ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องสำอางขายตรง มิสทีน (Mistine) แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เครื่องสำอางขายตรง มิสทีน (Mistine) แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : 'มิสทิน' ลุยปั้นแบรนด์รับเออีซี

 








69732n_03_L (Mobile)

นายดนัย ดีโรจน์วงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด หรือขายตรง "มิสทิน" เปิดเผยว่า ธุรกิจขายตรงโดยรวมปีนี้ไม่เติบโตเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา ปัจจัยหลักมาจากผู้บริโภครู้สึกว่าเศรษฐกิจชะลอตัวทำให้เกิดความไม่มั่นใจในการจับจ่าย ขณะที่รายได้ต่อครัวเรือนลดลง มาจากปัจจัยต่างๆ อาทิ เงินเฟ้อ ค่าครองชีพสูงขึ้น ภาคการเกษตรและการผลิตลดลง รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัด ต่อเนื่องถึงสถานการณ์การเมือง


นายดนัย กล่าวถึงแผนการทำตลาดต่างประเทศว่า ได้ร่วมกับบริษัท นาริส คอสเมติกส์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ตั้งบริษัท ฟาริส ไทยแลนด์ จำกัด เพื่อร่วมกันขยายตลาดเครื่องสำอางฟาริส บาย นาริส ในภูมิภาคอาเซียน รองรับการเปิดเออีซี จากเดิมมีจำหน่ายเฉพาะในไทย โดยขณะนี้ได้ทยอยเข้าไปทำตลาดในพม่า อินโดนีเซีย เวียดนาม ผ่านช่องทางรีเทลและขายตรง และได้ตั้งโรงงานที่เวียดนาม คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า


ส่วนการทำตลาดต่างประเทศของมิสทิน ได้ร่วมกับนักลงทุนท้องถิ่นตั้งสำนักงานในพม่า ลาว กัมพูชา อินโดนีเซีย ซึ่งปี 2557 จะให้น้ำหนักมากขึ้น โดยเฉพาะการสร้างภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าให้เป็นที่ยอมรับได้ง่าย โดยล่าสุดการได้รับรางวัลนวัตกรรมยอดเยี่ยมจากเวทีประกวดเครื่องสำอางระดับโลก เมืองมิลาน อิตาลี ก็จะช่วยให้สื่อสารแบรนด์ที่มีความเป็นโกลบอลไลซ์ได้ง่ายขึ้น รวมถึงการศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการหรือเอ็กซ์คลูซีฟจำหน่ายเฉพาะแต่ละประเทศ


 


 


 


Credit By : http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : เปิดตัวแคมเปญ A LAND สินค้าแบรนด์ หลากหลาย ครบครัน จัดจำหน่ายเพียงที่เดียวผ่านแคตตาล็อกฟรายเดย์ แคตตาล็อกขายตรง ถึงบ้านคุณ







Capture


เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้จัดจำหน่ายสินค้าระบบขายตรง ผ่านแคตตาล็อกฟรายเดย์ นำโดย นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ ได้จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวแคมเปญ A LAND สินค้าแบรนด์ หลากหลาย ครบครัน จัดจำหน่ายเพียงที่เดียวผ่านแคตตาล็อกฟรายเดย์ แคตตาล็อกขายตรง ถึงบ้านคุณพร้อมเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ A LAND ผ่านแฟชั่นโชว์ นำโดย : เอ-ศุภชัย,เวียร์-ศุกลวัฒน์ , เคน-ภูภูมิ,ออย-ธนา, เมย์-เฟื่องอารมณ์ ,กุ๊บกิ๊บ-สุมณทิพย์ และ เนย-โชติกา


ภายในงานได้แนะนำสินค้า A LAND ซึ่งแต่ละแบรนด์ประกอบด้วยสินค้าต่างๆมากมายดังนี้ Vier Jeans ขายสินค้าแฟชั่นเท่ห์ๆ แนวยีนส์ ที่เวียร์ทุ่มสุดตัวในการออกแบบ , Oil Home ขายสินค้าเครื่องใช้ในบ้าน รวมถึงของตกแต่งบ้าน ,KN Accessory แนะนำเครื่องประดับเก๋ๆ, May Flower Collection สินค้าประเภทเสื้อผ้า ที่เมย์ดีไซน์เอง สวยเวอร์ทุกชุด และ Ken IT ขายสินค้าอุปกรณ์ไอทีสุดล้ำ เปิดตัวท่ามกลางสื่อมวลชนและแขกผู้มีเกียรติที่มาร่วมงานมากมาย ณ ห้างสรรพสินค้า CentralWorld



[gallery ids="18047,18048"]


ติดต่อ:


ศศิธันว์ สร้อยทอง


บริษัท เฟมไลน์ จำกัด


02-354-3555





Credit By :http://www.ryt9.com

วันอังคารที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทีน วางกลยุทธ์ลองเทอม ส่งซับแบรนด์จับตลาดสกินแคร์








 


มิสทีนวางหมากรับมือตลาด AEC แบ่งแผน 2 ส่วนทั้งตลาดและนอก หลังพบสินค้ากลุ่มสีสันยอดขายพุ่งกระฉูด ล่าสุด แตกซับแบรนด์มิสทีน ภายใต้แบรนด์เมลาเคลียร์ ชิงตลาดสกินแคร์ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขาย 14 % พบตลาดยังมีศักยภาพสูง ชี้เตรียมทยอยเปิดตัวเมลาเคลียร์เพิ่มอีก 20 รายการ พร้อมเตรียมแผนร่วมมือตั้งโรงงานผลิตสินค้าเวียดนามในอนาคต เพื่อรับมือตลาด AEC ในปี 2558


ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหำน่ายสินค้าแบรนด์มิสทีน เปิดเผยว่า บริษัทได้วางแผนการตลาด 3-5 ปีข้างหน้า ด้วยการวางกลยุทธ์การบริหารจัดการไว้สองส่วน คือ ตลาดภายในประเทศ โดยตลาดในประเทศนั้น จะมองหาสินค้าที่เป็นพระเอกเพื่อรุกตลาด นั่นคือ สินค้าในกลุ่มสีสัน ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายสูงถึง 45% จากยอดขายรวม โดยบริษัทจะเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างแบรนด์ ด้วยการวิจัยและพัฒนาสินค้าเพื่อตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น ทั้งนี้ ถือเป็นการวางพื้นฐานที่แข็งแกร่งก่อนก้าวสู่ตลาด AEC ขณะเดียวกัน สำหรับแผนการแข่งขันในตลาดต่างประเทศ บริษัทได้เตรียมแผนการบริหารจัดการต้นทุน โดยเฉพาะโรงงานผลิตสินค้าที่วางแผนอีก 2-3 ปีข้างหน้า จะตั้งโรงงาน ผลิตสินค้าแถบอินโดจีน และเวียดนาม เพื่อลดสัดส่วนการผลิตในประเทศจากเดิมที่มีประมาณ 90% ให้เหลือเพียง 60% และเพิ่มสัดส่วนการผลิตในตลาดต่างประเทศจาก 10% เป็น 40 % ภายในระยะเวลา 5 ปี รวมทั้งเตรียมแผนจะร่วมมือกับสมาคมความงามในการวิจัยและพัฒนาสินค้าให้เทียบเท่ากกับแบรนด์นานาชาติ


นอกจากสินค้าในกลุ่มสินค้าในกลุ่มสินค้าที่บริษัทเน้นทำตลาดแล้ว บริษัทยังเน้นสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ที่ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขยาย 14 % จากยอดขายรวมซึ่งจะเป็นสินค้าอีกหนึ่งกลุ่มที่จะให้ความสำคัญมากขึ้น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการเสริมศักยภาพตลาดของมิสทีนให้แข็งแกร่ง โดยล่าสุดได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เมลาเคลียร์ ไวท์ ซับแบรนด์ภายใต้มิสทีน ที่ถือเป็นสินค้านำร่องในการเปิดตลาด โดยบริษัทเตรียมแผนเปิดตัวสินค้าเมลาเคลียร์เพิ่มขึ้นอีก 20 รายการ


ทั้งนี้ การขยายตลาดไปยังตลาดต่างประเทศ บริษัทได้เตรียมแผนรองรับด้วยการศึกษาถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคและการตอบรับจากแบรนด์สินค้า ซึ่งจากการสำรวจตลาดเบื้องต้น พบว่าประเทศเพื่อนบ้านให้การยอมรับแบรนด์สินค้าไทยเป็นอย่างดีและล่าสุดบริษัทได้ไปศึกษาตลาดที่ประเทศฟิลิปปินส์และอีกสองเดือนข้างหน้า จะไปทดลองตลาดที่ประเทศเวียดนาม กัมพูชา เพื่อดูการตอบรับว่าเป็นอย่างไร ซึ่งที่ผ่านมาการขยายตลาดในต่างประเทศนั้น ประสบความสำเร็จไม่น้อย โดยจะเห็นได้จากประเทศพม่าที่มียอดขายสูงถึง 300 ล้านบาท ในปี 2555


การขยายตลาดต่างประเทศ มิสทีนจะต้องวางแผน 4 ด้าน ประกอบด้วย ความเหมาะสมของตัวสินค้า การสร้างแบรนด์ว่าจะเป็นไปในทิศทางใด ช่องทางจำหน่ายจะเป็นรูปแบใดและแผนการตลาดที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในประเทศนั้นๆ เพื่อลดความเสี่ยงในการเปิดตลาด และให้แบรนด์ประสบความสำเร็จสูงสุด ดนัย เผย


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่มาช่า วัฒนพานิชคู่สินค้าใหม่ เมลาเคลียร์









มิสทิน เข็นสินค้าใหม่ เมลา เคลียร์ ไวท์ เมลาสมา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม กลุ่มบำรุงผิวหน้า สู้ศึกตลาด ความงาม พร้อมเปิดตัวแบรนด์แอม บาสเดอร์คนใหม่ มาซ่า วัฒนพา นิช ตอกยํ้าผลิตภัณฑ์ มั่นใจสินค้า ตัวใหม่กระแสตอบรับจะดีไม่แพ้ตัว อื่นเช่นกัน เผยปีนี้เตรียมเข็นสินค้า ใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง


