ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ TVD แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ TVD แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

'ทีวี ไดเร็ค' จัดใหญ่กระตุ้นยอด 2 ด.ท้าย จับ Welness เป่าเค้ก 8 ขวบ โรดโชว์สินค้าห้างดัง







naaythrngphl_chaymaatrkicch555555555555555 (Mobile)

 


"ทีวี ไดเร็ค" จุดพลุกิจกรรมฉลองแบรนด์สุขภาพ Welness จัดงานครบรอบ 8 ปี Welness Thank You Day ตอบแทนลูกค้า เดินสายโรดโชว์ห้างสรรพสินค้ารายใหญ่ ออกบูธสินค้าสุขภาพความงาม ลดราคา พิเศษกว่า 70% พร้อมใช้สื่ออื่นๆ กระตุ้นงาน ขาย เชื่อกระตุ้นแรงซื้อลูกค้าช่วงปลายปี ทำรายรับตามเป้า


น.ส.นิตยา พิศลยบุตร ผู้อำนวยการฝ่ายแสดงสินค้าและออกบูธ บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้ดำเนิน ธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการตลาดที่หลากหลาย เปิดเผยว่า เพื่อจัดรายการส่งเสริมการขายและกระตุ้นกำลัง ซื้อลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัว ด้วยการออกบูธภายใต้ชื่อกิจกรรม Welness Thank You Day เป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อต้องการคืนกำไรและขอบคุณลูกค้าของเราเป็นประจำทุกปี


ภายในงานจะมีผลิตภัณฑ์ทุกชนิดของแบรนด์เวลเนส อาทิ เก้าอี้นวด เครื่องนวด เครื่องสั่นสะเทือน ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ที่จะนำมาลดสูงสุดถึง 70% ให้ลูกค้าได้สัมผัสและทดลองใช้กันจริงๆ โดยครั้งนี้เราได้จัดกิจกรรมออกบูธพร้อมกัน 2 แห่ง ได้แก่ ศูนย์ การค้าซีคอนสแควร์ บางแค ตั้งแต่วันที่ 31 ต.ค. และเมกาบางนา ในวันที่ 25 ต.ค.-10 พ.ย.


นิตยา ยังกล่าวว่า เวลเนสยังได้คิดค้นและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดส่งท้ายปี 56 อย่าง "Welness Dust Away Power3" เป็นผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอเนกประสงค์ สามารถใช้ทำความสะอาดพื้นผิวทุกชนิด มีส่วน ผสมของนาโนไทเทเนี่ยม สะอาดรวดเร็วทันใจ เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ขจัดคราบแต่ไม่ทำร้าย ผิว พบกับกิจกรรมการสาธิตพลังทำความสะอาดของ Welness Dust Away Power 3 พร้อมรับสินค้าขนาดทดลองฟรีภายในงาน นี้เท่านั้น และพบกับดารานักแสดงชื่อดังที่ล้วน แต่เคยใช้ผลิตภัณฑ์เวลเนสกันมาแล้วจริงๆ จะมาร่วมพูดคุยถึงความประทับใจในงาน Wel-ness Thank You Day ที่เมกาบางนา


ทั้งนี้ ในช่วงครึ่งปีแรกผลิตภัณฑ์เวลเนสสามารถทำยอดได้ตามแผนที่วางไว้อย่างดี โดยสินค้าขายดียังคงเป็นเครื่องสั่นสะเทือน เก้าอี้นวด และกลุ่มอาหารเสริมที่มียอดขายเติบโตขึ้นอย่างน่าพอใจ มั่นใจว่าภาพรวมในปี 56 นี้ ยอดขายเวลเนสเป็นไปตามแผนที่ตั้ง ไว้แน่นอน ด้วยช่องทางการตลาดที่หลากหลาย อาทิ ทีวี, แค็ตตาล็อก, คอล เซ็นเตอร์, โซเชียลเน็ตเวิร์ก และบุกตลาดค้าปลีกโดยวางเข้าช็อป TV Direct Showcase ทั้ง 72 สาขา ร้าน ขายยา และโมเดิร์นเทรดทั่วประเทศ นอกจาก นี้ ยังจัดกิจกรรมแนะนำสินค้าในห้างสรรพสินค้าและศูนย์แสดงสินค้าต่างๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่ม โอกาสให้ลูกค้าของเราในทุกๆ ที่ได้ทดลองใช้ ผลิตภัณฑ์ใหม่ของเวลเนสได้มากที่สุด


โดยในช่วงก่อนหน้านี้ บริษัทได้เตรียม แผนทำตลาดและประชาสัมพันธ์ผ่านการตลาด แบบตรงโดยใช้สื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ คอลเซ็นเตอร์ โซเชียลเน็ตเวิร์ก รวมถึงการจัดโรดโชว์แนะนำผลิตภัณฑ์ตามภูมิภาคต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ถึงจุดเด่นสินค้า ให้แก่กลุ่มเป้าหมาย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการซื้อ สินค้าผ่านช่องทางร้านขายยาให้มากขึ้น นอกจากนี้ ยังจัดกิจกรรม ทีวี ไดเร็ค บิ๊ก แท็งส์ เดย์ (TV Direct Big Thanks Day) เพื่อเปิดตัวสินค้าใหม่และให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์ใหม่แก่ร้านขายยาที่เข้าร่วมงานได้รับทราบข้อมูล ผลิตภัณฑ์เวลเนสทั้ง 5 สูตรใหม่ รวมถึงจะเป็นการเลี้ยงขอบคุณตัวแทนร้านขายยาที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์อาหารเสริมของบริษัท ที่นำเข้ามาทำตลาดโดยตลอด


ร้านขายยาเป็นช่องทางขายสินค้าอาหารเสริมเพื่อสุขภาพผิวและรูปร่างที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่น เราจึงต้องการรุก ขยายตลาดในช่องทางนี้ให้มากขึ้น ทั้งการพัฒนาสินค้าใหม่ที่วางขายร้านขายยาโดยเฉพาะรวมถึงการเพิ่มจำนวนร้านขายยาให้มากขึ้น ซึ่งคาดว่าจากแนวทางทำตลาดปีนี้ จะช่วยผลักดันสินค้ากลุ่มดังกล่าวของทีวี ไดเร็คให้เติบโตขึ้นได้ 2-3 เท่าภายในปีนี้


ทั้งนี้ TVD ได้เตรียมพร้อมทำตลาดด้วยจุดแข็งด้านการทำตลาดและการจำหน่าย สินค้าผ่านช่องทางจำหน่ายที่แข็งแกร่งที่มีครบ ทุกแพลตฟอร์ม ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ ทั้ง ฟรีทีวี เคเบิลทีวีแบบบอกรับสมาชิก เคเบิลท้องถิ่น ทีวีดาวเทียม โทรศัพท์ ออนไลน์ และร้านค้าปลีก ตลอดจนเพิ่มช่องทางร้านค้าปลีก TV Show-case อีก 10 แห่ง จากปัจจุบันที่มี 70 แห่ง รวมถึงการนำเสนอสินค้าหลากหลาย แปลก-ใหม่ ทันสมัย ที่เข้าถึงความต้องการของผู้บริโภค ทุกกลุ่ม เพื่อรับมือกับการแข่งขันของตลาด โฮมช็อปปิ้งในปีนี้ที่คาดว่าจะมีความรุนแรงขึ้น


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

TVD ดันสินค้าราคาถูกกระตุ้นกำลังซื้อ เน้นทำตลาดผ่านเฟซบุ๊กขยายลูกค้าวัยรุ่น







คุณทรงพล ชัญมาตรกิจ (Mobile)


TVD หรือ "ทีวี ไดเร็ค" เจ้าของธุรกิจโฮมช็อปปิ้งรายใหญ่ เปิดแผนรับมือวิกฤติกำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ จัดการเสริมทัพสินค้าราคาประหยัด สนองรับกำลังซื้อของลูกค้า ผุดแคมเปญ "ช็อปไปเที่ยวไป" เพื่อรักษายอดขายโฮมช็อปปิ้ง แถมอัดโปรโมชั่นกระตุ้นการซื้อสินค้า พร้อมเร่งขยายฐานลูกค้าเจาะตลาดวัยรุ่นผ่าน ช่องทางเฟซบุ๊ก หวังเพิ่มโอกาสการขายสินค้า ดันรายได้ตามเป้า


นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการตลาดที่หลากหลาย (Multichannel Marketing) เปิดเผยว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจ ในช่วงครึ่งปีหลังที่อยู่ในภาวะชะลอตัว ได้ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม จากการประเมินตลาดโฮมช็อปปิ้ง ในครึ่งปีหลังเชื่อว่า ยังมีอัตราเติบโตที่ดี เนื่องจากสินค้าที่ทำตลาด มีความหลากหลายและรองรับกลุ่มลูกค้าได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย จึง ไม่ส่งผลกระทบต่อความต้องการซื้อสินค้า


จากบรรยากาศดังกล่าว ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคให้ความสนใจเรื่องของราคาสินค้า บริษัทจึงได้เสริมไลน์สินค้าราคาประหยัด ให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของลูกค้าเพื่อแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่าย และ สามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้เป็นอย่างดี พร้อมกันนี้ ยังได้จัดรายการส่งเสริมการขายเพื่อกระตุ้นกำลังซื้อลูกค้าในช่วงที่กำลังซื้อผู้บริโภคชะลอตัวลงภายใต้แคมเปญ "ช็อปไปเที่ยวไป" ซึ่งคาดว่าจากแนวทางดังกล่าว จะช่วยรักษายอดการสั่งซื้อสินค้าผ่านโฮมช็อปปิ้งได้


"แม้ภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อชะลอตัว แต่ลูกค้ายังมีความต้องการซื้อสินค้า เพียงแต่พฤติกรรมลูกค้าจะเปลี่ยน เป็นมองหาระดับราคาสินค้าที่สามารถจับจ่ายได้ เราจึงเสริมไลน์สินค้ากลุ่มราคา ประหยัดและคัดเลือกสินค้าให้ตรงต่อความต้องการ เช่น จากเดิมที่มีสินค้ากระทะ ราคา 5,000 บาท เราก็เสริมสินค้ากลุ่มราคา 3,000 บาท มารองรับกำลังซื้อ และทำโปรโมชั่นกระตุ้นการซื้อ ทำให้ที่ผ่านมา ยอดโทร.สั่งซื้อสินค้าเฉลี่ยต่อวันไม่ได้ลดลง แต่อย่างใด" นายทรงพล กล่าว


ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TVD กล่าวว่า ขณะเดียวกันบริษัทยังได้เพิ่มช่องทางนำเสนอข้อมูลสินค้าผ่านช่องทาง www.facebook.com/shoppingnet workthTV และ www.facebook.com/ShopatHomeTV เพื่อขยายกลุ่มเป้าหมาย ไปยังลูกค้าวัยรุ่นที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีพฤติกรรมนิยมเล่นโซเชียลเน็ตเวิร์กและรับชมรายการผ่านโทรศัพท์มือถือ จากเดิม ที่บริษัทมีแพลตฟอร์มการออกอากาศทีวีโฮมช็อปปิ้งผ่านฟรีทีวี เคเบิลทีวีแบบบอก รับสมาชิก เคเบิลท้องถิ่น ทีวีดาวเทียม คอลล์เซ็นเตอร์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นฐานลูกค้า ผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป


ทั้งนี้ บริษัทได้มีกิจกรรมกด Like เพื่อร่วมสนุกรับของรางวัล พร้อมทำการคัดเลือกสินค้าที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย เช่น กลุ่มสินค้าไอทีและเครื่องสำอาง มาทำรายการส่งเสริมการขายกระตุ้นการซื้อสินค้า ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถเพิ่มยอดจำนวน สมาชิกเป็น 10,000 รายภายในสิ้นปีนี้ จาก ปัจจุบันที่มีสมาชิก 4,000 ราย โดยคาดว่า จากแนวทางดังกล่าว จะทำให้ TVD สามารถ รักษาอัตราการเติบโตได้ตามแผนที่วางไว้ หลังจากผลการดำเนินงานในช่วง 6 เดือน แรกของปีนี้ บริษัทมีรายได้รวม 1,132.11 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 40.73 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี ในช่วงก่อนหน้านี้ "ทีวี ไดเร็ค" ได้นำเข้าชุดชั้นในจากสหรัฐอเมริกา ภายใต้แบรนด์ "จีนี่ บรา" (Genie Bra) ซึ่งเป็นแบรนด์ชุดชั้นในที่ทำยอดขายเป็น อันดับ 1 ในประเทศอเมริกา เข้ามาทำตลาด ในประเทศไทยผ่านช่องทางการจำหน่าย ในห้างสรรพสินค้า, TV Direct Show-case และคอลล์เซ็นเตอร์เพื่อจับกลุ่มลูกค้า ที่เลือกซื้อชุดชั้นในระดับบนหรือกลุ่ม ลูกค้า B+


จากแนวโน้มตลาดชุดชั้นในของไทย ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าชุดชั้นในระดับบน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่มีการเติบโตเฉลี่ย 5-10% หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดมากกว่า 12,000 ล้านบาท จากตลาดรวมชุดชั้นในทั้งหมดมูลค่า 20,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทให้ความสนใจรุกทำตลาดกลุ่มนี้


โดยบริษัทได้ตั้งเป้าสิ้นปีมีส่วนแบ่งการตลาดชุดชั้นในระดับบน 3.5% ก่อนขยับเพิ่มเป็น 10% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ส่วนช่องทางการจำหน่าย ทีวี ไดเร็ค มีความพร้อมในการสื่อสารการตลาดดีอยู่แล้ว เตรียมสร้างการรับรู้ถึงจุดเด่นของชุด ชั้นใน "จีนี่ บรา" ผ่านสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่ง-พิมพ์ คอลล์เซ็นเตอร์ และโซเชียลเน็ตเวิร์ก พร้อมทำกิจกรรมโรดโชว์แนะนำสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงแบรนด์สินค้าและจุดเด่น ของผลิตภัณฑ์มากขึ้น








 

 


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

ข่าวทีวี ไดเร็ค (TV Direct) : ไม่หวั่นกำลังซื้อหด! TVD ครึ่งปีแรกกำไรเพิ่ม นำเข้า "จินี่ บรา" ผูกแชมป์ตลาดหมื่นล.







tv (Mobile)


"ทีวีไดเร็ค" ประกาศรายรับครึ่งปีแรก โกยกว่า 1.1 พันล้านบาท ลดกว่า 2% แต่กำไรเพิ่ม 10% เมื่อเทียบกับปี 55 ชี้ปีนี้ตลาดโฮมช็อปปิ้งดุเดือด เติบโตเท่าตัว มูลค่าแตะ 1 หมื่นล้านบาท ครึ่งปีหลังจัดการนำเข้าแบรนด์ "จีนี่ บรา (Genie Bra)" จากสหรัฐอเมริกา เอาใจสาวไทย ไม่หวั่นกำลังซื้อชะลอตัว ชูจุดเด่นด้านการ ออกแบบเสริมบุคลิกภาพสาวๆ ดึง "แก้ม- กวินตรา โพธิจักร" มิสไทยแลนด์ ยูนิเวิร์ส 2008 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เร่งสร้างการรับรู้ด้วยการตลาดทางตรง ปูพรมผ่านสื่อโทรทัศน์ สิ่งพิมพ์ คอลล์เซ็นเตอร์ โซเชียลเน็ตเวิร์ก และจัดกิจกรรมโรดโชว์ทำตลาดภูธร ตั้งเป้าสิ้นปีมีส่วนแบ่งตลาด 3.5% ก่อนขยับเป็น 10% ในอีก 3 ปีข้างหน้า


นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการตลาดหลากหลาย เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานงวดครึ่งปีแรก (มกราคม-มิถุนายน 2556) บริษัทมีรายได้รวม 1,132.11 ล้านบาท ลดลง 27.56 ล้าน บาท คิดเป็น 2.37% จากงวดเดียวกันของปี 2555 โดยมีกำไรสุทธิ 40.73 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.84 ล้านบาท คิดเป็น 10.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งมีกำไรสุทธิ 36.89 ล้านบาท


"ปัจจัยที่สนับสนุนให้ผลประกอบการของ TVD ขยายตัว อย่างต่อเนื่อง เกิดจากความสำเร็จของกลยุทธ์การเลือกสินค้าที่ แตกต่างจากตลาดทั่วไป และการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ อัตราการเติบโตของธุรกิจโฮมช็อปปิ้งในประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในระดับสูง ทำให้ TVD ในฐานะผู้นำในธุรกิจที่มีช่องทางการตลาดครบวงจร ไม่ว่าจะเป็นสื่อโทรทัศน์ทั้งฟรีทีวี เคเบิล ทีวีแบบบอกรับสมาชิก เคเบิลท้องถิ่น ทีวีดาวเทียม คอลล์เซ็นเตอร์ ออนไลน์และร้านค้าปลีก และมีความหลากหลายของสินค้าที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค สามารถเติบโตตาม ภาพรวมอุตสาหกรรมได้เป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน บริษัทยังรักษา อัตราผลตอบแทนของกำไรสุทธิ (Net Profit Margin) ไว้ได้ในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งเป็นไปตามแผนระยะสั้นใหม่ที่เน้นสร้างผลกำไรและความมั่นใจให้กับผู้ถือหุ้น มากกว่าการเน้นสร้างยอดขาย ที่เติบโตเร็วเกินไป"


"แม้ว่าในไตรมาสที่ 2 ภาพรวมเศรษฐกิจอาจจะชะลอตัวไปบ้าง แต่ธุรกิจ โฮมช็อปปิ้งกลับไม่ได้รับผลกระทบ โดยเฉพาะทีวี ไดเร็ค ซึ่งมีทั้งสินค้าที่หลากหลาย และเป็นสินค้าที่มีความแตกต่าง ก็ถือเป็น จุดเด่นที่สร้างความสำเร็จให้กับ TVD นอกจากนี้ การจัดโปรโมชั่นอย่างต่อเนื่อง ในช่วงที่ผ่านมาก็สามารถกระตุ้นกำลังซื้อ ได้เป็นอย่างดี" ทรงพล กล่าว


สำหรับภาพรวมของธุรกิจโฮมช็อปปิ้งในปีนี้นั้น เชื่อว่ายังจะมีความคึกคักอย่างมาก โดยมูลค่าตลาดที่ประเมินไว้จะ อยู่ในราว 8,000-10,000 ล้านบาท เติบโต เกือบเท่าตัวจากปีที่แล้วซึ่งมูลค่าตลาดอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งจากความแข็งแกร่งของ TVD ทั้งทางด้านช่องทางการตลาด รวมถึงความหลากหลายของสินค้า และความเชื่อมั่นที่ผู้บริโภคมีให้กับบริษัท ทำให้ มั่นใจว่า ยอดขายในปีนี้จะเติบโตได้ตามเป้าหมาย


ด้าน น.ส.ละออศรี มัทธุรนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD เผยว่า จากแนวโน้มตลาดชุดชั้นในของไทย ที่มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าชุดชั้นในระดับบน ซึ่งเป็น ตลาดใหญ่ที่มีการเติบโตเฉลี่ย 5-10% หรือ คิดเป็นมูลค่าตลาดมากกว่า 12,000 ล้าน บาท จากตลาดรวมชุดชั้นในทั้งหมดมูลค่า 20,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทให้ความสนใจ รุกทำตลาดกลุ่มนี้


โดยล่าสุด ได้นำเข้าชุดชั้นในจากสหรัฐอเมริกาภายใต้แบรนด์ "จีนี่ บรา" (Genie Bra) ซึ่งเป็นแบรนด์ชุดชั้นในที่ทำ ยอดขายเป็นอันดับ 1 ในประเทศอเมริกา เข้ามาทำตลาดในประเทศไทยผ่านช่องทาง การจำหน่ายในห้างสรรพสินค้า, TV Direct Showcase และคอลล์เซ็นเตอร์เพื่อจับกลุ่มลูกค้าที่เลือกซื้อชุดชั้นในระดับ บนหรือกลุ่มลูกค้า B+


สำหรับจุดเด่นด้านการออกแบบ เสื้อชั้นในไร้รอยต่อ สวมใส่สบายกระชับหน้าอก พร้อมสู่กลุ่มลูกค้าวัยสาวที่มีกำลัง ซื้อสูง และหลังจากที่ผ่าน 6 เดือนแรกที่ทดลองทำตลาดสามารถทำยอดขายได้ถึง 400,000 ชิ้น นอกจากนี้ ยังได้ดึง "แก้ม- กวินตรา โพธิจักร" มิสไทยแลนด์ ยูนิ-เวอร์ส 2008 เป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ เพื่อมาช่วยสะท้อนภาพลักษณ์สินค้าและเป็นการกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว


"ตลาดชุดชั้นในระดับบนยังมีช่องว่างให้ทีวีไดเร็คทำตลาดอีกมาก เราจึงนำเข้าแบรนด์ จีนี่ บรา ซึ่งเป็นชุดชั้นในที่สวมใส่สบายและได้รับความนิยมจากทั่วโลกทำยอดขายได้มากกว่า 55 ล้านชิ้น แบ่งเป็นประเทศอเมริกา ทำยอดขายได้มากกว่า 43 ล้านชิ้นต่อปี และยังได้รับการยอมรับจากอีกหลายประเทศ ทั้งอังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส ออสเตรเลีย เม็กซิโก ญี่ปุ่นและแคนาดา ที่ทำยอดขาย รวมกันมากกว่า 12 ล้านชิ้น ด้วยจุดเด่นด้านการออกแบบและการตัดเย็บแบบไร้รอยต่อวัตถุดิบที่มีคุณภาพ เข้ามาช่วยแก้ปัญหาการสวมใส่ชุดชั้นในที่ไม่พอดีตัว และช่วยยกกระชับหน้าอกของสาวๆ ให้ดูดี ช่วยเสริมบุคลิกภาพ สร้างความมั่นใจจากการสวมใส่"


