ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอปูเซ่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เอปูเซ่ แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 5 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : ‘เอปูเซ่’เสริมกลยุทธ์ความแกร่งธุรกิจ ผุดโครงการ‘The Rich Man’ขับเคลื่อนผู้นำ







yyyy (Mobile)

 


“เอปูเซ่” เคลื่อนทัพบุกภูธร!!..ล่าสุดผุดโครงการ “The Rich Man” เสริมความร่ำรวยแบบยั่งยืน หลังชิมลางไปแล้ว 2 เดือนเห็นผลเกินคาด เผยเตรียมดันสินค้าใหม่สำหรับสุภาพสตรี “โกลด์ โมนาริส” เสริมทัพหน้า พร้อมการฝึกอบรมสร้างความเป็นมืออาชีพแก่สมาชิกอย่างต่อเนื่อง แย้มสิ้นปีขอยอดแตะ 250 ล้าน


“มนตรี ฉิมมณีภัทธ” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงแนวทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯผ่าน “ตลาดวิเคราะห์” ว่า ขณะนี้ทางบริษัทฯ ได้มีการเสริมความแข็งแกร่งทางธุรกิจด้วยการผุดโครงการที่มีชื่อว่า “The Rich Man” โดยได้ดำเนินการไปเมื่อ 2 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการทำตลาดแบบผสมผสานระหว่างแผนธุรกิจแบบ Stair Step และ Binary เข้าด้วยกัน ซึ่งสามารถตอบโจทย์ความต้องการของสมาชิกค่อนข้างเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างมาก ซึ่งโครงการนี้เรียกว่าสามารถทำให้สมาชิกของบริษัทฯ มีรายได้สม่ำเสมอในทุกๆ เดือน เดือนละ 50,000 – 60,000 บาท โดยเป็นโครงการเพื่อให้สมาชิกระดับล่าง สามารถเลี้ยงดูตนเองได้


“โครงการ “The Rich Man” เป็นการทำโปรแกรมการลงทุนเพื่อการเริ่มต้นทางธุรกิจ เป็นโครงการเสริมเพื่อกระตุ้นการทำงานของสมาชิก ซึ่งสมาชิกจะได้ส่วนแบ่งทางการตลาดทุกครั้งที่มีการขาย ทำให้เกิดธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งในระดับล่าง เป็นการเปิดโอกาสให้สมาชิกทำธุรกิจตามความถนัดของตนเอง ทั้งในการหาเครือข่ายทางการค้าและการขายตรงสินค้า โดยเป็นการเน้นการซื้อซ้ำ ที่ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจ ซึ่งมีการแบ่งออกเป็น ผู้บริหารระดับภูมิภาค และ ผู้บริหารระดับปฏิบัติการ”


นอกจากนี้ ทาง “เอปูเซ่” ยังได้มีการออกสินค้าตัวใหม่เข้ามาทำตลาดอีกด้วยนั่นก็คือ ผลิตภัณฑ์ “โกลด์ โมนาริส (Gold Monalis)” สินค้าเกี่ยวกับสุภาพสตรี เป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารชนิดเม็ด เพื่อการบำรุง และฟื้นฟูสุขภาพคุณผู้หญิง โดยราคาจัดจำหน่ายสำหรับสมาชิกอยู่ที่ 2,500 บาท และราคาค้าปลีกอยู่ที่ 3,000 บาท


บอสค่าย “เอปูเซ่” เสริมต่อว่า “โดยก่อนหน้านี้ทาง “เอปูเซ่” เอง ได้มีการเข็นสินค้าที่ชื่อ “คาวาริ โกลด์” ที่เป็นผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพชนิดเม็ด และผลิตภัณฑ์ “โกลด์ นัมเบอร์ 9” ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อการบำรุง และฟื้นฟูสุขภาพคุณผู้ชาย มาแล้ว ซึ่งถือว่าได้รับการตอบรับเป็นอย่างมากทีเดียว โดยสินค้าตัวใหม่อย่าง “โกลด์ โมนาริส” สำหรับสุภาพสตรี ที่เพิ่งเปิดตัวไปได้ไม่นาน ทางบริษัทฯ มีความเชื่อมั่นว่า จะเป็นอีกหนึ่งสินค้าที่ได้รับการตอบรับที่ดีเหมือนเช่นดั่งสินค้าตัวอื่นที่ทางบริษัทฯ ออกมาด้วยเช่นกัน”


ปัจจุบัน “เอปูเซ่” มีสินค้าอยู่ทั้งสิ้น 4 กลุ่มหลักด้วยกัน ประกอบด้วย1.กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม (Skin Care & Beauty Care) 2.กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร (Dietary Supplements) 3. กลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (Healthy Product) และ4.กลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน (Personal Care) ซึ่งสินค้าหลักที่ทำยอดขายให้แก่บริษัทฯ คือ ผลิตภัณฑ์ “คาวาริ” เครื่องดื่มสมุนไพรชนิดน้ำ และผลิตภัณฑ์ “คาวาริ โกลด์” สมุนไพรเพื่อสุขภาพชนิดเม็ด ที่มีสัดส่วนยอดขายรวมกันอยู่ที่ 50%


สำหรับกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนธุรกิจ “เอปูเซ่” นับจากนี้ต่อไป ที่นอกเหนือจากการนำสินค้าใหม่เพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกและผู้บริโภคแล้ว “มนตรี” ประธานฯ บริษัทเอปูเซ่ ยังเผยอีกว่า ทางบริษัทฯ ยังคงดำเนินกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อกระตุ้นการทำงานของสมาชิกอย่างต่อเนื่องเหมือนเช่นดั่งที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการอบรมตามจังหวัดต่าง ๆ รวมถึงในส่วนของโปรโมชั่น ที่บริษัทฯ มีการแจกทุกเดือน


ที่สำคัญ ในช่วงเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ ทางบริษัทฯ ยังได้เตรียมที่จะจัดงานประดับเข็มให้แก่สมาชิกที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจอีกด้วย ส่วนในช่วงเดือนมกราคมปีหน้า บริษัทฯ จะมีการจัดงานราตรีสีชมพูกับการก้าวย่างสู่ปีที่ 6 ของเอปูเซ่อีกด้วย ต่อจากนั้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ก็จะเป็นการจัดสัมมนาต่างประเทศสำหรับสมาชิกเอปูเซ่ เป็นต้น


“ที่ผ่านมา เอปูเซ่ได้มีการจัดโครงการเส้นทางสู่ความสำเร็จ โดยเป็นการใช้สมองแทนเงินทุน คิดแบบผู้บริหารให้สำหรับกลุ่มนักศึกษา ซึ่งเป็นโครงการเถ้าแก่น้อย โดยมีการร่วมกับมหา วิทยาลัยราชภัฏนครสวรรค์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง นอกจากนี้ ยังมีการจัดโครงการ Young Executive Business กับสถาบันการศึกษา ภายในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งเป็นการให้กลุ่มนักศึกษา สามารถสมัครฟรี และมีรายได้เข้าคณะอีกด้วย โดยเป็นอีกหนึ่งโครงการที่เชื่อว่าน่าจะช่วยทำให้กลุ่มนักศึกษาสามารถทราบถึงธุรกิจเครือข่ายได้มากขึ้นนั่นเอง”


“มนตรี” เผยต่อว่า การเพิ่มความแข็งแกร่งของธุรกิจเอปูเซ่ นับจากนี้นั้น ทางบริษัทฯ จะเน้นไปที่ 1.สมาชิกทั่วไป จะต้องเข้าใจในธุรกิจและผลิต ภัณฑ์ 2.บริษัทฯ จะเน้นที่ตัวผู้นำด้วยการสร้างคน ภายใต้แนวคิด “ให้เป็นธุรกิจสร้างสรรค์มากกว่าทำลาย” ซึ่งขณะนี้บริษัทฯ มีแกนนำในการขยายฐานธุรกิจทั่วประเทศอยู่ที่ 14 คนด้วยกัน โดยปัจจุบันบริษัทฯ มีสาขาอยู่ทั้งสิ้น 4 สาขา คือ 1. หาดใหญ่ 2. สุราษฎร์ธานี 3. ภูเก็ต และ4. อุดรธานี โดยล่าสุดกำลังเปิดสาขาใหม่เพิ่มที่ชุมแพ และร้อยเอ็ด ส่วนการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านในขณะนี้นั้น ประเทศที่เริ่มมีการนำเอาสินค้าของเอปูเซ่ไปจำหน่ายบ้างแล้วคือ ลาว กัมพูชา พม่า เวียดนาม เป็นต้น


สำหรับเป้าหมายในอนาคตนับจากนี้ของ “เอปูเซ่” นั้น ต้องการที่จะสร้างฐานระดับล่างให้แข็งแรง ให้มีรายได้เดือนละ 50,000 บาท ให้ได้จำนวน 2 พันคน รวมถึงการเน้นให้สมาชิกของเอปูเซ่ระดับล่างทุกคนมีรายได้อยู่ที่ 70-80% พร้อมกับเป้าหมายยอดขายในสิ้นปีนี้ที่ขอแตะที่ 200-250 ล้านบาท จากในปีที่ผ่านมามียอดขายอยู่ที่ 200 ล้านบาท


“มนตรี” กล่าวทิ้งท้ายต่ออีกว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ของ “เอปูเซ่” เรียกว่าเป็นการเรียนรู้ ลองผิดลองถูกจากผู้นำ โดยที่ผ่านมา ถือว่าเป็นการสร้างสมประสบการณ์เลยก็ว่าได้ โดยในการดำเนินธุรกิจนับจากนี้ “เอปูเซ่” ต้องการที่จะตอกย้ำความเชื่อมั่น รวมถึงเน้นในเรื่องคุณธรรมนำธุรกิจ ด้วยการเปลี่ยนกระบวนการคิดในการทำธุรกิจใหม่ ในการทำอย่างไร ให้ทั้งทีมมีรายได้ รวมถึงให้สมาชิกประสบความสำเร็จไปพร้อมกัน ภายใต้ปณิธานที่ว่า “We Will Reach To Success Together เราจะบรรลุความสำเร็จร่วมกัน” ในขณะเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ของเอปูเซ่ก็ต้องสามารถตอบโจทย์


ผู้บริโภคได้ด้วยเช่นกัน


 


 


 


 


Credit By : http://www.taladvikrao.com/

วันจันทร์ที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : เอปูเซ่ ดันแผนครึ่งหลังสู้ศึก ปูพรมสมาชิกหวังฟัน 200 ล.







Capture (Mobile)


เอปูเซ่ จัดโครงการ The Rich Man บุกขายตรงครึ่งหลังหวังให้สมาชิกทุกระดับมีรายได้เพิ่มพร้อมรุกขยายตลาดพื้นที่สาน เน้นความสำคัญกลุ่มสมาชิกชิกรากหญ้า ตั้งเป้า 200 ล้านสิ้นปี รับครึ่งแรกไม่เป็นไปตามแผน หลังผู้นำย้ายออก เผยขายตรงปีนี้ยังโต ห่วงหลายที่อาจใช้กลยุทธ์ไม่ซื่อ ทำให้คนกลัวไม่กล้าทำขายตรง


มนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่าบริษัทได้จัดทำโครงการ The Rich Man ซึ่งเป็นโครงการที่ให้สมาชิกทุกคนและทุกระดับมีรายได้เพิ่ม ซึ่งไม่ใช่เฉพาะกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงผู้บริโภคที่จะมีรายได้จากกำไรของการขายสินค้าอีกด้วย


ในส่วนของโครงการดังกล่าว ได้เริ่มดำเนินการไปแล้วตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2556 ที่ผ่านมา เบื้องต้นบริษัทได้ทำประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารให้กับสมาชิกได้รับทราบถึงโครงการดังกล่าวเรียบร้อยแล้วและได้รับผลตอบรับที่ดีจากสมาชิก โดยมีผู้นำระดับภูมิภาคสมัครเข้าร่วมโครงการดังกล่าวแล้วกว่า 60 รายและผู้นำระดับปฏิบัติการอีกกว่า 100 ราย นอกจากนี้ยังมีผู้นำอีกหลายรายที่ล้มเหลวจากการทำธุรกิจกับค่ายอื่นๆได้ให้ความสนใจสมัครเข้าร่วมโครงการนี้เช่นกัน


สำหรับแผนการทำงานของบริษัทในปีนี้ จะเน้นทำธุรกิจกับสมาชิกทุกกลุ่ม แต่กลุ่มที่จะเน้นเป็นพิเศษคือ กลุ่มคนรากหญ้า เพราะบริษัทมองว่าสมาชิกกลุ่มดังกล่าวเป็นกลุ่มที่มีกำลังในการลงทุนทำธุรกิจค่อนข้างน้อย อีกทั้งบริษัทมองว่าหากสมาชิกกลุ่มดังกล่าวสามารถมีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกกว่า 120,000 รหัส เป็นสมาชิกที่ซื้อสินค้าและทำธุรกิจเป็นประจำกว่า 10,000 รหัส


ดังนั้นเพื่อเป็นการผลักดันให้เป็นสมาชิกกลุ่มดังกล่าวมีรายได้เพิ่มขึ้น บริษัทจึงได้จัดทำโครงการ The Rich Man มารองรับพร้อมจัดโปรโมชั่นสงเสริมการขายในแต่ละเดือนอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันบริษัทยังคงให้ความสำคัญกับกลุ่มผู้นำไปพร้อมกัน นอกจากนี้ยังได้รุกเข้าทำการตลาดในต่างจังหวัดมากขึ้น ซึ่งขณะนี้ได้เข้าไปทำการตลาดในภาคอีสานแล้ว และได้รับการตอบรับที่ดี


อย่างไรก็ตาม เป้าหมายในปีนี้ของบริษัทคาดว่าจะสามารถปิดยอดขายได้ 200 ล้านบาท และมีสมาชิกที่สามารถทำยอดไปท่องเที่ยวต่างประเทศได้กว่า 300 คน ซึงปีนี้ทริปท่องเที่ยวใหญ่ของบริษัท คือ เมืองซีอาน สาธารณรัฐประชาชนจีน และจะมีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดภายในปีนี้อีก 4 รายการ ซึ่งขณะนี้มีสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดแล้ว 2 รายการ คือ แชมพูเปลี่ยนสีผมที่นำเข้าจากเกาหลี และสินค้าด้านความงามคาดในเดือนสิงหาคมนี้จะออกเพิ่มอีก 1 รายการจากเดิมมีอยู่แล้ว 25 รายการ จากจำนวนสินค้าทั้งหมด 4 กลุ่ม


