ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สคบ. แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ สคบ. แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ตีแผ่กฎหมายขายตรงเจ้าปัญหา.!! สับสน-มีจุดอ่อน-เปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ







ippatsemina 72 (Mobile)


สมาคมฯ TDNA เดินเกมรุกหนัก แก้กฎหมายขายตรง ตีแผ่ชำแหละทุกจุดอ่อน ประเดิมโฟกัสมาตรา 3 นิยาม ก็สับสน ระบุต้องกำหนดบทบาท 3 ตัวละคร ผู้ประกอบการ ผู้ขาย และผู้บริโภคให้ชัดเจน ขณะที่ "ตลาดแบบตรง" ใครลากเข้ามาในกฎหมายนี้ เพราะไม่สามารถกำกับดูแลได้ ซ้ำยังมีผู้ประกอบการมหาศาลนับหมื่นนับแสนราย ไม่ยอม มาจดทะเบียน ยันต้องแยกออกจาก "ขายตรง"


นายพิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า หลังจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติขายตรงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 เป็นต้นมาถึงวันนี้ก็ 11 ปีแล้ว แต่กฎหมายฉบับดังกล่าว ไม่สามารถกำกับดูแลการเปลี่ยนแปลงธุรกิจขายตรงที่มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ และยังเป็นปัญหาในการบังคับอยู่ใน ปัจจุบัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้มาจากคนที่อยู่ในวงการธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องเลย คือ ไม่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายขายตรงฉบับนี้ขึ้นมา ทำให้ ปัจจุบันได้เกิดปัญหาในธุรกิจขายตรงอย่างมากมาย


ในต่างประเทศเคยมีกฎหมายขายตรง แล้วเราก็พยายาม จะเอามาใช้เป็นแบบอย่าง มีการนำมาประยุกต์ใช้กัน แต่ด้วย เวลาที่ผ่านมานานทำให้กฎหมายขายตรงฉบับนี้ ควรจะมีการ ปรับให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่ปล่อยเอาไว้แบบนี้ ถ้าไปลองศึกษารายละเอียดดู จะเห็นได้ว่า มีจุดอ่อนที่เป็นช่องโหว่ให้นักธุรกิจบางกลุ่ม ใช้ประโยชน์และสร้างปัญหาขึ้นมาได้


"โดยเฉพาะในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ฉบับนี้คำว่า..ขายตรง หมายความว่า การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระโดยผ่านตัวแทนขายตรง หรือผู้จำหน่ายอิสระ ชั้นเดียวหรือหลายชั้น แต่ไม่รวมถึงนิติกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"


จะสังเกตเห็นว่าพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่หยิบยก มานี้ มีความเข้าใจยากมาก หากไม่ใช่นักกฎหมายโดยตรง อ่านแล้วก็จะสับสน ไม่รู้ว่า ครอบคลุมส่วนไหนกันแน่ ซึ่งความจริงหลักๆ ของธุรกิจขายตรง จะมี 3 ตัวละคร คือ ผู้ประกอบการ ผู้จำหน่ายอิสระ หรือผู้ขาย และผู้บริโภค ซึ่งในความเป็นจริงมีบริษัทขาย ตรงจำนวนมากที่ไม่ได้เน้นขายให้ผู้บริโภค อาจจะขายให้บ้างแต่ส่วนน้อย ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการขายให้สมาชิกที่ไม่ตรงกับนิยามข้อนี้ ทุกวันนี้ใครจะเป็นขายตรง มีแผนการจ่าย แต่ขายให้สมาชิกเท่านั้น ก็ไม่เข้าข่ายเป็นขายตรงไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งถ้าไม่จดทะเบียนก็จะอยู่นอกการกำกับดูแล เกิดปัญหาก็ตรวจสอบยาก จึงต้องแก้ในส่วนนี้


ขณะที่ "ตลาดแบบตรง" มีนิยามว่า การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลเพื่อเสนอขายสินค้า หรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภคซึ่งอยู่ห่าง โดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้น


จากนิยามดังกล่าว ก็มีความเข้าใจยากเช่นเดียวกัน และทุกวันนี้ "ตลาดแบบตรง" ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการขายของผ่านสื่อทุกรูปแบบทั้งสื่อทีวี, วิทยุ, นสพ., โมบาย และอินเตอร์เน็ต แปลความหมายตลาดแบบตรงก็คือ การขายผ่านสื่อ ไม่ผ่านคนขาย ผู้ขายคือผู้ประกอบการกับผู้ซื้อไม่เจอกัน แต่รับรู้ผ่านสื่อ สั่งซื้อผ่านการสื่อสารรับสินค้าจ่ายเงินกับผู้ส่งของ หรือผ่านบัตรเครดิต


ปัญหาหลักก็คือ การตลาดแบบตรง มีผู้ประกอบการมหาศาลนับหมื่นราย รวมทั้งตัวบุคคลที่โพสต์ขายผ่านโซเชียล กฎหมาย/สคบ. จะกำกับดูแลยังไง ซึ่งผู้ประกอบการนับหมื่นราย มีแค่หลักร้อยราย ที่มาจดทะเบียนกับ สคบ. ตามกฎหมายฉบับ นี้ ซึ่งที่มาจดตลาดแบบตรงส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทขายตรงที่จดเอาไว้ 2 แบบ เพื่อการขายที่กว้างขึ้น แต่ผู้ประกอบการอื่นๆ ไม่ยอมมาจดทะเบียน การกำกับดูแลธุรกิจนี้ จึงยังทำไม่ได้ และเป็นปัญหามาจนทุกวันนี้


สิ่งที่น่าคิดก็คือใครเป็นคนป้อนข้อมูล เหล่านี้เข้ามาตอนเป็นร่างกฎหมาย ตอนให้ ข้อมูลในสภา ทั้งเรื่องนิยามตามมาตรา 3 หรือการยกเอา "ตลาดแบบตรง" เข้ามาบรรจุได้ในกฎหมายขายตรง และเป็นปัญหา อยู่ทุกวันนี้ ไม่รวมว่ามีเรื่องการบังคับซื้อที่แอบแฝงในแผนการจ่ายผลตอบแทน การไม่มีหมวดที่ว่าด้วยผู้จำหน่ายอิสระ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญที่ควรมีไว้ในกฎหมาย แยกไว้เป็นหมวดที่ว่าด้วยนักขายหรือนักธุรกิจอิสระ


"กฎหมายขายตรงยังมีส่วนที่เป็นปัญหาอีกเยอะที่ควรจะต้องรื้อ และแก้ไขให้ ทุกส่วนได้ประโยชน์ ไม่ใช่ให้คนบางพวกได้ประโยชน์ แล้วทิ้งปัญหาให้คนอื่น" พิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย


ด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA เปิดเผยว่า ปัญหาในเบื้องต้น คือกฎหมายฉบับนี้มีความล้าสมัย ทำให้ไปเอื้อ ประโยชน์กับคนที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้วแค่บางกลุ่มเท่านั้น และหลายๆ มาตราเป็นแบบนี้หมด ซึ่งทุกวันนี้ ทาง สคบ. ก็ได้พยายามจัดการเกี่ยวกับกฎหมายขายตรงพอสมควร เนื่องจากในตัวกฎหมายไม่มีความชัดเจน และยิ่งเอา "ขายตรง" มาผสมผสานกับ "ตลาดแบบตรง" เข้าไปทำให้แยกกันไม่ออก จึงมีหลายบริษัทและหลายคนในวงการขายตรงต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนแยกออกจากกัน


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า บริษัทที่ไปจดทะเบียนที่กรมธุรกิจการค้ามีเป็นแสนบริษัท และส่วนหนึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับขายตรง แต่เวลาที่มีการเปิดเผยข้อมูลกันออกมา จะมีบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง ทั้งๆ ที่บริษัทขายตรง ที่มีอยู่จำนวนมากนี้ก็สร้างมูลค่าการตลาด สร้างงานและทำให้เศรษฐกิจของชาติเจริญ รุ่งเรืองด้วย


นอกจากนี้ ตามที่ทาง สคบ.ได้ออกกฎข้อบังคับให้บริษัทขายตรงต้องไปรายงานตัวกับ สคบ. ในทุกๆ ครึ่งปี เพื่อเป็นการรับรองว่า ยังดำเนินธุรกิจอยู่ ซึ่งปัจจุบัน มีอีกหลายบริษัทไม่ได้รายงานในส่วนนี้ โดย หากมองลึกๆ เข้าไป จะเห็นว่า บริษัทที่ไม่ได้มาขึ้นทะเบียนหรือรายงานการทำธุรกิจ เวลาทำผิดกฎหมาย ก็ต้องไปฟ้องร้องกันทำให้เสียเวลานาน ทำให้ สคบ.เข้าไปเพิกถอนไม่ได้ เพราะกฎหมายขายตรงไม่ได้ครอบคลุมให้อำนาจ สคบ. ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีจนถึงที่สุดก่อน จึงจะเข้าไปจัดการเพิกถอนลงโทษบริษัทที่กระทำผิดได้


"จึงเป็นเหตุผลให้บริษัทขายตรงบางส่วนไม่มาขึ้นทะเบียน จากที่กฎหมายขายตรงยังไม่ควบคุมดีพอ มีช่องโหว่ให้บริษัทต่างๆ หาผลประโยชน์ได้ง่ายและก่อนหน้านี้ ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายขายตรงที่เพิ่งทำกันไป แต่ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข เพราะยังไม่มีใครที่เกี่ยวข้องมองว่าเป็นเรื่อง สำคัญที่ต้องแก้ หรือมองได้อีกมุม หากแก้ไข แล้ว อาจมีบางกลุ่มที่ต้องเสียผลประโยชน์ ทำให้ทาง สคบ.จึงต้องเร่งแก้ไขกฎหมายเสนอเข้าสภาใหม่อีกรอบ" นายกสมาคมฯ TDNA กล่าว












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันศุกร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2556

แชร์ลูกโซ่โผลกลางห้างอิมฯ







Image (Mobile)


ตามคำบอกเล่าของคนในวงการขายตรง และน้องๆ นักข่าวที่อยู่ในวงการนี้มานาน ถึงเรื่องของบริษัทขายตรง บริษัทหนึ่ง มีทำการตลาด โดยขยายตลาดในลักษณะ "มันนี่เกม" หรือที่เขาเรียกว่า "แชร์ลูกโซ่"


เล่นเกมปั่นเงิน ระดมเงิน ระดมทุน โดยให้คำมั่นสัญญาผู้ร่วมลงทุน หรือลงเงินตามเลทที่บริษัทตั้งไว้ แล้วจ่ายผลประโยชน์ตอบแทนกลับทุกๆ วัน ซึ่งผู้ลงทุนจะได้เงินกำไรกลับคืน สอง สาม เท่าตัว จากเม็ดเงินที่ลงทุนไว้


เมื่อได้รับเรื่องราวประมาณนี้ ผู้เขียนก็เลยเกริ่นการเขียนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ฉบับที่แล้ว รอไว้สืบข้อมูลเชิงลึกอีกระดับหนึ่ง แล้วค่อยมาว่าต่อกันฉบับนี้


เท่าที่ทราบ บริษัทที่ว่า ที่วงการนี้ร่ำลือกันว่า เป็นบริษัท "มั่นนี่เกม" 100% ตั้งอยู่บนชั้น 4 ของห้างอิมพีเรียล เวิค์ล ลาดพร้าว


เป็นบริษัทที่กล้าท้าทายอำนาจรัฐมากที่สุดขณะนี้บริษัทแห่งนี้ มีเพื่อนผู้เขียนรายหนึ่งเคยเข้าไปรับงาน ทำแบรนด์สินค้าให้ ช่วงนั้นเป็นช่วงเมื่อประมาณปีที่ผ่านมา และยังเป็นสมัยที่บริษัทแห่งนี้ ยังคงเป็นบริษัทขายตรง ที่มีแนวทางการตลาดเป็นแบบขายตรงที่ถูกต้อง


แต่เมื่อไม่กี่เดือนให้หลัง หลังจากที่เพื่อนผู้เขียน เสร็จสิ้นภารกิจสร้างแบรนด์สินค้าให้ และถอยตัวออกมา บริษัทดังกล่าวก็แปลงสถานะ จากการเป็นบริษัทขายตรง มาเป็นแนวบริษัท "ปั่นเงิน" หรือที่เขาเรียกว่า เป็นลักษณะระดมเงิน ระดมทุน (มันนี่เกม)


มีการปรับเปลี่ยนแนวการจ่ายผลตอบแทน แบบรายวัน เป็นลักษณะการการันตีรายได้ต่อวันเป็นผลบตอบแทน โดยตั้งหน่วยการลงทุนตั้งแต่ ระดับ สองพัน บาทไปจนถึง ตัวเลขระดับหลักสิบล้าน


ยิ่งลงเงินมากๆ ยิ่งได้ผลกำไรตอบแทนกลับมามาก สืบทราบมาว่า ในเบื้องต้น ผู้ลงทุนจะได้เงินคืนกลับทุกวัน เป็นเวลา 45 วัน ติดต่อกัน แต่หากลงทุนน้อยๆ แค่หลักพัน การจ่ายเงินปันผลระยะเวลาต่อวันของการการันตีรายได้ก็จะสั้นลง


บริษัทแห่งนี้ อนุมาน ไปว่า นี่คือ "โครงการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับรหัสสมาชิก"


ผู้เขียนขอยกตัวอย่าง หน่วยการลงทุน "ขุดบ่อล่อปลา" ดึงดูดแมงเม่าเข้ามาติดกับ อาทิ หากใครลงทุนประมาณ 7.8 ล้านบาท จะคิดจำนวนต่อหน่วยได้ประมาณ 156,000 หน่วย ระดับนี้จะได้รับผลตอบแทนกลับทุกวัน(การันตีรายได้ต่อวัน) เป็นระยะเวลา 45 วัน


การการันตีรายได้จะตกวันละ 5 บาทต่อหน่วย ฉะนั้น ถ้าเป็น ตัวเลข 156,000 หน่วย จากการลงทุนประมาณ 7.8 ล้านบาท ก็จะได้รับเงินปันผล หรือเงินการันตีรายได้ประมาณ 780,000 บาท ต่อวัน เป็นเวลา 45 วัน


โอ้! พระเจ้าจอร์ท ในระยะเวลา 45 วัน ถ้าตัวเลขไม่ผิดเพี้ยนตามทมี่ผู้เขียนได้ยินมาผู้ลงทุนในระดับนี้จะได้รับเงินการันตีรายได้คืนกลับตลอด 45 วันเป็นเงินไม่ต่ำกว่า 35 ล้านบาท


ตัวเลขนี้ ผู้เขียนประมาณการว่าคือตัวเลขหลอกลวงชาวบ้าน เมื่อถึงระยะเวลาหนึ่งจะไม่สามารถนำมาจ่ายให้กับผู้ลงทุนได้


เอาแค่ลงทุน ประมาณ แสนเดียว จะได้รับเงินกลับคืนหลักหมื่นทุกวัน เป็นระยะเวลา 45 วันแล้ว


โดยภูมิภาคที่กระแสแรงที่สุด ได้ข่าวว่า เป็นพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัด ที่วันๆ คนขนเงินมาลงทุนกันมากมาย บางรายก็ยอมกู้หนี้ ยืมสินเขามา เพียงเพราะเห็นว่ารายได้งาม


ผู้เขียนฟันธง!!! เลยว่า ระยะยาวไม่มีทางที่จะจ่ายได้ สุดท้ายก็เข้าอีหร็อบเดิม คือ ระดมได้ก้อนใหญ่แล้วเผ่น


เท่าที่รับฟังมา บริษัทแห่งนี้ไม่ธรรมดา นอกจากจะปรับเปลี่ยนแผนเป็นลักษณะ "มันนี่เกม" แล้ว ยังมีการจัดโปรโมชั่นแรงๆ แจกหนักๆ ให้กับผู้ลงทุนสูงๆ จากแจกทอง ไปจนถึงแจกรถคันละนับสิบล้าน


ที่สำคัญ ผู้ลงทุนส่วนมาก เป็นการลงทุนที่ไม่ได้เกิดจากการซื้อขายสินค้าโดยธรรมชาติ บางรายลงทุนแล้วไม่มีสินค้าให้เป็นส่วนใหญ่


ผู้เขียนรับข้อมูลจากสมาชิกรายหนึ่งของบริษัทนี้ ซึ่งปัจจุบันเริ่มไม่มั่นใจในรูปแบบการทำธุรกิจของบริษัทที่ว่านี้แล้ว


เธอบอกว่า จริงๆ บริษัทนี้ สคบ.ก็ยังไม่ถูกต้อง หนำซ้ำ!!! ไม่เคยส่งภาษีให้สรรพากรเลยแม้แต่สลึงเดียว ส่วนพนักงานก็ไม่เคยส่งประกันสังคมเลยแม้แต่น้อย


และทราบมาว่า ก่อนหน้าบริษัทแห่งนี้เปลี่ยนชื่อมาแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ครั้ง


ที่สำคัญ ค้างจ่ายค่าโฆษณาหนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือแม้แต่ค่าสินค้ากับโรงงานอีกบานตะกียง กะจะไม่จ่ายเอาดื้อๆ งั้น


น่าเสียดายแทนเพื่อนจริงๆ ที่เคยเข้าไปช่วยเหลือบริษัทนี้ไว้มาก ตอนที่ยังทำธุรกิจตามกรอบของกฎหมาย


สคบ. กองปราบ หรือ DSI เขากล้าถึงขนาดนี้ น่าจะจัดหนักหน่อยนะครับ





Credit By :http://www.ryt9.com/

วันศุกร์ที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2556

สคบ. ปูพรมแก้ ก.ม. ขายตรงไทย ผุดรหัส GS1 หวังจัดระเบียบสินค้า







934667_544129798971786_1677995795_n (Mobile)


สมาคม TDNA ฟิตจัด ตบเท้าพบเลขา สคบ. ยื่นหนังสือเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรง ไทย ที่ยืดเยื้อมานาน เลขา สคบ. รับเห็นด้วย กับการเสนอแยกหน่วยงานขายตรงเป็น เอกเทศ พร้อมเดินหน้าจัดระเบียบขายตรง ไทยอย่างเป็นระบบ เล็งเชิญ 4 สมาคม ขายตรงไทยหาทางออกร่วมกัน ระบุ วาระ สำคัญของการพบ เพื่อถามสารทุกข์ แนวทาง การรับมือตลาดอาเซียน และการจัดตั้งรหัส สินค้า GS1 ที่ปัจจุบันมีการใช้กันทั่วโลก ส่วนการแก้ไขกฎหมายเตรียมเดินสาย เพื่อถกปัญหากับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในวงกว้าง


ภายหลังการจัดตั้งสมาคมธุรกิจ เครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA ที่ นำโดย นิโรธ เจริญประกอบ ซึ่งเป็น นายกสมาคมฯ ไปเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา สมาคมดังกล่าวก็ได้ ผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง ปี 2545 ที่ใช้กันมานานกว่า 10 ปี ซึ่ง ความคืบหน้าล่าสุด นายกสมาคม TDNA ได้เข้าพบ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคหรือ สคบ. เพื่อพูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในการ เดินหน้าเพื่อแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สำหรับประเด็นหลักที่สมาคม TDNA เสนอให้มีการ แก้ไขกฎหมาย คือ 1.การเสนอให้จัดตั้งหน่วยงานโดยมีฐานะ เทียบเท่ากรม มีลักษณะคล้ายกับสำนักงานคณะกรรมการ กำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย หรือ คปภ. 2.เสนอให้เพิ่มนิยามคำว่าขายตรงให้ครอบคลุมธุรกิจ เครือข่าย 3.การเสนอให้จัดตั้งกองทุนขายตรง โดยมี คณะกรรมการบริหารกองทุน หากเกิดปัญหากับผู้บริโภค จะได้นำเงินดังกล่าวมาเยียวยาความเสียหายได้ รวมถึง ประเด็นการขึ้นทะเบียนผู้จำหน่ายอิสระ เป็นต้น


