ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิลเลนดรอฟ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ วิลเลนดรอฟ แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขายตรง วิลเลนดรอฟ (Willendrof) - ออนทัวร์ กิน เที่ยว ฟรี ฉลองครบ 1,000 โมบาย

บริษัท วิลเลนดรอฟ จำกัด โดยนายธนากร บุญวิจิตร ประธานกรรมการ บริษัท วิลเลนดรอฟ จำกัด พร้อมด้วยนายลัทธพล บุญวิจิตร ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ บริษัท วิลเลนดรอฟ จำกัด จัดกิจกรรม วิลเลนดรอฟออนทัวร์ ฉลองครบ 1,000 โมบาย เพื่อตอกย้ำถึงการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของวงการธุรกิจเครื่องสำอางไทยในระบบขายตรง ภายใต้แบรนด์วิลเลนดรอฟ ด้วยนโยบายการสร้างอาชีพสู่ชุมชน โดยใช้จริยธรรมนำหน้าธุรกิจ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมประกวดมิสวิลเลนดรอฟ เพื่อสร้างสายสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิก ณ เคียงทะเล รีสอร์ท จังหวัดระยอง เมื่อเร็วๆ นี้


[gallery columns="4" ids="17041,17042,17043,17044"]

วันจันทร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2556

วิลเลนดรอฟ เร่งรุกตลาด MLM ลั่นฆ้องปลายปีโกยยอด 1,000 ล.







vv


นายใหญ่วิลเลนดรอฟ สั่งเร่งเครื่องบุกตลาด MLM เต็มพิกัด ทั้งเปิดตัวโปรดักต์ใหม่กระทุ้งยอด จัดโรดโชว์ สินค้าทั่วประเทศ จัดคอร์สฝึกอบรมติดอาวุธให้นักขาย ล่าสุด ทุ่มทุนจัดโปรฯ ท่องเที่ยว และโบนัสพิเศษ หวัง กระตุ้นผู้นำ เร่งขยายตลาด ด้าน ธนากร บุญวิจิตร ปลื้ม ยอดพุ่งไม่หยุด สมาชิกใหม่แห่สมัครเข้ามาเพียบ ระบุ แค่ 3 เดือน ทะลุ 12,000 รหัส ส่งซิกแม่ทีมซุ่มปูฐานตลาด ใน สปป.ลาว ส่งยอดเฉลี่ย 300,000 บาทต่อเดือน มั่นใจ สิ้นปีดันรายได้รวมแตะ 1,000 ล้านบาท

ธนากร บุญวิจิตร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท วิลเลนดรอฟ จำกัด เปิดเผยถึงกลยุทธ์การตลาดในปี 2556 ว่าบริษัทจะเน้นการทำตลาดแบบเชิงรุกจากปี 2555 มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาด เพื่อ กระตุ้นยอดขาย ล่าสุดได้เปิดตัวเครื่องสำอางใหม่ ซึ่งถือเป็น หมัดเด็ดที่จะมาช่วยกระตุ้นยอดขายในปีนี้ โดยจุดเด่นของ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว คือ มีส่วนผสมของทองคำ, ทองคำขาว, มุกและเพชร ขณะเดียวกันยังมีส่วนผสมของสเตมเซลล์ ได้แก่ แอปเปิ้ล, องุ่น และกุหลาบ รวมถึงมีสารอาหารที่สกัดจาก ไข่ปลาคาเวียร์รวมอยู่ด้วย ทำให้ลูกค้าที่ได้ทดลองใช้ ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเห็นผลชัดเจน

