ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายขายตรง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กฎหมายขายตรง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556

รัฐคงหาทางออกให้ขายตรง







946293_539640759408525_86397927_n (Mobile)

 


เรื่องของกฎหมายขายตรง ไม่ใช่ประเด็นที่ทำให้เกิดข้อถกเถียงว่าจะแก้ไขหรือไม่ เพราะหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง มีความเห็นที่คล้อยตามว่าถึงเวลาที่กฎหมายขายตรง ควร ที่จะมีการปรับแก้ไข โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการเห็นกฎหมายใหม่ออกมากำกับดูแลวงการขายตรง และด้วยมูลค่าการตลาด รวมถึงผู้คนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรงไทย เพิ่มจำนวนขึ้น ในทุกปี หลายฝ่ายก็เชื่อว่าภาครัฐ คงจะให้ความสำคัญกับวงการขายตรงไม่แพ้วงการธุรกิจอื่นๆ


ดร.ชัยวัฒน์ สิริอนันต์ไพศาล ประธาน บริษัท เพาเวอร์ เพอร์เฟค ไลฟ์ จำกัด เปิดเผยในประเด็นแก้ไขกฎหมายขายตรงว่า หากมองกันในมุมผู้ประกอบการ เชื่อว่ามีหลายบริษัทขายตรงที่ต้องการให้มีการปรับแก้ไขเรื่องของกฎหมายขายตรง หรือตั้งหน่วยงานที่กำกับดูแลวงการธุรกิจอย่างเฉพาะเพื่อให้เกิดความชัดเจนมากกว่านี้ โดยต้องยอมรับว่า เห็นใจและหากมีการปรับแก้ไขกฎหมายก็คิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดีแน่นอน เพราะจะเป็นประโยชน์ต่อวงการธุรกิจขาย ตรง เพื่อให้เกิดการยกระดับของธุรกิจเหมือนกับวงการธุรกิจอื่นๆ


"ตนมองว่าควรที่จะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายอย่างเร่งด่วน เพราะกฎหมายเดิมมีอายุที่นานและไม่ทันกับยุคสมัย ไม่ครอบคลุมธุรกิจ เพียงพอ มีปัญหาหลายอย่างเกิดขึ้น อีกทั้งยังเอื้อต่อกลุ่มบริษัทบางกลุ่ม ตนอยากให้รีบดำเนินการเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น ตลอดจนไปถึงตลาดเออีซี หรือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อจะได้มีการลงทุนที่ไม่มีปัญหาทั้งคนไทยและต่างชาติ" ดร.ชัยวัฒน์ กล่าว


ธุรกิจขายตรงมีมูลค่าการตลาดมหาศาลประชาชนที่ตกงาน และเข้ามาทำธุรกิจนี้ จนสำเร็จร่ำรวย เป็นเศรษฐีก็มีมากมายหลายคน และเปลี่ยนชีวิตพวกเขาเหล่านั้นได้จริง อย่างไรก็ตาม ตนยังเชื่อว่า รัฐบาลไม่ได้ ทอดทิ้งธุรกิจขายตรง และจะหาทาง ออกให้กับบริษัทต่างๆ ได้แน่นอน หากมี การร้องเรียนกันจริงๆ เพราะสุดท้ายเชื่อ ว่าปัญหาทุกอย่างมีทางออก แต่คงต้อง อยู่ในขั้นตอนของการแก้ไขไปทีละอย่าง


ดร.ชัยวัฒน์ กล่าวในตอนท้ายว่า "เชื่อว่าหลายๆ บริษัทกำลังมองไปถึงการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพราะเหลือเวลาอีกเพียง 2 ปีเท่านั้น ตนก็ไม่รู้เหมือน กันว่า ถึงวันนั้นจริงๆ จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นมาอีก แต่หากมองในมุมการขยายตลาดนั้น ตนคิดว่าน่าจะทำให้หลายบริษัทเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและสร้างรายได้มากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันกลุ่มผู้ไม่หวังดีก็จ้องที่จะหาวิธีเข้าทำลายธุรกิจเครือข่ายให้เป็นสีดำเช่นกัน"


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวพระรามเก้า เน็ตเวิร์ค (Praram 9 Network) : รัฐต้องรีบปรับ ก.ม. ให้ทัน AEC







601107_10152620087525447_1934214469_n (Mobile)

 


ดูท่าเรื่องที่จะมีการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC เป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ประกอบการตระหนักเป็นพิเศษ ส่งผลให้มองย้อนมาที่เรื่องของกฎหมาย โดยผู้ประกอบการต่างเกรงกันว่า หาก AEC เริ่มขึ้น การลงทุนของบริษัทต่างชาติจะเข้ามาใน ไทยเพิ่มขึ้น แน่นอนยิ่งบริษัทมากขึ้น คนเยอะขึ้น ความวุ่นวายย่อม มากขึ้นตาม แล้วกฎหมายขายตรงไทยจะปรับต้วอย่างไรเมื่อเวลานั้น มาถึง


นายนัทธวัฒน์ ธีระวาณิชย์ กรรมการบริหาร บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายขายตรงว่า อาชีพขายตรงสามารถสร้างมูลค่าเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยหลายแสนล้านบาท ซึ่งยังช่วยในเรื่องของคนที่ตกงานให้มีอาชีพทำ แต่ที่คนส่วนใหญ่กลัวไม่กล้าเข้ามาทำ เพราะเกิดจากกลุ่มคนที่คิดแต่จะเอาประโยชน์หลอกลวงให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อเข้ามาลงทุน จากนั้นก็ปิด บริษัทและหนีหายไป ซึ่งจะไปตามจับตัวมาดำเนินคดีก็ยาก กว่าจะแจ้ง ความดำเนินคดีได้ต้องใช้เวลานาน


"แม่ทีมส่วนใหญ่ชอบย้ายบริษัทกันบ่อย ทำให้ผู้ประกอบการเกิดความเสียหาย เพราะยอดขายหายกำไรหด เพราะแม่ทีมเวลาย้ายทีม จะชอบดึงเอาลูกทีมไปเกือบทั้งหมด และยังมีบางคนมาพูดไม่ดีให้ร้าย กับบริษัทอีก ทำให้บริษัทเกิดความเสียหาย โดยกฎหมายก็ยังไม่สามารถ เอาผิดกับแม่ทีมเหล่านี้ได้ จึงอยากให้มีการแก้ไขปรับปรุงโดยเร่งด่วน"


"นัทธวัฒน์" กล่าวต่อว่า ในปี 2558 การเปิดตลาดการค้าเสรีอาเซียนก็เกิดขึ้น ทำให้ประเทศไทยที่มีบริษัทขายตรงเป็นจำนวนมาก รัฐบาลต้องรีบออกกฎหมายที่ควบคุมได้มารองรับตรงจุดนี้อย่างเร่งด่วน เพราะตลาดอาเซียนเริ่มขึ้นเมื่อไร จะมีคนต่างชาติเข้ามาทำธุรกิจในประเทศเยอะขึ้น และในจำนวนประชากรไทยกว่า 60 ล้านคน มีคนทำอาชีพเครือข่ายประมาณ 10 ล้านคน และจะเพิ่มขึ้นมากกว่านี้


ปัจจุบันมีกลุ่มไม่หวังดีใช้วิธีการหลอกลวงมากมาย ทำให้คนที่ตั้งใจอยากจะประสบความสำเร็จ เมื่อโดนหลอกหมดตัว ก็เกิดความกลัวและบอกต่อจนทำให้ธุรกิจขายตรงจากสีขาวกลายเป็นสีดำ ซึ่งสิ่งเหล่านี้หากมีกติกาควบคุมที่เหมาะสม ปัญหาต่างๆ ก็จะไม่เกิดขึ้น คือ ควบคุมให้ทั่วถึงและยุติธรรม เชื่อว่าปัญหาต่างๆ ในธุรกิจวงการขายตรง จะค่อยๆ หมดไปเอง และทำให้ธุรกิจเครือข่ายดูมีความน่าเชื่อถือ มีภาพลักษณ์ที่ดี ไม่ดูน่ากลัวอีกต่อไป


ธุรกิจเครือข่ายสามารถทำเป็นอาชีพหลักได้จริง อีกทั้งยังสามารถ ทำเป็นรายได้เสริมได้อีกด้วย โดยอยู่ที่ใครจะแบ่งเวลามาทำเท่านั้น ซึ่งอาชีพนี้ยังสามารถเปลี่ยนแปลงฐานะได้ สามารถมีรายได้ไร้ขีดจำกัด และยังเกษียณในอาชีพได้ด้วย


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2556

"สคบ." ขอเวลา ดันแก้ ก.ม.







Thai-Business-Lawyer-Blog (Mobile)

จากที่ผ่านมา เราพยายามฉายความคิดเห็นของกลุ่ม คนที่อยู่ในวงการขายตรงในหลากหลายสถานะ ซึ่งล้วนอยู่ในภาคเอกชน ซึ่งในครั้งนี้เราได้ถามความคิดเห็นเกี่ยวกับ การแก้ไขกฎหมายขายตรงไปยังภาครัฐบ้าง ซึ่งคงไม่มีหน่วยงานใดจะเหมาะที่จะตอบคำถามในเรื่องนี้เท่ากับ เจ้าหน้าที่ของ สคบ.


นายชนะเดช ทันประพันธ์ เจ้าหน้าที่สืบสวนสอบสวนสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดเผยว่า การแก้ไขกฎหมาย ขายตรงนั้น ทาง สคบ. ได้กำลังศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ อย่างเร่งด่วน โดยให้ทางมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพื่อเป็นข้อมูลสำคัญในการปรับแก้ไขกฎหมาย ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1 ปี โดยจะมีการส่งงานให้ทาง สคบ. ตรวจอยู่เป็นระยะๆ


"ทาง สคบ. ไม่ได้นิ่งนอนใจเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะกฎหมาย ขายตรงหากทุกฝ่ายเห็นสมควรที่จะแก้ไข ทาง สคบ.ก็ต้องเข้ามาศึกษาให้ละเอียดถึงผลกระทบที่จะตามมา ว่าส่งผลต่อ เรื่องใดบ้าง ไม่ใช่อยากแก้ไขก็ทำเลยคงจะไม่ได้ ต้องมีการทำ วิจัยศึกษาข้อมูลในเชิงลึกให้ถี่ถ้วน เพื่อนำเสนอต่อรัฐสภาให้ ผู้ที่มีอำนาจปรับแก้ไข เพราะกฎหมายขายตรงเมื่อมีการแก้ไขแล้ว ต้องคำนึงถึงผลได้ผล เสียที่จะตามมาด้วย โดยการแก้ไขจะต้องให้เหมาะสมที่สุด ซึ่งจะไม่เอื้อประโยชน์ให้ใครแน่นอน"


ปัจจุบันจะเห็นได้จากที่ทาง สคบ. กำลังลงพื้นที่ไป ทุกส่วน ในการเข้าไปตรวจสอบสินค้าตามบริษัทต่างๆ เพื่อความยุติธรรมที่ผู้ประกอบการจะไม่เอาเปรียบผู้บริโภค และตรวจสอบดูว่า ได้ทำตามกติกาของ สคบ. หรือไม่มีการรับประกันสินค้าให้ผู้บริโภคหรือเปล่า โดยอยากให้บริษัทมีความรับผิดชอบต่อสังคม อยากให้มีจิตใต้สำนึกที่ดีในการ เอาสินค้าออกมาจำหน่ายโดยราคาก็ต้องเหมาะสม สินค้า ได้คุณภาพ มีที่มาที่ไปอย่างชัดเจน


โดยทางเจ้าหน้าที่รัฐจะพยายามลงไปตรวจสอบในสถานที่มีการซื้อขายสินค้าตามแหล่งใหญ่ๆ เพื่อเข้าไปดูว่า แต่ละห้างร้านมีการทำถูกต้องหรือไม่ จะเห็นได้จากตราสัญลักษณ์ สคบ. ที่ได้มอบให้กับบริษัทเอกชน หรือห้างร้านต่างๆ ที่ทำถูกต้องตามกติกา สคบ. ก็จะสามารถดำเนิน กิจการได้อย่างปลอดภัย และเป็นการยกระดับสถานประกอบการของตัวเองให้มีศักยภาพด้วย ซึ่งยังส่งผลดีต่อ เศรษฐกิจประเทศชาติในลำดับต่อไป


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2556

อยากเห็นการแก้ ก.ม. โดยเร็ว !







suphanburi_26-400 (Mobile) 

 


ตราบใดที่กฎหมายขายตรงยังไม่มีการแก้ไข หรือปรับปรุงให้ดีขึ้น ก็เหมือนว่าเสียงเรียกร้องของ ผู้ประกอบการ และผู้ที่มีส่วนกับธุรกิจขายตรง ก็คง จะยังไม่หยุดให้ความคิดเห็น ว่าถึงเวลาที่กฎหมายจะต้อง มีการปรับ ซึ่งฉบับนี้ก็เป็นอีกครั้งที่หนึ่งในผู้ประกอบการต้องการ เห็นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายขายตรง ที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบัน


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การเกษตรภายใต้แบรนด์ "ดาวปูแดง" เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ในประเด็นกฎหมายขายตรง ว่า ตนอยากให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงเร็วๆ เพราะจะช่วย ให้การทำธุรกิจของบริษัทปลอดภัยขึ้น โดยมีกลุ่มคนที่ไม่หวังดีชอบแอบอ้างทำลายชื่อเสียง อีกทั้งยังมีการปลอมแปลงสินค้าเลียนแบบ ทำให้บริษัทเสียภาพลักษณ์เรื่องนี้ไปอีก


หากมีกฎหมายที่แข็งแรง มีกติกาที่ชัดเจนครอบคลุมทุกมิติ เชื่อว่า จะทำให้คนที่คิดจะกระทำผิดก็จะทำได้ยากขึ้น และเป็นการ ป้องกันไม่ให้บริษัทที่ตั้งใจทำธุรกิจอย่างโปร่งใสต้องคอยตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนเหล่านี้ด้วย พร้อมกับเป็นการยกระดับธุรกิจขายตรงขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง โดยในหลายๆ ประเทศยังไม่มีกฎหมาย ขายตรง หากประเทศไทยทำสำเร็จก็จะเป็นต้นแบบให้หลายๆ ประเทศในอาเซียน หรือประเทศใดก็ตาม เข้ามาศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้


"ผมว่ากฎหมายขายตรงยังมีหลายจุดให้แก้ไข เพราะยัง เอื้อต่อธุรกิจบางประเภทที่ได้รับประโยชน์จากตรงนี้ไป รวมถึงกฎหมายฉบับปัจจุบัน ก็ยังไม่คุ้มครองผู้ประกอบการเท่าที่ควร อาจ จะคุ้มครองผู้บริโภคเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเวลามีปัญหาเกิดขึ้นเจ้าหน้าที่ รัฐก็จะเข้ามาดำเนินคดีลำบาก เพราะกฎหมายไม่ได้ครอบคลุมเพียงพอ กว่าจะฟ้องร้องกันเสร็จก็เสียเวลากันนาน ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี"


โดยตอนนี้ใกล้จะเกิดการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ในปี 2558 อยากให้รีบปรับแก้ไขกฎหมายขายตรง โดยด่วน เนื่องจากหลายๆ บริษัทขายตรงในเมืองไทย จะได้ปรับ ตัวเองรับมือกับเรื่องนี้ เพราะหากกฎหมายขายตรงปรับแก้ไขแล้ว บริษัทต่างๆ จะได้รีบปรับนโยบายธุรกิจของตัวเองให้ควบคู่ ไปด้วย จะได้ไม่ต้องไปปวดหัวกันทีหลัง และเป็นการสร้างความ เชื่อมั่นของธุรกิจขายตรงต่อไปด้วย


"มูลค่าธุรกิจขายตรงแต่ละปีเป็นแสนๆ ล้าน มีประชากร ที่เข้ามาทำอาชีพนี้เป็นจำนวนกว่า 10 ล้านคน ซึ่งธุรกิจขายตรง สามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตคนได้ และยังช่วยให้คนตกงานมีอาชีพทำ ถือเป็นข้อดีที่หน่วยงานรัฐควรจะเข้ามาศึกษาและสนับสนุนเรื่องนี้อย่างเต็มที่ เพราะผลประโยชน์จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจประเทศชาติด้วย"








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

กฎหมายต้องแก้!