ล่าสุด จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. กล่าวในที่ประชุม สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เกี่ยวกับประเด็น การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยว่า สคบ. จะมีการพบปะ พูดคุยกับผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หน่วยงานภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อหาทางออกสำหรับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยร่วมกัน


สิ่งที่ สคบ. ต้องทำคือ การตรวจสอบอีกครั้งว่า กฎหมายขายตรงไทย ที่จะแก้ไขอย่างเร่งด่วนมีข้อใดบ้าง หลังจากนั้นจะมีต้องพิจารณาอีกว่าการแก้ไขกฎหมายนั้น ควรจะใช้ระยะเวลานานเท่าใด เพราะการแก้ไขกฎหมายนั้น ต้องใช้เวลาหลายปี อีกทั้งยังต้องทำประชาพิจารณ์ไปยัง วงกว้างกับประเด็นการจัดตั้งหน่วยงานขายตรงให้เป็น เหมือนหน่วยงาน คปภ. นั้น จะสามารถทำได้หรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้ สคบ. จะเข้าพบอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวอีกด้วย เพื่อเป็นการรับฟังความ ความคิดเห็นจากทุกๆ ฝ่ายในวงกว้าง


จิรชัย กล่าวต่อว่า เร็วๆ นี้ สคบ. จะเป็นเจ้าภาพ ในการเชิญ 4 สมาคมขายตรงไทยเข้าพบปะพูดคุยเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งให้กับธุรกิจ โดยสาระสำคัญของการพบปะ จะเป็นการซักถามปัญหา หรือข้อเสนอแนะในการทำธุรกิจ รวมถึงการขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการในการเตรียม แผนรับมือกับการเปิดตลาดอาเซียนในปี 2558 และการ พูดคุยกับผู้ประกอบการเรื่องการทำรหัสสินค้า GS1 ซึ่งเป็น รหัสสากล ที่มีการใช้กันทั่วโลกในปัจจุบัน


นอกจากประเด็นการแก้ไขกฎหมายขายตรงไทยแล้ว สคบ. ยังเดินหน้าผลักดันการจัดระเบียบธุรกิจขายตรงไทย ซึ่งเป็นไปตามนโยบาย หลังเข้ารับตำแหน่งเลขา สคบ. เมื่อ ปีที่ผ่านมา ที่ต้องการจัดระเบียบข้อมูลสินค้า หรือที่เรียกว่า มาตรฐานรหัสสากล GS1 ซึ่งเป็นรหัสสินค้าสากล 13 หลัก และการจัดระเบียบผู้ประกอบการ ที่ก่อนหน้านี้ สคบ. ได้มี การแยกประเภทบัญชีของผู้ประกอบการขายตรงจำนวน 353 บริษัท ให้เป็นบัญชี ก. ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ยังดำเนิน ธุรกิจอยู่ในปัจจุบัน และบัญชี ข. คือ ผู้ประกอบการที่ จดทะเบียนกับ สคบ. แต่ไม่มีการรายงายความเคลื่อนไหวใน การทำธุรกิจให้ สคบ. รับทราบแต่อย่างใด รวมถึงการจัด ระเบียบด้านการโฆษณาสินค้า หากเกิดความเสียหายจาก การโฆษณา จากนี้ไป ผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบร่วมกัน


เดิม สคบ. ตั้งเป้าจะจัดทำฐานข้อมูลสินค้าของ แต่ละบริษัท ต่อมาได้มีการประชุมที่บาหลี ประเทศอินโด- นีเซีย เกี่ยวกับการเปิดตลาดอาเซียน และจากการประชุม ร่วมกัน ผู้นำบาหลีได้จุดประกายเรื่องการจัดทำรหัสสากล เพราะตอนนี้ทั่วโลกก็ใช้กันอยู่แล้ว และจากนี้ไปก็มีจะมีการ ซักซ้อมความเข้าใจกับบริษัททั้งหมด ส่วนโลโก้ สคบ. ที่จะ มอบให้ผู้ประกอบการ ก็จะมีการทำต่อไปเพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 2558 อันนี้ก็เพื่อเป็นการสร้าง ความมั่นใจให้กับผู้บริโภค เบื้องต้นการจัดทำรหัสสากล GS1 จะเป็นความสมัครใจของผู้ประกอบการ โดย สคบ. จะไม่บังคับ แต่จะมีการพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว อีกครั้ง และต่อจากนี้ไป สคบ. ก็จะมีการเตรียมแผนการจัด ทำฐานข้อมูลการจ่ายผลตอบแทนต่อไป


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพบปะพูดคุยระหว่าง สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย กับ สคบ. เป็นไปด้วยดี ซึ่งการร่างเพื่อแก้กฎหมายขายตรงไทยฉบับปี 2545 นั้น จะมีความชัดเจนอีกครั้งประมาณปลายปี 2556 เนื่องจาก สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทยต้องรอผลงานวิจัยภาพ รวมอุตสาหกรรมขายตรงไทย จาก อ.ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ในเดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ เพื่อนำ มาประกอบเป็นข้อมูลในวงกว้างเกี่ยวกับธุรกิจขายตรง ไทย ก่อนที่จะมีการพูดคุยและเสนอให้รัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรีรับทราบต่อไป





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 228 ประจำวันที่ 1-15 สิงหาคม 2556


วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

สงคราม MLM ครึ่งปีแรก "รัฐ-เอกชน-สมาคม" สลับกันเด่น พาวงการร้อน!!







mlm-online-school-120711-1 (Mobile)


จับประเด็น 6 เดือนแรกปี 56 ภาครัฐอย่าง "สคบ." ได้ผลงานนโยบายรณรงค์ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่านฉลุย 29 บริษัทขายตรงผ่านสเป็ก รับมอบเรียบร้อย ด้านเอกชน "นีโอ ไลฟ์" จัดงานใหญ่ต่อเนื่อง พร้อมสานต่อ "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" เด็กมัธยมร่วมประกวดร้อง เต้น ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท "นู สกิน" เปิดตัวโฆษณาฟรีทีวีตัวแรก นับตั้งแต่ตั้งสาขาไทย "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหักจากคู่รัก เปลี่ยนเป็นคู่แค้น ฝั่งสมาคมขายตรงกลายเป็น 4 ก๊ก หลัง TDNA เปิดตัวหนุนรัฐแก้กฎหมาย ตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ ด้าน TDSA ชิงหาแนวร่วมตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ตัดหน้า TSDA

สคบ. ยิ้มร่า 29 บ. น้อมรับ "ตราสัญลักษณ์"


"สำนักงานคณะกรรมการเลขาธิการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" ดูจะอิ่มเอิบเป็นที่สุด ภายใต้การบริหารของ "จิรชัย มูลทองโร่ย" เลขาธิการคนปัจจุบัน จากนโยบายข้ามปีของหน่วยงาน รัฐนามนี้ว่าที่เรื่องการรณรงค์ให้ 26 ธุรกิจ เข้ามาขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." เพื่อการันตีคุณภาพของบริษัทนั้น ด้วยเหตุผลที่ว่าต้องการยกระดับวงการธุรกิจทั้ง 26 วงการ


โดยนโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นเมื่อประมาณกลางปี 55 ช่วงรอยต่อของการเปลี่ยนแปลงตัวเลขาธิการ สคบ. จาก "นิโรธ เจริญประกอบ" ที่เกษียณตัวเองก่อนวัย มาเป็น "จิรชัย" ที่ได้รับการคัดเลือกให้เข้ามากุมอำนาจของ สคบ.แทน ซึ่งหลังจากที่ได้เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ เรียบร้อย นโยบาย "ตรา สคบ." กลายเป็นนโยบายหลักของหน่วยงาน ซึ่งต้องทำให้เกิดผลที่เป็นรูปธรรม โดยธุรกิจขายตรงเป็น 1 ใน 26 ธุรกิจที่ต้อง เข้าขอรับตราดังกล่าว


เรื่องนี้ยืดเยื้อกินเวลานานหลายเดือน ในการหาข้อสรุปว่ากฎกติกาของการขอรับ จะต้องมีอะไร อย่างไร โดยเฉพาะเรื่องของ การทำประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเป็นทุน ในการเยียวยาผู้บริโภค หากเกิดเหตุที่ผู้บริโภค ได้รับความเสียหายจากการใช้สินค้า ซึ่งผู้ประกอบการของหลายบริษัทเห็นพ้องว่า เบี้ยประกันนั้นแพง อีกทั้งการจะทำประกันก็เป็นเรื่องเกินความจำเป็น สุดท้ายจากการ พูดคุยเสนอแนะหลายครั้ง ก็สรุปว่าบริษัท ส่วนใหญ่ยินยอมตามเงื่อนไขที่ สคบ.เปิดให้ธนาคารเข้ามาบริการตั้งกองทุนรับประกัน แทน และราคาของการตั้งกองทุนเยียวยาก็ถูกกว่า จนวันที่ 30 เม.ย. กลายเป็นวันดีของ สคบ.ที่ธุรกิจขายตรง 29 บริษัทได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าว


ค่ายใหญ่รุกลูกค้ากลุ่มใหม่/ "มิ้ลค์กี้ เวย์" แตกหัก


หากจะว่าไปช่วงครึ่งปีแรกถือเป็น ช่วง Low Season ของวงการขายตรงก็ว่า ได้ จากการบอกเล่าของเหล่ากูรูผู้คลุกคลีกับ ขายตรง รวมทั้งบรรดาผู้ประกอบการระดับ หัวแถว ต่างก็ให้ความเห็นที่ไม่ต่างกันว่า ช่วงครึ่งปีแรกยอดขายจะไม่ดีเท่าช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งในช่วง 2 ไตรมาสสุดท้ายของแต่ละ ปี จัดว่าเป็นช่วงโกยเงินที่บริษัทขายตรงจะ วัดกึ๋น วัดคม แชร์ตลาดกันอย่างเผ็ดร้อน


แต่ถึงกระนั้น หลายบริษัทก็อาศัยช่วง เวลานี้ในการโหมตลาด โดยไม่ทิ้งเวลาให้ผ่านไปอย่างไร้ประโยชน์ เริ่มตั้งแต่บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การกุมบังเหียนของ "ดร.นพรุจ เวชกุล" และ "ดร.รัชนี มหานิยม" ที่ยังคงโหมกิจกรรมในทุกสัปดาห์ ที่จะมีการอบรมประชุมสร้างนักธุรกิจมืออาชีพอย่างต่อเนื่อง ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด นอกจากนี้ ในทุกเดือนก็ยังมีในเรื่องของการมอบเข็มเกียรติยศให้กับนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ อย่างต่อเนื่อง จนได้ชื่อว่าเป็นบริษัทที่มีผู้ประสบความสำเร็จมากที่สุดของเมืองไทย


นอกจากนี้ "นีโอ ไลฟ์" ยังได้จัดประกวด "นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 2" ภายใต้ โครงการประกวดร้องเพลง และลีลาประกอบเพลงระดับมัธยมศึกษาทั่วประเทศ ชิงถ้วยเกียรติยศพร้อมเงินสนับสนุน ครั้งที่ 1 ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นกิจกรรมการที่บริษัทจัดเพื่อสมาชิกได้ร่วมความบันเทิง ทั้งยังอาจส่งผลให้มีการ เดินเข้ามาของนักธุรกิจเลือดใหม่


ไม่เพียงแต่ "นีโอ ไลฟ์" ที่ขยับตัว อย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ก็ออกตัวในปีนี้ได้แรงไม่แพ้กัน โดยบริษัทได้ทำหนังโฆษณา 30 วินาที ผ่านสื่อฟรีทีวี เพื่อเป็นการสร้างแบรนด์ให้กับบริษัท โดยเนื้อหาจะเน้นไปที่สินค้ากลุ่มชะลอริ้วรอย ซึ่งเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ผ่านงบประมาณที่บริษัทตั้งไว้คือ 20 ล้านบาท


จากข่าวดีมาถึงข่าวที่ไม่ค่อยดีบ้าง ในช่วงครึ่งปีแรกของปี บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด แตกหักกลายเป็น 2 จากการหย่าร้างกับภรรยาของ "สุมิตร วชโรดมทรัพย์" จนต้องมาตั้งบริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ไทยแลนด์) จำกัด และต้องเปลี่ยนสถานะจากคู่รัก กลายเป็นคู่ที่ต้องห้ำหั่นทางธุรกิจแทน


TDNA เปิดตัวดันแก้ ก.ม./TDSA เร่งตั้งสมาพันธ์ฯ


อีกประเด็นร้อนประจำครึ่งปีแรก คือ การเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการของ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" โดยในงานแถลงข่าวเปิดตัว ก็สร้างความฮือฮาด้วยการตั้งม็อบเรียกร้องให้ภาครัฐยกระดับวงการขายตรง โดยเน้นประเด็นหลักไปที่เรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรงในหลายประเด็น รวมถึงผลักดันให้มีการ ตั้งหน่วยงานที่จะเข้ามากำกับดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะ ไม่ใช่เพียงเป็นแผนกหนึ่งใน สคบ.ที่มีคนดูแลเพียง 6 คน อย่างปัจจุบัน


การเดินหน้าผลักดันนโยบายของ TDNA มาควบคู่กับการว่าจ้างให้ "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในชนิดทุกมิติ เพื่อนำมาเป็นข้อมูลในการรณรงค์การแก้ไขกฎหมายขายตรง รวมถึงไว้ใช้ประโยชน์ในอนาคตต่อไป


ในส่วนของความเคลื่อนไหวของสมาคม ขายตรงที่มีอยู่ 4 สมาคมในปัจจุบัน ดูจะมีเพียง TDNA และ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" เท่านั้นที่ขยับตัวเป็นประเด็นในช่วงนี้ โดยฝั่ง TDSA ก็เตรียมเดินหน้าตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของ AEC ซึ่งจะเป็นการ รวมสมาคมขายตรงของประเทศต่างๆ ในอาเซียน แต่ทุกสมาคมต้องอยู่ภายใต้ "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)" โดยในการผลักดันตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ดูจะไปทับเส้นกับ "สมาคมพัฒนา การขายตรงไทย (TSDA)" ที่ต้องการตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนเช่นกัน


ทั้งนี้ จากประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีแรกในปี 56 วงการขายตรงยังแสดงให้เห็นถึงการแข่งขันของธุรกิจที่ร้อนระอุไม่เว้นช่วง ทำให้ตีความได้ชัดเจนว่า ธุรกิจขายตรงนี้ได้รับความนิยมมากมายเพียงใด






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

4 ทาง "4 สมาคม"







44 (Mobile)


เป็นที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่า ปัจจุบันวงการขายตรงไทยมีทั้งหมด 4 สมาคม ซึ่งเกิดจากการรวมตัวของบริษัทขายตรงที่มีความคิดเห็นคล้อยตามกัน 4 กลุ่ม ได้แก่ "สมาคมการขายตรงไทย (TDSA)" "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA)" "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย (TSDA)" และ "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)"


การเกิดขึ้นของสมาคมที่หลายฝ่ายมองว่า วงการขายตรงไทย มีมากมายหลายสมาคมเกินไปหรือไม่ ทั้งๆ ที่หลายวงการ ธุรกิจก็มีการรวมตัวของหลายกลุ่มไม่ต่างจากวงการขายตรงไทย จากความคิดเห็นที่แตกต่าง นำมาซึ่งการสร้างกลุ่มของตัวเอง ทำให้เกิดตัวเลขของสมาคมที่มากกว่าหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด


และยิ่งปัจจุบัน จากนโยบายของ "สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)" เรื่องการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.ด้วยแล้ว ที่ระบุชัดว่า บริษัทที่จะขอตราสัญลักษณ์ดังกล่าวได้ต้องมีสังกัดสมาคม สิ่งนี้ยิ่งกลายเป็นตัวกระตุ้นโดยอ้อม ให้ตัวเลขของจำนวนสมาคมขายตรงไทยเพิ่มขึ้นอีกไม่ต่ำกว่า 1-2 สมาคมในอนาคต


ความรู้สึก ที่ต้องการเห็นการรวมตัวของสมาคม เป็น 1 สมาคม หรือ 1 สมาพันธ์ นับวันก็ยิ่งยากขึ้น


เพราะปัจจุบันแนวความคิด การทำงานของแต่ละสมาคม ดูจะกลายเป็น 4 ทาง ที่มองไปก็ไร้ทางบรรจบ


"สมาคมการขายตรงไทย" เดินหน้าหาแนวร่วมจากสมาคมต่างประเทศ ซึ่งอยู่ในแถบภูมิภาคอาเซียน เพื่อก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" โดยสมาคมของประเทศต่างๆ ที่จะเข้าร่วม ต้องเป็นสมาชิกในสังกัดใหญ่ อย่าง "สมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA)"


ที่สำคัญ นายกสมาคม TDSA ยังบอกชัดอีกว่า การรวมตัวสมาคมขายตรงในไทยเป็นหนึ่งเดียวนั้น คงเกิดขึ้นได้ยาก


นี่ยิ่งเป็นเหมือนการตอกฝาปิดกระแสรวมสมาคมขายตรงไทย


สิ่งที่ TDSA กำลังทำ เป็นสิ่งเดียวกับ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ที่ต้องการก่อตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" เช่นเดียวกัน


แต่เมื่อสมาคม TDSA ชิงทำก่อน พร้อมกฎกติกาที่ชัดเจน ที่สมาคมที่จะร่วมต้องสังกัด WFDSA ก็ไม่ต่างจากการปลุก "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" ให้ตื่นจากฝัน และยอมรับความจริงว่า "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" คงเกิดขึ้น แต่คงไม่มีชื่อ TSDA เป็นแนวร่วม


โดยสิ่งที่ "สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย" จะทำได้ คือ ชิงตั้ง "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" ให้ได้ก่อน TDSA จะทำได้ หรือไม่ก็ทำให้ "สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน" มี 2 สมาพันธ์ ซึ่งนั่นยากมากที่จะเกิดขึ้น


ส่วนฝั่ง "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" ก็พยายาม เร่งทำงานเรื่องการรื้อกฎหมายขายตรง รวมถึงผลักดันให้ภาครัฐตั้งหน่วยงานที่จะมาดูแล กำกับวงการขายตรงอย่างเฉพาะเจาะจง แยกออกจาก "สคบ." ไม่ให้เข้าไปมั่วอย่างที่ผ่านมา


ถามว่าการแก้ไขกฎหมาย 6 มาตราในเบื้องต้น ที่ TDNA ยกขึ้นมาให้เป็นมาตราหลักที่ต้องแก้ไขนี้ จะตรงใจกับบริษัทขายตรง อื่นๆ หรือสมาคมขายตรงที่เหลือหรือไม่ นี่ก็เป็นสิ่งที่ยากเกินคาดเดา


ถึงแม้ว่า "สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย" จะพยายาม เชื้อเชิญตัวแทนสมาคมทุกสมาคม ตัวแทนบริษัททุกบริษัทเข้า ร่วมหารือ แต่ก็ใช่ว่าทุกสมาคม หรือทุกบริษัทจะให้ความร่วมมือ


