ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจเครือค่าย แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ธุรกิจเครือค่าย แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 10 มกราคม พ.ศ. 2557

ข่าวโมรินดา (Morinda) : เปิดใจ‘เชษฐ์ฤชัย โรจน์ธนาวงษ์’ค่าย ‘โมรินดา’ ...ความสำเร็จเกิดจาก ‘ความเชื่อมั่น&ศรัทธา’







Capture (Mobile)

 


“วันนี้ต้องบอกว่าธุรกิจขายตรงถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้คนที่ตั้งใจทำธุรกิจนี้จริง ๆ หากทำถูกต้อง ถูกวิธี เป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย ไม่มีความเสี่ยง ที่สำคัญ เป็นธุรกิจที่สามารถทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ระดับการศึกษาไม่เกี่ยว หากมีความขยัน อดทน เชื่อว่าทุกคนสำเร็จในธุรกิจนี้แน่นอน”


... “กว่าที่จะค้นพบความสำเร็จ ย่อมต้องเจออุปสรรคและปัญหาเสมอ”...เฉกเช่นเดียวกับ นักขายท่านนี้นามว่า “เชษฐ์ฤชัย โรจน์ธนาวงษ์” หนุ่มแดนอีสาน ที่มีคติประจำใจในการทำงานว่า “ต้องมีความเชื่อมั่นและมีความศรัทธาในธุรกิจถึงจะประสบความสำเร็จ”


“เชษฐ์ฤชัย” ก่อนที่จะเดินเข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงนั้น เขาผู้นี้เป็นมนุษย์เงินเดือนมาก่อน อาชีพรับราชการอยู่ที่กรมสรรพากรมาประมาณ 5 ปี เงินเดือนเพียงแค่ 6 พันกว่าบาทเท่านั้นเอง มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ ด้วยจุดนี้เองที่ทำให้เขาผู้นี้จึงอยากที่จะหางานพิเศษเพื่อหารายได้เพิ่ม


ซึ่งระหว่างที่ “เชษฐ์ฤชัย” รับราชการอยู่นั้น เขาผู้นี้ก็ทำธุรกิจขายตรงควบคู่ไปด้วย แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จเสียที...จนกระทั่งมาเจอกับธุรกิจขายตรงที่ชื่อ “โมรินดา” จึงได้ลองศึกษาถึงสินค้า แผนการตลาด และเมื่อมีความเชื่อมั่นและศรัทธาทำให้เขาผู้นี้จึงได้ตัดสินใจเข้ามาสู่ธรกิจ “โมรินดา” อย่างเต็มตัว พร้อมกับออกจากงานประจำ และหันมาตั้งหน้า ตั้งตา ทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง!!


... “ที่เลือกโมรินดาเพราะสัมผัสถึงความยิ่งใหญ่และความมั่นคงของที่นี้ได้ และยิ่งพอได้เข้ามาศึกษาถึงแผนการตลาด และสินค้าแล้ว ยิ่งทำให้รู้สึกว่าที่นี้คือ ที่ที่จะฝากชีวิตไว้ได้อย่างแน่นอน”...


ตลอดระยะเวลาตั้งแต่เดือนมีนาคม ปี 2555 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ความสำเร็จและสิ่งที่ได้รับจากธุรกิจ “โมรินดา” นั้น เขาผู้นี้บอกว่า สิ่งแรกเลย คือ เรื่องของรายได้ สิ่งที่สอง คือ มิตรภาพของทีมงานที่นี่ ที่พร้อมจะช่วยนำพาทุกคนให้ประสบความสำเร็จ สิ่งที่สาม คือ บ้าน รถยนต์ รวมถึงการได้ท่องเที่ยว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ


สำหรับตลาดที่ “เชษฐ์ฤชัย” ใช้เป็นพื้นที่ในการขยายธุรกิจ ณ ขณะนี้นั้น อยู่ทางภาคอีสานเป็นหลัก เนื่องจากเขาผู้นี้เป็นคนจังหวัดมหาสารคาม การสร้างทีมงานส่วนใหญ่จึงอยู่ที่นี้...โดยนักขายท่านนี้ยังได้บอกกับ “ตลาดวิเคราะห์” อีกว่า ตลาดขายตรงในภาคอีสานหลังจากที่ทำตลาดแล้ว ถือว่าไม่ค่อยยากอย่างที่คิด ซึ่งตนเองจะใช้สินค้าเป็นตัวนำร่องก่อน ต่อจากนั้น ค่อยสู่ผู้ที่มุ่งหวัง และเข้าสู่การเป็นนักธุรกิจ


“สไตล์การทำงานของผมมีทั้งเชิงรุกและเชิงรับ โดยกลุ่มที่เราทำอยู่นั้น มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ 1 กลุ่มผู้นำ โดยกลุ่มนี้จะใช้แนวทางธุรกิจในเชิงรุกด้วยการจัดประชุมเป็นหลัก กลุ่มที่ 2 กลุ่มผู้ขายหรือคนที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพ โดยกลุ่มนี้จะเป็นการใช้สินค้าเป็นตัวนำ”


เมื่อถามว่าปัญหาและอุปสรรคของการทำธุรกิจขายตรงในช่วงที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้างนั้น... “เชษฐ์ฤชัย” เล่าว่า เรื่องของปัญหาการทำงานในทุกธุรกิจย่อมมีอยู่แล้ว ซึ่งอยู่ที่ว่าเรานั้นจะแก้ไขแบบไหน โดยสิ่งที่ตนเองเจอในช่วงทำธุรกิจก็จะเป็นในเรื่องของการไปชักชวนให้ผู้นำอื่น ๆ มาร่วมธุรกิจที่โมรินดา ซึ่งเป็นการเจอผู้นำที่เคยทำโมรินดามาแล้ว ตรงนี้เองที่ทำให้เราต้องมีการอธิบายแนวทางของธุรกิจให้เขาฟังใหม่ ซึ่งตรงนี้ถือว่าเป็นปัญหา ทำให้ตนเองจึงได้มีการปรับการทำธุรกิจใหม่ด้วยการเริ่มต้นกับคนใหม่ ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปีกว่า เขาผู้นี้มีทีมงานอยู่ใต้สายงานประมาณ 2 พันคน


นอกจากนี้ “เชษฐ์ฤชัย” ยังได้บอกถึงคุณสมบัติของการเป็นนักขายที่ดีและประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้อีกว่า


1.ผู้นำจะต้องเป็นผู้นำจริง ๆ ให้ทีมงานด้วยใจ และทำงานแบบครอบครัว มองด้านผลประโยชน์ส่วนตัวน้อยกว่าส่วนรวม เน้นที่จะให้ ซึ่งเมื่อเราเน้นที่จะให้แล้ว สิ่งที่ได้รับก็จะกลับมาเอง


2.ผู้นำจะต้องมีความรู้จริงในธุรกิจขายตรง รู้จักแผนการตลาด และรู้จักสินค้า


3.ผู้นำจะต้องมีความคิดริเริ่ม เพื่อสร้างสรรค์ทีมงานและพาทีมงานให้ประสบความสำเร็จได้


4.ผู้นำจะต้องมีความกล้าหาญ มีความเด็ดเดี่ยว มีความอ่อนน้อมถ่อมตน ต้องทำตัวให้น่าเคารพนับถือ เพื่อให้ทีมงานทำงานร่วมกันได้ดี


5.ผู้นำจะต้องมีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความยุติธรรม และมีความซื่อสัตย์


6.ผู้นำจะต้องมีความตื่นตัวตลอดเวลามีความอดทน


7.ผู้นำจะต้องมีความภักดี ความรัก ความใส่ใจให้กับเพื่อนร่วมงาน ทีมงาน องค์กร อัพไลน์ และไซด์ไลน์ของตนเอง และ 8.ผู้นำจะต้องมีสติปัญญา วิสัยทัศน์ในการทำงาน