GETTY_N_110211_LawGavelCourt (Mobile)

 


ที่ผ่านมา ท่านผู้อ่านที่เป็นขาประจำของ "นสพ.สยามธุรกิจ" คงได้เห็นว่า "สยามธุรกิจ" ได้เปิดคอลัมน์ "แก้กฎหมาย ส่งเสริมขายตรงไทย" ขึ้น เพื่อเป็นพื้นที่ให้คนขาย ตรง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ กลุ่มผู้บริหาร นักธุรกิจอิสระ รวมไปถึงบุคคลต่างๆ ที่มีความรู้ในระดับกูรู ของวงการขายตรง ได้เข้ามาแสดงทรรศนะเกี่ยวกับกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบันว่า ควร ไม่ควร แก้ไขอย่างไร


โดยที่ผ่านมา จากการติดตามของผู้เขียน เห็นได้ชัดว่า ถึงเวลาแล้วที่วงการขายตรงต้องมีกฎหมายตัวใหม่เข้ามากำกับดูแล รวมไปถึงเรื่องของการผลักดันให้มีการตั้ง "กรมขายตรง" ขึ้นมา


เหตุผลหลักๆ ที่ผู้เขียนพอจะจับใจความ สรุปให้เห็นพอเข้าใจถึงสถานะความคิดเห็นส่วนใหญ่ที่คนขายตรงต้องการ ให้มีการสร้างกฎหมายฉบับใหม่ขึ้น เพราะการที่กฎหมายขายตรงฉบับ พ.ศ.2545 ไม่ทันยุคทันสมัยอีกต่อไป


ส่วนความพยายามที่จะให้มีการตั้ง "กรมขายตรง" หรือสำนักงานหรือหน่วยงานอิสระ เพื่อดูแลกำกับวงการอย่างเฉพาะ ก็เพราะความต้องการเห็นการยกระดับของวงการ ขายตรงอย่างแท้จริง


และหากขายตรงมีหน่วยงานอะไรที่เข้ามาดูแลอย่างเฉพาะ เหมือน คปภ. หรือสำนักงานคณะกรรมการกำกับและ ส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย ก็ยิ่งจะทำให้ขายตรงถูกมองในภาพที่บวกมากขึ้น ทั้งยังจะมีทุน มีคนที่มากพอในการจะจัดการกับขายตรงขี้ฉ้อทั้งหลาย รวมถึงการยกระดับ ขายตรงชั้นดีให้เป็นที่ยอมรับมากขึ้น


หากมองตามความเป็นจริง ธุรกิจขายตรงมีปัญหามาก ที่สุด ก็คงเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ที่มักถูกเปรียบเทียบ ยัดเยียดให้เป็นธุรกิจ "แชร์ลูกโซ่" เป็นธุรกิจสีเทา เต็มไปด้วยการหลอกลวง ทั้งที่สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดจากกลุ่มคนผู้ไม่หวังดี เพียงหยิบมือที่เข้ามาหาผลประโยชน์ ด้วยการใช้แบบแผน การล่อลวง คล้ายกับวิธีการทำงานของขายตรงเท่านั้น


แต่แน่นอนว่า ปลาเน่าตัวเดียวย่อมเหม็นไปทั้งบ่อ


ขายตรงโดนมองในทางที่ไม่ดีมานาน ถึงแม้ปัจจุบันจะดีขึ้นมากในเรื่องของภาพลักษณ์แล้วก็ตาม


แต่ทั้งหมดทำให้เราต้องมองย้อนไปที่ต้นตอของปัญหา


หนึ่ง คือ บรรดา 18 มงกุฎ ที่ทำให้ขายตรงถูกมองไม่ดี


สอง คือ กฎหมาย ที่ไม่รัดกุมพอ ที่จะปกป้องธุรกิจได้


นี่คือปัจจัยหลักของปัญหา ซึ่งต้องยอมรับกัน


"สมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA)" ถือเป็นสมาคมหมายเลข 4 ของวงการ ที่กำเนิดขึ้น


โดยสมาคมนี้ก่อตั้งยังไม่ถึงปี แต่พยายามผลักดันให้มีการแก้ไขกฎหมาย ด้วยการเล็งเห็นสิ่งที่เป็นปัจจัยของปัญหา


ที่ผ่านมา TDNA ได้ว่าจ้าง "มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย" ทำวิจัยวงการขายตรงในทุกมิติ เพื่อให้รัฐเห็นภาพที่แท้จริง


ทุกอย่างเดินหน้าไป ถึงแม้จะมีกระแสข่าวว่าบางบริษัท พยายามปิดกั้นข้อมูลของตัวเอง เพื่อเหตุผลใดไม่ทราบชัด ก็ตามที


แต่ธุรกิจขายตรงเดินทางมาไกลเกินจะถอย และคงเป็น เรื่องที่ไม่ควรแน่หากจะปล่อยให้อะไรมาฉุดมารั้งความเจริญ


หากกฎหมายขาดเขี้ยวเล็บในการเอาผิด คนผิด ก็ยาก ที่ขายตรงจะเดินไปข้างหน้าได้อย่างเต็มภาคภูมิ


ไม่ต้องนึกถึงการจะยกระดับวงการหรอก เอาแค่ให้วงการไม่ถอยหลังลงคลองนี่ ก็ถือว่าเป็นบุญ...








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556

กฎหมายแข็งแกร่ง ธุรกิจแข็งแรง !







Law-Order111211111111111211111211111111111121122111-640x480 (Mobile)


หลายความคิดเห็น หยิบเอาเรื่องของการแก้ไขกฎหมายขายตรง เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำ เพราะหากการแก้ไขกฎหมายเกิดขึ้นเร็วเท่าไหร่ สิ่งที่จะตามมานั่นคือ การที่ธุรกิจขายตรงจะถูกยกระดับ เพราะหากยอมรับตามความจริง ดูเหมือนว่าคนขายตรงส่วนใหญ่มีความ ต้องการให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง


นายสมชาย อินทิราวรนนท์ ประธานกรรมการ บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เผยในเรื่องของกฎหมายขายตรงว่า ปัญหานี้ถือเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขโดยด่วน เนื่องจากอีก 2 ปี การรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนก็จะเกิดขึ้น ซึ่งถึงวันนั้นจะมีการค้าเสรีระหว่าง 10 ประเทศในอาเซียน ที่จะเดินทาง ข้ามไปข้ามมาโดยไม่ต้องเสียภาษี และการลงทุนในธุรกิจขายตรง จะมีมูลค่ามหาศาล โดยประเทศไทยหากมีกฎหมายขายตรงที่แข็งแรงก่อนใครจะทำให้ได้เปรียบแน่นอน


"เชื่อว่าหลายๆ คนที่อยู่ในวงการขายตรง ทั้งผู้ประกอบการ เอง ผู้จำหน่ายอิสระ และผู้บริโภค ต่างก็อยากจะให้มีการปรับแก้ไข กฎหมายขายตรง เพื่อให้ธุรกิจไม่มีช่องโหว่ให้เหล่ามิจฉาชีพเข้ามา ฉกฉวยผลประโยชน์ ซึ่งทำให้ผู้อื่นเสียหาย ตกเป็นเหยื่อโดยไม่รู้ตัว เพราะบางคนที่โดนหลอกลวงก็ถึงกับหมดตัวไปเลยก็มี และจะไปฟ้องร้องเอาผิดกับใครก็ยาก กว่าจะเอาผิดได้ก็เสียเวลา นาน ไม่ต้องทำอะไรกันพอดี"


"ปัจจุบันบริษัทขายตรงในเมืองไทยมีเป็นจำนวนมาก และ ทุกบริษัทก็ต่างแข่งขันที่จะทำให้ธุรกิจของตัวเองอยู่รอดให้ได้ ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ก็จะได้เปรียบ เนื่องจากมีศักยภาพมากกว่า ทั้งความน่าเชื่อถือ ความมั่นคงทางการเงิน และการยอมรับในเรื่อง ของผลิตภัณฑ์ ไม่เหมือนกับบริษัทขายตรงเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดใหม่ หรือเปิดมาได้ไม่เกิน 2 ปี ค่อนข้างจะเสียเปรียบ ทำตลาดก็ยากขึ้น หาก AEC เริ่มเมื่อไรคาดว่า บริษัทใหญ่จะอยู่รอด แต่บริษัทเล็ก จะอยู่ยาก"


"สมชาย" กล่าวต่อว่า การแก้ไขกฎหมายขายตรงอยากจะให้มีการดึงผู้ที่ทำธุรกิจขายตรงเข้าไปช่วยร่างกฎหมายด้วย เนื่องจากจะมีความเข้าใจดีกว่า หน่วยงานภาครัฐแน่นอน หรือไม่ก็ควรจะมีการเปิดระดมความคิดว่าจะแก้ไขกันในเรื่องใดบ้าง ที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ เพราะกฎหมายขายตรงฉบับปัจจุบันยังเอื้อต่อธุรกิจบางประเภทอยู่ แต่บางประเภทก็ยังเอื้อเฉพาะ ผู้บริโภค จึงอยากให้มีการปรับแก้ไข ให้ครอบคลุมมากกว่านี้


"หากมีการแก้ไขกฎหมายขายตรงแล้ว เชื่อว่าสิ่งที่จะตาม มาต้องเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจชาติแน่นอน จะทำให้ประเทศ ไทยเป็นต้นแบบของธุรกิจขายตรง ที่หลายๆ ประเทศในแถบอาเซียนจะต้องเข้ามาศึกษาข้อมูล และเอาไปใช้เป็นแบบอย่าง เพราะมีกฎหมายขายตรงที่แข็งแรง ถือเป็นการยกระดับภาพลักษณ์ที่ดีของธุรกิจขายตรงไทยด้วย ที่เคยโดนกลุ่มไม่หวังดีทำให้เสียชื่อเสียงมาก่อนหน้านี้"


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2556

ตีแผ่กฎหมายขายตรงเจ้าปัญหา.!! สับสน-มีจุดอ่อน-เปิดช่องโหว่มิจฉาชีพ







ippatsemina 72 (Mobile)


สมาคมฯ TDNA เดินเกมรุกหนัก แก้กฎหมายขายตรง ตีแผ่ชำแหละทุกจุดอ่อน ประเดิมโฟกัสมาตรา 3 นิยาม ก็สับสน ระบุต้องกำหนดบทบาท 3 ตัวละคร ผู้ประกอบการ ผู้ขาย และผู้บริโภคให้ชัดเจน ขณะที่ "ตลาดแบบตรง" ใครลากเข้ามาในกฎหมายนี้ เพราะไม่สามารถกำกับดูแลได้ ซ้ำยังมีผู้ประกอบการมหาศาลนับหมื่นนับแสนราย ไม่ยอม มาจดทะเบียน ยันต้องแยกออกจาก "ขายตรง"


นายพิศิษฐ์ แทนทิว เลขาธิการสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) เปิดเผย "สยามธุรกิจ" ว่า หลังจากมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติขายตรงมาตั้งแต่ พ.ศ. 2545 เป็นต้นมาถึงวันนี้ก็ 11 ปีแล้ว แต่กฎหมายฉบับดังกล่าว ไม่สามารถกำกับดูแลการเปลี่ยนแปลงธุรกิจขายตรงที่มีการเติบโตอย่างมีคุณภาพได้ และยังเป็นปัญหาในการบังคับอยู่ใน ปัจจุบัน เนื่องจากกฎหมายฉบับนี้เกิดขึ้นโดยที่ไม่ได้มาจากคนที่อยู่ในวงการธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่เข้าไปเกี่ยวข้องเลย คือ ไม่มีส่วนร่วมในการร่างกฎหมายขายตรงฉบับนี้ขึ้นมา ทำให้ ปัจจุบันได้เกิดปัญหาในธุรกิจขายตรงอย่างมากมาย


ในต่างประเทศเคยมีกฎหมายขายตรง แล้วเราก็พยายาม จะเอามาใช้เป็นแบบอย่าง มีการนำมาประยุกต์ใช้กัน แต่ด้วย เวลาที่ผ่านมานานทำให้กฎหมายขายตรงฉบับนี้ ควรจะมีการ ปรับให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ ไม่ใช่ปล่อยเอาไว้แบบนี้ ถ้าไปลองศึกษารายละเอียดดู จะเห็นได้ว่า มีจุดอ่อนที่เป็นช่องโหว่ให้นักธุรกิจบางกลุ่ม ใช้ประโยชน์และสร้างปัญหาขึ้นมาได้


"โดยเฉพาะในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ฉบับนี้คำว่า..ขายตรง หมายความว่า การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการนำเสนอขายต่อผู้บริโภคโดยตรง ณ ที่อยู่อาศัย หรือสถานที่ ทำงานของผู้บริโภคหรือของผู้อื่น หรือสถานที่อื่นที่มิใช่สถานที่ประกอบการค้าเป็นปกติธุระโดยผ่านตัวแทนขายตรง หรือผู้จำหน่ายอิสระ ชั้นเดียวหรือหลายชั้น แต่ไม่รวมถึงนิติกรรมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง"


จะสังเกตเห็นว่าพระราชบัญญัติขายตรงและตลาดแบบตรง พ.ศ.2545 ที่หยิบยก มานี้ มีความเข้าใจยากมาก หากไม่ใช่นักกฎหมายโดยตรง อ่านแล้วก็จะสับสน ไม่รู้ว่า ครอบคลุมส่วนไหนกันแน่ ซึ่งความจริงหลักๆ ของธุรกิจขายตรง จะมี 3 ตัวละคร คือ ผู้ประกอบการ ผู้จำหน่ายอิสระ หรือผู้ขาย และผู้บริโภค ซึ่งในความเป็นจริงมีบริษัทขาย ตรงจำนวนมากที่ไม่ได้เน้นขายให้ผู้บริโภค อาจจะขายให้บ้างแต่ส่วนน้อย ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นการขายให้สมาชิกที่ไม่ตรงกับนิยามข้อนี้ ทุกวันนี้ใครจะเป็นขายตรง มีแผนการจ่าย แต่ขายให้สมาชิกเท่านั้น ก็ไม่เข้าข่ายเป็นขายตรงไม่ต้องจดทะเบียน ซึ่งถ้าไม่จดทะเบียนก็จะอยู่นอกการกำกับดูแล เกิดปัญหาก็ตรวจสอบยาก จึงต้องแก้ในส่วนนี้