นอกจากนี้บริษัทยังได้ออกเดินสายจัดโรด์โชว์ ตามภูมิภาคต่างๆ ของประเทศ เพื่อเป็นการประชาสัมพันธ์ และตอกย้ำแบรนด์วิลเลนดรอฟให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ให้มากยิ่งขึ้น ขณะเดียวบริษัทยังได้จัดหลักสูตรฝึกอบรมเพื่อ เป็นการติดอาวุธทางธุรกิจให้กับสมาชิกในการออกไปขยาย ตลาด โดยหลักสูตรของบริษัททั้งหมดมีตั้งแต่การจัดประชุม ตามบ้านภายใต้ชื่อ บ้านวิลเลนดรอฟ เพื่อให้สมาชิกมีความ เข้าใจธุรกิจขายตรงอย่างถูกต้องและถูกวิธีมากยิ่งขึ้น โดย เฉพาะหลักสูตรพิเศษซึ่งเป็นการพัฒนาศักยภาพให้สมาชิก ก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำในอนาคต เช่น หลักสูตร Exclusive Power I และ II ทั้งนี้ จากกลยุทธ์ที่กล่าวมาข้างต้น บริษัทยังได้จัด โปรโมชั่นพิเศษ อย่างโปรโมชั่นท่องเที่ยวทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีโปรโมชั่นพิเศษแบบรายสัปดาห์, รายเดือน และรายปี เพื่อเป็นการสร้างขวัญ และกำลังใจ ให้กับสมาชิกในการออกไปขยายตลาด ยกตัวอย่าง โปรโมชั่น พิเศษแบบรายปี สมาชิกท่านใดที่มีรายได้รวม 1,000,000 บาท บริษัทจะมอบทองคำมูลค่า 100,000 บาท ให้ทันที หรือ สมาชิกท่านใดที่มีรายได้รวมเกิน 2,500,000 บาท จะได้รับ รถยนต์เชฟโรเลตมูลค่า 700,000 บาท ฟรี หรือสมาชิกท่านใดที่มีรายได้รวมเกิน 4,500,000 บาท จะได้รับเงินสดฟรีทันที 1,000,000 บาท

หลังจากเราได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการไปเมื่อปลายปี 2555 ที่ผ่านมา ปรากฏว่ากระแสตอบรับดีเกินคาด ทำให้ มียอดขายรวมอยู่ที่ 110 ล้านบาท ในปีที่แล้วเรายังไม่ได้ รุกตลาดอย่างเต็มที่มากนัก แต่ตั้งแต่ต้นปี 2556 เป็นไป เรา ได้วางแผนในการรุกตลาดอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นการเปิด ตัวสินค้าใหม่ออกมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดขายโดย เฉพาะตัวเครื่องสำอางใหม่ที่ถือว่าเป็นพระเอกของเราในปีนี้ หลังจากเปิดตัวไปไม่นานตอนนี้มียอดสั่งซื้อเข้ามา เกิน 30,000 กระปุกแล้ว คาดว่าสิ้นปีนี้ไม่น่าจะต่ำกว่า 300,000 กระปุก เพราะคุณภาพที่ทุกคนใช้แล้วเพียงแค่ กระปุกเดียวก็เห็นผลอย่างชัดเจน ส่วนราคาของเราเมื่อเทียบ กับแบรนด์ดังๆ ถือว่าไม่แพงเลย เรากำหนดราคาสมาชิกอยู่ ที่ 3,500 บาท ดังนั้น หากคูณกับจำนวนตัวเลข 300,000 กระปุก ยอดขายก็เกิน 1,000 ล้านบาทแล้ว ซึ่งยังไม่นับรวม กับสินค้าตัวอื่นๆ ที่เราเตรียมจะทยอยเปิดตัวออกมาเรื่อยๆ ธนากร กล่าว

ในส่วนของภาพรวมไตรมาสแรกของปี บริษัทมีอัตรา เติบโตเป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากมีสมาชิกใหม่สมัครเข้ามา ร่วมธุรกิจเพิ่มขึ้น โดยในเดือนแรกเพิ่มขึ้น จาก 34,000 รหัส เป็น 46,000 รหัส หรือเพิ่มขึ้นกว่า 12,000 รหัส ซึ่งถือว่า เป็นตัวเลขที่มีอัตราการเติบโตสูงไม่น้อยเมื่อเทียบกับ 6 เดือน แรกที่เปิดดำเนินธุรกิจ ดังนั้น บริษัทเชื่อมั่นว่าจนถึงสิ้นปี จะมียอดขาย 1,000 ล้านบาท ตามที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ อย่างแน่นอน