อย่างไรก็ตาม "ละออศรี" ยังกล่าวต่อว่า บริษัทได้ตั้งเป้าสิ้นปีมีส่วนแบ่งการ ตลาดชุดชั้นในระดับบน 3.5% ก่อนขยับเพิ่มเป็น 10% ในอีก 3 ปีข้างหน้า ส่วน ช่องทางการจำหน่าย ทีวี ไดเร็ค มีความพร้อมในการสื่อสารการตลาดดีอยู่แล้ว เตรียมสร้างการรับรู้ถึงจุดเด่นของชุดชั้นใน "จีนี่ บรา" ผ่านสื่อโทรทัศน์ สื่อสิ่งพิมพ์ คอลล์เซ็นเตอร์ และโซเชียล เน็ตเวิร์ก พร้อมทำกิจกรรมโรดโชว์แนะนำสินค้าไปยังภูมิภาคต่างๆ ต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าได้รับรู้ถึงแบรนด์สินค้าและจุดเด่น ของผลิตภัณฑ์มากขึ้น





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โฮมช็อปปิ้งเดือด "ทีวี ไดเร็ค" ฮึดสู้!!! เพิ่มหน้าตัก...รับมือต่างชาติยึดอาเซียน







ทรงพล-ชัญมาตรกิจ (Mobile)

 


"ทีวี ไดเร็ค" หรือ TVD เปิดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2555-2560) 4 ข้อ 1.เสริมรายได้ 2.หาทุนสร้างความแกร่งด้านการเงิน 3.สร้างความ ยั่งยืน และ 4.ดันการเติบโต ตั้งเป้าปี 2560 ยอดขายแตะ 5,555 ล้านบาท เตรียมกลยุทธ์ ระดมทุน หวังเพิ่มอาวุธสู้บริษัทโฮมช็อปปิ้งต่างชาติ หลังตัวเลขชี้ชัด แบรนด์นอกเฮโลปักธงใช้ไทยเป็นฐานลุยอาเซียน


นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการตลาดที่หลากหลาย (Multichannel Mar-keting) เปิดเผยว่า บริษัทได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์องค์กรขึ้นในช่วงก่อนเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และล่าสุดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2556-2560) ของบริษัทได้เสร็จเรียบร้อยแล้ว


โดยแผนยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะครอบคลุม 4 ด้าน คือ 1.เสริมสร้างรายได้อย่างหลากหลายและต่อเนื่อง คือ เน้นการขยายฐานการตลาด และเพิ่มฐานลูกค้าใหม่ไม่ต่ำกว่าปีละ 500,000 ราย ผ่านทางสื่อต่างๆ อาทิ Free TV, Satellite TV, Cable TV 2.เสริมสร้าง ความแข็งแกร่งของฐานะการเงินและการจัดหาแหล่งเงินทุน จากทิศทางธุรกิจ ที่มีการขยายตัวสูง บริษัทจึงมีการเจรจา กับพันธมิตรที่มีชื่อเสียงหลายราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มความ หลากหลายของสินค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่ม และเพื่อนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น


ส่วนแผนยุทธศาสตร์ประการที่ 3 จะเน้นการเสริมสร้างความยั่งยืนของ บริษัท ส่วนนี้จะเน้นหนักด้านการสนับสนุน เบื้องหลัง เพื่อรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต และ 4.สร้างการเติบโต โดยการร่วมทุนกับพันธมิตรและการรวมกิจการ โดยบริษัทมีการเจรจากับพันธมิตรหลายราย และล่าสุด บริษัท ได้ร่วมกับ Fuji TV และผู้ประกอบการทีวี ช็อปปิ้งจากประเทศญี่ปุ่น ไต้หวัน และ เกาหลี เพื่อร่วมกันผลิตรายการ เอเชีย ช็อปปิ้งคิงส์ ถือเป็นการเปิดตลาดและสร้างโอกาสการขายสินค้าที่มาจากความคิดสร้างสรรค์ของคนไทยไปสู่สายตาลูกค้าในเอเชีย


"เมื่อกลุ่มทุนต่างชาติเข้ามาจะทำให้ ธุรกิจโฮมช็อปปิ้งในประเทศไทยมีขนาดใหญ่ ขณะเดียวกันกลุ่มทุนเหล่านี้ก็จะใช้ประเทศไทยเป็นฐานในการเข้าสู่อาเซียน ทำให้ตลาดยังเติบโตได้อีกมาก และในฐานะ ที่บริษัทดำเนินธุรกิจมากว่า 13 ปี นับว่ามีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ ดังนั้น จึงจำเป็นที่จะต้องมีแผนยุทธศาสตร์องค์กร เพื่อกำหนดทิศทางและเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน ซึ่งผู้บริหารและพนักงานจะได้นำไปปฏิบัติ ทั้งนี้แผนยุทธศาสตร์ ดังกล่าวมีเป้าหมายว่า ในปี 2560 บริษัทจะมียอดขายแตะระดับ 5,555 ล้านบาท"


"คงจำกันได้ว่า ย้อนไปเมื่อปีก่อน บริษัทประสบปัญหาไฟไหม้โกดังเก็บสินค้า ทำให้เสียหายไปกว่า 82 ล้านบาท แต่เมื่อปีที่แล้ว บริษัทก็พัฒนาจนมียอดขายอยู่ที่ 2,237 ล้านบาท ทำให้คิดเป็นเปอร์เซ็นต์เติบโตที่ 29.84% และเป้าหมายปีนี้จะเน้นหนักไปที่ Home shopping กับ TV shop-ping คือเราจะเน้นการบริการ, ยอดขาย และลดต้นทุนรวม ส่วนธุรกิจการส่งของ Home Delivery ถือว่าประสบความสำเร็จ ดีมาก มีการโตถึง 84% ซึ่งจะเดินหน้าต่อไป"


"ส่วนธุรกิจด้านแซตเทลไลต์ บริษัท เรามีสถิติ ข้อมูลการตลาดเพียงแห่งเดียว ทำให้บริษัทชั้นนำในญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาด TV shopping ในเมืองไทย เพราะถือเป็นตลาด ที่น่าสนใจ ทำให้ TV Direct มีจุดแข็งตรงที่ มีข้อมูล สถิติ ตัวเลข ทำให้หลายบริษัทต่าง-ชาติต้องมาขอข้อมูลจากเราไปทำตลาด อาทิ True GS, GMM CJ และ Shop Global ทั้งนี้เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทได้นำสินค้าชุดชั้นใน Genie Bra มาจำหน่ายและขายได้ถึง 270,000 ตัว ทำให้ปีนี้บริษัทเตรียมจะสร้าง แบรนด์ในเมืองไทย พร้อมทั้งปีนี้เราจะเน้นการทำประชาสัมพันธ์สินค้ามากขึ้น เพราะเท่าที่ผ่านมา เราประชาสัมพันธ์แต่ในองค์กร เท่านั้น"


ในส่วนของการร่วมทุน "ทรงพล" เผยว่า "โดยการร่วมทุนกับบริษัทต่างชาติครั้งนี้ เราจะถือหุ้นอย่างน้อย 70% ซึ่งเป็น การรองรับการเติบโตของบริษัท อีก 5 ปีข้างหน้าในส่วนของธุรกิจ ทีวี ดาวเทียม นั้น คงต้องรอดูว่า กสทช. จะออกกฎหมายอะไร ออกมากำกับ เราจึงจะค่อยปรับให้ไปด้วยกัน ได้ และฐานลูกค้าเรามีอยู่ประมาณ 2.1 ล้านคน ที่ซื้อสินค้าจาก ทีวี ไดเร็ค ขณะที่ สัดส่วนของรายได้ยอดขายบริษัททั้งหมดมาจากทีวี 45% คอลเซ็นเตอร์ 25% ค้าปลีก 25% และอื่นๆ 5%Ž"


ทั้งนี้ เพื่อรองรับแผนยุทธศาสตร์ ดังกล่าว ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทในการประชุมก่อนหน้านี้จึงมีมติให้มีการเพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 376 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตรา ไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นมูลค่า 188 ล้านบาท เป็น 493.50 ล้านหุ้น มูลค่า ที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นค่า 246.75 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 117.5 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ในจำนวนนี้จะเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 94 ล้านหุ้น ในสัดส่วน 4 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 4.50 บาท


สำหรับหุ้นเพิ่มทุนจำนวน 23.5 ล้าน หุ้น จะรองรับการใช้สิทธิแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัญ (วอร์แรนต์) ที่บริษัทจะจัดสรรให้ผู้ที่ใช้สิทธิ ซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยได้รับวอร์แรนต์ในอัตรา ส่วน 4 หุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อ 1 วอร์แรนต์ โดย วอร์แรนต์ดังกล่าว มีอายุ 3 ปี สามารถใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญปีละ 2 ครั้ง ในอัตราส่วน 1 วอร์แรนต์ ต่อ 1 หุ้นสามัญ ที่ราคาหุ้นละ 3.50 บาท ซึ่งจะทำให้บริษัท ได้รับเงินเพิ่มทุนรวมทั้งหมด 505.25 ล้านบาท เพียงพอในการนำไปลงทุนตามแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2556

ข่าวทีวี ไดเร็ค (TV Direct) : ทีวี ไดเร็คระดมทุนกว่า500ล้านผ่านหุ้นเพิ่มทุนและวอแรนท์







คุณทรงพล ชัญมาตรกิจ (Mobile)


ทีวี ไดเร็ค TVD เตรียมแผนรุกครั้งใหญ่ ประกาศระดมทุนกว่า 500 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องและเงินทุนหมุนเวียนให้เพียงพอสำหรับรองรับการขยายตัวของธุรกิจในอนาคต ตามแผน 4 ยุทธศาสตร์ภายใน 5 ปี จับมือพันธมิตรยักษ์ใหญ่ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้เทคโนโลยีและเทคนิคใหม่ๆ เพิ่มความหลากหลายของสินค้าและช่องทางขายให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงส่งสินค้าจากไทยไปขายต่างประเทศ เผยมติบอร์ดเพิ่มทุน 117.5 ล้านหุ้น โดยจัดสรรหุ้นเพิ่มทุน 94 ล้านหุ้น เสนอขายผู้ถือหุ้นเดิม ในสัดส่วน 4 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 4.50 บาท ส่วนอีก 23.5 ล้านหุ้น สำหรับรองรับการแปลงสภาพวอแรนท์ที่จัดสรรให้กับผู้จองซื้อหุ้นเพิ่มทุนโดยไม่คิดมูลค่า ในสัดส่วน 4 หุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อ 1 วอแรนท์ กำหนดราคาใช้สิทธิแปลงสภาพหุ้นละ 3.50 บาท


นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านช่องทางการตลาดที่หลากหลาย (Multichannel Marketing) เปิดเผยว่า เนื่องจากธุรกิจโฮมชอปปิ้งมีทิศทางการขยายตัวที่สูงมากในอนาคต บริษัทฯ จึงจำเป็นต้องระดมเงินทุนให้เพียงพอสำหรับการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ โดยปัจจุบันได้เจรจากับพันธมิตรที่มีชื่อเสียงทั้งในและต่างประเทศหลายราย เพื่อเพิ่มช่องทางการจำหน่ายและเพิ่มความหลากหลายของสินค้าให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย ที่จะสามารถสร้างรายได้ที่ดีให้กับบริษัทฯ นอกจากนี้ ยังจะได้แลกเปลี่ยนโนว์ฮาวระหว่างกัน ที่จะทำให้บริษัทฯ ได้เปรียบในการแข่งขันในระยะยาว


ดังนั้น ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทฯ จึงมีมติให้เพิ่มทุนจดทะเบียนจาก 376 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นมูลค่า 188 ล้านบาท เป็น 493.50 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท คิดเป็นมูลค่า 246.75 ล้านบาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 117.5 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 0.50 บาท ในจำนวนนี้จะเสนอขายให้กับผู้ถือหุ้นเดิมจำนวน 94 ล้านหุ้น ในสัดส่วน 4 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ราคาหุ้นละ 4.50 บาท


ส่วนหุ้นเพิ่มทุนอีก 23.5 ล้านหุ้น จะรองรับการใช้สิทธิแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นสามัฯ (วอแรนท์) ที่บริษัทฯ จะจัดสรรให้ผู้ที่ใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุน โดยได้รับวอแรนท์ในอัตราส่วน 4 หุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อ 1 วอแรนท์ โดยวอแรนท์ดังกล่าว มีอายุ 3 ปี สามารถใช้สิทธิแปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญปีละ 2 ครั้ง ในอัตราส่วน 1 วอแรนท์ ต่อ 1 หุ้นสามัญ ที่ราคาหุ้นละ 3.50 บาท


จากหุ้นสามัญที่เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเดิม 94 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 4.50 บาท หากจำหน่ายได้ทั้งหมด บริษัทฯ จะได้รับเงิน 423 ล้านบาท และจะได้รับเงินจากการแปลงสภาพวอแรนท์ในอนาคตอีก ซึ่งหากใช้สิทธิทั้งหมด ก็จะได้เงินอีก 82.25 ล้านบาท เท่ากับว่าบริษัทจะได้เงินจากการเพิ่มทุนครั้งนี้รวม 505.25 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำไปลงทุนขยายกิจการได้อีกมาก อันจะนำมาซึ่งผลตอบแทนที่ดีให้กับผู้ถือหุ้น นายทรงพลกล่าวและเสริมว่า จากการพูดคุยกับผู้ถือหุ้นรายใหญ่ ต่างขานรับที่จะใช้สิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ เพราะมั่นใจว่าจะทำให้บริษัทฯ แข็งแกร่งมากขึ้นและเติบโตได้อย่างยั่งยืน


ปัจจุบันบริษัทฯ มีฐานลูกค้ากว่า 2 ล้านราย ขณะที่โครงสร้างการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ สามารถแบ่งออกเป็น 5 ส่วนหลัก คือ การตลาดทางทีวี (TV Marketing) การตลาดแบบตรง (Direct Marketing) การตลาดทั่วไป (Conventional Marketing) การบริการ อาทิ การให้บริการรับจ้างผลิตสื่อโฆษณาและจัดหาเวลาโฆษณาให้แก่ลูกค้า และธุรกิจขายตรง (Direct Sale) สำหรับในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 20% จากปีก่อนที่มียอดขาย 2,222 ล้านบาท ขณะที่แผนระยะยาวในอีก 5 ปี หรือในปี 2560 บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายจะอยู่ที่ระดับ 5,555 ล้านบาท


ทั้งนี้ การเพิ่มทุนดังกล่าว จะต้องได้รับความเห็นชอบจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ ซึ่งได้กำหนดจัดประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันที่ 28 พฤษภาคม 2556 วันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิจองซื้อหุ้นสามัญเพิ่มทุนพร้อมใบสำคัญแสดงสิทธิ คือวันที่ 5 มิถุนายน 2556 และวันจองซื้อหุ้นเพิ่มทุนและชำระค่าหุ้นคือวันที่ 28 มิถุนายน และ 2-5 กรกฎาคม 2556




Credit By :กระแสหุ้นออนไลน์

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวทีวี ไดเร็ค (TV Direct) : ทีวี ไดเร็ค โชว์ฟอร์มโกยกำไร 40% ลั่นปี 56 เร่งเครื่องดันยอดเพิ่ม 20%









ทีวี ไดเร็ค โชว์ความฟิตสตาร์ทเครื่องเรียกความเชื่อมั่น หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์โกยกำไรเน้นๆ 49 ล้านบาท เติบโตเพิ่มอีก 40 % จากปีก่อน ขณะที่รายได้ปี 2555 ปิดบัญชีอยู่ที่ 2,237 ล้านบาท ประกาศจ่ายเงินปันผลงวดครึ่งปีหลังอัตราหุ้นละ 0.10 บาท พร้อมลั่นเดินหน้ารุกตลาดปี 2556 เต็มอัตราศึก เตรียมส่งสินค้าใหม่ให้ครอบคลุมทุกไลฟ์สไตล์ ผู้บริโภค ยุคใหม่ ชูจุดแข็งด้านช่วงทางขายที่หลากหลาย เชื่อมั่นสิ้นปีโกยรายได้เพิ่มอีก 20%


นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวีไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD เปิดเผยถึงผลดำเนินงานในช่วงปีที่ผ่านมาว่า ในปี 2555 บริษัทมีการเพิ่มศักยภาพในการดำเนินธุรกิจของ TVD เพื่อสร้างความเชื่อมั่นในธุรกิจโดยเฉพาะการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์เป็นบริษัทมหาชน ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา TVD ได้รับการตอบรับจากประชาชนเป็นอย่างดีส่งผลให้การดำเนินงานในปี 2555 บริษัทมีกำไรสุทธิ 49.82 ล้านบาท เติบโต 40.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมาซึ่งมีกำไรสุทธิ 35.44 ล้านบาทขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 2,237.08 ล้านบาทเติบ 17.58% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทั้งนี้การเติบโตดังกล่าวมาจากความสำเร็จด้านการทำตลาดและจำหน่ายสินค้าผ่านช่องทางการจัดจำหน่ายของ TVD ที่ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ ทั้งฟรีทีวี เคเบิ้ลทีวีแบบบอกรับสมาชิก เคเบิ้ลท้องถิ่น ทีวีดาวเทียม โทรศัพท์ ออนไลน์และร้านค้าปลีก รวมถึงการนำเสนอสินค้าหลากหลาย แปลกใหม่ ทันสมัย ที่เข้าถึงความต้องการผู้บริโภคทุกกลุ่ม


ในปี 2555 ที่ผ่านมา ผลการดำเนินงานของ TVD เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทั้งในแง่กำไรและยอดขายที่มีความโดดเด่น แม้ว่า ในช่วงไตรมาส 4 เราจะประสบปัญหาเพลิงไหม้คลังสินค้าหลักที่บริษัทฯ ได้เช่าพื้นที่ ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่เราก็ยังสามารถจัดส่งสินค้าให้แก่ลูกค้าให้แก่ลูกค้าได้ตรงตามกำหนด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจที่มีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังบันทึกรายได้จากการเคลมค่าสินไหมทดแทน จากบริษัทประกันภัยในวงเงิน 82 ล้านบาทในไตรมาส 4/2555 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว นายทรงพล กล่าว


ทั้งนี้จากความสำเร็จของผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทฯจึงมีมติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2555 (ม.ค.-ธ.ค.) ให้กับผู้ถือหุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท ซึ่งบริษัทฯ ได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2555 ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท โดยจะจ่ายเงินปันผลอีกครั้งในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่12-14 มีนาคม 2556 และจ่ายปันผลใน วันที่ 11 เมษายน 2556 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่ายเงินปันผลของบริษัทฯ ที่กำหนดจ่ายในอัตราไม่ต่ำกว่า 55% ของกำไรสุทธิ


นายทรงพล กล่าวเพิ่มเติมถึง กลยุทธ์สำหรับการขับเคลื่อนธุรกิจในปีนี้ว่า สำหรับแผนดำเนินงานปี 2556 บริษัทฯ มรแผนรุกทำตลาดโฮมช้อปปิ้งในประเทศไทยมากขึ้น หลังจากภาพรวมตลาดมีอัตราการเติบโตกว่า 100 % หรือมูลค่าตลาดรวม 5,000 ล้านบาท ซึ่งมีปัจจัยจากการมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาร่วมทำตลาดสร้างความคึกคักมากขึ้น รวมถึงการขยายตัวของเคเบิ้ลทีวีและทีวีดาวเทียมที่สามารถเข้าถึงกลุ่ม ผู้ชม ได้ถึง 10 ล้านครัวเรือน ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่จะได้รับโอกาสเลือกสินค้าที่มีความหลากหลาย และกระตุ้นให้เกิดการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าวมากขึ้น จึงมั่นใจว่าศักยภาพการเติบโตของธุรกิจโฮมช้อปปิ้งในเมืองไทยจะยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก


นอกจากนี้ บริษัทฯ มีแผนเพิ่มสาขา TV Showcase เพิ่มอีกประมาณ 10 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 70 แห่ง พร้อมเติมความแข็งแกร่งของช่องทางการจำหน่ายสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มสินค้าใหม่ๆ ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น


ในปีนี้เรามองว่า ตลาดโฮมช้อปปิ้งจะมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดมากขึ้น โดย TVD จะใช้จุดแข็งด้านคุณภาพสินค้าและบริการที่ดีรวมถึงช่องทางการขายที่ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งเคเบิ้ลทีวี ทีวีดาวเทียม ฟรีทีวีและแอพพลิเคชั่นบนมือถือสมาร์ทโฟน เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ ประกอบกับแบรนด์ทีวี ไดเร็ค ที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 10 ปี ซึ่งผู้บริโภคให้การยอมรับและเชื่อมั่น จึงมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันได้ในปี 2556 ให้เติบโตขึ้น 20 %




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 219 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556


 

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : คู่แข่ง "โฮมช็อปปิ้ง" ทะลัก! TVD เพิ่มช่องเปิดแอพฯ ผูกเก้าอี้แชมป์