มนตรี กล่าวต่อไปว่า ครั้งแรกของปี 2556 บริษัทยอมรับอัตราการเติบโตยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม ภาพรวมบริษัทยังคงเติบโตเป็นที่น่าพอใจซึ่งปัจจัยที่จะนำไปสู่เป้าหมายมาจากในช่วงเวลาที่ผ่านมามีการเปลี่ยนแปลงผู้นำโดยมีผู้นำบางส่วนที่มีความคิดเห็นไม่ตรงกับบริษัทได้ย้ายออกไป อย่างไรก็ตามบริษัทเชื่อมั่นแม้ว่าจะมีอัตราการเติบโตที่ค่อนข้างช้า และไม่เป็นไปตามเป้าหมายไปบ้าง แต่มีความเชื่อว่าในอนาคตจะสามารถเติบโตได้อย่างแน่นอน


มองว่าภาพรวมของธุรกิจขายตรงในปีนี้โตขึ้น และส่วนแบ่งทางการตลาดเพิ่มขึ้นตาม ซึ่งทำให้แต่ละบริษัทจะต้องคิดค้นกลยุทธ์ใหม่ๆ เข้ามาแข่งขัน แต่ยังคงเป็นห่วงในวิธีการหรือกลยุทธ์ที่บางบริษัทหรือผู้นำบางกลุ่มนำมาใช้จะเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ส่งผลให้ธุรกิจขายตรงถูกมองว่าเป็นธุรกิจที่น่ากลัวไม่มีคนกลุ่มใหม่ๆ กล้าที่จะเข้ามาทำธุรกิจนี้ มนตรี กล่าว





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 227 ประจำวันที่ 16-31 กรกฎาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2556

MLM ปรับทัพ! สกัดผู้นำยกทีมย้ายค่าย เร่งสร้างเลือดใหม่ภักดีองค์กร







Group of 3D guys follow the leader.


บริษัทขายตรงเร่งงัดมาตรการสกัดแม่ทีมย้ายค่าย "ดาวปูแดง" เร่งสร้างผู้นำรุ่นใหม่ หันเน้นสร้างวิธีขายแบบซื้อตรง ด้วยการขยายเครือข่ายรูปแบบแฟรนไชส์ ด้าน "ดีไลฟ์" ยอมรับแม่ทีมแหกค่ายหนี ทำยอดขายลดฮวบกว่า 50% พลิกแผนเดินหน้าสร้าง วัฒนธรรมรักองค์กร "เอปูเซ่" ชูกลยุทธ์เปิดหลักสูตรอบรมจิตวิทยา ASS และ APS สร้างรากฐานใหม่มัดใจสมาชิก


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์การเกษตรภายใต้แบรนด์ "ดาวปูแดง" ได้เปิดเผยว่า ปัญหาการย้ายค่ายของแม่ทีมธุรกิจขายตรงมีผลกระทบต่อองค์กร และภาพรวมธุรกิจขายตรงเป็นอย่างมาก โดยช่วงปี 2555 ที่ผ่านมาหลายค่ายเจอปัญหาลักษณะนี้ สร้างความ เสียหายต่อธุรกิจของบริษัทเป็นอย่างมาก รวมถึงยอดขายและสมาชิก ทุกคน ทำให้บริษัทมีความจำเป็นที่ต้องเร่งสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่ เพื่อให้ สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ที่สำคัญต้องมีความจงรักภักดีต่อองค์กร


"เมื่อปีที่แล้วบริษัทยังอยู่ในช่วงปรับระบบใหม่ เนื่องจากมีการ เปลี่ยนแปลงการบริหารพอสมควร แต่ธุรกิจยังดำเนินได้ปกติ และมี การเติบโต 10% หรือมียอดขายประมาณ 220 ล้านบาท ในส่วนของ สมาชิกมีจำนวนราวๆ 3 แสนกว่ารหัส"


จากปัญหาดังกล่าว บริษัทจึงได้มีการ ปรับกลยุทธ์การตลาดใหม่ อาจเรียกว่า ซื้อตรงก็ว่าได้ เพราะบริษัททำเกี่ยวกับการ เกษตร เช่น ปุ๋ย เผือก หอย พริก ตะไคร้ และยังมีโครงการคอนแทรกต์ฟาร์มมิ่ง ที่บริษัทได้เซ็นสัญญาประกันรับซื้อสินค้ากลับมา เพราะบริษัทมีระบบการเกษตร การ เลี้ยงสัตว์ หรือการเพาะปลูกพืช ที่มีการทำสัญญาซื้อขายผลผลิตล่วงหน้าระหว่างฝ่ายเกษตรกร หรือเจ้าของฟาร์ม ทำให้ต้อง มีการจัดระบบให้ได้มาตรฐาน นอกจากนี้ บริษัทยังทำธุรกิจเกี่ยวกับเรื่องของรางน้ำด้วย


"ที่สำคัญธุรกิจของบริษัทยังเน้นในเรื่องของการสร้างแฟรนไชส์ด้วย คือสมาชิก ชาวเกษตรสามารถนำไปทำธุรกิจต่อได้ บริษัทจะมีการฝึกอบรมให้ด้วย ถือเป็นการสร้างรายได้อีกช่องทาง เพราะเดี๋ยวนี้ยอมรับ ว่า บริษัทจะเน้นให้สมาชิกเป็นผู้จำหน่ายสินค้ามากขึ้น เพราะการขายทำให้สมาชิกได้กำไรที่สูงขึ้น แต่หากไม่ชอบขาย บริษัท ก็ไม่บังคับอยู่แล้ว"


ประธานบริหาร "นิวตริริช" กล่าวต่อ ว่า เป้าหมายการตลาดในปี 2556 บริษัทมั่นใจว่าต้องเติบโต 20% ส่วนยอดขายต้อง ได้ถึง 300 ล้านบาท และต้องขยายฐานสมาชิกให้ถึง 400,000 รหัส


+ "ดีไลฟ์" ปลูกฝังรักองค์กร


ด้านนายเทวัญ ดีใจงาม ประธานกรรมการ บริษัท ดีไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า "ดีไลฟ์" มีจำนวนสมาชิกทั่วประเทศกว่า 2 แสนรหัส ซึ่งถือว่าไม่น้อยกว่าบริษัทอื่นๆ ที่ทำธุรกิจขายตรงเหมือนกัน แต่ได้ตั้งเป้าไว้ว่า สิ้นปี 2556 จะต้องเพิ่มขึ้นไปอีกอย่างน้อยก็ต้องเกือบ 3 แสนรหัส


"ตอนนี้บริษัทได้พยายามสร้างเลือดใหม่ให้มีความจงรักภักดีต่อองค์กร เน้นคนใหม่ที่ไม่เคย เข้าสู่ธุรกิจขายตรงมาก่อน นำ เข้ามาฝึกอบรม และเสริมสร้างความรู้ รวมถึง วัฒนธรรมขององค์กรในการทำธุรกิจอย่าง มีความมั่นคงก้าวหน้าและยั่งยืน เพราะปัญหาที่เจอส่วนใหญ่มักจะมีแม่ทีมที่สมัครกับหลายบริษัทแล้วชอบมาดึงลูกทีมของบริษัทไปเป็นจำนวนมาก สร้างความเสียหาย ให้บริษัท จนเสียรายได้ไปเป็นจำนวนมาก"


บริษัทได้ดำเนินธุรกิจเข้าสู่ปีที่ 8 อย่าง เป็นทางการแล้ว และนี่ก็แสดงให้เห็นว่า บริษัทมีความมั่นคง ที่จะยืนหยัดธุรกิจต่อไป ได้อย่างยั่งยืน โดยในปี 2555 ที่ผ่านมา "ดีไลฟ์" มีการเติบโต 25% คิดเป็นยอดขายประมาณ 100 กว่าล้านบาท และในปี 2556 จะต้องโตเพิ่มอีก 25% ยอดขายต้องขึ้นไปแตะที่ 200 ล้านบาท


ทั้งนี้ ผลจากการดำเนินงาน ในปี 2555 การย้ายค่ายของแม่ทีม ทำให้เป้าหมายของ บริษัทไม่ได้เป็นไปตามที่ตั้งไว้ พลาดเป้าไป 50% แต่ถือว่ายังอยู่ในเกณฑ์ที่ดี รวมถึงมีการเปิดบริษัทใหม่ๆ เพิ่มขึ้นทุกวันทำให้มีการ ไหลเข้าไหลออกของคนอยู่ตลอดเวลา


+ "เอปูเซ่" วางระบบจิตวิทยามัดใจ


ในส่วนของนายมนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า บริษัทได้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงจนปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว โดยรับรองได้ว่า บริษัทมีความมั่งคง ยั่งยืน พร้อมจะเติบโตไปอย่างมั่นคงแน่นอน ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท และมีสมาชิกอยู่ที่ 100,000 รหัส ถือว่าภาพ รวมอยู่ในขั้นน่าพอใจเป็นอย่างมาก แม้จะมี ปัญหาบ้างก็ตาม


"ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทกำลังอยู่ใน ช่วงการปรับการบริหารใหม่ เพราะได้เกิดปัญหาเรื่องของแม่ทีมย้ายค่ายหนีไปอยู่บริษัทอื่น และได้ดึงลูกทีมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทปวดหัวกับเรื่องนี้พอสมควร จึงจำเป็นต้องหาทางรับมือขึ้นมา โดยจะเน้น การสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่และให้สมาชิกที่ทำธุรกิจ ฝึกคิดให้เป็นสามารถดำเนินธุรกิจอยู่ ได้เอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งแม่ทีมเหมือนแต่ก่อน"


"บริษัทจึงได้เน้นการสร้างรากฐานใหม่ ใช้การบริหารเรื่องจิตวิทยาเข้าไปมากๆ เพื่อให้สมาชิกมีกำลังใจและยืนหยัดได้ด้วยตัวเองได้ ตอนนี้มีหลักสูตรอบรมที่เรียกว่า ASS และ APS เป็นหลักสูตรจิตวิทยา เพราะ หากพึ่งแม่ทีมอย่างเดียว เวลาแม่ทีมเกิดย้าย ค่ายไปก็มักจะตามไปด้วย หรือไม่ก็ล้มเลิกไม่ทำเลยก็ได้ บริษัทจึงได้คิดโปรแกรมตั้งสมมติฐานว่า ใครเกี่ยวกับธุรกิจของเราบ้าง อย่างเช่น ผู้บริโภคต้องมีคุณภาพดี คนขาย บริษัทจะต้องดูแลให้ดี ไม่ว่าจะเป็นกำไรจาก การขายปลีก และรายได้อื่นๆ"


"มนตรี" ประธานใหญ่ เอปูเซ่ ได้กล่าวต่อว่า "ตอนนี้บริษัทได้ใช้ระบบ "ไบนารี่" ในการทำแผนตลาด แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ โดยจะไม่ให้มีคะแนนจากสายแข็ง และสายอ่อน แต่จะขึ้นอยู่ที่สมาชิกคนไหนทำได้มากว่ากัน ซึ่งจะเน้นให้บริหารการขายเองมากขึ้น คือลูกทีมสามารถอยู่ได้ แม่ทีมไม่ต้องมากำหนด เพราะเวลาที่แม่ทีม ย้ายค่ายไป จะทำให้ลูกทีมยังดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อไปได้เอง"



Credit By :http://www.siamturakij.com

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : "เอปูเซ่" ยกเลิกแผนสายอ่อน-แข็ง ผุดสูตรใครทำใครได้ตัดปัญหาผู้นำทิ้ง







epousee (Mobile)


"เอปูเซ่" สุดทน! แม่ทีมย้ายค่าย หอบลูกทีมหนี เตรียมสร้างระบบบริหารแบบใหม่ เพิ่มหลักสูตรอบรมจิตวิทยา พร้อมปรับแผนจ่าย ตัดเรื่องสายอ่อนสายแข็งทิ้งลงไปเน้น ที่ใครทำมากได้มาก หวังบริษัทไม่ต้องพึ่งแม่ทีมมากเกินไป ด้านตลาดอาเซียนลุยเปิดศูนย์ธุรกิจที่ประเทศลาวเป็นรายแรกแถมฝันใหญ่บุกจีน


นายมนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า บริษัทได้เปิดดำเนินธุรกิจขายตรงจนปีนี้เข้าสู่ปีที่ 6 แล้ว โดยรับรองได้ว่า บริษัทมีความมั่นคงยั่งยืนพร้อมจะเติบโต ไปอย่างมั่นคงแน่นอน ซึ่งในปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท และมีสมาชิกอยู่ที่ 100,000 รหัส ถือว่าภาพรวมอยู่ในขั้นน่าพอใจเป็นอย่างมาก แม้จะมีปัญหาบ้างก็ตาม


"ในช่วงปีที่ผ่านมา บริษัทกำลังอยู่ในช่วงการปรับการบริหารใหม่ เพราะได้เกิด ปัญหาเรื่องของแม่ทีมย้ายค่ายหนีไปอยู่บริษัทอื่น และได้ดึงลูกทีมไปเป็นจำนวนมาก ทำให้บริษัทปวดหัวกับเรื่องนี้พอสมควร จึงจำเป็นต้องหาทางรับมือขึ้นมา โดยจะเน้น การสร้างผู้นำขึ้นมาใหม่และให้สมาชิกที่ทำธุรกิจ ฝึกคิดให้เป็น สามารถดำเนินธุรกิจอยู่ ได้เอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งแม่ทีมเหมือนแต่ก่อน"


