผู้บริโภคตามกลุ่มเป้าหมายของสินค้าในแต่ละรายการ


โดยได้ทีมงานจากคลื่นวิทยุ เรดิโอ โอเค มาเป็นกำลังหลักในการผลิต ซึ่งสามารถรับฟังได้ผ่านจากดาวเทียมระบบ C-Band, FM ทั่วประเทศ และเว็บไซต์ www.radiook.co.th รวมถึงทางแอพพลิเคชั่น (Application) ผ่านโทรศัพท์มือถือในรูปแบบระบบปฏิบัติการ iOS (iPhone, iPod touch, iPad และ Apple TV), แอนดรอยด์ (Android), แบล็คเบอรี่ (Blackberry) และสมาร์ทโฟน (Smart Phone) พร้อมกับการสร้างสรรค์กิจกรรมทางการตลาด ได้แก่ กิจกรรมฮุคเฟรชชี่, เลิฟแรลลี่, ลูกทุ่งประลองไมค์ และของรางวัลพิเศษภายใต้แคมเปญ เรดิโอ โอเค ใจป้ำ ที่จะกระตุ้นกลุ่มผู้ฟังในรายการให้ติดตามรายการและสินค้าของบริษัทฯ อยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นตั๋วเครื่องบินไปต่างประเทศ อาทิ จีน, ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, อลาสก้า ฯลฯ รวมไปถึงการแจกของรางวัลอีกมากมาย เช่น นิวไอแพด และ ไอโฟน เป็นต้น โดยใช้งบการตลาดไม่ต่ำกว่า 30 ล้านบาท ในปีนี้


ไทยเฮลท์ มีนโยบายที่จะผลักดันคุณภาพสินค้า โดยเฉพาะสินค้าที่เป็นตัวน้ำเห็ดสกัด ภายใต้แบรนด์ ไทยเฮลท์ โดยมีปณิธานและความมุ่งมั่นที่จะช่วยส่งเสริมให้คนไทยมีสุขภาพดี ด้วยการบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารคุณภาพเยี่ยม เพื่อจะดึงเอานวัตกรรมในต่างประเทศให้มีความก้าวหน้า ก็มีการศึกษาในเรื่องนี้ เพื่อมาพัฒนาสูตรและก็นำมาจำหน่ายในบ้านเรา พร้อมจะนำพาบริษัทฯ ก้าวไปสู่ บริษัทชั้นนำด้านอาหารเสริมและเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ บนมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล
ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ทำการทดลองตลาดมาโดยตลอด และพยายามหาข้อมูลกับผู้ที่ทดลองทานว่า ผลเป็นอย่างไร ก็ปรากฏว่าประชาชนคนไทยนั้นให้ความสนใจเป็นอย่างดี และในปีนี้บริษัทฯ จึงตั้งเป้าหมายไว้ว่า เราจะเริ่มวางแผนอย่างจริงจัง เพราะผ่านการทดสอบและทดลองมาแล้วทุกขั้นตอน ก็ได้ผลตอบรับที่ดีมาก ๆ
ตอนนี้นโยบายของเราจะจับเอาทั้งสองอย่างมารวมกัน ทำให้ธุรกิจเราเป็นธุรกิจที่เป็นพันธุ์ผสม ไทยเฮลท์ ได้ดำเนินการตลาดในรูปแบบใหม่ ระบบขายตรงลูกผสมสื่อ ซึ่งเราก็มีความชัดเจนเลยว่า นโยบายการทำตลาดของเราไม่เหมือนกับสื่ออื่น ๆ ที่ใช้จุดแข็งในด้านช่องทางการสื่อสารให้เข้าถึงและกระจายสู่กลุ่มผู้บริโภคผ่านสื่อหลักอย่าง วิทยุชุมชน เรามีการผสมผสานกันและก็พัฒนาทั้งตัวระบบการทำธุรกิจ รวมไปถึงระบบของการผลิตสื่อ ซึ่งในช่วงแรกเราก็นำเอากลุ่มของวิทยุชุมชนเข้ามาเป็นเสมือนหนึ่งสถานี หนึ่งร้านค้า หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ และก็สถานีวิทยุชุมชนในประเทศไทยที่ลงทะเบียนเอาไว้ที่มีเครือข่ายไม่ต่ำกว่า 200 สถานี และมีที่ยังไม่ลงทะเบียนไว้อีกค่อนข้างเยอะ


ทำให้เรามองเห็นตรงจุดนี้ว่า จะสามารถขยายสาขาของบริษัทฯ ออกไปได้ไม่ยาก เพราะมีการซัพพอร์ตในเรื่องของการทำคอนเทนท์ดี ๆ และยังมีคลื่นวิทยุ ก็คือ เรดิโอเพลงอีกประมาณ 90 สถานี และก็มีเคเบิ้ลทีวีจานเหลือง ทำให้สมาชิกของเราเพิ่มขึ้นมาเรื่อย ๆ ก็ได้เพิ่มในส่วนตรงนี้ที่เป็นสื่อทีวีและเป็นสถานีวิทยุด้วย ซึ่งเราก็ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ เนื่องจากว่าตรงนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่มีการกระจายสินค้าได้เหมือนกัน