“หากเปรียบเทียบผู้นำในปัจจุบันและในอดีตแล้วจะพบว่า การทำงานจะไม่ค่อยแตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่จะแตกต่างในเรื่องของการวิธีคิดในการทำธุรกิจ ที่ผู้นำยุคใหม่จะถนัดในเชิงของการทำธุรกิจผ่านออนไลน์ ส่วนผู้นำในอดีตจะไม่ค่อยที่จะมีการเปลี่ยนแปลงการทำงานตามยุคตามสมัยเท่าที่ควร พร้อมกับไม่ค่อยยอมรับความคิดของคนรุ่นใหม่เท่าที่ควร”


ทั้งนี้ “เชษฐ์ฤชัย” ยังได้ตั้งเป้าหมายทางธุรกิจที่โมรินดาของตัวเองนับจากนี้อีกว่า ต้องการสร้างผู้นำให้ประสบความสำเร็จในตำแหน่งต่าง ๆ ของโมรินดาให้มากที่สุด รวมถึงสร้างผู้นำให้มีรายได้หลักแสน หลักล้านในอีก 2 ปีนับจากนี้


เมื่อถามถึงภาวะเศรษฐกิจรวมถึงกำลังซื้อที่ถดถอยในช่วงขณะนี้มีผลต่อธุรกิจขายตรงหรือไม่ นักขายท่านนี้ให้ความเห็นว่า บริษัทขายตรงที่มีผลิตภัณฑ์ที่ดีอยู่แล้ว จะไม่ค่อยมีผลกระทบแต่อย่างใด ในขณะเดียวกัน ผู้ซื้อส่วนใหญ่จะเลือกซื้อสินค้าจากเหตุผลมากขึ้น พร้อมกับเลือกสิ่งที่ดีที่สุด และคุ้มค่าเงินที่สุด


ส่วนการแข่งขันในธุรกิจขายตรงในปี 2557 นี้นั้น มองว่า จะเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดแน่นอน เพราะเห็นการเปิดตัวของธุรกิจขายตรงหน้าใหม่ ๆ ที่เข้ามาสู่ธุรกิจนี้ค่อนข้างเยอะพอสมควร ทั้งบริษัทที่เป็นของคนไทยเองและบริษัทข้ามชาติ โดยสินค้าที่เป็นสินค้าที่มาแรงขณะนี้ น่าจะยังคงเป็นสินค้าในกลุ่มสุขภาพ


 


ท้ายสุดนี้ “เชษฐ์ฤชัย” ยังได้ฝากถึงคนที่ยังไม่ได้เข้ามาสู่ธุรกิจขายตรงด้วยว่า “วันนี้ต้องบอกว่าธุรกิจขายตรงถือเป็นอาชีพที่สร้างรายได้ให้คนที่ตั้งใจทำธุรกิจนี้จริง ๆ หากทำถูกต้อง ถูกวิธี เป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย ไม่มีความเสี่ยง ที่สำคัญ เป็นธุรกิจที่สามารถทำได้ทุกเพศ ทุกวัย ระดับการศึกษาไม่เกี่ยว หากมีความขยัน อดทน เชื่อว่าทุกคนสำเร็จในธุรกิจนี้แน่นอน”


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2557

‘อำพล’ช็อกบอร์ดขายตรงไม่ลงตัว เตรียมปฏิรูปสคบ.ใหม่สร้างศรัทธา







1 (Mobile)

 


ผ่าปฏิบัติการล้างบางขายตรงนอกรีด เลขาธิการสคบ.คนใหม่ “อำพล วงศ์ศิริ” เปิดใจผ่านสื่อขายตรงยอมรับที่ผ่านมา สคบ.ทำงานช้า ล่าสุดประกาศเตรียมทำงานในเชิงรุกพร้อมป้องปราบผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้นน้ำหวังถอนรากถอนโคน...ส่วนกรณีมีบางบริษัทสวมสิทธิ์ซื้อใบอนุญาตธุรกิจ “อำพล” ชี้ชัดผิดกฎหมายชัวร์...พร้อมช็อก! หลังพบเห็นบอร์ดขายตรงรักษาการนานผิดปกติ เตรียมเร่งสรรหาบอร์ดขายตรงคนใหม่แทนชุดเก่า


หลังจากที่ทาง “สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค” หรือ สคบ. ได้มีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคคนใหม่ มาเป็น “อำพล วงศ์ศิริ” ไปเมื่อไม่นานมานี้เอง...ล่าสุดทางด้านเลขาธิการคนใหม่เริ่มเครื่องร้อน ประกาศเตรียมที่จะยกเครื่องการทำงานของ สคบ.ใหม่แบบหมดเปลือก!...


ซึ่งเมื่อช่วงที่ผ่านมา ทาง “อำพล วงศ์ศิริ” เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ก็ได้ออกมาให้เหล่าสื่อมวลชนในธุรกิจขายตรงร่วมสัมภาษณ์ถึงนโยบายของ สคบ.นับจากนี้ พร้อมกับภารกิจเร่งด่วนที่จะช่วยยกระดับอุตสาหกรรมขายตรง


‘อำพล’รับสคบ.ทำงานช้า


เตรียมพร้อมปฏิรูปงานใหม่


อย่างไรก็ตาม ทางด้าน “อำพล” ได้เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาต้องยอมรับว่า หน่วยงานของ สคบ. การทำงานค่อนข้างที่จะล่าช้า ซึ่งเป็นการทำงานในเชิงตั้งรับ ด้วยเหตุนี้เอง ทำให้ประชาชนจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมในการบริโภคต่าง ๆ ที่มาร้องที่ สคบ. เท่าที่ควร โดยหลังจากที่ตนเองได้เข้ามารับหน้าที่เลขาธิการสคบ. คนใหม่นั้น ทางด้านนายสันติ พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มีการกำชับให้สคบ. นั้น ทำงานในเชิงรุก และป้องปราบผู้ที่กระทำผิดตั้งแต่ต้นน้ำ


“การทำงานของ สคบ. นับจากนี้ จะเป็นการดูแลผู้บริโภคตั้งแต่ต้นน้ำนั่นก็คือ ทำอย่างไรที่จะให้ผู้ประกอบการนั้น เมื่อมีการนำเสนอขายสินค้าไปยังผู้บริโภคแล้ว จะต้องเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ และคุ้มค่าต่อราคาที่ผู้บริโภคซื้อและมีประโยชน์จริง พร้อมกับต้องคุ้มครองผู้บริโภคในระดับรากหญ้าอย่างจริงจังทั่วประเทศด้วย”


นายอำพล ยังกล่าวอีกว่า สำหรับการควบคุมดูแลในธุรกิจขายตรงนั้น สิ่งที่จะต้องทำคือ การเฝ้าระวังทั้งผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้อง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมา สิ่งที่สคบ. เจอมากที่สุด คือ มีบางบริษัทขายตรงที่เปิดใหม่ มักจะเปิดทำธุรกิจสร้างเครือข่ายก่อนที่จะเข้ามาขอใบอนุญาต ซึ่งตรงนี้ถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย พร้อมกันนี้ ยังมีการข่มขู่เรื่องระยะเวลาต่อหน่วยงานรัฐ ในทำนองที่ว่าต้องทำให้เสร็จภายใน 15 วัน ซึ่งตรงนี้ถือว่าไม่ถูกต้อง


เพราะความเป็นจริงแล้ว การที่จะอนุมัติให้ผู้ประกอบการทำธุรกิจแบบถูกต้องตามกฎหมายนั้น จะต้องมีการตรวจสอบเอกสารหลาย ๆ อย่างให้ละเอียด ทั้งในเรื่องของแผนธุรกิจ และความน่าเชื่อถือของบริษัทด้วย ว่าการที่แต่ละบริษัทจะมีการขออนุญาตได้นั้น คุณมีสถานประกอบจริงหรือไม่ มีแหล่งที่มาของการผลิตสินค้าอยู่ที่ไหน เป็นต้น โดยจะต้องมีสินค้าจริงให้ทางสคบ. เห็นด้วย พร้อมกันนี้ ทางสคบ.ก็จะมีการลงพื้นอย่างจริงจังด้วยเช่นกัน