ขณะที่ "ตลาดแบบตรง" มีนิยามว่า การทำตลาดสินค้าหรือบริการในลักษณะของการสื่อสารข้อมูลเพื่อเสนอขายสินค้า หรือบริการโดยตรงต่อผู้บริโภคซึ่งอยู่ห่าง โดยระยะทางและมุ่งหวังให้ผู้บริโภคแต่ละรายตอบกลับเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการจากผู้ประกอบธุรกิจตลาดแบบตรงนั้น


จากนิยามดังกล่าว ก็มีความเข้าใจยากเช่นเดียวกัน และทุกวันนี้ "ตลาดแบบตรง" ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เพราะเป็นการขายของผ่านสื่อทุกรูปแบบทั้งสื่อทีวี, วิทยุ, นสพ., โมบาย และอินเตอร์เน็ต แปลความหมายตลาดแบบตรงก็คือ การขายผ่านสื่อ ไม่ผ่านคนขาย ผู้ขายคือผู้ประกอบการกับผู้ซื้อไม่เจอกัน แต่รับรู้ผ่านสื่อ สั่งซื้อผ่านการสื่อสารรับสินค้าจ่ายเงินกับผู้ส่งของ หรือผ่านบัตรเครดิต


ปัญหาหลักก็คือ การตลาดแบบตรง มีผู้ประกอบการมหาศาลนับหมื่นราย รวมทั้งตัวบุคคลที่โพสต์ขายผ่านโซเชียล กฎหมาย/สคบ. จะกำกับดูแลยังไง ซึ่งผู้ประกอบการนับหมื่นราย มีแค่หลักร้อยราย ที่มาจดทะเบียนกับ สคบ. ตามกฎหมายฉบับ นี้ ซึ่งที่มาจดตลาดแบบตรงส่วนใหญ่ก็เป็นบริษัทขายตรงที่จดเอาไว้ 2 แบบ เพื่อการขายที่กว้างขึ้น แต่ผู้ประกอบการอื่นๆ ไม่ยอมมาจดทะเบียน การกำกับดูแลธุรกิจนี้ จึงยังทำไม่ได้ และเป็นปัญหามาจนทุกวันนี้


สิ่งที่น่าคิดก็คือใครเป็นคนป้อนข้อมูล เหล่านี้เข้ามาตอนเป็นร่างกฎหมาย ตอนให้ ข้อมูลในสภา ทั้งเรื่องนิยามตามมาตรา 3 หรือการยกเอา "ตลาดแบบตรง" เข้ามาบรรจุได้ในกฎหมายขายตรง และเป็นปัญหา อยู่ทุกวันนี้ ไม่รวมว่ามีเรื่องการบังคับซื้อที่แอบแฝงในแผนการจ่ายผลตอบแทน การไม่มีหมวดที่ว่าด้วยผู้จำหน่ายอิสระ ซึ่งเป็นตัวละครสำคัญที่ควรมีไว้ในกฎหมาย แยกไว้เป็นหมวดที่ว่าด้วยนักขายหรือนักธุรกิจอิสระ


"กฎหมายขายตรงยังมีส่วนที่เป็นปัญหาอีกเยอะที่ควรจะต้องรื้อ และแก้ไขให้ ทุกส่วนได้ประโยชน์ ไม่ใช่ให้คนบางพวกได้ประโยชน์ แล้วทิ้งปัญหาให้คนอื่น" พิศิษฐ์ กล่าวทิ้งท้าย


ด้านนายนิโรธ เจริญประกอบ นายกสมาคมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย หรือ TDNA เปิดเผยว่า ปัญหาในเบื้องต้น คือกฎหมายฉบับนี้มีความล้าสมัย ทำให้ไปเอื้อ ประโยชน์กับคนที่ทำธุรกิจนี้อยู่แล้วแค่บางกลุ่มเท่านั้น และหลายๆ มาตราเป็นแบบนี้หมด ซึ่งทุกวันนี้ ทาง สคบ. ก็ได้พยายามจัดการเกี่ยวกับกฎหมายขายตรงพอสมควร เนื่องจากในตัวกฎหมายไม่มีความชัดเจน และยิ่งเอา "ขายตรง" มาผสมผสานกับ "ตลาดแบบตรง" เข้าไปทำให้แยกกันไม่ออก จึงมีหลายบริษัทและหลายคนในวงการขายตรงต้องการให้มีการปรับเปลี่ยนแยกออกจากกัน


อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันจะเห็นได้ว่า บริษัทที่ไปจดทะเบียนที่กรมธุรกิจการค้ามีเป็นแสนบริษัท และส่วนหนึ่งเป็นบริษัทที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับขายตรง แต่เวลาที่มีการเปิดเผยข้อมูลกันออกมา จะมีบริษัทใหญ่ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจขายตรง ทั้งๆ ที่บริษัทขายตรง ที่มีอยู่จำนวนมากนี้ก็สร้างมูลค่าการตลาด สร้างงานและทำให้เศรษฐกิจของชาติเจริญ รุ่งเรืองด้วย


นอกจากนี้ ตามที่ทาง สคบ.ได้ออกกฎข้อบังคับให้บริษัทขายตรงต้องไปรายงานตัวกับ สคบ. ในทุกๆ ครึ่งปี เพื่อเป็นการรับรองว่า ยังดำเนินธุรกิจอยู่ ซึ่งปัจจุบัน มีอีกหลายบริษัทไม่ได้รายงานในส่วนนี้ โดย หากมองลึกๆ เข้าไป จะเห็นว่า บริษัทที่ไม่ได้มาขึ้นทะเบียนหรือรายงานการทำธุรกิจ เวลาทำผิดกฎหมาย ก็ต้องไปฟ้องร้องกันทำให้เสียเวลานาน ทำให้ สคบ.เข้าไปเพิกถอนไม่ได้ เพราะกฎหมายขายตรงไม่ได้ครอบคลุมให้อำนาจ สคบ. ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินคดีจนถึงที่สุดก่อน จึงจะเข้าไปจัดการเพิกถอนลงโทษบริษัทที่กระทำผิดได้


"จึงเป็นเหตุผลให้บริษัทขายตรงบางส่วนไม่มาขึ้นทะเบียน จากที่กฎหมายขายตรงยังไม่ควบคุมดีพอ มีช่องโหว่ให้บริษัทต่างๆ หาผลประโยชน์ได้ง่ายและก่อนหน้านี้ ได้มีการเสนอแก้ไขกฎหมายขายตรงที่เพิ่งทำกันไป แต่ก็ยังไม่ได้มีการแก้ไข เพราะยังไม่มีใครที่เกี่ยวข้องมองว่าเป็นเรื่อง สำคัญที่ต้องแก้ หรือมองได้อีกมุม หากแก้ไข แล้ว อาจมีบางกลุ่มที่ต้องเสียผลประโยชน์ ทำให้ทาง สคบ.จึงต้องเร่งแก้ไขกฎหมายเสนอเข้าสภาใหม่อีกรอบ" นายกสมาคมฯ TDNA กล่าว












Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

"กรม" หรือ "หน่วยงาน" จะยกระดับ MLM !







advertising-mlm (Mobile)


นับตั้งแต่คอลัมน์ "แก้กฎหมาย ส่งเสริมขายตรงไทย" เกิดขึ้น เหล่าผู้ประกอบการ นักธุรกิจอิสระ รวมไปถึงผู้รู้ที่คลุกคลี กับวงการขายตรงที่ผลัดเปลี่ยนมาเป็นตัวละคร แสดงความคิด เห็นเรื่องราวของกฎหมายขายตรงฉบับปัจจุบัน โดยส่วนใหญ่ หรือแทบทั้งหมด มีความคิดว่าธุรกิจขายตรงปัจจุบันเดินนำกฎหมายขายตรงฉบับเดิมไปแล้ว ทั้งยังให้ความคิดเห็นว่า ควร หรือยัง ที่จะมีการตั้ง "กรม" หรือ "หน่วยงาน" อะไรสักอย่าง เพื่อมากำกับ ดูแลวงการขายตรงอย่างเฉพาะนี้เสียที


นายสราวุธ วัฒนศิริ รองประธานฝ่ายบริหาร บริษัท เอช แอนด์ แอล โกลบอล จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า อยากให้ภาครัฐรีบจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในธุรกิจขายตรงที่เคยทำลายภาพลักษณ์จนเสื่อมเสีย ไม่ว่าจะเป็นแชร์ลูกโซ่ หรือการปั่นเงินในรูปแบบมันนี่เกมที่เวลานี้เกิดขึ้นเยอะมาก อยากให้หน่วยงานเข้ามาจัดการให้ทั่วถึง โดยเข้าใจว่าหน่วยงานราชการ มีจำนวนน้อย ทำให้ดูแลบริษัทขายตรงที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากไม่ทันก็ตาม


"หากมีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรง ซึ่งเป็นปัญหาต้นเหตุ ก็จะดีเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะทำให้ทุกอย่างมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น โดยกฎหมายขายตรงฉบับนี้มีมาตั้งแต่ปี 2545 ซึ่งผ่านมากว่า 11 ปีแล้ว และทุกวันนี้ก็มีการพัฒนาไปมากมายเกี่ยวกับเทคโนโลยี ทำให้กฎหมายขายตรงฉบับนี้ ควรจะมีการปรับอัพเดตให้ทันเหล่ามิจฉาชีพที่ชอบเข้ามาหาผลประโยชน์ เวลาที่กฎหมายมีช่องโหว่"


"ถ้าเราแก้ไขกฎหมายขายตรงให้เข้ายุค เข้าสมัย คือ รัดกุม ควบคุมทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ หรือผู้บริโภค จะทำให้ทุกฝ่ายไม่ต้องกังวล เวลาเกิดปัญหาขึ้น เพราะจะทำให้ทุกอย่างมีกฎกติกาแก้ไขได้อย่างชัดเจน เวลามีปัญหาก็สามารถไปเรียกร้องได้ หรือดำเนินตามกฎหมายได้ อยากให้รีบปรับแก้ไขกันไวๆ เพราะกฎหมายขายตรง ฉบับนี้ยังไม่คุ้มครองผู้ประกอบการสักเท่าไร แต่จะดูแลในส่วนของผู้บริโภคมากกว่า"


อย่างไรก็ตาม การตั้งหน่วยงานที่ดูแลเกี่ยวกับธุรกิจขาย ตรงก็น่าจะเป็นทางออกที่ดีเหมือนกัน เพราะจะมีหน่วยงานเดียว ที่ดูแลธุรกิจนี้ โดยจะเป็นการยกระดับธุรกิจขายตรงขึ้นไปอีกขั้น เหมือนธุรกิจอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลดีทำให้ผู้ที่ทำอาชีพขายตรง มีความมั่นใจในการทำธุรกิจอย่างเต็มที่ และยังเป็นภาพลักษณ์ที่ดีต่อสังคม โดยจะเป็นการทำให้ความหวาดกลัวของธุรกิจขาย ตรงของผู้บริโภคมีน้อยลง เพราะยังมีคนที่เคยถูกหลอก และล้มเหลวกับธุรกิจนี้


ทั้งนี้ หลายฝ่ายต่างยังพาเรียกหาหน่วยงาน หรือกรม ที่จะเข้ามาดูแลวงการขายตรงเพื่อความชัดเจน และกำลังคน ที่น่าจะมีมากพอในการติดตาธุรกิจ หรือล้างบางบรรดาขี้ฉ้อ เพื่อทำให้ธุรกิจขายตรงถูกยกให้เป็นธุรกิจของมวลชนอย่างเป็นรูปธรรมไม่วันใดก็วันหนึ่ง






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพฤหัสบดีที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2556

AEC จะทำให้ยากขึ้น !!!







944785_568873323149897_2127144469_n (Mobile)


เชื่อว่าหากกฎหมายขายตรงยังไม่ได้รับการปรับ หรือแก้ไขปัญหาของธุรกิจกับคำว่า "แชร์ลูกโซ่" ก็คงไม่ถูกแยกออกจากกัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีผู้ที่คลุกคลีกับวงการในหลายสถานะ ต่างมองว่า กฎหมายขายตรงปัจจุบันเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ขายตรงยังไม่ใช่ธุรกิจน้ำดีเต็มรูปแบบ ซึ่งในส่วนนี้ก็คงต้องลุ้น ว่าเมื่อไหร่ปัญหานี้จะได้รับการแก้ไขอย่างชัดเจนเพื่อยกระดับ วงการขายตรงให้เป็นธุรกิจสร้างคน สร้างชาติ อย่างที่ควรจะเป็น


นายชัยวัฒน์ ชัยจินดาวัธน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บีฮิบ (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า หากมีการแก้ไขข้อกฎหมายขายตรงที่ใช้มานานหลายปี มองว่าเป็นเรื่องดี แต่ต้องทำให้สอดคล้องกับธุรกิจขายตรงจริงๆ ไม่ได้เอื้อประโยชน์ให้กับหน่วยงานใดๆ ทั้งสิ้น และแก้ไขแล้วประเทศชาติ ต้องได้รับผลดีด้วย คือเศรษฐกิจต้องเติบโตขึ้นสร้างความเชื่อมั่น ให้กับคนในประเทศและต่างประเทศ


"เนื่องจากกฎหมายขายตรงจะเป็นตัวควบคุมกฎกติกาในการทำธุรกิจ หากกฎหมายครอบคลุมหมดจะทำให้ผู้ที่คิดจะกระทำ ผิดทำได้ยากขึ้น และเวลาเกิดปัญหาอะไรขึ้นผู้เสียหายสามารถร้องเรียนแจ้งความเอาผิดได้ เพราะปัญหาแชร์ลูกโซ่ก็ยังเป็นสิ่งที่แก้ไขได้ยากอยู่ในวงการธุรกิจ ขายตรง จึงจำเป็นที่จะต้องแก้ไขกฎหมายอย่างเร่งด่วนจะดีที่สุด"


ยิ่งใกล้จะถึงการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2558 หากกฎหมายขายตรงในประเทศไทยยังไม่ได้ทำ การแก้ไข เชื่อว่าจะมีปัญหาตามมาแน่นอน เพราะถึงตอนนั้น บริษัทใหญ่ๆ จะอยู่ได้ แต่บริษัท เล็กๆ จะลำบาก เนื่องจากศักยภาพจะสู้บริษัทใหญ่ๆ ที่เปิดมานาน ไม่ได้ และปัญหาการโยกย้ายของนักธุรกิจขายตรงจะมีมากด้วย เพราะตอนนั้นจะมีบริษัทต่างชาติเข้ามาเปิดทำธุรกิจที่เมืองไทยเยอะมาก ทำให้มีตัวเลือกทำธุรกิจตามไปด้วย


"คนส่วนใหญ่ที่มาทำธุรกิจขายตรง เพราะเชื่อว่าเปลี่ยน แปลงชีวิตของเขาให้ดีขึ้นได้ คนจนกลายเป็นคนรวยกับธุรกิจนี้ มาเยอะแล้ว และมีจำนวนคนไทยทำธุรกิจขายตรงราวๆ 10 ล้านคน อยู่หลากหลายบริษัท ลองนึกถึงมูลค่ากว่า 7 หมื่นล้านบาท ที่เข้ามาทำให้เศรษฐกิจประเทศดีขึ้นแค่ไหน ซึ่งจะมองธุรกิจขาย ตรงเป็นเรื่องธรรมดาไม่ได้ เพราะมีมูลค่าขนาดนี้ รวมถึงต่างประเทศทั่วโลกก็นิยมทำกันหลายประเทศ"