"บริษัทจึงได้เน้นการสร้างรากฐานใหม่ ใช้การบริหารเรื่องจิตวิทยาเข้าไปมากๆ เพื่อให้สมาชิกมีกำลังใจและยืนหยัดได้ด้วยตัวเองได้ ตอนนี้มีหลักสูตรอบรมที่เรียกว่า ASS และ APS เป็นหลักสูตรจิตวิทยา เพราะหากพึ่งแม่ทีมอย่างเดียว เวลาแม่ทีม เกิดย้ายค่ายไปก็มักจะตามไปด้วย หรือไม่ก็ล้มเลิกไม่ทำเลยก็ได้ บริษัทจึงได้คิดโปรแกรมตั้งสมมติฐานว่า ใครเกี่ยวกับธุรกิจของเราบ้าง อย่างเช่น ผู้บริโภคต้องมีคุณภาพดี คนขาย บริษัทจะต้องดูแลให้ดี ไม่ว่าจะเป็น กำไรจากการขายปลีก และรายได้อื่นๆ"


"มนตรี" ประธานใหญ่ "เอปูเซ่" ได้กล่าวต่อว่า "ตอนนี้บริษัทได้ใช้ระบบ "ไบนารี่" ในการทำแผนตลาด แต่จะปรับเปลี่ยนใหม่ โดยจะไม่ให้มีคะแนนจากสายแข็ง และ สายอ่อน แต่จะขึ้นอยู่ที่สมาชิกคนไหนทำได้มากกว่ากัน ซึ่งจะเน้นให้บริหารการขายเองมากขึ้น คือลูกทีมสามารถอยู่ได้ แม่ทีมไม่ต้องมากำหนด เพราะเวลาที่แม่ทีมย้ายค่ายไป จะทำให้ลูกทีมยังดำเนินธุรกิจของบริษัทต่อไปได้เอง"


ในส่วนของแผนตลาดปี 2556 นั้น บริษัทจะเน้นสร้างนักขายให้มีคุณภาพ สามารถออกไปทำงานได้เองอย่างมีประสิทธิภาพ และจะมีรางวัลที่บริษัทเตรียมมอบให้ แก่สมาชิกที่ทำยอดขายได้สูงๆ


ส่วนในเรื่องของผลิตภัณฑ์ บริษัทมีอยู่ 4 กลุ่มด้วยกัน คือ เครื่องดื่ม, อาหารเสริม, สมุนไพร และบำรุงผิว โดยสินค้าในกลุ่มเครื่องดื่มสมุนไพร ที่ชื่อ "คาวาริ" ค่อนข้างที่จะขายดี เรียกได้ว่ามีอัตราการเติบโตที่สูงมาก มียอดขายสูงถึง 60-70% ของยอดขายรวมบริษัท


อย่างไรก็ตาม บริษัทมีความมั่นใจว่า สิ้นปี 2556 จะต้องมียอดขายอยู่ที่ 250 ล้านบาท ส่วนฐานสมาชิกจะต้องขยายเพิ่ม ไปอย่างน้อย 150,000 รหัสขึ้นไป ขณะที่สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่รามคำแหง ซ.30 และ ยังมีสาขาอยู่ที่อุดรธานี, หาดใหญ่, ภูเก็ต และสุราษฎร์ธานี จะสังเกตได้ว่า กลุ่มฐานสมาชิกจะอยู่แถวภาคใต้ ส่วนที่สมาชิกไปเปิดเป็นศูนย์จำหน่ายเล็กๆ มีอยู่ประมาณ 25 แห่ง ครอบคลุมทั่วประเทศ


นอกจากนี้ ประธานใหญ่ "เอปูเซ่" ได้กล่าวถึงแผนรับมือเออีซีว่า "ผมเชื่อว่า การรวมตัวประชาคมอาเซียนจะทำให้เกิดผลดีกับธุรกิจเครือข่าย ตอนนี้บริษัทได้เข้า ไปสร้างเซ็นเตอร์ใกล้ๆ อย่างลาว ที่กรุงเวียงจันทน์ก่อนหน้านี้แล้ว และเตรียมที่จะไปขยายเครือข่ายต่ออย่าง กัมพูชา และพม่า ที่สำคัญเรายังมีเซ็นเตอร์อยู่ที่ประเทศออสเตรเลียด้วย โดยประเทศจีนเป็นอีกหนึ่งตลาดที่เราได้นำสินค้าเข้าไปจำหน่ายอยู่ตลอด และคิดว่าจะทำการศึกษากฎหมายให้ละเอียด เพื่อเปิดเซ็นเตอร์ที่นั่นให้ได้"




Credit By :http://www.siamturakij.com


วันจันทร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ขายตรงดาหน้าโหมโรงจัดงานสร้างศรัทธา ฉลองครบรอบบริษัท/ประดับเข็มเชิดชูเกียรติ



ขายตรง เปิดเกมเฉียบคมต้นปีมะเส็ง เร่งเครื่องเขย่าความเชื่อ มั่นธุรกิจด้วยการจัดงานใหญ่ ฉลองความสำเร็จ พร้อมประดับเข็ม เชิดชูเกียรติผู้ที่สำเร็จ หวังดึงคนเข้ามาร่วมธุรกิจ...ด้าน ยูนิซิตี้-นิว ไลฟ์-ดี เน็ทเวิร์ค ออกตัวแรงชิงความได้เปรียบตอกยํ้าภาพความ สำเร็จของผู้นำ...ส่วน หมอเส็ง-เอปูเซ่-นีโอ ไลฟ ชูความพร้อมธุรกิจ แบบครบวงจร... ฮอไรซอน-บี.พี.โปรเกรส ตอกยํ้าความสำเร็จบน โอกาสที่ทุกคนสามารถจับต้องได้


ปัจจุบันนี้การสร้างความศรัทธาและ ความเชื่อมั่นให้ธุรกิจได้แจ้งเกิดสำหรับ ธุรกิจขายตรง ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญอย่าง ยิ่ง เห็นได้จาก ณ ห้วงเวลานี้ หากใครที่ ติดตามความเคลื่อนไหวของ ธุรกิจขายตรง คงพอน่าที่จะทราบว่า ธุรกิจนี้เริ่มที่จะมีการเปิดฉากแรงตั้งแต่ต้นปีเลยทีเดียว ไม่ว่าจะ เป็นการเดินหน้าสร้างขวัญและกำลังใจให้ กับสมาชิก รวมถึงการสร้างภาพความยิ่ง ใหญ่ของธุรกิจนี้ให้หลาย ๆ คน ได้เดินเข้ามา สำเร็จในธุรกิจนี้ ด้วยการจัดงานประดับเข็ม เกียรติยศ สำหรับผู้ที่ประสบความสำเร็จ ซึ่งต้องบอกว่าแต่ละค่าย มีอะไรต่างโหมโรง ออกมากันแบบเต็มแม๊กส์ เพื่อต้องการสร้าง ภาพความยิ่งใหญ่ของธุรกิจตนเองให้หมู่ มวลคนเครือข่ายได้ประจักษ์ต่อสายตา นั่นเอง มาลองดูกันว่าในช่วงต้นปี 2556 มี ค่ายไหนกันบ้าง ที่โหมจัดงานสร้างความเชื่อ มั่นทางธุรกิจกันบ้าง ซึ่งทีมข่าว ตลาด วิเคราะห์ ขอนำเสนอให้ทุกท่านได้รับทราบ ดังนี้


3ค่ายโหมโรงสร้างความเชื่อมั่น จัดงานประดับเข็มปลุกพลังสมาชิก


...เริ่มต้นที่ บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ที่ออกตัวแรงตั้งแต่ต้นปี ด้วยการจัดงาน ประดับเข็มเกียรติยศประจำปี 2556 ขึ้นไป เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา ภายใต้คอนเซ็ปต์ New Day New Challenge ท้าฝัน วันใหม่ โดยเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้นักธุรกิจ ยูนิซิตี้ ที่จะก้าวสู่ความสำเร็จพร้อมๆ กับ ความท้าทายใหม่ ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลง และก้าวไปสูชี่วิตที่ดีขึ้น โดยงานนี้ มีนักธุรกิจยูนิซิตี้ที่ประสบ ความสำเร็จขึ้นรับเข็มเกียรติยศกว่า 673 คน ด้วยกัน โดยแบ่งเป็นในระดับ Diamond 2 คน, ระดับ Presidential Ruby 1 คน, ระดับ Presidential Sapphire 7 คน ระดับ Presidential Director 17 คน ระดับ Executive Director 49 คน ระดับ Senior Director 128 คน และระดับ Director 469 คน
พร้อมกันนี้ ภายในงาน ทาง ยูนิซิตี้ เอง ยังได้มีการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ LC เพื่อรองรับกับตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพ ที่ กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่องในขณะนี้อีกด้วย เรียกได้ว่า ยูนิซิตี้ เอง ต้องการที่จะสร้าง ความน่าเชื่อถือของธุรกิจนั่นเอง ...เช่นเดียวกับ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 มกราคม 2556 ที่ผ่านมา บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลด์ไวด์ จำกัด ก็ได้จัดงานฉลองอย่างยิ่ง ใหญ่ก้าวเข้าสู่ปีที่ 2 ณ ศูนย์นิทรรศการและ การประชุมไบเทค บางนา โดยใช้ชื่องานว่า Grand Rally New Life No.1 ตั้งเป้าพัน ล้านแสนรหัสตะลุยสี่ภาค
ซึ่งงานนี้ ทางด้านประธานกรรมการ บริหาร สุเทพ ยืนยงค์วิทยากุล นายใหญ่ แห่งนิวไลฟ์เวิลด์ไวด์ได้เป็นผู้กล่าวเปิดงาน Grand Rally New Life No.1 พร้อมให้ สัมภาษณ์ต่อสื่อมวล รวมถึงยังได้ ประกาศ แผนงานในปี 2556 ที่จะพร้อมลุยสี่ภาค กวาดพันล้าน พร้อมด้วยการอัดฉีดงบ กว่า 50 ล้านบาท ในการสร้างสำนักงาน ตามยุทธศาสตร์พื้นที่ต่าง ๆ ภายในปีนี้ รวม ถึงการเน้นการเข้าถึงสมาชิก โดยการสร้าง สมาชิกคุณภาพพร้อมความสามารถในการเป็นผู้นำที่ดี
ที่สำคัญ ในงานนี้ทาง บอสใหญ่สุเทพ ยังได้ประกาศที่ จะสร้างผู้นำสูงสุดมากกว่า 10 รหัส เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้ แก่สมาชิกนิว ไลฟ์โดยมุ่งเน้นที่ จะสร้างยอดสมาชิกมากกว่า แสนรหัสภายในปีนี้ และต้องเป็น รหัสที่มีการทำงานจริงถึง 30% ด้วยกัน อีกทั้งยังเตรียมแผนเด็ด ผุดไอเดียเจ๋งจัดมินิเอ็กซ์โปลุยสี่ ภาคกระตุ้นยอดขาย ก้าวสู่พัน ล้านภายในปี 2556 นี้อีกด้วย โดยภายในงานเชิดชู เกียรติผู้ที่ประสบความสำเร็จใน ครั้งนี้ ทางนิวไลฟ์ เอง ยังได้มีการ เปิดตัวสินค้าใหม่อย่างมากมาย เช่น ลูทีนพลัส ที่ช่วยบำรุง สายตา และสินค้าด้านความ สวยความงาม พร้อมกับปิดท้าย ด้วยมินิคอนเสิร์ตจาก หลิว อา จาริยา ที่มาสร้างความครื้นเครง ให้กับหมู่มวลสมาชิก
...นอกจากนี้ ยังมีทาง ด้าน บริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ ไวด์ จำกัด ที่นำโดยอาจารย์ สาคร ใสกมล ประธานกรรมการ บริหารพร้อมด้วย ภูมิสนอง หล้า สุด และ อุทัย แจ่มฟ้า ผู้ร่วมก่อ ตั้งบริษัท ดี เน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด ก็ได้ออกมาโหมโรงจัดงาน เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่ สมาชิกด้วย ซึ่งงานนี้ ไม่เพียงแค่ การจัดงานประดับเข็มเพื่อเชิดชู เกียรติเพียงอย่างเดียว แต่ทาง ด้านอาจารย์สาคร ใสกมล ประธานกรรมการบริหาร ยังได้ ขึ้นเวทีประกาศถึงความพร้อม ของบริษัทฯ ในปีนี้ไม่ว่าจะเป็น ในส่วนของฐานบัญชาการแห่ง ใหม่ที่อาคารไทย ซีซี ทาวเวอร์ ด้วยงบลงทุนหลายสิบล้านบาท เลยทีเดียว โดยตั้งอยู่ใจกลาง สาทร พร้อมกับทิศทางการ ดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ ในปีนี้ ด้วย ที่สำคัญ ยังได้ประกาศ พร้อมดันยอด โกเรจินส์ ให้ได้ 67 ล้านเม็ด รวมถึงการเปิดตัว สินค้าใหม่ บานเย็น ลุยตลาด เกษตร และเปิดตัวพ็อคเก็ตบุ๊ค Why D Network คัมภีร์สำหรับ นักธุรกิจเครือข่ายโดยเฉพาะใน งานนี้อีกด้วย