ส่วน "สมาคมอุตสาหกรรมขายตรงไทย" ซึ่งเป็นสมาคมที่ดูจะเป็นข่าวน้อยที่สุด ก็ดูจะยังนิ่งเงียบอยู่ หลังเคยออกมาเรียกร้องให้มีการรวมสมาคมขายตรงที่มีอยู่ตั้งเป็น "สมาพันธ์ขายตรงไทย" ในยุคที่ "อัศวิน วัฒนปราโมทย์" นั่งเป็นนายกสมาคม สุดท้ายก็คว้าน้ำเหลว


ทั้งหมดคือ 4 ทางเดิน ของ 4 สมาคม ที่ดูเหมือนจะไร้โอกาสจะบรรจบ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

เซ็งลี้ใบอนุญาตขายตรงกระหึ่ม สะพัดหน้าใหม่จ่ายใบละ3แสน







01 (Mobile)


แฉพฤติกรรมผู้ประกอบการหัวหมอ ยื่นขอใบอนุญาตขายตรงตุนเอาไว้เต็มกระเป๋า อาศัยช่วงที่สถานการณ์เศรษฐกิจกำลังร้อนแรง เร่ขายใบอนุญาตเกลื่อนตลาด ด้วยสนนราคาย่อมเยาใบละ 300,000 บาท ยังไม่รวมค่าที่ปรึกษารายเดือนอีกเดือนละ 50,000 บ. แลกกับความ สะดวกสบาย ในการยื่นใบอนุญาตใหม่ ข่าววงในลือกันหึ่ง เกือบ 900 บริษัทฯ มีแสดงตัวตนทำธุรกิจจริงเพียง 353 บริษัทเท่านั้น คาดส่วนที่ เหลืออาจถูกนำมาเซ็งลี้หารายได้เข้ากระเป๋าเป็นลํ่าเป็นสัน สคบ.เดิมเกม ดักคอ สั่งขึ้น บัญชี 2 กรณีพฤติกรรมไม่โปร่งใส

ย้อนอดีตสคบ. ปมเงื่อนปลอ่ยผีใบอนุญาต 900 ใบ

นับตั้งแต่มีการสถาปนาสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ตั้งแต่ปี พ.ศ.2522 จวบจนมาถึงวันนี้ก็ 34 ปีเต็ม ที่กฎหมายพระราชบัญญัติดังกล่าวมีผลบังคับใช้ก่อนหน้านี้ในปี พ.ศ.2519ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เคยมีดำริในการจัดตั้งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น แต่ก็มีอันต้องสลายตัวไปพร้อมกับอายุขัยของรัฐบาลจวบจนกระทั่งมาถึงยุครัฐบาลพลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ กฎหมายสคบ.ก็สามารถ ผ่านร่างในรัฐสภาเป็นผลสำเร็จโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พฤษภาคม 2522 เป็นต้นมา เหตุผลประกอบการประกาศใช้พ.ร.บ.ฉบับนี้ ก็คือ ในยุคนั้นมีการเสนอขายสินค้าและ บริการต่าง ๆ มากมาย ซึ่งนับวันก็จะเพิ่มมากขึ้น ผู้ประกอบการ รวมไปถึงผู้ประกอบธุรกิจโฆษณาได้นำวิชาการทางการตลาดและการโฆษณามาใช้ในการส่งเสริมการขายสินค้าและบริการ จนทำให้ผู้บริโภคตกอยู่ในฐานะที่เสียเปรียบ เนื่องจากไม่อยู่ในฐานะที่รู้เท่าทันทางการตลาดประกอบกับคุณภาพและราคาสินค้า เมื่อมีการละเมิดสิทธิ ผู้บริโภคต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีเป็นจำนวน มาก อีกทั้งในบางกรณี เมื่อเกิดความไม่ชอบมาพากล ก็ไม่สามารถระงับยับยั้งการกระทำที่ ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้บริโภคได้ทันท่วงที

เพราะฉะนั้น ตรงจุดนี้ คือ ที่มา ที่รัฐบาลจำเป็นจะต้องมีหน่วยงานหรือองค์กรเข้ามากำกับ ดูแลผู้ประกอบการรวมทั้งให้ความคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม อย่างไรก็ดี ถ้าจะมาดูในเรื่องบทบาทในการเข้ามากำกับ ดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรง สคบ. ถือเป็นหน่วยงาน หลักที่มารับผิดชอบโดยตรง ที่เดินคู่ขนานไปกับการคุ้มครอง สิทธิของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าและบริการทั่วประเทศโดยภายหลังจากที่ พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค เริ่มบังคับใช้ในปีพ.ศ.2545 สคบ.ก็มีกฎหมายรองรับอีก 1 ฉบับ ในการเข้ามา กำกับดูแลธุรกิจขายตรงและการตลาดแบบตรงกฎหมายขายตรงและการตลาดแบบตรง เกิดขึ้นหลังจากที่ มีผู้ประกอบการขายตรงเกือบ 20 ปี โดยในยุคนนั้นผู้ประกอบการยังมีไม่มาก การทำธุรกิจเครือข่าย ยังอยู่ในวงจำกัด

แต่เมื่อผ่านมาถึงช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ธุรกิจขายตรงกลับเจริญงอกงาม ผุดขึ้นเป็น ดอกเห็ด มีผู้มายื่นขอรับใบอนุญาตประกอบการมากเป็น ประวัติการณ์รายงานตัวเลขล่าสุดจากสคบ.แจ้งว่า ณ วันนี้ ใบอนุญาตที่ปล่อยออกไปทั้งในอดีตและ ปัจจุบัน รวม ๆ กันแล้วเกือบ 900 บริษัท ผ่านการพิจารณาจากผู้มี อำนาจ ซึ่งหมายถึง เลขาธิการ สคบ.มาหลายยุคหลายสมัย โดย ในขณะนี้ จากการเปิดเผยของ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ.คนปัจจุบัน เปิดเผยกับ ว่ามีผู้มายื่นขอ ใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรง ในปี 2556 นี้ประมาณ 25-30 บริษัท

จิรชัย กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อนุมัติง่ายก็ว่าอนุมัติช้าก็บ่น

ในจำนวนกิจการที่มายื่น ขอใบอนุญาตเหล่านี้ เท่าที่ได้มี การตรวจสอบส่วนใหญ่เป็นผู้ที่ เสนอมาเพื่อเจตนาทำธุรกิจขาย ตรงแบบมืออาชีพ มีแผนการ ตลาดชัดเจน สินค้าได้มาตรฐาน แต่ก็มีบางกลุ่มที่เสนอ แผนการตลาดที่หวือหวา ให้ผล ตอบแทนสูงที่ผิดปรกติวิสัยของ ธุรกิจขายตรง ตรงนี้เป็นเหตุที่ทำให้การ พิจารณาต้องล่าช้า จนเสมือน กับสคบ. เจตนา เตะถ่วง เพื่อ หวังเรียกร้องผลประโยชน์ แต่เมื่อมามองในมุมกลับ กัน หากมีการปล่อยให้กิจการที่ ดำเนินธุรกิจแบบสุ่มเสี่ยงเข้าไป ดำเนินธุรกิจ หากเกิดความเสีย หายเกิดขึ้น ผลเสียก็จะตกกับ ประชาชน แหล่งข่าวเปิดเผยว่า การ ยื่นขอใบอนุญาตธุรกิจขายตรง และการตลาดแบบตรง มีหลาย รูปแบบ เริ่มตั้งแต่การไปว่าจ้าง มืออาชีพขายตรง มาเป็นที่ ปรึกษาหรือว่าจ้างให้เป็นผู้ดำเนิน การยื่นเรื่องแทน เป็นกลุ่มที่เรียก ว่า มือปืนรับจ้าง

เท่าที่ติดตามข่าวมา ก็ได้ ยินมาบ้างเหมือนกันว่า ผู้ ประกอบการรายใหม่ที่ขาด ประสบการณ์ บางทีก็จำเป็นจะ ต้องหาคนที่มีความรู้ในเรื่องธุรกิจ ขายตรงมาเป็นที่ปรึกษาดำเนิน เรื่องให้ เนื่องจากเงื่อนไขในการ พิจารณามีหลายเรื่อง ไม่ใช่ว่าใคร อยากจะมาทำก็ทำได้ ต้องมี ประสบการณ์จริง ๆ ทางสคบ.ถึง จะพิจารณาอนุมัติให้ แหล่งข่าว ในวงการขายตรงเปิดเผยกับ ตลาดวิเคราะห์ ถึงการยื่นขอรับ ใบอนุญาตธุรกิจขายตรงในยุค ปัจจุบัน

เรื่องนี้นายจิรชัย มูลทองโรย่ เลขาธิการสคบ. เปิดเผยว่า เป็น สิทธิที่ผู้ประกอบการสามารถ ดำเนินการได้ เนื่องจากตัวผู้ประกอบการ ขอรับใบอนุญาต เพื่อไปดำเนินธุรกิจด้วยตนเอง แต่ถ้าหาก เป็นไปใน ลักษณะที่มาขอยื่นใบอนุญาตไป เพื่อจำหน่ายจ่ายแจก หรือไป เซ็งลี้ ต่อกันเป็นทอด ๆ เรื่องนี้ถ้า หากถึงทางสคบ.คงจะต้องมี มาตรการในกำกับดูแล โดยใน ขณะนี้ บรรดาผู้ประกอบการที่ เสนอเรื่องเข้ามาส่วนใหญ่จะ ประกอบด้วย 3 เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก การขอใบอนุญาต ใหม่เพื่อไปประกอบการ เรื่องที่สอง การยื่นขอ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด เรื่องที่สาม การขอเพิ่มเติม สินค้าเพื่อนำไปสู่ธุรกิจขายตรง ทั้ง ๆ 3 กรณี ถือเป็นเรื่อง ปรกติของธุรกิจขายตรง จะต้องมี การเสนอเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ เหมาะสมกับแนวทางการดำเนิน ธุรกิจของตัวเอง และสถานการณ์ การแข่งขัน แต่สิ่งที่เกินอำนาจที่ สคบ.จะเข้าไปควบคุมก็คือ การ เปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ หรือการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ของผู้ถือหุ้น ด้วยเหตุที่การดำเนินการ ดังกล่าว ไม่จำเป็นต้องเดินมา หาสคบ. เนื่องจากผู้ประกอบการ สามารถไปจดทะเบียนเปลี่ยน แปลงบริคณห์สนธิได้ที่กระทรวง พาณิชย์

ดังนั้น สิ่งที่หลายคนกำลัง ตั้งคำถามกันก็คือว่า ในจำนวน 900 บริษัทขายตรง ที่ได้รับใบ อนุญาตไป จะมีการดำเนินธุรกิจ ในรูปแบบธุรกิจขายตรงสักกี่ เปอร์เซนต์ เมื่อปลายปีที่ผ่านมา สคบ. เคยทำ หนังสือไปยังผู้รับใบ อนุญาตทั้งหมด เพื่อขอคำยืนยัน ในการดำเนินธุรกิจ ปรากฏว่ามี เพียง 150 กิจการเท่านั้น ที่ตอบ รับ หลังจากนั้นเข้าสู่ปี 2556 มีการทำแบบสอบถามไปอีกครั้ง กลับมีตัวเลขเพิ่มขึ้นมาเป็น 353 บริษัท นี่คือ สิ่งทีสมาคมธุรกิจ ขายตรงทั้ง 4 สมาคมฯ มีความ กังขา และไม่เข้าใจว่า ใบอนุญาต ที่ลอยอยู่ในอากาศ ถูกขอไปเพื่อ อะไร และถึงวันนี้ คำตอบมันก็ เริ่มปรากฏออกมาแล้วว่า ใบ อนุญาตเหล่านี้ ถูก HOLD เอา ไว้ ที่แท้ก็เพียงเพื่อรอผู้ประกอบ การรายใหม่มา เซ็งลี้เอาไป นั่นเอง...

ได้ฤกษ์สังคายนา ถึงเวลาต้องลงดาบฟัน

มีการตั้งข้อสังเกตจากนัก วิชาการ หลายค่าย ที่มองว่า ธุรกิจ ขายตรงและการตลาดแบบตรง แม้จะมีกฎระเบียบข้อบังคับ ชัดเจนพอสมควร แต่กระบวนการ ในการพิจารณาให้ใบอนุญาต ยัง ขาดความชัดเจน ขาดความชัดเจนทั้งใน ด้านการให้ใบอนุญาต และการ เพิกถอนใบอนุญาต แตกต่างกับ ภาคธุรกิจประกันภัย ที่ไม่ได้ให้ใบ อนุญาตกันพรํ่าเพรื่อ มีการขีดเอาไว้ในวงจำกัด ประการหนึ่ง เพื่อสะดวกในการ กำกับดูแล ประการที่สอง เป็นการ คัดกรองผู้ประกอบการที่จะเข้ามา สู่ธุรกิจว่าจะต้องเป็นมืออาชีพ จริง ๆ

ในยุคก่อนหน้าที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะเข้ารับตำแหน่ง สคบ. ถือเป็นยุคที่มีการปล่อยใบ อนุญาตขายตรงออกไปมากมาย เกลื่อนตลาด มีทั้งผู้ประกอบการ ที่ขอไปประกอบธุรกิจจริง และ เพื่อหวังจะนำเอาใบอนุญาตมา ปล่อยขายให้กับผู้ประกอบการ หน้าใหม่ หรือรวมไปถึงผู้ประกอบ การ ที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน จาก ในระยะแรก ทำธุรกิจขายตรงตาม ระเบียบแบบแผน ไม่เน้นการ ระดมเงิน แต่ในระยะหลังก็เริ่มมี การทำธุรกิจทีเข้าข่าย แชร์ลูกโซ่ จนทางสคบ.รวมทั้งหน่วยงานที่ บังคับกฎหมาย ต้องออกมาปราบ ปรามกันขนานใหญ่

แหล่งข่าวระดับลึกเปิดเผย กับ ตลาดวิเคราะห์ว่า ในช่วง ครึ่งปีแรกของปี 2556 มีการนำ ใบอนุญาตประกอบการธุรกิจขาย ตรงและการตลาดแบบตรง มา ขายกันด้วยสนนราคาใบละ 300,000 บาท พร้อมกับมีการ กำหนดเงื่อนไขในการเป็นที่ ปรึกษากิจการอีกเดือนละ 50,000 บาท เหตุผลที่มีการออกมา เสนอขายจนกลายเป็นข่าวหนาหู ในวงการธุรกิจขายตรงมากเป็น พิเศษในช่วงนี้ แหล่งข่าวเปิดเผย ว่า ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนโยบาย ในการพิจารณาให้ใบอนุญาตของ สคบ.ในยุคนี้ เริ่มมีการเข้มงวด กวดขันมากเป็นพิเศษ ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะมีผู้ ประกอบการบางแห่ง เมื่อได้รับ ใบอนุญาตไปแล้ว ไม่ปฏิบัติตาม หลักเกณฑ์ในการทำ ธุรกิจ ขายตรง รวมไปถึงมีการฝ่าฝืน กฎหมาย จนทำให้เกิดความเสื่อม เสียกับระบบ

อีกด้านหนึ่ง เป็นเพราะใน ปัจจุบันนี้มีผู้ประกอบการที่ได้รับ ใบอนุญาตเป็นจำนวนมาแล้ว เกือบ 900 บริษัท แต่ก็มีจำนวน เกินกว่าครึ่ง ที่ไม่ได้มีการดำเนิน ธุรกิจอย่างจริงจัง ได้ใบอนุญาต ไปแล้วแต่ก็ไม่มีการดำเนินธุรกิจ ประการต่อมา ข้อจำกัดใน บทบาทของสคบ.ในการเข้ามา กำกับดูแล นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ.เปิดเผยว่า ใน องค์กรที่ทำหน้าที่กำกับเวลานี้ มี บุคคลที่จะทำหน้าที่ดูแลธุรกิจ ขายตรงเพียง 11 คนเท่านั้น ซึ่ง เมื่อเทียบกับปริมาณผู้ประกอบ การ ยังถือว่า มีความแตกต่างกันมาก ทำให้การดูแลอาจไม่ทั่วถึง

ดังนั้น เมื่อการขอใบ อนุญาตใหม่ เป็นไปโดยความ ยากลำบาก หรือถ้าหากจะรอรับ ใบอนุญาตเพื่อไปดำเนินธุรกิจก็ อาจจะต้องใช้เวลาที่ยาวนาน นับปีจึงเป็นเหตุที่ทำให้กลุ่มหรือ ขบวนการที่ถือใบอนุญาตเอาไว้ หลายใบ ก็เริ่มมองว่านี่คือโอกาส ที่น่าจะนำมาแสวงหาประโยชน์ ขณะที่ฝ่ายผู้ประกอบการ รายใหม่ ทั้งที่เป็นกลุ่มทุนจาก ต่างประเทศ หรือในประเทศ เมื่อ มีความประสงค์จะดำเนินธุรกิจ อย่างเร่งด่วน ก็สามารถเข้ามา ดำเนินการได้ทันที

แม้กระบวนการตรวจสอบ จากสคบ. จะมีการยืนยันว่า จะมี การพิจารณาอย่างเข้มงวด แต่ เนื่องจากผู้ประกอบการมีจำนวน มาก ซึ่งแม้ว่าทางสคบ. จะไม่ ยินยอมให้มีการดำเนินธุรกิจใน ลักษณะที่เรียกว่า แบล็คดอร์ แต่ด้วยเทคนิค และประสบการณ์ ของคนเหล่านี้ ก็สามารถผลักดัน ให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถ เปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างทุน การ บริหาร รวมไปถึงแผนการตลาด และสินค้าได้สำเร็จ เรื่องนี้ ผมยืนยันว่า เรา ไม่มีการสนับสนุนในวิธีการดัง กล่าว เพราะทุกบริษัท หากจะ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด เพิ่ม เติมสินค้า ยังไงก็จะต้องมาให้ทาง สคบ.พิจารณาก่อน แต่การที่มี บางกิจการเสนอเปลี่ยนแปลง แผนหรือตัวสินค้า อาจเป็นไปได้ ที่เขามีการเสนอเปลี่ยนแปลง ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือ หุ้นหรือผู้บริหารใหม่ ซึ่งอันนี้เป็น สิ่งที่ควบคุมได้ยาก นายจิรชัย กล่าวกับ ตลาดวิเคราะห์ ถึง สถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม หากมีการ ตรวจสอบย้อนหลัง แล้วพบว่ามี การกระทำดังกล่าวจริง ทางสคบ. ก็จะมีมาตรการในการควบคุมที่ เข้มข้นขึ้น โดยในปัจจุบันนี้ กลุ่มผู้ ประกอบการธุรกิจขายตรง มีการ จัดแบ่งกลุ่มออกเป็น 2 บัญชี