สำหรับจุดแข็งที่ทำให้บริษัทมีอัตราการเติบโตอย่าง ต่อเนื่องนั้น มาจากการที่บริษัทเป็นโรงงานผู้ผลิตเครื่อง- สำอางมานานกว่า 8 ปี ทำให้สามารถควบคุมต้นทุนการผลิต และกำหนดราคาเพื่อให้สามารถแข่งขันกับบริษัทอื่นๆ ได้ นอกจากนี้ยังสามารถปรับเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความ ต้องการของผู้บริโภคได้ตามช่วงเวลาที่ต้องการ เช่น ช่วงนี้ เทรนด์ของเครื่องสำอางที่เกี่ยวกับผิวขาวใสมาแรง บริษัท ก็สามารถนำผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างจากท้องตลาดมา แข่งขันได้ ที่สำคัญบริษัทยังมีพาร์ตเนอร์เป็นผู้ผลิตวัตถุดิบ ที่มีคุณภาพจากต่างประเทศ โดยมีใบการันตีรับรองมาตรฐาน ระดับสากลจากสถาบันที่มีชื่อเสียงจากทั่วโลกให้การรับรอง ด้วย

นโยบายการทำตลาดของเราไม่เน้นหวือหวา แต่จะ เติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป ยอดขายจะต้องมาจากฐานของผู้บริโภคอย่างแท้จริงไม่ใช่เป็นการสร้างยอดหรือปั่นกระแส ดังนั้น เราจึงต้องการผู้นำที่มีความซื่อสัตย์สุจริตกับทีมงาน และองค์กรเข้ามาร่วมงาน นอกจากนี้ยังได้ปลูกฝังให้สมาชิก รู้จักการแบ่งปันให้กับผู้อื่น ด้วยการพาสมาชิกไปทำบุญและ จัดให้มีการปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพราะเราเชื่อว่าหาก บริษัทมีผู้นำที่มีจิตใจดี และมีคุณธรรมแล้ว จะไม่ก่อให้เกิด ปัญหาตามมาทีหลัง ที่สำคัญที่นี่เราจะไม่มีการซื้อตัวผู้นำ แม้ว่าที่ผ่านมาจะมีผู้นำเข้ามาเสนอว่าจะช่วยให้บริษัทมียอด ขายเท่านั้นเท่านี้ก็ตาม เพราะเราต้องการที่จะอยู่ในธุรกิจนี้ ไปอีกนานๆ เราจึงไม่มีนโยบายในการให้ออฟเฟอร์กับพวก แม่ทีม

ธนากร กล่าวต่อว่า ในปี 2558 ที่จะเปิดประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (AEC) บริษัทจึงได้เตรียมความพร้อม ในการที่จะขยายตลาดออกไปในกลุ่มประเทศอาเซียน โดย ตลาดที่น่าสนใจในการเข้าไปขยายตลาด ได้แก่ สปป.ลาว, พม่า และกัมพูชา โดยเฉพาะใน สปป.ลาว ล่าสุด ได้มีกลุ่่ม ผู้นำจากประเทศไทยเข้าไปขยายตลาดในประเทศดังกล่าว ผลปรากฏว่าได้รับการตอบรับที่ดี เนื่องจากมีผู้บริโภคใน สปป.ลาว ได้ใช้ผลิตภัณฑ์แล้วเห็นผลชัดเจน ประกอบกับ ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับแบรนด์ดังๆ ส่งผลให้เกิดการ ขยายตลาดออกไปค่อนข้างเร็วมาก ทำให้ปัจจุบันบริษัท มียอดขาย เฉลี่ยเดือนละ 300,000 บาท โดยบริษัทได้ให้ คำมั่นสัญญากับกลุ่มผู้นำที่เข้าไปขยายตลาดในประเทศ ดังกล่าวว่า หากสามารถสร้างยอดขายเฉลี่ย 1,500,000 บาทต่อเดือน เป็นเวลา 3 เดือนติดต่อกัน บริษัทจะเข้าไป เปิดสำนักงานใน สปป.ลาว ทันที