"ทีวี ไดเร็ค" เดินหน้าอัด ช่องทำตลาดโฮมช็อปปิ้ง หลังคู่แข่งทะลัก ผลักดันมูลค่าตลาดรวมโต 100% ออกอาวุธเด็ด เตรียมเปิดแอพพลิเคชั่นในสมาร์ทโฟน หนุนการขายผ่านทีวี บอกแผนปี 56 เน้นเพิ่มศักยภาพ พนักงาน วางหมุดหมายปักธง พม่า หลังขยายสาขาไปแล้วที่ ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา และ มาเลเซีย ด้านยอดขายปี 55 รับไป 2,237 ล้านบาท กำไร 49.82 ล้านบาท มั่นใจสิ้นปีนี้โตเพิ่ม 20%


นายทรงพล ชัญมาตรกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด (มหาชน) หรือ TVD ผู้ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าและบริการผ่านรูปแบบการตลาดแบบตรง เปิดเผยว่า แผนการดำเนินงานในปี 2556 บริษัทมีแผนที่จะรุกทำตลาดโฮมช็อปปิ้งในประเทศไทยมากขึ้น หลังจากภาพรวมตลาด มีอัตราการเติบโตกว่า 100% หรือมีมูลค่าตลาดรวม 5 พันล้านบาท


ซึ่งมีปัจจัยจากการมีคู่แข่งรายใหม่เข้ามาร่วมทำตลาดสร้าง ความคึกคักมากขึ้น รวมถึงการขยายตัวของเคเบิลทีวี และทีวีดาวเทียมที่สามารถเข้าถึงกลุ่มผู้ชมได้ถึง 10 ล้านครัวเรือน ส่งผลดีต่อผู้บริโภคที่จะได้รับโอกาสเลือกซื้อสินค้าที่มีความหลาก-หลาย และกระตุ้นให้เกิดการเลือกซื้อสินค้าผ่านช่องทางดังกล่าว มากขึ้น จึงมั่นใจว่าศักยภาพการเติบโตของธุรกิจโฮมช็อปปิ้งในเมืองไทยจะยังมีแนวโน้มขยายตัวได้อีกมาก


"ในปีนี้เรามองว่า ตลาดโฮมช็อปปิ้งจะมีความคึกคักเป็นอย่างมาก เนื่องจากมีคู่แข่งเข้ามาทำตลาดมากขึ้น โดย TVD จะใช้ จุดแข็งด้านคุณภาพสินค้าและบริการที่ดี รวมถึงช่องทางการขาย ที่ครอบคลุมทุกช่องทางทั้งเคเบิลทีวี ทีวีดาวเทียม ฟรีทีวี และแอพพลิเคชั่นมือถือสมาร์ทโฟน เข้ามาเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจ ประกอบกับแบรนด์ทีวี ไดเร็คที่อยู่ในตลาดมานานกว่า 10 ปี ซึ่งผู้บริโภคให้การยอมรับและเชื่อมั่น จึงมั่นใจว่า จะสามารถผลักดันรายได้ในปี 2556 ให้เติบโตขึ้น 20%"


นอกจากนี้ บริษัทยังมีแผนที่จะเพิ่มสาขา TV Showcase เพิ่มอีกประมาณ 10 แห่ง จากเดิมที่มีอยู่ 70 แห่ง พร้อมเติม ความแข็งแกร่งของช่องทางการจำหน่ายสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการเพิ่มสินค้าใหม่ๆ ให้สอดรับกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้า เพื่อ ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น


"บริษัทมีแผนขยายสาขา TV Showcase เพิ่มอีกประมาณ 10 แห่งในปี 56 จากปี 55 มีอยู่ 70 สาขา พร้อมเติมความแข็งแกร่งของช่องทางการจัดจำหน่ายสินค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึง การเพิ่มสินค้าใหม่ๆ ให้สอดคล้องกับไลฟ์สไตล์ของลูกค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งการขยายสาขา TV Showcase เพิ่ม จะต้องใช้เงินลงทุนทั้งหมด 1.5 ล้านบาท ต่อสาขา" หัวเรือ ทีวี ไดเร็ค กล่าว


อย่างไรก็ดี "ทรงพล" ยังได้คาดการณ์เรื่องยอดขายแต่ละไตรมาสอีกว่า ยอดขายในไตรมาส 1/56 อาจจะไม่ค่อยมาก เนื่องจากต้นปีสินค้าเพิ่งเข้ามาในสต็อก ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ยังมีจำนวนสินค้าที่นำมาขายจำนวนน้อย แต่ยอดขาย จะดีขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/56 เป็นต้นไป เนื่องจากมีสินค้าที่นำมาขายมากขึ้นและมีความหลากหลาย


สำหรับในปี 56 บริษัทตั้งงบลงทุน อยู่ที่ 15-20 ล้านบาท สำหรับการลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งปี 56 บริษัทไม่มีการลงทุนในสินทรัพย์ แต่จะเน้นที่พัฒนาศักยภาพและเพิ่มจำนวนพนักงานแทน โดย จะเพิ่มจำนวนพนักงานอีก 250 ตำแหน่ง เนื่องจากบริษัทมีอาคารสำนักงานแห่ง ใหม่ที่รองรับพนักงานมากขึ้น และการพัฒนาศักยภาพของพนักงานจะทำให้บริษัทเติบโตได้อย่างยั่งยืน


ส่วนการขยายธุรกิจไปในประเทศเพื่อนบ้านของบริษัทปัจจุบันมีการจดทะเบียนจัดตั้งสาขาที่ลาว, เวียดนาม, กัมพูชา และมาเลเซีย เรียบร้อยแล้ว พร้อม ทั้งมองการขยายธุรกิจไปในพม่า ซึ่งอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบการลงทุน คาดว่าในช่วงแรกอาจจะเข้าไปร่วมกับตัวแทนจำหน่ายในประเทศพม่าก่อน เนื่องจากการ จัดตั้งสาขาเองในพม่านั้นบริษัทไม่สามารถ ฝึกอบรมพนักงานส่งไปได้ เพราะจำนวนพนักงานของบริษัทยังไม่เพียงพอในการส่งเข้าไปทำงานในพม่า


ทั้งนี้ ด้านผลการดำเนินงานในปี 2555 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 49.82 ล้านบาท เติบโต 40.58% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกำไรสุทธิ 35.44 ล้านบาท ขณะที่รายได้รวมอยู่ที่ 2,237.08 ล้านบาท เติบโต 17.58% เทียบ กับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา


ทั้งนี้ การเติบโตดังกล่าวมาจากความ สำเร็จด้านการทำตลาดและจำหน่ายสินค้า ผ่านทุกช่องทาง การจัดจำหน่ายของ TVD ที่ประกอบด้วย สื่อโทรทัศน์ ทั้งฟรีทีวี เคเบิลทีวี แบบบอกรับสมาชิก เคเบิลทีวีท้องถิ่น ทีวีดาวเทียม โทรศัพท์ ออนไลน์และร้านค้าปลีก รวมถึงการนำเสนอสินค้า หลากหลาย แปลกใหม่ ทันสมัย ที่เข้าถึงผู้บริโภคทุกกลุ่ม


"ในปี 2555 ที่ผ่านมา ผลการดำเนิน งานของ TVD เติบโตได้อย่างแข็งแกร่งทั้งในแง่กำไร และยอดขายที่มีความโดดเด่น แม้ว่า ในช่วงไตรมาส 4 เราจะประสบปัญหาเพลิงไหม้คลังสินค้าหลักที่บริษัท ได้เช่าพื้นที่ ซึ่งสร้างความเสียหายเป็นจำนวนมาก แต่เราก็ยังสามารถจัดส่งสินค้า ให้แก่ลูกค้าได้ตรงตามกำหนด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพและความแข็งแกร่งในการดำเนินธุรกิจ ที่มีการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกันบริษัทยังบันทึกรายได้จากการเคลมค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยในวงเงิน 82 ล้านบาท ในไตร-มาส 4 ของปีที่ผ่านมาเป็นที่เรียบร้อย" ทรงพล เผย


จากความสำเร็จของผลการดำเนินงานดังกล่าว คณะกรรมการบริษัทจึงมีมติ จ่ายเงินปันผลสำหรับผลการดำเนินงานปี 2555 ให้กับผู้ถือหุ้น ในอัตราหุ้นละ 0.15 บาท ซึ่งบริษัทได้จ่ายเงินปันผลระหว่างกาลไปแล้ว เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2555 ในอัตราหุ้นละ 0.05 บาท โดยจะจ่ายเงิน ปันผลอีกครั้งในอัตราหุ้นละ 0.10 บาท กำหนดวันขึ้นเครื่องหมาย XD ในวันที่ 12-14 มี.ค. 2556 และจ่ายปันผลในวันที่ 11 เม.ย. 2556 ซึ่งเป็นไปตามนโยบายการจ่าย เงินปันผลของบริษัท ที่กำหนดจ่ายในอัตรา ไม่ต่ำกว่า 55% ของกำไรสุทธิ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1383 ประจำวันที่ 6-8 มีนาคม 2556

วันพุธที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2555

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) : ดร.สมชาย หัชลีฬหา รับรางวัลใบประกาศยกย่องเกียรติคุณ


เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2555 ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริษัท จอย แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด เข้าร่วมงานฉลองครบรอบ 2 ปี รายการตามหา ความจริง ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง INTV และ TVD โดยภายใน งานมีผู้เข้าร่วมงานมากมายจากหลายสาขาอาชีพ ทั้งสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ตำรวจ เจ้าหน้าที่อาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัย และผู้ที่อุทิศตัวเพื่องานสาธารณะประโยชน์ จากมูลนิธิต่างๆ อย่างคับคั่ง นอกจากนี้ภายในงานยังมีพิธีมอบใบประกาศเกียรติคุณ ยกย่องผู้ที่เสียสละเพื่อส่วนรวม อุทิศตนเพื่อผู้อื่น โดยไม่หวังสิ่งใดๆ ตอบแทน ซึ่งงาน นี้ท่านประธานดร.สมชาย ได้รับ เกียรติเข้ารับรางวัลด้านการอุทิศ ตนเพื่อช่วยเหลือบรรเทาความ เดือดร้อนจากเหตุการณ์มหา อุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 ที่ผ่านมา ซื่งถือว่าเป็นเกียรติ อย่างยิ่ง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรงฉบับที่ 237 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2555

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

ข่าว "คังเซน-เคนโก (Kangzen-Kenko)" ปักหมุดอาเซียน เชื่อมั่นเปิด AEC ปี 2558 เอาอยู่..!!