บัญชีแรก (First Tier) จะ เป็นกลุ่มผู้ประกอบการที่ประพฤติ ปฏิบัติดี ไม่มีการดำเนินการที่ ฝ่าฝืนกฎหมาย หรือสร้างความ เสียหายให้กับประชาชน มีการ ร้องเรียนค่อนข้างน้อย ส่วนบัญชี 2 (Second Tier) จะเป็นกลุ่มผู้ประกอบการ ที่อยู่ในข่ายเฝ้าจับตา ซึ่งหากผู้ ประกอบการที่ส่อว่าจะมีการ ดำเนินการในลักษณะ แบล็ค ดอร์ ก็จะอยู่ในกลุ่มนี้ซึ่งคงไม่ถึง กับถอนใบอนุญาต แต่หากจะมี การเสนอเปลี่ยนแปลงอะไรก็ คงจะต้องมีความเข้มงวดกวดขัน มากเป็นพิเศษ แหล่งข่าววงใน เปิดเผยว่า จากกระแสข่าวการนำใบอนุญาต ขายตรงมาเสนอขายให้กับผู้ ประการรายใหม่ นายจิรชัย มูล ทองโร่ย เลขาธิการสคบ. เปิดเผย ว่า เรื่องนี้ตนได้รับทราบข่าวมา ประมาณช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2556 ที่ผ่านมา โดยได้มีการสั่งให้ เจ้าหน้าที่จับตา หากมีลักษณะดังกล่าวจริง ก็จะไม่มีการอนุญาตให้มีการ เปลี่ยนแปลงแผนการตลาด หรือ จดทะเบียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับตัว สินค้า

ด้านนายธนวัฒน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์ เศรษฐกิจ หอการค้าไทย เปิดเผย ว่า ทางศูนย์ได้รับมอบหมายจาก สมาคมเครือข่ายขายตรง และได้ รับฉันทานุมัติจากสคบ.ให้เข้ามา ดำเนินการตรวจสอบข้อมูลพื้น ฐานในการดำเนินธุรกิจขายตรง ทั้งระบบ ซึ่งเชื่อว่าภายในระยะ เวลา 6 เดือนนี้ จะทำให้ฐาน ข้อมูลของธุรกิจขายตรงมีความ ชัดเจนขึ้น โดยความชัดเจนดังกล่าวไม่เพียงแต่เฉพาะในเรื่องของ มูลค่าการขายสินค้าขายตรงทั้ง ระบบเท่านั้น หากแต่หมายถึง กลุ่มผู้ประกอบการทุกกิจการที่อยู่ ในระบบ จะต้องมีการแสดง ข้อมูลออกมาชัดเจนขึ้นว่า ใคร ดำเนินธุรกิจหรือไม่ดำเนินธุรกิจ หรือถ้าดำเนินธุรกิจดำเนินใน ลักษณะใด มีความเหมาะสมหรือ ไม่

นี่คือภารกิจที่ทางศูนย์จะ เข้ามาช่วยดูแลในเรื่องฐานข้อมูล ซึ่งหากทุกอย่างมีความชัดเจน การวางแผนเพื่อการพัฒนาก็จะ เป็นขั้นตอนต่อไป ที่จะเป็น ประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งในตัวผู้ ประกอบการด้วยกันเอง ผู้บริโภค รวมไปถึงหน่วยงานที่กำกับดูแล นายธนวัฒน์ กล่าว ปัญหาที่กลุ่มผู้ประกอบ การธุรกิจขายตรง มีการเรียกร้อง นอกเหนือไปจากให้ภาครัฐมีการ แก้ไขกฎหมายเพื่อจัดตั้งหน่วย งานหรือองค์กรเฉพาะเข้ามาดูแล พร้อม ๆ กับแก้ไขกฎหมายให้ ชัดเจนแล้ว สิ่งสำคัญ ที่ทุกคนอยาก เห็นก็คือ ทำ อย่างไรถึงจะมี มาตรการในการกำกับดูแล ผู้ ประกอบการให้เข้าสู่กระบวนการ ตรวจสอบได้อย่างทั่วถึง โดยเฉพาะใบอนุญาต 900 ใบ เป็นที่ยอมรับกันอย่างชัดเจน ว่า เกินกว่าครึ่งไม่มีการดำเนิน ธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง แต่มุ่ง หวังเพื่อแสวงหาประโยชน์ในรูป แบบอื่น ตรงนี้ สคบ.จะจัดการกับ บรรดาผู้ประกอบการเหล่านี้ อย่างไร

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา แนวทางที่ทางสคบ.ได้ออกมาขับ เคลื่อนร่วมกับ 4 สมาคมขายตรง ก็คือ การใช้มาตรฐานตรา สัญลักษณ์สคบ. เป็นเครื่องมือ ใน การดึงเอาผู้ประกอบการที่ กระจัดกระจาย ไม่มีค่ายมีสังกัด เข้ามาสู่ระบบมากขึ้น โดยผลักดันให้มีการเข้ามา สังกัดในสมาคมใดสมาคมหนึ่ง เพื่อจะได้มีโอกาสได้รับสิทธิ เครื่องหมายมาตรฐานจากสคบ. แต่กับสิ่งที่เกิดขึ้น กลับได้ รับความร่วมมือจากผู้ประกอบ การขายตรงน้อยมาก โดยสมาชิก ใน 4 สมาคม ที่รวบรวมมา มีไม่ ถึง 100 กิจการด้วยซํ้า ปัญหาหรือข้ออ้างส่วน หนึ่ง อาจเป็นไปได้ที่กิจการขาย ตรงขนาดย่อม หรือขนาดกลาง อาจยังไม่เห็นความจำเป็นของ การยกระดับมาตรฐานในธุรกิจ เนื่องจากต้องใช้แบงก์การันตี ไม่ ตํ่ากว่า 500,000 บาท แต่ถ้าหาก มาวิเคราะห์ถึง สาเหตุ และที่มาของ การไม่เข้ามา สังกัดในสมาคมขายตรง ก็อาจตีความได้หลายประการด้วยกัน

ประการแรก อาจเป็น บรรดาผู้ที่ได้รับใบอนุญาตส่วน ใหญ่ ยังไม่พร้อมที่จะดำเนินธุรกิจ อย่างเปิดเผย และส่อเจตนาที่ จะดำ เนินธุรกิจในลักษณะที่ ไม่อยากเป็นเป้าสายตาเกินไป ประการที่สอง ใบอนุญาต ที่มีการขอรับไป อาจจะยังไม่มี การดำเนินธุรกรรมใด ๆ ทั้งสิ้น และประการที่สาม มี ความไม่พอใจกับการกำหนด กรอบหรือกฎเกณฑ์ภายใต้ สมาคมฯ ที่ดูจะเอนเอียงไปยังผู้ ประกอบการที่มีศักยภาพสูง มากกว่าที่จะเปิดโอกาสให้ผู้ ประการขนาดกลางขนาดเล็ก นี่คือ มาตรการขอความ ร่วมมือ ที่แม้จะมีการสร้างแรง จูงใจต่าง ๆ นานา แต่มาถึงวันนี้ มันก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า แผนการแยกธุรกิจนํ้าดีกับธุรกิจ น้ำเสีย มันมีคำตอบอยู่ในตัวของ มันเองอยูแล้ว

ดังนั้น หากจะรื้อจะแก้หรือ สังคายนาพระราชบัญญัติขาย ตรงและการตลาดแบบตรงกันอีกครั้ง ก็คงถึงเวลาแล้ว จะต้อง ยื่นดาบอาญาสิทธิ์ให้สคบ.ได้ พิพากษา ผู้ประกอบการที่ฝ่าฝืน กฎหมายได้เสียที เพราะขืนปล่อยให้ธุรกิจ ขายตรง มีการเติบโตแต่เพียง ปริมาณ แต่หาคุณภาพไม่ได้ ก็ สมควรที่จะต้องเพิกถอนใบ อนุญาตกลับคืนมา ให้กับผู้ ประกอบการที่เขามีเจตนาจะทำ ธุรกิจขายตรงอย่างจริงจัง หรือถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะ ตีกรอบใบอนุญาตธุรกิจขายตรง เอาไว้แต่เพียงแค่นี้

เพราะอย่าลืมว่าใบอนุญาตประกอบธุรกิจขายตรง ฯ เป็น สมบัติของชาติ ไม่ใช่สมบัติ ผลัดกันชมที่จะให้ใครเอาเก็บไป ดองเอาไว้ เพื่อเซ็งลี้ค้ากำไรกัน ง่าย ๆ .....




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 347 ประจำวันที่ 1-15 กรกฎาคม 2556


วันพฤหัสบดีที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ประเดิม! 29 บ. รับตราสคบ."จิรชัย"ย้ำไม่อ่อนข้อขายตรงไร้สมาคม







936405_538516872866412_364981161_n (Mobile)

 


29 บริษัท สนองนโยบาย รัฐ ยื่นขอรับ "ตราสัญลักษณ์ สคบ." ผ่าน หลังคาราคาซังมานาน ชี้ส่วนใหญ่ให้ธนาคารการันตี เบี้ยประมาณ 5 แสนบาทต่อปี ด้าน "จิรชัย" ฉีกข่าวลือที่ว่า "สคบ." ยอมอ่อนข้อเปิดโอกาสให้บริษัทไร้สังกัดสมาคมขายตรงเข้าร่วมโครงการ ย้ำชัด! กฎต้อง เป็นกฎ ค่ายไหนอยากได้ต้องมีสมาคมสังกัด เพื่อง่ายต่อการ คัดกรอง


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. เปิดเผยถึงความคืบหน้าของนโยบาย "ตราสัญลักษณ์ สคบ." กับ "สยามธุรกิจ" ว่า ขณะนี้เรื่องของการรณรงค์ให้กลุ่มบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรงเข้ามาขอรับตรา สคบ.คืบหน้าไปมาก โดยล่าสุดมีบริษัทที่ผ่านเกณฑ์การขอรับตรา สคบ. แล้วทั้งหมด 29 บริษัท จากจำนวน 353 บริษัทที่ยังดำเนินธุรกิจขายตรงอยู่


"เรื่องของตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ เป็นนโยบายของรัฐนี้ ตอนนี้มี 29 บริษัท ที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด และสามารถได้รับตราสัญลักษณ์ สคบ. โดยบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ทั้งหมด มีคุณสมบัติที่ สคบ.ตั้งขึ้น อย่างครบครัน โดยบริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ก็จะมี อาทิ "บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด" "บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด" และ "บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด" เป็นต้น ซึ่งบริษัทที่ผ่านเกณฑ์มานี้ทั้ง 29 บริษัท ล้วน เป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงในวงการขายตรงไทย" จิรชัย เผย


โดยตราสัญลักษณ์ สคบ.นี้ ทางสคบ.จะมีการมอบในวัน สคบ. คือ วันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งถือเป็นกลุ่มบริษัทขายตรงกลุ่มแรกที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่ สคบ. ตั้งขึ้น เพื่อขานรับนโยบายตรามาตรฐานดังกล่าว ซึ่งหลังจากนี้ สคบ.ก็จะทำพิธีมอบ ตรา สคบ.ในทุกไตรมาส โดยที่จะดูในส่วน ของจำนวนบริษัทที่ได้รับ หากเยอะก็จะรวมแล้วมอบเป็นไตรมาส หากน้อยก็อาจเป็นงานย่อยต่อไป ซึ่ง สคบ.ต้องการเชิญ ชวนทุกบริษัททำตามเงื่อนไขเพื่อขอรับตรา สคบ. โดย สคบ.ก็จะมอบตราให้อย่าง ต่อเนื่องเช่นกัน


อย่างไรก็ดี ในช่วงต่อไปหลังจากที่มีการมอบตรา สคบ.ให้กับบริษัทขายตรงแล้ว สคบ.ก็จะทำในเรื่องของข้อมูลสินค้า ซึ่งปัจจุบันพบว่า มีเพียง 3-4 บริษัทเท่านั้น ที่รัฐมีข้อมูลสินค้าที่ชัดเจน ซึ่งเรื่องนี้หน่วย งานรัฐต้องติดตามต่อไป


ในช่วงก่อนหน้านี้ ในส่วนของการทำประกันการันตีบริษัท นับว่าเป็นปัญหาที่ทำให้ตรา สคบ.ยังไม่สามารถดำเนินการ ได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยผู้ค้ามองว่า การ ทำประกันเป็นเรื่องที่ดูไม่สมเหตุสมผล เนื่องจากทุกบริษัทก็มีการประกันในส่วนของสินค้า และบริการอยู่แล้ว การจะต้อง ทำประกันเพิ่มกับบริษัทประกันดูจะเป็นเรื่องเกินความจำเป็นซึ่งในเรื่องนี้ ทาง สคบ.ได้ออกตัวเลือกเพื่อให้บรรดาบริษัทได้เลือกใช้ในการรับประกัน


โดย 1.เปิดโอกาสให้ทางธนาคาร เข้ามามีส่วนในการรับประกัน และการันตี บริษัท 2.การเปิดโอกาสให้บริษัท หรือสมาคมขายตรงได้จัดตั้งกองทุนเยียวยา ขึ้นมาเพื่อเป็นการประกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคหลังการใช้สินค้า ของบริษัท และ 3.การให้บริษัทขายตรงเข้ามาทำประกันกับบริษัทประกันที่ร่วมกับ สคบ.


ในประเด็นนี้ "จิรชัย" กล่าวว่า บริษัทส่วนใหญ่ใน 29 บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ จนได้รับตรา สคบ.นี้ หันไปเลือกใช้บริการ ของธนาคาร เพื่อให้ทางธนาคารเป็นผู้ การันตีบริษัท โดยเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณ 5 แสนบาทต่อปี ซึ่งเป็นเรื่องที่บริษัทขายตรง เข้าใจ และยอมรับได้ จึงต่างพากันหันเข้า มาให้ธนาคารการันตีเป็นส่วนใหญ่


อย่างไรก็ตาม นอกจากสิ่งที่เป็นปัญหา คือ เรื่องการทำประกันเพื่อให้เกิด ความน่าเชื่อถือแล้ว ปัญหาของการขอรับ ตรา สคบ.ยังมีในเรื่องของการที่ สคบ. ออกกฎว่า บริษัทขายตรงที่จะสามารถขอรับตรา สคบ.ได้จะต้องเป็นบริษัทที่มีสังกัดสมาคมขายตรงไม่สมาคมใดก็สมาคมหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้สร้างความไม่พอใจกับหลายบริษัทที่ไม่ได้สังกัดสมาคม


โดย ศ.เกียรติคุณ ดร.อัศวิน วัฒนปราโมทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท โดกุดามิ เอเชีย จำกัด ได้กล่าวในเรื่องนี้ว่า "การที่ สคบ. เปิดโอกาสให้แต่บริษัท ที่มีสังกัดสมาคมอยู่ เพื่อเข้าขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ. เป็นเรื่องที่ตนไม่เห็นด้วย เนื่องจากตนคิดว่า บริษัทที่มีสมาคมสังกัด ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นบริษัทที่ดีกว่า บริษัทที่ไม่มีสมาคม สังกัดเพราะไม่ว่าสมาคมใดที่มีอยู่ ณ วันนี้ ก็ใช่ว่ามีแต่บริษัทน้ำดี โดยที่ สคบ.เอาอะไรมาวัดว่า บริษัทใดดีไม่ดีอย่างไร"


"สคบ.ควรตั้งมาตรฐานการขอรับตราสัญลักษณ์ สคบ.ให้มีความชัดเจน ยกตัวอย่างตรามาตรฐาน "มอก." ที่มีมาตรฐานคุณภาพของสินค้าที่จะเข้ารับอย่างชัดเจน ไม่จำเป็นต้องเป็นสินค้าของบริษัทใด มีสังกัดอย่างไรยังไง ซึ่ง สคบ. ควรนำวิธีนี้ไปตั้งมาตรฐานบริษัทที่จะเข้ามาขอรับตราแทนที่จะแยกชนชั้น ว่าบริษัท ที่จะเข้ามาขอรับตรา สคบ.นั้น จะต้องมีสังกัดสมาคมใดสมาคมหนึ่ง"


"ในวันสัมมนามอบใบดำเนินธุรกิจที่ผ่านมามี 353 บริษัทที่ลงทะเบียนรายงานตัวว่ายังดำเนินธุรกิจอยู่ แต่เมื่อแยกเป็นบริษัทที่มีสังกัดสมาคมทั้ง 3-4 สมาคม ก็มีไม่ถึง 100 บริษัทด้วยซ้ำ แล้วอีกกว่า 250 บริษัท จะทำอย่างไร ทั้งๆ ที่เป็นเสียงส่วน ใหญ่ด้วยซ้ำ ซึ่งการที่ สคบ.จะเปิดรับตรา สัญลักษณ์ สคบ.นี้ ควรตั้งมาตรฐานที่ชัดเจน ไม่ใช่ว่าต้องเป็นบริษัทสังกัดสมาคม ซึ่งเรื่องนี้ตนไม่เห็นด้วยกับภาครัฐ" อัศวิน แย้ง


โดยในประเด็นที่ "อัศวิน" แย้งขึ้นมาในช่วงก่อนหน้านี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ สคบ. เปิดโต๊ะสัมมนาและบอกถึงกฎเกณฑ์บริษัทที่จะเข้ามาขอรับตรา สคบ.ว่าต้องเป็นบริษัทที่มีสังกัดสมาคม


จากการโต้แย้งนี้ "จิรชัย" กล่าวว่า การที่ สคบ.ตั้งกฎว่าบริษัทที่จะเข้าขอรับตรา สคบ.ได้ต้องมีสังกัดสมาคม ก็เพื่อที่จะกรั่นกรองบริษัทขายตรงในระดับแรกก่อน โดยเปิดโอกาสให้แต่ละสมาคมได้เป็นผู้กรั่นกรอง โดยกฎระเบียบนี้จะดำเนินต่อไป ถึงแม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะมีข่าวลือ ว่าล้มเลิกกฎนี้ก็ตาม


"สคบ.ต้องมีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน เพราะในช่วงที่ผ่านมา เราโอนอ่อนให้มาก แล้ว ซึ่งหากรัฐไม่มีกฎเกณฑ์ที่ชัดเจน ในหลายข้อก็จะทำให้เกิดปัญหา และ สคบ. ขอย้ำว่า บริษัทที่จะเข้ามาขอรับตรา สคบ. ได้นั้น จะต้องเป็นบริษัทที่มีสมาคมขายตรง สังกัดเท่านั้น" จิรชัย ย้ำกติกาเสียงแข็ง

สิ่งที่กล่าวมา สคบ.ย้ำว่า สิ่งนี้ก็ทำเหมือนธุรกิจทองคำที่ต้องมีสมาคมการันตี ร้านทองก่อน ก่อนที่ สคบ.จะให้ตราสัญลักษณ์ เพราะต้องยอมรับว่า วันนี้ สคบ.มีกำลังคนน้อย จะให้เข้าไปการันตี หรือตรวจสอบด้วยตัวเองเห็นจะเป็นเรื่องยาก ซึ่งวันนี้สมาคมขายตรงคือ ต้นน้ำ สคบ.ทำได้เพียง เป็นปลายน้ำ ซึ่งทั้งหมดต้องช่วยกัน


ทั้งนี้ ในวันที่ 30 เม.ย.ที่ผ่านมา สคบ.ได้จัดงานวันคุ้มครองผู้บริโภคขึ้น ณ ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ซึ่งทางหน่วยงาน ได้มีการออกบูธต่างๆ ขึ้น เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนที่สนใจร่วมงาน อีกทั้งยังมีการ เปิดตัวศูนย์รับเรื่องร้องเรียน โดยร่วมมือกับห้างโลตัส, บิ๊กซี และปั๊มปตท.ทั่วประเทศ รวมทั้งภายในงานยังมีพิธีมอบตราสัญลักษณ์ สคบ.ให้กับทั้ง 29 บริษัทขายตรงที่ผ่านเกณฑ์ดังที่กล่าวมาอีกด้วย


 


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพุธที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)








p0107180855p1 (Mobile)