อย่างไรก็ตาม ถึงเวลานี้ทุกคนคงเห็นแล้วว่า มูลค่าธุรกิจ ขายตรงมีผลดีแค่ไหน และธุรกิจเครือข่ายยังช่วยให้คนที่ตกงาน มีงานทำเป็นจำนวนมากอีกด้วย รวมถึงผลิตภัณฑ์ก็ได้รับการรับรอง ทำให้ร่างกายสุขภาพแข็งแรงหลายคน ซึ่งตรงนี้ถามผู้ที่ ทำขายตรงจะรู้ดีแน่นอน





Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันพุธที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ยุคเปลี่ยน กฎหมายคงต้องปรับ !







buda-law (Mobile)


จากหลายฉบับของคอลัมน์ "แก้กฎหมายส่งเสริมขายตรงไทย" มีมากมายหลายเสียงที่ชี้ให้เห็นถึงข้อดี และข้อเสียของกฎหมาย ขายตรงที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยที่ข้อเสียของกฎหมายที่ใช้อยู่ ได้กลาย เป็นเรื่องส่วนใหญ่ในความคิดเห็นของผู้ประกอบการนี่จึงชี้ให้เห็นว่าถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่กฎหมายขายตรงคงต้องมีการปรับเปลี่ยน โดยเรื่องหลักๆ ที่ผู้ประกอบการชี้ให้เห็นว่าเหตุใดกฎหมายขายตรงจำเป็น ต้องมีการปรับ คงหนีไม่พ้นการที่กฎหมายขายตรงฉบับปัจจุบัน ไม่ทัน ยุคสมัยที่ก้าวผ่านอย่างเห็นได้ชัด


ปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เปิดเผยว่าในเรื่องของกฎหมายขายตรงนั้น ยูนิไลฟ์ได้มีนโยบายในการปฏิบัติตามข้อกำหนดทุกอย่าง ตามกฎหมายอยู่แล้ว ล่าสุด ยูนิไลฟ์ได้รับใบรับรองการจดทะเบียนบริษัทขายตรงฉบับใหม่ พร้อมโล่และใบอนุญาตให้ใช้ตราสัญลักษณ์การคุ้มครองผู้บริโภคจาก สคบ. เป็นข้อยืนยันว่ายูนิไลฟ์ทำธุรกิจถูกต้อง ตามกฎหมายทุกประการ


"บริษัทมีความชัดเจนในเรื่องการให้ถูกต้องตามกฎหมาย หากจะ มีการตรวจสอบบริษัทก็ยินดีให้ตรวจสอบได้เลย และบริษัทก็ดำเนินธุรกิจ มาหลายปีแล้ว ความมั่นคงของบริษัทเป็นเครื่องการันตีเป็นอย่างดี และมีฐานสมาชิกครอบคลุมทั่วประเทศ แค่นี้ก็น่าจะการันตีของถูกต้องได้แล้ว"


ประธานกรรมการบริหาร "ยูนิไลฟ์" ได้กล่าวต่อว่า "เรื่องของการ แก้ไขกฎหมายขายตรงฉบับ 2545 นั้น ถือเป็นเรื่องที่เห็นด้วย เพราะ การแก้ไขกฎหมายก็เพื่อให้ผู้ประกอบการดำเนินธุรกิจได้อย่างสบายใจขึ้น เพราะตอนนี้ปัญหาการที่แม่ทีมชอบย้ายค่าย คือเข้ามาระดมทุน และ ก็หายหนีไปจากบริษัท บางทีก็ย้ายค่ายและยังพาลูกทีมหนีตามไปด้วย แบบนี้สร้างความเสียหายเป็นอย่างมาก ควรมีข้อบังคับเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน"


"หากยิ่งปล่อยแบบนี้ไปเรื่อยๆ ปัญหาก็จะมีตามมาเรื่อยๆ อย่าลืมว่า ธุรกิจขายตรงสร้างรายได้ให้ประเทศชาติเป็นอย่างมาก และยังทำให้คนที่ตกงานมีอาชีพ ทำอีกด้วย และยังเป็นอาชีพเสริมที่ดีมาก ธุรกิจขายตรงพลิกชีวิตคนมามากมาย จะเห็นได้ว่ามีผู้ที่ยืนยันทำธุรกิจ นี้เป็นจำนวนมาก และทั่วโลกก็ทำขายตรงกันทั้งนั้น"


"การที่จะเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขกฎหมาย จุดประสงค์ก็ต้องการ ให้กฎหมายทันยุคทันสมัยเท่านั้น ไม่ได้แก้ให้คนทำธุรกิจขายตรงมีอภิสิทธิ์เหนือไปกว่าธุรกิจรูปแบบอื่นๆ หากวันนี้ภาครัฐยังไม่เข้าใจก็จะ มีต้องมีเสียงต่อต้านและร้องเรียนจากสมาชิกทุกบริษัทออกมาอยู่เรื่อยๆ และก็คงเป็นแบบนี้ไปตลอด จนกว่าจะมีการจัดตั้งหน่วยงานที่ดูแลเรื่องนี้ขึ้นมาจริงๆ"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2556

'โฟกัส' ขายตรง รวมพลแก้ กม.ขายตรง







Law (Mobile)


เมื่อสัปดาห์ก่อน ผู้เขียนได้เข้าร่วมงาน "เครือข่ายโต๊ะแชร์" ซึ่งเป็นการรวมตัวของผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับธุรกิจเครือข่ายขายตรง จัดตั้งกลุ่มขึ้นมาภายใต้ชื่อ "กลุ่มพลังเครือข่าย" ที่มีแนวความคิดในการจัดตั้งพรรคพลังเครือข่ายประชาชน ขึ้นมาในการกรุยทางเข้าไปนั่งในสภาผู้แทนราษฏร์


แนวคิดของกลุ่มพลังเครือข่าย เขาได้อธิบายใจความกว้างๆ ว่า หวังจะเอาคะแนนเสียงจากคนซื้อ-คนขาย-ผู้ประกอบธุรกิจ ที่สัมผัสธุรกิจขายตรงที่คิดประมาณการณ์เอาไว้ทั่วประเทศประมาณ 16 ล้านเสียง จะเป็นตัวผลักดันให้เข้าไปนั่งในสภาฯ นั่นเอง


เหตุผลที่กลุ่มนี้ได้อธิบายและให้เข้าใจกันง่ายๆ ก็คือ การเข้าไปแก้กฏหมายขายตรงให้มีความทันสมัยนั่นเอง!!


เนื่องจากต้องยอมรับกันว่า ในปัจจุบันการแก้ไขกฏหมายขายตรง ยังไม่ค่อยมีความทันสมัยมากนัก เนื่องจากถ้าพิจารณากันลงในรายละเอียดด้วยแล้ว ตัวกฏหมายที่ใช้อยู่นั้น ยังมีช่องว่าง ยังไม่คืบหน้าอะไรมากมายก่ายกองนัก แถมยังมีช่องโหว่ให้ผู้ประกอบการหลอกลวงต้มตุ๋มกับผู้บริโภค (บางราย)


อีกเหตุผลหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อย การยกระดับให้ธุรกิจขายตรงมีหน่วยงานภาครัฐเข้ามาควบคุมดูแล เพื่อให้เทียบเท่ากับธุรกิจประกัน ซึ่งธุรกิจประกัน มีหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาควบคุมดูแล นั่นก็คือ กระทรวงการคลัง ในฐานะที่วางนโยบายหลักด้านธุรกิจนั่นเอง


เพราะแค่เพียงหน่วยงานรัฐอย่างสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) นั้น เป็นเพียงแค่งานหนึ่งเท่านั้น เนื่องจาก สคบ.ต้องดูแลและควบคุมอีกหลายธุรกิจ มีเรื่องที่ต้องเคลียร์ปัญหาให้กับผู้บริโภคเป็นกองพะเนิน ซึ่งอาจจะไม่ทั่วถึงในการเข้ามาจัดการกับพวกบริษัทขายตรงนอกคอกเท่าที่ควร


ถือเป็นมิติใหม่ของวงการธุรกิจขายตรง ที่เริ่มขยับตัว พร้อมเคลื่อนไหวให้ธุรกิจขายตรงมีความทันสมัยเป็นสากลมากขึ้น กลับกลายที่เป็นสมาชิกเครือข่ายขายตรงรายเล็ก ที่คิดจะรวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน อาสาเข้ามามีส่วนร่วมกับการแก้กฎหมายขายตรง


มองย้อนกลับมาที่ภาพรวมของธุรกิจขายตรง ต้องยอมรับว่า หลายๆ สมาคมที่มีอยู่ในปัจจุบัน เขาก็พร้อมที่จะแก้กฏหมายขายตรง แต่แว่วๆ ว่า ความคิดเห็นอาจมีความแตกต่างกันออกไป ต่างนานา


ก็ต้องขอชื่นชมอีกสมาคมหนึ่งนั่นก็คือ สมาคมการขายตรงไทย ที่กำลังผลักดันเรื่อง การก่อตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนให้สำเร็จให้ได้ ในอีก 2 ปีข้างหน้า เพื่อเป็นประโยชน์สูงสุดกับธุรกิจขายตรง


โดยสมาคมขายตรงไทยถือว่าเป็นองค์กรที่มีศักยภาพที่สุดในประเทศไทยที่จะสามารถดำเนินการเรื่องนี้ หากแล้วเสร็จจะเป็นประโยชน์สูงสุด ทำให้อุตสาหกรรรมขายตรง ที่ไม่เพียงเติบโตเฉพาะประเทศไทย แต่ทั้งธุรกิจจะเติบโตไปพร้อมๆกัน ดังนั้นจะเป็นแรงเหวี่ยงให้เกิดภาคีความร่วมมือทุกอย่างจะสอดคล้องและทุกอย่างจะขับเคลื่อนไป


จากการสอบถามข้อมูลของสมาคมขายตรงไทย นั้น เขามีกฎไว้ว่า สมาชิกต้องยอมรับโดยสมาพันธ์ ในการพิจารณาบริษัทขายตรงเมืองไทย โดยมีคุณสมบัติ 11 ข้อต้องมีครบ หนึ่งในนั้นที่สำคัญมาก คือจรรยาบรรณของบริษัท ต้องมีประกันรับคืนสินค้าตามกระบวนการกฎหมายขายตรง


ถือเป็นมิติใหม่ที่ดีในการแก้ไขกฎหมายขายตรง เพราะที่ผ่านมากี่ยุคกี่สมัย ยังไม่มีอะไรในกอไผ่ ทำให้การดำเนินธุรกิจขายตรง ยังดูเหมือนเป็นกฎหมายที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย จากแนวคิดของกลุ่มพลังเครือข่าย ที่รวมตัวขึ้นมานั้น แม้ว่าหนทางจะห่างไกล แต่แค่แนวคิดที่พวกเขาดำเนินการอยู่ ก็น่าภาคภูมิใจกันแล้วใช่ไหมครับ




Credit By :http://www.ryt9.com

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : ทำไงดี แม่ทีมหนีค่าย







leader2 (Mobile)


ปัญหาของธุรกิจขายตรงที่เกิด ถูกโยนไปที่เรื่องของกฎหมาย จริงอยู่ที่ความผิดต่างๆ อาจเป็นเพราะคนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง ซึ่งใช้ลู่ทางช่องว่างของกฎหมายลวงหลอกผู้บริโภค ซึ่งหากทำตามกฎหมายทุกบริษัท สิ่งไม่ดีที่กระทบต่อ ชื่อเสียงวงการคงไม่เกิดขึ้น แต่อย่างที่กล่าว กฎหมายขายตรงยังมีช่องให้เหล่าบรรดา 18 มงกุฎได้หากินอย่างผิดๆ เป็น รูใหญ่ ซึ่งสิ่งนี้จึงไม่แปลกที่คนขายตรงปัจจุบันถึงต้องการเห็น กฎหมายขายตรงฉบับใหม่ที่ดีกว่า ไม่ต่างจากนายใหญ่ "ดาวปูแดง"


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายว่า ตอนนี้ต้องแก้ไขกฎหมายขายตรงกันได้แล้ว เนื่องจากตอนนี้อย่างที่ทราบๆ กัน ดีว่า มีข่าวแชร์ลูกโซ่ออกมาเยอะมาก ทำให้ภาพลักษณ์ธุรกิจขายตรงเสียหาย สมาชิกทุกบริษัทก็เริ่มเกิดความกลัวว่าจะถูกหลอกหรือเปล่า แต่ยังดีที่มีหน่วยงานอย่าง สคบ. เข้ามากำกับดูแล ถึงแม้จะไม่ทั่วถึง แต่ก็ยังดีกว่าไม่มีภาครัฐมาสนใจเลย


"ผมถือเป็นหนึ่งคนที่อยากให้มีการแก้ไขกฎหมายขายตรง ให้เร็วที่สุด เพราะธุรกิจขายตรงของผมก็กระทบพอสมควร โดนกลุ่มมิจฉาชีพปลอมแปลงใช้ชื่อบริษัทไปแอบอ้างหลอกลวงผู้บริโภค ทำให้บริษัทเสียหาย ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรดูไม่น่าศรัทธา สินค้า เริ่มขายไม่ค่อยได้ แบบนี้ผมรับไม่ได้ และไหนจะเรื่องที่แม่ทีมชอบย้ายค่ายบ่อยๆ อีก ตรงนี้ผมอยากให้มีกฎหมายมากำกับสักที เพราะทำให้บริษัทเสียหายโดยตลอด ย้ายทีหนึ่งก็พาลูกทีมตามไปหมด"


"ปัจจุบันปัญหาแม่ทีมย้ายค่ายมีเยอะมาก ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นเพราะบริษัทมีการจ่ายเงินไม่ชัดเจน หรือทำอะไรผิด ผมคิดว่า แม่ทีมน่าจะเข้าไปคุยกับบริษัทก่อน อยู่ๆ ก็ย้ายไปดื้อๆ หรือว่า บริษัทใหม่ให้เงินเยอะกว่า แต่ก็คงจะเป็นเรื่องผลประโยชน์อีกนั่นแหละ หากมีกฎข้อบังคับเล่นงานแม่ทีมที่ย้ายค่ายบ่อยๆ บ้าง ก็คงจะดี ไม่เช่นนั้นบริษัทที่ประกอบธุรกิจก็จะเสียหาย ขาดทุน และ ต้องปวดหัวกับการสร้างแม่ทีมใหม่อยู่ตลอด"


ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ได้เปิดเผย ต่อว่า การที่มีกลุ่มคนที่ไม่หวังดีมาแอบอ้างใช้ชื่อบริษัท หรือทำ การเปิดบริษัทขายตรงแบบผิดๆ หลอกให้สมาชิกเอาเงินมาลงทุน พอได้เยอะๆ ก็ปิดบริษัทหายหน้าหนีไป โดยทุกวันนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่สามารถจับได้มีหลายรายมาก ส่วนผู้เสียหายก็ไม่รู้จะไปร้องเรียนกับใคร เอาเงินคืนมาก็ไม่ได้ แบบนี้น่าเห็นใจมาก