มิสทิน หลังจากเปิดตัว พรีเซ็นเตอร์ใหม่ 5 สาว ซึ่งนำโดย ญาญ่า- อุรัสยา สเปอร์บันด์, มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตร วงศ์ทอง, ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก, มีน-พีชญา วัฒนามนตรี และ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ กับคอลเลคชั่นใหม่ มิสทิน ไอ แอม คอลเลคชั่น ไปได้ไม่นาน ล่าสุดทางด้าน มิสทิน เอง ยังได้มีการเปิดตัวแบรนด์แอมบาสเดอร์คนใหม่อีกด้วย นั่น ก็คือ มาซ่า วัฒนพานิช พร้อมกับการเปิดตัวผลิต ภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มบำรุงผิวที่ ชื่อ เมลาเคลียร์ ไวท์ เมลาส มา ไบรท์เทนนิ่ง ครีม
ซึ่งการเปิดตัวสินค้า ใหม่ เมลาเคลียร์ ในครั้งนี้ นั้น ทางด้านนายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เผยว่า สินค้าใหม่ เมลาเคลียร์ จะ เป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ตอบสนอง ความต้องการของสุภาพสตรี อย่างแท้จริง ที่ต้องการ ใบหน้าที่กระจ่างใส อย่างเป็น ธรรมชาติ ด้วยนวัตกรรมแห่ง การปกป้องและดูแลผิวอย่าง ลํ้าลึกเพื่อประสิทธิภาพใน การลดรอยด่างดำของฝ้า กระทั่งลบเลือนความไม่ สมํ่าเสมอของสีผิวอย่างเห็น ผลได้ชัด พร้อมกับราคาที่ ย่อมเยาว์อยู่ที่ 119 บาท เท่านั้น และนอกจาก มิสทิน จะเปิดตัวสินค้าใหม่ในครั้งนี้ แล้ว ทาง มิสทิน เอง ยังได้ มีการเปิดตัวแบรนด์แอม บาสเดอร์คนใหม่อีกด้วย ซึ่ง ได้รับเกียรติจากทาง มาช่า วัฒนพานิช ที่จะมาเป็น แบรนด์แอมบาสเดอร์ในครั้งนี้ ด้วย
การเลือกแบรนด์แอม บาสเดอร์ของเมลาเคลียร์นั้น ทาง มิสทิน จะเลือกจาก ปัจจัยหลัก คือ นอกจากเป็น ผู้ที่ได้รับการยอมรับในเรื่อง ของหน้าที่การงานและมี ความงดงามแล้ว ยังต้องเป็น ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของเราด้วย ตัวเองจริง ๆ ซึ่งคุณมาช่า ก็เป็นผู้ที่ได้ทดลองใช้และ พิสูจน์ถึงประสิทธิภาพของ เมลาเคลียร์ด้วยตัวเอง ทั้งยัง เป็นผู้ที่รู้จักและมีความเข้าใจ ในผลิตภัณฑ์อย่างลึกซึ้ง ด้วย
คุณดนัย กล่าวเสริมอีก ว่า ปัจจุบันนี้ ความต้องการ ของสุภาพสตรีในเรื่องของ ผลิตภัณฑ์ความงามค่อนข้าง มีความหลากหลายแตกต่าง กันไป เช่นเดียวกับสินค้าของ มิสทินเอง ก็มีความหลาก หลายที่แตกต่างกันไปด้วย และยังสามารถตอบโจทย์ ความต้องการของกลุ่มผู้ บริโภคทั้งในส่วนของเครื่อง สำอางที่เน้นสีสัน และเครื่อง สำอางบำรุงใบหน้าสำหรับ สุภาพสตรีได้เป็นอย่างดีด้วย โดยตลอดปีนี้บริษัทฯ ก็จะเข็น สินค้าใหม่ๆ ออกมาสู่ผู้บริโภค อย่างต่อเนื่องด้วย




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 339 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


วันอังคารที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินผวาค่าแรง! ชิ่งเข้า อินโดฯ-เวียดนาม สร้างรง.ผลิตใหม่









มิสทิน ช้ำนโยบายรัฐบาล ฉุดแรงซื้อ ทำยอดขายไม่เป็นไป ตามเป้า ปี 55 โต 17% ปิดรายรับที่ 12,700 ล้านบาท วาง เป้าปีนี้ 13,700 ล้านบาท เชื่อ ผู้บริโภคกลับมาใช้จ่ายเพิ่ม ด้านตลาดต่างประเทศ วาง ลาว, กัมพูชา และฟิลิปปินส์ ขุมทอง ใหม่ทำตลาดปีนี้ แย้มกำลังมองประเทศ เพื่อนบ้านสร้างโรงงานเพิ่ม เล็งอินโดนีเซียกับเวียดนาม หนีภาระค่าแรงแพงของไทย พร้อมกันนี้ยังเปิดตัวสินค้าใหม่ กลุ่มสีสันเจาะใจสาวรุ่นวัย 13-15 ปี หวังใช้เป็นหอกโกยกำไร


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เจ้าของแบรนด์ขายตรงชั้นเดียว มิสทิน เปิดเผยว่า ในช่วงปี 55 ที่ผ่านมา บริษัทปิดยอดการเติบโตที่ 11% สามารถสร้างยอดขายได้ที่ 12,700 ล้านบาท โดยที่ไม่เป็นไปตามเป้าที่บริษัทได้วาง


จากตัวเลขการเติบโตที่กล่าวมา ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามเป้าที่ วางไว้มากนัก เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลหลายอย่างที่ทำให้กำลังซื้อของคนลดลง อีกทั้งผู้บริโภคไม่มีความต้องการจับจ่ายสินค้ามากนัก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของค่าแรงที่มีการปรับขึ้น และอีก หลายนโยบาย ซึ่งเรื่องนี้ทำให้ยอดขายของบริษัทไม่เป็นไปดั่งที่ตั้งใจ และคาดการณ์ ดนัย เผย


อย่างไรก็ดี สำหรับปีนี้ทางมิสทิน ก็หวังว่ากำลังซื้อ และแนวโน้มการบริโภคของผู้คนจะกลับมา เนื่องจากการปรับตัวกับเรื่องต่างๆ ที่เกิด ซึ่งทางบริษัทได้คาดหวังว่าในปี 56 นี้ บริษัทจะ เติบโตขึ้นได้ และสามารถสร้างยอดขายได้ถึง 13,700 ล้านบาท


โดยหากจะแยกเปอร์เซ็นต์การเติบโตแล้วก็จะได้ที่ ฟรายเดย์ ซึ่งเป็นสินค้าขายในแค็ตตาล็อก ซึ่งเป็นรูปแบบการจำหน่ายของบริษัท เติบโตที่ 8% และมิสทิน ที่กล่าวในเบื้องต้น 11% รวม การเติบโตทั้งหมดจะอยู่ที่ 17% ทั้งนี้ จากการเติบโตที่กล่าวมา สินค้าที่อยู่ในกลุ่มสินค้าสีสันเป็นกลุ่มสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุด


อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตลาดต่างประเทศนั้น ขณะนี้ บริษัทได้พยายามที่จะเข้าไปที่ประเทศลาวให้มากขึ้น โดยจะดำเนิน ธุรกิจรูปแบบขายตรงชั้นเดียว เหมือนที่เปิดในพม่าในช่วงที่ผ่านมา โดยที่ประเทศลาวนั้นเป็นประเทศที่มิสทิน มองว่าเป็นประเทศ ที่มีกำลังซื้อค่อนข้างมาก ซึ่งสินค้าของมิสทินน่าจะตอบโจทย์ ผู้บริโภคของคนลาวได้เป็นอย่างดี


นอกจากในส่วนของลาวแล้ว ที่บริษัทมุ่งเน้นที่จะทำตลาดในปีนี้ แต่ยังมีประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งทางบริษัทได้ติดต่อไปแล้ว แต่ยังไม่รู้ว่าจะดำเนินธุรกิจในรูปแบบใด รวมถึงประเทศกัมพูชา ที่บริษัทโฟกัส ซึ่งกัมพูชานี้ บริษัทจะเน้นมากกว่าที่พม่า ซึ่งทั้งหมด 3 ประเทศที่กล่าวมานี้ คือ กลุ่มประเทศอาเซียนที่บริษัทจะเปิดภายในปีนี้


ด้านยอดขายของกลุ่มตลาดต่างประเทศในปีที่ผ่านมา บริษัทสามารถสร้าง รายรับได้ที่ 700 ล้าน ซึ่งมีประเทศพม่าซึ่งเป็นตลาดที่สร้างยอดขายได้ดีที่สุด โดย ปิดตลาดที่ 500 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการเติบโตในปีที่ผ่านมาได้ถึง 20% โดยในปีนี้ บริษัทตั้งเป้าตลาดต่างประเทศด้าน ยอดขายไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดย ดนัย ยังได้กล่าวว่า สำหรับต่างประเทศนั้น ในอีก 1-2 ปีข้างหน้า ตลาด อาเซียนจะเป็นกลุ่มประเทศที่สร้างยอดขาย ได้เป็นอย่างดี ซึ่งตลาดจะมีความคึกคัก เป็นอย่างมาก


ในส่วนของโรงงานผลิตสินค้าในประเทศพม่า ซึ่งในช่วงก่อนหน้านี้ บริษัท ได้ทำความร่วมมือกับเครือสหพัฒน์เพื่อสร้างโรงงานผลิตสินค้า ขณะนี้เรื่องของที่ ทางในการสร้างโรงงานมีความพร้อมเป็นอย่างยิ่ง ด้วยงบลุงทุนที่คาดการณ์ไว้ที่ 300 ล้านบาท ซึ่งในปีนี้บริษัทจะเริ่มทำการก่อสร้าง โดยที่จะเน้นผลิตสินค้ากลุ่มโรลออน และแป้ง


นอกจากนี้แล้ว บริษัทยังเล็งประเทศ ในการสร้างโรงงานเพิ่ม ซึ่งตอนนี้มองไปที่ประเทศอินโดนีเซียเป็นจุดหมายในการสร้างโรงงาน โดยต่อไปได้มองประเทศเวียดนามในการตั้งฐานการผลิตสินค้าของบริษัท การที่บริษัทพยายามหาพื้นที่สร้าง โรงงาน เนื่องจากบริษัทต้องการหาพื้นที่ ที่จะช่วยลดในส่วนของราคาการผลิต เนื่อง จากช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยมีการยกระดับค่าแรงขึ้น ทำให้มิสทินต้องหาแหล่ง ผลิตที่ถูกกว่าเพื่อผลิตสินค้า หัวเรือใหญ่ มิสทิน เผย ทั้งนี้ ทางมิสทินยังได้วางเป้ายอดขายในอีก 5 ปีข้างหน้าที่จะสร้างยอดขาย ให้ถึง 2 หมื่นล้านบาทให้จงได้ ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักที่บริษัทได้วางไว้ เพื่อสร้างกลยุทธ์ในการทำงานต่อไปในอีก 5 ปี