ผ่านพ้นกันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับการมอบใบสำคัญแสดงสิทธิการทำธุรกิจขายตรงที่ สคบ. เป็นเจ้าภาพจัดงานมอบใบประกาศให้กับผู้ประกอบธุรกิจขายตรงด้วยตนเองเมื่อวันที่ 1 เมษายน ที่ผ่านมา ซึ่งงานนี้คนขายตรงได้เห็นถึงความตั้งใจจริงของนายใหญ่สคบ. คุณจิรชัย มูลทองโร่ย ที่ต้องการจัดระเบียบธุรกิจขายตรงอย่างแท้จริงในขณะที่ผู้ประกอบการขายตรงหลายๆท่านกับรู้สึกผิดหวังอย่างพอสมควรๆที่คาดดิดกันว่า คุณวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้เดินทางมามอบใบประกาศด้วยตัวเองแต่บังเอิญติดงานประชุมครม. พอดิบพอดี จึงเป็นเหตุให้ผู้ประกอบการเดินทางกลับไปเยอะบางบริษัทก็มอบหมมายให้ตัวแทนขึ้นไปรับซะเลย!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันศุกร์ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2556

สคบ.เร่งจัดระเบียบขายตรงใหม่ เตรียมรุกตลาดอาเซียนเต็มพิกัด







63012


สคบ.เร่งนโยบายสร้างความเชื่อมั่นผู้บริโภคในธุรกิจขายตรงก่อนเข้าสู่อาเซียนด้วยการ จัดระเบียบใหม่ จัดทำทะเบียนเครือข่าย พร้อมเตรียมตั้งศูนย์-ร้องเรียนในห้างฯ ล่าสุด จัดมอบหนังสือรับรองการ จดทะเบียนใหม่พบผู้แจ้งว่ายังเปิดธุรกิจเพียง353ราย จากขอจดทะเบียนไว้ กว่า 1,000 ราย

จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยถึงแนวทางนโยบายเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงว่า สคบ. มีนโยบายที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ถูกต้องตามประกาศราชกิจจานุเบกษา โดยจัดให้มีการจัดระเบียบของธุรกิจขายตรงใหม่ด้วยการทำทะเบียนเครือข่ายเพื่อแบ่งประเภทของธุรกิจ ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกัน และดูแลเบื้องต้นเกี่ยวกับการร้องเรียนและเพื่อ ความรวดเร็วในการดำเนินการต่อไป

นอกจากนี้ สคบ. ยังได้มีนโยบายที่จะให้มี เครือข่ายของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง โดยจะจัด ตั้งให้มีศูนย์รับเรื่องร้องทุกข์ในห้างสรรพสินค้า ซึ่งคาดว่าภายในวันที่ 30 เมษายนนี้ จะทราบว่า จะจัดตั้งห้างสรรพสินค้าใดให้เป็นศูนย์ในการรับเรื่อง ร้องทุกข์ อีกทั้งยังได้จัดให้มีศูนย์ Call Center เพื่อ รับเรื่องราวร้องทุกข์อีกด้วย ทั้งนี้ เพื่อเป็นการสร้าง ความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค

เพื่อเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค และเพื่อเตรียมเข้าสู่ตลาดอาเซียน (AEC) สคบ. จึง ได้มีนโยบายตราสัญลักษณ์เพื่อเป็นเครื่องการันตี ต่อธุรกิจ โดยบริษัทขายตรงผู้ที่จะสามารถขอรับ ตราสัญลักษณ์ได้จะต้องอยู่ในเงื่อนไขที่ สคบ. ตั้งไว้ คือ 1.จะต้องเป็นสมาชิกในสมาคมธุรกิจขายตรง สมาคมใดสมาคมหนึ่ง เพื่อเป็นการกลั่นกรองบริษัท ขายตรงที่จะเข้ามาทำธุรกิจในเบื้องต้น 2.บริษัทต้อง มีเงินฝากในบัญชีธนาคารอย่างน้อย 500,000 บาท เพื่อเป็นการค้ำประกันถึงความมั่งคงของบริษัท

อีกทั้ง สคบ. ยังได้มีแผนที่จะต้องการรวบรวม ข้อมูลของธุรกิจขายตรงเพื่อเป็นการอัพเดตข้อมูล ของบริษัทขายตรงแต่ละบริษัท ดังนั้น จึงได้มี นโยบายให้บริษัทขายตรงทุกบริษัทส่งข้อมูล รายละเอียดเกี่ยวกับบริษัทว่าจำหน่ายสินค้าอะไรบ้าง มีรูปแบบแพ็กเกจจิ้งเป็นอย่างไร และรวมไปถึง แผนการแบ่งจ่ายรายได้ว่ายังเป็นไปตามแผนเดิมที่ได้ยื่นไว้ตั้งแต่แรกที่เริ่มขอใบอนุญาตหรือไม่

สำหรับการจัดมอบหนังสือรับรองการจดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตงใหม่ให้แก่ผู้ประกอบ- การนั้น เพื่อเป็นการอัพเดตจำนวนบริษัทขายตรง ที่ได้มีการขอจดทะเบียนไว้กับ สคบ. จนถึงปัจจุบันว่า ยังคงมีการจำนวนคงเหลือตามที่ได้ขอไว้หรือมีการ เปลี่ยนแปลงชื่อบริษัทหรือไม่ ซึ่งจะพบว่ามีบริษัท ที่ได้ขอยื่นจดทะเบียนไว้กว่า 1,000 ราย แต่มีบริษัท ที่เข้ารับหนังสือรับรองการจดทะเบียนผู้ประกอบ- การใหม่เพียง 353 ราย การมอบหนังสือรับรองการ จดทะเบียนประกอบธุรกิจขายตรงใหม่ให้แก่บริษัท ขายตรงครั้งนี้หนังสือที่มอบให้เป็นเพียงหนังสือที่มี การเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ของหนังสือใหม่ไม่มี การเปลี่ยนแปลงข้อมูลแต่อย่างใด

จิรชัย กล่าวต่อไปว่า สิ่งหนึ่งที่ สคบ. อยาก ให้เกิดขึ้น คือ การที่บริษัทขายตรงได้เปิดโอกาส ให้ สคบ. ได้เข้าไปเยี่ยมเยือนตามบริษัทโดยตรง หรือตามงานที่บริษัทขายตรงได้จัดขึ้น เพราะ ที่ผ่านมายังพบว่า สคบ. ไม่ค่อยมีโอกาสที่จะเข้าไป พบปะเยี่ยมเยือนเท่าไร ทั้งนี้ เพื่อต้องการที่จะ สร้างความสัมพันธ์อันดีกับธุรกิจเครือข่าย และ การที่ สคบ. มีนโยบายตามข้างต้นนั้น เพื่อต้องการ ให้ธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ถูกต้อง มีคุณธรรม และจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556


ผู้ประกอบการกระอัก ตราสัญลักษณ์ สคบ. พ่นพิษโวยรัฐจำกัดสิทธิ์เกินเหตุ







นายจิรชัย-มูลทองโร่ย550


ความคืบหน้าตราสัญลักษณ์ได้ข้อสรุป บริษัททำการันตีนำเงินฝากแบงก์ขั้นต่ำ 500,000 เพื่อเยียวยาผู้บริโภค เลขาสคบ. เผยนโยบายมอบตราสัญลักษณ์ไม่ได้ทำซ้ำซ้อน แต่เป็นการสร้างเชื่อมั่นให้ผู้บริโภค ชี้ใครได้รับตราสัญลักษณ์แล้วเสียเงินสายตรงถึง สคบ. มั่นใจปีนี้มีผู้ประกอบการ เข้ารับ 60 ราย ด้านผู้ประกอบการ ระส่ำ ไม่เห็นด้วย ระบุรัฐทำงานซ้ำซ้อน ทั้งๆที่อ.ย. เอเชีย มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดและรัดกุม แถมตีกรอบการเข้ารับตรา สคบ. จนไม่เป็นธรรม ตัดสิทธิ์ผู้ประกอบการที่ดี เพียงเพราะไม่ได้เป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงใดเลย วอน สคบ. ควรนำเรื่องกลับไปทบทวนใหม่

หลังการเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา จิรชัย มูลทองโร่ย ได้มีการจัดระเบียบภายในสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) หลายเรื่อง โดยเฉพาะการเข้ามาจัดระเบียบและสนับสนุนธุรกิจขายตรงไทยให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน นั่นคือประเด็นการจัดทำตราสัญลักษณ์ สคบ. เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่ผู้บริโภค สำหรับตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ก่อนหน้านี้ได้มีการพูดคุยกันในวงกว้างเกี่ยวกับการกำหนดกฎเกณฑ์ที่ซ้ำซ้อนหรือเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน เนื่องจากสินค้าทุกรายการที่จะนำมาจำหน่ายนั้นต้องผ่านการอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และจะต้องขออนุญาตการจำหน่ายจาก สคบ. อีกครั้ง และ ที่สำคัญสินค้าทุกรายการจากบริษัทขายตรงข้ามชาติ หรือแม้แต่บริษัทขายตรงภายในได้มีมาตรการในการ ควบคุมสินค้าอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่แล้ว หากเกิด ปัญหาในการใช้สินค้ากับผู้บริโภค

ก่อนหน้านี้ สคบ. ได้เสนอ 3 ทางเลือกให้กับ ผู้ประกอบการเพื่อเป็นการการันตีความเสี่ยง หาก เกิดความเสียหายกับผู้บริโภค นั่นคือ การตั้งธนาคาร ให้เป็นหนึ่งในองค์กรประกันความเสียหาย การให้ บริษัทเอกชนตั้งกองทุนขึ้นมาเอง เพื่อเป็นการ เยียวยาความเสียหายให้แก่ผู้บริโภค และสุดท้ายคือ การใช้กลไกบริษัทประกันภัยเข้ามาร่วมดำเนินการ ความคืบหน้าล่าสุด ในการรับตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ก่อนหน้านี้มีการให้ผู้ประกอบการนำเงิน ฝากแบงก์ 300,000-500,000 บาท ขึ้นอยู่กับยอดขาย ซึ่งข้อสรุปจาก สคบ. ที่ได้คือผู้ประกอบการต้องนำ เงินฝากแบงก์ในเบื้องต้น 500,000 บาท นอกจากนี้ ยังมีข่าวออกมาว่า นอกจากการนำเงินการันตีฝาก แบงก์แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องจ่ายค่าสมาชิกรายปี ให้กับ สคบ. อีกประมาณ 20,000-30,000 บาท

กับประเด็นดังกล่าว จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) กล่าวว่า ในปีนี้คาดว่าจะมีผู้ประกอบการ ธุรกิจขายตรงเข้ารับตราสัญลักษณ์ สคบ. ประมาณ 50-60 ราย ซึ่งขณะนี้มีบริษัทที่ติดต่อ สคบ. เพื่อรับ ตราสัญลักษณ์ สคบ. แล้วประมาณ 10 ราย ในส่วนของหลักเกณฑ์การรับตราสัญลักษณ์ สคบ. ผู้ประกอบการต้องดำเนินธุรกิจถูกต้องตาม กฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค และกฎหมายขายตรง รวมถึงการรับหลักเกณฑ์มาตรการเยียวยาความ เสียหายด้วยการนำเงินกองทุนที่ได้ฝากแบงก์ไว้ ขั้นต่ำจำนวน 500,000 บาท นอกจากนี้ผู้ที่จะรับ ตราสัญลักษณ์ สคบ. จะต้องเป็นสมาชิกของสมาคม ขายตรงใดสมาคมหนึ่ง

อย่างไรก็ดี กรณีที่มีข่าวว่าการนำเงินฝาก แบงก์เพื่อเยียวยาความเสียหายผู้บริโภคถือเป็นการ ทำงานที่ซ้ำซ้อน ส่วนตัวไม่ได้มองว่าเป็นการทำงาน ที่ซ้ำซ้อน แต่มองว่านโยบายดังกล่าวถือเป็น มาตรการในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค หรือจะกล่าวได้ว่าภาครัฐได้สนับสนุนผ้ปู ระกอบการ ในการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคอีกทางหนึ่ง กับประเด็นข่าวที่ว่าผู้ประกอบการจะต้อง จ่ายเงินค่าสมาชิกรายปีให้กับ สคบ. หรือจะมีการ จ่ายให้ สคบ. 2 ปีต่อ 1 ครั้ง เรื่องนี้ไม่เป็นความจริง เลย และหากมีข่าวว่าบริษัทใดรับตราสัญลักษณ์ สคบ. แล้วเสียเงิน ให้มาบอกเลขา สคบ. เลขา สคบ. กล่าว

อย่างไรก็ตาม กับประเด็นการรับตรา - สัญลักษณ์ สคบ. ซึ่งมีทั้งผู้ประกอบการที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย โดยแหล่งข่าวในวงการธุรกิจราย หนึ่ง เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า การนำเงินการันตีฝากแบงก์ขั้นต่ำจำนวน 500,000 บาท มองว่าเป็นจำนวนเงินไม่สูงและไม่น้อย จนเกินไป แต่มองว่าเงินจำนวนดังกล่าวอาจจะส่ง ผลกระทบกับบริษัทขายตรงรายเล็ก ที่มีผลกระทบ ถึงสภาพคล่องทางด้านการเงิน

ในเมื่อสินค้าได้รับใบอนุญาตจาก สำนักงาน คณะกรรมการอาหารและยา (อย.) แล้ว ทำไมต้อง ขอตรา สคบ. อีก ตรงนี้เหมือนเป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน ต้องบอกก่อนว่าในตลาดต่างๆ ทั่วโลก อย. เอเชีย ขึ้นชื่อ และได้รับการยอมรับในเรื่อง มาตรฐานการตรวจสอบมากที่สุด ตรงนี้ อย. มีความ รอบคอบมากๆ แหล่งข่าวรายหนึ่ง กล่าว ด้าน กนกพร แซ่ตั้ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทม์ลี่ จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า การรับตราสัญลักษณ์ สคบ. ไม่ใช่ วิธีการแก้ปัญหาที่ดี เนื่องจากนโยบายดังกล่าว เสมือนเป็นการสกัดไม่ให้บริษัทรายเล็กเข้ามา ทำธุรกิจ โดยเฉพาะการฝากเงินผ่านแบงก์ขั้นต่ำ 500,000 บาท นั้น เป็นการทำงานที่ซ้ำซ้อน และ มองว่าโดยส่วนใหญ่มีผู้ประกอบการหลายราย ที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าว

ขณะที่ อัศวิน วัฒนปราโมทย์ กรรมการ ผู้จัดการ บริษัท โดกุดามิ เอเชีย จำกัด กล่าวกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า นโยบายตรา- สัญลักษณ์ สคบ. ในปัจจุบันยังไม่สามารถหา ข้อยุติได้ บางรายเห็นด้วยและบางรายไม่เห็นด้วย ส่วนกรณีการจำกัดผู้ประกอบการที่จะเข้ารับตรา สคบ. นั้นจะต้องเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรงใด สมาคมหนึ่ง เรื่องนี้ไม่เห็นด้วย และมองว่า ไม่ยุติธรรมกับหลายบริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของ สมาคมขายตรง

เราไม่เห็นด้วยกับการที่ทุกบริษัทจะต้อง เข้าเป็นสมาชิกของสมาคมขายตรง เหมือนกับ สคบ. ไปจำกัดสิทธิ์จนเกินไป เรื่องนี้ สคบ. ควรเปิดโอกาส ให้ทุกฝ่ายอยู่ในระบบการค้าเสรี ในทางกลับกัน ก็ยังมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่สมควร อยากถามว่ารัฐ ไม่มีมาตรการที่จะทำให้ผู้ประกอบการที่ดีได้รับ การพิจารณาแล้วหรือ เรื่องนี้ถ้า โดกุดามิ ไม่ได้ รับตรา สคบ. เพียงเพราะเราไม่ได้เป็นสมาชิกของ สมาคมขายตรงใดเลย แต่กลับถูกตีกรอบจาก สคบ. ก็ไม่เป็นไร

อย่างไรก็ตาม มีคำถามที่ต้องการฝากไปถึง สคบ. ว่า หากผู้ประกอบการไม่ชอบสมาคม ขายตรงใดเลย แล้วจะเข้าไปได้อย่างไร และหาก สมาคมขายตรงทุกสมาคมไม่ชอบผู้ประกอบการ แล้วผู้ประกอบการจะเข้าไปอยู่ในสมาคมนั้นได้ อย่างไร ซึ่งมองในภาพรวมเมื่อผู้ประกอบการไม่มี ความเชื่อมั่นในสมาคมขายตรงที่ปัจจุบันมีถึง 4 สมาคมขายตรง เรื่องนี้ สคบ. จะแก้ปัญหา อย่างไร ดังนั้น สคบ. ควรนำกลับไปทบทวนใหม่




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

จิรชัย โยนหินถามทาง ผลักดัน ก.ม. ขายตรงไทย แยกขายตรงไร้เงาประเภท 2









เลขา สคบ. เดินหน้าเชิงรุก สอบขายตรงแท้ หลังผู้ประกอบการยื่นขอใบอนุญาตเพิ่มทุกปี แต่ทำจริงมีเพียง 300 บริษัท ยันมีอีกหลายรายไม่ยื่นหนังสือกลับมา ต้องสรุปเป็นแบบที่ 2 ที่ไม่มีการทำธุรกิจระบุอยากถอนใบอนุญาตแต่ติดด้วยกฎหมายด้าน 300 บริษัทที่แสดงตัวเตรียมมอบใบทะเบียนให้ใหม่ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมขายตรงต่อไป ขณะที่กฎหมายขายตรงฉบับแก้ไขยังไม่คืบ รอ 2 แนวทางแบบเร่งด่วนและระยะยาวที่ต้องศึกษากฎหมายยุโรปและอเมริกาก่อน ยื่นเรื่องเสนอแก้ไขกฎหมายควรแยก สคบ. ส่วนงานขายตรง


จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่าหลัง สคบ. ได้กำหนดนโยบายในการตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ขึ้นทะเบียนกับ สคบ. จำนวน 855 บริษัท ตั้งแต่ต้นปี 2556 ด้วยการแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ1.ส่งหนังสือหลับไปยังผู้ประกอบการทั้งหมด 2.ให้ผู้ประกอบการตอบรับภายในเวลาที่กำหนดคือ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา และ 3.หากผู้ประกอบการได้รับหนังสือที่ สคบ. แจ้งไป และไม่ตอบกลับมา สคบ. ก็จะมีมาตรการขั้นถัดไป


ทั้งนี้ จากแนวนโยบายดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงยื่นหนังสือตอบรับกลับมายัง สคบ. ว่า ยังดำเนินธุรกิจอยู่ประมาณ 300 บริษัทนอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ยกเลิกกิจการประมาณ 34-35 บริษัท และอยู่ระหว่างรอรายงานเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง โดยส่วนที่เหลือยังไม่มีการตอบรับหนังสือกลับมาแต่อย่างใด สคบ. จึงได้สรุปผู้ประกอบการที่ไม่ตอบรับกลับมา ให้เป็นผู้ประกอบการประเภทที่ 2คือไม่มีการดำเนินธุรกิจ ส่วนประเภทที่ 1 คือผู้ประกอบการที่ตอบรับกลับมาและยังดำเนินธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน


ในส่วนของผู้ประกอบการจำนวน 300 บริษัท ที่ส่งหนังสือตอบรับกลับมา สคบ. จะมีการเชิญผู้ประกอบการทั้งหมดมาร่วมเสวนาเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจขายตรงในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญ สคบ. จะมอบใบจดทะเบียนผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงให้ใหม่ โดยใช้ข้อมูลเดิมของผู้ประกอบการ


ผู้ประกอบการที่ สคบ. ได้ส่งหนังสือแจ้งไป ส่วนใหญ่ยังคงเงียบ ตรงนี้ไม่รู้เป็นเพราะเหตุผลอะไรและถ้าถามว่า สคบ. จะมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการแยกประเภทบริษัทขายตรงเป็นประเภทที่ 2 ด้วยการเพิกถอนใบทะเบียน ตรงนี้ สคบ. ยังไม่สามารถทำได้ เพราะติดในเรื่องกฎหมายขายตรง


นอกจากนี้ สคบ. ยังเข้มงวดการจดทะเบียนขอใบอนุญาตจาก สคบ. เนื่องจากที่ผ่านมามีกระแสข่าวออกมาว่าบริษัทขายตรงที่ยื่นขอใบอนุญาตมายัง สคบ. จะต้องจ่ายเงิน เรื่องนี้สร้างความเสียหายให้กับ สคบ. เป็นอย่างมากดังนั้น การทำงานจากนี้ไป สคบ. จะมีมาตรการที่เคร่งครัดมากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ. แล้ว จะต้องพบกับเลขา สคบ. ก่อน เพื่อทำการสัมภาษณ์ 3 คำถาม คือ 1.การขอใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจขายตรงครั้งนี้เสียเงินให้กับเจ้าหน้าที่หรือไม่ 2.ขายสินค้าอะไร และ 3.มีการโฆษณาผ่านสื่อใดบ้าง


อย่างไรก็ดี การทำงานของ สคบ. ถือเป็นไปตามนโยบายเชิงรุกที่แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.การปรับทะเบียน 2.การติดตามประเมินผล และ 3.การปราบปรามบริษัทขายตรงที่กระทำการไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้มีการสานต่อหลังจากได้รับตำแหน่งเลขา สคบ. เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา


จิรชัย กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าของกฎหมายขายตรงฉบับแก้ไขปี 2545 ขณะนี้ สคบ.ได้มอบหมายนักวิชาการด้านกฎหมายทำการศึกษากฎหมายขายตรงว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจอย่างไร โดยศึกษากฎหมายขายตรงที่ยุโรปและอเมริกาว่าธุรกิจขายตรงมีความก้าวหน้าอย่างไร จากนั้นได้มีหารเสนอให้แก้ไขกฎหมายเป็น 2 ส่วนคือ 1.ระยะเร่งด่วนภายใน 90 วัน 2.ระยะยาว คือ การปรับกฎหมายว่าควรปรับอย่างไร


สำหรับการแก้ไขกฎหมายขายตรง มีการเสนอประเด็นการจดทะเบียนผู้จำหน่ายอิสระจะมีการจดทะเบียนเหมือนกับสำนักคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หรือไม่ และองค์การของ สคบ. ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรกับงบประมาณ ดังนั้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่หาก สคบ. จะแยกการทำงานในส่วนขายตรงออกเป็นเอกเทศเหมือนกับ คปภ.




