ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรง พม่า แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ขายตรง พม่า แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 4 กันยายน พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) กับ อาเซียน (AEC) : จับตา "ขายตรงไทย" บุกชิงเค้ก :ตลาดพม่า" "หนุ่มสาววัยแรงงาน" 70% ขาดสินค้าให้ช็อป

แม้ที่ผ่านมาการเข้าไปลงทุนของ นักธุรกิจต่างชาติ ใน พม่า จะเต็มไปด้วย อุปสรรคนานัปการ โดยเฉพาะ ข้อจำกัด ทางด้าน กฏหมายอันเข้มงวด แต่ก็ไม่สามารถ ปิดกั้นการเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจจากต่างแดนได้ ตลอด 23 ปีนับตั้งแต่ปี 2531 จนถึงปี 2554 ไทย ถือเป็นประเทศที่เข้าไปลงทุนสูงสุดอันดับ 1ใน พม่า ด้วยปริมาณการลงทุน รวม9,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือกว่า 4 แสนล้านบาท แต่ทว่าก็เป็นเรื่องที่น่าตกใจไม่น้อย เมื่อ ไทย ได้เสียแชมป์สูงสุดอันดับ 1 ให้แก่ นักลงทุนจีน ในปี2555นี้เอง โดย นักลงทุน จีน มีมูลค่าการลงทุนใน พม่ารวมสูงสุดประมาณ 14,000 ล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น ร้อยละ 34.5 ของยอดเงินลงทุนทั้งหมด ทำให้มูลค่าการลงทุนของ ไทย ใน พม่า หล่น ไปอยู่อันดับ 2



 



 


บรรยากาศเริ่มสดใสหลัง สภาพล่างพม่า ผ่านกม.ลงทุน
สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริม การลงทุน หรือ บีโอไอ ได้พยายามเร่งเครื่อง ทวงแช้มป์กลับคืนด้วยการขนทัพ นักลงทุน ยักษ์ใหญ่ของไทย บุกไป พม่า อีกหนเพราะ เห็นว่ามี โอกาส ที่จะทวงแช้มป์กลับคืนมาได้ โดยอาศัยทุนเดิมที่มีคือ ความไว้วางใจ จาก ทางการพม่า และ พฤติกรรมผู้บริโภคชาว พม่า ที่มีรสนิยมบริโภคสินค้าแบรนด์ไทย เนื่องจากมีคุณภาพสูงกว่าผู้ผลิตในอีกหลายประเทศ


ขณะ ปราณี ศิริพันธ์ ผู้ตรวจ ราชการ กระทรวงพาณิชย์ เคยระบุไว้ว่า ที่ผ่าน มา ธุรกิจคนไทย ล้วนประสบความสำเร็จ ในการเข้าไปลงทุนใน พม่า และ ธุรกิจขาย ตรงก็เป็นหนึ่งในนั้น เพราะหากดูสถิติการค้า ระหว่าง ไทย กับ พม่า เมื่อปี 2554 จะพบว่า มีมูลค่าสูงถึง 6,114 ล้านเหรียญสหรัฐ และ เมื่อเปรียบเทียบกับปี 2553 มีอัตราการขยายตัว มากถึงร้อยละ 25.12 นับว่าเป็นตลาดสดใสไม่ น้อยกับการเข้าไปแสวงหา โอกาส และลู่ทาง ขยายตลาดใน พม่า