นอกจากเรื่องต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว ทางมิสทิน ยังได้เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์สินค้า กลุ่มสีสันคนใหม่ที่จะใช้ในปี 2013 โดย ดนัย กล่าวว่า เราเริ่มต้นปี 2013 ด้วยพลังความสดใสของผู้หญิง ปีนี้มิสทินต้องการสื่อสารถึงความยิ่งใหญ่ของสีสันบนโลกแห่งความงาม สีสันของคำว่า มิสทิน เริ่มจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของสาวเก่งอย่าง โอ๋-ฟูตอง ส่งต่อไปยังอีก 2 พรีเซ็นเตอร์ ญาญ่า และ มิ้นท์-ชาลิดา ที่เปี่ยมไปด้วยพลังแห่งความสดใส ของหญิงสาวในนามตัวแทนของสาว ไอ- แอม คอลเล็กชั่น ไม่เพียงเท่านี้ ปีนี้มิสทินยังตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งสีสันและความสดใส ผ่าน ทีมพรีเซ็นเตอร์ดาวรุ่ง นำขบวนโดย ญาญ่า- อุรัสยา สเปอร์บันด์, มินท์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง, ปู-ไปรยา ลุนเบิร์ก, มิน-พีชญา วัฒนามนตรี และใบเฟิร์น-พมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว บุคลิกที่มีความโดดเด่นเฉพาะตัวของแต่ละ สาว ก็จะถูกดึงออกมาเพื่อบอกเล่าถึง ผลิตภัณฑ์ของมิสทินในปี 2013 อีกทั้งในปีนี้ บริษัทก็จะยังคงเดินหน้าหาพรีเซ็นเตอร์ ในระดับซูเปอร์สตาร์เพิ่มอีก ตามสไตล์มิสทิน


โดยการเปิดตัวสินค้ามิสทิน ไอ แอม คอลเล็กชั่นนี้ บริษัทได้วางโฆษณาชื่อชุด World ขึ้นนำ แสดงโดย ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ และมินท์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ความยาว 30 วินาที โดยในแคมเปญ นี้ บริษัทได้วางงบไว้ทั้งสิ้น 50 ล้านบาท


ซึ่งสินค้า มิสทิน ไอ แอม คอลเล็กชั่น นี้ จะมีสินค้าด้วยกันทั้งหมด 6 รายการ คือ มิสทิน ไอ แอม ออยล์ คอนโทรล เอส พี เอฟ 25 พีเอ++ แป้งตลับผสมครีมรองพื้น 2.มิสทิน ไอ แอม อายไลเนอร์ 3.มิสทิน ไอ แอม มาสคาร่า วอเตอร์พรูฟ 4.มิสทิน ไอ แอม ลิป ทิ้นต์ สีแดงสด 5.มิสทิน ไอ แอม พิ้งค์ เมจิก ลิป และ 6.มิสทิน โคโลญจน์ สเปรย์ โดยสินค้าใหม่ที่กล่าวมานี้ เป็นกลุ่ม สินค้าชุดสีสัน ซึ่งเป็นกลุ่มสินค้าขายดีในปีที่ผ่านมา ซึ่งในปีนี้บริษัทมีความต้องการ จะเน้นสร้างตลาดกลุ่มวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น โดย เน้นไปที่กลุ่มสาวรุ่นวัย 13-15 ปี ซึ่งในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตอยู่ที่ 20% ปีนี้ บริษัทพยายามที่จะดันการเติบโตให้ถึง 30% ให้จงได้ ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคกลุ่มนี้ นับว่าเป็นกลุ่มใหม่ของวงการธุรกิจ ซึ่งนับว่า เป็นตลาดที่สดใสเลยทีเดียว




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1371 ประจำวันที่23-1-2013 ถึง25-2-2013

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ 5 สาววัยทีน พร้อมเข็นกลยุทธ์ใหม่บุกตลาดอาเซียน









มิสทิน ถือฤกษ์ดี เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ พร้อมด้วยคอลเลคชั่นใหม่ มิสทิน ไอ แอม คอลเลคชั่น ครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมประกาศยุทธ์ศาสตร์ปี56 บุกตลาดต่างประเทศแบบครบเครื่อง รองรับการเปิดตลาด AEC ชี้!หลังเปิดตลาดอาเซียนธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงการดำเนินธุรกิจของ มิสทิน ในปีนี้ว่า ปีนี้ มิสทินต้องการสื่อสารถึงความยิ่งใหญ่ของสีสันบนโลกแห่งความงาม โดยสีสันของคำว่า มิสทินจะเริ่มจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของสาวคนเก่งอย่าง คุณโอ๋ ฟูตอง ส่งต่อไปยังอีก 2 พรีเซ็นเตอร์ คือ คุณญาญ่าและคุณมิ้นต์ ชาลิดา ที่เปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสของหญิงสาว ในนามตัวแทนของสาว ไอ แอม คอลเลคชั่น ไม่เพียงเท่านั้น ปีนี้มิสทิน ยังจะตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งสีสัน และความสดใส ผ่านทีมพรีเซ็นเตอร์ดาวรุ่งอีกด้วย


ซึ่งนำโดย ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก มีน-พีชญา วัฒนามนตรี และ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว มีบุคลิกที่มีความโดดเด่น เฉพาะตัวของแต่ละสาว โดยบุคลิกแต่ละคนนั้น จะถูกดึงออกมา เพื่อเป็นการบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพจากมิสทินในปี 2013 นี้


ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเปิดตัวทีมพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว ในการตอกย้ำแบรนด์แล้ว ปีนี้ มิสทินยังได้วางแผนงานรองรับสำหรับการขยายตัว ของตลาดในประเทศอีกด้วย ด้วยการมุ่งโฟกัสไปที่กลุ่มใหม่ ๆ นั่นคือ กลุ่มวัยรุ่น ที่มีอายุระหว่าง 13-25 ปี เนื่องจากที่ผ่านมา มิสทิน มีกลุ่มดังกล่าวเพียงแค่ 10-20% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ในปีนี้ มิสทิน จึงหันมาเน้นสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหรือตัวสินค้าที่จะพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ เนื่องจากปัจจุบันสาวมิสทิน ส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 25-30 ปี


ขณะนี้ มิสทิน เอง ได้มีการเพิ่มช่องทางการตลาดมากขึ้น อย่างล่าสุดได้จับมือกับวัตสัน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มีความหลากหลาย พร้อมกับคาดว่า ในปีแรกนี้ จะมีการปูพรมในทุกสาขาของวัตสัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มวัยทีนให้มากขึ้นอีกด้วย


นอกจากนี้ นายดนัย ยังได้เผยถึงแผนการขยายตลาดในต่างประเทศอีกว่า ทางบริษัทฯ จะมีการจัดการ ระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุน ซึ่งบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายตลาด ไปยังประเทศ อื่นๆ นอกเหนือจากประเทศที่มีฐานการตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายตลาด ซึ่งไม่ได้ จำกัดว่าต้องเป็นแบรนด์มิสทินเท่านั้น แต่อาจเป็นการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาอีกแบรนด์


ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเปิดตลาด AEC มิสทิน จึงได้มีการขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มสหพัฒน์ ในหลาย ๆ ประเทศ โดยประเทศที่จะเปิดภายในครึ่งปีแรกนี่คือ ประเทศลาว


ปัจจุบันมิสทิน มีรายได้จากตลาดต่างประเทศภาพรวมทั้งหมด 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 30% โดยประเทศที่โตมากในปีนี้ มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ พม่า มีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ด้วยกัน


การขยายตลาดเพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะถึงนี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญ คือ เรื่องของระบบโลจิสติกส์ รวมถึงระบบซัพพลายเชนทั้งหมด พร้อมกับเชื่อว่า ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นและเติบโตในกลุ่มของประเทศอาเซียนที่น่าจับตามอง คือ ธุรกิจขายตรง ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้มิสทิน จึงได้มีการวางแผนงานรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการเพิ่มศักยภาพของศูนย์กระจายสินค้าในการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการรับเป็น ดิสทริบิวเตอร์สินค้าต่าง ๆ ให้กับแบรนด์สินค้าอื่น ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังการเปิดตลาด AEC ที่คาดว่า จะมีสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาบุกตลาดอีกเป็นจำนวนมาก



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันพฤหัสบดีที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2556

เจาะเกมรบ "ขายตรงไทย" เปิดศึกรับมือประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)


การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 หากมองในอีกแง่มุมหนึ่งของการทำธุรกิจ ถือว่าเป็นโอกาสของผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงไทยทั้งขนาดกลางและเล็กเลยก็ว่าได้ ที่จะพัฒนาและสร้างความแข็งแกร่ง รวมถึงยังเป็นโอกาสขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่ผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งไทยและต่างชาติ ก็ได้มีการเข้าไปเปิดตลาดในอาเซียนก่อนหน้านี้แล้ว แต่ขณะเดียวกัน เชื่อว่าจะมีผู้ประกอบการรายใหม่ เข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยเช่นเดียวกัน
จะเห็นได้ว่า ในหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียน ที่มีศักยภาพขยายตลาดอย่างมากในธุรกิจขายตรง อาทิ อินโดนีเซีย เนื่องจากพบว่า มีจำนวนประชากรถึง 200 ล้านคน ส่วนฟิลิปปินส์และเวียดนาม มีประชากร 80 ล้านคน และมาเลเซียมีประชากร 20-30 ล้านคน แต่ทั้งนี้ หากพูดถึงในเรื่องของตลาดขายตรง ที่มีศักยภาพมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน คงต้องยกให้ประเทศไทยนั่นเอง!...