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 219 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2556

เคาะสนิมพ.ร.บ.ขายตรง สคบ.หวังตั้งหน่วยงานอิสระคุมธุรกิจแสนล.









เลขาฯ สคบ. จับมือม.เกษตรฯ เร่งศึกษากฎหมายขายตรงและข้อมูลเชิงลึกของธุรกิจแสนล้าน หวังต่อยอดตั้งหน่วยงานอิสระควบคุมดูแลทั้งระบบ พร้อมเตรียมมอบตราสัญลักษณ์สคบ. ยกย่องธุรกิจสีขาว ขณะที่เอาจริงเชือด 2 บริษัท เข้าข่ายฉ้อโกงและแชร์ลูกโซ่แฝงในธุรกิจขายตรง


นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยกับ "ฐานเศรษฐกิจ" ถึงแนวทางการกำกับธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงว่า ธุรกิจดังกล่าวถือว่ามีความสำคัญต่อภาพรวมเศรษฐกิจ เพราะมีการสร้างรายได้มูลค่านับแสนล้านบาท และเป็นหนึ่งในนโยบายที่สำคัญเร่งด่วนที่จะต้องดำเนินงาน ภายหลังจากที่ได้เข้ามารับตำแหน่งเลขาธิการสคบ. โดยในขณะนี้ได้มีการว่าจ้างมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ทำการศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงในประเด็นต่างๆ อย่างรอบด้าน ทั้งในด้านกฎหมาย ข้อมูลของธุรกิจ เพื่อที่ทางสคบ.จะได้นำข้อมูลมาดำเนินการต่อไป ซึ่งคาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคมนี้


"พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มีผลบังคับใช้เมื่อ 29 สิงหาคม 2545 ถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลากว่า 10 ปี ซึ่งธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่ทำรายได้สูงมาก ปี 2545 มีรายได้


ราว 6.5 หมื่นล้านบาท ปี 2555 มีรายได้ราว 8 หมื่นล้านบาท ในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้ถึง 1 แสนล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นธุรกิจที่สร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจโดยรวม แต่กฎหมายที่ใช้อยู่คงต้องมีการปรับปรุงแก้ไข เนื่องจากการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะที่สคบ.เองเป็นหน่วยงานที่มีกำลังคนดูแลอยู่เพียง 8 คน ซึ่งไม่เพียงพอและการของบประมาณหรือเพิ่มกำลังคน


ก็ล่าช้าและยุ่งยากเพราะอยู่ในระบบราชการ" นายจิรชัย กล่าวและว่า


จากปัญหาดังกล่าวเห็นควรว่าควรมีหน่วยงานอิสระที่มีอำนาจและหน้าที่ที่สามารถกำกับและดูแลธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เหมือนกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) เป็นการเฉพาะ เพื่อการกำกับดูแลได้มีประสิทธิภาพ รวมถึงสามารถดำเนินการในประเด็นต่างๆ ที่ยังเป็นปัญหาและอุปสรรคของการดำเนินธุรกิจได้ด้วย เช่น การขึ้นทะเบียนนักธุรกิจอิสระ เป็นต้น นอกจากนี้ ข้อมูลล่าสุดเมื่อ 30 กันยายน 2555 พบว่ามีบริษัทที่จดทะเบียนดำเนินธุรกิจขายตรง 855 บริษัท แต่มีการดำเนินธุรกิจจริงเพียง 180 บริษัท จากการที่ทางสคบ.ได้สอบถามไปยังบริษัท มีบริษัทจำนวน 35 แห่งที่ขอเลิกกิจการ ส่วนบริษัทที่เหลือประมาณ 600 บริษัท ทางสคบ.ได้ทำการสอบถามข้อมูลกลับไปอีกครั้ง พบว่าบริษัทจำนวน 539 บริษัทไม่ตอบข้อมูลกลับมา


นายจิรชัย กล่าวอีกว่า ข้อมูลปัจจุบันจึงมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเพียง 300 บริษัท ทางสคบ.จึงได้เชิญผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเข้ามาประชุมทำความเข้าใจในการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้องตามกฎหมายภายในเดือนมีนาคมนี้ด้วย พร้อมกับเตรียมมอบใบจดทะเบียนในการดำเนินธุรกิจรูปแบบใหม่ ที่มีการออกแบบให้มีความสวยงามด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการประกาศในราชกิจจานุเบกษา ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการส่งเสริมธุรกิจด้วยการยกย่องผู้ประกอบการที่ดีที่คำนึงถึงสมาชิกและผู้บริโภคจึงเตรียมมอบตราสัญลักษณ์สคบ. เพื่อเป็นเครื่องหมายการรับรองการดำเนินธุรกิจและการเยียวยาผู้บริโภค


"ตราสัญลักษณ์สคบ. มีทั้งรูปแบบภาษาไทย และภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า Consumer Protection Guarantee ซึ่งตราสัญลักษณ์สคบ. ไม่ได้รับรองในเรื่องคุณภาพสินค้า ซึ่งบริษัทที่จะได้รับตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะต้องมีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ การดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค การดำเนินธุรกิจถูกต้องตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น กฎหมายของคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กฎหมายเกี่ยวกับการโฆษณา และบริษัทมีการเยียวยาความเสียหายกับผู้บริโภคอย่างไร ซึ่งการมอบตราสัญลักษณ์สคบ. คาดว่าจะดำเนินการได้อย่างช้าไม่เกิน 30 เมษายนนี้" นายจิรชัย กล่าวและว่า


ทางสคบ.ยังเพิ่มมาตรการกำกับและดูแลธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรงเพิ่มมากขึ้น โดยเลขาฯสคบ. จะขอพบกับบริษัทที่เข้ามาจดทะเบียนธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง เพื่อสอบถามข้อมูลต่างๆ ทั้งประเภทสินค้า การใช้ช่องทางในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ เพื่อความโปร่งใสในการออกใบอนุญาต เนื่องจากที่ผ่านมามีข้อครหาว่าบริษัทต่างๆ ก่อนจะได้รับใบอนุญาตจะต้องเสียเงินในอัตรา 2.8-3 แสนบาท แม้ว่าความจริงเจ้าหน้าที่ของสคบ. จะได้รับสินบนก็ตาม


นอกจากนี้ ทางสคบ. ก็จะเร่งรัดให้บริษัทต่างๆ ส่งรายงานการดำเนินธุรกิจให้กับสคบ. ทุก 6 เดือน ในช่วงเดือนมกราคมและกรกฎาคม ส่วนงานปราบปรามบริษัทที่ดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ ซึ่งส่วนใหญ่จะอาศัยช่องว่างของธุรกิจขายตรงและตลาดแบบตรง จึงได้ประสานงานกับทางกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เร่งรัดให้ดำเนินการเร็วขึ้นเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง กรณีดีเอสไอได้ข้อมูลพบการกระทำความผิด ทางสคบ.จะดำเนินการเพิกถอนใบอนุญาตทันที โดยช่วงเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่ที่ได้เข้ารับตำแหน่งเลขาฯ สคบ. ที่มีลักษณะฉ้อโกง ทางสคบ.ได้เพิกถอนใบอนุญาตแล้ว 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด (DCHL) บริษัทสัญชาติจีน ที่ดำเนินธุรกิจจำหน่ายสินค้าตะเกียง น้ำมันหอมระเหย เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2555 และเมื่อบริษัท ธนธรรมไทยเน็ทเวิร์ค จำกัด ซึ่งจดทะเบียนดำเนินธุรกิจขายตรง เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา




Credit By :http://www.thannews.th.com

วันพุธที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

MLM Gossip (ล้วงลับคนเครือข่าย) : สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)








 


 


 


 


 


 


 


 


ประกาศลั่นให้รู้กันไปเเเล้วว่า สคบ.ยุคที่มีท่านจิรชัย มูลทองโร่ย นั่งเก้าอี้เลขาฯอยู่ ณ ขณะนี้ เป็น "ยุคฮิตาชิ" เปิดปุ๊บติดปั๊บ โดยเฉพาะเรื่องของการยื่นขอจดทะเบียนธุรกิจขายตรง ที่การันตีความรวดเร็วทันใจ เเถมโปร่งใสสุดๆถึงขนาดต้องเชิญผู้ประกอบการที่ยื่นขอจดฯมาถามกันตรงๆ "เสียเงินกันมาหรือเปล่า" ประเภทขอได้ภายใน 7 ต้องเสีย 3 เเสน เเต่ถ้า 15 วัน เสีย 2.5 เเสน ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ทำเอาท่านเลขาฯจิรชัยออกอาการดีใจปนโล่งใจ เพราะไม่มีใครตอบว่า "เสียเงิน" ให้ระคายหูสักรายเดียว...เเละจะว่าไปเเล้วธุรกิจขายตรงบ้านเ้ราดูไปดูมาก็ไม่รู้ว่าเข้าข่าย "ยุคฮิตาชิ" ตามท่านเลขาฯสคบ.ด้วยหรือเปล่า เเต่ที่เเน่ๆก็คือ "เปิดๆปิดๆ" กันจนงงงวยไปหมด ดูได้จากรายชื่อบริษัทขายตรงที่จดทะเบียนไว้กับ สคบ. จำนวน 852 บริษัทนั้นปรากฎว่ามีบริษัทที่ส่งหนังสือตอบกลับยืนยันตัวเองเพีบง 180 บริษัท รวมทั้งในจำ้นวนนี้มมีบริษัทขายตรง 35 รายเเจ้งความจำนงขอเลิกกิจการอีกด้วยเช่นกัน เห็นอีหรอบนี้ถ้าจะพูดว่า คนในอยากออก...คนนอกอยากเข้าก็คงไม่ผิดสักเท่าใดนัก


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพLEADER TIME ฉบับที่ 216 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556


 


 

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

จิรชัย ปิ๊งตั้งกองทุนเยียวยาแก้เบี้ยประกันตรา สคบ. แพง


จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. เดินหน้าหาทางออก หลังผู้ประกอบการค้าน เรื่องจ่ายเบี้ยประกันแพงแลก ตราสัญลักษณ์ สคบ. ผุดไอเดีย ให้บริษัทขายตรงตั้งกองทุนเยียวยาขึ้นเอง หรือทำประกันกับธนาคารแทน พร้อมเปลี่ยนวิธีคิดเบี้ยประกัน จากเดิมคิดที่ยอดขายเป็นการหาค่าความเสี่ยงแทน ใช้วิธีตรวจสอบประวัติ ใครไม่เคยมีภาพลบจ่าย ถูกตามคดี ชี้ที่ผ่านมาการทำงานราบรื่น แบ่งงานจัดระบบ เน้นจัดทำฐานข้อมูลบริษัท และสินค้า ชัดเจน ลดปัญหาขาดแคลนคน

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า ในส่วนของนโยบายตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่หน่วยงานรัฐ ออกมาเพื่อยกระดับอุตสาหกรรม และสร้างความไว้ใจ ให้กับผู้บริโภคจนกลายเป็นเรื่องที่ทุกบริษัทขายตรงพูดถึงในช่วงที่ผ่านมานั้น จิรชัย เผยว่า ขณะนี้ยังติดปัญหาในเรื่องของการจะเลือกอะไรขึ้นมา เพื่อเป็นตัวกำหนดว่าใครหรือบริษัทใด ควรจะจ่ายเบี้ยประกันเท่าไหร่อย่างไร เพื่อเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเน้นไปที่สินค้า และการไม่ทำผิดกฎหมายซึ่งรวมถึงกฎหมายอื่นๆ เดิมที สคบ.และบริษัทประกัน ก็พยายามคิดว่าเราควรจะใช้อะไรขึ้นมาเป็นเกณฑ์ว่าบริษัทใดควรจ่ายเท่าใด เพื่อคุ้มครองผู้บริโภค

อาทิ การกำหนดเบี้ยจากสินค้า หรือยอด ขายรายปี แต่เรื่องนี้ก็ไม่เป็นที่ยอมรับทั้งจากบริษัท และโดยส่วนตัวของตน ทางสคบ.จึงได้ลองสอบถามความคิดเห็น ว่าจะเอาเรื่องของความเสี่ยงของแต่ละบริษัท มาเป็นตัวแปรในการจ่ายเบี้ยประกัน นายใหญ่สคบ. เผยถึงนโยบายตราสคบ.

การนำความเสี่ยงขึ้นมาเป็นตัวกำหนด คือ การเอาเรื่องของประวัติการ ดำเนินธุรกิจ ว่าเคยถูกฟ้องหรือไม่ จากการทำงานที่ผ่านมา บริษัทใดเป็นอย่างไร สินค้ามีการถูกร้องเรียนหรือเปล่า ซึ่งหาก มีประวัติที่ไม่ดี ความเสี่ยงก็สูง ทำให้เบี้ย ต้องสูงตาม ซึ่งเรียกว่าเป็นการประกันตามความเสี่ยง

อย่างไรก็ตาม จากที่อาจใช้เรื่องความเสี่ยงเป็นตัวชี้วัดเบี้ยประกัน ทาง สคบ.ก็ออกความคิดว่า อาจจะมีการตั้งธนาคาร เป็นหนึ่งในองค์กรประกันความ เสียหาย 2.อาจให้บริษัทต่างๆ ตั้งกองทุนขึ้นเอง และเมื่อมีความเสียหายก็เอาเงินจากกองทุนที่ตั้งมาชดใช้และเยียวยา และ 3.การให้บริษัทประกันเข้ามาประกัน อย่างที่ดำเนินงานมาในส่วนของนโยบาย

ทั้งนี้ ในส่วนของพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่นั้น สคบ. พยายามเร่งทำให้เกิดขึ้น แต่ติดตรงที่คณะกรรมการขายตรงมักจะเข้ามาประชุมไม่ครบ ซึ่งคงต้องแก้ไขเป็นการด่วน อีกทั้งอาจต้องตั้งคณะกรรมการขายตรงขึ้นใหม่ เพื่อยกระดับ และการทำงานต่างๆ ก็จะเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

จัดทำฐานข้อมูล MLM ใหม่ แก้ปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่พอ จากการทำงานด้านธุรกิจขายตรง นับตั้งแต่ได้รับการคัดเลือกให้ขึ้นมานั่งในตำแหน่งเลขาธิการของ สคบ. ขณะนี้ ตนได้ทำการปรับปรุงเรื่องของกระบวน การทำงานต่างๆ ซึ่งจากการปรับปรุงตอนนี้ หลายสิ่งที่ทำเริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากยิ่งขึ้น

ทางสคบ. ได้จัดการในส่วนของระบบการทำงานหลักๆ แล้ว โดยได้ตั้งกอง ทำงานขึ้นมาอย่างเป็นสัดส่วน 3 ส่วนคือ 1.ทีมงานการจดทะเบียนบริษัท 2.กองติดตามประเมินผลการทำงาน และ 3.ฝ่ายตรวจสอบและดำเนินการจับกุม ซึ่งเรื่องนี้นับเป็นเรื่องเร่งด่วน โดยสคบ.พยายาม ที่จะสร้างการทำงานให้มีสัดส่วน ลดความ ยุ่งยากที่เกิดขึ้นมาโดยตลอด เนื่องจากจำนวนคนที่น้อย ทำให้ต้องแบ่งหน้าที่ให้ชัดเจน เลขาธิการ สคบ. กล่าว

สิ่งที่กล่าวมา เป็นเพียงเรื่องแรกที่สคบ.ได้ทำขึ้น มาตั้งแต่เดือนก.ย.ที่มีการ ปรับเปลี่ยนตัวเลขาธิการสคบ. ซึ่งในส่วน ของการทำงานขั้นที่ 2 คือ 1.การจัดทำฐานข้อมูลของธุรกิจขายตรง ทั้งเรื่องของ จำนวนบริษัท โดยต้องแยกว่าบริษัทใดยังอยู่ และบริษัทใดเลิกกิจการไปแล้ว เนื่องจากปัจจุบันมีบริษัทที่จดทะเบียนเป็น บริษัทขายตรงถึง 852 บริษัท แต่กลับมีเพียง 100 กว่าบริษัทเท่านั้น ที่ยังเห็นความเคลื่อนไหว 2.การทำข้อมูลเกี่ยวกับสินค้าของธุรกิจขายตรง ว่าสินค้าใดเป็นของบริษัท อะไร อย่างไร และ 3.การจัดทำข้อมูลเกี่ยวกับแผนการจ่ายของแต่ละบริษัท ว่ามีแผนการจ่ายผลตอบแทนอย่างไร ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ อีกทั้งมีการเปลี่ยนแผนจากที่ได้จดยื่นขออนุญาตกับสคบ.ไว้หรือไม่อย่างไร


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1351 ประจำวันที่ 10-11-2012 ถึง13-11-2012