ทันทีที่รายการ ตลาดวิเคราะห์ ที่ออกอากาศทางสถานี INTV และ TVD ทุก ๆ วันเสาร์ - อาทิตย์ยิงคำถามถึงเรื่องยอดขาย 5,000 ล้านบาทในอาเซียน มีโอกาสไหม...สำหรับ 1- 2 ปีข้างหน้า กับยอดขายค่าย คังเซน - เคนโก หนึ่งในบอร์ดบริหารที่เป็นคีย์แมนคนสำคัญของค่าย คังเซน - เคนโก ...อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน - เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ตอบด้วยความมั่นใจว่า สำหรับผู้ประกอบการเองทุกๆคนก็อยากได้ตัวเลขเยอะๆทุกคนก็อยากได้ยอดขายสูงๆแต่เรามีการประเมินอยู่เสมอว่าด้วยจุดแข็งและจุดอ่อนที่เราต้องมีการพัฒนาอยู่ตลอดเวลาเราจะสะท้อนตัวเลขออกมาได้มากขนาดไหน.. จริงๆผมจะประกาศเป้า 5,000 ล้านบาทหรือ 7,000 ล้านบาทก็ได้หรือจะ 10,000 ล้านบาทก็ได้แต่อันที่จริงแล้วมันไม่ใช่มันเป็นเพียงแค่คำพูดแต่เราจะมีการประเมินตัวเราเองตลอดเวลาว่าด้วยศักยภาพของตัวเราเวลานี้ควรจะโตสักกี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งผมมองตัวเลขค่อนข้างคอนเซอร์เวทีฟจะเป็นการอนุรักษ์นิยมเล็กๆถ้าขายตรงของเราโตได้เฉลี่ยต่อปีปีละ 10 15% หรือโตได้ 20% ก็ถือว่าเราโชคดีซึ่งตัวเลขที่เติบโตทั้งในตลาดอาเซียนและไทยเรากวาดยอดขายรวมกว่า 3,000 ล้านบาท


ที่สำคัญเมื่อปลายปี 2554 ที่ผ่านมา ประเทศไทยเจอสภาวะน้ำท่วมหนัก ย้อนกลับไปดูอุตสาหกรรมทั้งระบบถูกกระทบทั้งหมดคังเซน-เคนโกก็โดนไปทั้งสิ้น 10 กว่าสาขาที่ต้องปิดไปเพราะโดนน้ำท่วมเหมือนกัน แต่ทางเราก็พยายามแจ้งสมาชิกบางคนที่โดนน้ำท่วม ให้ย้ายฐานการทำงานไปยังพื้นที่ที่น้ำยังไม่ท่วม อาทิ คนที่อาศัยอยู่ภาคกลางย้ายไปทำที่ภาคตะวันออก โชคดีที่นักขายเรามีทัศนคติที่เป็นบวก เขาพยายามมองวิกฤติให้เป็นโอกาส เมื่อตรงนี้ทำงานไม่ได้ ก็ไปทำงานที่อื่น ก็เท่ากับสร้างสำนักงานชั่วคราวไปสร้างธุรกิจในที่ที่เกิดใหม่ คือใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ น้ำท่วมที่นี่ ก็ไปทำที่ใหม่ได้ พอน้ำลดก็กลับมาทำที่เดิม
ในจังหวะเดียวกันเพื่อนบ้านหรือทุก ๆ คนได้รับผลกระทบมากหรือน้อย บางคนบ้านหายไปทั้งหลัง รถหายไปทั้งคัน บางคนก็โรงงานปิด แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่หยุด นั่นคือ ค่าใช้จ่ายมันมีอยู่ตลอด ค่าใช้จ่ายไม่ได้หยุดตามจังหวะธุรกิจที่หยุด ก็กลายเป็นว่า นักธุรกิจ คังเซนฯ ได้นำเอาอาชีพเสริมเข้าไปกระตุ้นให้คนเข้ามา แต่ต้องยอมรับว่าทำไม่ได้เต็มที่ เพราะมันยากนิดนึง แค่เปลี่ยนทัศนคติในการทำงานกลายเป็นมุมบวก แม้จะน้ำท่วมจะเป็นภาพลบ แต่ปรับทัศนคติบวกในสายตานักธุรกิจ ก็ถือว่าโอเคแล้ว
ณ วันนั้น ธุรกิจของเราก็ชะงักไป 20% มีดร็อปลงไป สมาชิก ทีมงาน สต๊าฟ เราจำเป็นต้องช่วยสมาชิก มีการระดมสิ่งของช่วยเหลือพี่น้องประชาชนส่วนหนึ่ง อะไรที่ช่วยเหลือได้เราก็ช่วยเหลือกันไป ลงไปช่วยกันทำ ข้าวสาร อาหารแห้ง รวมถึง คังเซนฯ ได้บริจาคผ่านสื่อต่าง ๆ และมีการบริจาคด้วยตัวเอง อาทิ เรือยาง ขนรถสิบล้อ ขนเตาแก๊ส 2,000 ชุด เอาสมาชิกเป็นกระบอกเสียงไปช่วยเหลือตามจุดต่าง ๆ
เมื่อวิกฤติได้ผ่านพ้นไป เกมการเดินตลาดในไตรมาสที่ 1 2 ก็คงไม่ต้องตั้งรับกันแล้ว เพราะเราตั้งรับมานาน 3 เดือนเต็ม ก็โดนกันไปพอสมควร จนกลายเป็นวลีฮิตของทุกพื้นที่น้องน้ำมารึยัง
หลังจากที่เราโดนผลกระทบไป เราก็พยายามทำเท่าที่ทำได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เมื่อเราสำรวจฐาน เห็นได้อย่างหนึ่งว่ากำลังซื้อลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะในโซนภาคกลางซึ่งเป็นฐานใหญ่ของเรา เพราะว่าโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมเรายังรันไม่ได้ 100% การจ้างงานอะไรต่าง ๆ บางทียังไม่เกิดขึ้น 100% ซึ่งมันเป็นฐานผู้บริโภคใหญ่เรียกว่าหดไปพอสมควร เราก็เลยต้องหันไปขยายธุรกิจในพื้นที่อื่นมากขึ้น พอถึงเวลาทุกอย่างเรียบร้อย การรันธุรกิจในอุตสาหกรรมได้ 100% ผมเชื่อว่าสุดท้ายแล้วคนก็ไหลกลับมาทำงาน เพราะนิคมอุตสาหกรรมใหญ่กลับมารันเหมือนเดิม คนก็กลับมาทำงานเช่นเดิม พื้นที่อื่นที่ยังเป็นห่วงอยู่ ก็สามารถกลับมาขยายได้เพิ่มมากขึ้น ยกเว้น ปีนี้น้ำมา กันไม่ได้ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องว่ากันต่อไป
โดยสรุปไตรมาส 1 และ 2 คังเซนฯ ได้ปรับเป็นยุทธศาสตร์เชิงรุก ส่วนไตรมาส 3 ย่างก้าวสู่ฤดูการขาย ก็ต้องหยั่งเข้าไปในพื้นที่ในช่วงฤดูการขาย ถ้าเปรียบกับธุรกิจท่องเที่ยวที่แบ่งฤดูการท่องเที่ยวออกเป็น โลซีซั่น อยู่ 2 ช่วง ช่วงแรกคือ เดือนเมษายน - พฤษภาคม เป็นช่วงจับจ่ายใช้สอยและวันหยุดยาว เป็นวันครอบครัว พอจับจ่ายใช้สอยสู่ช่วงโลซีซั่น 2 นั่นคือ เปิดเทอม ย่างเข้าหน้าฝนหรือช่วงภาวะที่เกิดน้ำท่วม เรื่องธุรกิจก็จะได้รับผลกระทบจากการเดินทาง