“ส่วนบริษัทขายตรงที่ได้มีการรับอนุญาตในการประกอบธุรกิจไปแล้วนั้น ทางสคบ. เอง มีความกังวลใจไม่น้อยเช่นกัน เนื่องจากที่ผ่านมา พบว่า มีการนำเอาบริษัทที่ได้รับอนุญาตแล้วไปเปลี่ยนเป็นผู้ประกอบการคนใหม่ ซึ่งตรงนี้ทำให้ สคบ. มีความคิดเห็นที่ว่า จำเป็นที่จะมีการเข้าไปติดตามตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ได้รับใบอนุญาตไปแล้วในทุก 2 - 3 ปี ว่าได้กระทำอะไรนอกเหนือจากสิ่งที่จดยื่นต่อสคบ.หรือไม่ โดยหากไม่ใช่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกเลิกทันที”


เลขาธิการสคบ.คนใหม่ กล่าวอีกว่า ปัจจุบันนี้มีบริษัทที่กำลังอยู่ระหว่างการขอใบอนุญาตอยู่ประมาณ 50 กว่าบริษัท ส่วนกรณีของการซื้อใบอนุญาตจากอีกบริษัทหนึ่งแล้วมาทำต่อนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ สคบ.จะต้องตรวจสอบใหม่ โดยหากพบว่าเป็นจริง ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีอยู่หลายบริษัทที่ดำเนินการเช่นนี้ โดยในช่วงแรกทาง สคบ.จะเตือนก่อน พร้อมกับให้รีบทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งหากพบว่ายังกระทำการเช่นนี้ ทางสคบ.จะดำเนินการตามกฎหมายทันที


“การกระทำดังกล่าวนี้ถือว่ามีความผิดทางกฎหมายอย่างชัดเจน โดยมีโทษปรับไม่เกิน 1 แสนบาท และจำคุกไม่เกิน 1 ปี ซึ่งหากกำลังดำเนินการอยู่โดยที่ยังไม่ได้รับการอนุญาต ก็จะถูกปรับวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท”


ปัจจุบันนี้ พบว่ามีประมาณ 400 กว่าบริษัทที่ได้รับใบอนุญาตแต่ไม่ได้ประกอบการจริง ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่ทางสคบ.เอง ต้องรีบแก้ไขตรงนี้ ในขณะเดียวกัน ก็มีบางบริษัทที่ได้มีการถูกเพิกถอนไปแล้วเช่นกัน ส่วนบางบริษัทก็มีการยื่นหนังสือเตือนไปก่อนบ้างแล้ว


เตรียมเสนอแก้ไขกม.ใหม่


พร้อมเร่งหาบอร์ดขายตรง


และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ทาง เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ จึงมีแนวคิดที่จะแก้ไขกฎหมายขายตรงใหม่ โดยต้องการทำกฎหมายขายตรงให้เป็นปัจจุบันมากที่สุด และทันต่อสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมา สคบ.ได้มีการเรียนไปทางท่านรัฐมนตรีไปบางแล้ว ในการแก้ไขกฎหมายขายตรง พ.ศ.2545 ในบางส่วน เพื่อให้เกิดความทันสมัยขึ้น โดยอาจจะมีการตั้งคณะทำงาน ที่มีผู้แทนทางภาคประชาชนเข้ามาช่วยคิดและแก้ไขในกฎหมายฉบับนี้ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญในส่วนต่าง ๆ เป็นต้น


ส่วนการจัดตั้งบอร์ดขายตรงชุดใหม่แทนชุดที่รักษาการนั้น นายอำพล เผยว่า ตนเองค่อนข้างตกใจเป็นอย่างมาก สำหรับบอร์ดขายตรงในปัจจุบัน เพราะถือว่าเป็นชุดที่มีการหมดวาระไปแล้วเมื่อ 2 ปี และยังคงรักษาการเช่นเดิม ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเร่งดำเนินการสรรหาบอร์ดขายตรงชุดใหม่ที่รู้เรื่องขายตรงเข้ามาทำงานอย่างแท้จริง


พร้อมกันนี้ เลขาธิการ สคบ. คนใหม่ ยังได้กล่าวย้ำอีกว่า สคบ.จะเน้นให้ความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการอย่างเสมอภาค โดยจะทำหน้าที่อย่างเป็นกลางที่สุด และไม่มีการไปดูแลสมาคมใด สมาคมหนึ่งเป็นพิเศษ ซึ่งการที่แต่ละสมาคมนั้น จะมีการรวมตัวกันนั้น เป็นเรื่องของผู้ประกอบการไม่เกี่ยวกับทาง สคบ. แต่อย่างใด โดยสคบ. มีหน้าที่อย่างเดียว ที่จะเป็นนายทะเบียนในการที่จะอนุมัติ สนับสนุนคุ้มครองผู้ประกอบการ คุ้มครองผู้บริโภคและคุ้มครองตัวแทนขายตรงให้ทำหน้าที่ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนการบริหารจัดการในแต่ละสมาคมนั้น แต่ละสมาคมต้องไปดูแลกันเอง


“การทำงานของผมค่อนข้างที่จะยึดหลักของกฎหมายเป็นที่ตั้ง ที่สำคัญ ต้องสร้างความเป็นธรรมให้ทั้งตัวผู้บริโภคและผู้ประกอบการให้มากที่สุด พร้อมกับต้องไกล่เกลี่ยปัญหาที่เกิดขึ้นให้เร็วที่สุด ก่อนที่จะเป็นปัญหาใหญ่ ซึ่งในแต่ละปีนั้น พบว่ามีเรื่องที่ร้องเรียนหมื่นกว่าเรื่องเลยทีเดียว โดยตรงนี้เป็นสิ่งที่ สคบ. จะต้องทำอย่างไรให้มีเรื่องร้องเรียนน้อยที่สุด ที่สำคัญ ผู้ที่มาร้องเรียนอยากที่จะให้เป็นผู้ที่เดือดร้อนจริง ๆ ซึ่งหากตรวจพบว่าจริง ทางสคบ.ก็จะมีการดำเนินการให้อย่างเร่งด่วนเช่นกัน”


สคบ.จับมือดีเอสไอ


ตั้งชุดเฉพาะกิจลงพื้นที่


นายอำพล เสริมอีกว่า การทำงานของสคบ. นับจากนี้ จะเป็นการทำงานควบคู่กับหน่วยงานของทางภาครัฐอย่าง “ดีเอสไอ” ซึ่งทางดีเอสไอจะมีทีมชุดเฉพาะกิจเพื่อไปลงตรวจพื้นที่ร่วมกับ สคบ.โดยหากตรวจสอบพบว่า มีความผิดทางอาญาเกิดขึ้น ทาง สคบ. จะให้ทางดีเอสไอนั้น ดำเนินการเอาผิดทางอาญา หรืออาจจะว่าแจ้งให้ทางตำรวจ ที่อาจจะเป็นคดีที่ไม่ร้ายแรงมากนัก ให้ทางตำรวจดำเนินการในเบื้องต้น โดยจะเป็นการประสานงานกับทางกองบังคับการปราบปรามการกระทําความผิดเกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภครับไปดำเนินการ


ส่วนกรณีที่ว่าทาง สคบ. จะมีการปรับโครงสร้างด้วยการให้มีกอง เป็นหน่วยงานเฉพาะเพื่อดูแลธุรกิจขายตรงโดยเฉพาะนั้น ขณะนี้ได้รับการอนุมัติแล้วให้ตั้งเป็นกอง โดยใช้ชื่อว่า “กองคุ้มครองผู้บริโภคด้านธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง” โดยในอนาคตกองดังกล่าว จะต้องมีบุคลากรไม่น้อยกว่า 15 - 20 คน ในการทำงาน จากปัจจุบันที่มีอยู่เพียง 8 คนเท่านั้น