วันเสาร์ที่ 27 ตุลาคม พ.ศ. 2555

จิรชัย โต้ โยกเก้าอี้สุวิทย์ แย้งปรับทัพ สคบ. กระชับ


ยัน! นพปฏลยังกุมเก้าอี้รองเลขาฯ เลขา สคบ. แจง กระแสลือการปรับเปลี่ยนตำแหน่ง ภายใน ไม่ชอบ ระบุเป็นไปตามกระบวนการแต่งตั้งสรรหา ไม่ได้ทำตามใจชอบ แค่ปรับให้การทำงานมีประสิทธิภาพ และรวดเร็วยิ่งขึ้น หลังโยก สุวิทย์ ไปกองสัญญาฯ ส่วน ฐิตินันทน์ เสียบแทน ผอ.สุวิทย์ ด้าน นพปฎล ยังคงรั้งตำแหน่งรองเลขาฯ เช่นเดิม ขณะที่ความ คืบหน้าการจัดทำฐานข้อมูล จัดตั้งคณะทำงาน แล้ว คาดเริ่มดำเนินการได้ก่อนสิ้นปีนี้


กรณีเกิดกระแสข่าวลือ หลังการเข้ารับตำแหน่งใหม่ ของ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เกี่ยวกับการปรับโครงสร้าง ภายในกันให้วุ่น ซึ่งกระแสข่าวลือดังกล่าวมีการกล่าวอ้าง กันว่า รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครอง ผู้บริโภค อย่าง นพปฎล เมฆเมฆา ได้ลาออกไป หลัง ไม่ได้รับตำแหน่งเลขา สคบ. รวมถึงการโยกเก้าอี้ สุวิทย์ วิจิตรโสภา ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมาย ส่วนงาน สคบ. ไปอยู่ตำแหน่งใหม่ รวมถึงการปรับเปลี่ยนโยกย้ายหน้าที่ และการปรับเปลี่ยนภายในกันให้วุ่น


กับประเด็นดังกล่าวถูกหยิบยกให้ถกกันในวงกว้างว่า การเข้า รับตำแหน่งใหม่ของ จิรชัย ครั้งนี้ ดูเหมือนว่าทุกๆ อย่าง จะเปลี่ยนไป พอสมควร เพราะเมื่อถึงเวลาคนของใคร หรือพวกของใครขึ้นตำแหน่ง กระแสการโยกย้ายปรับเปลี่ยนจึงเกิดขึ้นเป็นเรื่องปกติ แต่สิ่งที่เป็น คำถาม คือ ปกติส่วนงานของ สคบ. ที่ดูแลงานขายตรง ซึ่งมี บุคลากรเพียงน้อยนิดอยู่แล้ว อีกทั้งบุคลากรดังกล่าว มีการรับผิดชอบส่วนงานขายตรงมาเป็นเวลา หลายปีจึงมีประสบการณ์ และมีความรู้ในการ- ทำงานเกี่ยวกับงานส่วนขายตรง ดังนั้น เมื่อมีการ ปรับเปลี่ยนครั้งนี้จะเกิดปัญหาในการทำงาน หรือไม่ การปรับเปลี่ยนครั้งนี้ จะเกิดการทำงาน อย่างมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่


สำหรับกระแสข่าวลือดังกล่าว จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรม- การคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้ชี้แจงกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า หลัง เข้ารับตำแหน่งใหม่ ได้มีการปรับโครงสร้าง ภายใน สคบ. จริง ทั้งนี้ ปรับเพื่อให้การ ทำงานมีประสิทธิภาพ มีความกระชับ รวดเร็วและให้มีความเหมาะสมในตำแหน่งงาน จิรชัย มูลทองโร่ย นั้นๆ รวมถึงการดึงผู้ที่มีความสามารถมาดูแลงานภายใน ไม่ได้ปรับในลักษณะที่ไม่ชอบ ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการสรรหาอย่าง ถูกต้อง


ในส่วนของประเด็นการย้ายผู้อำนวยการ สุวิทย์นั้น มีการย้ายจริง เนื่องจากโครงการเออร์ลี่ รีไทร์ ที่มีข้าราชการส่วนงาน สคบ. ในระดับซี 8 ได้เกษียณออกไป อีกทั้งบุคลากรอีกหนึ่งรายที่อยู่ ในระดับซี 7 ได้ลาไปเรียนต่อต่างประเทศ 2 ปี ส่งผลให้เกิดตำแหน่งว่างลงที่กองสัญญาคุ้มครอง ผู้บริโภค ซึ่งเป็นงานเกี่ยวกับสัญญาทั้งสิ้น โดยงาน ดังกล่าวต้องมีการดึงบุคลากรที่มีความรู้ในด้าน กฎหมายเข้ามาปฏิบัติงาน ซึ่งตำแหน่งดังกล่าว เหมาะสมกับ สุวิทย์ มากที่สุด จึงมีการปรับเปลี่ยน เกิดขึ้น โดย ฐิตินันท์ สิงหา จะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย แทน สุวิทย์ วิจิตร- โสภา ต่อไป


การปรับโครงสร้างภายในส่วนงาน สคบ. นั้น ถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.งาน จดทะเบียน 2.งานติดตามประเมินผล และ 3.งานตรวจสอบ และปราบปราม ซึ่งการปรับ- เปลี่ยนครั้งนี้จะไม่กระทบกับงานด้านอื่นๆ ตาม ที่เป็นข่าว แต่จะทำให้การทำงานมีความชัดเจน มากยิ่งขึ้น


สำหรับตำแหน่งรองเลขาธิการสำนักงาน คณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีการกล่าวอ้าง ว่า นพปฎล ซึ่งเป็นรองเลขาฯ คนเดิมได้ลาออก ไปนั้น ไม่เป็นความจริง ปัจจุบันรองเลขาฯ ยังคง เป็น นพปฎล เมฆเมฆา คนเดิม และจะมี รองเลขาฯ คนใหม่ เข้ามาอีก 1 คน คือ สุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ จากเดิมที่ สุทธิศักดิ์ ดำรงตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี ส่วนหน้าที่ รับผิดชอบในการดำเนินงานของรองเลขาฯ ทั้ง 2 คน นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้คนใด ดูแลงานในด้านใด


จิรชัย กล่าวต่อว่า แผนการจัดทำฐาน- ข้อมูลที่เป็นนโยบายใหม่ของรัฐมนตรีประจำ สำนักนายกรัฐมนตรี อย่าง วรวัจน์ เอื้ออภิญญ- กุล ที่ต้องการให้จัดทำฐานข้อมูลบริษัท และฐาน ข้อมูลสินค้า ส่วนงานธุรกิจขายตรง ขณะนี้ ได้ลงนามแต่งตั้งคณะทำงานเรียบร้อยแล้ว ซึ่ง คณะทำงานมีประมาณ 7-8 คน อีกทั้ง สคบ. ได้ พบปะพูดคุยกับบริษัทเกี่ยวกับการจัดทำ ฐานข้อมูลดังกล่าวแล้วในบางส่วน และคาดว่า ฐานข้อมูลดังกล่าวจะเริ่มต้นและใช้งานได้ ประมาณปลายปีนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 208 วันที่ 1- 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ดีเอสไอ-กองปราบ บุกจับบริษัทแชร์ลูกโซ่ กลางกรุง


เมื่อ 12 ต.ค. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พ.ต.อ.นิรันดร์ อดุลยศักดิ์ ผู้บัญชาการสำนักคดีอาญาพิเศษ 1 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่กองปราบปราม กว่า 50 นายนำกำลังเข้าตรวจค้น บริษัท ดิจิตอล คราวน์ โฮลดิ้ง จำกัด เลขที่ 338 อาคาร ดี ซี เอช แอล จำกัด ถ.พระราม 9 แขวงบางกะปิ เขตห้วยขวาง กรุงเทพฯ ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนกับสำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เป็นบริษัทขายตรงน้ำมันหอมระเหย และตะเกียง แต่มีผู้ร้องเรียนว่าบริษัทดังกล่าวดำเนินธุรกิจในลักษณะแชร์ลูกโซ่ มีการชักชวนให้ร่วมลงทุน และหาสมาชิกเพิ่มหากหาสมาชิกใหม่มาได้ 5-6 คน ก็จะรับเงินปันผลเพิ่ม ถึง 21,000-26,000 บาท


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างเจ้าหน้าที่จู่โจมเข้าตรวจค้นภายในบริษัทพบประชาชนซึ่งมานั่งรอสมัครสมาชิกใหม่กับทางบริษัทบริเวณชั้น 1 ไม่ต่ำกว่า 100 คน และพบสมาชิกเก่าเข้ามารับสินค้าและมาอบรมกับบริษัท โดยไม่ตื่นตกใจกับการเข้าตรวจค้นของเจ้าหน้าที่ในครั้งนี้ยังคงนั่งรอสมัครสมาชิกและรับสินค้ากันตามปรกติ จนเสร็จสิ้นการตรวจค้น


พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวว่า เบื้องต้นได้ออกหมายจับผู้ต้องหารวม 20 คนซึ่งเป็นชาวต่างประเทศ 3 คนที่สามารถจับกุมได้แล้วคือนายฮวง เชียง เชียง ชาวไต้หวัน อายุ 43 ปี เป็นกรรมการผู้จัดการ , น.ส.หว่อง คิน ซี อายุ 36 ปี ชาวฮ่องกง และน.ส.เฉิน เป่า หยี อายุ 32 ปี ชาวฮ่องกง ซึ่งผู้ต้องหาทั้งหมดเป็นผู้ชักชวนสมาชิกเข้าร่วมลงทุนด้วยการล่อลวงให้ลงทุนจำหน่ายน้ำมันหอมระเหยและตะเกียง รายละ 190,000 บาทเพื่อให้ได้เงินปันผล 40,000 บาท แต่หากลงทุนเพียง 12,300 บาทจะยังไม่ได้รับเงินปันผลจนกว่าจะสามารถชักจูงสมาชิกมาร่วมลงทุนเพิ่ม จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า ร่วมกันฉ้อโกงประชาชน , ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน


พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าวต่อว่า การตรวจค้นบริษัทดังกล่าวดีเอสไอได้รับการร้องเรียนจากผู้เสียหาย ประมาณ 70 ราย คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 10 ล้านบาท โดยประชาชนที่ถูกหลอกมีอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งมีการตั้งสาขาใหญ่อีก 1 แห่งที่จังหวัดนครราชสีมา โดยวิธีการหลอกลวงจะจัดอบรมตามโรงแรมหรูต่างๆ ซึ่งมีวิทยากรชักชวนให้ร่วมเป็นสมาชิกและเชิญชวนให้ซื้อสินค้าโดยโฆษณาชวนเชื่อว่าจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะมีวิธีการพูดที่น่าเชื่อถือ เจาะกลุ่มคนที่มีเงินน้อยซื้อน้อย มีเงินมากซื้อมาก รวมถึงมีการโฆษณาชักชวนผ่านเว็บไซด์ และอ้างว่าเงินปันผลสามารถนำไปเป็นมรดกตกทอดถึงเครือญาติได้


ในวันนี้จะรวบรวมหลักฐานโดยเฉพาะคอมพิวเตอร์ที่มีรายละเอียดข้อมูลจำนวนลูกค้าและสินค้าเพื่อตรวจสอบยอดผู้เสียหาย รวมถึงดูบัญชีความเคลื่อนไหวทางการเงิน ซึ่งพบว่าเฉพาะวันนี้เพียงวันเดียวมียอดสั่งซื้อ 39 ล้านบาท และเดือนกันยายน 2555 มีกำไรกว่า 198 ล้าน ทั้งนี้จากการตรวจสอบยอดสมาชิกจาก สคบ.ปี 2554 มีสมาชิกกว่า 20,000 คน และเชื่อว่าขณะนี้มียอดสมาชิกเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 40,000 คน ซึ่งสคบ.ได้สั่งปรับวันละ 10,000 บาทรวมยอดค่าปรับถึงปัจจุบัน 600,000 บาท ส่วนการสั่งให้ยุติกิจการเป็นอำนาจของสคบ."พ.ต.อ.นิรันดร์ กล่าว


อ้างอิง : ข่าวสด

วันพุธที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : รื้อ! กฎหมายขายตรงกู้เศรษฐกิจ-ดันสู่องค์การมหาชน


จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการ สคบ. ประกาศชัดเตรียมรื้อพ.ร.บ.ขายตรง และตลาดแบบตรง ปี 45 และตัวร่าง ที่คาราคาซังมานานทิ้ง เดินสายรับฟัง ความเห็น 3 ฝ่าย รัฐ-ผู้ประกอบการ-ประชาชน หาข้อยุติตั้งกฎหมายใหม่คุม MLM ชี้ไม่เกิน 1-2 ปี ได้บังคับใช้ พร้อมบอกแผน ไบนารี่ หากจ่าย ได้จริงก็ไม่ผิด ส่วนการตั้ง กรม ขายตรง ไม่ทิ้ง วางแผนตั้ง องค์การมหาชน ดูแลสร้างเอกภาพธุรกิจ ด้านนโยบายติดตรา สคบ.วอนผู้ประกอบการทำความเข้าใจกติกาใหม่ เรื่องเบี้ยประกันแค่ตีความผิด ย้ำชัด สคบ. หวังเป็นสื่อกลางระหว่าง ภาครัฐและเอกชน ยกระดับธุรกิจขายตรงไทย ช่วยเศรษฐกิจชาติ

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่า หลังจากเรื่องของพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบ ตรง ฉบับ พ.ศ.2545 ซึ่งมีหลายเสียงเห็นว่าพ.ร.บ. ตัวนี้ เก่าเกินไป เนื่องจากการพัฒนาของธุรกิจ ล้ำหน้าไปมาก ทำให้ต้องการที่จะให้รัฐแก้ไขปรับปรุง เพื่อบังคับขึ้นมาใช้ใหม่ โดยมีการร่างขึ้นมาแล้ว และเกือบที่จะได้บังคับใช้ ตอนนี้ตนเห็นด้วยที่จะมีพ.ร.บ.ตัวใหม่ ที่จะ กำหนดใช้ขึ้นแทน แต่ตนต้องการที่จะรื้อตัวร่างนี้ขึ้นใหม่หมด เพื่อให้ เกิดความเป็นธรรมแก่วงการโดยรวม

ปัจจุบันจากความผันแปรของเศรษฐกิจ และธุรกิจขายตรงที่มีแนวโน้มเปลี่ยนไป จากพ.ร.บ.ฉบับ 2545 ที่บังคับใช้อยู่ ดูจะเก่าเกินไป ทำให้ตนต้องการที่จะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมา เป็นนโยบายการทำงาน โดยหลังจากที่ตนได้เข้ามานั่งเป็นเลขาธิการ สคบ. เรื่องพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่ นับเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องมีการปรับแก้ไข โดยจะเป็นการรื้อตัวร่างเก่า และจัดทำขึ้นมาใหม่ โดยสคบ.ได้วางการทำงานในการสร้างพ.ร.บ.ตัวใหม่นี้ 3 ข้อ เลขาธิการ สคบ. กล่าว

โดยการทำงาน 3 ข้อ ที่เลขาธิการ สคบ.ได้วางเพื่อการทำพ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่ คือ 1.การประชุมเพื่อ รับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานภาครัฐ เพื่อ จัดทำพ.ร.บ.ตัวใหม่ 2.การรับฟังความคิดเห็น จากผู้ประกอบการ โดยเฉพาะบรรดาผู้บริหาร บริษัทขายตรงต่างๆ เพื่อความเป็นธรรมกับ ทุกบริษัทและ 3.การรับฟังความคิดเห็นจาก ภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการยอมรับ พ.ร.บ. ตัวใหม่จากผู้บริโภค

จากที่กล่าวมา จิรชัย เลขาธิการ สคบ.คนใหม่ พยายามที่จะเดินสายออกไปพบกับผู้บริหารของบริษัทขายตรง และประชาชนเพื่อรับฟังความคิดเห็น เพื่อนำมา ใช้ในการทำงานของสคบ. โดยแผนการทำ พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรงตัวใหม่นี้ ทาง สคบ.เชื่อว่า ใน 1-2 ปีนี้ น่าจะสามารถ ออกมาเป็นรูปเป็นร่าง และบังคับใช้

ทั้งนี้ เลขาธิการสคบ. ยังกล่าวถึงแผน จ่ายแบบ ไบนารี่ ว่า เรื่องของแผนจ่ายแบบ ไบนารี่ เป็นเรื่องที่ไม่ผิด เพราะหาก บริษัทสามารถจ่ายได้จริงอย่างที่แผนบอก ก็ไม่มีความผิดอะไร เพราะแผนไบนารี่ก็อยู่ในกรอบของกฎหมายทุกอย่าง

ส่วนเรื่องที่เป็นประเด็นอีกอย่างหนึ่ง คือ ความเป็นไปได้ของการจัดตั้ง กรมขาย ตรง ขึ้น เพื่อการทำงานเฉพาะวงการธุรกิจ เพื่อให้ภาครัฐสามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง เรื่องนี้ จิรชัย เลขาธิการสคบ. กล่าวว่า การตั้งกรมขายตรง เหมือนกับธุรกิจประกัน ภัยที่มีการตั้งกรมประกันภัย นับเป็นแนวคิด ที่ดี ซึ่งตนเห็นด้วย เพราะธุรกิจจะมีผู้ดูแลโดยเฉพาะ ซึ่งถือเป็นการยกระดับวงการที่ดี แต่ทางสคบ.ในยุคตนไม่ได้เพียงคิดแค่นั้น แต่ต้องการที่จะตั้ง องค์การมหาชน ขึ้นมาเพื่อดูแลธุรกิจเลยทีเดียว ถึงแม้การตั้งองค์การมหาชน จะทำให้ขายตรงหลุดจากการควบคุมของ สคบ.ก็ตาม แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เพราะหากสิ่งใดจะสามารถยกระดับ ธุรกิจได้ สคบ.ก็พร้อมผลักดัน

อย่างไรก็ดี ในส่วนของนโยบายการรณรงค์ติดตราสัญลักษณ์สคบ. ที่รัฐบาลต้องการให้บริษัทขายตรงเข้ามาขอรับ เพื่อ เพิ่มความน่าเชื่อถือ ตอนนี้ก็ยังไม่มีบริษัทใด เข้ามาขอรับอย่างจริงจัง เนื่องจากยังมีข้อข้องใจ และสงสัยในกฎเกณฑ์หลายข้อ โดย เฉพาะเรื่องการที่ต้องจ่ายเบี้ยประกันกับบริษัทประกัน เพื่อเยียวยาผู้บริโภคที่ได้รับความเสียหาย ซึ่งเรื่องนี้ผู้ประกอบการไม่เห็น ด้วย จากเหตุที่ว่าเบี้ยประกันแพงเกินไป

ในเรื่องนี้ จิรชัย เผยว่า เรื่องของเบี้ยประกันเป็นความเข้าใจผิดของผู้ประกอบ การ ว่าต้องจ่ายเบี้ยประกัน 0.5% จากยอด ขายแต่ละปี ซึ่ง สคบ.และรัฐบาลต้องการเพียงให้บริษัทขายตรงมีบริษัทประกันเพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจให้ผู้บริโภค ส่วนเรื่องการเสียค่าสินไหม หรือค่าเยียวยา ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายที่ผู้บริโภคเรียกร้อง ซึ่งผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจใหม่