ทั้งนี้หากภาครัฐร่วมมือภาคเอกชนทุก กลุ่มอุตสาหกรรมที่เห็นช่องทางการลงทุนใน พม่า ก็มีแนวโน้มสูงที่ ไทย จะได้กลับผงาด เป็นอันดับ 1 ด้านการลงทุนอีกครั้ง เนื่องจาก บรรยากาศการลงทุนขณะนี้เริ่มผ่อนคลายขึ้น มากหลังมีกระแสข่าวดีออกมาเมื่อกลางเดือน สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมาว่า สภาล่างพม่า ได้อนุมัติร่างกฎหมายการลงทุนฉบับใหม่ ว่าด้วย การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ ที่ต่างถกเถียง หารือถึงประเด็นการอนุญาตให้ นักลงทุน ต่างชาติ ถือหุ้นในธุรกิจที่ลงทุนได้ถึงร้อยละ 100 หรือจะลงทุนในรูปแบบของการร่วมทุน กับเอกชนหรือหน่วยงานรัฐบาลได้ ภายใต้ข้อ กำหนด นักลงทุนต่างชาติ ต้องมีสัดส่วนใน การลงทุนไม่น้อยกว่าร้อยละ 35 ของยอดเงิน ลงทุนทั้งหมด ซึ่ง รอล์ฟ-ไดเตอร์ ดาเนียล ประธานศูนย์ธุรกิจยุโรปอาเซียนมองว่า ยิ่ง พม่าเปิดประเทศมากเท่าใด ไทยก็มีโอกาสสูงสุดที่จะเป็น ประตูทาง ผ่านเข้าสู่พม่า หรือ เกตเวย์ ได้ เพราะมีชายแดน และความ สัมพันธ์ที่ดีกับ พม่ามาก


พม่า กำลังซื้อพุ่งายตรงรุกสร้างสีสัน
ทั้งนี้จากข้อมูลของ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ระบุว่า พม่า เป็น ประเทศ คู่ค้า อันดับ 3 ของ ไทย ในกลุ่มกลุ่มอาเซียน ใหม่และเป็น ตลาดใหญ่ ที่มี ประชากรอยู่ประมาณ 54.5 ล้านคนสูงกว่า กัมพูชา และ สปป.ลาว แต่กำลังซื้อยังไม่มากนัก ด้วย ข้อจำกัดของทางเลือกในการบริโภคที่มีไม่ มากนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมีแหล่งท่องเที่ยว และสถานบันเทิงไม่มาก ทำให้รายได้ส่วนใหญ่ ของชาวพม่าถูกนำไปใช้จ่ายซื้อสินค้าอุปโภค บริโภคที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตประจำวัน เป็นหลัก


ดังนั้นสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะ เครื่องสำอาง ทั้ง ครีมบำรุงผิว ที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือน ริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีม กันแดด กลายเป็นสินค้ากลุ่มที่มีความ โดด เด่น และมีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยม ทดลองใช้สินค้าแปลกใหม่ที่เพิ่งวางจำหน่าย และตัดสินใจซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้ เลือกซื้อใช้ไม่มากนัก ขณะที่ กำลังซื้อ ของ ผู้บริโภคชาวพม่า พบว่ามีกำลังซื้อพอสมควร หากดูจากรายได้ต่อหัวของประชากร (GDP perCapita) ในปี 2555 นี้เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 855 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีจากระดับ 742 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อปีในปี 2553


ดังนั้นความเป็น ตลาดใหญ่ ของ พม่า วันนี้ก่อนเปิด AEC จะเห็นกองทัพ นักลงทุนไทย บุกไป พม่า อย่างคึกคักกัน เลยทีเดียวไม่เว้นแม้แต่ ธุรกิจขายตรงไทย ที่หลากหลายบริษัทขายตรงต่างเดินทางไม่ ขาดสายไปปักธงใน พม่า กันอย่างต่อเนื่อง และนับวันจะคึกคักเพิ่มมากขึ้นทุกที อย่าง มิสทิน บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ธุรกิจขายตรงชั้นเดียว แบรนด์เครื่อง สำอางรายแรกที่เข้าไปบุกเบิก ตลาดพม่า มาก่อนหน้านี้ได้ประมาณ 8 ปีก็ออกมา สร้างสีสันในตลาดพม่าอย่างจริงจัง ซึ่ง ดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ เชื่อมั่นว่าพม่า ในอีก 2-3 ปีข้างหน้าจะก้าวขึ้นสู่ประเทศ ดาวรุ่งวันนี้จึงร่วมทุนกับ สหพัฒน์ ผู้ผลิต สินค้าอุปโภคบริโภครายใหญ่ของไทย ลงทุน ตั้งโรงงานผลิตพร้อมกับเพิ่มความเข้มข้น กลยุทธ์ทางการตลาดด้วยการโฆษณา และ จัดกิจกรรม ขณะบริษัทขายตรงรายอื่นๆ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ยูนิตี้ บริษัท คังเซน- เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ต่างไปลุย ปักธงรอบุกตลาดชิงส่วนแบ่งในอนาคตกัน แล้ว แม้แต่บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ จำกัด (มหาชน) ธุรกิจเครือข่ายเอสเนเจอร์ บัญชา เหมินทคุณ รองกรรมการผู้จัดการ ซึ่งมั่นใจ ว่าการแข่งขัน ตลาดเครือข่ายใน พม่า ยัง น้อยกว่า ไทย และ กำลังซื้อ ถึงแม้จะน้อย กว่า ไทย แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่า ประชากรยัง ต้องการมีรายได้เสริม