การที่บอกว่า เราใช้กลยุทธ์การตลาดในรูปแบบขายตรงพันธุ์ผสม คือเราจะนำเอาข้อดีของขายตรง ด้วยการนำเอากระบวนการทางความคิดที่มุ่งเน้นสร้างแรงจูงใจผู้ขายและผู้บริโภค มาผนึกกับผลผลิตที่เกิดจากการใช้สื่อนำไปออนแอร์ ซึ่งคุณภาพเราเทียบเท่ากับคลื่นที่มีอยู่ ตรงนี้กลายเป็นปัจจัยความสำเร็จค่อนข้างมาก เพราะสินค้าของเรามีจุดเด่นและมีความชัดเจนมาโดยตลอด สำหรับผลิตภัณฑ์น้ำเห็ดสกัดชนิดนี้
ซึ่งในปัจจุบันบริษัทฯ มีสินค้าจำหน่ายแล้ว 4 รายการ ได้แก่
1. น้ำเห็ดสกัดสูตรดั้งเดิม มัชรูม พลัส
2. น้ำเห็ดสกัดผสมน้ำผึ้ง เป็นผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ที่ให้ผลไม่แพ้ตัวเดิม
และมีส่วนผสมน้ำผึ้งลงไป รสชาติก็จะมีความเป็นน้ำผึ้งผสมกับตัวเห็ดผสานกันอย่างกลมกล่อมมากขึ้น
3. วีเอ็ม พลัส ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกายสำหรับผู้ชาย เป็นคุณประโยชน์ที่ใช้ในเรื่องของสุขภาพผู้ชายที่มุ่งเน้นในเรื่องของสมุนไพรโดยเฉพาะ เรื่องการบำรุงสุขภาพของท่านชายที่เสื่อมสภาพ หรือในเรื่องของตับไต และผู้ที่มีความเสี่ยงในเรื่องของมะเร็งต่อมลูกหมาก จากผลงานวิจัยก็ให้ผลดีทางด้านนี้ และ
4. ยูเลดี้ ผลิตภัณฑ์บำรุงร่างกายสำหรับผู้หญิง ขึ้นทะเบียนเป็นยาประจำบ้านช่วยดูแลสุขภาพของสตรี สำหรับสุภาพสตรีที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ รอบเดือนให้เป็นปกติ ขับน้ำคาวปลา ก็จะเป็นสินค้าผู้หญิง ซึ่งเป็นหมวดผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพทั้งหมด
และปีนี้บริษัทฯ จะมีการเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการ โดยตั้งเป้ากวาดยอดขายกว่า 100 ล้านบาท โดยคาดการณ์สัดส่วนยอดขายมาจากน้ำเห็ดสกัด มัชรูม พลัส 50% วีเอ็ม พลัส 25% และยูเลดี้ 25% พร้อมกับอัดกิจกรรมทางด้านการตลาดเหมือนเช่นที่ผ่านมา ก็เป็นการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวผ่านสื่อต่าง ๆ ในทริปล่าสุดเราก็ไปที่ญี่ปุ่น ประเทศจีนที่มณฑลซีอาน ไปดูสวนสัตว์ฮ่องเต้ ก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค รวมถึงแฟนรายการ โดยใช้งบประมาณทั้งปีกับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ ก็ไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท เพราะว่ามีการรันในเรื่องของโปรโมชั่นไปจนถึงปลายปีนี้


หากถามถึงจำนวนสมาชิกสถานีวิทยุเครือข่ายที่เข้าร่วมโครงการก็ประมาณ 200 สถานี และจะมีสถานีที่เข้าร่วมโครงข่ายกับเราอีก 600 สถานี ที่มาจากทั่วประเทศไทย และกำลังจะเพิ่มขึ้นปลายปีนี้อีกไม่น่าจะน้อยกว่า 1,000 สถานี ดังนั้น ตัวเลขเฉพาะกลุ่มหรือสาขาตอนนี้เรามีอยู่ 200 สถานี แบ่งเป็นสถานีวิทยุชุมชนอีก 400 สาขา ดังนั้น ความชัดเจนของการเติบโตในปลายปีนี้ ก็น่าจะบอกได้เลยว่าดีกว่า เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาที่ทดลองทำตลาด ยังประสบกับปัญหาอุทกภัยอีกด้วย


ส่วนการขายปลีกเราก็จะขายผ่านดีลเลอร์ และผู้ค้ารายย่อย และคงไม่มีปัญหาเรื่องการตัดราคา เนื่องจากราคาสินค้าเป็นผู้กำหนดกลไกทางการตลาด หากดีลเลอร์มีการขายตัดราคาเราก็จะทราบ เพราะมีการลงทะเบียนไว้กับบริษัท คงเหลือแต่ดีลเลอร์รายย่อยที่ไม่มีการลงทะเบียน
ส่วนเรื่องการโฆษณาผ่านสื่อวิทยุเกี่ยวกับตัวสินค้าว่า โอเว่อร์เคลมหรือไม่ ขณะนี้เรากำลังแก้ปัญหากันอยู่ ก็มีการทำหนังสือตักเตือนออกไป และประกาศผ่านหน้าเว็บไซต์ ประกาศผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ เพื่อแสดงเจตนาว่า ทางบริษัทฯ ยินดีให้ความร่วมมือกับทางราชการอยู่แล้ว รวมถึงเรื่องสปอตและแอดโฆษณา เราก็ผลิตออกจากบริษัทฯ โดยตรง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่325 ประจำวันที่1- 15 สิงหาคม 2555