รุก-รบด้วยระบบเทรนนิ่ง
จุดเหวี่ยงนักขายสำเร็จเร็ว
เมื่อผ่านพ้นไปแล้ว 6 เดือน ทุกอย่างเริ่มเข้าที่เข้าทาง จึงเตรียมกลยุทธ์ในการบุกตลาด ด้วยการเปิดตัวสินค้าใหม่ หรือเรียกว่า B2C (Business 2 Consumer) คือเราพยายามใช้งบที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะเห็นว่างบประมาณที่เราใช้จะลงไปในส่วนของการจัดอีเว้นท์ การออกบูธ การจัดงานร่วมกับผู้นำในพื้นที่ เพื่อที่จะแนะนำกลุ่มลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมา ซึ่งเป็นการแนะนำอยู่ในตัว เรามั่นใจอยู่ลึก ๆ ว่า ช่วงหลายปีที่ผ่านมา แบรนด์ KK หรือ คังเซน - เคนโก เป็นที่รู้จักอยู่ในตลาดพอสมควร
ฉะนั้น การที่เราไปออกบูธเท่ากับเป็นการตอกย้ำแบรนด์ KK เดิมเคยเห็นโฆษณาผ่านช่อง 3 จากที่เคยเห็นแล้วผ่านไป แต่ไม่เคยรู้ว่าสาขาอยู่ที่ไหน เราจึงมาต่อด้วยกลยุทธ์ B2C ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำได้ง่ายที่สุด ใช้งบประมาณน้อยที่สุด และเข้าถึงผู้บริโภคได้มากที่สุด
เพราะฉะนั้นจะมีการจัดอีเว้นท์ใหญ่ - ย่อย ลงในแต่ละพื้นที่ค่อนข้างเยอะ อย่างวันที่ 1 กรกฎาคม 2555 ที่ผ่านมา ก็เป็นอีกแผนงานหนึ่งจัดขึ้นที่ไบเทค บางนา ถือเป็นอีเว้นท์ไม่ค่อยใหญ่เท่าไหร่ แต่ก็ได้รับความสนับสนุนจากสมาชิกมากันตามสมควร เรามีการเปิดตัวสินค้าใหม่ พร้อมแนะนำระบบในการทำธุรกิจที่มั่นคงและถูกต้องเป็นอย่างไร เรามีการแบ่งห้องเล็ก ๆ 4 ห้อง มีห้องแผนการตลาด ห้องการเปิดตัวสินค้า ห้องในการอบรมปรับเปลี่ยนทัศนคติ เป็นต้น
ผมถึงบอกว่าเราพยายามสร้างเน็ทเวิร์คบิลเดอร์หรือกลุ่มนักธุรกิจใหม่ๆที่เกิดขึ้นในแต่ละช่วงของธุรกิจซึ่งจะสังเกตได้ว่าในแต่ละห้องอบรมจะจำกัดการอบรมห้องละไม่เกิน40นาทีวันหนึ่งก็มีอยู่3รอบคูณจำนวนครั้งต่อวันรันตั้งแต่เช้าจรดเย็นเหตุผลที่เราทำอย่างนี้เพราะเราเห็นว่าในแต่ละรอบถ้ามีการอบรมแล้วคนเยอะเกินไปการเข้าถึงตัวจะน้อยแต่ถ้าคลาสของเราไม่ใหญ่จนเกินไปห้องอบรมไม่แน่นและสามารถใกล้ชิดได้มากกว่ามีการเทสมาก่อนว่าได้ผลก็เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น
ยกตัวอย่างเมื่อก่อนผมอบรมที่พัทยาเป็นฟังก์ชั่นSM (Star Manager)ฟังก์ชั่นครั้งนั้นอบรม400กว่าคนแต่ว่า400กว่าคนมันจบแล้วก็จบบางทีคนอาจเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้างก็ไม่รู้ผมจึงปรับใหม่โดยคัดเกณฑ์ในการฝึกอบรมเหลือ120 150คนปรากฏว่าเราเช็คเรตติ้งมากกว่า60%ที่เข้าใจและเรียนรู้งานได้เร็วขึ้นคือทุกอย่างต้องทำการบ้านอย่างละเอียดยิบอย่างที่บอกคังเซนฯของเรามีจุดแข็งในเรื่องของการขายแต่ว่าการสร้างระบบบิลเดอร์หรือสร้างระบบเน็ทเวิร์คยังไม่ค่อยเข้มแข็งเท่าที่ควร
แต่ในช่วง 2 3 ปีที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่าขายตรงจะทิ้งน้ำหนักไปทางหนึ่งทางใดไม่ได้ ขายตรงจะทิ้งน้ำหนักงานขายอย่างเดียวไม่ได้ จะทิ้งน้ำหนักการสร้างระบบอย่างเดียวก็ไม่ได้ เพราะบางทีการสร้างแต่ฝัน สร้างแต่ละระบบ
ฝัน ๆๆ จนขายอะไรไม่ได้ แต่ว่าถ้าขาย ๆๆ อย่างเดียวไม่มีวันหยุด เพราะฉะนั้นเราต้องเอาทั้ง 2 ระบบนี้มาแมทซ์ด้วยกัน เมื่อมาสร้างระบบที่ถูกต้อง เราก็มีทิศทางที่ดีในการขายสินค้า ตัวสินค้าไม่ดีมันเอื้อให้ทำธุรกิจไม่ได้ แต่ของเราคนบริโภคได้ทุก ๆ เดือน แค่อินพุตระบบก็อปปี้ระบบความสำเร็จลงไป แต่ระบบนี้จะให้เกิดความเข้มแข็งต้องเดินตามสเต็ป 1 2 3 4 เมื่อมามิกซ์การอบรมที่มีอยู่หลาย ๆ คอร์ส ระบบก็จะไปสร้างคนให้เกิดความแข็งแกร่งได้ไม่ยาก
แผนงานการอบรมก็จะก้าวไปพร้อม ๆ กับการจัดอีเว้นท์และการเปิดตัวสินค้าใหม่ อย่างที่ไบเทค บางนา การจัดงานก็พ่วงไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ออร์แกนิค ผลิตภัณฑ์ระดับ 5 ดาว ภายใต้ชื่อออร์แกนนิคนูทริชั่นแอนด์รีจูวีแลคต้องบอกว่า 16 ปีแล้วที่เราเปิดตลาด แต่นำสินค้ามาอัพเกรด มาปรับคุณภาพ เติมสารอาหารลงไป ก็เลยถือโอกาสเปิดตัวสินค้าตัวนี้อีกครั้งหนึ่ง ขณะเดียวกันเรามีสินค้าอีกหลายรายการในเครือออร์แกนิค และกำลังรอนำเข้าอีก 4 5 รายการ รวมแล้วเรามีสินค้ากว่า 20 กว่าตัว แต่ตอนนี้ขออนุญาตนำเข้าแค่ 3 ตัวก่อน
ส่วนสินค้าที่เป็นนางเอก ก็ยังคงเป็นครีมไข่มุกหรือที่เรียกว่าว่า เพิร์ล และยกระดับไปเป็น เพิร์ล ซีรี่ส์ จากเจาะลูกค้าฐานกลางยกระดับไปถึงระดับบน สิ่งหนึ่งที่เราภูมิใจมาก นั่นคือ การจับมือร่วมลงทุนกับซัพพลายเออร์ที่ไต้หวัน ซึ่งโรงงานแห่งนี้จะผลิตสินค้าชุด เพิร์ล ซีรี่ส์ ให้กับเรา ที่ผ่านการขออนุญาตจาก GP Certificate ต่าง ๆ เพื่อส่งไปทั่วโลก จริง ๆ ซัพพลายเออร์เจ้านี้อยู่กับเรามาตั้งแต่เราเปิดบริษัท เดิมทีเขามีอยู่แล้ว 2 โรงงาน แต่ว่าด้วยกำลังผลิตฟูล คาพาซิตี้ (Full Capacity - กำลังการผลิตเต็ม) เพราะเรามีการขยายไลน์สินค้า ซึ่งระยะหลังนี้มีการเติบโตมาก ๆ ซึ่งเราเริ่มส่งออกไปที่ลาว กัมพูชา เวียดนาม รวมถึงไทยมากขึ้น
และถือเป็นการขยายโรงงานผลิตเป็นโรงที่ 3 ซึ่ง 2 โรงแรก เราไม่ได้เริ่มต้น เพราะเขาเริ่มต้นมาก่อน แต่พอเราชวนมาลงทุนในไทยเขาบอกไม่สะดวก (กลัวน้ำท่วม) ก็พยายามชักชวนเพราะจะได้พัฒนาในเรื่องของคุณภาพ และเราต้องการอิมเมจภาพลักษณ์ เพราะว่าธุรกิจขายตรงเราต้องการอิมเมจ หรือว่า ภาพลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่สุดในธุรกิจขายตรง เราต้องสร้างธุรกิจให้เขาสัมผัสได้ เราจึงมีข้อตกลงร่วมกันว่า ถ้าจะสร้างโรงงานโรงที่ 3 ผมขอร่วมลงทุนด้วยส่วนหนึ่ง ก็เท่ากับว่าสินค้าตัวนี้เราเป็นผู้จำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในเมืองไทย ภายใต้ลิขสิทธิ์ของเราเอง
ส่วนในประเทศอื่น ๆ เราไม่ได้ขยายออกไปในรูปแบบแฟรนไชส์หรือรีเทล แต่เราผ่านในรูปแบบของธุรกิจขายตรง เพราะจะต้องไปลิงค์กับระบบ โกรบอล วัน คือ 1 รหัสคุณสามารถทำธุรกิจที่ คังเซนฯ โอเปอเรชั่นอยู่ โดยเราปรับเมื่อปลายปีที่ผ่านมา ว่า หากมีการคำนวณรายได้จะคำนวณมาจากเวียดนาม ลาว กัมพูชา มารวมกัน จุดแข็งของเราคือ เรามีทีมเขียนโปรแกรมซอฟต์แวร์ของเราลิงค์ระบบเวิลด์วาย ระบบเซิร์ฟเวอร์ เมนเฟรมต่าง ๆ เราใช้งบลงทุนไปกว่า 50 ล้านบาท ตอนนี้คาพาซิตี้ลิงค์ได้ทั้ง 5 ประเทศ เราเขียนระบบขึ้นมาเอง เป็นโกรบอลสไตล์ คังเซนฯ เพราะธุรกิจจะเติบโตได้ต้องเน้นการทำงานที่เป็นทีม ไม่ได้เน้นเก่งแค่เพียงคนเดียว
สำหรับโปรเจ็กต์ที่จะเป็นภาพลักษณ์ของ คังเซน เคนโก ในอนาคต ก็คือ เราเตรียมพร้อมที่จะสร้างสำนักงานแห่งที่ 2 เป็นอาคารคังเซน เพลส มูลค่าการลงทุนกว่า 300 ล้านบาท จะประกอบไปด้วยตึก 2 ตึก ตึกแรกก็จะเป็นอาคารห้องประชุมคอนเวนชั่น ฮอลล์จุคนได้ 700 800 คน เป้าหมายเราจะจัดงานใหญ่ที่นั่น ซึ่งจะเป็นห้องประชุมใหญ่ชั้นบน และชั้นล่างจะเป็นห้องประชุมย่อยซอยลงมา ตึกที่ 2 จะเป็นออฟฟิศบิวดิ้ง บริษัทต่าง ๆ ในเครือจะย้ายมาที่นี่ 6 7 บริษัท ซึ่งเราอยากให้เป็น One stop service ในที่เดียวกัน โปรเจ็กต์นี้เราเริ่มต้นดำเนินการแล้ว แต่ด้วยพื้นที่ใช้สอยประมาณ 12,000 ตารางเมตร ทำให้เข้าไปในมาตรากฎหมายตรวจสอบผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็ต้องยื่นขออนุญาตทั้ง กทม. และ EIA ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลา 3 4 เดือน ถ้าหมดหน้าฝนคาดว่าปลายปีนี้ก็น่าจะเริ่มลุยได้
ส่วนในเรื่องของแผนงานโรงแรมที่เคยวางไว้ ตัวผมเป็นคนที่ชอบการบริหารด้านการโรงแรม ชอบเรื่องการบริการ ก็อยากจะมีโรงแรมและรีสอร์ท เป็นของเราเอง ซึ่งในอนาคตผมมั่นใจว่า ธุรกิจของเราจะมั่นคงและเดินหน้า เมื่อธุรกิจเจริญเติบโต สิ่งหนึ่งที่เราต้องพูดคุยอยู่เสมอ ก็คือ การแตกแขนงธุรกิจสู่ธุรกิจอื่นที่สามารถเกื้อหนุนกันได้ ทั้งโรงแรมและรีสอร์ท ซึ่งเราได้จัดซื้อที่ดินอยู่ทั่วประเทศ อีกส่วนหนึ่งที่เราเริ่มต้นไปแล้ว นั่นคือ ธุรกิจในส่วนของการเงิน ที่ดิน และโรงพิมพ์ รวมถึงธุรกิจบริหารจัดการทั่วไป ธุรกิจที่เปิดขึ้นมาใหม่ นั่นคือ ธุรกิจในส่วนของการส่งเสริมความงาม แต่จะไม่นำบริษัทเข้ามหาชน เพราะด้วยข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง และด้วยแคชโฟร หรือ กระแสเงินสดที่เรามีอยู่เพียงพอ
ในเรื่องของการสื่อโฆษณา จริง ๆ เรามีการใช้งบตามสมควร เราใช้งบประมาณได้อย่างสูงสุดทุ่มในเรื่องของบิลบอร์ด ณ จุดต่าง ๆ ที่เรากระจายไปในเวลานี้ เป็นจุดที่มีการสัญจรไปมาผ่านค่อนข้างเยอะ คนที่ขับรถผ่านไป มาแล้วมองเห็น ก็เป็นการรีมายด์แบรนด์เนมของเราได้เหมือนกัน นอกเหนือจากนั้น การโฆษณาผ่านทางสื่อต่าง ๆ หนังสือพิมพ์ก็จะมีอย่างต่อเนื่อง ส่วนสื่อโฆษณาทีวี เรามีการโยกงบไปสนับสนุนการประกวดนางสาวไทย ซึ่งก็ถือว่าเราโชคดีที่ส่งประกวดทั้ง 3 คน ได้ตำแหน่งนางสาวไทยทั้งหมดเลย
ส่วนการใช้สื่อทีวีดาวเทียมผมคิดว่ากลยุทธ์ในแต่ละบริษัทแต่ละองค์กรมีความคิดที่ต่างกันเรื่องของการใช้สื่อก็แล้วแต่ความพร้อมของแต่ละองค์กรเราเชื่อว่ามันก็เป็นผลดีทั้งนั้นขอเพียงแต่ว่าแต่ละองค์กรแมนเนจในการใช้สื่ออย่างไรผมถือว่าโอเคก็เป็นทิศทางเดินในแต่ละบริษัทก็ว่ากันไป