หมอเส็ง-เอปูเซ่-นีโอไลฟ์ ตอกยํ้าธุรกิจสร้างโอกาส


...ถัดมาอีกค่ายนั่นก็คือ บริษัท แสงสุริยะฉัตร (2002) จำกัด หรือ หมอเส็ง ที่ก็ได้มี ความเคลื่อนไหวทางธุรกิจออก มาเช่นกันในช่วงต้นปีนี้ ด้วยการจัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ GOLD ยิ่งใหญ่ ที่นำโดย ฉัตร ชัย แสงสุริยะฉัตร หรือคุณหมอ เส็ง ประธานกรรมการ และ นิภา แสงสุริยะฉัตร รองประธาน กรรมการ ร่วมด้วยคณะผู้บริหาร ได้จัดงานเลี้ยงฉลองความสำเร็จ ให้กับสมาชิกที่ประสบความ สำเร็จในตำแหน่ง GOLD ด้วย งานนี้ ยังถือเป็นการจัดงานเลี้ยง ปีใหม่ให้กับสมาชิกอีกด้วย
ซึ่งงานนี้ ทางคุณหมอเส็ง และคุณเล็กเอง ยังได้ประกาศ เป้าหมายในปีนี้ ว่า จะสร้างธุรกิจ เครือข่ายหมอเส็งให้เติบโตอย่าง ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน ด้วยอาวุธ ในการทำศึก รุกสื่อทีวีเต็มสูบ พร้อมเติบโตทวีคูณ ที่สำคัญ งานนี้คุณหมอเส็งและคุณเล็ก ยังจัดหนักให้กับสมาชิกอย่างยิ่ง ใหญ่ด้วยศิลปิน นักร้อง ที่มา มอบความสุขกันชนิดที่ว่าต้อง ลุกขึ้นมาขยับตามจังหวะเสียง เพลง จากน้อง ๆ ศิลปินจาก สโมสร ชิมิ ตามติดด้วย ขวัญใจ รากหญ้า นักร้องชื่อดัง ต่าย อรทัย ที่มาขับกล่อมเสียงเพลง หวานจับใจ ก่อนจะมาหัวเราะ กันแบบไม่หยุด กับศิลปิน เท่ง เถิดเทิง , โหน่ง ช่า ช่า ช่า และ คณะปิดท้ายด้วย นักร้องขวัญใจ วัยรุ่นอย่าง โฟร์-มด ซึ่งถือเป็น งานที่เรียกได้ว่า สร้างขวัญและ กำลังใจของสมาชิกหมอเส็งได้ เป็นอย่างดี
เช่นเดียวกับทางด้าน เอปูเซ่ ภายใต้การนำทัพของ มนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธาน กรรมการบริหาร ที่นำพาธุรกิจ เอปูเซ่ ให้เติบโต มาตลอดระยะ เวลา 7 ปีแบบไม่มีสั่นคลอน ก็ได้ ออกมาสร้างความเคลื่อนไหว ของธุรกิจเช่นกัน ด้วยการจัดงาน ราตรีสีชมพู 2556 ขึ้นเมื่อ ปลายเดือนมกราคม 2556 ที่ ผ่านมา เพื่อประดับเข็มเกียรติยศ ให้กับสมาชิก ในระดับสูง ทั้ง ตำแหน่ง SPD, GPD,DPD โดย ภายในงาน ยังได้มอบรางวัล เกียรติยศ Epousee Award 2012 ให้กับสมาชิกที่ชนะเลิศ การประกวด พร้อมเผยโฉมหน้า สมาชิกที่ได้ไปท่องเที่ยวเกาหลี กว่า 100 คน ก่อนจะปิดท้ายด้วย พิธีส่งมอบการสัมมนาจีน ที่ท่าน ประธานมนตรี จัดให้สมาชิกเอปู เซ่ โดยเฉพาะ ที่สำคัญงานนี้รวม พลคนรักเอปูเซ่ จากทั่วประเทศ กว่า 2,000 คน ที่ต่างมาสวย หล่อ กันเต็มที่ กับงานแห่ง เกียรติยศในครั้งนี้
ด้าน บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ที่นำ ทัพโดย ดร.นพรุจ เวชกุลประธานกรรมการบริหาร และ ดร.รัชนี มหานิยม ประธาน กรรมการบริหารฝ่ายสมาชิกและ กรรมการผู้จัดการ ก็ได้มีการจัด งานฉลองเกียรติยศความสำเร็จ ประจำ 2556 เมื่อวันอาทิตย์ที่ 17 กุมภาพันธ์ 2556 ที่ผ่านมา ณ อิมแพ็ค เมืองทองธานี ภายใต้ชื่อ งาน NEW YEAR NEOLIFE SUCCESS TOGETHER ใน คอนเซ็ปต์ที่ว่า นีโอ ไลฟ์ ความ สำเร็จเราเป็นที่ 1 ที่สำคัญ งานนี้ ยังได้มีการ ประกาศผล นีโอ สตาร์ โปรเจกต์ 1 ในครั้งนี้ด้วย โดยโครงการนี้ ถือเป็นการจัดประกวดหาหนุ่ม สาวเพื่อเป็นพรีเซ็นเตอร์สินค้า และแบรนด์ นีโอ ไลฟ์ อีกด้วย พร้อมกันนี้ ทางด้าน ดร.นพรุจ และ ดร.รัชนี เอง ยังจัดหนัก มอบของขวัญด้วยความบันเทิง จากศิลปินดารานักร้องอย่าง ใหม่-เจริญปุระ - อ๋อม-อรรค พันธ์ นะมาตร์- แพนเค้ก- เขม นิจ มาร่วมสร้างสีสันภายในงาน ให้กับสมาชิกอีกด้วย...เรียกว่า เป็นการต้อนรับศักราชใหม่และ การก้าวเข้าสู่ปีที่13 ของบริษัท ขายตรงที่ชื่อ นีโอ ไลฟ์ ในการ สร้างความเชื่อมั่นของธุรกิจและ แรงศรัทธาให้เกิดได้เป็นอย่างดีที เดียว


3 ขายตรงโหมโรงธุรกิจแจ้งเกิด ฉลองครบรอบธุรกิจ/ชูเกียรติสมาชิก


ส่วนอีกหนึ่งความ เคลื่อนไหวของธุรกิจขายตรง นั่น ก็คือ ค่ายน้องใหม่อย่าง บริษัทเฟอร์ทิไลซ์ จำกัด ที่ นำโดย ภูศักดิ์ ด่านประดิษฐ์ ประธานกรรมการบริหาร ก็ได้มี การจัดงานฉลอง 2 ปี ฮอไรซอน เฟอร์ทิไลซ์ ในวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2555 ณ โรงงาน อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เพื่อสร้างความเชื่อ มั่นทางธุรกิจให้กับสมาชิกทั้ง ใหม่และเก่า โดยขายตรง ฮอไรซอน มี แบรนด์สินค้าการเกษตรที่สร้าง ชื่อนั่นก็คือ ปุ๋ยกำแพงทอง ที่ เรียกได้ว่ากำลังได้รับการตอบรับ จากชาวเกษตรกรที่ไม่แพ้กับ สินค้าการเกษตรค่ายอื่น ๆ เลยที เดียว พร้อมกันนี้ ทางด้านบอส ใหญ่ของค่ายนี้ยังเตรียมที่จะบุก ตลาดสินค้าเกษตรใน ตลาดเครือ ข่ายปี 2556 นี้ แบบครบเครื่องอีก ด้วยก็ถือเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จ ของค่ายนี้ในการฉลองครบรอบ 2 ปีของการดำเนินธุรกิจซึ่งก็ต้อง มาดูกันว่าในปีนี้ ฮอไรซอน จะ ออกมาสร้างความตื่นเต้นได้ มากน้อยแค่ไหน


. ...ข้ามมาดูอีกความเคลื่อนไหวของ บริษัท บี.พี.โปร. เกรส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ภายใต้การคุมทัพของ สุเทพ บุญภักดี ประธานกรรมการ ก็ได้ ประกาศเตรียมที่จะจัดงานใหญ่ ประจำปีของบริษัทเลยทีเดียว นั่นก็คือ งานรวมพล คน บี.พี. ซึ่ง งานนี้จะมีการจัดขึ้นในวันที่ 10 มีนาคม 2556 นี้ ณ หอประชุม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิต ภายในงานจะมีพิธีมอบเสื้อ เกียรติยศ ใหแ้ก่ผู้ที่ประสบความ สำเร็จ พร้อมกับมีศิลปิน ดารา นักร้อง มาให้ความบันเทิง ไม่ว่า จะเป็น กระแต-กระต่าย อาร์ สยาม, สนุ๊ก สิงห์มาตร มาให้ ความบันเทิงในงาน พร้อมกันนั้น ยังมีในส่วนของรางวัลต่าง ๆ มากมาย อาทิ เช่น รถยนต์ สร้อย คอทองคำ พัดลม ตู้เย็น มอเตอร์ ไซด์ จักรยาน เป็นต้น...นับว่าเป็น อีกหนึ่งค่ายที่เร่งเครื่องธุรกิจด้วย การเรียกนํ้าย่อยสร้างความ มั่นคง และความเชื่อมั่นของ ธุรกิจได้อย่างมากเลยทีเดียว เรียกได้ว่า ทั้งหมดนี้ ถือ เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่สำคัญ ในการสร้างความเชื่อมั่นของ บริษัทฯ ขายตรงหลาย ๆ ค่าย เลยก็ว่าได้ ซึ่งหากใครที่โหมโรง ได้ร้อนแรงมากกว่า ก็หย่อมได้ เปรียบกว่านั่นเอง!!




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 338 ประจำวันที่ 16-28 กุมภาพันธ์ 2556

วันเสาร์ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เอปูเซ่-Epousee ปรับแผนสู้ศึกภูมิภาคทั่วทิศ ตั้ง 12 จุดบัญชาการจิกยอดสนามขายตรง


เปิดแผนเอปูเซ่ ฉบับใหม่ตั้งกองบัญชาการ 12 จุดฮึดสู้ศึกในสนาม หลังสูญเสียผู้นำมือดี ตอกย้ำความพร้อมรับมือตลาดอาเซียน มั่นใจเกินร้อยหากเดินในเส้นทางการแข่งขันสากล เพราะกินรวบไปยังเพื่อนบ้านนานแล้ว ล่าสุดออสเตรเลียจีบเป็นบิสซิเนสพาร์ทเนอร์ บินเซ็นสัญญาเดือนธันวาฯ นี้ ก่อนสิ้นปี
ดีเดย์สินค้าใหม่ลอนซ์ต่อเนื่องจนถึงกุมภาฯ ปีหน้าเกาะกระแสสินค้าผู้หญิง สิ้นปีปิดยอดเงียบ ๆ ที่ตัวเลข 250 ล้าน.


นายมนตรี ฉิมมณีภัทธ ประธานกรรมการ บริษัท เอปูเซ่ ประเทศไทย จำกัด ได้เปิดเผยถึงภาพรวมของบริษัท ว่า ปีนี้อย่างที่หลาย ๆ คนทราบ เราเองเจอวิกฤตการณ์ในช่วงกลาง ๆ ปี แต่ก็ถือว่าผ่านมาได้ด้วยดี ซึ่งแรงเหวี่ยงถือว่าตีกลับ โดยกลุ่มผู้นำเริ่มที่จะมีแรงฮึดขึ้นมาทำงานมากขึ้น ฉะนั้น แผนงานในช่วงครึ่งปีหลัง เราจึงได้มีการวางแผนขึ้นมาใหม่ ด้วยการหันมาเน้นในเรื่องของโปรโมชั่น รวมถึงการปูฐานผู้บริโภค และเน้นคนที่ทำหน้าที่ในการกระจายสินค้าด้วย

ส่วนแผนงานในปีหน้าก็จะเริ่มเน้นกิจกรรมเกี่ยวกับผู้นำ เพราะตอนนี้เราสร้างฐานผู้บริโภคให้กับผู้นำ และปีหน้าจะเน้นการทำงานในระดับภาคภูมิภาคมากขึ้น ซึ่งเป็นในส่วนของการประชุมเปิดโอกาสทางธุรกิจระดับภูมิภาค (AOP VIP) โดยในปีหนึ่งจะแบ่งเป็น 3 ช่วง (4 เดือนครั้ง) และนโยบายที่ว่าแบ่งประเทศไทยเป็น 12 ชิ้น วันนี้ได้ดำเนินการทำไป 9 ชิ้นแล้ว ในแต่ละที่ก็จะมีผู้นำรองรับ พร้อมยังเน้นการออกมาให้ความรู้ในแนวทางการทำธุรกิจที่ถูกต้อง และนโยบาย เอปูเซ่ จะไม่เน้นในเรื่องการโมติเวท จะไม่เน้นเรื่องการเอาคนมาลงทุน แต่สิ่งที่เราได้ทำ นั่นก็คือ เมื่อประชุมเสร็จผู้นำสามารถที่จะทำงานต่อได้

สำหรับการประชุมเปิดโอกาสทางธุรกิจระดับภูมิภาค (AOP VIP) ในตอนนี้ประชุมไปแล้ว 6 รอบด้วยกัน โดยปีหน้าตั้งเป้าไว้ที่ 27 รอบเป็นอย่างน้อย ส่วนความเคลื่อนไหวของจำนวนสาขาในปัจจุบันมีอยู่ 5 แห่งด้วยกัน คือ กรุงเทพฯ อุดรธานี ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และหาดใหญ่ พร้อมกับมองไว้ในอนาคตจะเปิดให้บริการเพิ่มอีก 2 - 3 แห่ง (ระนอง ที่จะเปิดเป็นสาขาของบริษัท โดยจะอยู่แถวตะเข็บชายแดน) ส่วนสาขาของสมาชิกปัจจุบันนี้เหลืออยู่ 20 สาขา จากเดิมที่มีอยู่ที่ 30 กว่าสาขา

ส่วนการเตรียมความพร้อมทางด้านการรับมือกับตลาด AEC ตรงนี้เราคงไม่ต้องมีการปรับตัวอะไรมาก เพราะฐานที่เราเริ่มต้นตั้งแต่แรกมาตรฐานได้รองรับไว้หมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของแพ็ค เกจจิ้ง หรือ เรื่องของสินค้า อย่างล่าสุดมีข่าวดี คือ สินค้าของ เอปูเซ่ ได้รับการอนุมัติให้นำเข้าไปจำหน่ายในประเทศออสเตรเลียได้ โดยสินค้าเกือบทุกตัว ยกเว้น คาวาริชนิดน้ำ ที่มีปัญหาในเรื่องของการขนส่ง และยังมีนักธุรกิจออสเตรเลียบินมาเมืองไทยเพื่อขอเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนจำหน่ายเรียบร้อยแล้ว โดยวันที่ 1 ธันวาคม 2555 จะบินมาจากออสเตรเลียประมาณ 10 คน ที่จะเข้ามาเป็นตัวแทนและเข้าร่วมอบรมกับเราด้วย
จุดเริ่มต้นของการนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายยังประเทศ ออสเตรเลีย เริ่มต้นเมื่อช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ที่เริ่มมียอดต่อเดือนเกือบล้านบาทแล้ว โดยสินค้าที่ค่อนข้างได้รับการตอบรับ คือ คาวาริโกลด์ ชนิดเม็ด ซึ่งตัวนี้ถือว่าเป็นงานวิจัย รวมถึงการส่งเข้าไปยังมหาวิทยาลัยโกเทนเบิร์คที่ประเทศเยอรมัน โดยจำหน่ายคาวาริโกลด์กล่องละ 6,000 บาท จากบ้านเราจำหน่ายอยู่ที่ราคา 2,500 บาท และกาแฟจำหน่ายอยู่แพ็คละ 650 บาท ที่บ้านเราขาย 250 บาท