โดยก่อนหน้านี้ ต้องบอกว่า ทางด้านนายกสมาคมการขายตรงไทยเอง ก็ได้ออกมากล่าวว่า สิ่งที่จะส่งเสริมธุรกิจขายตรงไทยเพื่อให้สอดรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 นั้น จะต้องวางกลยุทธ์หลัก 4 ประการในการสร้างการเติบโต ไม่ว่าจะเป็น มุ่งการสร้างภาพลักษณ์ที่ดี โดยมุ่งเน้นธรรมาภิบาลและมาตรฐานสากลที่รองรับโดยสมาพันธ์การขายตรงโลก ซึ่งถือเป็นการสร้างแบรนด์ขายตรงไทย ควบคู่กับการสร้างมาตรฐานมากกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้
นอกจากนี้ ต้องเร่งขยายจำนวนสมาชิกใหม่ เพื่อให้เปิดรับสมาชิกใหม่ที่ไม่ใช่เฉพาะบริษัทขายตรงเท่านั้น แต่ต้องเป็นการเปิดกว้าง สำหรับองค์กรหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจขายตรง เช่น บริษัทที่ปรึกษาด้านกฎหมาย รวมถึงบริษัทจัดงานประชุมต่าง ๆ เข้ามาเป็นสมาชิกวิสามัญ

ในขณะเดียวกัน ต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้สมาชิกผู้ประกอบการและนักธุรกิจอิสระ ดำเนินธุรกิจอย่างถูกต้องตามจรรยาบรรณ เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขัน ควบคู่กับการให้ความรู้เรื่องจรรยาบรรณกับรายใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง และเป็นศูนย์กลางเผยแพร่ความรู้สึกให้กับทุกภาคส่วน เพื่อส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายอย่างมืออาชีพ


ขายตรงจัดทัพปรับกลยุทธ์บุกอาเซียน
เมื่อการส่งสัญญาณของการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ส่งผลให้บรรดาผู้ประกอบการในธุรกิจขายตรงก็เริ่มที่จะมีความเคลื่อนไหวในตรงจุดนี้บ้างแล้วเช่นกัน ...เห็นได้จากค่ายกิฟฟารีนที่นำโดยพ.ญ.นลินี ไพบูลย์ก็ได้มีการวางแผนที่จะบุกตลาดอาเซียนมาขึ้น โดยเฉพาะในประเทศอินโดนีเซีย ที่ทางกิฟฟารีนเองได้พุ่งเป้าที่จะเข้าไปเจาะตลาดนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากในประเทศดังกล่าว ถือได้ว่า เป็นประเทศที่มีประชากรขนาดใหญ่ที่สุดของอาเซียนและตลาดน่าที่จะเติบโตได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า ทางกิฟฟารีนยังเตรียมที่จะขยายธุรกิจไปยังประเทศเวียดนามอีกด้วย หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ได้เคยไปเจาะตลาดในประเทศลาว กัมพูชา และมาเลเซียมาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งการเข้าไปเจาะตลาดในทั้ง 2 ประเทศนี้นั้นกิฟฟารีนเอง จะใช้รูปแบบในการทำตลาด 2 รูปแบบด้วยกัน คือ การให้ไลเซนส์แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด พร้อมกับมีการตั้งเป้าหมายที่จะโกยยอดขายในต่างประเทศเป็น 500 ล้านบาท จากปัจจุบันที่มีอยู่ 200 ล้านบาทอีกด้วย
...เช่นเดียวกับอีกหลาย ๆ บริษัท ที่ออกมาประกาศชัดเจนว่า เตรียมที่จะบุกตลาดอาเซียนอย่างเต็มสูบ ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของทางด้านมิสทินเอง ก็ได้ออกมาเผยว่า ได้มีการร่วมลงทุนกับเครือสหพัฒน์ ในการเปิดโรงงานมิสทินในพม่าเพิ่มอีก 1 แห่ง ด้วยมูลค่าลงทุนกว่า 200 ล้านบาท
ซึ่งโรงงานใหม่นี้ จะอยู่ในโครงการสวนอุตสาหกรรมของเครือสหพัฒน์ เป็นโรงงานผลิตเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์บำรุงผิวเป็นหลัก โดยทางด้านมิสทินเอง ได้มองว่า ในอนาคตที่จะมีการเปิดเออีซีขึ้นนั้น จะส่งผลทำให้ภาษีลดลง พร้อมกับเชื่อว่า โรงงานดังกล่าว จะเป็นอีกหนึ่งกำลังสำคัญของบริษัท ในการผลิตสินค้าเพื่อวางจำหน่ายทั้งตลาดในไทยและอาเซียน รวมถึงยังคาดว่าโรงงานจะแล้วเสร็จภายใน 2 ปีนี้

ที่สำคัญ ยังพบอีกว่ามิสทินเอง ยังมีแผนที่จะรุกเข้าไปขยายธุรกิจในอินโดนีเซียอีกด้วย ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างการพูดคุยกับพันธมิตรในประเทศดังกล่าว และอยู่ระหว่างการตัดสินใจเลือกวิธีการลงทุน ซึ่งอาจจะเป็นการลงทุนเปิดร้านเครื่องสำอาง หรือเปิดโรงงานผลิตสินค้าและจัดจำหน่ายในระบบขายตรง หรืออาจมีการใช้แบรนด์ใหม่ในการทำตลาด โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุนประมาณ 100 ล้านบาท และจะใช้เวลาอีก 2 ปี จึงจะเริ่มดำเนินธุรกิจได้...เรียกว่าเป็นการอีกหนึ่งแผนงานที่เตรียมรองรับกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ของมิสทินนั่นเอง
นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของค่ายน้องใหม่อย่างวิลเลนดรอฟก็ได้มีการประกาศชัดเจนว่า จะบุกตลาดอาเซียนแบบเต็มสูบทั้งพม่า และอินโดนีเซียอีกด้วย รวมถึงยังมียักษ์ใหญ่ขายตรง อย่าง บริษัท นูสกิน เอ็นเตอร์ไพร์สฯ ที่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็ได้ลุยตลาดอาเซียนบ้างแล้ว ด้วยการเปิดสำนักงานที่ประเทศเวียดนาม


จับตากระแสฟีเวอร์ขายตรงรับAEC
...จะเห็นได้ว่า ในการขยายสาขาสู่ประเทศเพื่อนบ้านนั้น หากมองในอีกแง่มุม กลับพบว่า ไม่ใช่สิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เพราะที่ผ่านมา มีหลาย ๆ บริษัท ก็ได้ทำการขยายสาขาออกสู่ต่างประเทศบ้างแล้ว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ที่เหล่าบริษัทน้อยใหญ่ ส่งแม่ทีมออกไปขยาย แต่ที่ถูกจับตามองในช่วงนี้ ในส่วนของการขยายเขต ขยายสาขาก็เนื่องจากการโยงเรื่องการค้าเสรีเข้ามา ทำให้การเดินล่าปักธงกลายเป็นเรื่องที่ถูกนำขึ้นมาเป็นประเด็นจนกลายเป็น AEC ฟีเวอร์ของวงการขายตรงในช่วงนี้นั่นเอง

ในขณะเดียวกัน หากมีการวิเคราะห์ไปในเชิงลึกอีก จะพบว่า ในเรื่องของแผนงานต่าง ๆ ของหลายบริษัท ที่ประกาศว่า จะรองรับการเปิดการค้าเสรี ในปี 2558 นี้ ก็ได้มีการถูกตั้งข้อสังเกตว่า ทำไมทุกบริษัทถึงต้องเอ่ยถึงเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่บางบริษัท มีการเปิดตัวได้ไม่นาน ก็ประกาศแผนรองรับในส่วนนี้ขึ้นมาด้วยเช่นกัน
ซึ่งต้องบอกว่า เรื่องของแผนรองรับ AEC ของธุรกิจขายตรงนั้น มีนักวิเคราะห์ วิจารณ์หลาย ๆ ท่าน ต่างมองกันว่า การประกาศเปิดแผนบุกตลาดอาเซียนที่หลายบริษัทพูดนั่น เปรียบเสมือนการสร้างภาพ เพื่อให้บริษัทถูกมองจากบรรดาสมาชิก และนักขายว่า มีความพร้อม อีกทั้งยังมีแผนในการขยายสาขาสู่ต่างประเทศ ซึ่งเมื่อสาขาต่างประเทศเปิด AEC รายได้ของนักขาย ย่อมเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ

ในขณะเดียวกัน ยังมองอีกว่า เรื่องของแผนรองรับการเปิดการค้าเสรี เป็นเรื่องที่หลายบริษัทสร้างภาพขึ้น เนื่องจากมีความต้องการกอบโกยรายได้ในช่วง 1-2 ปีนี้ ผ่านแผนการรองรับ AEC ของบริษัทที่หลายบริษัทสร้างขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึง ความพร้อมของตัวบริษัท และให้เห็นถึงความมั่งคง และความมั่งคั่งของธุรกิจนั่นเอง
ทั้งนี้ การที่ธุรกิจขายตรง ต่างพากัน พูดถึงเรื่องแผนการรองรับการเปิดการค้าเสรีอาเซียนในช่วงนี้อย่างมากนั้น หากให้มองต่างมุม อาจจะพบว่า มีบางบริษัทก็ไม่ได้มุ่งเน้นแผนอย่างที่กล่าว แต่เป็นเพียงการสร้างกระแส เนื่องจากทางรัฐบาลมีการพูดถึงและจุดให้กลายเป็นประเด็น ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้บริษัทขายตรงต่างหยิบขึ้นมาพูด ทั้ง ๆ ที่บางบริษัทก็ไม่ได้ มีความพร้อมเกี่ยวกับเรื่องนี้แต่อย่างใด อีกทั้งบางบริษัท ก็เพิ่งมีการเปิดตัวบริษัท แต่ก็กลับมองไกลจนลืมเรื่องการสร้างตลาดในประเทศก่อน ซึ่งเรื่องนี้ ไม่ต่างจากการขยายสาขาของบริษัทไทย หรือบริษัทต่างชาติที่ใช้การขยายสาขาออกต่างประเทศ เพื่อสร้างภาพให้เห็นถึงความแข็งแกร่ง แต่ไม่ได้มุ่งเน้นทำตลาดแต่อย่างใด

...นับได้ว่า การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะมีขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่ดี ที่จะทำให้ธุรกิจขายตรงใน 10 ชาติอาเซียน สามารถที่จะเชื่อมโยงธุรกิจเข้าหากันง่ายขึ้น แต่ทั้งนี้ การที่หลาย ๆ ค่ายในธุรกิจขายตรง จะเข้าไปเปิดตลาดในแต่ละประเทศได้นั้น ก็ต้องศึกษาถึงวัฒนธรรมและการตลาดของแต่ละประเทศนั้นอย่างแตกฉานด้วยเช่นกัน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

จับประเด็นค่าแรง300 ทุกเสียงขายตรงย้ำ!ไม่ใช่ปัจจัยลบธุรกิจ

เ


ปิดประเด็นค่าแรง 300 บาท ต่อธุรกิจขายตรง...เผยหลายค่ายต่างชี้ ไม่ใช่ประเด็นหลักทำธุรกิจเป๋ พร้อมย้ำ! ทุกวิกฤติที่ขายตรงเผชิญต่างหลุดพ้นมาได้โดยตลอด ด้าน เหล่าผู้ประกอบการขายตรง เชื่อ ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องการที่จะมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น ส่งผลทำให้การขึ้นค่าแรง จึงจะไม่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงในเชิงลบอย่างแน่นอนล่าสุดพบ ค่ายขายตรงเริ่มเคลื่อนทัพบุกประเทศเพื่อนบ้านรับอาเซียน ตามแบรนด์ขายตรงระดับโลกแล้ว
...หลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นไป เรียกได้ว่า มีหลาย ๆ ธุรกิจเริ่มที่จะออกมาอาการกุมขมับ พร้อมกับเริ่มที่จะแก้เกมรับมือกับผลกระทบดังกล่าวบ้างแล้ว เฉกเช่นเดียวกับ ธุรกิจขายตรง ที่ เหล่าผู้ประกอบการ บางรายเริ่มที่จะออกมาเคลื่อนไหวรับการเปลี่ยนแปลงของการขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทกันบ้างแล้ว แต่ทั้งนี้ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ค่าแรง 300 บาท ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด
ปักษ์นี้ ตลาดวิเคราะห์ ขอเจาะลึกถึงประเด็น ค่าแรง 300บาท กันว่า ในมุมมองของค่ายขายตรงแต่ละค่ายต่างมีความคิดเห็นกับเรื่องตรงนี้อย่างไร และหลังจากที่มีผลบังคับใช้แล้ว สิ่งที่จะตามมาคืออะไร โดยมีรายละเอียดให้ทราบดังนี้