"บางคนที่เสียหายถึงกับ หมดตัว หวังว่าจะได้เงินคืนมา ถึงเวลาบริษัทก็ไม่จ่าย หนีหาย ไปอีก บางคนลาออกจากงานมาลุยกับธุรกิจขายตรงเต็มที่ แต่แล้ว พอมาเจอความโชคร้ายแบบนี้ ถึงกับเกลียดธุรกิจนี้เข้าไส้ไปเลย และก็ต้องไปบอกต่อคนในครอบครัว หรือคนที่รู้จักไม่ให้มายุ่งกับธุรกิจนี้ ทำให้ทุกวันนี้การทำขายตรงหากไม่ศึกษาข้อมูลให้ดี หรือหลงเชื่อง่าย เพียงแค่เพราะความโลภก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของกลุ่มคนหวังรวยทางลัดแบบนี้แน่นอน ทางเดียวคือการตรวจสอบข้อมูลบริษัทให้แน่ใจเท่านั้น เพราะกฎหมายก็ยังไม่แน่ว่าจะช่วยอะไรได้"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"บริษัท" เป็นแพะรับบาปตลอด







Image (Mobile)


กฎหมายขายตรงดูจะเป็นกฎหมายที่คุ้มครองผู้บริโภคเพียง มิติเดียว หลังจากที่ผ่านมา "คอลัมน์ แก้กฎหมายส่งเสริมขายตรงไทย" ได้ฉายความคิดเห็นของคนในวงการหลายต่อหลายคนที่พยายามชี้ให้เห็นว่า บริษัทขายตรง หรือผู้ประกอบการ ดูจะกลายเป็น แพะรับบาปโดยตลอด เพราะความผิดในบางครั้งก็ไม่ได้มาจากผู้ประกอบการ แต่เป็นเพราะนักธุรกิจ ซึ่งกลายเป็นว่ากฎหมายไม่หนุนผู้ประกอบการ แต่กลับอุ้มชูเพียงผู้บริโภค


โดยสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายขายตรงไทยว่า อยากให้ภาครัฐเข้ามาดูแลธุรกิจขาย ตรงให้มากกว่านี้ เนื่องจากตอนนี้ธุรกิจขายตรงมีหลายบริษัทที่ดำเนิน ธุรกิจนี้เป็นอยู่ โดยหน่วยงานที่จัดตั้งขึ้นมาอย่าง สคบ. ถือเป็นเรื่อง ดีที่เข้ามาช่วย แต่หากมองที่จำนวน กำลังคนของ สคบ.ที่คอยสอดส่องดูแลธุรกิจขายตรงอยู่ ดูจะน้อยเกิน ไปที่จะมาควบคุมกลุ่มบริษัทขายตรงที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก


"ผมมองว่า ภาครัฐยังไม่เข้าใจเรื่องของธุรกิจขายตรง ทำให้ ไม่สามารถจัดการช่วยเหลือผู้ประกอบการเกี่ยวกับธุรกิจนี้ได้อย่างสอดคล้อง เวลามีปัญหาขึ้นมา ส่วนใหญ่กฎหมายจะคุ้มครองแต่ ผู้บริโภค แต่คนที่โดนเต็มๆ ก็คือ ผู้ประกอบการ เลยอยากให้มีการ ปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงที่มี ตั้งแต่ปี 2545 คือตั้ง 11 ปีแล้ว โดยน่าจะปรับให้เข้ายุคสมัยจะดีที่สุด เพราะสมัยนี้เทคโนโลยีพัฒนา ไปไกลมากแล้ว ทำให้มีช่องทางที่กลุ่มไม่หวังดีจะเข้ามาเอาเปรียบคน ที่ตกเป็นเหยื่อได้"


ธุรกิจขายตรงเป็นอาชีพที่ยังมีหลายคนมองว่า หลอกลวง หลอก เอาเงิน ทำให้มีประชาชนที่ต่อต้านธุรกิจนี้เป็นจำนวนมาก แต่หากมอง เรื่องของมูลค่าธุรกิจขายตรงสามารถ สร้างรายได้เป็นแสนล้านในแต่ละปี และยังเป็นการรองรับผู้ที่ไม่มีงานทำ รวมถึงยังเป็นอาชีพเสริมรายได้ให้ผู้คนอีกด้วย


โดยส่วนนี้ มองแล้วมีแต่ข้อดี ทั้งนั้น และยังสามารถทำให้คนจนกลายเป็นคนรวยได้ด้วย อยากให้ ภาครัฐลองศึกษาธุรกิจนี้อย่างละเอียดและทำความเข้าใจมากกว่านี้


ประธานกรรมการบริหาร "ปูแดง 168" กล่าวต่ออีกว่า หากมีการจัดตั้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจริงจังขึ้นมา อย่าง "กรมขายตรง" ตนว่า จะดีมากเลย เพราะหากมี "กรม" มาสนับสนุน เวลาที่มีผู้ที่ถูกเอาเปรียบจะได้มีที่ไปร้องเรียน และหน่วยงานนี้จะตอบปัญหาได้ทุกเรื่อง อีกอย่างผู้ประกอบการจะได้พึ่งพิงได้ เพราะบางครั้งปัญหาแชร์ลูกโซ่ก็เกิดมาจากสมาชิกที่ร่วม ธุรกิจนั่นแหละ ทำให้ภาพลักษณ์ของขายตรงเสียหาย ผู้ประกอบการอาจต้องเป็นแพะรับบาปทุกครั้ง เพราะต้องรับผิดชอบต่อสมาชิก ที่เสียหาย ส่วนคนที่ทำผิดกลับลอยนวลแบบนี้ไม่ค่อยยุติธรรม


"น่าจะมีการจัดสัมมนาหรือระดมความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้นำ หรือผู้ที่คร่ำหวอดในวงการขายตรง มาร่วมประชุมทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อหาทางออกเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นปัญหาก็จะมีต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ เพราะหากมีการรวมตัวหาทางออก เชื่อว่า ผู้ที่ทำธุรกิจขายตรง คงจะติดตามและรอฟังคำตอบว่าจะเป็นไปในทิศทางใดแน่นอน"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

เผยขุมทรัพย์แดนมังกร โอกาส(ขุด)ทองขายตรง







china-managed-services (Mobile)


ภาพของประเทศจีนถูกจับตามองในฐานะเป็นประเทศมหาอำนาจในเกือบทุกๆ ด้าน ด้วยเนื้อที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร จำนวนประชากร กว่า 1.3 พันล้านคน ทำให้เป็นที่หมายปองของกลุ่มทุนต่างๆ ที่อยากเข้าไปจับจองพื้นที่ลงทุนทำธุรกิจ ธุรกิจขายตรงเองแม้ว่าที่ผ่านมาหากอยากเข้าไปทำธุรกิจในจีนจะต้องทำในรูปแบบค้าปลีก เพราะกฏหมายอันเข้มงวดและการต่อต้านขายตรง


แต่จากนี้ต่อไป จีนที่เริ่มเปิดประเทศให้พื้นที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาค้าขายและลงทุนไม่เว้นแม้แต่ขายตรง ขณะนี้แม้ว่าจีนยังไม่เผยกรงเล็บให้เห็น แต่แนวโน้มการเพิ่มขึ้นของยอดขายและจำนวนของพนักงานขาย โดย สมาพันธ์การขายตรงโลก หรือ World Federation of Direct Selling Associations: WFDSA ประมาณการว่าส่วนแบ่งการตลาดขายตรงเพิ่มขึ้นร้อยละ 1 จากปี 2010 ยอดขายการตลาดแบบตรงในประเทศเติบโตเพิ่มขึ้นร้อยละ16.2 มีมูลค่าตลาดกว่า 16.3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ


นายทรูแมน ฮันท์ ประธานสมาพันธ์การขายตรงโลก คาดการณ์ว่า ในอีก 5-10 ปีข้างหน้านี้ ธุรกิจขายตรงในจีนจะเป็นอันดับ 2 แทนที่ญี่ปุ่น ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่า 28,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขณะที่จีนจะมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 20,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯในอนาคตอันใกล้ เนื่องจากพบว่าคนในประเทศจีนในจำนวน 10 คน สนใจธุรกิจขายตรง 5 คน เมื่อเทียบกับไทย 2 ใน 10 คนเท่านั้นที่สนใจทำธุรกิจขายตรง


"จากปัจจุบันธุรกิจขายตรงทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายทั้งจากผู้บริโภค ตลอดจนหน่วยงานที่ควบคุมดูแลกฎระเบียบ หรือกฎหมายขายตรง ทำให้ธุรกิจขายตรงถูกนำไปใช้ในทางผิดกฎหมาย หรือผิดศีลธรรม เช่น ปัญหาแชร์ลูกโซ่ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศไทยหลากหลายรูปแบบ โดยพบว่าในประเทศจีนมีปัญหาเกี่ยวกับการทำธุรกิจขายตรงแอบแฝงมากที่สุด ดังนั้นตั้งแต่ 2545 -2549 ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงทั่วโลกใช้งบมูลค่า 332 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยเป็นเม็ดเงินที่เพิ่มขึ้นถึง 85% ในการสนับสนุนด้านการทำตลาดอย่างรับผิดชอบสังคม ทั้งนี้ส่วนหนึ่งเพื่อลบภาพลักษณ์ที่ดีในธุรกิจขายตรง" นายทรูแมน กล่าวการตัดสินใจซื้อของประเทศเกิดใหม่จำนวนมากทั่วทั้งภูมิภาค สอดคล้องกับการวิจัยของ McKinsey & Company ที่ว่า ชนชั้นกลางแผ่นดินใหญ่ของจีนคาดว่าจะขยายตัวประมาณร้อยละ 29 ของประเทศ หรือ 190 ล้านครัวเรือน ถึงร้อยละ 75 ของการคาดการณ์ หรือ 372ล้านครัวเรือนในปี 2025


มีการคาดการณ์ว่านูสกินจะทำรายรับในปี 2013 ประมาณ 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยก่อนหน้านี้ตัวเลขดังกล่าวได้ประเมินว่าน่าจะทำได้ในปี ค.ศ. 2014 ซึ่งหมายความว่า นู สกิน สามารถสร้างยอดขายได้เร็วกว่าที่คาดถึงหนึ่งปีเลยทีเดียว ทั้งนี้ นูสกินได้ทุ่มงบลงทุนจำนวน 50 ล้านเหรียฐสหรัฐ ในเมืองเซี่ยงไฮ้โดยใช้ชื่อว่า Nu Skin Innovation Park ซึ่ง ณ ที่แห่งนี้จะกลายเป็นฐานบัญชาการแห่งใหม่ หรือ สำนักงานใหญ่แห่งแรกที่ตั้งอยู่นอกประเทศสหรัฐอเมริกา


อย่างไรก็ดี ได้มีการคาดหมายว่าเมืองเซี่ยงไฮ้แห่งนี้จะมีปริมาณประชากรขยายตัวเพิ่มเติมมากขึ้น จาก 14% เป็น 25% ภายในระยะเวลา 20 ปีข้างหน้าขยายตลาดออกไปสู่ประเทศอาเซียนมากขึ้น ขณะนี้เริ่มขยายช่องทางการจำหน่ายผ่านไปทางประเทศไต้หวัน ประเทศลาว ซึ่งกำลังสร้างเป็นประเทศ ต้นแบบ ถ้าหากสำเร็จก็จะขยายไปยังประเทศพม่า และเวียดนาม ซึ่งจุดหมาย ปลายทางที่เป็นหัวใจหลักอยู่ที่ประเทศจีน หากเจาะตลาดประเทศจีนได้ประมาณ 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมดก็ถือว่าเป็นตัวเลขที่มหาศาล


"การเจาะตลาดอาเซียนทางประเทศเวียดนามได้ ก็จะสามารถเข้าไป ทางเมืองคุนหมิง ประเทศจีนได้ ซึ่งขณะนี้ก็มีแม่ทีมบางรายที่เริ่มเจาะตลาด เข้าไปได้เป็นแบบกองทัพมด แต่หากมีการดำเนินงานอย่างจริงจังคาดว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้คงไม่ไกลเกินเอื้อม เนื่อง จากบริษัทคาดว่าจะมีการขยายตัวทางด้านตลาดอาเซียนอย่างจริงจังในปี 2558-2559 เพราะขณะนี้บริษัทมีฐานของผู้บริโภคอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว" นายเทวัญ กล่าว




Credit By :http://www.ryt9.com

กฎหมายขายตรง คุ้มครองแต่ผู้บริโภค







1581_405226349592267_1487215424_n (Mobile)

 


ก่อนที่จะไปถึงขั้นการตั้งสำนักงานอะไรขึ้นมาที่มีขีดความสามารถเทียบเท่า "กรม" ของภาครัฐ "กัมปนาท บุญราศรี" หัวเรือใหญ่จากค่าย "ไอยรา" ก็ให้ความเห็นว่า คงไม่จำเป็นต้องนึกไปถึงขั้นนั้น เพียงแต่ขอให้มีการแก้ไขกฎหมายในหลายข้อบังคับขึ้นมาใช้เสียก่อน ซึ่งจะเป็นการยกระดับวงการได้ในระยะเวลาที่เร็วกว่า ซึ่งนี่ถือเป็นอีกความเห็นของผู้ประกอบการเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายขายตรงไทย


นายกัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด เปิดเผยในประเด็นกฎหมายกับ "สยามธุรกิจ" ว่าคงต้องมีการปรับกฎหมายให้เข้ากับยุคสมัยนี้ โดยจะต้องมีการจัดระเบียบใหม่ให้ธุรกิจขายตรงอยู่ในร่องในรอย และหน่วยงานภาครัฐกับเอกชน ต้องทำงานร่วมกันอย่างสอดคล้อง ซึ่งอาจต้องมีการเปลี่ยนนิยามของกฎหมายตั้งแต่ ฉบับแรก ไม่อย่างนั้นปัญหาของธุรกิจขายตรงก็จะมีไม่จบไม่สิ้น


"ผมคงไม่เรียกร้องอะไรมาก แต่อยากให้มีการปรับเปลี่ยนกฎหมายเหมือนกับความเห็นจากหลายๆ บริษัทขายตรง เพราะปัญหาที่แต่ละบริษัทพบเจอมาก็ไม่รู้จะไปร้องเรียนกับใครได้ หากมีหน่วยงานรัฐที่เข้ามากำกับธุรกิจนี้เหมือนธุรกิจอื่นๆ ก็จะดีกว่านี้ ซึ่งเข้าใจว่าหน่วยงานรัฐอย่าง สคบ. ที่จัดตั้งขึ้นมา ก็สามารถเข้ามาช่วยกับกำดูแลได้ อย่างน้อยหากมองอีกมุมหนึ่ง ถือว่า ภาครัฐก็ให้ความสำคัญ ไม่เช่นนั้นคงไม่จัดตั้งขึ้นมา"


"ตอนนี้ไม่อยากให้หลายฝ่ายมองภาครัฐไม่ดี เพราะทุกอย่างต้องใช้เวลา จริงอยู่หน่วยงาน สคบ. อาจมีจำนวนคนน้อยเกิน ไปที่จะเข้ามาดูแลบริษัทต่างๆ ในธุรกิจขายตรงให้ทั่วถึง ทำให้อาจ กลายเป็นเรื่องของความเข้าใจไม่ตรงกัน แต่ถ้าบริษัทขายตรงลอง ศึกษาดีๆ จะเห็นว่า สคบ. ก็จัดกฎระเบียบให้บริษัทขายตรงอยู่ในความดูแลอย่างชัดเจน ซึ่งอนาคตผมเชื่อว่า ยังไงรัฐบาลก็ต้อง หาทางออกในเรื่องนี้ได้อยู่ดี และอาจจะมีกรมขายตรงเกิดขึ้นมาก็เป็นได้"