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของประเทศลาว เขมร พม่า เวียดนาม ที่สินค้าของเราเรียกว่า ได้ทำตลาดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ตอนนี้เราเองยังขาดผู้นำที่มีความจริงจังในการทำงาน โดยที่ผ่านมาผู้นำที่ทำธุรกิจในส่วนของความต่อเนื่องยังไม่มี จึงจำเป็นที่จะต้องมีผู้นำมาช่วยคอยสานต่อ โดยสิ่งที่บริษัทฯ จะต้องเร่งดำเนินการ นั่นคือ จะต้องเฟ้นหาผู้นำที่ถือว่าเป็นตัวจริงก่อน เมื่อได้ตัวจริงแล้วเราก็ต้องขึ้นไปเยี่ยมเยือน จากนั้นดึงเข้ามาสู่ระบบ เพราะตอนนี้เราถือว่าระบบของเราแข็งแรงมาก ตลอดระยะเวลา 4 ปี ที่รอคอยทั้งในเรื่องการพัฒนาและติดตามผล ก็ถือว่าแจ้งเกิดเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ยอดจองในช่วงเดือนมกราคมนั้นเต็มหมดแล้ว
...ส่วนกรณีของผู้นำที่เคลื่อนทัพออกจากธุรกิจ เอปูเซ่ นายมนตรียอมรับว่า เรื่องนี้มีผลกระทบในเรื่องของยอดขายบ้างเช่นกัน แต่ต้องเรียนว่าตนเองได้ทำงานกับทางผู้นำเคียงบ่าเคียงไหล่มา ซึ่งไม่ได้มีปัญหาอะไร ซึ่งจะเป็นในเรื่องของแนวคิดที่ทุกคนนั้นมีเหตุ มีผล ซึ่งตรงนี้ เอปูเซ่ ยังยืนยันว่า ในช่วงแรกของการดำเนินธุรกิจ เรายังต้องการให้ผู้นำทุกคนได้มีการแสดงวิสัยทัศน์ ความรู้ความสามารถออกมาอย่างเต็มที่

สำหรับแผนงานช่วงเวลาหลังจากนี้ คงจะมีการอัดโปรโมชั่นแรง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรางวัลในส่วนของทองคำ เพื่อเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อให้มากขึ้น ส่วนโปรโมชั่นหลัก ๆ ของเราก็จะเป็นโปรโมชั่นท่องเที่ยวต่างประเทศที่จะหมดในเดือนธันวาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีผู้ที่ผ่านคุณสมบัติได้โปรโปรโมชั่น ท่องเที่ยวเกาหลี น่าที่จะไม่ต่ำกว่า 100 ท่าน ที่จะเดินทางในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ต้นปีหน้า

ยุทธศาสตร์ เอปูเซ่ ที่เริ่มบุกมาตั้งแต่ครึ่งปีหลัง พบว่ามีอัตราสมาชิกเพิ่มเข้ามาพอสมควร รวมถึงแกนนำยังคงมีอยู่ 17 ท่านด้วยกัน ในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่สมาชิก ซึ่งแต่ละท่านก็รับผิดชอบอยู่ในแต่ละส่วนของภูมิภาค สำหรับเป้าหมายยอดขายในสิ้นปีนี้ได้ตั้งเป้าไว้ที่ 250 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมายอดขายอยู่ที่ประมาณ 190 ล้านบาท โดยปีนี้ต้องบอกว่ามีสินค้าตัวใหม่เข้ามาคือ คาวาริ ที่ทำให้ตลาดของ

เอปูเซ่ เติบโตขึ้น และสามารถสร้างยอดขายอยู่ที่ประมาณ 3 พันกล่องต่อเดือน คิดเป็นมูลค่ายอดขายอยู่ที่ 7 - 8 ล้านบาทต่อเดือน
ส่วนสินค้าใหม่ที่จะเปิดตัวในก่อนปีนี้ หรือในวันที่ 29 ธันวาคม 255 ก็จะมีการจัดงานพร้อมกับการเปิดตัวแชมพูสระผม ที่เป็นสูตรขจัดรังแค จากนั้นต้นปีหน้าก็จะมีสินค้าเกี่ยวกับผู้หญิงประมาณช่วงไตรมาสแรก หากจะสรุปสัดส่วนยอดขายของสินค้าในแต่ละกลุ่ม พบว่ากลุ่มที่มียอดขายกลับขึ้นมาอีกครั้ง คือกลุ่มชุดบำรุงผิวโตกว่า 10% กลุ่มอาหารเสริมโตกว่า 20% กลุ่มสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันโตกว่า 10% กลุ่มสมุนไพรน้ำอยู่ที่ 50% ด้วยกัน จากปัจจุบันจำนวนสมาชิกอยู่ที่เฉียด 100,000 รหัส โดยสมาชิกที่แอคทีฟอยู่ที่ประมาณ 20,000 รหัส

วันนี้ต้องบอกว่า เรามีความพร้อมในเรื่องของระบบการฝึกอบรมที่ถือว่าเป็นจุดแข็งของเรา รวมถึงในส่วนของกิจกรรม โดยระบบการฝึกอบรมทำตั้งแต่เริ่มแรกไม่มีการหยุด ซึ่งเราเองถือว่าเป็นบริษัทต้น ๆ ที่ยืนหยัดในเรื่องตรงนี้ โดยที่เรามีการอบรมเองไม่ได้จ้างข้างนอก อีกทั้งคนที่เป็นวิทยากรจะต้องเป็นคนที่ทำงานจริงในภาคสนาม รวมถึงระบบในเรื่องของหลักสูตร โปรโมชั่น ก็มีเป็นสูตรสำเร็จแล้ว เพียงแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้บริโภคพอใจ ผู้แนะนำก็มีความสุข และหากใครที่ไม่เตรียมรับมือกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เชื่อว่าในอนาคตอยู่ยาก


นอกจากนี้ นายมนตรี ยังได้กล่าวถึงภาพรวมการแข่งขันของธุรกิจขายตรงว่า ค่อนข้างที่จะแข่งขันกันอย่างสนุก และไม่ใช่เป็นเรื่องที่เลวร้ายจนตกอกตกใจ เพราะต้องบอกว่าธุรกิจนี้จะทำให้คนที่ตั้งใจจริงอยู่ได้ เพราะหากคุณไม่ตั้งใจจริงก็จะไม่สามารถอยู่ในโลกของการแข่งขันได้ แต่ผู้ประกอบการควรจะแข่งขันภายใต้เงื่อนไขที่เป็นสากล


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ประจำวันที่ 1- 15 ธันวาคม 2555 ฉบับ 333

วันศุกร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวเอปูเซ่ (Epousee) : ...ฝันไกล ยกระดับนักขาย - สู่เวทีนักลงทุน


การยิงคำถามที่ตรงประเด็น สำหรับการย้ายค่ายของผู้นำระดับแถวหน้า เอปูเซ่ ว่า ได้รับผลกระทบต่อบริษัทหรือไม่.. เพราะถูกกล่าวขานกันอย่างหนักในวงการขายตรง ณ ห้วงเวลาที่ผ่านมานี้

บอสใหญ่ มนตรี ฉิมมณีภัทร ในฐานะ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ตอบคำถามผ่านรายการ ตลาดวิเคราะห์ อย่างชัดถ้อยชัดคำ ว่า

เรื่องการย้ายค่ายของผู้นำถ้าบอกไม่มีผลคงเป็นไปไม่ได้มันมีผลต่อจิตวิทยาผมเข้าใจว่าผู้นำท่านหนึ่งคงต้องการอยากไปหาประสบการณ์ใหม่และต้องการไปหาสินค้าใหม่ๆเป็นการพูดคุยกันเป็นการจากกันด้วยดีเป็นการอวยพรกันก็ต้องเดินหน้ากันต่อไปต้องบอกว่าโครงสร้างของบริษัทคงไม่ได้ติดยึดอยู่กับผู้นำท่านใดท่านหนึ่งนโยบายบริหารผมถือว่าการเดินเข้าเดินออกเป็นเรื่องปกติตอนที่ท่านเดินมาก็มาจากที่อื่นแล้วก็มาอยู่กับเราเพราะฉะนั้นผมถือว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่

เพราะขณะนี้เรามีสมาชิกเกือบ ๆ แสนคนแล้ว ส่วนสมาชิกที่แอ็คทีฟ (Active) มีประมาณ 12,000 คน ตัวเลขนี้ดูจากความสัมพันธ์ที่เขามีต่อบริษัท เช่น ยังมีการซื้อ - การขาย และยังมีการเข้ามารักษาคุณสมบัติ

ส่วนระดับแกนนำจริง ๆ วันนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรก แกนนำทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษา เป็นตัวแทนธุรกิจกลุ่มเรา ก็จับมานั่งรวมกัน เพื่อเข้ามาช่วยงานทางด้านบริหาร ซึ่งขายตรงบางทีถ้าปล่อยให้กระจัดกระจาย มันก็จับจุดยาก ผมจึงวางนโยบายใหม่ด้วยการดึงเข้ามาเป็น ผู้นำกลุ่มธุรกิจ

เพราะเราอยากให้ทุกคนคิดว่า นี่คือบริษัทของท่านบริษัทหนึ่ง เมื่อมีการเรียกแกนนำมาประชุมแทนที่ว่า จะเรียกมาทั้งหมดมันก็เสียเวลา ก็สมมติให้แต่ละท่านแตกเป็นบริษัทลูกของ เอปูเซ่ แล้วตัวท่านก็คือ กรรมการผู้จัดการของบริษัท แล้วก็ต้องมีผู้จัดการฝ่ายต่าง ๆ ด้วยระบบเราปรับวางให้เป็นนักธุรกิจเต็มรูปแบบ เรื่องสุดท้ายก็จะสอนในเรื่องของกำไร - ขาดทุน แล้วก็ได้ประโยชน์ที่ดีพอสมควร ซึ่งถือว่า เป็นระบบที่เราขับเคลื่อนง่ายกว่า 4 ปีที่ผ่านมา เพราะการบริหารในรอบ 4 ปีที่ผ่านมา มันเหมือนมดแตกรัง แต่ตอนนี้เราควบคุมเป็นระบบแล้ว โดยมีทีมใหญ่ประมาณ 20 ท่าน คือผู้นำธุรกิจ เอปูเซ่

นโยบายที่ถูกกำหนดเป็นแผนการตลาดเชิงรุกกับกลุ่มผู้นำ 20 องค์กรธุรกิจ เริ่มต้นจากให้นักธุรกิจทุกกลุ่ม ทุกธุรกิจ เข้ามาเป็นหุ้นส่วนในการทำธุรกิจกับบริษัท ซึ่งบริษัทจะกันเงินหรือที่เรียกว่าส่วนแบ่งการตลาดออกไป เพื่อมาแบ่งผลประโยชน์ร่วมกัน ยกตัวอย่างเช่น สินค้าของบริษัทหากทำยอดขาย - ทำกำไรได้เท่าไหร่ ถ้าบริษัทได้กำไร 100 บาท ก็จะมอบให้กลุ่มผู้นำ 15 บาท ถือเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ

เพราะวันนี้ถ้าเราเอากำไรมากองไว้ที่บริษัททั้งหมด แล้วปล่อยให้ผู้นำ - สมาชิกทำงานกันอย่างอดอยากปากแห้ง มันก็ไม่ใช่ ซึ่งจะต้องทำธุรกิจแบบวิน ๆ ทั้งคู่ คือทุกคนต้องได้ประโยชน์ได้เปอร์เซ็นต์จากตัวสินค้าเหมือน ๆ กัน นี่คือการกระตุ้นยอดที่ให้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องมานั่งตีค่าเฉลี่ยให้มันเสียเวลา

ดังนั้น เงินก้อนหนึ่งที่ได้มาจากส่วนกำไร ก็จะแบ่งให้ผู้นำส่วนบนหรือผู้นำระดับองค์กร โดยนำเงินส่วนที่ได้มาหารเฉลี่ยกัน กลุ่มที่สอง เป็นกลุ่มธุรกิจข้างล่างก็แบ่งให้เป็นรายคน ต่างจากข้างบนที่ให้หารในอัตราเฉลี่ยกัน ก็เท่ากับเป็นการแบ่งผลกำไรให้ 2 ระดับชั้น ทั้งบน - ล่าง (2 Level) นี่คือยุทธศาสตร์ใหม่ที่ดูแล้วลงตัว

เดินเครื่องสอดรับนโยบาย
เพิ่มสินค้าปันกำไรผู้นำ-สมาชิก
เมื่อยุทธศาสตร์ใหม่เริ่มเดินเครื่อง จากการปันผลกำไรให้กับกลุ่มผู้นำ - สมาชิกสามารถปันผลกำไรได้ทั้ง 2 ระดับชั้นบน - ล่าง (2 Level) บอสใหญ่ เอปูเซ่ จึงเร่งเครื่องส่งตัวสินค้าใหม่ป้อนตลาดทันที โดยวางนโยบายให้กลุ่มผู้นำระดับองค์กรธุรกิจสามารถแบ่งปันกำไรจากสินค้าที่วางจำหน่ายในท้องตลาดได้ด้วย ล่าสุด เอปูเซ่ จึงได้เปิดตัวสินค้าใหม่ตระกูล คาวาริจากเดิมเป็นคาวาริชนิดน้ำ ก็พัฒนาเป็นคาวาริชนิดเม็ด ภายใต้แบรนด์ คาวาริ Gold เพื่อต้องการพกพาสะดวก ลดต้นทุนการขนส่ง และทานง่าย มีคุณสมบัติบำรุงสุขภาพ มุ่งเน้นการทำลายเชื้อโรค ขณะเดียวกันก็เข้าไปฟื้นฟูเซลล์ในส่วนที่สึกหรอได้ดีอีกด้วย