ค่าแรง300 บาทไม่ใช่ปัจจัยลบ
เชื่อทุกวิกฤติคือโอกาสขายตรง
หลังจากที่ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมา ที่ได้มีการนำร่องการปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ใน 7 จังหวัดแล้ว เรียกได้ว่า มีหลาย ๆ ผู้ประกอบการ ต่างออกมาให้ความเห็น ในเรื่องนี้หลากหลายมุมมองด้วยกัน ซึ่งส่วนใหญ่ต่างให้มุมมองในเรื่องดังกล่าวว่า น่าที่จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงงานเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากต้องมีการปรับขึ้นค่าแรงให้กับพนักงานจำนวนมาก พร้อมกับยังจะเป็นการส่งผลทำให้ต้นทุน ในการผลิตสินค้าสูงขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญ ยังมีการคาดการณ์อีกว่า น่าที่จะเริ่มเห็นผู้ประกอบการ หันมาปรับราคาสินค้าตามมาด้วยเช่นกัน
ที่สำคัญ ยังพบอีกว่า แม้ว่าการปรับขึ้นค่าแรง จะทำให้คนมีรายได้สูงขึ้น แต่เมื่อมีการปรับราคาสินค้าในท้องตลาด หรืออัตราค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้นกว่าเดิม ทางเหล่าผู้ประกอบการขายตรงเอง ก็ยังเชื่อว่า ประชาชนจำนวนไม่น้อย ยังคงต้องการที่จะมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ส่งผลทำให้การขึ้นค่าแรง จึงจะไม่ส่งผลต่อธุรกิจขายตรงในเชิงลบอย่างแน่นอน
เช่นเดียวกับทางด้านของ กิฟฟารีน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าวว่า การปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ครบ 77 จังหวัด ที่ได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ค่อนข้างที่จะได้รับผลกระทบต่อทุกธุรกิจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะกลุ่มเอสเอ็มอี เนื่องจากมีเงินทุนในการดำเนินธุรกิจน้อย ซึ่งจากแนวโน้มดังกล่าวอาจทำให้เกิดปัญหาคนตกงานเพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสิ่งที่จะตามมา คือ ในเรื่องของต้นทุนสินค้า ที่คาดว่า จะเพิ่มขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน
ส่วนการปรับขึ้นราคาสินค้าของ กิฟฟารีนจะมีขึ้นหรือไม่นั้น ทาง กิฟฟารีน ได้กล่าวย้ำว่า บริษัทฯ จะยังคงไม่ปรับขึ้นในเวลานี้ เนื่องจากไม่ต้องการ ผลักภาระไปสู่ผู้บริโภค ส่วนอนาคต คงต้องหารือกับผู้บริหารของบริษัท อีกทีว่าจะปรับขึ้นหรือไม่อย่างไร พร้อมกันนี้ ทางกิฟฟารีนเอง ยังเชื่อว่า อำนาจกำลังซื้อของผู้บริโภค ก็คงยังมีอยู่อย่างต่อเนื่องในปี 2556 นี้ด้วยเช่นกัน
นอกจากนี้ ทางด้านของ โมรินดา ก็มองว่า ในการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไร หรือเป็นปัจจัยลบต่อธุรกิจขายตรง พร้อมกับยังเปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ ยังไม่ได้มีแผนใด ๆ ที่จะมารองรับในจุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปรับราคาสินค้า หรือการปรับเปลี่ยนแผนโปรโมชั่นต่าง ๆ
ส่วนทางด้าน ค่าย มิสทิน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงเรื่องการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาททั่วประเทศว่า ค่อนข้างที่จะมีผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้า ที่จะมีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นทั้งทางตรงหรือทางอ้อม จนทำให้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถแบกรับภาระการตรึงราคาสินค้าไว้ได้ และอาจจะส่งผลมาถึงในเรื่องของการปรับราคาสินค้า ก็น่าที่จะเริ่มส่งสัญญาณ การปรับขึ้นของราคาสินค้า ตามมาด้วยเช่นกัน
เช่นเดียวกับ ทางด้าน มิสทิน เอง ที่มีแผนจะปรับราคาสินค้าทุกกลุ่มขึ้นอีกประมาณ 3-5% ในปีนี้ ในรอบ 5 ปี เนื่องจาก ไม่สามารถแบกรับภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นนี้ได้อีก ทั้งจากวัตถุดิบ ค่าแรง ค่าโฆษณา และสิ่งที่กังวล คือ ภาวะเงินเฟ้อที่ปรับสูงขึ้นตามนั่นเอง
พร้อมกันนี้ ยังพบอีกว่า ทาง มิสทิน เอง ยังมีแผนรับมือนโยบายขึ้นค่าแรง 300 บาท อีกด้วย โดยการใช้กลยุทธ์บริหารจุดคุ้มทุน คือ ลดการออกสินค้าใหม่ให้เหลือประมาณ 40-50 รายการเท่านั้น จากปีก่อนที่มีการออกสินค้าใหม่ 60 รายการ โดยจะเลือกออกเฉพาะสินค้าที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า รวมทั้งพัฒนาสินค้าไซส์ประหยัด เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญของมิสทินที่จะอุดช่องโหว่ของปัจจัยลบ
...ด้าน ดร.กัมปนาท บุญราศรี ประธานกรรมการ บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด ได้แสดงความคิดเห็นถึงกรณีของการปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ในครั้งนี้ว่า สิ่งที่จะส่งผลกระทบตามมา จะเป็นในเรื่องของต้นทุนที่จะต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยตนเองบอกว่า การปรับขึ้นค่าแรง 300 บาท ไม่ค่อยมีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด เนื่องจากธุรกิจขายตรงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจ้างงาน ซึ่งถือเป็นธุรกิจอิสระ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นตัวแปรที่สำคัญ คงหนี้ไม่พ้นในเรื่องของต้นทุน แต่ทั้งนี้ เชื่อว่า ภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้ ก็ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องเช่นกัน
...เช่นเดียวกับ ทางด้านค่าย เอเชีย สุพรีม ที่มีนายสุธีร์ รัตนนาคินทร์ เป็นประธานกรรมการบริษัท ก็ได้ออกมามองว่า การปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาทต่อวัน น่าที่จะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานอย่างแน่นอน และคนที่ได้รับผลกระทบและต้องตกงาน ย่อมหาทางออกให้ตนเอง ด้วยการหางาน โดยอาชีพที่ไม่เคยถูกมองข้าม นั่นก็คือ ธุรกิจขายตรง เพราะถือเป็นธุรกิจอิสระ สร้างรายได้ให้กับนักธุรกิจอย่างงดงาม
นอกจากนี้ ยังได้ มีการคาดการณ์ ถึงแนวโน้มขายตรงใน 1-2 ปีข้างหน้าอีกด้วยว่า จะมีคนเข้ามาอยู่ในธุรกิจมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 7-9 ล้านคน ซึ่งตรงนี้เอง ที่เรียกได้ว่า สอดคล้องกับนายกสมาคมขายตรงไทยอย่าง นายกิจธวัช ฤทธาวี ที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่า หากคนตกงาน อาชีพที่คนจะให้ความสนใจมากที่สุด ก็คือ ธุรกิจขายตรง


ขายตรงปีมะเส็งยังคึกคัก
หลายค่ายเตรียมพร้อมสู่AEC
...จะเห็นได้ว่า สำหรับแนวโน้มธุรกิจขายตรงในปี 2556 นี้ หลาย ๆ ผู้ประกอบการเอง ต่างมีความเห็นตรงกันว่า ทิศทางของธุรกิจโดยภาพรวม ยังคงคึกคัก ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะ เร่งที่จะเตรียมความพร้อม ในการรุกตลาดอาเซียนนั่นเอง เพราะตรงนี้ ต้องบอกว่า เมื่อมีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซีขึ้นเมื่อไหร่ หลาย ๆ คน ต่างมีการคาดการณ์ไว้ว่า ตลาดขายตรงน่าที่จะมีมูลค่าสูงถึง 1 แสนล้านบาท จากที่ปัจจุบันมูลค่าตลาดขายตรงไทยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 8 หมื่นล้านบาท โดยทิศทางตลาด ยังคงมีการเติบโตต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้าน ทั้งเรื่องของเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อถดถอยก็ตาม
ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 9 ประเทศในอาเซียน จึงกลายเป็นพื้นที่ ที่ขายตรงไทยจะตรงดิ่งเข้ายึดพื้นที่ เพื่อชิงเค้กก้อนโตก่อน ที่เออีซีจะเปิดจริง ๆ จัง โดยค่ายขายตรง ที่ก้าวออกไปอาเซียนบ้างแล้ว อาทิ กิฟฟารีน, นู สกิน, วิลเลนดรอฟ, นีโอ ไลฟ์ และมิสทิน เป็นต้น ที่ขณะนี้ ได้เดินตามรอยแบรนด์ขายตรงระดับโลก ที่เข้าไปยึดหัวหาดในประเทศเพื่อนบ้านกันแล้ว ไม่ว่าจะเป็น เอวอน, แอมเวย์ และออริเฟลม ฯลฯ
สำหรับสินค้าที่หลาย ๆ ผู้ประกอบการต่างฟันธงและเชื่อกันว่าจะเป็นดาวเด่นในปี 2556 นี้นั้น พบว่า ยังคงเป็นผลิตภัณฑ์ความงาม เนื่อง จากต่างมองว่า ไม่ว่าเศรษฐ กิจจะโตหรือติดลบ สำหรับพฤติกรรมของคนไทยแล้ว ก็ยังรักสวยรักงาม ยิ่งสาว ๆ ต้องดูดีไว้ก่อน ซึ่งตรงนี้ ถือว่าสอดคล้องกับการสำรวจพฤติกรรมผู้บริโภคผู้หญิงชาวไทย ที่พบว่า มีความสนใจด้านความงามอย่างมาก และใช้ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง มีการแต่งหน้าสูงสุดในโลกสัดส่วนประมาณ 98-99% รวมทั้งตลาดผลิตภัณฑ์ด้านความงามระดับพรีเมียมก็มีมูลค่าสูงมากถึง 1.1 หมื่นล้านบาท จากตลาดรวมทุกเซกเมนต์มีมูลค่ากว่า 3 หมื่นล้านบาทอีกด้วย
...นับได้ว่า ในเรื่องของปัจจัยลบที่หลาย ๆ ธุรกิจ ต่างกังวลใจ กันอย่างมากนั่นก็คือ การประกาศปรับขึ้นค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทครบ 77 จังหวัด ที่ได้มีการเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2556 เป็นต้นมานั้น หลายฝ่ายมองว่าค่อนข้างที่จะกระทบต่อธุรกิจอย่างมากทั้งในเรื่องของต้นทุนที่อาจจะสูงขึ้น จนทำให้ต้องมีการปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของราคาสินค้านั่นเอง
แต่สำหรับใน ธุรกิจขายตรง แล้ว เหล่าผู้ประกอบการ ต่างออกเสียงเดียวกันว่า การปรับขึ้นของค่าจ้างตรงนี้ ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจขายตรงแต่อย่างใด ซึ่งเป็นผลดีด้วยซ้ำ ที่อาจจะทำให้หลาย ๆ คน หันมาสนใจธุรกิจขายตรงมากขึ้นนั่นเอง แต่ทั้งนี้ ก็ต้องคอยดูกันต่อไปว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ เรื่องของต้นทุน ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่ง ต่อการปรับขึ้นของราคาสินค้าด้วยเช่นกัน และก็ต้องดูกันต่อไปว่า จะมีค่ายไหน ที่เริ่มแบกรับภาระในเรื่องของต้นทุนไม่ไหว จนต้องมีการปรับขึ้นราคาสินค้ากันบ้าง ซึ่งเชื่อว่า อีกไม่นาน หลาย ๆ ท่าน คงน่าที่จะพอทราบคำตอบนี้อย่างแน่นอน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 16-31 มกราคม 2556 ปีที่ 15 ฉบับที่ 336