แม่ทัพใหญ่ "ไอยรา" กล่าวต่อว่า ตอนนี้ปัญหาในธุรกิจขายตรงมีมากมายจากสมาชิกและผู้ประกอบการเอง แต่สิ่งสำคัญ คือ เหล่ามิจฉาชีพยังลอยนวล และมาหากินเอาเปรียบกับธุรกิจขายตรงหลายรูปแบบ ตนอยากให้หน่วยงานรัฐออกกฎข้อบังคับเกี่ยวกับขายตรงให้รัดกุมกว่านี้ เพื่อจะได้ป้องกันไม่ให้ธุรกิจขายตรงมีภาพลักษณ์ที่แย่ลงไปมากกว่าเดิม


"คงต้องให้มีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรงให้เร็วที่สุด ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่คิดว่าจะเกิดขึ้นในวงการขายตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็น กรมขายตรง หรืออะไรที่มาหนุนนำขายตรง ผมว่าต้องชะลอไว้ก่อน แต่ขอให้มีการปรับแก้กฎหมายข้อบังคับโดยเร่งด่วนก่อน เพื่อจะได้ไม่ให้ผู้ที่ไม่หวังดี ในธุรกิจขายตรงทำอะไรผิดๆ ได้อีก เพราะทุกวันนี้ยังมีแม่ทีม ที่จ้องเอาเปรียบและชอบย้ายบริษัทบ่อยๆ ดึงลูกทีมหนีหมด ทำให้บริษัทนั้นๆ ได้รับความเสียหายเป็นอย่างมาก แบบนี้ผมไม่เห็นด้วย"


"หากออกกฎข้อบังคับให้ช่วยคุ้มครองผู้ประกอบการ ธุรกิจขายตรงจะดีมาก เพราะกฎหมายฉบับปัจจุบันคุ้มครองแต่ผู้บริโภค แบบนี้ผมว่าไม่ค่อยจะดีนัก เพราะมูลค่าการตลาดขายตรง สร้างได้มหาศาล และทั่วโลกก็ต่างยอมรับในธุรกิจขายตรงมีกฎหมายที่ชัดเจน และดำเนินการเอาผิดผู้ที่เอาเปรียบได้อย่าง ดีเยี่ยม หวังว่าธุรกิจขายตรงในบ้านเราจะได้รับการพัฒนาเหมือน ต่างประเทศเช่นกัน"


 


 


 


Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กม.ขายตรงส่อ โมฆะ ตุลาการชี้ม.54ขัดรธน.







12911829981291183736l (Mobile)


สคบ.ช็อค ! หลังตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติ 5 ต่อ 4 ชี้พรบ.ขายตรง ฯ มาตรา 54 ว่าด้วยการกระทำความผิดของผู้มีอำนาจในนิติบุคคล ที่ต้องรับโทษ ตามที่กฎหมายกำหนด ขัดกม.รัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรคสอง เหตุต้องแยก ความผิดระหว่าง นิติบุคคล กับบุคคลออกจากกัน โดยให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหา หรือจำเลยคือผู้บริสุทธิ์หวั่นผู้ประกอบการแชร์เถื่อน หรืออาชญากรเศรษฐกิจ หัวหมอยกคำตัดสินมาต่อสู้คดีอาจลอยนวล

กฎหมายขายตรงวิกฤติ แชร์เถื่อนยืมมือศาลรธน.ล้มคดี

นับเป็นวิกฤติการณ์ครั้ง สำคัญในกระบวนการบังคับใช้ กฎหมายของประเทศไทย หลัง จากที่มีกระแสข่าวว่ากฎหมาย ในพระราชบัญญัติต่าง ๆ กว่า 100 ฉบับ ส่อเค้าว่าจะขัดกับ หลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี 2550 โดยล่าสุดกฎหมายที่มี การวินิจฉัยออกมาจากตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญสด ๆ ร้อน เมื่อ ไม่นานมานี้ ก็คือ พระราช บัญญัติขายตรงและการตลาด แบบตรง ปี 2545 ที่มีคำวินิจฉัย ออกมาอย่างเป็นทางการว่า ขัด กับหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญ อย่างชัดเจน เบื้องหลังการคำวินิจฉัย ดังกล่าว แหล่งข่าว เปิดเผยว่า เป็นผลมาจากศาลฎีกาได้มีการ ส่งคำโต้แย้งจากจำเลยรายหนึ่ง ที่ถูกดำเนินคดีโดยมีความผิด ตามพระราชบัญญัติขายตรง และการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย

โดยผลจากการพิจารณา ตุลาการรัฐธรรมนูญ ทั้ง 9 คน มี มติ 5 ต่อ 4 ว่าพระราชบัญญัติ ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 มาตรา 54 ที่ระบุว่า ในกรณีที่ผู้กระทำความผิดซึ่ง ต้องรับโทษตามพระราชบัญญัติ นี้เป็นนิติบุคคล ให้กรรมการผู้ จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใดซึ่ง รับผิดชอบในการดำเนินงานของ นิติบุคคลนั้น ต้องรับโทษตามที่ กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความ ผิดนั้น ๆ ด้วย เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ ว่า มิได้มีส่วนร่วมในการกระทำ ความผิดของนิติบุคคลนั้น ขัด ต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรค 2 ที่ระบุว่า ในคดีอาญา ต้อง สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหา หรือจำเลยไม่มีความผิด ผลจากคำวินิจฉัย นาย จรัล ภักดีธนากุล ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ เปิดเผยว่า ตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญเสียงส่วน ข้างน้อย ได้แสดงความเป็นห่วง ว่า อาจทำให้การปราบปราม อาชญากรทางเศรษฐกิจทำได้ ยากขึ้น โดยหลังจากนี้จะต้องมี การเร่งปรับแนวทางปฏิบัติ เนื่องจากเชื่อมโยงในหลายด้าน รวมถึงพระราชกำหนดการกู้ยืม เงิน เพราะกรณีแชร์ลูกโซ่มีการ ตั้งเป็นนิติบุคคล ทำให้ยากที่จะ สาวไปถึงตัวบงการใหญ่ได้ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ใน คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 12/2555 เรื่อง พระราชบัญญัติ ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ขัดหรือแย้งต่อ รัฐธรรมนูญหรือไม่ มีการระบุเอา ไว้ในหลักการพิจารณาหลาย ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก ในเรื่องข้อเท็จ จริง ศาลฎีกาส่งคำ โต้แย้ง ของจำเลยในคดีความผิดตาม พระราช บัญญัติขายตรงและการ ตลาดแบบตรงพ.ศ.2545 ซึ่งโต้แย้ง ว่ามาตรา 54 ในกรณีที่ผู้กระทำ ความผิดซึ่งต้องได้รับโทษตาม พระราชบัญญัตินี้เป็นนิติ บุคคล ให้กรรมการผู้จัดการผู้จัดการ หรือ บุคคลใดซึ่งรับผิดชอบในการ ดำเนินงานของนิติ บุคคลนั้น ต้อง รับโทษตามที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้น ๆ เว้นแต่... จะพิสูจน์ได้ว่า ตนมิได้มีส่วน เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ของนิติบุคคลนั้น

ในคำ วินิจฉัยของศาล รัฐธรรมนูญ ระบุว่า มีเนื้อหาขัด แย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรคสอง และมาตรา 40 (5) ประกอบมาตรา 30
ประเด็นที่สอง ในเรื่องบท กฎหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 39 วรรคสอง บัญญัติว่า ในคดี อาญา ต้องสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้ต้องหาหรือจำเลย ไม่มีความ ผิด ประเด็นที่สาม คำวินิจฉัย ตุลากาลศาลรัฐธรรมนูญมีมติ เสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 วินิจฉัยว่า มาตรา 54 ของพระราชบัญญัติ ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสอง จึงเป็นอัน ใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 6 ส่วนปัญหาตามมาตรา อื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัย ประเด็นที่สี่ เหตุผล ประกอบการวินิจฉัย เห็นว่า พระราชบัญญัติขายตรงและ การตลาดแบบตรงพ.ศ.2545 มาตรา 54 เป็นข้อสันนิษฐาน ตามกฎหมายที่มีผลการสันนิษ ฐานความผิดของจำเลย โดย โจทก์ไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ให้เห็น ถึงการกระทำ หรือเจตนาอย่าง ใดอย่างหนึ่งของจำเลยก่อน เป็นการนำการกระทำความผิด ของบุคคลอื่นมาเป็นเงื่อนไขของ การสันนิษฐานให้จำเลยมีความ ผิดและต้องรับโทษทางอาญา

เนื่องจากการสันนิษฐาน ว่า ถ้าผู้กระทำความผิดเป็น นิติบุคคล ก็ให้กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลที่รับผิดชอบ ในการดำเนินงานของนิติบุคคล นั้น ต้องร่วมรับผิดกับนิติบุคคล ผู้กระทำความผิดด้วย เว้นแต่... จะได้รับการพิสูจน์ได้ว่าตนไม่ได้ มีส่วนรู้เห็นเป็นใจในการกระทำ ความผิดของนิติบุคคลดังกล่าว โดยโจทก์ไม่ต้องพิสูจน์ถึงการ กระทำหรือเจตนาของกรรมการ ผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลใด ที่รับผิดชอบในการดำเนินงาน ของนิติบุคคลนั้นว่ามีส่วนร่วม เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ของนิติบุคคลอย่างไร

คงพิสูจน์แต่เพียงว่า นิติ บุคคลกระทำความผิดตามพระ ราชบัญญัตินี้ และจำเลย เป็น กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือ บุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนิน งานของนิติบุคคลเท่านั้น กรณีดังกล่าว จึงเป็นการ สันนิษฐานไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่า กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือ บุคคลที่รับผิดชอบในการดำเนิน งานของนิติบุคคลนั้นได้กระทำ ความผิดด้วย อันมีผลเป็นการ ผลักภาระการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ ไปยังกรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลที่รับผิดชอบในการ ดำ เนินงานของนิติบุคคลนั้น ทั้งหมดทุกคน

บทบัญญัติมาตราดังกล่าว จึงเป็นการสันนิษฐานความผิด ของผู้ต้องหาและจำเลยในคดี อาญา โดยอาศัยสถานะของ บุคคลเป็นเงื่อนไข มิใช่การ สันนิษฐานข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ ประกอบความผิดเพียงบางข้อ หลังจากที่โจทก์ได้พิสูจน์ให้เห็น ถึงการกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด ที่เกี่ยวข้องกับความผิดที่จำเลย ถูกกล่าวหา และยังขัดกับหลัก นิติธรรมข้อที่ว่า โจทก์ในคดี อาญาต้องมีภาระการพิสูจน์ถึง การกระทำความผิดของจำเลย ให้ครบองค์ประกอบความผิด นอกจากนี้ บทบัญญัติ มาตราดังกล่าวยังเป็นการนำ บุคคลเข้าสู่กระบวนการดำเนิน คดีอาญาให้ต้องตกเป็นผู้ต้องหา และจำเลย ซึ่งทำให้บุคคลดัง กล่าวอาจถูกจำกัดสิทธิ เสรีภาพ เช่น การถูกจับกุม หรือถูกคุมขัง โดยไม่มีพยานหลักฐานตาม สมควรในเบื้องต้นว่า บุคคลนั้น ได้กระทำ การ หรือมีเจตนา ประการใด อันเกี่ยวกับความผิด ตามที่ถูกกล่าวหา บทบัญญัติมาตราดัง กล่าว ในส่วนที่สันนิษฐานความ ผิดอาญาของผู้ต้องหาและ จำเลย โดยไม่ปรากฏว่าผู้ต้องหา หรือจำเลยได้กระทำการหรือมีเจตนาประการใดเกี่ยวกับความ ผิดนั้น จึงขัดต่อหลักนิติธรรม และขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสอง นี่คือบทสรุป คำวินิจฉัย ที่ 12/2555 ซึ่งถือเป็นคดีแรกและ เป็นคดีประวัติศาสตร์ ที่คำ วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ออก มาในลักษณะ ที่ขัดแย้งกับ กฎหมายที่ตราเอาไว้เป็นพระ ราชบัญญัติ

มาตรา 54 มีปัญหา ตุลาการชี้บริษัทผิดแต่คนอาจไม่ผิด

กรณีพระราชบัญญัติ ขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 ถ้าจะแปลความให้ เข้าใจง่าย ๆ ในมาตรา 54 ก็คือ การพิจารณาเอาผิดเอาโทษต่อ นิติบุคคล ที่กระทำการฝ่าฝืน กฎหมาย จะมีการผูกรวมความ ผิดระหว่างนิติบุคคลกับตัวบุคคล ผู้มีอำนาจในการดำเนินการเอา ไว้เสมือนหนึ่งเป็นคน ๆ เดียวกัน เป็นความผิดที่เกิดขึ้นโดย อัตโนมัติ เพราะไม่ว่า กรรมการ ผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลที่มี อำนาจดำเนินกิจการ จะทำผิด หรือไม่ โดยสถานะหรือบทบาท ความรับผิดชอบ ไม่อาจปฏิเสธ ได้ว่า จะต้องรับผิดชอบร่วมกัน (ยกเว้นเสียแต่ว่าจะพิสูจน์ได้ว่า มิได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนิติบุคคล นั้น

แต่ในมุมมองของศาล รัฐธรรมนูญ ในกฎหมายรัฐ ธรรมนูญมาตรา 39 วรรคสอง จะ เห็นว่า จะมีการแยกความรับผิด ชอบระหว่างนิติบุคคล กับบุคคล ออกจากกันอย่างเด็ดขาด เพราะแม้ว่า นิติบุคคล จะ มีความผิด หากจะเอาผิดเอา โทษต่อผู้ที่มีอำนาจในการดำเนิน การ ก็จะต้องการมีประจักษ์ พยานแวดล้อมที่ครบถ้วนสมบูรณ์ จึงจะดำเนินการได้ ดังนั้น ปัญหาที่ตามมา ก็คือว่าเมื่อกระบวนการทาง กฎหมายได้ดำ เนินมาถึงจุด หมายปลายทาง ในกระบวนการ ชั้นศาลฎีกา หากมีการนำข้อโต้ แย้งมาสู่กระบวนการพิจารณา จากศาลรัฐธรรมนูญ แล้วผล ออกมาเช่นเดียวกับกรณีคำ วินิจฉัยที่ 12/2555 ผู้บังคับใช้ กฎหมาย อันหมายถึงหน่วยงาน องค์กรภาครัฐ จะได้รับผลกระ ทบอย่างไร ความเสียหายอันเกิดจาก นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจโดย มิชอบ ประชาชนผู้เสียหายจะ ได้รับ การชดใช้ชดเชยความเสีย หายอย่างไร