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 221 ประจำวันที่ 16-30 เมษายน 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

เจาะเกมรบ "ขายตรงไทย" เปิดศึกรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)


การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งของการทำธุรกิจ ถือว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยทั้งขนาดกลางและเล็กเลยก็ว่าได้ ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงยังเป็นโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ก็ได้มีการเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า ในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่มีศักยภาพขยายตลาดอย่างมากในธุรกิจขายตรง อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากพบว่า มีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน แต่ทั้งนี้ หากพูดถึงในเรื่องของตลาดขายตรง ที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คงต้องยกให้ประเทศไทยนั่นเอง!...

โดยก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า ทางด้านนายกสมาคมการขายตรงไทยเอง ก็ได้ออกมากล่าวว่า สิ่งที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทยเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้น จะต้องวางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
นอกจากนี้ ต้องเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เพื่อให้เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเปิดกว้าง สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ

ในขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


ขายตรงจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกอาเซียน
เมื่อการส่งสัญญาณของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงก็เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวในตรงจุดนี้บ้างแล้วเช่นกัน ...เห็นได้จากค่ายกิฟฟารีนที่นำโดยพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ก็ได้มีการวางแผนที่จะบุกตลาดอาเซียนมาขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ที่ทางกิฟฟารีนเองได้พุ่งเป้าที่จะเข้าไปเจาะตลาดนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากในประเทศดังกล่าว ถือได้ว่า เป็นประเทศที่มีประชากรขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียนและตลาดน่าที่จะเติบโตได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ทางกิฟฟารีนยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนามอีกด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้เคยไปเจาะตลาดในประเทศลาว กัมพูชา และมาเลเซียมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเข้าไปเจาะตลาดในทั้ง 2 ประเทศนี้นั้นกิฟฟารีนเอง จะใช้รูปแบบในการทำตลาด 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การให้ไลเซนส์แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด พร้อมกับมีการตั้งเป้าหมายที่จะโกยยอดขายในต่างประเทศเป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 200 ล้านบาทอีกด้วย
...เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ บริษัท ที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า เตรียมที่จะบุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางด้านมิสทินเอง ก็ได้ออกมาเผยว่า ได้มีการร่วมลงทุนกับเครือสหพัฒน์ ในการเปิดโรงงานมิสทินในพม่าเพิ่มอีก 1 แห่ง ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 200 ล้านบาท
ซึ่งโรงงานใหม่นี้ จะอยู่ในโครงการสวนอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ เป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหลัก โดยทางด้านมิสทินเอง ได้มองว่า ในอนาคตที่จะมีการเปิดเออีซีขึ้นนั้น จะส่งผลทำให้ภาษีลดลง พร้อมกับเชื่อว่า โรงงานดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของบริษัท ในการผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายทั้งตลาดในไทยและอาเซียน รวมถึงยังคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

ที่สำคัญ ยังพบอีกว่ามิสทินเอง ยังมีแผนที่จะรุกเข้าไปขยายธุรกิจในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพูดคุยกับพันธมิตรในประเทศดังกล่าว และอยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกวิธีการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเปิดร้านเครื่องสำอาง หรือเปิดโรงงานผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายในระบบขายตรง หรืออาจมีการใช้แบรนด์ใหม่ในการทำตลาด โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และจะใช้เวลาอีก 2 ปี จึงจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้...เรียกว่าเป็นการอีกหนึ่งแผนงานที่เตรียมรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของมิสทินนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่ายน้องใหม่อย่างวิลเลนดรอฟก็ได้มีการประกาศชัดเจนว่า จะบุกตลาดอาเซียนแบบเต็มสูบทั้งพม่า และอินโดนีเซียอีกด้วย รวมถึงยังมียักษ์ใหญ่ขายตรง อย่าง บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์สฯ ที่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ลุยตลาดอาเซียนบ้างแล้ว ด้วยการเปิดสำนักงานที่ประเทศเวียดนาม