วันจันทร์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

ขายตรงไทย (MLM THAILAND) : กรี๊ดรับ AEC คาดตลาดเดือด! เทงบสู้


สมรภูมิขายตรงไทยแข่งขันดุ รับตลาดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนปี 58 หลายค่ายขายตรงไทยอัดงบห้ำหั่นกันสุดฤทธิ์ เริ่มจากค่าย มิสทินเทงบ 1,800 ล้านบาท ร่วมกับพันธมิตร สร้างศูนย์กระจายสินค้าลาดหลุมแก้ว ด้านคิงส์เฮิร์บ พร้อมรับมือ ควักงบอีก 16 ล้านบาท สร้างศูนย์กระจายสินค้าแห่งใหม่ขอนแก่น ขณะที่แบรนด์ นีโอ ไลฟ์ ไม่น้อยหน้าเร่งขยายตลาดนอก โดยอัดงบขยายแต่ละประเทศ 20 ล้านบาท ล่าสุดทุ่ม 20 ล้านบาท ซื้อเครื่องจักรใหม่เสริมไลน์คอสเมติกส์ ชี้รองรับการผลิตได้ถึง 3 ปีข้างหน้า


เป็นที่ทราบกันดีว่าประเทศไทยจะเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ด้วยเหตุผลดังกล่าวส่งผลให้ผู้ประกอบการต่างเตรียมความ- พร้อมเพื่อรับมือกับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น และไม่เพียงแค่ปรับในส่วนของ การบริหารจัดการทั่วไปเท่านั้น แต่การลงทุนในด้านโลจิสติกส์ ที่ไม่ใช่เป็น เพียงแค่กระบวนการขนส่งสินค้า แต่หมายถึงกระบวนการตั้งแต่ต้นน้ำยัน ปลายน้ำ เพื่อจัดส่งสินค้าไปถึงมือลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะ การจัดเก็บ คลังสินค้า ศูนย์กระจายสินค้า และเส้นทางการขนส่งสินค้า ที่จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง


มิสทีนจีนคู่ค้า ลงทุนเพิ่ม
การขยายตลาดของนักธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ผู้ประกอบการแต่ละค่ายต่างเร่งลงทุนเพื่อสร้าง ระบบโลจิสติกส์เพื่อรองรับการแข่งขันที่จะเกิดขึ้น โดย เฉพาะแบรนด์สินค้าไทยที่ต้องวางแผน รองรับตลาดอย่างเข้มงวด เริ่มจาก ยักษ์ใหญ่อย่างมิสทิน ที่ได้วางแผน- งานรองรับสำหรับการขยายตัว ของตลาดต่างประเทศ การจัดการ ระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุน ซึ่ง เรื่องนี้ ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการ- ผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า บริษัทมี เป้าหมายที่จะขยาย ตลาดไปยังประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากประเทศที่มีฐาน การตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว ด้วยการ ร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศ ต่างๆ เพื่อขยายตลาด ซึ่งไม่ได้ จำกัดว่าต้องเป็นแบรนด์ มิสทินเท่านั้น แต่อาจเป็น การสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมา อีกแบรนด์
ปัจจุบันมิสทินมีรายได้ จากตลาดต่างประเทศ 400 ล้าน- บาท แบ่งเป็นประเทศในแถบอินโดจีนที่ประกอบด้วย พม่า, สปป.ลาว, กัมพูชา คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 40% ส่วนที่เหลืออีก 60% มา จากประเทศในแถบตะวันออกกลาง แอฟริกาใต้ โดย ยอดขายหลักในแถบตะวันออกกลางจะอยู่ที่อิหร่าน และกานา
ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเปิดตลาด AEC มิสทินได้ขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ด้วยการ ร่วมมือกับกลุ่มสหพัฒน์ ภายใต้งบลงทุน 60 ล้านบาท สำหรับการตั้งโรงงานแห่งใหม่ที่เมืองย่างกุ้ง บนพื้นที่ 10 ไร่ เพื่อผลิตสินค้าในกลุ่มสกินแคร์ เมกอัพ และเพอร์- ซันนอลแคร์ คาดว่าจะสามารถเดินเครื่องได้ในปี 2556 ขณะที่โรงงานแห่งเดิมที่ผลิตเฉพาะกลุ่มสินค้าเพอร์- ซันนอลแคร์ ประเภทแป้งหอม โรลออน โลชั่น จะย้าย มาอยู่ที่โรงงานแห่งใหม่ทั้งหมด เบื้องต้นโรงงานแห่งนี้ จะใช้สำหรับการผลิตเพื่อป้อนตลาดพม่า แต่ในอนาคต อาจจะใช้รองรับความต้องการในประเทศแถบอื่นอีกด้วย
นอกจากนี้ การขยายตลาดเพื่อรองรับกับอัตรา การเติบโตที่จะเกิดขึ้น ยังต้องประกอบไปด้วยการ บริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ ที่เป็นส่วนหลักสำคัญของ ระบบซัพพลายเชนทั้งหมด ดังนั้น มิสทิน จึงได้วางแผน รองรับสำหรับจุดนี้ ด้วยการเพิ่มศักยภาพของศูนย์ กระจายสินค้าบนพื้นที่ 40,000 ตารางเมตร ที่ใช้เงิน ลงทุนไปประมาณ 1,600-1,800 ล้านบาท ที่อำเภอ ลาดหลุมแก้ว จังหวัดปทุมธานี ด้วยการร่วมมือกับบริษัท จากต่างประเทศ ในการนำเครื่องจักรและเทคโนโลยี สมัยใหม่เข้ามาใช้ในการรับออร์เดอร์ จัดวางสินค้าเพื่อ ส่งถึงมือสาวมิสทิน
การที่มิสทินต้องนำเครื่องจักรและเทคโนโลยี สมัยใหม่มาใช้ในระบบโลจิสติกส์ นอกเหนือจากเหตุผล เพื่อลดต้นทุนในระยะยาว ทั้งค่าจ้างแรงงานที่ปรับตัว เพิ่มสูงขึ้น การลดสินค้าคงคลัง การบริหารสต๊อกสินค้า แม้ว่าเบื้องต้นการนำระบบดังกล่าวเข้ามาใช้จะทำให้ ต้นทุนโดยรวมปรับสูงขึ้น 15% แต่ในระยะเวลา 5 ปี คาดว่าต้นทุนจะเริ่มลดลง นอกจากนี้ยังมีเหตุผลในด้าน การเพิ่มประสิทธิภาพความแม่นยำ รวดเร็วและถูกต้อง เนื่องจากปัจจุบันมิสทินมีสินค้ามากถึง 5,000 รายการ และมีออร์เดอร์สินค้าในแต่ละวัน 30,000-40,000 รายการ ดังนั้น จึงต้องใช้ระบบการบริหารจัดการที่ดี เพื่อ เพิ่มสภาพคล่อง และให้สินค้าถึงมือสาวมิสทินได้ครบ ตามความต้องการ นอกจากเป้าหมายการเพิ่มศักยภาพ ของระบบโลจิสติกส์แล้ว มิสทินยังมีเป้าหมายใช้ศูนย์ กระจายสินค้าแห่งนี้ในการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการรับเป็น ดิสทริบิวเตอร์สินค้าต่างๆ ให้กับแบรนด์สินค้าอื่นๆ ทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังเปิดตลาด AEC ที่คาดว่า จะมีสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาบุกตลาดอีกเป็นจำนวนมาก