“ต้องยอมรับว่าขณะนี้บุคลากรของสคบ. มีไม่เพียงพอต่อการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบบริษัทที่ขออนุญาตประกอบธุรกิจว่ามีการประกอบกิจการจริงตามที่ได้ขออนุญาตหรือไม่ หรือมีการทำในลักษณะอื่นแทน ซึ่งปัจจุบันหากสังเกตให้ดีจะพบว่าเริ่มที่จะเห็นหลายบริษัทมีการกระทำผิด ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่สคบ. จะต้องมีการระงับก่อนที่จะสร้างความเสียหายมากขึ้นกว่านี้”


...นับว่าการออกมาพบสื่อขายตรงของทาง ท่าน เลขาธิการสคบ. คนใหม่นี้ อย่างเป็นทางการ คงจะเป็นการส่งสัญญาณถึงการทำงานของหน่วยงาน สคบ. นับจากนี้ว่า พร้อมที่จะลงพื้นที่ตรวจจริง เอาจริงเสียที แต่ทั้งนี้ ก็ยังคาดเดาไม่ได้ว่า นโยบายที่ทาง “อำพล วงศ์ศิริ” ได้ประกาศไว้จะสามารถปฏิบัติจริงตามที่ได้ลั่นวาจาไว้หรือไม่ ซึ่งก็ต้องติดตามกันต่อไป...ก็ได้แต่ภาวนาว่า สคบ. ยุคใหม่นี้ อย่าทำให้หลาย ๆ ฝ่ายผิดหวังแล้วกัน!!


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วัดกึ๋นขายตรงข้ามชาติปีมะเมีย ใครเด่น-ใครรองในสมรภูมิรบเมืองไทย







mlm (Mobile)

 


ซูมความพร้อมขายตรงข้ามชาติน้องใหม่บุกไทย...หลังพบหลายค่ายตอกเสาธุรกิจหวังเจาะตลาดขายตรงเมืองไทยแบบเต็มแม็กซ์ ทั้งเกาหลี-มาเลเซีย-ฮ่องกง-อเมริกัน เชื่อทุกค่ายที่เข้ามาต่างมีดีไม่แพ้กัน อยู่ที่กึ๋นใครจะสร้างความโดดเด่นได้มากกว่ากัน...ระบุ! ขายตรงข้ามชาติเก่าที่เคยมาเจาะตลาดในเมืองไทย พบมีหลายค่ายเป๋ไม่เป็นท่า เหตุเพราะยังไม่รู้ลึกซึ้งถึงตลาดขายตรงเมืองไทยดีพอ พร้อมมีบางค่ายทำธุรกิจผิดรูปแบบ


นับว่า “ตลาดขายตรงเมืองไทย” ในช่วงที่ผ่านมา ต้องยอมรับว่า เป็นตลาดที่ค่อนข้างจะหอมหวานอย่างมากทีเดียวสำหรับ “ธุรกิจขายตรงข้ามชาติ” เพราะมีหลาย ๆ ชาติต่างออกมาชิมลางหวังที่จะร่วมชิงแชร์ “ตลาดขายตรงเมืองไทย” อย่างอุ่นหนาฝาคั่งอย่างมาก ซึ่งมีทั้ง “บริษัทที่สมหวัง” และ “ไม่สมหวัง” ในตลาดขายตรงเมืองไทยค่อนข้างมากทีเดียว


ทั้งนี้ หากมองดูถึงความเคลื่อนไหวของ “บริษัทขายตรงข้ามชาติ” ที่เข้ามาบุกตลาดเมืองไทยในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมาแล้ว พบว่า มีหลายค่ายกระโดดเข้ามาสร้างกระแสกันอย่างมากมาย ซึ่งทีมข่าว “ตลาดวิเคราะห์” ขอฉายภาพความเคลื่อนไหวของบริษัทขายตรงข้ามชาติที่หันหัวเรือรบมาเจาะตลาดในเมืองไทยให้ทราบพอสังเขป ดังนี้


 ขายตรงอเมริกันบุกไทย


หวังตีตลาดดึงคนร่วมธุรกิจ


...ขอเริ่มเจาะขายตรงข้ามชาติที่เข้ามาเปิดตลาดเมืองไทยในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา นั่นก็คือ “ออร์กาโน่ โกลด์” ขายตรงสายพันธุ์อเมริกัน ที่ได้ออกมากระทุ้งตลาดขายตรงเมืองไทยด้วยสินค้าในกลุ่มของ “กาแฟ” เป็นตัวขับเคลื่อนตลาดในเมืองไทย พร้อมกับการสู้ธงรบด้วยแผนตลาดแบบไบนารี่


ซึ่งต้องบอกว่า ขายตรงน้องใหม่ค่ายนี้นั้น เพียงแค่เริ่มต้นของการเข้ามาเหยียบขายตรงในตลาดเมืองไทย ก็เกิดกระแสของข่าวลือทางด้านลบไปแบบเบา ๆ ในเรื่องของการขอใบอนุญาตที่มีข่าวลือหึ่งว่ายังไม่ครบขั้นตอน จนทำเอาค่ายนี้ได้ออกโรงมาแก้ข่าวลืออย่างทันควันว่า “ออร์กาโน่ โกลด์” เป็นบริษัทขายตรงที่กระทำถูกต้องตามกฎหมายอย่างชัดเจนแน่นอน!


โดยการเข้ามาของค่าย “ออร์กาโน่ โกลด์” นั้น ช่วงแรกผู้ที่ดูแลธุรกิจในเมืองไทยนั่นก็คือ “ภูเชษฐ์ เผดิมปราชญ์” แต่พอหลังจากนั้นไม่นาน ความสั่นคลอนของขายตรงข้ามชาติรายนี้ ก็เริ่มที่จะไม่นิ่ง นั่นก็คือ ได้มีการเปลี่ยนแปลงตัวผู้ที่ดูแลธุรกิจในเมืองไทยใหม่มาเป็น “ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ”


นับว่าการเริ่มต้นยกแรกของการบุกตลาดขายตรงในเมืองไทยของขายตรงสัญชาติอเมริกาอย่าง “ออร์กาโน่ โกลด์” นั้น เรียกว่ายังไม่สามารถที่จะสร้างกระแสของธุรกิจได้มากเท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะด้วยความไม่พร้อมในเรื่องขององค์กรภายใน รวมถึงแนวทางในการทำตลาดที่ยังไม่ค่อยทะลุทะลวงสำหรับตลาดในเมืองไทยนั่นเอง!


ที่สำคัญ ในการใช้สินค้ากลุ่มกาแฟ เพียงตัวเดียวในการขับเคลื่อนธุรกิจก็ยังถือว่า ยังไม่โดดเด่นเท่าที่ควรอีกด้วย อาจจะเรียกว่าไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภครวมถึงสมาชิกในเมืองไทยได้นั่นเอง...โดยปัจจุบัน เทรนด์ของสินค้าสุขภาพในธุรกิจขายตรงค่อนข้างที่จะมาแรง ซึ่งหากทาง “ออร์กาโน่ โกลด์” ยังมีสินค้าเพียงกลุ่มเดียวในการขับเคลื่อนธุรกิจแล้วล่ะก็ เชื่อว่าการทำตลาดในเมืองไทยนับจากนี้ ของค่ายนี้ต้องเหนื่อยชนิดที่ว่า “เข็นครกขึ้นภูเขา” อย่างแน่นอน


…เช่นเดียวกับอีกหนึ่งน้องใหม่ขายตรงข้ามชาติอย่าง “ซีสเซิล” ขายตรงสัญชาติอเมริกัน ที่กระโดดเข้ามาเจาะตลาดขายตรงในเมืองไทยเช่นกัน โดยน้องใหม่ค่ายนี้ได้เริ่มดำเนินธุรกิจขายตรงมากว่า 3 ปีแล้ว ซึ่งในช่วงตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ในตลาดเมืองไทยของค่ายนี้นั้น พบว่า อาจจะเรียกว่ายังไม่สามารถที่จะจุดกระแสของเครือข่ายในเมืองไทยได้เท่าที่ควร ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะในเรื่องของสินค้า แผนการตลาดที่อาจจะยังไม่โดนใจสมาชิกในเมืองไทยก็เป็นได้