ซึ่งโปรดักส์ตัวนี้ได้ออกวางจำหน่ายแล้วในต่างประเทศ ส่วนผลที่ได้รับคือ เห็นผลเร็วกว่าชนิดน้ำ ภายหลังส่งสินค้าออกสู่ท้องตลาดได้เพียง 3 เดือน บริษัทมียอดขายประมาณ 20,000 กล่อง เหตุผลส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเรายังมีรางวัลจูงใจอัดฉีด หรือที่เรียกว่า เบี้ยขยัน เป็นส่วนแบ่งการตลาดพิเศษให้กับกลุ่มผู้นำเพิ่มเข้ามากระตุ้นยอดขาย

เมื่อก่อนสินค้าที่นิยมในท้องตลาด จะเป็นสินค้าพลูคาวชนิดน้ำ มียอดขายอยู่ที่ 80% ของบริษัท ก็ยังถือว่าไม่ได้เป็นส่วนที่ดีอะไรมากมาย จากนั้นจึงได้นำโปรดักส์เข้ามาเสริม สำหรับผลิตภัณฑ์บำรุงผิว แชร์สัดส่วนอยู่ที่ 35-40% อยู่ระดับทรงตัว โดยสินค้ากลุ่มนี้ที่ออกมาสามารถเพิ่มยอดขายให้กับบริษัทได้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

รวมไปถึง เอปูเซ่ ยังมีเครื่องสำอางคุณภาพระดับแบรนด์เนม ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสุขภาพและผลิตภัณฑ์บำรุงผิว ที่สามารถสร้างยอดได้เกือบ 10 ล้านบาท/เดือน สินค้าอีกตัวหนึ่งที่เป็นตัวเอกที่เพิ่มเข้ามาเป็นตัวที่ 2 และทดลองในตลาดมาแล้ว 2 เดือน ยอดขายอยู่ที่ 35% ของบริษัท ซึ่งสินค้าตัวนี้เอาใจผู้ชายทุกวัย ภายใต้แบรนด์ Gold Number 9 ผลิต ภัณฑ์เสริมอาหารบำรุงคุณผู้ชาย สินค้าตัวนี้ไม่ใช่ยาปลุกเซ็กส์ แต่ Gold Number 9 จะเข้าไปช่วยฟื้นฟู ซึ่งจะมีความแตกต่างจากอาหารเสริมบางประเภทที่พอทานเข้าไปมีปฏิกิริยาได้ทันที

Gold Number 9 จะมีผลจากการออกฤทธิ์ต่างกัน เพราะเมื่อทานเข้าไปแล้วจะไม่มีความรู้สึกหรือเปลี่ยนแปลงสิ่งใด ๆ ในชีวิตประจำวัน แต่เป็นการเสริมสร้างชีวิตประจำวันมากกว่า เพราะสามารถกระตุ้นความต้องการได้เพิ่มขึ้นภายใน 15 วันเห็นผล คาดว่าสินค้าน้องใหม่จะได้รับการตอบสนองอย่างดีจากสมาชิก เอปูเซ่ เช่นเดียวกัน

หากจะให้สรุปผลสินค้าทั้งหมดของ เอปูเซ่ ปัจจุบันแบ่งออกเป็น 4 หมวดด้วยกันคือ กลุ่มสมุนไพร, ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, กลุ่มที่ใช้ในชีวิตประจำวัน, และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพื่อความงาม ซึ่งการเปิดเกมรุกในตลาดรูปแบบนี้ ก็จะเป็นการทำนำร่อง ด้วยการสร้างฐานผู้บริโภคขึ้นมาเอง

ส่วนแผนการรุกคืบไปยังตลาดแมส (Mass มวลชน) มองว่า ถ้าหาก เอปูเซ่ ยังใช้วิธีการเดินแต้มตลาดแบบเดิม ๆ ตรงนี้ก็จะเป็นสิ่งที่เหนื่อยและลำบาก ฉะนั้น การเข้าสู่ตลาดขายตรงได้อย่างรวดเร็วขึ้น จำเป็นต้องสร้างแบรนด์ ด้วยการทุ่มงบประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อทุกแขนง เพราะการสร้างแบรนด์ Royalty ให้เป็นที่รู้จัก จึงมีความสำคัญมาก ถ้าไปถึงจุดนั้นได้ ก็ถือว่า ประสบความสำเร็จ

เริ่มสตาร์ทสู่เวทีอาเซียน
ปรับระบบโอนเงินสู่สากล
การเปิดเสรีทางการค้าในเวทีประชาคมอาเซียน เอปูเซ่ จะเดินแต้มต่อไปอย่างไรนั้น บอส มนตรี ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า เอปูเซ่ ถือว่าโชคดีที่ได้ร่วมเป็นสมาชิกหนึ่งใน สมาคมพัฒนาการขายตรงไทย เพราะทางด้านสมาคมฯ รวมถึงท่านอดีตเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค ที่เข้ามานั่งในตำแหน่งนายกสมาคมฯ ก็ได้ให้ความรู้และข้อเสนอแนะกับ เอปูเซ่ ถึงแนวทางในการบุกตลาดอาเซียน เป็นสิ่งปูทางให้เดินไปในสายธุรกิจเครือข่ายได้ง่ายขึ้น

ส่วนการแข่งขันของธุรกิจขายตรงในตลาดอาเซียน ณ วันนี้ ต้องบอกว่ายังไม่มีการปรับตัวหรือขยายตัวมากนัก แต่ในอีก 2 3 ปีข้างหน้า การจะเข้าไปเจาะฐานนั้นกระทำได้ยากมากขึ้น เพราะมีนักธุรกิจจาก สิงคโปร์ มาเลเซีย ฮ่องกง เข้ามาทำธุรกิจบ้านเราเยอะ ฉะนั้น จะต้องมีการรักษาฐานให้ดี เพื่อเตรียมความพร้อมสู่เวที AEC อย่างแท้จริง

ตลาดอาเซียนของ เอปูเซ่ เราได้พูดคุยกับนักธุรกิจท่านหนึ่ง เพื่อจะนำสินค้าเข้าไปตีตลาดออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ระหว่างการขออนุญาตนำสินค้าเข้าไปจำหน่ายที่นั่น ส่วนประเทศกัมพูชาก็มีนักธุรกิจยื่นความจำนงเป็นคู่ค้าอยู่ 3 ราย คาดว่าจะสามารถนำสินค้าเข้าไปตีตลาดได้เป็นที่แน่นอนแล้ว สำหรับลาวสินค้าขอผ่าน อย.แล้ว และวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมานี้มีนักธุรกิจจาก จ.ระนอง ที่ส่งออกสินค้าอุปโภค - บริโภค ไปที่ประเทศพม่าก็จะเข้ามาดิวงานกับทาง เอปูเซ่ ด้วย

เนื่องจากผมเคยทำงานอยู่ cp แผนก outlet และเชื่อมั่นในระบบดิสตริบิวเตอร์ (Distributor ตัวแทนจำหน่าย) ถ้าตรงนี้เรานำมาผนวกกับขายตรงได้มันจะเป็นจุดแข็งซึ่งถ้าเรามีสินค้าแต่ไม่มีจุดกระจายสินค้ามันก็จบฉะนั้นหากใครสนใจสามารถติดต่อเป็น distributor กับทางเอปูเซ่ได้เพราะการเข้าตลาดอาเซียนถือว่ายังติดต่อสื่อสารกันยากแต่ถ้าปรับกันได้สื่อสารกันคนละครึ่งทางยกตัวอย่างหลายๆคนที่พูดภาษาเขมรได้เราก็ต้องไปหาคนกลุ่มนี้มาทำงานร่วมกันเพราะภาษาอังกฤษถึงแม้จะเป็นภาษากลางแต่ก็ใช้ไม่ได้ทุกประเทศก็ยังคงต้องใช้ภาษาท้องถิ่นสื่อสารกันอยู่ดี

ส่วนในเรื่องดิสตริบิวเตอร์ที่มาทำงานร่วมกับ เอปูเซ่ ปกติเราจะให้ประเทศละ 1 ราย และต้องตั้งทาร์เก็ต (Target เป้าหมาย) กับเรา ซึ่งถ้าคุณทำไม่ได้ก็เปลี่ยนเลย เพราะให้ประเทศละไม่กี่ราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราวางแผนป้องกันเรื่องการเล่นสงครามราคาด้วย ก็มีการป้องกันส่วนนี้ไว้ก่อน

ส่วนปัญหาเรื่องการขายตัดราคาในไทย จริง ๆ ต้องเรียนว่า มีทุกที่เกี่ยวกับเรื่องการขายตัดราคา เอปูเซ่ จึงได้วางพื้นฐานไว้ตั้งแต่เริ่มแรก ด้วยการอบรมสมาชิกอย่าเล่นสงครามราคา ซึ่งบางครั้งหากเจอปัญหาตัวผมก็ออกไปจับด้วยตนเอง กรณีที่ซื้อไปแล้วปล่อยราคาขายต่ำไม่อั้น พูดง่าย ๆ หากเจอเราก็ดำเนินการ เพราะถือว่าเป็นการทำลายตลาดโดยรวม เพราะถ้าปล่อยให้เป็นเรื่องเป็นราวมากมาย ก็เหมือนกับว่าทำลายฐานตลาดของตัวเองเหมือนกัน เพราะฉะนั้นการคุมที่แผนการตลาด คือถ้ามีใครซื้อสินค้าไปมาก น้อย เราสามารถเช็คที่มาได้ทั้งหมด

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องเตรียมพร้อมกับการรับมืออาเซียน นั่นก็คือ เรื่องของระบบ IT ต้องบอกว่า เอปูเซ่ พัฒนาได้ล้ำสมัยไม่ธรรมดา เพราะได้พัฒนาไปเยอะมาก ซึ่งต่างประเทศสามารถลิงค์เข้ามาได้ไม่มีปัญหา ยกตัวอย่างคนที่เยอรมันลิงค์เข้ามาในเว็บไซต์ ติดต่อจะเป็นตัวแทนขายสินค้าที่เยอรมัน ก็สามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทันที เพราะมีระบบบาร์โค้ดลิงค์เชื่อมกันได้ หากมีการลิงค์เข้ามารหัสสมาชิกก็จะไม่หายแน่นอน เพราะจะขึ้นเป็นทะเบียนราษฎร์ โดยเฉพาะสมาชิกจากต่างประเทศสมัครด้วยการใช้พาสปอร์ต ก็มีสมัครเข้ามาเยอะมาก ฉะนั้น การันตีได้เลยว่าระบบ IT ไม่มีปัญหาอย่างแน่นอน

ส่วนการพัฒนาในระบบฝ่ายการเงิน ต้องบอกว่า เอปูเซ่ ถือได้ว่าทันสมัย เพราะมีการติดต่อประสานงานกับธนาคารไทยพาณิชย์ อย่างเช่น การโอนเงินข้ามประเทศอย่างประเทศลาว อดีตมีนักธุรกิจอยู่ที่ฝั่งโน้นเจรจาติดต่อในเรื่องการทำธุรกรรมทางการเงิน ก็ต้องประสบกับปัญหาบ้างเหมือนกัน เอปูเซ่ จึงแก้เกมโดยใช้บัตรสมาชิกเป็นบัตรเงินสด - บัตรเอทีเอ็มได้ในเวลาเดียวกัน สามารถพิมพ์โลโก้ของ เอปูเซ่ เข้าไปในบัตรแล้วก็คีย์หมายเลขสมาชิกได้

ส่วนขั้นตอนต่อไปก็จะมีการคุยกับสมาชิกใช้ในการบังคับ หรือ ใช้ในความสมัครใจ เพราะเวลาประสานงานกับแบงก์ต้องมีการอะลุ่มอล่วย ซึ่งก็จะมีการทำโปรโมชั่น เพื่อให้สมาชิกได้ซื้อสินค้าในราคาพิเศษด้วย โดยเฉพาะการโอนเงินระหว่างประเทศ ก็สามารถใช้บัตรสมาชิกเป็นบัตรเอทีเอ็มได้เลยสำหรับสมาชิกฝั่งลาว ตรงนี้เราพยายามยกระดับให้เป็นสากล

สรุปภาพโดยรวมของการเปิดตลาดอาเซียน เอปูเซ่ จะมีการรักษาฐาน การวางแผนที่รัดกุม เป็นหนทางหนึ่งให้ธุรกิจขายตรงเดินทอดยาวไปได้ ซึ่ง เอปูเซ่ ต้องมีการปรับหรือขยายตัว เพื่อการเตรียมขยายตลาดอาเซียน ภายในอีก 2-3 ปี อีกด้วย

ปรับทัพนักธุรกิจ เอปูเซ่
สู่บทบาทนักลงทุนอิงประกัน
นอกจากนี้ เอปูเซ่ ยังเป็นค่ายแรกที่ปรับให้นักธุรกิจขายตรง เอปูเซ่ กลายเป็นนักลงทุน ซึ่งระบบคล้าย ๆ ประกันที่เปลี่ยนจากนักขายให้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านการเงิน จึงไม่ใช่เรื่องยากที่จะปรับบทบาทนักธุรกิจ นักลงทุน จะเป็นทั้งสองอย่างในร่างเดียวกัน โดยจะเริ่มปรับกลยุทธ์ตรงจุดนี้เพิ่มเติมเข้ามาด้วย เพราะตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา เอปูเซ่ ได้เฝ้าติดตามรวบรวมข้อมูล จึงเล็งเห็นว่าระบบการสมัครสมาชิก หรือ การทำธุรกิจบางอย่างมันยังไม่ใช่แบบแผนที่ถูกต้องเสมอไป เพราะฉะนั้นจะมีการปรับและยกระดับให้นักธุรกิจหรือผู้นำ ให้รู้จักคิดแบบนักธุรกิจ เพราะนักธุรกิจจะมีความคิด การทำธุรกิจต้องอยู่ภายใต้ 2 เงื่อนไข นั่นคือ กำไร กับ ขาดทุน