ในอดีตที่ผ่านมา นับตั้งแต่ รัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลา นนท์ ได้มีการออกพระราช กำหนดการกู้ยืมเงินที่เป็นการ ฉ้อโกง ปีพ.ศ.2527 ในยุคนั้น มีการตั้งวงแชร์ เถื่อนเกลื่อนกลาดเมืองไทย เป็น ธุรกิจที่หน่วยงานภาครัฐ ต่าง ทราบกันดีว่า มอมเมาประชาชน เป็นการทำธุรกิจในลักษณะ เงิน ต่อเงิน หรือที่เรียกว่า งูกินหาง คือ ระดมเงินจากผู้ฝากรายใหม่ มาจ่ายรายเก่า หากไม่เร่งดำเนินการสกัด กั้น ก็จะส่งผลเสียหายต่อเศรษฐ กิจอย่างร้ายแรง การตราพระราชกำหนด หรือพระราชบัญญัติออกมา เพื่อ หวังที่จะใช้เป็นเครื่องมือในการ ดำเนินคดีกับบรรดาเจ้าพ่อเจ้า แม่ทั้งหลาย แต่กว่าจะดำ เนินการ เอาผิดเอาโทษต่ออาชญากร เศรษฐกิจเหล่านี้ ก็มีการยักย้าย ถ่ายเททรัพย์สินออกไปจนแทบ ไม่เหลือ ถึงวันนี้ แม้จะมีการออก กฎหมายควบคุม แต่ก็ยังมี กิจการหลายแห่ง มีการฝ่าฝืน แสวงหาผลประโยชน์เข้ากระเป๋า ตนเอง ทิ้งความหายนะเอาไว้ให้ประชาชนเป็นจำนวนมาก การที่พรบ.ขายตรงฯ มี การบัญญัติเอาไว้ในมาตรา 54 ก็เพื่อต้องการสกัดกั้นการยักย้าย ถ่ายเททรัพย์สินของผู้ประกอบ การที่ฉ้อโกง

ในขณะเดียวกันก็เพื่อ บรรเทาความเสียหายที่เกิดขึ้น กับประชาชน ที่หลงเชื่อคำ โฆษณา อย่างน้อยแม้จะไม่ได้รับ การชดเชย 100% ก็ยังดีกว่าไม่ ได้อะไรเลย เข้าทำนอง กำขี้ดี กว่ากำตด แต่ครั้นเมื่อกระบวนการ ทางกฎหมาย เดินมาถึงจุดหนึ่ง เมื่อเกิดกรณี คำวินิจฉัยจากศาล รัฐธรรมนูญ มีความเห็นว่า ควร ให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา มีโอกาส พิสูจน์ความบริสุทธิ์ ในขณะเดียวกันกลับผลัก ภาระการหาพยานหลักฐานที่ สมบูรณ์ครบถ้วน ไปยังหน่วย งานที่บังคับใช้กฎหมาย นั่นก็ เท่ากับว่า การดำเนินคดีที่เข้าสู่ ชั้นศาล จะต้องเริ่มต้นนับหนึ่ง กันใหม่ แม้จะสามารถพิสูจน์ได้ว่า บุคคลที่มีอำนาจในการดำเนิน การของนิติบุคคล นั้น ๆ จะมี ความผิด แต่ผลเสียก็คือ อาจะ นำไปสู่การหลบหนีคดี หรือ การ ยักย้ายถ่ายเททรัพย์สินออกไป ทำใหป้ ระชาชนผูเ้ สียหาย อาจไม่ ได้รับการชดใช้

หวั่นกระทบกม.อีก 100 ฉบับสคบ.-ดีเอสไอ แค่เสือกระดาษ

อย่างไรก็ดี หากพิจารณา ดู ในหมายเหตุท้ายคำวินิจฉัย จากตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทั้ง ฝั่งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับ คำวินิจฉัย จะเห็นว่า มีข้อสังเกต ที่น่าสนใจหลายประเด็นด้วยกัน ประเด็นแรก คำวินิจฉัย ดังกล่าว เป็นคำวินิจฉัยแรกที่ ศาลรัฐธรรมนูญไทย ได้อ้างอิง ปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่อง สิทธิ มนุษยชน และกติการะหว่าง ประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและ สิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่ง ประเทศไทยเป็นภาคีโดยการ ภาคยานุวัติ และมีผลผูกพัน ประเทศไทยนับตั้งแต่วันที่ 30 มกราคม 2540 เป็นเหตุผล ประกอบข้อวินิจฉัยว่า มาตรา 54 พรบ.ขายตรง ฯ พ.ศ. 2545 ขัด ต่อหลักนิติธรรมและรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสอง

แต่ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ มิได้วินิจฉัยโดยตรงว่า มาตรา 54 ขัดต่อ สิทธิมนุษยชน ตาม ปฏิญญาและกติการะหว่าง ประเทศ ซึ่งกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ ต่อเมื่อเป็นคดีที่ขึ้นสู่ศาล รัฐธรรมนูญผ่านคณะกรรมการ สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 257 (2) เท่านั้น ประเด็นที่สองแม้ ประเทศไทย เป็นภาคีขององค์กร ระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิ พลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) แต่มิได้รับเอาพิธีสาร ทางเลือกฉบับที่ 1 (First Optional Protocol) ซึ่งเปิดช่องให้มี การเสนอคำร้องส่วนบุคคล ไปยัง คณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน (Human Right Committee- HRC) ซึ่งเป็นองค์กรวินิจฉัย ข้อพิพาทตามกติกาดังกล่าว ดังนั้นผู้ถูกละเมิดสิทธิ ตาม ICCPR โดยรัฐไทยจึงไม่ อาจเสนอคำร้องส่วนบุคคลตาม ช่องทางนี้ได้ ประเด็นที่สาม เมื่อตรวจ สอบฐานข้อมูลคำวินิจฉัย ของ HRC ที่เกี่ยวข้องกับข้อสันนิษ ฐานเบื้องต้น ในคดีอาญาว่าผู้ ต้องหาหรือจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ ที่รับรองไว้ในข้อ 14 วรรคสอง ของ ICCPR กลับไม่พบคำ วินิจฉัยเกี่ยวกับบทสันนิษฐาน ความรับผิดทางอาญาของผู้แทน นิติบุคคล ซึ่งตรงกับกรณีปัญหาที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในคดีนี้ และไม่พบว่า HRC เคยให้ความ เห็นในลักษณะดังกล่าวไว้ในข้อ สังเกตทั่วไปของข้อ 14 นี้ ประเด็นที่สี่ การเขียนคำ วินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้ น่าจะมีความไม่ครบถ้วน กล่าว คือ มีการอ้างอิงบทบัญญัติข้อ 11 ของปฏิญญาสากล UDHR ไว้ อย่างชัดเจน แต่สำหรับ ICCPR ซึ่งผูกพันรัฐไทยโดยตรงในฐานะ รัฐภาคีกลับเป็นเพียงการกล่าว อ้างอย่างลอย ๆ มิได้อ้างอิงระบุ บทบัญญัติข้อ 14 วรรคสองข้าง ต้น ประเด็นที่ห้า เมื่อค้นคว้า เปรียบเทียบกับแนวบรรทัดฐาน ของสนธิสัญญาระหว่าง ด้าน สิทธิมนุษยชนของภูมิภาคอื่น คือ อนุสัญญาสิทธิมนุษยชนแห่ง ยุโรป กลับพบแนวบรรทัดฐาน ที่ตรงข้ามกับผลการวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญไทยในคดีนี้

กล่าวคือ คดี AG v Malta, Application N0.16641/90, 10 December 1991 คณะ กรรมาธิการ (ปัจจุบันถูกยุบรวม เข้าเป็นส่วนหนึ่งของศาลสิทธิ มนุษยชนแห่งยุโรปไปแล้ว) ได้ วินิจฉัยว่า... ข้อสันนิษฐานเบื้องต้นที่ สามารถพิสูจน์หักล้างได้ ที่ว่า ให้กรรมการบริษัทต้องรับผิดใน ทางอาญา ในกรณีที่บริษัทดัง กล่าวถูกตัดสินว่ากระทำผิด อาญา เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่า มิได้รู้เห็นในการกระทำความผิด และได้ใช้ความระมัดระวังตาม สมควรเพื่อป้องกันมิให้มีการกระ ทำความผิดดังกล่าวแล้ว มิได้ ขัดหรือแย้งต่อข้อ 6 วรรคสอง ของ ECHR แต่อย่างใด ประเด็นที่หก มีกรณี ศึกษาจาก ศาลรัฐธรรมนูญ แอฟริกาใต้ ก็เคยวินิจฉัยไว้ในคดี State v. Coetzee ด้วยมติ 7 ต่อ 4 ว่า มาตรา 332 (5) แห่งรัฐ บัญญัติว่าด้วยวิธีพิจารณาความ อาญา ที่ว่า ให้กรรมการและ พนักงานของบริษัทที่ถูกตัดสิน ว่ากระทำความผิดอาญาต้องรับ ผิดในฐานความผิดดังกล่าวด้วย เว้นแต่พิสูจน์ได้ว่า มิได้มีส่วน เกี่ยวข้องในการกระทำความผิด และมิอาจป้องกันการกระทำผิด ดังกล่าวได้ ประเด็นที่เจ็ด นิติบุคคล เป็นสิ่งที่กฎหมายสมมติขึ้น ไม่มี ตัวตน การกระทำการ การแสดง เจตนาทุกอย่างย่อมกระทำผ่าน ผู้แทนนิติบุคคล ในชั้นต้น นิติบุคคล ได้รับการสันนิษฐานไว้ ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ในคดีอาญา ฝ่ายอัยการโจทก์ก็ต้องพิสูจน์ โดยปราศจากข้อสงสัยว่า นิติบุคคลนั้นได้กระทำความผิด ปัญหาก็คือ เมื่อพิสูจน์เช่นนั้นได้ แล้ว การผลักภาระการพิสูจน์ กลับไปยังผู้แทนนิติบุคคล ซึ่ง กฎหมายขายตรงกำหนดให้เป็น ตัว กรรมการผู้จัดการ ผู้จัดการ หรือบุคคลที่รับผิดชอบในการ ดำเนินงานของนิติบุคคลนั้น ใน ทำนอง Rebuttable Presumtion คือ บุคคลเหล่านั้นต้องพิสูจน์ให้ ได้ว่า ตนไม่ได้มีส่วนในการกระ ทำความผิดของนิติบุคคลนั้น จะขัดต่อหลัก Presumtion of Innocence ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 39 วรรคสองหรือไม่ ประเด็นที่แปด ตุลาการ เสียงข้างมากในคดีนี้ อ้างถึง UDHR ข้อ 11 และ ICCPR โดย ไม่ระบุข้อ เพื่อสรุปว่า หลัก Presumtion of Innocence เป็นหลัก นิติธรรมที่ได้รับการยอมรับใน นานาอารยประเทศ ซึ่งความจริง ก็เป็นเช่นนั้น แต่สำหรับสาระ ปลีกย่อยของหลักดังกล่าวใน บางเรื่อง โดยเฉพาะประเด็นการ ผลักภาระการพิสูจน์กลับไปยังผู้ แทนนิติบุคคลในกรณีที่นิติ บุคคลถูกวินิจฉัยว่ากระทำความ ผิดอาญาแล้ว ยังไม่น่าจะใช่หลักนิติธรรมที่ได้รับการยอมรับ ในนานาอารยประเทศ ประเด็นที่เก้า ยังมีพระ ราชบัญญัติอื่น ๆ อีกนับร้อยฉบับ ที่มีบทบัญญัติคล้ายคลึงกับ มาตรา 54 พรบ.ขายตรงพ.ศ. 2545 ที่ศาลวินิจฉัยว่าขัด รัฐธรรมนูญ อาทิ มาตรา 28/4 พรบ.สถานบริการ 2509 , มาตรา 71 พรบ.ปุ๋ย, มาตรา 27 พรบ. นํ้ามันเชื้อเพลิง 2521, มาตรา 71 พรบ.ควบคุมคุณภาพอาหาร สัตว์ 2525, มาตรา 15 พรก.การ กู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกง ประชาชน 2527, มาตรา 25 พรบ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ 2535, มาตรา 144 พรบ.ประกัน ชีวิต 2535, มาตรา 301 พรบ. หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 2535, มาตรา 61 พรบ.ป้องกัน และปราบปรามการฟอกเงิน 2542, มาตรา 60 พรบ..โรงงาน ผลิตอาวุธของเอกชน 2550, มาตรา 153 พรบ.โรงเรียนเอกชน 2550, มาตรา 62 พรบ.คุ้มครอง ซากดึกดำบรรพ์ 2551, มาตรา 76 พรบ.มาตรฐานสินค้าเกษตร 2551 เป็นต้น

เพราะฉะนั้น นี่คือ กรณี ศึกษา สำ หรับกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการออกใบอนุญาต รวมไปถึงกฎหมายการประกอบ วิชาชีพ ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ในสังคมเวลานี้ โดยเฉพาะในกรณีของ พรบ.ขายตรงฯ จะเห็นว่า กฎหมาย ที่มีการเขียนเอาไว้ จุดมุ่งหมาย ก็เพื่อเป็นเส้นแบ่งระหว่างธุรกิจที่ ชอบด้วยกฎหมายกับธุรกิจที่ผิด กฎหมาย เปรียบเสมือนกับการ ร่างกฎกติกาเอาไว้ให้ ผู้เล่นเล่น กันตามกติกา หาก มีคนเล่นนอกเกม นอกกติกา แล้วยัง ลอยนวล โดยอาศัยช่องว่างของกฎหมาย คำถามก็คือว่า แล้วต่อไปใครจะ เคารพกติกา ไม่แน่ ธุรกิจขายตรงสีขาว ที่หลายต่อหลายสมาคมขายตรง พยายามผลักดันกันเวลานี้ อาจ จะเหลือไม่ถึงครึ่งที่ต้องกลาย เป็นธุรกิจสีเทา เหตุก็เพราะผู้บังคับใช้ กฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นสคบ. หรือ DSI คงไม่กล้าลงดาบเชือดใคร ต่อไป !!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 344 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556

วันพุธที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2556

จิรชัย โยนหินถามทาง ผลักดัน ก.ม. ขายตรงไทย แยกขายตรงไร้เงาประเภท 2









เลขา สคบ. เดินหน้าเชิงรุก สอบขายตรงแท้ หลังผู้ประกอบการยื่นขอใบอนุญาตเพิ่มทุกปี แต่ทำจริงมีเพียง 300 บริษัท ยันมีอีกหลายรายไม่ยื่นหนังสือกลับมา ต้องสรุปเป็นแบบที่ 2 ที่ไม่มีการทำธุรกิจระบุอยากถอนใบอนุญาตแต่ติดด้วยกฎหมายด้าน 300 บริษัทที่แสดงตัวเตรียมมอบใบทะเบียนให้ใหม่ พร้อมผลักดันอุตสาหกรรมขายตรงต่อไป ขณะที่กฎหมายขายตรงฉบับแก้ไขยังไม่คืบ รอ 2 แนวทางแบบเร่งด่วนและระยะยาวที่ต้องศึกษากฎหมายยุโรปและอเมริกาก่อน ยื่นเรื่องเสนอแก้ไขกฎหมายควรแยก สคบ. ส่วนงานขายตรง


จิรชัย มูลทองโร่ย เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) เปิดเผยว่าหลัง สคบ. ได้กำหนดนโยบายในการตรวจสอบบริษัทขายตรงที่ขึ้นทะเบียนกับ สคบ. จำนวน 855 บริษัท ตั้งแต่ต้นปี 2556 ด้วยการแบ่งการทำงานออกเป็น 3 ส่วน คือ1.ส่งหนังสือหลับไปยังผู้ประกอบการทั้งหมด 2.ให้ผู้ประกอบการตอบรับภายในเวลาที่กำหนดคือ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา และ 3.หากผู้ประกอบการได้รับหนังสือที่ สคบ. แจ้งไป และไม่ตอบกลับมา สคบ. ก็จะมีมาตรการขั้นถัดไป