หนุ่มสาววัยแรงงาน เกือบ 70% ขาดสินค้าให้ช็อป
ฉะนั้น โอกาส ที่จะได้เห็น ธุรกิจ ขายตรงไทย ไปสร้างสีสัน การแข่งขันจะดุเดือดขนาดใดในอนาคตคงได้เห็นในช่วงไม่เกิน 5 ปีในไม่นานนี้ เพราะขนาด มิสทิน ได้ถึง ขั้นเปิดเผยผลสำรวจชิงความได้เปรียบใน ตลาดพม่า ก่อนใครแล้วว่าเครื่องสำอางค์ มิสทิน ได้ ครองความเป็นผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเครื่องสำอางที่อยู่ในใจของ ผู้หญิง พม่า ด้วยภาพลักษณ์เทียบเท่าเครื่องสำอาง แบรนด์เนมจาก ยุโรป-อเมริกา และต่อไป มิสทิน จะเพิ่มความเข้นข้นในการเจาะตลาด ด้วยการโฆษณาและกิจกรรมเพื่อกระตุ้นและ เข้าถึง พฤติกรรมผู้บริโภคชาวพม่า


ปัจจุบันสินค้าในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์เสริม ความงาม โดยเฉพาะเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเป็น ครีมบำรุงผิวที่มีสรรพคุณช่วยลบเลือนริ้วรอย หรือช่วยให้ผิวหน้าขาวใส และครีมกันแดด เป็นสินค้ากลุ่มที่มีโอกาสขยายตัวสูงใน ตลาดพม่า เนื่องจาก หนุ่มสาววัยแรงงาน มักนิยมทดลองใช้สินค้า แปลกใหม่ที่เพิ่งวาง จำหน่ายและตัดสินใจ ซื้อได้ง่าย เพียงแต่มี สินค้า ให้เลือกซื้อใช้ไม่ มากนัก


นอกจากนี้จะเห็น ว่า พฤติกรรมผู้บริโภค ชาวพม่า จะพบว่า เกือบ ร้อยละ 70 ของจำนวน ประชากรทั้งหมดอยู่ในวัย ทำงาน ซึ่งมีช่วงอายุ ระหว่าง 15-64 ปี เป็น กลุ่มผู้บริโภคสำคัญ ที่ มี อำนาจซื้อ โดย เฉพาะ หนุ่มสาววัย แรงงาน ที่ล้วนแล้วแต่เคยมี ประสบการณ์ กับสินค้า ไทย หากมีความคุ้นเคยหรือเคยมี ประสบการณ์ใช้แล้วเป็นที่พอใจก็จะช่วยให้เกิด ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพของสินค้าและง่ายต่อ การตัดสินใจซื้อซ้ำ


ดังนั้น ธุรกิจรายใดก็ตามหากมี ความรู้ความเข้าใจใน โครงสร้างประชากร วิถีการบริโภค รสนิยมและการเลือกซื้อ สินค้าของ ผู้บริโภคชาวพม่าจะมีส่วนช่วย ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถวางกลยุทธ์ การผลิตและส่งออกสินค้าให้สอดคล้องกับ ความต้องการของลูกค้าในพม่าได้ดียิ่งขึ้น คนแรกที่เข้าถึงผู้บริโภคก่อน สินค้าเป็นที่ ถูกใจและพึงพอใจทำให้เกิดการซื้อซ้ำหรือ ที่เรียกว่า ย่อมมีโอกาสที่จะเข้าไปนั่งใจใจ ของผู้บริโภคและตัดสินใจซื้อสินค้าใช้ใน โอกาสต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่าย ฉบับที่ 235วันที่ 1- 15 กันยายน พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บุกตลาดขายตรงอาเซียน อย่าประมาทจุดแข็ง มาเลย์


การเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC ในปี 2558 ที่จะถึงนี้ถือเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลต่อระบบเศรษฐกิจและการตลาด และเป็นโอกาสสำคัญทางธุรกิจและระบบเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ ไปในตัวด้วย เพราะวันนี้ประชากรในกลุ่ม AEC รวมแล้วมีไม่ต่ำกว่า 600 ล้านคนหรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรทั้งโลก ประเทศสมาชิกที่มีประชากรมากที่สุด คือ อินโดนีเซีย มี 245 ล้านคน รองลงมา คือ ฟิลิปปินส์ 101 ล้านคน เวียดนาม 90 ล้านคน ไทย 66 ล้านคน พม่า 53 ล้านคน มาเลเซีย 28 ล้านคน กัมพูชา 14 ล้านคน สปป.ลาว 6 ล้านคน สิงคโปร์ 5 ล้านคน และ บรูไน 0.4 ล้านคน


ในจำนวน 10 ประเทศสมาชิกนี้ สิงคโปร์ และ บรูไน ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้สูง กำลังซื้อสูงและมีรสนิยมสูงในการบริโภคสินค้าโดยเฉพาะแบรนด์เนมจากต่างประเทศ ขณะ มาเลเซีย นั้นถูกจัดในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปากนลาง ถึงระดับสูง ผู้บริโภคส่วนใหญ่อยู่ใน วัยทำงาน กว่า 10 ล้านคน มีความสนใจใน เทคโนโลยี สารสนเทศ เป็นพิเศษและมีรสนิยมไม่แตกต่างจาก สิงคโปร์ และ บรูไน คือ ชอบใช้จ่าย ซื้อสินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้านำเข้า


ส่วนประเทศที่มีสัดส่วนการใช้จ่าสยเพื่อการบริโภคสูงสุดเอเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศหรือ GDP คือ ฟิลิปปินส์ คิดเป็นร้อยละ 74 เวียดนาม ร้อยละ 67 อินโดนีเซีย ร้อยละ 59 ไทย ร้อยละ 55 มาเลเซีย ร้อยละ 50 และสิงคโปร์ ร้อยละ 41 ซึ่งในกลุ่มประเทศ สมาชิก AEC นี้ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาเลเซีย คือ 1 ใน 10 ประเทศที่น่าจับตามองในการประกอบธุรกิจเครือข่ายขายตรง


ศก.โต-กำลังซื้อสูง จุดแข็ง ขายตรงมาเลย์ บูม


จะว่าไปแล้ว ธุรกิจขายตรง ในทัศนคติของ ชาวมาเลเซีย แล้ว ค่อนข้างเป็นบวกต่ออาชีพนี้อาจด้วยเพราะช่วงเกิดภาวะวิกฤตเศรษฐกิจโลกส่งผลให้ ชาวมาเลเซีย มีอัตราการว่างงานที่สูงเพิ่มขึ้นจากเดิม อาชีพ ธุรกิจขายตรง เลยกลายเป็นอาชีพเสริมที่สร้างรายได้มากเป็นกอบเป็นกำให้กับ ชาวมาเลเซีย และได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งข้อมูลล่าสุดของ ยูนิลีเวอร อาวียองซ์ มาเลเซีย ระบุไว้ว่ามี ชาวมาเลเซีย หลั่งไหลเข้าสู่อาชีพนี้แล้วไม่ต่ำกว่า 4 ล้านคน มีมูลค่าตลาดรวมขายตรงประมาณ 1.1 พันล้านเหรียญสหรัฐ


ขณะ สมาพันธ์สมาคมการขายตรงโลก หรือ WFDSA ได้บันทึกประวัติศาสตร์ให้ ขายตรงมาเลเซีย ตติดยอดขายดันดับ 15 ของโลกและอันดับ 5 ในภูมิภาคเอเชีย เมื่อรวมปัจจัยบวกจากบทวิเคราะห์ของ The Economist Intelligence Unit (EIU) ที่ได้ประเมินภาวะ เศรษฐกิจของ มาเลเซีย ไว้ได้อย่างน่าสนใจว่า ในปี 2555 จะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 4 เป็นร้อยละ 6 ในปี 2559 โดยให้เหตุผลว่าเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูงมีรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีในปี 2554 สูงถึง 9,250 ดอลลาร์สหรัฐ เทียบกับไทยอยู่ที่ 5,110 ดอลลาร์สหรัฐ