พร้อมกันนี้ ทาง “ซีสเซิล” เอง ยังประกาศที่จะขอเป็นศูนย์กลางในการขยายธุรกิจสู่ตลาดอาเซียนอีกด้วย รวมถึงเตรียมที่จะเน้นตลาดเชิงรุกเพื่อสร้างการรับรู้ทั้งในเรื่องของสินค้าและแบรนด์ตามช่องทางต่าง ๆ ด้วย พร้อมกับการชูความพร้อมของบริษัท ในเรื่องของสินค้าที่มีคุณภาพ แผนการจ่ายผลตอบแทนที่แข็งแรง รวมถึงมีผู้ก่อตั้งที่มีประสบการณ์จากธุรกิจกว่า 30 ปีอีกด้วย


 จับตาแบรนด์ขายตรงเอเชีย


เตรียมรุกคืบตลาดเมืองไทย


…หลังจากที่พบว่า “ขายตรงข้ามชาติ” อย่าง “อเมริกัน” ถือเป็นอีกหนึ่งสัญชาติที่เข้ามาบุกตลาดในเมืองไทยค่อนข้างมาก มาวันนี้ยังพบอีกว่า บริษัทขายตรงที่เริ่มคืบคลานเข้ามาในเมืองไทยบ้างแล้ว นั่นก็คือทางฝั่งของประเทศในแถบเอเชียและประเทศเพื่อนบ้านเรานั่นเอง


เห็นได้อย่างขายตรงน้องใหม่อย่าง “มายบิซ” ที่ออกมาเขย่าตลาดขายตรงในเมืองไทยด้วยการเข็นสินค้าเครื่องสำอางจากแดนกิมจิ เข้ามาตีตลาดในเมืองไทยเกาะกระแสของเกาหลีฟีเวอร์...โดยขายตรงน้องใหม่ค่ายนี้นั้น ได้ออกมาชูจุดเด่นของธุรกิจตัวเองตรงที่ว่า เป็นธุรกิจขายตรงแนวใหม่ที่แตกต่างจากที่อื่น ๆ โดยมีการเพิ่มช่องทางการลงทุนในระบบแฟรนไชส์ ที่เน้นเปิดกว้างทางด้านการสร้างรายได้


อีกทั้งยังชูในเรื่องของแบรนด์สินค้าความงามในระดับพรีเมียมจากประเทศเกาหลีใต้ที่ได้รับลิขสิทธ์เจ้าเดียวในการทำตลาดในเอเชียอีกด้วย โดยสินค้าที่ถือเป็นหัวหอกในการทำตลาดของค่ายนี้นั้น คือ กลุ่มต่อต้านความชรา หรือ Ani-Aging ภายใต้แบรนด์ L,ENCLOS (ลองคอส) โดยเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบสเปรย์


ที่สำคัญ ยังพบอีกว่า ค่ายนี้นั้น ยังได้มีการใช้คอนเซ็ปต์ในการดำเนินธุรกิจออกเป็น 3 ประการด้วยกัน คือ


1.มายบิซ เป็นผู้สร้างทีมงานการตลาดผ่านระบบเครือข่าย


2. แฟรนไชส์ความงามภายใต้แบรนด์โชวาโย ซึ่งเป็นสถาบันเพื่อความงาม ดูแลผิวหน้า ผิวพรรณ และ


3. สถาบันฝึกอบรมครบวงจร อินสไตล์ อคาเดมี พร้อมกับการเน้นทำงานเชิงระบบ ทั้งทางออนไลน์และออฟไลน์


จะเห็นได้ว่า การเข้ามาเขย่าตลาดขายตรงที่เมืองไทยของค่ายนี้นั้น พบว่า จะเป็นการชูความโดดเด่นของสินค้าแบรนด์เกาหลี ที่ถือว่าเป็นจุดขายของค่ายนี้นั่นเอง ซึ่งก็ต้องดูว่าในปี 2557 นี้ น้องใหม่ค่ายนี้จะสามารถสร้างความโดดเด่นในเรื่องของสินค้าแบรนด์เกาหลีได้มากน้อยเพียงใด เพราะปัจจุบันนี้ต้องยอมรับว่าสินค้าแบรนด์เกาหลีค่อนข้างที่จะมีอยู่เกลื่อนบ้านเกลื่อนเมืองโดยเฉพาะในประเทศไทย


นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของบริษัทขายตรงน้องใหม่จากแดนกิมจิ ที่เข้ามาเจาะตลาดขายตรงในเมืองไทย ภายใต้แบรนด์ว่า “รูอัน” โดยได้มีการยึดพื้นที่ ณ อาคารอโยธยา ทาวเวอร์ ชั้น 19 ย่านรัชดาภิเษก เป็นฐานรบในการขยายตลาดที่เมืองไทย


ซึ่งสินค้าในการเจาะตลาดที่เมืองไทยของค่ายนี้นั้น จะเป็นในกลุ่มของการต่อต้านความชรา Anti-Aging ที่มีชื่อว่า “MONG-NIS Skin Vitalizing Essence” โดยเป็นสเปรย์ เซลล์บูสเตอร์สารสกัดจากธรรมชาติ พร้อมกันนี้ ทางค่าย “รูอัน” เอง ยังมีแผนที่จะนำเข้าสินค้าจากประเทศเกาหลี เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยอย่างต่อเนื่องอีกด้วย รวมถึงเตรียมแผนที่จะสร้างการรับรู้ต่อผู้บริโภค ในรูปแบบการสื่อสารทางการตลาดที่ครบเครื่องด้วย


โดยการขยายฐานธุรกิจของ “รูอัน” นับจากนี้ ที่นอกเหนือจากในประเทศไทยแล้วนั้น ยังตั้งเป้าที่จะขยายไปยังประเทศสหรัฐอเมริกา แคนนาดา รวมถึงตลาดอาเซียน อาทิ เวียดนาม มาเลเซีย อีกด้วย นับเป็นอีกหนึ่งขายตรงข้ามชาติที่เตรียมความพร้อมในการสู้ศึกรอบด้านที่เมืองไทยอย่างเต็มอัตราศึกกันเลยทีเดียว


…ด้านขายตรงจากประเทศฮ่องกงอย่าง “มาร์เวลแมกซ์” ถือเป็นอีกหนึ่งค่ายที่กระโดดเข้ามาเจาะตลาดขายตรงในเมืองไทยเช่นกัน!...โดยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น ประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่ขายตรงค่ายนี้เข้ามาทำตลาด ที่สำคัญ ค่ายนี้ยังได้มีการประกาศเป้าหมายที่จะตีตลาดในประเทศจีน และรัสเซียในลำดับต่อไปอีกด้วย


โดยกลยุทธ์ที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจของค่าย “มาร์เวลแมกซ์” นั้น พบว่า ได้มีการเตรียมไว้ 3 แนวทางด้วยกัน คือ กลยุทธ์ที่


1. การสร้างมาร์เวลแมกซ์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง (Know us) ผ่านช่องทางสื่อประชาสัมพันธ์ การฝึกอบรม กลยุทธ์ที่


2. การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพและหลากหลาย และแผนการจ่ายผลตอบแทนที่น่าดึงดูดมา


เป็นตัวนำให้ทุกคนสนใจในแบรนด์ (Like us) และ


3. การสร้างความมั่นใจ (Believe us) ด้วยศักยภาพด้านเงินทุน การบริหารงาน และทีมงาน


ที่เป็นมืออาชีพ พร้อมกับการชูจุดเด่นทางด้านระบบเครือข่ายภายใต้ชื่อว่า “Promax” ที่จะช่วยให้สมาชิกทุกคนประสบความสำเร็จ


นับได้ว่า การเข้ามาเจาะตลาดในเมืองไทยของ “มาร์เวลแมกซ์” ในครั้งนี้ หากจะมองว่าง่ายก็ไม่ง่าย และหากจะมองว่ายากก็ไม่ยากนัก ซึ่งหากวันนี้ “มาร์เวลแมกซ์” มีสินค้าที่โดนใจ รวมถึงสามารถเข้าถึงกลุ่มเครือข่ายได้ชนิดที่ว่าตรงจุดแล้ว เชื่อว่า ความพร้อมของค่ายนี้ที่มีทั้งในเรื่องของสินค้า แผนการตลาด รวมถึงการสนับสนุนทางด้านต่าง ๆ ของบริษัทแม่ที่พร้อมจะสนับสนุนอย่างเต็มที่แล้ว ก็น่าที่จะทำให้ “มาร์เวลแมกซ์” สามารถที่จะเข้าไปครองใจคนเครือข่ายที่เมืองไทยรวมถึงผู้บริโภคในเมืองไทยได้ด้วยเช่นกัน