คิงส์เฮิร์บ ทุ่มงบสร้างคลังสินค้า
ขณะที่แบรนด์ไทยแท้อีกรายอย่าง คิงส์เฮิร์บ ก็ได้ เตรียมแผนรองรับการเปิดตลาด AEC ด้วยการเตรียมซื้อ ที่ดินที่จังหวัดขอนแก่นตั้งคลังสินค้ารองรับตลาดใน อนาคต ซึ่งเรื่องนี้ ปพน ลิ้มธำรงค์กุล ประธานกรรมการ บริษัท คิงส์เฮิร์บ เวิลด์ 1999 จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ บริษัทได้ทดลองตลาดไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ในรูปแบบ ของการซื้อมาขายไป ได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้า เป็นอย่างดี โดยที่ผ่านมาได้ใช้งบสำหรับเปิดศูนย์กระจาย สินค้าแห่งใหม่ที่จังหวัดขอนแก่น 14 ล้านบาท เป็นการ ย้ายจากที่เก่ามาเปิดที่ใหม่ โดยงบลงทุนดังกล่าวแบ่ง เป็นการจ่ายค่าซื้อตึกจำนวน 12 ล้านบาท และตกแต่ง อีกจำนวน 2 ล้านบาท บนพื้นที่ 1,200 ตารางเมตร จำนวน 3 ชั้น สามารถรองรับสมาชิกได้ 200-300 คน และยังเป็นห้องประชุมที่รองรับสมาชิกได้ถึง 200 คน โดยบริษัทมีเป้าหมายการขยายตลาดในภาคตะวันออก- เฉียงเหนือมากขึ้น รวมไปถึงศูนย์กระจายสินค้าแห่ง ใหม่นี้ จะเป็นแหล่งจำหน่ายสินค้าในภูมิภาคนี้ทั้งหมด และใช้เป็นศูนย์กลางของตลาดอินโดจีน ที่จะขยายธุรกิจ ออกไปยังประเทศเพื่อนบ้านอีกด้วย
ล่าสุด บริษัทได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมที่จังหวัดขอนแก่น เพื่อสร้างเป็นคลังสินค้าเพื่อกระจายไปสู่ประเทศ สปป. ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม, พม่า และจีน และได้มีการส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านแล้ว พร้อมเปิดกว้าง หากมีผู้สนใจจะดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ รูปแบบ จะเป็นในลักษณะของการตั้งสาขา ใช้เงินลงทุน 5 ล้าน- บาท และใช้ระบบการบริหารงานเหมือนในประเทศไทย ทุกประการ ซึ่งขณะนี้บริษัทได้มีตัวแทนสมาชิกที่สั่ง- สินค้าเข้าไปจำหน่ายใน สปป.ลาว, พม่า และกัมพูชา แล้ว โดยที่ประเทศกัมพูชาบริษัทมีแผนเข้าไปตั้งสาขา แห่งแรก ซึ่งขั้นตอนอยู่ระหว่างการเจรจารายละเอียด


นีโอ ไลฟ์ รุกคืบตลาดนอก
ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ว่า การปรับตัวของแบรนด์ ขายตรงไทย เพื่อรองรับกับตลาดอาเซียน บริษัทได้ เตรียมแผนรองรับการแข่งขันด้วยการทุ่มงบ 20 ล้าน- บาท ซื้อเครื่องจักรใหม่ ในส่วนของไลน์ผลิต ผลิตภัณฑ์ สกินแคร์ ที่จังหวัดเชียงใหม่ หลังจากปี 2553 ที่บริษัท ได้ทุ่มงบในการซื้อพื้นที่ก่อสร้างโรงงานพร้อมเครื่องจักร ไปแล้วประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งโรงงานดังกล่าว มี 2 อาคาร ใช้ดำเนินการผลิตไปแล้ว 1 อาคาร สามารถ รองรับกำลังการผลิตไปได้อีก 2-3 ปีข้างหน้า และใน อนาคตหากการผลิตไลน์สกินแคร์เต็มกำลังการผลิต บริษัทจะมีการทุ่มงบก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 2 ต่อไป
ในส่วนของพันธมิตรโรงงานผู้ผลิต ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร อย่าง บริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ จำกัด ที่ ร่วมธุรกิจกันมานานก็จะมีการก่อสร้างโรงงานเพิ่มเป็น แห่งที่ 3 ที่นิคมอุตสาหกรรมบางปู เพื่อรองรับกับความ ต้องการของผู้บริโภคที่จะเกิดขึ้นในอนาคต หลังเปิด ตลาด AEC ปี 2558 ขณะที่สินค้าในกลุ่มคอสเมติกส์ ใน ปัจจุบันบริษัทได้เป็นพันธมิตรกับผู้ผลิตรายใหญ่จาก ประเทศจีนที่ผลิตสินค้าให้กับพันธมิตรในแถบยุโรป และอเมริกา ซึ่งในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2556 จะมีการ เปิดตัวสินค้าใหม่ในกลุ่มคอสเมติกส์ ในงานประดับ เข็มเกียรติยศ
ขณะที่แผนรองรับในด้านคลังสินค้า ที่ปัจจุบัน มีอยู่แล้ว 3 แห่ง ได้แก่ คลังสินค้าที่โรงงาน เมก้า ไลฟ์ ไซแอ็นซ์ ที่สำนักงานใหญ่นีโอ ไลฟ์ ถนนรัชดาภิเษก กรุงเทพฯ และที่โรงงานในจังหวัดเชียงใหม่ บริษัทเตรียม แผนที่จะขยายคลังสินค้าเพิ่มบนพื้นที่ที่มีอยู่แล้ว ทั่วทุกภาคของไทย ได้แก่ อุดรธานี, นครราชสีมา, นครสวรรค์, หาดใหญ่ และระยอง ซึ่งปัจจุบันพื้นที่ ดังกล่าวบริษัทได้เปิดเป็นศูนย์ประชุมให้กับสมาชิก และ กำลังอยู่ระหว่างการทยอยปรับปรุงพื้นที่เพิ่ม เพื่อขยาย เป็นคลังสินค้า รวมถึงการติดตั้งระบบไอทีเพื่อรองรับ การบริหารงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่บริษัทได้ขยายเครือข่าย ในรูปแบบจัดตั้งสำนักงานที่ ประเทศกัมพูชา, เวียดนาม, สปป.ลาว และสิงคโปร์ แล้ว ปี 2556 บริษัท เตรียมแผนที่จะขยายตลาดไปยังประเทศพม่า และ อินโดนีเซีย โดยวางงบในการขยายสาขาแต่ละ ประเทศประมาณ 20 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 210 วันที่ 1-15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) : ปลื้มยอด 9 เดือนทะลุเป้าปัจจัยสินค้า-แผนหนุนตลาดโตพุ่ง


คนขายตรงสรุปยอด 9 เดือน เป็นไปตามคาด


นู สกิน ผู้นำตลาดต่ดต้านความเสื่อมชรา ยิ้มรับยอด 8 เดือนโต 27% เผย เพิ่มเปินเสริมอาหารตัวใหม่ไปดันยอดสิงหาคมโตถึง 450 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติศาสตาร์การเปิดทำธุรกิจ ด้านตลาดชั้นเดียวอย่างมิสทีน ตอกย้ำผู้นำตลาดโดยยอด 9 เดือนที่เกินมาถึง 3% จากยอดรวมที่วางทั้งปี 13,000 ล้านบาท


ส่วนค่าย อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ ระบุ 9 เดือน ยอดโตเป็นที่น่าพอใจ หลังปรับแผนใหม่ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ส่งผลยอดโตเฉลี่ย 20 ล้านบาทต่อดือน เร่งแผนอัดตลาดก่อนสิ้นปีให้ได้ตามเป้าหมาย


ภายรวมตลาดขายตรงยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องทุกปี แม้จะได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจก็ตาม แต่โดยรวมยังคงเติบโตประมาณ 6-10% ขณะที่ภาพรวมผู้ประกอบการก็มีการผลักดันแผนด้วยการเร่งปั้มยอดขายในแต่ละไตรมาส เพื่อให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ หลังจากปีก่อนที่ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากสถานการ์น้ำท่วมกันทั้งระบบซึ่งก็เป็นผลสือเนื่องมาจนถึงไตรมาสแรกของปี 2555 ที่ธุรกิจอยู่ในช่วงปรับตัว ดังนั้น เมื่อย่างเข้าสู่ไตรมาสสุดท้ายของปี ในวงการขายตรงคงต้องนึกถึงผลประกอบการของแต่ละค่ายว่าในช่วง 8-9 เดือนที่ผ่านมา ยอดขายเป็นไปตมเป้าที่วางไว้หรือไม่ และอะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้ยอดขายของแต่ละบริษัทนั้นเป็นไปตามเป้า หรือมีอัตราการเติบโตทั้งปีที่ 20%


นู สกิน (Nu Skin) ชูตัวเลข 8 เดือนเข้าเป้า


ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทยและเวียดนาม เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัท ในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา นู สกิน ประเทศไทย มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเติบโตสูงขึ้น 27% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกัน ของปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทคาดว่าจนถึงสิ้นปียอดขายจะเป็นไปตามเป้าที่วางไว้ได้


ล่าสุด นู สกิน ได้ทำการพรีเซลส์ ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหารตัวใหม่ ภายใต้ชื่อ อาร์สแควร์ ให้กับผู้แทนจำหน่ายระดับบริหาร ในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ส่งผลให้ นู สกิน สามารถสร้างยอดขายในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวทะลุ 450 ล้านบาท ถือเป็นรายได้ต่อเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนินการในประเทศไทย


สำหรับปัจจัยความสำเร็จดังกล่าวมาจากผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความเสื่อมชราที่เป็นสินค้าหลักในการกระตุ้นยอดขาย ประกอบกับตลาดด้านสุขภาพความงามโดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรายังคงเป็นที่ต้องการของตลาดและกำลังขยายตัวสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ นู สกิน ยังคงมีการพัฒนา นวัตกรรมของผลิตภัณฑ์ให้มีความโดดเด่นและชัดเจนในด้านความเป็นผู้นำเรื่อง Anti Aging ที่แข็งแกร่งเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ตลอดจนมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายของ ผู้แทนจำหน่าย ผ่านกิจกรรมการอบรมสัมมนา กิจกรรม นู สกิน โรดโชว์ โดยยังคงบุกตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อต้านความชราเป็นหลัก


มินทินโชว์ยอด 9 เดือนโต 11%


ดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ภาพรวมบริษัทั้งปียังคงตั้งเป้าเดิม คือปิดยอดขายที่ 13,000 ล้านบาท โดยในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา บริษัทสามารถทำยอดขายได้เกิดเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งเกินเป้าถึง 3% ขณะที่ภาพรวมอัตราการเติบโตนั้นยังสูงไม่เท่ากับปีที่ผ่านมา เนื่องจากกำลังซื้อของผู้บริโภคโดยเฉลี่ยลดลคงถึง 4% โดยในพื้นที่ภาคใต้กำลังซื้อลดลงถึง 7% ซึ่งเป็นผลมากจากราคายางพาราที่ลดลง


สำหรับปัจจัยสำคัญที่ผลักดันยอดขายให้เกินเป้า คือ สินค้าในกลุ่มเมกอัพ ที่ยังคงมีอัตราการเติบดตอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา สินค้าในกลุ่มดังกล่าวมีอัตราการเติบโตถึง 11% ซึ่งเติบโตสูงสุดเมือ่เทียบกับสินค้าในกลุ่มอื่น หรือจะกล่าวได้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทได้เปิดตัวสินค้าดาวเด่นในกลุ่มเมกอัพต่อเนื่องหลายรายการ ไม่ว่าจะเป็น แป้งผสมครีมรองพื้น , มาสคาร่า , ลิปสติก และอายไลเนอร์ ที่ส่งผลให้ยอดขายในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา โตเกินเป้า


อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ ปลื้มยอด 9 เดือน


ศุภชาติ อังคสุวรรณศิริ ประธานคณะกรรมการที่ปรึกษา บริษัท อีซี่ ฟาร์แม็กซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 9 เดือนที่ผ่นมา บริษัทมีอัตราการเติบโตอยุ่ในระดับที่น่าพอใจและเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ โดยในช่วงที่ผ่านมาบริษัทสามารถทำยอดขายเฉลี่ยต่อเดือนได้ 20 ล้านบาทต่อเดือน หรือ คิดเป็นอัตราการเติบโตที่ 50% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา


ทั้งนี้ ปัจจัยที่ทำให้บริษัทเติบโตได้ตามเป้าหมายนั้น เนื่องจากบริษัทได้ปรับแผนการจ่ายผลตอบแทนใหม่ ซึ่งแผนใหม่เริ่มใช้ตั้งแต่เดือน มิถุนายนที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่การจัดประชุมสัมมนาแบบต่อเนื่อง รวมถึงการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งผลิตภัณฑ์ที่ทำยอดขายได้ถึง 40% ของยอดขายทั้งหมด และจากปัจจัยเหล่านี้ส่งผลให้บริษัทได้รับความสนใจจากนักธุรกิจเป็นอย่างมาก ทำให้ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกเพิ่มขึ้น จากปีที่ผ่นมาประมาณ 50%


ภาพรวมตลาดขายตรงในไตรมาสสุดท้าย บริษัทมองว่าจะมีการแข่งขั้นกันสูง เนื่องจากหลายบริษัทต้องเร่งทำยอดขายเพื่อให้ได้ตามเป้าที่วางไว้ สำหรับบริษัทก็ได้เตรียมโปรโมชั่นต่างๆ รองรับไว้สำหรับการแข่งขันในไตรมาสสุดท้าย เช่น โปรโมชั่นสินค้า โปรโมชั่นการทองเที่ยว รวมไปถึงการเปิดตัวสินค้าใหม่ซึ่งในเร็วๆ นี้บริษัทจะเปิดตัวสินค้าใหม่อีก 2 รายการ


นอกจากนี้บริษัทยังได้เตรียมแผนการจัดกิจกรรม 2 โครงการ คือ โครงการ จัดประกวดการแข่งขันควบคุมน้ำหนักของผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์ ดีท็อกซ์ และ โครงการเจาะตลาดในกลุ่มคนทำงานและกลุ่มวัยรุ่นให้มากขึ้น โดยทั้ง 2 โครงการ ได้เริ่มแล้วเดือนตุลาคมนี้ และในเดือนเดียวกันบริษัทได้เตรียมจัดงานเปิดตัวบริษัทอย่างเป็นทางการที่ศูนย์ราชการ ถ.แจ้งวัฒนะ ในวันที่ 14 ตุลาคม 2555


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 208 วันที่ 1- 15 ตุลาคม พ.ศ. 2555

วันเสาร์ที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวมิสทีน (Mistine) : ฉลองครบรอบ 25 ปีสุดอลัง! เปิดตัวแป้งตลับเพชรหรู มูลค่า 35 ล.


มิสทิน แบรนด์เครื่องสำอางขายตรงไทย จัดงานฉลองครบรอบ 25 ปี สุดยิ่งใหญ่ ด้วยการจับมือ บิวตี้ เจมส์ รังสรรค์แป้งตลับเพชรแพงที่สุดในโลก มูลค่า 35 ล้านบาท และสามารถบันทึก ลงกินเนสส์บุ๊ก แถมงานครั้งนี้ยังถือเป็น การเปิดตัวสินค้าใหม่ มิสทิน เลดี้ เอ็ม วี-เชพฯ อย่างเป็นทางการ โดยวาง งบโฆษณาสำหรับสินค้าชิ้นนี้กว่า 70 ล้านบาท

นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการ ผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ในวาระครบรอบ 25 ปี ของบริษัท ตนต้องขอขอบคุณสาวไทยทั่วประเทศ ที่ให้การยอมรับและสนับสนุนผลิตภัณฑ์มิสทิน มาอย่างยาวนาน ซึ่งในโอกาสพิเศษนี้ตนมีหลายสิ่งที่ตั้งใจมอบเพื่อเป็นการ ขอบคุณทุกๆ คน เริ่มจากผลิตภัณฑ์ใหม่สุดพิเศษ แป้งผสมครีมรองพื้น มิสทิน เลดี้ เอ็ม วี-เชพ เอสพีเอฟ 25 พีเอ++ ซึ่งแป้ง ดังกล่าว มีคุณสมบัติพิเศษ คือ มีเนื้อแป้ง อนุภาคหักเหแสงแบบ 3 มิติ ช่วยเนรมิตให้ใบหน้าของสาวๆ มีรูปเรียวสวย พร้อม ความนวลเนียนกระจ่างใส เป็นนวัตกรรมที่ นำเข้าจากประเทศเกาหลี

โดยบริษัทได้จัดทำภาพยนตร์โฆษณา แป้งมิสทิน เลดี้ เอ็ม วี-เชพฯ โดยใช้ชื่อว่า Breakthrough นำแสดงโดย อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ เป็นผลงานสร้างสรรค์ของบริษัท แอล แอนด์ อาร์ มีเดีย จำกัด ความ ยาว 30 วินาที กำหนดการแพร่ภาพทางโทรทัศน์ทุกช่องในเร็วๆ นี้ ซึ่งแคมเปญชุดนี้ มิสทินใช้งบประมาณทั้งสิ้นกว่า 70 ล้านบาท

อีกหนึ่งปรากฏการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในงานแห่งความสำเร็จครั้งนี้ คือ มิสทินได้จับมือกับบิวตี้ เจมส์ ผลิตตลับแป้งหรูประดับเพชรแท้มูลค่า 35 ล้านบาท ปรากฏการณ์ดังกล่าวถือเป็นการประกาศศักยภาพ ร่วมกันในนามแบรนด์ของคนไทยที่ต้องการ เนรมิตความสวยด้านเครื่องสำอางและความงามจากเครื่องประดับ

หลายท่านถามตนว่า ทำไมต้องเป็น บิวตี้ เจมส์ ตนบอกได้เลยว่าทันทีที่นึกถึงเรื่องเพชรและอัญมณี บิวตี้ เจมส์ เป็นแบรนด์แรกที่นึกถึง และเมื่อได้ร่วมงานกัน ตนยิ่งเห็นถึงความมุ่งมั่น ทุ่มเทที่จะร่วมกัน สร้างสรรค์ความพิเศษในครั้งนี้ จากบิวตี้ เจมส์ นอกจากนั้น งานในครั้งนี้ยังมีส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้ คือ ผู้ที่รับหน้าที่ถ่ายทอด ความเจิดจรัสแห่งเพชรสุดพิเศษชิ้นนี้ ในใจของตนนั้น อั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ มาเป็นที่หนึ่ง เพราะจากระยะเวลาที่เธอและ มิสทินทำงานร่วมกันมาเป็นเวลา 10 ปี เธอ เป็นพรีเซ็นเตอร์ที่น่ารัก และมิสทินยังได้ถือโอกาสนี้มอบรางวัลเกียรติยศสำหรับพรีเซ็นเตอร์สาวสวยคนนี้ด้วยการมอบรางวัลพิเศษเป็นแหวนเพชรเลอค่า ถือเป็น ของขวัญแทนใจจากมิสทิน

ด้านนายสุริยน ศรีอรทัยกุล กรรมการผู้จัดการ บิวตี้ เจมส์ กล่าวถึงความรู้สึกในครั้งนี้ ว่า ทันทีที่ตนได้รับการติดต่อ พูดคุยกับคุณดนัย ตนแทบไม่ต้องใช้เวลาคิด ตอบตกลงในทันที เพราะไม่มีเหตุผลที่ จะตอบปฏิเสธ โดยผลงานในครั้งนี้ อนาคต จะนำไปอวดให้ต่างชาติได้เห็นฝีมือของคนไทย ซึ่งความยากสำหรับงานในครั้งนี้ คือการคัดเลือกเพชรทรงกลมขนาดใหญ่ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่า 10 กะรัต มูลค่าเพชร ทั้งหมดรวมกันสูงถึง 35 ล้านบาท เมื่อได้ เพชรน้ำงาม เราจึงใช้ทีมช่างที่มากประสบ00การณ์ในการประดิษฐ์ชิ้นงาน ผลงานชิ้นนี้ ในอนาคตจะถูกจัดเก็บในพิพิธภัณฑ์ของบิวตี้ เจมส์ และในโอกาสที่มิสทิน มีความ ต้องการนำตลับแป้งชิ้นนี้ไปจัดแสดง ณ ที่ใด ทางเราก็ยินดี


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1335 ประจำวันที่ 15-9-2012 ถึง18-9-2012

วันพุธที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวมิสทีน (Mistine Thailand) : คุณปมุข อัจฉริยะฉาย ให้การต้อนรับผู้เข้าประกวดมิสทีนไทยแลนด์ปี 2012


แว่วมาว่า มิสทีนไทยแลนด์ปีนี้เก็บตัวไกลถึงกระบี่ โดย คุณปมุข อัจฉริยะฉาย บอสใหญ่แห่งกะตะกรุ๊ป จัดเต็มให้บียอน รีสอร์ท กระบี่ รีสอร์ทริมหาดสุดหรูน้องใหม่ในเครือ เป็นที่เก็บตัวและทำกิจกรรมเพื่อสังคมและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของเหล่าสาวๆมิสทีน ตั้งแต่วันที่ 18 - 22 ตุลาคม นี้ ขอบอกว่างานนี้บอสทุ่มเต็มที่เพื่อประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวกระบี่จ้า โดยสาวๆผู้เข้าประกวดมิสทีนไทยแลนด์ปีนี้ แฮปปี้สุดเมื่อรู้ว่าได้ไปเก็บตัวไกลถึงจังหวัดกระบี่ ที่ขึ้นชื่อเรื่องทะเลสวย หาดทรายขาว และวัฒนธรรมอันงดงามของชาวเล แถมได้เข้าพักที่ บียอน รีสอร์ท กระบี่ รีสอร์ทหรูริมหาดใหม่กิ๊กในเครือกะตะกรุ๊ป และจะได้ร่วมกันทำประโยชน์ในเมืองชายทะเลชื่อดังอย่างสนุกสนานในสไตล์ "สาวงามที่น่ารัก สดใส" ของแท้แน่นอน