เมื่อนักธุรกิจไม่มีใครอยากขาดทุน มีแต่อยากได้กำไร ฉะนั้น กำไรที่ เอปูเซ่ จะให้สมาชิกต้องเป็นกำไรสุทธิหลังหักค่าใช้จ่าย ซึ่งจะก้าวเดินไปถึงจุดนั้นได้ เราต้องสร้างผู้นำก่อน เพราะการเปลี่ยนจากคำว่า นักธุรกิจ ให้เป็นที่ปรึกษาการลงทุนในธุรกิจ ต้องรู้ว่าลูกค้าที่มาขอคำปรึกษามีความสามารถในการลงทุนเท่าไหร่ จึงต้องมีการปรับในส่วนของรายรับ - รายจ่ายของสมาชิกทุกคน

ซึ่งเดิมทีขายตรงมีรายได้มาจากโครงสร้างแผนธุรกิจ ส่วนบางคนไม่มีพื้นฐานของโครงสร้างมาก่อน ก็ต้องเล็งว่า คนที่เข้ามาใหม่ก็คือ นักธุรกิจขายตรง ไม่ใช่เฉพาะเจาะจงแต่คนเก่า เพราะบางครั้งคนที่เข้ามาใหม่ก็มีองค์ประกอบพอและมีทุกอย่างครบถ้วน ก็กลายเป็นนักธุรกิจขายตรงได้ทันที เพราะฉะนั้นเราจะให้ความสำคัญกับการพัฒนาตรงส่วนนี้ด้วย

เราจะแบ่งแยกเกรดหากท่านอยากเป็นแค่ผู้บริโภคท่านยังไม่พร้อมจะลงทุนท่านก็เริ่มต้นของท่านไปไม่ได้บังคับแต่ถ้าผู้ใดสนใจจะลงทุนก็ต้องทำให้ได้ไม่ใช่ไปเอาพ่อ แม่ญาติพี่น้องมาปิดรหัส 100,000 300,000 บาทแล้วเอาสินค้าไปกองอยู่บ้านมันผิดวิธีเราปรับวิธีการใหม่จะบอกคุณว่าหากคุณลงทุนตรงนี้จะได้กำไรแล้วกำไรมาจากอะไรสิ่งนี้คือสิ่งที่เรากำลังเริ่มวันนี้ผมคิดว่าขายตรงต้องเอาวิชาชีพของธุรกิจอื่นๆเข้ามาผนวกไม่ว่าจะเป็นประกันหรือว่าไฟแนนซ์โบรกเกอร์แต่สิ่งที่สำคัญอยู่ที่ว่าต้องทำให้ผู้ที่เข้ามาลงทุนร่วมกับเราเขามาทำแล้วมีกำไรตรงนี้สำคัญมาก

ในเรื่องของการลงทุน เอปูเซ่ ทำหน้าที่คล้าย ๆ โบรกเกอร์ เมื่อมีสินค้าก็จะเป็นโจทย์ทันทีว่า จะบริหารอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุด ทำหน้าที่หลักเป็นตัวกลางของบริษัท แต่ถ้าเป็นนักธุรกิจอยู่แล้ว ก็สามารถที่จะต่อยอดในความเป็นธุรกิจร่วมกันได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์เร็วที่สุด นี่จึงถือเป็นโปรเจ็กต์ที่สำคัญ ซึ่งบริษัทอื่น ๆ ก็ยังไม่มีโบรกเกอร์ ที่นี่จะเป็นที่แรก ที่เรียกได้ว่า เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน เป็นที่ปรึกษาการลงทุน ส่วนสมาชิกก็จะได้รับการดูแล - ฝึกอบรมจากบริษัทโดยตรง

การลงทุนกับธุรกิจเครือข่ายเป็นการเชื่อมระบบสู่ระบบ ถือว่าเป็นโปรเจ็กต์ใหญ่ เพราะเป็นการลงทุน ซึ่งในแต่ละครั้งไม่จำเป็นต้องใช้จำนวนเงินที่มากถึงแสนก็ได้ แต่ต้องเป็นการจำลองการลงทุนให้ถี่ขึ้น ให้การลงทุนหมุนรอบเอง เพราะบางทีไม่จำเป็นต้องให้คนที่ลงทุนไปขายที่นา ขายบ้าน ที่ดินอะไรต่าง ๆ สิ่งสำคัญที่ต้องใช้คือ มันสมอง เพราะฉะนั้นการทำความเข้าใจระหว่างผู้นำกับผู้บริหาร ต้องอยู่กึ่งกลาง เพราะองค์กรจะต้องเดินต่อไปข้างหน้า ซึ่งถ้าเริ่มต้นดีก็มีโอกาสที่จะขยายธุรกิจให้เติบโตได้ นี่คือ สิ่งที่ เอปูเซ่ มองเกมการตลาดในอนาคต

ส่วนการขยายสาขาออกมาในรูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ เอปูเซ่ มองว่าไม่จำเป็นต้องทำตรงนั้น เพราะการที่จะทำได้ต้องมีองค์กรที่มั่นคง ถ้าใครเดินถือเงินมาเปิด ก็เปิดได้ แบบนี้คงไม่มีผลอะไรกลับมา แต่ถ้ามีการปรับประสานมามิกซ์เป็นการลงทุน โดยเมิร์ซธุรกิจระหว่างแฟรนไชส์ + โบรกเกอร์ + ประกัน หรือเป็นที่ปรึกษาทางการเงิน นั่นถือว่าเป็นการลงทุนแนวใหม่ ที่ถือเป็นแนวคิดที่สุดยอด หากเราสามารถทำได้...

และ เอปูเซ่จะก้าวขึ้นบันไดแห่งฝัน ได้สำเร็จหรือไม่.. คงต้องติดตามกันช็อตต่อไป


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่326 ประจำวันที่16 - 31 สิงหาคม 2555

วันจันทร์ที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ถอดสูตรลับ ดับความจน! "สันติศักดิ์ ครุฑธามาศ (เอปูเซ่-Epousee)" นักสู้ภูธรแห่งแดนสะตอ...ผู้ไม่เคยท้อต่อความลำบาก!


...ความเพียรพยายามและความมุ่งมั่นเท่านั้นที่จะทำให้ทุกคนก้าวไปตามเส้นทางที่ฝันไว้โดยไม่ท้อถอยหรือถอดใจไปเสียก่อน...เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลอยู่ไม่ขาดสายย่อมทำให้เกิดหินกลมมน...ทุกสิ่งอย่างก็เช่นกันย่อมต้องพ่ายแพ้แก่ความพยายามที่สม่ำเสมอค่อยๆทำไปทีละน้อยแต่ต้องทำอย่างไม่ลดละ...


คำกล่าวที่ว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น คำๆ นี้ได้ยินกันจนติดหู และใช้ได้จริงในธุรกิจเครือข่าย...เพราะคงไม่มีใครที่เพียงแค่นอนฝันลมๆ แล้งๆ ไปวันๆ ไม่ลงมือทำ แล้วจะได้มาซึ่งความสำเร็จและความร่ำรวยได้อย่างง่ายดาย...
...คลับเงินล้าน ปักษ์นี้ จึงขอหยิบยกเรื่องราวของขุนพลขายตรง ผู้คร่ำหวอดและลองผิดลองถูก ในแวดวง
เครือข่ายมานับไม่ถ้วนอย่าง สันติศักดิ์ ครุฑธามาศ แห่ง บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งชีวิตของเขาก็มีทั้งล้มบ้าง ลุกบ้าง แต่เขาไม่ย่อท้อ กลับใช้ความพยายามต่อสู้มา และยึดหลักที่ว่า ทำต่อเนื่อง ทำไม่หยุด ทำทุกวัน พยายามหางานให้ตัวเองทำทุกวัน จนเขาได้ขึ้นแท่นเป็นผู้นำเงินล้าน และถูกกล่าวขานในวงการขายตรงไทย...!!!


จากเด็กหนุ่ม เมืองนครศรีธรรมราช ผู้ตั้งใจแสวงหาความร่ำรวยมาตลอดชีวิต มีประสบการณ์ตรงมาแล้วมากมายหลายอาชีพ ทั้งการทำประมง ค้าขาย ขับรถตุ๊กๆ และการทำงานโรงงาน ที่มีค่าแรงเพียงวันละ 100 บาท...
แต่งานเหล่านั้นกลับไม่ใช่ใบเบิกทางสู่ความรวยอย่างที่ฝันเอาไว้
เขาจึงตัดสินใจก้าวเท้าเข้าสู่ธุรกิจเครือข่าย...โดยมีความมุ่งมั่นอย่างสุดกำลัง เป็นตัวกำหนดทิศทางว่าต้องทำอย่างไร และเส้นทางไหนที่จะพาเขาไปพบกับความสำเร็จได้เร็วที่สุด


ในช่วงแรก สันติศักดิ์ ก็ไม่ได้รู้และไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานในธุรกิจเครือข่ายอย่างถูกต้องสักเท่าไหร่นัก เขาคิดแค่เพียงว่า ธุรกิจนี้เน้นคนเยอะๆ ต้องชวนคนอย่างเดียว และเขาก็ทำขายตรงแบบลุยถั่ว ไม่มีจุดหมาย ซึ่งเป็นการทำงานที่ผิดวิธี...


ช่วงแรกที่ผมเข้ามาในธุรกิจขายตรงผมก็ทำตามที่อัพไลน์บอกทุกอย่างซึ่งที่ผ่านมาผมเข้าใจเครือข่ายอย่างไม่ทะลุปรุโปร่งลุยงานจริงแต่ว่าลุยแบบมั่วจึงไม่สามารถจับจุดได้ก็เกิดการท้อบ้างผมก็คิดว่าจะหยุดไปตั้งหลายรอบแต่พอมาคิดดูอีกทีเสียเวลามาเป็นปีถ้าผมหยุดแค่นี้แสดงว่าสิ่งที่ผมลงทุนไปเหนื่อยฟรีเพราะฉะนั้นเมื่อเสียเวลาไปแล้วผมต้องสำเร็จให้ได้


แม้เขาจะผ่านบทเรียนมามากมายหลายบท แต่ สันติศักดิ์ ก็ไม่หวั่น จนเขาประสบความสำเร็จ รวมระยะเวลาในแวดวงเครือข่ายเกือบ 10 ปี มีรายได้เกือบๆ 100 ล้านบาท และกลายมาเป็นผู้นำแถวหน้าอีกคนหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่ควรเรียนรู้จากเขานั่นคือ เขายึดหลักการทำงานอย่างไร ถึงได้รักษาระดับของความสำเร็จมาโดยตลอด


สิ่งแรกที่ สันติศักดิ์ บอกก็คือ การทำงานต้องมีเป้าหมายซึ่งงานเครือข่ายนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าใครทนความรำคาญได้มากกว่ากันเนื่องจากธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ต้องทำงานกับคนมากมายยิ่งคนมากปัญหาก็เพิ่มมากตามไปด้วยหากใครมีความอดทน คนนั้นจึงจะสำเร็จ
สันติศักดิ์ ยังบอกว่า การทำธุรกิจสิ่งแรกต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน จากนั้นต้องนำสินค้าไปบริโภค เพื่อที่จะได้บอกความรู้สึกต่างๆ ให้กับคนอื่นๆ เพื่อไปขยายงานต่อไป โดยเริ่มต้นจากคนใกล้ชิดก่อน และเข้าประชุมเพื่อสร้างสติปัญญาให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ...
ต้องบอกว่าการทำงานเครือข่ายนั้นอย่างแรกเราต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนเราต้องเอาสินค้าไปใช้เองก่อนเพื่อให้ทราบถึงคุณสมบัติจริงๆจากนั้นค่อยขยายไปตามเพื่อนฝูงญาติสนิทแล้วค่อยขยายออกไปยังคนที่เราไม่รู้จักแต่สิ่งที่สำคัญนั่นคือเราต้องเข้าอบรมเพื่อประเทืองปัญญาเพื่อที่เราจะสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดทางธุรกิจเราได้รวมทั้งการอ่านหนังสือต่างๆเพื่อกระตุ้นต่อมความคิดและสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จและถ่ายทอดให้คนอื่นสำเร็จด้วย
ทั้งนี้ สันติศักดิ์ ยังยึดหลักในการสร้างแรงบันดาลใจจากหนังสือของ แอนโทนี่ ร็อบบินส์ ซึ่งถือว่าเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก โดย สันติศักดิ์ ได้ชอบคำพูดหนึ่งของ ร็อบบินส์ ที่บอกว่า = ผมบรรยายวันละ 30 ครั้ง เดือนละประมาณ 300 - 400 ครั้ง...ด้วยจุดนี่เองทำให้เขาเกิดความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และด้วยผลของการทำงานอย่างต่อเนื่องนี่เอง ส่งผลให้เขาได้ก้าวมาสู่ความสำเร็จจนถึงวันนี้ได้...
...สันติศักดิ์ ยังบอกต่ออีกว่า การทำเครือข่ายต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง ประเภทที่ทำๆ หยุดๆ หรือย้ายค่ายทุก 3 เดือน 5 เดือน แบบนั้นไม่เป็นผลดี ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมงานพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฮ้าส์ มีตติ้ง คัดเกรด คัดคน จัดทำบัญชีรายชื่อ จัดประชุมกลุ่มย่อย พาคนเข้าระบบ
หากอยากประสบความสำเร็จต้องพาคนเข้าระบบอย่างเดียวเพื่อให้เขาได้มาเห็นบรรยากาศเราจะได้ไม่เหนื่อยและในระยะเวลาหนึ่งโจทย์จะบอกเขาเองว่าต้องทำอย่างไรในธุรกิจขายตรงต้องไปสร้างคนสร้างทีมให้มีรายได้ยิ่งเขามีรายได้มากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่านั้น
เมื่อใครตัดสินใจที่จะสร้างความร่ำรวยแล้ว ให้มองหาบริษัทที่มีสินค้าคุณภาพ แผนการตลาดทำง่าย อย่าเพิ่งไปมองถึงตัวเลขหลักล้าน เอาเป็นว่ามองแค่หลักหมื่นก่อน เพราะธุรกิจไหนที่ทำแล้วได้เงินล้านเลยนั้น การันตีเลยว่าธุรกิจนั้นหลอกหลวงแน่นอน