...ส่วน “บริษัท เออาร์เอส โกลบอล เน็ทเวิร์ค ไทยแลนด์ จำกัด” ก็เป็นอีกหนึ่งขายตรงน้องใหม่ที่กำลังเตรียมบุกหนักในประเทศไทยเช่นเดียวกันกับขายตรงน้องใหม่ข้ามชาติรายอื่น ๆ ซึ่งขายตรงค่ายนี้เป็นขายตรงที่มาจากประเทศมาเลเซีย โดยมีเป้าหมายในปีแรก คือ เตรียมปั้นผู้นำเงินแสน


ซึ่งขายตรงข้ามชาติที่เข้ามาทำตลาดในเมืองไทยส่วนใหญ่แล้ว จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในศักยภาพตลาดขายตรงที่เมืองไทย เช่นเดียวกันกับค่ายนี้


โดยจุดแข็งและความพร้อมของ “เออาร์เอส” นั้น พบว่า เป็นการชูจุดแข็งในเรื่องของระบบการจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกในระบบออโต้ ไม่ต้องรอ 15 วัน รวมถึงเรื่องของราคาสินค้าที่ขายในประเทศไทยจะมีราคาถูกกว่าที่มาเลเซีย และการลงรหัสจะสูงกว่าที่มาเลเซียอีกด้วย ที่สำคัญ การเปิดตัวสำนักงานแห่งใหม่ย่านลาดพร้าว ยังถือเป็นอีกหนึ่งการตอกย้ำความพร้อม และความตั้งใจในการเติบโตของ “เออาร์เอส” ในประเทศไทยด้วย


 จับคลื่นขายตรงข้ามชาติเก่า


หลายค่ายเร่งปรับกลยุทธ์รับศึก


...ทั้งนี้ หากมองย้อนดูถึงบริษัทขายตรงข้ามชาติที่เข้ามาสร้างกระแสในเมืองไทยชนิดที่ว่าดังแบบกระหึ่มโลกเครือข่ายมาแล้ว คงหนี้ไม่พ้นค่าย “อาเจล” อย่างแน่นอน เพราะถือเป็นบริษัทขายตรงข้ามชาติที่ในช่วงที่ผ่านมา มีคนกล่าวขานกันอย่างมากทีเดียว ทั้งในด้านบวกและในด้านลบ


โดยวันนี้ขายตรงค่ายนี้ หากลองจับคลื่นธุรกิจแล้ว เริ่มอยู่ในขั้นโคม่าเลยก็ว่าได้ เพราะเจอพิษปัจจัยลบในธุรกิจต่าง ๆ รอบด้าน กระหน่ำเข้ามาในธุรกิจอย่างเต็มแรง ทั้งในเรื่องของความไม่พร้อมในเรื่องขององค์กร การไหลออกของเหล่าแม่ทีมเบอร์ต้น ๆ ด้วยแล้ว ยิ่งทำให้ค่ายนี้เห็นทีคงต้องกลับมาคิดทบทวนการทำตลาดในเมืองไทยใหม่ว่า ควรที่จะต้องพลิกกลยุทธ์ใหม่ในการทำตลาดแบบไหนถึงจะสามารถอยู่ในเครือข่ายที่เมืองไทยได้


...เช่นเดียวกับทางด้านค่าย “บีฮิป” ที่ไม่ต่างอะไรกับ “อาเจล” ที่ ก็เริ่มออกอาการเป๋ของธุรกิจเช่นเดียวกัน ที่มีการปรับเปลี่ยนผู้บริหารที่ดูแลตลาดในเมืองไทยแบบจนหลายคนมึนงง ว่าตกลงใครคือ ผู้ที่ดูแลตลาดในเมืองไทยกันแน่ จนในที่สุด ก็พบว่า ผู้ที่เข้ามาเป็นซีอีโอของค่ายนี้คนล่าสุดนั่นก็คือ ดารานักแสดงหนุ่มชื่อดัง “ฟลุค-เกริกพล มัสยวานิช” นั่นเอง..ซึ่งการเข้ามานั่งบริหารงานในครั้งนี้ เชื่อว่าน่าที่จะมีหลายคนตั้งคำถามเป็นหางว่าวอย่างแน่นอนว่า ซีอีโอ คนใหม่นี้รู้ลึก รู้จริง ถึงแก่นแท้ของการทำธุรกิจขายตรงพอหรือไม่?..


โดยโจทย์ที่สำคัญ ของการทำธุรกิจขายตรงของบีฮิปสำหรับ ซีอีโอคนใหม่นี้ คือ จะทำอย่างไร ให้ “บีฮิป” ประเทศไทย สามารถก้าวเดินได้อย่างไร้คำครหานั่นเอง...เพราะวันนี้ทั้ง “อาเจล” และ “บีฮิป” อาจจะเรียกว่าตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันคือ “กินไม่เข้า คายไม่ออก” นั่นเอง เพราะเจอวิกฤติเดียวกัน คือ แม่ทีมเบอร์ต้น ๆ ไหลออกแบบสายฟ้าแลบ


จะเห็นได้ว่า การสร้างกระแสของ “ธุรกิจขายตรง” โดยเฉพาะขายตรงค่ายใหม่ ๆ นี้ ในสมรภูมิรบขายตรงถือว่าเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยในธุรกิจนี้ แต่ทั้งนี้ การสร้างกระแสของธุรกิจก็ต้องอยู่ในกรอบของธุรกิจที่ตีเอาไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งหากค่ายไหนที่สร้างกระแสของธุรกิจอยู่นอกกรอบ กฎ กติกา แล้ว กระแสที่สร้างชนิดที่ว่าแรงแค่ไหน ก็ย่อมตกลงมาแบบสายฟ้าแลบด้วยเช่นกัน


ในขณะเดียวกัน การรู้ลึก รู้จริงเรื่องของธุรกิจขายตรงในแต่ละประเทศ รวมถึงวัฒนธรรมของประเทศนั้น ๆ ก็มีส่วนที่สำคัญด้วย เพราะเชื่อว่าหากใครที่อยู่ในถนนขายตรงนี้แล้ว คงพอที่จะมองออกมา วันนี้ขายตรงข้ามชาติที่เข้ามาตีตลาดในเมืองไทย น้อยรายนักที่จะอยู่แบบยั่งยืนได้ ซึ่งบริษัทขายตรงข้ามชาติที่ยืนยงคงกระพันได้นั่น คือ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีความพร้อมจริง ๆ


และยิ่งการสร้างกระแสของธุรกิจแบบรวยแบบข้ามคืนด้วยแล้วล่ะก็...ขอฟันธงได้เลยว่า บริษัทขายตรงประเภทนี้ มักที่จะอยู่ในธุรกิจขายตรงนี้ได้ไม่นานด้วยเช่นกัน


...เช่นเดียวกับความเคลื่อนไหวของ “ขายตรงข้ามชาติ” อย่าง “เจอเนสส์” ขายตรงสัญชาติอเมริกัน ที่ในช่วงปี 2556 ที่ผ่านมา ก็ออกมาประกาศเตรียมที่จะรุกหนักในตลาดอาเซียน โดยจะใช้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของธุรกิจในภูมิภาคนี้


โดยในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2556 ที่ผ่านมา ค่ายนี้ ก็ได้สร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจด้วยการจัดงานภายใต้ชื่อ “Jeuunesse Expo Thailand 2013” ณ ศูนย์ประชุมนานาชาติ รอยัลคลิฟ บีช รีสอร์ท พัทยา…ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งการตอกย้ำธุรกิจว่าวันนี้ เจอเนสส์ พร้อมที่จะดันหมู่มวลสมาชิกทุกคนให้ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้นั่นเอง


...และนี่ก็เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนของบริษัทขายตรงข้ามชาติที่กำลังเตรียมเข้ามาบุกตลาดในเมืองไทย ที่สำคัญ หากมองไปอีกด้านหนึ่งของขายตรงข้ามชาติที่ได้เข้ามาชิมลางในตลาดเครือข่ายเมืองไทยก่อนหน้านี้แล้ว พบว่า ส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่กระแสจะเกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเริ่มต้นเท่านั้น ซึ่งตรงนี้คือ อีกหนึ่งตัวอย่างที่หลาย ๆ ค่าย โดยเฉพาะน้องใหม่ที่กำลังจะเข้าหรือเข้ามาแล้ว ควรศึกษาถึงการดำเนินธุรกิจขายตรงในเมืองไทยให้ดี...เพราะหากค่ายไหนที่เดินถูกทาง เชื่อว่าโอกาสที่จะเติบโตในธุรกิจขายตรงที่เมืองไทยก็มีสูงด้วยเช่นกัน?...