จับตากระแสฟีเวอร์ขายตรงรับAEC
...จะเห็นได้ว่า ในการขยายสาขาสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น หากมองในอีกแง่มุม กลับพบว่า ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมา มีหลาย ๆ บริษัท ก็ได้ทำการขยายสาขาออกสู่ต่างประเทศบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ที่เหล่าบริษัทน้อยใหญ่ ส่งแม่ทีมออกไปขยาย แต่ที่ถูกจับตามองในช่วงนี้ ในส่วนของการขยายเขต ขยายสาขาก็เนื่องจากการโยงเรื่องการค้าเสรีเข้ามา ทำให้การเดินล่าปักธงกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นจนกลายเป็น AEC ฟีเวอร์ของวงการขายตรงในช่วงนี้นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน หากมีการวิเคราะห์ไปในเชิงลึกอีก จะพบว่า ในเรื่องของแผนงานต่าง ๆ ของหลายบริษัท ที่ประกาศว่า จะรองรับการเปิดการค้าเสรี ในปี 2558 นี้ ก็ได้มีการถูกตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมทุกบริษัทถึงต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่บางบริษัท มีการเปิดตัวได้ไม่นาน ก็ประกาศแผนรองรับในส่วนนี้ขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งต้องบอกว่า เรื่องของแผนรองรับ AEC ของธุรกิจขายตรงนั้น มีนักวิเคราะห์ วิจารณ์หลาย ๆ ท่าน ต่างมองกันว่า การประกาศเปิดแผนบุกตลาดอาเซียนที่หลายบริษัทพูดนั่น เปรียบเสมือนการสร้างภาพ เพื่อให้บริษัทถูกมองจากบรรดาสมาชิก และนักขายว่า มีความพร้อม อีกทั้งยังมีแผนในการขยายสาขาสู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสาขาต่างประเทศเปิด AEC รายได้ของนักขาย ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ในขณะเดียวกัน ยังมองอีกว่า เรื่องของแผนรองรับการเปิดการค้าเสรี เป็นเรื่องที่หลายบริษัทสร้างภาพขึ้น เนื่องจากมีความต้องการกอบโกยรายได้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ผ่านแผนการรองรับ AEC ของบริษัทที่หลายบริษัทสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความพร้อมของตัวบริษัท และให้เห็นถึงความมั่งคง และความมั่งคั่งของธุรกิจนั่นเอง
ทั้งนี้ การที่ธุรกิจขายตรง ต่างพากัน พูดถึงเรื่องแผนการรองรับการเปิดการค้าเสรีอาเซียนในช่วงนี้อย่างมากนั้น หากให้มองต่างมุม อาจจะพบว่า มีบางบริษัทก็ไม่ได้มุ่งเน้นแผนอย่างที่กล่าว แต่เป็นเพียงการสร้างกระแส เนื่องจากทางรัฐบาลมีการพูดถึงและจุดให้กลายเป็นประเด็น ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้บริษัทขายตรงต่างหยิบขึ้นมาพูด ทั้ง ๆ ที่บางบริษัทก็ไม่ได้ มีความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งบางบริษัท ก็เพิ่งมีการเปิดตัวบริษัท แต่ก็กลับมองไกลจนลืมเรื่องการสร้างตลาดในประเทศก่อน ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ต่างจากการขยายสาขาของบริษัทไทย หรือบริษัทต่างชาติที่ใช้การขยายสาขาออกต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้มุ่งเน้นทำตลาดแต่อย่างใด

...นับได้ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงใน 10 ชาติอาเซียน สามารถที่จะเชื่อมโยงธุรกิจเข้าหากันง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ การที่หลาย ๆ ค่ายในธุรกิจขายตรง จะเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศได้นั้น ก็ต้องศึกษาถึงวัฒนธรรมและการตลาดของแต่ละประเทศนั้นอย่างแตกฉานด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336