เรื่องของการติดตราสคบ. นับเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะหากวันที่การค้าเสรีเปิด สิ่งนี้จะเป็นตัวสร้างความ ได้เปรียบกับบริษัทที่มีตราสคบ.ได้เป็นอย่างดี อีกทั้งหากบริษัทใดมีตราสคบ.นั่นก็ยิ่งเป็นตัวแสดงอย่างชัดเจนถึงมาตรฐานของบริษัทนั้นๆ ซึ่งทางสคบ.ก็พร้อมที่จะช่วย ในเรื่องของความมั่นใจกับผู้บริโภคอีกทาง

นอกจากประเด็นต่างๆ ที่กล่าวมานี้แล้ว จิรชัย ยังได้กล่าวถึงการทำงานของ สคบ.ยุคใหม่นี้ว่า สคบ.ต้องการเป็นส่วนหนึ่ง ที่สำคัญในการผลักดันธุรกิจขายตรง ให้เป็น ธุรกิจสร้างชาติอย่างเป็นรูปธรรม ลบภาพความเป็นธุรกิจสีเทาออกให้หมด โดยที่จะเน้นการทำงาน 3 ข้อ คือ 1.ส่งเสริมธุรกิจ 2.ช่วยธุรกิจที่ยังติดขัดให้เดินไปได้ และ 3.ตัดธุรกิจแอบแฝงออกจากระบบให้สิ้น

โดยการทำงานของสคบ.เกี่ยวกับธุรกิจขายตรงนับจากนี้ อย่างแรกที่สำคัญคือ การจัดระเบียบธุรกิจขายตรง โดยเฉพาะ บริษัทที่จดทะเบียนอยู่กับสคบ.ขณะนี้ที่มีอยู่เกือบ 900 บริษัท ต้องแยกออกมาให้ได้ว่าบริษัทใดยังดำเนินงานอยู่ บริษัทใดปิดกิจการแล้ว อีกทั้งยังรวมไปถึงความเคลื่อนไหวว่า บริษัทใดมีการปรับเปลี่ยนไป แล้วหรือไม่อย่างไร ทั้งแผนงาน และสินค้า

ซึ่งสคบ. ได้กำหนดการทำงานสำคัญ 3 ข้อ โดยเป็นการตั้งกองกำลังขึ้นมา คือ 1.กองจดทะเบียนบริษัท 2.กองดำเนินงานด้านการติดตาม ประเมินผลการทำธุรกิจ และ 3.การปราบปรามโดยใช้กฎหมายที่มีอยู่ เพื่อตัดธุรกิจแฝงทิ้ง

อย่างไรก็ดี เรื่องของจำนวนคนที่เป็น ปัญหาของสคบ.มาตลอด จิรชัย ต้องการที่จะทำให้ปัญหานี้หมดลง โดยการวางการทำงานเฉพาะจุด และตรงประเด็น เพื่อการ ทำงานอย่างมีประสิทธิผล
จากนโยบายต่างๆ ที่ จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสคบ.คนใหม่ได้กำหนดขึ้นมานี้ สคบ.ได้พยายามที่จะหานักวิชาการเข้า มาช่วยในการหาความเป็นไปได้ของการดำเนินนโยบายต่างๆ โดยทางสคบ.จะเป็นผู้กำหนดวางแนวทางการทำงาน ส่วน นักวิชาการจะเป็นกลุ่มคนที่จะทำนโยบายต่างให้เกิดประสิทธิผลตามแนวทางที่ได้วาง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1338 ประจำวันที่ 26-9-2012 ถึง28-9-2012

วันจันทร์ที่ 17 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวสคบ. : เขย่าตระกร้าขายตรง!! "จิรชัย มูลทองโร่ย" จัดหนักรื้อฐานข้อมูล-เช็คบิลสินค้า


จิรชัย เลขาสคบ.พลิกเกณฑ์ ขายตรง รับ ตราสัญลักษณ์ กรณีต้องทำประกันภัยความเสี่ยงสินค้า-บริการ โดดจับมือ บริษัทประกันภัย


พิ่ม เปิดทาง ทำแบงก์การันตี หรือรวมตัวเป็นกลุ่มจัดตั้ง กองทุน ขึ้นรับความเสี่ยงเอง เผยขยายทางเลือกให้ ผู้ประกอบการ มากขึ้น ย้ำเจตนา ปูพรม ความพร้อมสู่ประตู AEC แย้มนโยบายล้างภาพ เขย่าใบอนุญาตขายตรงสั่ง จัดระเบียบฐานข้อมูล ใหม่ เข้ม! ห้ามขาย ปุ๋ย-ยา-เหล้า ในระบบอีกครั้ง!! จับตา สุทธิศักดิ์-พิฆเนศ ลุ้นนั่ง รองเลขาฯใหม่ !!

นายจิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผย ธุรกิจเครือข่าย ถึงความคืบหน้าโครงการมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคให้กลุ่มธุรกิจว่า หลังจากที่ได้เริ่มเปิดการรับ


ตราสัญลักษณ์ไปเมื่อ 1 กันยายนที่ผ่านมา ขณะนี้มีหลายบริษัทแสดงความจำนงเข้าแล้วรวมถึงกลุ่มประเภทธุรกิจขายตรงด้วย โดยทางสคบ.ได้ปรับเกณฑ์การทำประกันภัยความเสี่ยงสินค้าและบริการใหม่ออกเป็น 3 แนวทาง เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเลือกแนวทางที่สะดวกได้มากขึ้น

จากก่อนหน้านี้เรามีแค่ทิพยประกันภัย แต่ตอนนี้เรามีเมืองไทยประกันภัยเพิ่มเข้ามาแล้ว รวมถึงสคบ.ได้มีอีก 2 แนวทางทางให้ผู้ประกอบการเลือก คือ ให้แบงก์การันตี หรือรวมตัวกันเป็นกลุ่มแล้วจัดตั้งเป็นกองทุนขึ้นมารับความเสี่ยงกันเอง ซึ่งทางสมาคมการขายตรงไทยก็มีความสนใจในประเด็นหลังนี้อยู่ นายจริชัยกล่าว และว่า

สำหรับโครงการมอบตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภคนี้จะยังคงเดินหน้าต่อไป เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายที่นายวรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายไว้ตั้งแต่ปลายเดือนเมษายน 2555 ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคขึ้นเทียบชั้นกับต่างประเทศในกลุ่มอาเซียนนี้ และที่สำคัญมีความจำเป็นที่จะต้องเร่งสร้างความพร้อมของผู้ประกอบการไทยในการสร้างมาตรฐานสินค้าและบริการในเวทีประชาเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) นี้ด้วย

นายจิรชัย กล่าวว่าส่วนในภาคธุรกิจขายตรงขณะนี้มีผู้ประกอบการจดทะเบียนกับสคบ.ไปแล้วกว่า 600 บริษัท ธุรกิจตลาดแบบตรงอีกกว่า 300 บริษัท แต่ที่ผ่านมาสคบ.ยังไม่มีการจัดทำฐานข้อมูลที่ชัดเจนในเรื่องของ สินค้าที่จดทะเบียนและขออนุญาตขายในระบบ จนทำให้ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่า บริษัทขายตรงใดได้ขายสินค้านอกเหนือจากที่ขออนุญาตและจดทะเบียนแจ้งสคบ.ไว้แต่เริ่มแรกบ้าง ดังนั้นในการมอบหมายงานสคบ.ครั้งแรกจะกำหนดให้เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญและเป็นการทำงานเชิงรุก โดยเจ้าหน้าที่สคบ.ทั้งหมดที่รับผิดชอบจะต้องเร่งดำเนินการโดยด่วน

ต่อไปสคบ.เราจะทำงานเชิงรุกอย่างแน่นอน และจะไม่มีคำอ้างว่าเจ้าหน้าที่เรามีน้อยอีกต่อไป จากทั้งหมดเรามีเจ้าหน้าที่อยู่ 200 กว่าคน เมื่อมอบหมายงานให้แล้วก็ต้องไปดำเนินการให้ได้ ส่วนงานใดจะจ้างเอกชนหรือใครมาช่วยต่อก็เป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายจะกลับไปคิดดำเนินการเอง เพราะเราจะจัดงบสนับสนุนให้ตามความเหมาะสม แล้วทุกคนก็ไปปรับตัวตามนั้น นายจิรชัยกล่าว และย้ำว่า

ทั้งหมดเป็นการปรับแนวทางการทำงานเป็นเชิงรุก โดยเฉพาะธุรกิจขายตรงจะมีการจัดระบบฐานข้อมูลใหม่โดยมอบหมายให้เป็นเรื่องภายในของคนสคบ.จะต้องรีบเร่งดำเนินการ ส่วนภายนอกบริษัทเอกชนผู้ประกอบการก็ต้องมีการแก้ไขปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้ถูกต้อง อย่างกรณีสินค้าที่ไม่สามารถนำมาขายในระบบขายตรงได้ตาม พ.ร.บ.ขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ประกอบด้วย ปุ๋ย ยา และเหล้านั้น ก็จะมีการเข้มงวดและดำเนินการตามพ.ร.บ.เป็นสำคัญ

ทั้งนี้หลังจากนายจิรชัย มูลทองโร่ย ได้รับการโปรดเกล้าฯ เข้ารับตำแหน่งไปแล้วเมื่อวันที่ 24 กันยายน 2555 ที่ผ่านมา ทางสคบ.ก็จะมีการพิจารณาคัดเลือกรองเลขาธกิการสคบ.คนใหม่เข้ามาแทนตำแหน่งเดิมของนายจิรชัยที่ว่างลง ต่อประเด็นดังกล่าวแหล่งข่าวระดับสูงจากสคบ.ได้กล่าวกับ ธุรกิจเครือข่าย ถึงบุคคลเหมาะสมที่จะมารับตำแหน่งว่าน่าจะเป็นคนภายในสคบ.

แหล่งข่าวรายเดิมกล่าวว่า ผู้บริหารสคบ.ที่มีความเหมาะสมและน่าจะได้รับการคัดเลือกเข้ามานั่งเก้าอี้รองเลขาธิการสคบ.คนใหม่นั้นมีอยู่ 2 คน คือ นายสุทธิศักดิ์ ภัทรมานะวงศ์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมายและคดี และนายพิฆเนศ ต๊ะปวง ผู้อำนวยการสำนักแผนและการพัฒนาการคุ้มครองผู้บริโภค


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 236 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2555

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรง (MLM) : งาบประโยชน์3ฝ่าย ตราสัญลักษณ์สคบ.


จิรชัย เลขาฯสคบ.ใหม่ฟิตจัดออกหมัดแรกจี้ผู้ประกอบการขายตรงทำประกันสินค้าเพื่อรับ ตราสัญลักษณ์สคบ. รับสนองนโยบาย รมต.วรวัจน์เอื้ออภิญญกุล ไม่สนซ้ำซ้อนกฎหมายขายตรงที่ว่าด้วยการรับคืนสินค้ามาตรตรา๓๖แฉคณะกรรมการคัดเลือกบริษัทเพื่อรับตราสคบ.คนใกล้ชิดนักการเมืองพรึ่บเพราะหน้าที่นี้มีค่าเหนื่อยจับตาเงินประกันสินค้าปีละนับพันล้านบาทค่าคอมมิชชั่น ใครงาบด้านกลุ่มธุรกิจขายตรง 3-4 สมาคมได้แต่บ่นพรึมพรำเหมือนหมีกินผึ้งไม่มีใครกล้าหือออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน นับตั้งแต่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติแต่งตั้ง นายจิรชัย มูลทองโร่ย รองเลขาธิการคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เพื่อดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการ สคบ. แทน นายนิโรธ เจริญประกอบ เลขาธิการ สคบ. ที่ได้ลาออกไปก่อนเกษียณอายุราชการ แอ็คชั่นแรก ที่นายจิรชัย มูลทองโร่ย จะต้องลงมือเดินเครื่องเต็มสูบ นั่นก็คือ การขับเคลื่อน ตราสัญลักษณ์สคบ. เพื่อให้บริษัทขายตรงนำไปเป็นโลโก้แห่งความเป็นมาตรฐาน


นี่แผนการลึกซึ้งในการแสวงหาผลประโยชน์ทับซ้อนในเชิงนโยบายไม่ผิดกฎหมาย แต่ใช้อำนาจของหน่วยงานรัฐ บีบ เอกชนให้ปฏิบัติตาม แม้จะไม่มีการบังคับอย่างเป็นรูปแบบ แต่คงไม่มีบริษัทใดกล้าปฏิเสธกับนโยบายของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีไปได้


เพราะมีสายสัมพันธ์อันดีกับ สมพร สืบถวิลกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งดำเนินธุรกิจขาดทุนต่อเนื่องโดยเฉพาะในปี 2554 ซึ่งเกิดวิกฤติน้ำท่วมได้รับผลกระทบหนักสุด


การที่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้เลือก นายจิรชัย มูลทองโร่ย ให้มานั่งตำแหน่งเลขาฯสคบ. ท่าม กลางมีข่าวอื้อฉาวครั้งนี้ ถือเป็นความคิดที่แหลมคม ซึ่งอาจมีเงื่อนไขพิเศษ นั่นคือ การผลักดันนโยบายที่วางไว้ให้บรรลุเป้าหมายในเวลาอันสั้น


โดยเฉพาะเรื่องให้บริษัทขายตรงซึ่งปัจจุบันมีกว่า 600 บริษัทจะต้องทำประกันสินค้ากับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) โดยคิดค่าเบี้ยประกันภัยร้อยละ 0.1 0.5 จากยอดขายแต่ละปีของบริษัท เพื่อเป็น การเยียวยาให้แก่ผู้บริโภคโดยเอา ตราสัญลักษณ์คุ้มครองผู้บริโภค มาเป็นตัวชูโรง


หากโครงการนี้เป็นไปตามแผนการที่ได้วางไว้อย่างแยบยล ก็จะมีเม็ดเงินทะลักเข้าสู่บริษัท ทิพยประกันภัยไม่ต่ำกว่า 1,500-2,000 ล้านบาท เพราะบริษัทประกันรายอื่นคงยังไม่ทันออกสินค้าประเภทนี้แน่ ส่วนผลตอบแทนซึ่งมาในรูปแบบค่าคอมมิชชั่นน่าจะไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท จับตาดูดีๆ ระหว่าง วรวัจน์ กับ สมพร ใครจะได้รับประโยชน์ตรงนี้ก็ต้องติดตามกันต่อไป


ที่แน่ๆ คณะกรรมการในการคัดเลือกคุณสมบัติบริษัทต่างๆ เพื่อมอบตราสัญลักษณ์สคบ. นั้น ส่วนใหญ่ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ได้ตั้งทีมงานของตัวเองเข้ามาดูแลแบบม้วนเดียวจบ ซึ่งจะแต่ละคนก็จะได้รับผลตอบ แทนครั้งละหลายพันบาท


การที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ออกมาแอ็คชั่นเรื่องนี้เป็นอันดับแรกๆ หลังรับตำแหน่งเลขาฯสคบ. ทั้งๆที่มีเรื่องอื่นสำคัญกว่าตั้งเยอะ กลับมองข้ามไป ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเรื่องนี้อาจมีนัยอื่นแอบแฝงไม่มากก็น้อย ยิ่งเมื่อมองย้อนกลับไปในการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อของ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล ว่า เลขาฯสคบ.คนใหม่ใครทำงานได้ ก็เลือกคนนั้นแหละ


จึงไม่น่าแปลกใจที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย เป็นคำตอบสุดท้ายกับตำแหน่ง เลขาฯสคบ. แม้จะมีคนร้องเรียนไปยังปลัดสำนักนายกฯ และปปช. เพื่อตรวจสอบพฤติกรรมที่ไม่ชอบมาพากลก็ตาม แต่ครม.ก็เร่งรีบแต่งตั้ง ทำเหมือนกับว่าการปรับครม.ที่จะมีขึ้นในอีกไม่ช้านี้ วรวัจน์ เอื้ออภิญญกุล อาจจะไม่ติดโผ และนั่งอยู่ในตำแหน่งรมต.ประจำสำนักนายกฯอีกต่อไปเสียงั้นแหละ


แหล่งข่าวระดับสูงจากสำนักปลัดนายกฯ ได้แจ้งมายังผู้สื่อข่าวว่า ทางสำนักนายกฯ ได้มีหนังสือแจ้งไปยังผู้ร้องเรียนผ่านไปทางสคบ.แล้ว โดยให้เหตุผลในทำนองว่า การที่ นายจิรชัย มูลทองโร่ย ถูกร้องเรียนเรื่องการเรี่ยไรเงินซึ่งอาจไม่ชอบด้วยกฎหมายนั้นเป็นเพียงการเข้าใจผิดกันเท่านั้น


ที่แน่ๆ นับจากนี้ไป บริษัทขายตรงจะต้องตั้งรับกับเกมรุกของ เลขาฯสคบ. คนใหม่ให้ดีๆ เพราะโครงการมอบตราสัญลักษณ์สคบ.นั้น ตอนนี้เป็นใบสั่งแบบกรายๆ ต่อไปน่าจะมีการร่างกฎระเบียบของสำนักนายกฯขึ้นมาแล้วเสนอไปยังครม.ให้อนุมัติ เพื่อบังคับให้บริษัทขายตรงต้องปฏิบัติตามทุกบริษัท


ถ้าพูดถึงหลักการคืนสินค้าให้กับผู้บริโภคของบริษัทขายตรงจริงๆ ก็มีกฎหมายรองรับไว้ชัดเจนตามมาตรตรา ๓๖ ดังนี้ เมื่อผู้บริโภคใช้สิทธิเลิกสัญญาตามมาตรา ๓๓ ให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรง หรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงคืนเงินเต็มจำนวนที่ผู้บริโภคจ่ายไปเพื่อการซื้อสินค้าหรือบริการนั้นภายในกำหนดเวลา สิบห้าวัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือแสดงเจตนาเลิกสัญญา


ในกรณีที่ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงใดไม่คืนเงินตามจำนวนและภายในกำหนดระยะเวลาตามวรรคหนึ่ง ให้ผู้จำหน่ายอิสระ ตัวแทนขายตรง ผู้ประกอบธุรกิจขายตรงหรือผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้นชำระเบี้ยปรับตามอัตราที่คณะกรรมการประกาศกำหนดให้แก่ผู้บริโภค


สคบ.มีความพยายามที่จะโฟกัสเรื่องสิทธิ์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ถือเป็นนโยบายเร่งด่วน กล่าวคือ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ โดยการใช้ตราสัญลักษณ์ของ สคบ.เป็นเครื่องการันตี หากได้รับตราสัญลักษณ์ของ สคบ.แล้วผู้บริโภคจะมั่นใจได้ว่าสินค้าที่ซื้อถูกต้องทั้งกฎหมายของ สคบ.และหลักกฎหมายอื่นที่ผู้ประกอบการจะต้องปฏิบัติตาม หากผู้บริโภคได้รับผลกระทบหรือเสียหายจากการใช้สินค้าแล้ว ผู้บริโภคจะต้องได้รับการชดเชยจากผู้ประกอบการ


นี่คือ พายุลูกใหญ่ที่กำลังก่อตัวขึ้น และพร้อมจะกระหน่ำเข้าใส่ผู้ประกอบการขายตรงเต็มอัตราศึก งานนี้ 3-4 สมาคมขายตรงจะออกมาตั้งรับสถานการณ์อย่างไร น่าจะเป็น ไฮไลท์ ที่คนเครือข่ายขายตรงไทยกว่า 16 ล้านคน จะต้องติดตามอย่างใกล้ชิดติดขอบเวทีห้ามกระพริบตาเด็ดขาด


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่327 ประจำวันที่1 - 15 กันยายน 2555