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันศุกร์ที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2556

สคบ.ปรับใหม่!รับ”เลขาฯอำพล” “สุวิทย์”กลับขายตรง - แยกกองเสร็จ 57







news_img_368040_1 (Mobile)

 


หลังเลขาฯ สคบ.ใหม่ “อำพล วงศ์ศิริ” รับหน้าที่ปรับภายในอีกระลอก เผย “จิรชัย” เรียกคะแนนกลับก่อนพ้นเก้าอี้ เรียก “สุวิทย์” คัมแบ็คดูงานขายตรง เจ้าตัวขอบคุณประสบการณ์งานคุ้มครองผู้บริโภค ย้ำเดินหน้าสานต่อโครงสร้างใหม่ขายตรงแยก “กอง” แล้วเสร็จเดรียมมีผลบังคับต้นปี 57 ยันใบอนุญาตไม่ยากอย่างที่คิดหากยื่นถูกต้องตามกฎหมาย แย้มอนาคต “เลขาฯ สคบ. อาจยึดดูแลเอง


นายสุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการกองการขายตรงและตลาดแบบตรง สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.)เปิดเผยว่า ขณะนี้ได้กลับมาทำตำแหน่งหน้าที่เดิมในส่วนงานขายตรง หลังจากก่อนหน้าที่ได้ย้ายไปดูแลงานคุ้มครองผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์ และจากนี้ไปจะมุ่งเน้นพัฒนาดูแลงานเดิมที่ค้างในเรื่องเขียนโครงสร้างขายตรงใหม่ให้มีความเจริญก้าวหน้าในการคุ้มครองผู้บริโภค ดูแลผู้ประกอบธุรกิจให้มีความยั่งยืนต่อ


“ต้องขอขอบคุณเลขาฯ จิรชัย มูลท่องโร่ย ที่ให้ดูแลการคุ้มครองผู้บริโภคด้านอสังหาริมทรัพย์ ต้องใช้กฎหมายเชิงลึกหลายๆเรื่อง ได้วางระบบการทำงาน รู้สึกมีความสุขดี ได้รู้การทำงานแปลกใหม่ เป็นข้าราชการมืออาชีพ อยู่ตรงไหนก็อยู่ได้ แล้วแต่ว่าผู้บังคับบัญชาให้ไปอยู่ที่ไหนก็ต้องไป ในขณะเดียวกัน เมื่อท่านได้ไปทำงานที่ใหม่ ผมจึงได้กลับมาที่เดิม” นายสุวิทย์กล่าว และว่า


ปัจจุบัน เลขาธิการสคบ.คนใหม่ นายอำพล วงศ์ศิริ ต้องการให้แยกส่วนงานขายตรงออก ตนและรองธิการสคบ. ดร.สุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ จึงได้กลับมาเขียนโครงสร้างต่อจาก 3 ปีก่อน ที่ได้เริ่มไว้ โดยล่าสุดได้รับอนุมัติให้เป็นกองขายตรงเรียบร้อยแล้ว รอเพียงประกาศในกฎกระทรวง คาดว่าต้นปีหน้า จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ โดยไม่ได้อยู่ภายใต้สำนักกฎหมายและคดีอีกต่อไป


“มีแนวโน้มสูงที่จะให้ขึ้นตรงกับเลขาฯ สคบ.โดยตรง เป็นการลดขั้นตอนในการเสนองานทำให้ผู้ประกอบการที่จะยื่นขอจดทะเบียนธุรกิจทำได้รวดเร็วมาขึ้น รวดเร็วแบบถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นการมองไปข้างหน้าที่น่าสนใจ เนื่องจากภาครัฐ มีระบบโครงสร้างที่อ่อนแออยู่ คนกองอาจจะไม่พอ ต้องพัฒนาเป็นกรมหรือองค์กรมหาชน ขณะได้ร่วมมือกับอาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์วิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้”


นายสุวิทย์กล่าวต่อว่า สำหรับการพิจารณาอนุมัติใบประกอบธุรกิจขายตรง นับจากนี้ไป จะดำเนินการโดยรอบคอบมากขึ้น โดยยึดแนวทางและกลั่นกรองธุรกิจขายตรงที่ถูกกฎหมายเป็นสำคัญ เพราะหากปล่อยให้จดทะเบียนง่ายเกินไปจะเกิดปัญหาตามมาได้ ทั้งหากปล่อยไปแล้วจะเรียกคืนใบอนุญาตก็เป็นเรื่องยาก ด้วยมีผลกระทบต่อสมาชิก มีผลกระทบต่อการจ่ายตามแผนธุรกิจ ต้องเป็นไปตามหลักมัชฌิมา ในขณะเดียวกันประเทศไทยกำลังไปสู่การแข่งขันในตลาดอาเซียน สคบ.ผู้ดูแลควรทำงานได้เร็วตอบโจทย์สังคมได้ในทุกมิติ เป็นสิ่งที่ สคบ. จะดำเนินตามนโยบายของ สคบ.ยุคใหม่


นายสุวิทย์ ยังกล่าวต่อท้ายอีกว่า เท่าที่มองการทำงานของเลขาธิการสคบ. คนใหม่ เป็นคนสุภาพ สุขุม แต่ดูเบื้องหลังการทำงานไม่ธรรมดา เคยเป็นอดีตอาจารย์ธรรมศาสตร์ สาขาเศรษฐศาสตร์ เคยอยู่ ปปง. เคยเป็นเลาฯปปท.ปราบปรามทุจริตภาครัฐ นั่นก็แปลว่าเป็นมือปราบอย่างแน่นอน โดยเขาได้อธิบายให้เลขาฯสคบ.คนใหม่ เข้าใจถึงธรรมเนียมปฏิบัติของธุรกิจไปแล้ว


“เลขาฯ คนใหม่เรียนรู้ได้เร็วและมีหลักคิดที่ดี และนโยบายของรัฐมนตรีมุ่งเน้นการคุ้มครองผู้บริโภคให้ถึงรากหญ้า ในช่วงแรกเลขาฯ อาจจะต้องลงพื้นที่ตรวจตลาดค่อนข้างมาก ผลิตภัณฑ์อาหารสด ผลไม้ มีสารปนเปื้อน ผู้บริโภครับเข้าไปในร่างกายสะสมทุกวัน สคบ. มีการบูรณาการ การทำงานกับ สำนักงานอาหารและยา(อย.)อย่างจริงจัง” นายสุวิทย์กล่าว


 


 


 


 


Credit By : หนังสือพิมพ์เส้นทางนักขาย ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2556

Xclusive interview ธนาณัชชา รัตนาภรพิศ ประธาน ผู้ก่อตั้ง บริษัท เกรทเทสกู๊ดส์ จำกัด







photo (Mobile)