อาเซียนโกยยอดกว่า1,000ล้าน.
ยังเปิดเกมรุกหนัก-ไม่ล่าถอย
ในตลาดอาเซียนเติบโตมากที่สุดก็จะเป็นอินโดนีเซีย ยอดขายปีละ 1,000 ล้านบาท เราติดอันดับ 6 หรือติดอันดับท็อปเท็นในอินโดนีเซีย ซึ่งเราเปิดที่อินโดนีเซีย ก็ต้องบอกว่า เป็นระยะเวลา 10 กว่าปีแล้ว เพราะการที่แบรนด์ไทยไปโตที่ต่างประเทศ ถือว่าเป็นเรื่องยากมาก กว่าที่เราจะไปเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา ไปทำความเข้าใจระบบความรู้พื้นฐาน การยืนบนธุรกิจขายตรงบางทีมันก็ยากพอสมควร อย่างประเทศพม่าเอง ถือว่าเราไปเปิดประเทศมาเป็นเวลา 8 9 ปีแล้ว แต่ยอมรับว่าในพม่าเองเราใช้เวลาร่วม ๆ 5 6 ปี ที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมของเขา เกี่ยวกับเรื่องการทำเน็ทเวิร์คเครือข่าย ฉะนั้น การเข้าไป 2 3 ปีแรก ต้องเรียนรู้ปูพื้นอย่างเดียว ถึงจะสอบผ่าน
ฉะนั้น การเดินยุทธศาสตร์ของเรา จะมุ่งเน้นการสร้างยอดขาย สร้างองค์กรธุรกิจ โดยเฉพาะผู้ที่จะเข้ามาร่วมบิสิเนส พาร์ทเนอร์ เราค่อนข้างจะให้ความสำคัญ คืออยากให้เขาเรียนรู้เพื่อการทำงานอย่างถูกต้องเป็นอย่างไร องค์กรธุรกิจมันถึงจะเจริญเติบโตได้ ฉะนั้น เราต้องให้ความสำคัญในเรื่องการอบรม เราจึงเดินทางอยู่ตลอดเวลา ทัวร์ไปทั้งการจัดงาน หรือจัดอบรมสัมมนาต่าง ๆ เราก็จัดทีมงานจากบริษัทของเราไป และไม่ใช่ทีมโดเมสติก Domestic แต่เป็นทีมอินเตอร์เนชั่นแนลเทรนนิ่ง ยกตัวอย่าง เดือนนี้ไปพม่า ลาว กัมพูชา ก็จำเป็นต้องใช้ทั้ง 2 ภาษา เป็นเซ็นเตอร์กลาง เพราะในประเทศเวียดนาม กัมพูชา ยังคงมีความจำเป็นที่จะต้องใช้ล่ามแปล เพราะโดยพื้นฐานโลคัลที่นั่น จะมีข้อจำกัดเรื่องภาษาพอสมควร แต่ว่าก็ยังไปได้ด้วยดี เพราะว่าเรามีการลองผิด ลองถูกกันมาหลายปีแล้ว
เมื่อเราเคลื่อนสู่ระบบการทำงานให้สมาชิก ก็เท่ากับเติมความเป็นระบบมากยิ่งขึ้น อย่างที่ผ่านมาสมาชิกของเราเขาไม่รู้จักเน็ทเวิร์ค แต่เขามีความเชี่ยวชาญเรื่องซื้อมา ขายไป ต้องบอกว่า พม่าขายเก่งแบบขั้นเทพ เราบอกเสมอว่าขายตรงที่ดี ต้องเกิดการบริโภคซ้ำแล้วซ้ำอีกอย่างต่อเนื่อง เมื่อเขามีพื้นฐานทางธุรกิจมากขึ้น สินค้าตาม พอระบบเดิน ทุกอย่างก็วิ่งได้เลย จึงทำให้ธุรกิจพม่าเริ่มฟื้นตัวขึ้นเรื่อย ๆ แต่ยอดไปยังไม่ถึง 100 ล้านบาท เพราะเพื่อนบ้านอย่างพม่าปิดประเทศมาหลายปี และต้องเรียนรู้เขามากพอสมควร และที่สำคัญรายได้ต่อหัวยังคงต่ำอยู่ ชนชั้นแรงงานรายรับอยู่ระหว่าง 500 2,500 บาท/หัว
เมื่อเทียบกับสินค้าของ คังเซนฯ ที่จำหน่ายในราคา 700 800 บาท/ชิ้น จนไปถึงหลักหมื่น ซึ่งกว่าจะทำความเข้าใจก็ยากเหมือนกัน เพราะวิธีการของเขาวิ่งไปหาคน เมื่อได้คนมาก็ชวนซื้อของ คือเขาได้กำไรจากค้าปลีก ระบบจึงค่อย ๆ ไต่ขึ้นมาเรื่อย ๆ โจทย์คือคนขายเก่ง ทำยังงัยให้เขาเข้าใจเครือข่ายมากขึ้น เมื่อเราจับทางได้ ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องยาก ซึ่งประเทศอื่น ๆ ก็ไม่ต่างกันอย่าง ลาว ที่เป็นประเทศเพื่อนบ้านก็เช่นเดียวกัน ก็ต้องใช้กลยุทธ์เดียวกันในการบริหารงาน
19 ปีที่ คังเซนฯ เติบโตมา เราเติบโตมาจากสินค้าดีมีคุณภาพ แต่เมื่อมองไปที่ฐานนักธุรกิจของเรา ส่วนใหญ่จะถูกปรับจากนักขายมาเป็นนักธุรกิจอิสระกว่า 70% ตอนนี้เราจึงปรับเปลี่ยนนักธุรกิจให้เป็น เน็ทเวิร์ค บิลเดอร์ คือนักขายที่เป็นนักธุรกิจที่มีความเข้าใจระบบ 100% สัดส่วน 30% จะเป็นคนรุ่นใหม่ นิว เจเนอเรชั่น หรือ ยังบลัด เราจึงเติมระบบในการอบรม เทรนนิ่ง ก็อปปี้ และทำอย่างไรให้บุคคลเหล่านี้ประสบความสำเร็จอย่างต่อเนื่องกัน จาก 70 : 30 เราจะเพิ่มเป็น 50 : 50 ให้เท่าเทียมกัน ถ้าเราทำได้ตามคาดหวัง ยอดของเราก็จะไปได้อย่างฉลุยเลยทีเดียว
อัตรา30%ที่ได้ไม่ใช่เฉพาะคนรุ่นใหม่แต่มีสมาชิกที่เป็นรุ่นบุกเบิกของเราด้วยวันนี้ก็ถือว่าไม่น้อยหน้าเพราะขายตรงถ้าอยู่ได้อย่างยั่งยืนมั่นคงถาวรและเจริญเติบโตได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุดต้องนำเอาระบบขายตรงมาเป็นหัวใจสำคัญต้องปรับการทำงานให้เป็นไปตามระบบเชิญผู้มุ่งหวังและผู้ถูกมุ่งหวังเข้าระบบสุดท้ายก็เข้าสู่ฟังก์ชั่นของการอบรมใช้ฟังก์ชั่นการอบรมให้เป็นประโยชน์
ซึ่งภายใต้การจัดงานBest Off the Bestที่ไบเทค บางนา ตามที่กล่าวมาในเบื้องต้น คังเซนฯ ก็เชิญผู้ที่ประสบความสำเร็จในแต่ละประเทศอย่าง พม่า ลาว กัมพูชา เข้ามาร่วมงานดังกล่าวด้วย ซึ่งในเอเชียคาดว่าน่าจะมีฐานสมาชิกกว่า 3,000 คน ก็ไม่ถือว่ามากนัก และวันนี้ต้องบอกว่าเราสยายปีกได้ครอบคลุมหมดแล้ว จริง ๆ เราตั้งใจครอบตลาดอาเซียนครบ 2 ทศวรรษ หรือ 20 ปี แต่ในปีที่ 19 เราทำได้ครบถ้วนตามจุดมุ่งหมาย เป้าหมายต่อไป เราต้องการต่อยอดทางธุรกิจมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
ประเด็นสุดท้ายที่มีการพูดคุยกัน นั่นคือ ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในสายตาบอร์ดบริหาร มองการเติบโตเป็นเช่นไร.. บอสอิทธิศักดิ์วิเคราะห์ทิ้งท้ายว่า
ตัวเลขการเติบโตผมว่าสวยนะเพราะจากที่ผมเข้าไปสัมผัสในอุตสาหกรรมโดยรวมทั้งในประเทศและต่างประเทศการเติบโตในภาพรวมปีนี้น่าจะเห็นเป็นตัวเลข70,000ล้านบาทสำหรับที่เข้าระบบซึ่งอาจจะบวกๆด้วยซ้ำเหตุผลเพราะว่าผมเห็นดิสเพลเยอร์หรือกลุ่มผู้ประกอบการใหม่ๆเข้ามาสู่กลุ่มธุรกิจขายตรงมากขึ้นถ้าตลาดนี้มันตันคงไม่มีผู้ประกอบการรายใดเอาเงินลงทุน10 20ล้านบาทมาลงหรอกครับแสดงว่าทุกคนมองเห็นธุรกิจนี้มีโอกาสโตมหาศาลจึงแห่เข้ามาลงทุนอย่างมากไม่เพียงเฉพาะในโลคัลหรือในประเทศไทยเท่านั้นแต่ยังมีในอาเซียนทางยุโรปและอเมริกาก็ยังไหลเข้ามาสู่ประเทศไทยเพราะว่าตัวเลขการเติบโตในฝั่งยุโรปและอเมริกามีอัตราการเติบโตที่น้อยลงแต่ตัวเลขการเติบโตในเอเชีย-แปซิฟิกกลับเพิ่มขึ้นทุกๆปีนั่นก็หมายความว่าโอกาสทางนี้มีเพิ่มมากขึ้นอย่างแน่นอน
ส่วนการย่างก้าวสู่เวทีอาเซียน จริง ๆ เราพัฒนาตัวเราเองไม่ได้หยุด ถามว่าเราพร้อมไหม คงไม่ถึงขนาดนั้น แต่เราพอสู้ไหว เพราะว่าในอินโดจีนทั้งหมด ผมลงไปศึกษาตลาดและเปิดธุรกิจครอบคลุมมาประมาณ 4 5 ปีแล้ว คิดว่าเราพอมีฐานพอสมควร ก็พอสู้ได้ในเวทีอาเซียน ซึ่งกำลังจะเปิดเสรีทางการค้าในปี 2558เชื่อว่า เอาอยู่..!!


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่324 ประจำวันที่16 - 31 กรกฏาคม 2555