ทั้งนี้ จากแนวนโยบายดังกล่าว ปรากฏว่ามีผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงยื่นหนังสือตอบรับกลับมายัง สคบ. ว่า ยังดำเนินธุรกิจอยู่ประมาณ 300 บริษัทนอกจากนี้ผู้ประกอบการที่ยกเลิกกิจการประมาณ 34-35 บริษัท และอยู่ระหว่างรอรายงานเพิ่มเติมอีกส่วนหนึ่ง โดยส่วนที่เหลือยังไม่มีการตอบรับหนังสือกลับมาแต่อย่างใด สคบ. จึงได้สรุปผู้ประกอบการที่ไม่ตอบรับกลับมา ให้เป็นผู้ประกอบการประเภทที่ 2คือไม่มีการดำเนินธุรกิจ ส่วนประเภทที่ 1 คือผู้ประกอบการที่ตอบรับกลับมาและยังดำเนินธุรกิจขายตรงในปัจจุบัน


ในส่วนของผู้ประกอบการจำนวน 300 บริษัท ที่ส่งหนังสือตอบรับกลับมา สคบ. จะมีการเชิญผู้ประกอบการทั้งหมดมาร่วมเสวนาเกี่ยวกับการส่งเสริมและสนับสนุนธุรกิจขายตรงในการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ที่สำคัญ สคบ. จะมอบใบจดทะเบียนผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงให้ใหม่ โดยใช้ข้อมูลเดิมของผู้ประกอบการ


ผู้ประกอบการที่ สคบ. ได้ส่งหนังสือแจ้งไป ส่วนใหญ่ยังคงเงียบ ตรงนี้ไม่รู้เป็นเพราะเหตุผลอะไรและถ้าถามว่า สคบ. จะมีมาตรการขั้นเด็ดขาดในการแยกประเภทบริษัทขายตรงเป็นประเภทที่ 2 ด้วยการเพิกถอนใบทะเบียน ตรงนี้ สคบ. ยังไม่สามารถทำได้ เพราะติดในเรื่องกฎหมายขายตรง


นอกจากนี้ สคบ. ยังเข้มงวดการจดทะเบียนขอใบอนุญาตจาก สคบ. เนื่องจากที่ผ่านมามีกระแสข่าวออกมาว่าบริษัทขายตรงที่ยื่นขอใบอนุญาตมายัง สคบ. จะต้องจ่ายเงิน เรื่องนี้สร้างความเสียหายให้กับ สคบ. เป็นอย่างมากดังนั้น การทำงานจากนี้ไป สคบ. จะมีมาตรการที่เคร่งครัดมากขึ้น โดยผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาตการประกอบธุรกิจขายตรงจาก สคบ. แล้ว จะต้องพบกับเลขา สคบ. ก่อน เพื่อทำการสัมภาษณ์ 3 คำถาม คือ 1.การขอใบอนุญาตในการประกอบธุรกิจขายตรงครั้งนี้เสียเงินให้กับเจ้าหน้าที่หรือไม่ 2.ขายสินค้าอะไร และ 3.มีการโฆษณาผ่านสื่อใดบ้าง


อย่างไรก็ดี การทำงานของ สคบ. ถือเป็นไปตามนโยบายเชิงรุกที่แบ่งเป็น 3 ส่วน คือ 1.การปรับทะเบียน 2.การติดตามประเมินผล และ 3.การปราบปรามบริษัทขายตรงที่กระทำการไม่เหมาะสม ซึ่งเป็นนโยบายที่ได้มีการสานต่อหลังจากได้รับตำแหน่งเลขา สคบ. เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา


จิรชัย กล่าวต่อว่า ความคืบหน้าของกฎหมายขายตรงฉบับแก้ไขปี 2545 ขณะนี้ สคบ.ได้มอบหมายนักวิชาการด้านกฎหมายทำการศึกษากฎหมายขายตรงว่ากฎหมายฉบับปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงธุรกิจอย่างไร โดยศึกษากฎหมายขายตรงที่ยุโรปและอเมริกาว่าธุรกิจขายตรงมีความก้าวหน้าอย่างไร จากนั้นได้มีหารเสนอให้แก้ไขกฎหมายเป็น 2 ส่วนคือ 1.ระยะเร่งด่วนภายใน 90 วัน 2.ระยะยาว คือ การปรับกฎหมายว่าควรปรับอย่างไร


สำหรับการแก้ไขกฎหมายขายตรง มีการเสนอประเด็นการจดทะเบียนผู้จำหน่ายอิสระจะมีการจดทะเบียนเหมือนกับสำนักคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) หรือไม่ และองค์การของ สคบ. ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรกับงบประมาณ ดังนั้จะมีความเป็นไปได้หรือไม่หาก สคบ. จะแยกการทำงานในส่วนขายตรงออกเป็นเอกเทศเหมือนกับ คปภ.




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 219 ประจำวันที่ 16-31 มีนาคม 2556

วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556

ขายตรงอินเดียระอุ!เอกชนบี้รัฐบาลเคาะกฏเหล็ก สมาคมผนึกหอการค้าตอกฝาโลงแก๊ง "ปิระมิด"









ธุรกิจขายตรงในประเทศอินเดียมีความเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองตั้งแต่ต้นปี เมื่อภาคธุรกิจส่งสัญญาณไปยังภาครัฐให้ออกกฎหมายขายตรงโดยเร่งด่วน โดยสื่อท้องถิ่นระบุ สมาคมการขายตรงอินเดีย (The Indian Direct Selling Association : IDSA) ผนึกกำลังกับหอการค้าเรียกร้องรัฐบาลเร่งออกกฎหมายหรือกฎระเบียบกำกับดูแลธุรกิจขายตรง สกัดพวกขายตรง นอกรีตที่จัดตั้งบริษัทขึ้นมาหลอกลวงประชาชนเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของอุตสาหกรรมและของประเทศชาติ ตลอดไปถึงดูแลผู้บริโภคสร้างมาตรฐานให้กับธุรกิจ


สมาคมการขายตรงอินเดียแสดงจุดยืนอันแรงกล้านี้ในการประชุมร่วมกับหลายหน่วยงานเพื่อหารือกันถึงอนาคตธุรกิจขายตรงภายในประเทศรวมถึงมาตรการจัดการแก๊ง ปิระมิด ระบบการตลาดสีเทาที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก


การประชุมมีขึ้นหลังปีใหม่ที่ผ่านมาโดยผู้เข้าร่วมประชุมนอกจากคณะกรรมการบริหารสมาคมฯ แล้วยังมีผู้แทนจากหอการค้าทั้งกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดียที่ล้วนมีจุดยืนต้องการส่งเสริมธุรกิจขายตรงซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญแขนงหนึ่งที่มีส่วนไม่น้อยในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ


ในกลุ่มบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเวทีการประชุมเพื่อส่งผ่านข้อเสนอดังกล่าวไปยังภาครัฐ อาทิ ชาวี เฮมานห์ เลขาธิการหอการค้า, พี เดฟดาส เหรัญญิกสมาคมการขายตรงอินเดีย,เอส.พี.ชาร์มา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ รวมถึงกลุ่มผู้จบการศึกษาระดับปริญญาเอกของหอการค้าอีกหลายคน และ ดี.เอส.ราชโอระ กรรมการอาวุโส สมาคมสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมอินเดีย


ตอกย้ำอินเดียต้องมีกฎหมายขายตรง สกัด ปิระมิด สร้างมาตรฐานธุรกิจ


ชาวี เฮมานห์ได้พูดตอกย้ำถึงความจำเป็นของประเทศที่จะต้องมีกฎหมายขายตรง หรืออย่างน้อยต้องมีระเบียบจากทางการออกมาเพื่อกำกับดูแลธุรกิจขายตรง แยกข้อแตกต่างระหว่างปิระมิด และธุรกิจเครือข่ายหลายชั้น(MLM) ออกจากัน โดยให้กำหนดเป็นคำนิยามในกฎหมายว่าการตลาดแบบ MLM เป็นอย่างไร การตลาดแบบปิระมิดเป็นอย่างไร เพื่อให้ประชาชนทั่วไปตลอดจนองค์กรต่างๆ ได้รับรู้เฉพาะปัจจุบันไม่สามารถแยก 2 โมเดลนี้ออกจากกันได้ ขณะเดียวกันยังไม่มีกฎหมายรับรอง MLM


การตลาดแบบ ปิระมิด มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจไม่ต่างจากแชร์ลูกโซ่จะหากินด้วยการสวมรอยเป็น MLM ใช้ช่องว่างของกฎหมาย โอกาสที่เปิดกว้างตลอดจนความไม่รู้ของประชาชนออกต้มตุ๋น หลอกหลวงประชาชนผู้บริสุทธิ์มีผู้ตกเป็นเหยื่อตลอด


บริษัทเหล่านี้จะเสนอสินน้ำใจหรือเงินรางวัลล่อใจเพื่อใช้รีครูตคนใหม่ๆ เข้ามาสู่วงจรของพวกเขา ดึงเงินจากสมาชิกเข้ามาหมุนเวียนและจ่ายค่าหัวคิวกันเป็นทอดๆ เพื่อให้ไปรีครูตคนใหม่ๆ เข้ามาอีก ยิ่งหาคนได้มากยิ่งได้เงินมาก ไม่มีตัวสินค้าที่จับต้องได้ แบบนี้คือโมเดลของปิระมิด


เอ.เซ็น กัพตา รองนายกสมาคมการขายตรงอินเดียกล่าวว่า มีความต้องการอย่างมากที่จะให้ภาครัฐสร้างความชัดเจนระหว่างขายตรง M:M และปิระมิด


ถึงเวลาจัดระเบียบหน่วยงานควบคุม เยอะเกิน-ซ้ำซ้อน-ขวางการเติบโต


ในมุมของเอส.พี.ชาร์มา สะท้อนศักยภาพของธุรกิจขายตรงภายในประเทศว่า ที่ผ่านมาขยายตัวสูงมาตลอดซึ่งในปีงบประมาณ 2553-2554 มีอัตราเติบโตถึง 27 % ด้วยยอดขาย 52,300 ล้านรูปีหรือประมาณ 36,600


ล้านบาท อยู่อันดับ 9 ของเอเชียและอันดับ 20 ของโลก โดย 28% เป็นผลงานของบริษัทสมาชิกและ 17% มาจากบริษัทที่ไม่ได้เป็นสมาชิก


ดี.เอส. ราชโอระ กล่าวว่า บริษัทขายตรงอยู่ภายใต้กฎหมายแห่งชาติก็จริงแต่กฎหมายเกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง หลายกรมทั้งในส่วนกลางระดับจังหวัดไปจนถึงท้องถิ่น ไม่ได้มีกฎหมายขายตรงเป็นของตัวเองเหมือนหลายประเทศ


ซึ่งการมีหน่วยงานกำกับดูแลหลายแห่งทำให้มีกฎ กติกาที่ต้องปฏิบัติหลากหลายมาก เกิดความซ้ำซ้อนและล่าช้าในการดำเนินการเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินธุรกิจอย่างมากควรจะปรับปรุงใหม่ให้เกิดความทันสมัยเป็นไปในแนวทางเดียวกัน


เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น ส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจ


อินเดียมีหน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานที่มีบทบาทในการควบคุมดูแลธุรกิจขายตรง ซึ่งแต่ละหน่วยงานจัดชั้นประเภทธุรกิจขายตรงไม่เหมือนกันอย่างกรมส่งเสริมและกำกับนโยบายด้านอุตสาหกรรมจัดการขายตรงให้อยู่ในกลุ่มธุรกิจค้าส่งอนุญาตให้การลงทุนโดยตรงของชาวต่างชาติทำได้ 100% ขณะที่หน่วยงานจัดชั้นอุตสาหกรรมแห่งชาติจัดการขายตรงอยู่ในธุรกิจค้าปลีกซึ่งจำกัดการลงทุนให้แค่จำนวนหนึ่ง ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของบริษัทขายตรงจากต่างประเทศ


ยิ่งกว่านั้น การที่ไม่มีกฎหมายขายตรงเพื่อกำกับดูแลธุรกิจให้มีมาตรฐานและเอกภาพเป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจเพราะไม่สามารถแยกขายตรง น้ำดี คือบริษัทที่ดำเนินธุรกิจถูกกฎหมายกับพวก ปิระมิด ออกจากกันได้ ทำลายภาพลักษณ์ของธุรกิจภาพรวมทำลายความเชื่อมั่นของประชาชนอีกทั้งระบบ


หลายปีที่ผ่านมา สมาคมการขายตรงของอินเดียพยายามอย่างหนักที่จะขอให้รัฐบาลอินเดียออกกฎหมายหรือระเบียบกำกับดูแลธุรกิจขายตรงซึ่งเมื่อปลายปีที่ผ่านมาดูเหมือนจะมีข่าวดีเมื่อกระทรวงกิจการเพื่อความร่วมมือทางการค้าของอินเดียจะยกร่างแนวทางกำกับดูแลธุรกิจขายตรงของอินเดียถึงขนาดมีการตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐและเอกชนเพื่อให้คำแนะนำในการยกร่างกฎระเบียบดังกล่าวเพื่อใช้เป็นข้อบังคับควบคุมธุรกิจขายตรงทั่วประเทศเพราะปัจจุบัน มีเพียง 2 รัฐคือเกรละและราชสถานเท่านั้นที่มีแนวทางกำกับดูแลธุรกิจขายตรง


สมาคมการขายตรงอินเดียคาดการณ์อุตสาหกรรมขายตรงของอินเดียจะมียอดขายแตะ 71,200 ล้านรูปีหรือประมาณ 4.98 หมื่นล้านบาทภายในปี 2555-2556 สอดคล้องกับประมาณการณ์ของเอิร์นส์ แอนด์ ยัง บริษัทตรวจสอบ


บัญชีชั้นนำของโลก ซึ่งการเติบโตของธุรกิจขายตรงเนื่องจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจ (จีดีพี)เป็นสำคัญ ตลอด 10 ปี ที่ผ่านมา อินเดียติดกลุ่มประเทศที่มีอัตราดารเติบโตของจีดีพีสูงสุดในโลกเฉลี่ย 7% ต่อปี ขณะที่รายได้ต่อหัวประชากรเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5% ต่อปี รัฐบาลอินเดียคาดการณ์จีดีพีจะมีมูลค่าถึง2.18ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2558 มีขนาดใหญ่อันดับ 11 ของโลก


อีกทั้งด้วยศักยภาพของตลาดผู้บริโภคที่มีขนาดใหญ่มากประชากรกว่า 1,200 ล้านคนมากเป็นอันดับ 2 ของโลก เป็นปัจจัยสำคัญกระตุ้นการเติบโตในอนาคต โดยในปี 2550 ตลาดผู้บริโภคของอินเดียมรกำลังซื้ออยู่อันดับ 12 ของโลก ตั้งเป้าหมายภายในปี 2568 ต้องขยับขึ้นไปอยู่อันดับ 5 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ญี่ปุ่น จีนและอังกฤษ




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพธุรกิจเครือข่าย ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 244