“บริษัท เกรทเทสกู๊ดส์ จำกัด” ถือเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรง น้ำดี ที่มีแนวคิดที่ต้องการอยากจะสร้างธุรกิจขายตรงน้ำดีขึ้นมาประดับ ไว้บนเวทีขายตรงเมืองไทย แม้ในช่วงแรกของการเริ่มต้นจะโดนมรสุม ซัดกระหน่ำ แต่ด้วยความมั่นคงของ ธนาณัชชา รัตนาภรพิศ ประธาน ผู้ก่อตั้ง บริษัท เกรทเทสกู๊ดส์ จำกัด ที่ยังคงยืนหยัด เพื่อสานฝันให้ เป็นจริง ภายใต้สโลแกนที่ว่า “มุ่งมั่นเพื่อความเป็นหนึ่ง ในผู้นำด้าน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อสุขภาพชีวิตที่ดีของผู้บริโภค” หรือ Goods for Life ส่วนกลยุทธ์การตลาด และการรุกตลาดขายตรง หลังจากนี้ของ เกรทเทสกู๊ดส์ จะเป็นอย่างไรนั้น ต้องคอยติดตาม อ่านกัน


ทำไมจึงสนใจมาเปิดธุรกิจขายตรง


ปัจจุบันคำว่าเครือข่ายเข้ามาอยู่ใน ชีวิตประจำวันของเราทุกคนกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเครือข่ายระบบ มือถือ หรือเครือข่ายการซื้อสินค้า ซึ่งทุกอย่างถือเป็นเครือข่ายเกือบ ทั้งหมด ดังนั้น หลังจากนี้ไปเชื่อว่า ทุกคนจะไม่ปฏิเสธคำว่าเครือ- ข่าย และการที่ตนเอง มีประสบการณ์อยู่ใน ธุรกิจขายตรงมา นานกว่า 5 ปี ทำให้มีความคิด ว่าธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจแห่งการแบ่งปันโอกาส, มิตรภาพ และยังให้อิสรภาพทั้งเรื่อง ของรายได้ และเวลา ที่สำคัญข้อดีของธุรกิจขายตรงไม่ว่าเศรษฐกิจ จะเป็นอย่างไรก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง


อะไรคือจุดเด่นของเกรทเทสกู๊ดส์


นอกจากทีมผู้บริหารโดยเฉพาะตัวดิฉันเองจะมีประสบการณ์ ในธุรกิจขายตรงมาโดยตรง ทำให้มีความเข้าใจถึงความต้องการของ สมาชิกว่าต้องการอะไรแล้ว และเรายังมีองค์ประกอบที่ดีอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่ตัวดิฉันคัดสรรเอง ทดลองใช้กับ ตัวเองก่อน หากดีจริงถึงจะนำมาให้สมาชิกได้ใช้ แผนการจ่าย ผลตอบแทนที่ได้นำเอาแผนการตลาดซึ่งพิสูจน์แล้วว่าดีที่สุดมาใช้ นอกจากนั้นเรายังมีระบบการฝึกอบรมที่ถือเป็นหัวใจที่จะทำให้ธุรกิจ เติบโตแบบยั่งยืน ซึ่งข้อดีทั้งหมดนี้เราเชื่อว่าจะทำให้ เกรทเทสกู๊ดส์ เติบโตต่อไปในระยะยาวได้อย่างแน่นอน การที่มีประสบการณ์อยู่ในธุรกิจขายตรงมาก่อน ทำให้ได้พบ สัจธรรมว่า ถ้าเรามีอะไรดีอย่างใดอย่างหนึ่งไม่พอมักจะไปไม่ค่อยรอด เช่น สินค้าดี แต่แผนการตลาดไม่ดี หรือสินค้าไม่ดี แต่แผนการ ตลาดดี ดังนั้น เราจึงนำทั้ง 2 อย่าง มารวมกัน คือ การขาย กับการ ขยาย ต้องไปควบคู่กัน กล่าวคือ สินค้าต้องดีสมาชิกสามารถนำไป ขายต่อได้ จุดเด่นของเรา คือ ราคาสินค้าไม่แพง และแผนการตลาด ทำแล้วคุ้มค่า


บริษัทวางกลยุทธ์การตลาดหลังจากนี้อย่างไร


ในช่วง 8 เดือนแรก ถือเป็นช่วงของการเตรียมความพร้อม แต่ หลังจากนี้ไปบริษัทจะรุกตลาดมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการลงสื่อโฆษณา ประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ เช่น หนังสือพิมพ์ วิทยุชุมชน และสื่อ- ออนไลน์ โดยล่าสุดบริษัทได้สร้างระบบการทำงานผ่านทางออนไลน์ ขึ้นมา ซึ่งสมาชิกทุกคนที่สมัครเข้ามาจะมีเว็บไซต์ขยายงานส่วนตัว ซึ่งเว็บไซต์ดังกล่าวสามารถขยายธุรกิจออกไปได้ทั่วโลก และการที่บริษัทได้ลงทุนในเรื่องดังกล่าวก็เพื่อรองรับการเติบโตในอนาคต นอกจากนั้นบริษัทยังเตรียมจะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เข้ามา เสริมทัพอีกมากขึ้น เช่น สกินแคร์ และคัลเลอร์ จากปัจจุบันที่มีสินค้า ทั้งหมด 17 รายการ แบ่งเป็นกลุ่มเสริมอาหาร, กลุ่มอุปโภค-บริโภค, กลุ่มการเกษตร และกลุ่มความงาม โดยในปี 2557 บริษัทยังวางแผน เตรียมจะขยายศูนย์สาขาให้ครบ 10 ศูนย์ทั่วประเทศ เพื่อให้ ครอบคลุมกับความต้องการของสมาชิกที่เพิ่มขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัท มีศูนย์สาขา 2 สาขา ได้แก่ สำนักงานใหญ่ลาดพร้าว 71 และจังหวัด นครราชสีมา


ตั้งเป้าหมายยอดขายในปี 2556 ไว้อย่างไร


หลังจากในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา บริษัทได้สร้างฐานตลาด ผู้บริโภคไว้เป็นจำนวนมาก แต่หลังจากนี้ไปจะเน้นรุกขยายตลาด มากขึ้น โดยปัจจุบันบริษัทมีฐานสมาชิกทั้งหมดประมาณ 8,000 รหัส จำนวนสมาชิกที่มีความเคลื่อนไหว (Active) คิดเป็น 20-30% คาดว่า ภายในสิ้นปีนี้จำนวนสมาชิกน่าจะเพิ่มเป็น 30,000-50,000 รหัส และคาดว่าจะปิดยอดขายที่ 100 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม ในช่วงอีก 2 เดือนที่เหลือ บริษัทเตรียมจัดโปรโมชั่นพิเศษ เพื่อกระตุ้นยอดขาย ในช่วงปลายปี อาทิ จัดทริปล่องเรือแม่น้ำเจ้าพระยา, ทริปท่องเที่ยว ประเทศเกาหลี และทริปท่องเที่ยวมาเก๊า-ฮ่องกง เป็นต้น


มีปัจจัยอะไรที่น่าเป็นกังวลในช่วงปลายปีนี้


หากดูจากปัจจัยเศรษฐกิจโดยรวมถือว่าไม่น่ากังวลมากนัก โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขายตรงในประเทศ เชื่อว่าจะยังคงเติบโต ต่อเนื่องแต่สิ่งที่น่ากังวล คือ เรื่องของธุรกิจแชร์ลูกโซ่ และมันนี่เกม ที่ขณะนี้กำลังระบาดอย่างหนัก ทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิด เนื่องจากแยก ไม่ออกว่าอันไหน คือ ธุรกิจขายตรง อันไหน คือ แชร์ลูกโซ่ ซึ่งปัจจัย ดังกล่าวจะส่งผลเสียต่อภาพรวมของธุรกิจขายตรง ทำให้คนทั่วไปมอง ธุรกิจขายตรงไม่ดี ดังนั้น หากภาครัฐและภาคเอกชนช่วยกันเป็นหู- เป็นตาสอดส่องดูแล เชื่อว่าจะช่วยพัฒนา และยกระดับให้อุตสาห- กรรมขายตรงไทยเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไป


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 16-31 ตุลาคม 2556