นอกจากนี้รัฐบาลมาเลเซียยังมีแผนเพิ่มรายได้เฉลี่ยต่อคนต่อปีเป็น 15,000 ดอลลาร์สหรัฐเพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วภายในปี 2563 ให้ได้ ขณะข้อมูลของ สมาคมการขายตรงมาเลเซีย (Direct Selling Association of Malaysia : DSAM) ปี 2554 ที่พบว่า ธุรกิจขายตรงในมาเลเซียมียอดขายรวมประมาณ 4,500 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือ ประมาณ 45,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 35 เมื่อเทียบกัยปี 2552 ที่มียอดขายเพียง 3,320 ล้านริงกิตหรือประมาณ 33,200 ล้านบาท และประมาณร้อยละ 70 ของยอดขายทั้งหมดก็มาจาก 56 บริษัทขายตรงของสมาชิกสมาคมฯ


ฉะนั้นการขยายธุรกิจใน มาเลเซีย ก่อนเปิด AEC ปี 2558 จึงนับเป็นโอกาสที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่ขยายตลาดได้อีกมหาศาล


ไม่ประมาทบนกลยุทธ์การตลาดช่วยให้เป็นต่อได้


ที่ผ่านมาตลาดขายตรงมาเลเซียมีหลายบริษัททั้งที่ประสบความสำเร็จและไม่ประสบความสำเร็จบางรายอาทิ ดีเอ็กซ์เอ็น โฮลดิ้งส์ บีเอชดี บริษัทขายตรงอาหารเครื่องดื่มและอาหารเสริมรายใหญ่ของมาเลเซียมียอดขายที่ลดลงมองว่า มาจากตลาดอิ่มตัวก็เบนเข็มไปขยายธุรกิจในประเทศอื่นแทน


ขณะบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ๋ของโลก แอมเวย์ (มาเลเซีย) โฮลดิ้งส์ บีเอชดี ที่ออก ผลิตภัณฑ์ใหม่กลุ่มบำรุงผิว และ เครื่องสำอาง มาเพิ่มยอดขายปรากฏว่าผล ประกอบการออกมาประสบความสำเร็จล้นเหลือ อย่างบริษัท โททัลไลฟ์ (มาเลเซีย) เอสดีเอ็น บีเอชดี ในเครือโททัลไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จาก ไต้หวัน มองเห็นโอกาสของ ตลาดขายตรงมาเลเซีย ว่ายังมีช่องว่างที่จะเติบโตได้อีกมากหารพัฒนาสินค้าให้เหมาะกับตลาดเฉพาะกลุ่ม (นิช มาร์เก็ต) แต่ต้องศึกษาและทำความเข้าใจสภาพตลาดซึ่ง จะช่วยให้ต่อยอดและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้ดียิ่งขึ้นไปได้


นอกจากนี้ยังมี อาวียองซ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล ธุรกิจขายตรงสัญชาติอังกฤษ เปิดตัว ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย อย่างเป็นทางการไปแล้วโดยเปิดตัวปีแรกมีประชาชนหลั่งไหลเข้าร่วมเป็นสมาชิกกว่า 20,000 รหัสซึ่งในทางการตลาดแล้ว ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย นับว่าประสบความสำเร็จ สามารถอ่านใจ ชาวมาเลเซีย ได้ถูกจุดที่นอกจากนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับความงามและตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวมาเลเซียได้แล้วยังเข้าถึงไลฟ์สไตล์ของประชากรที่นี่


ซึ่งจากข้อมูลสำรวจของ มาสเตอร์ การ์ด พบว่า ชาวมาเลเซียกว่า ร้อยละ 50 นิยมซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์ ยูนิลีเวอร์ อาวียองซ์ มาเลเซีย ก็ได้พัฒนาระบบเทคโนโลยีออกมาให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคมาเลเซีย


อย่างไรก็ตามบนกลยุทธ์ทางการตลาดทุกอย่างก้าวต้องไม่ประมาท เนื่องจากเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีอินเตอร์เน็ตมาช่วยให้ ผู้บริโภครับรู้ข้อมูลเร็วขึ้น มีข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของผลิตภัณฑ์มากขึ้นจากในเว็บไซต์ และสามารถเปรียบเทียบและตัดสินใจเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ได้ด้วยตนเองได้ ฉะนั้น ธุรกิจขายตรง ที่สนใจเข้ามาก็จะต้องปรับตัวปรับกลยุทธ์ให้ทันและตอบสนองของความต้องการของลูกค้าให้ได้รวดเร็ว สามารถวิ่งตามกระแส Demand ได้ทันเพื่อเป็นต่อในธุรกิจต่อไปพร้อมๆ กับเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมผลักดันยอดขายปี 2558 ให้ได้ 10,000 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 100,000 ล้านบาท ตามเป้าที่ทางกระทรวงการค้าภายในประเทศและคุ้มครองงผู้บริโภค ของมาเลเซียได้ออกมาประกาศไว้


การประกอบธุรกิจขายตงในมาเลเซียด้วยกลยุทธ์ White Ocean เพื่อหลอมจิตใจนักธุรกิจขายตรงให้มีจรรยาบรรณและธรรมาภิบาล ในการประกอบธุรกิจควบคู่ไปกับกลยุทธ์ทางการตลาดแบบ Blue Ocean ด้วยนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างมูลค่าและความแตกต่างแทนการแข่งขันอย่างดุเดือดเลือดพล่านหรือที่เรียกว่า Red Ocean จะช่วยสร้างโอกาสให้ธุรกิจขายตรงประสบความสำเร็จและยั่งยืนในต่างแดนใต้


ปัจจุบันรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศใช้ พ.ร.บ. ขายตรง ฉบับใหม่ที่มีความเข้มงวดมากกว่าเดิมโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำกับดูแลธุรกิจให้ธุรกิจมีความโปร่งใสและเป็นมาตรฐานสากล รวมถึงส่งเสริมธุรกิจขายตรงภายในประเทศให้เติบโตอย่างมีคุณภาพในอนาคต และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน


สำหรับเคล็ดลับที่ ธุรกิจขายตรง จะต้องศึกษาให้เข้าใจถ่องแท้ก่อนดำเนินกิจการอาทิ เรื่องของคำนิยามทีททางการมาเลเซียได้เพิ่มเข้าไปเพื่อให้เห็นความแตกต่างของคำว่า MLM หรือ ปิระมิด และหากไม่ปฏิบัติตามกฏหมายทั้ง บริษัท และ นักธุรกิจขายตรง จะถูกดำเนินคดีหนักขึ้นจากกฏหมายเดิมคือ เพิ่มโทษปรับ เมื่อให้ระบบ ปิระมิด หลอกลวงประชาชน หากเป็น นักธุรกิจขายตรง มีวงเงินค่าปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมอยู่ที่ 250,000 ริงกิตมาเลเวีย หรือ ประมาณ 2,500,000 บาท สูงสุดเป็น 1 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 10 ล้านบาท คิดเป็น 4 เท่าเลยทีเดียว หรืออาจถูก จำคุก ไม่เกิด 5 ปีหรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วน บริษัทขายตรง มีโทษหนักมากกว่า นักธุรกิจขายตรง โดยเพิ่มวงเงินค่าปรับเป็น 5 ล้านริงกิตมาเลเซียหรือประมาณ 50 ล้านบาท) สูงกว่าวงเงินปัจจุบันที่ปรับสูงสุดไม่เกิน 500,000 ริงกิตมาเลเซีย หรือประมาณ 5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 10 เท่าไม่เพียงเท่านี้ กฏหมายได้เปิดช่องให้ทางการมาเลเซียสามารถยึดทรัพย์สินที่ได้จากการดำเนินธุรกิจที่ผิดกฏหมาย แม้จะมีการโยกย้ายถ่ายโอนทรัพย์สินไปอยู่ในบัญชีของบุคคลอื่นก็ตาม


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 234 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-31 สิงหาคม 2555