ซึ่งวิธีการหาเครือข่ายของ สันติศักดิ์ เขาใช้หลักคิดที่ว่า หากต้องแจกการ์ดเพื่อเชิญคนมางานแต่ง ตัวเขาจะเชิญใครบ้าง บางคนอาจจะเริ่มจาก 3 คน 5 คน บ้าง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากหลักร้อย เมื่อกลุ่มเป้าหมายสนใจ ก็เริ่มทำเฮ้าส์ มีตติ้ง ซึ่งการทำเฮ้าส์ มีตติ้งนี้เอง สร้างการเติบโตของเครือข่ายมานักต่อนัก...
ขณะเดียวกันก็ต้องพาตัวเองเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สอบรมบรรยายสร้างแรงจูงใจต่างๆ เพราะคนเราก็เหมือนโทรศัพท์มือถือ เมื่อแบตหมดก็ต้องชาร์จไฟใหม่ ซึ่งปัญหาของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำเครือข่าย ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากการห่างบรรยากาศ เมื่อแบตหมด ไฟก็หมด แล้วแบบนี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ทุกวันนี้ สันติศักดิ์ ประสบความสำเร็จ มีรายได้เป็นนักขายเงินล้าน แต่เขาเพียงพอแล้วกับทรัพย์สินนอกกาย หากเลือกที่จะต่อยอดด้วยการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ และทองคำ รวมไปถึงการลงทุนซื้อสวนยาง สวนปาล์ม เพื่อรายได้ที่ไม่หยุดนิ่งในอนาคต...
ถ้าวันนี้เรามีรายได้จากธุรกิจเครือข่ายแล้วเราไปสร้างทรัพย์สินสร้างสวนสร้างไร่เอาไว้เกิดวันหนึ่งอาชีพขายตรงของเราล้มขึ้นมาอย่างน้อยก็ยังมีอะไรรองรับอยู่จงอย่าประมาท...อะไรที่ทำแล้วมีรายได้ก็ทำไปก่อนหากใครที่มุ่งทำแต่ขายตรงโดยไม่หารายได้เสริมบอกได้เลยว่าคุณไม่รักตัวเองหากมีโอกาสหรือมีช่องทางหาเงินเพิ่มลงมือทำเลยอย่าไปกลัว...
...อีกหนึ่งภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของ สันติศักดิ์ คือการช่วยทีมงานทุกคนที่มีความมุ่งมั่นให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หนุ่มปักษ์ใต้คนนี้ ได้มอบโอกาสความเป็นเศรษฐีให้แก่คนแทบทุกชนชั้น ตั้งแต่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปจนถึงวิศวกร อย่างไรก็ตาม เขากำลังมองหาข้าราชการที่ต้องการมีรายได้เสริม โดยมีจุดมุ่งหมายจะ สร้างให้เป็นนักขายเงินล้านในสังกัด เอปูเซ่ อีกจำนวนนับไม่ถ้วน
สำหรับรายได้หลักแสนนั้น ทุกคนก็มีโอกาสทำได้เช่นกัน หากเข้าใจผลิตภัณฑ์ แผนการตลาดเป็นอย่างดีแล้ว สามารถเปิดโมบาย ด้วยเงินลงทุนเพียงแค่ 3 หมื่นบาท ซึ่งการเปิดโมบายนี่เอง จะทำให้รายได้ทะยานไปสู่หลักแสนเร็วมาก ไม่เกิน 3 เดือนรับรองคืนทุน...
ในอาชีพธุรกิจเครือข่าย การจะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้เวลา ซึ่งจะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไป จุดสำคัญคือต้องวิเคราะห์ให้ออก เพราะคนที่ล้มเหลวก็เปรียบเสมือนคนป่วย คนสำเร็จเปรียบเสมือนหมอ...อยู่ที่ว่าเราจะไปหาหมอรักษาได้ถูกคนหรือเปล่า...
ปัญหาวันนี้คนป่วยคือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จหากไปหาไปคุยกับคนป่วยด้วยกันก็จบเหมือนคนมีปัญหาแล้วยังไปอ่านหนังสือศาลาคนเศร้ามันก็จะยิ่งทำให้ชีวิตเราทดท้อลงไปก็จะยิ่งทำให้หาจุดตัวเองไม่เจอ...ในขั้นแรกเราต้องรู้ว่าอัพไลน์ของเราจะช่วยเหลือเราได้มากน้อยแค่ไหนเราต้องวิเคราะห์ให้ออก
...นกทำรังมันยังเลือกต้นไม้ ฉะนั้นคนเรา วันนี้จะไปหาใครก็ต้องวิเคราะห์ให้เป็น มองให้ออก ถ้าเรามองออก เราก็โตได้ สำเร็จได้...
การสร้างคนอาจไม่ยากเท่ากับการจะรักษาผู้นำให้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์กรตลอดไป ดังนั้น รายได้ส่วนหนึ่งของ สันติศักดิ์ จากการทำเครือข่าย จึงถูกเจียดมาใช้ไปกับการบริหารดูแลองค์กร ช่วยเหลือทีมงาน ผลักดันกันไปให้สำเร็จเหมือนกันทุกคน


สันติศักดิ์ ยังเน้นย้ำอีกครั้งว่า หน้าที่แม่ทีมนั้น ไม่อาจหยุดยั้งการเรียนรู้ได้ ทุกวันนี้ยังคงทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากวางรากฐาน และเติมความแข็งแกร่งให้องค์กรในทุกจุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ตัวเขายังคงยึดถือคติประจำใจที่ว่า ยอมเหนื่อยชั่วครู่ แต่สบายไปชั่วโคตร เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ให้มีไฟทำงานอยู่เสมอ และนี่ก็คือเรื่องราวชีวิตของนักขายมือหนึ่ง ที่แม้ชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ความพยายามและความอดทนเท่านั้นคือ หัวใจของนักสู้...ที่ทำให้ชีวิตของพ่อค้าธรรมดาๆ กลายมาเป็นเศรษฐีเงินล้านได้...!!!


...เชื่อว่าการพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจจริง ถึงแม้บางครั้งจะเจอปัญหาเราอาจจะท้อกับปัญหา แต่ขอให้คิดเสมอว่าปัญหาทุกปัญหาต้องมีทางแก้เสมอ เพียงแค่ไม่ถอยไม่ท้อ และตั้งใจทำในสิ่งที่เราหวัง ที่สุดสักวันชัยชนะหรือความฝันของเราก็จะมาหาเรา หากเราไม่ละทิ้งความพยายามและการลงมือทำด้วยความตั้งใจ ความสำเร็จคงอยู่ไม่ไกล ถ้าใจเราพยายามและทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่322 ประจำวันที่16 - 30 มิถุนายน 2555

ถอดสูตรลับ ดับความจน! "สันติศักดิ์ ครุฑธามาศ (เอปูเซ่-Epousee)" นักสู้ภูธรแห่งแดนสะตอ...ผู้ไม่เคยท้อต่อความลำบาก!


...ความเพียรพยายามและความมุ่งมั่นเท่านั้นที่จะทำให้ทุกคนก้าวไปตามเส้นทางที่ฝันไว้โดยไม่ท้อถอยหรือถอดใจไปเสียก่อน...เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลอยู่ไม่ขาดสายย่อมทำให้เกิดหินกลมมน...ทุกสิ่งอย่างก็เช่นกันย่อมต้องพ่ายแพ้แก่ความพยายามที่สม่ำเสมอค่อยๆทำไปทีละน้อยแต่ต้องทำอย่างไม่ลดละ...


คำกล่าวที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” คำๆ นี้ได้ยินกันจนติดหู และใช้ได้จริงในธุรกิจเครือข่าย...เพราะคงไม่มีใครที่เพียงแค่นอนฝันลมๆ แล้งๆ ไปวันๆ ไม่ลงมือทำ แล้วจะได้มาซึ่งความสำเร็จและความร่ำรวยได้อย่างง่ายดาย...
...คลับเงินล้าน ปักษ์นี้ จึงขอหยิบยกเรื่องราวของขุนพลขายตรง ผู้คร่ำหวอดและลองผิดลองถูก ในแวดวง
เครือข่ายมานับไม่ถ้วนอย่าง “สันติศักดิ์ ครุฑธามาศ” แห่ง “บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งชีวิตของเขาก็มีทั้งล้มบ้าง ลุกบ้าง แต่เขาไม่ย่อท้อ กลับใช้ความพยายามต่อสู้มา และยึดหลักที่ว่า “ทำต่อเนื่อง ทำไม่หยุด ทำทุกวัน พยายามหางานให้ตัวเองทำทุกวัน” จนเขาได้ขึ้นแท่นเป็นผู้นำเงินล้าน และถูกกล่าวขานในวงการขายตรงไทย...!!!


จากเด็กหนุ่ม “เมืองนครศรีธรรมราช” ผู้ตั้งใจแสวงหาความร่ำรวยมาตลอดชีวิต มีประสบการณ์ตรงมาแล้วมากมายหลายอาชีพ ทั้งการทำประมง ค้าขาย ขับรถตุ๊กๆ และการทำงานโรงงาน ที่มีค่าแรงเพียงวันละ 100 บาท...
แต่งานเหล่านั้นกลับไม่ใช่ใบเบิกทางสู่ความรวยอย่างที่ฝันเอาไว้
เขาจึงตัดสินใจก้าวเท้าเข้าสู่ธุรกิจเครือข่าย...โดยมีความมุ่งมั่นอย่างสุดกำลัง เป็นตัวกำหนดทิศทางว่าต้องทำอย่างไร และเส้นทางไหนที่จะพาเขาไปพบกับความสำเร็จได้เร็วที่สุด


ในช่วงแรก “สันติศักดิ์” ก็ไม่ได้รู้และไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานในธุรกิจเครือข่ายอย่างถูกต้องสักเท่าไหร่นัก เขาคิดแค่เพียงว่า ธุรกิจนี้เน้นคนเยอะๆ ต้องชวนคนอย่างเดียว และเขาก็ทำขายตรงแบบลุยถั่ว ไม่มีจุดหมาย ซึ่งเป็นการทำงานที่ผิดวิธี...


“ช่วงแรกที่ผมเข้ามาในธุรกิจขายตรงผมก็ทำตามที่อัพไลน์บอกทุกอย่างซึ่งที่ผ่านมาผมเข้าใจเครือข่ายอย่างไม่ทะลุปรุโปร่งลุยงานจริงแต่ว่าลุยแบบมั่วจึงไม่สามารถจับจุดได้ก็เกิดการท้อบ้างผมก็คิดว่าจะหยุดไปตั้งหลายรอบแต่พอมาคิดดูอีกทีเสียเวลามาเป็นปีถ้าผมหยุดแค่นี้แสดงว่าสิ่งที่ผมลงทุนไปเหนื่อยฟรีเพราะฉะนั้นเมื่อเสียเวลาไปแล้วผมต้องสำเร็จให้ได้”


แม้เขาจะผ่านบทเรียนมามากมายหลายบท แต่ “สันติศักดิ์” ก็ไม่หวั่น จนเขาประสบความสำเร็จ รวมระยะเวลาในแวดวงเครือข่ายเกือบ 10 ปี มีรายได้เกือบๆ 100 ล้านบาท และกลายมาเป็นผู้นำแถวหน้าอีกคนหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่ควรเรียนรู้จากเขานั่นคือ เขายึดหลักการทำงานอย่างไร ถึงได้รักษาระดับของความสำเร็จมาโดยตลอด


สิ่งแรกที่ “สันติศักดิ์” บอกก็คือ “การทำงานต้องมีเป้าหมายซึ่งงานเครือข่ายนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าใครทนความรำคาญได้มากกว่ากันเนื่องจากธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ต้องทำงานกับคนมากมายยิ่งคนมากปัญหาก็เพิ่มมากตามไปด้วยหากใครมีความอดทน คนนั้นจึงจะสำเร็จ”
“สันติศักดิ์” ยังบอกว่า การทำธุรกิจสิ่งแรกต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน จากนั้นต้องนำสินค้าไปบริโภค เพื่อที่จะได้บอกความรู้สึกต่างๆ ให้กับคนอื่นๆ เพื่อไปขยายงานต่อไป โดยเริ่มต้นจากคนใกล้ชิดก่อน และเข้าประชุมเพื่อสร้างสติปัญญาให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ...
“ต้องบอกว่าการทำงานเครือข่ายนั้นอย่างแรกเราต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนเราต้องเอาสินค้าไปใช้เองก่อนเพื่อให้ทราบถึงคุณสมบัติจริงๆจากนั้นค่อยขยายไปตามเพื่อนฝูงญาติสนิทแล้วค่อยขยายออกไปยังคนที่เราไม่รู้จักแต่สิ่งที่สำคัญนั่นคือเราต้องเข้าอบรมเพื่อประเทืองปัญญาเพื่อที่เราจะสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดทางธุรกิจเราได้รวมทั้งการอ่านหนังสือต่างๆเพื่อกระตุ้นต่อมความคิดและสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จและถ่ายทอดให้คนอื่นสำเร็จด้วย”
ทั้งนี้ “สันติศักดิ์” ยังยึดหลักในการสร้างแรงบันดาลใจจากหนังสือของ “แอนโทนี่ ร็อบบินส์” ซึ่งถือว่าเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก โดย “สันติศักดิ์” ได้ชอบคำพูดหนึ่งของ “ร็อบบินส์” ที่บอกว่า = “ผมบรรยายวันละ 30 ครั้ง เดือนละประมาณ 300 - 400 ครั้ง”...ด้วยจุดนี่เองทำให้เขาเกิดความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และด้วยผลของการทำงานอย่างต่อเนื่องนี่เอง ส่งผลให้เขาได้ก้าวมาสู่ความสำเร็จจนถึงวันนี้ได้...
...“สันติศักดิ์” ยังบอกต่ออีกว่า การทำเครือข่ายต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง ประเภทที่ทำๆ หยุดๆ หรือย้ายค่ายทุก 3 เดือน 5 เดือน แบบนั้นไม่เป็นผลดี ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมงานพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฮ้าส์ มีตติ้ง คัดเกรด คัดคน จัดทำบัญชีรายชื่อ จัดประชุมกลุ่มย่อย พาคนเข้าระบบ
“หากอยากประสบความสำเร็จต้องพาคนเข้าระบบอย่างเดียวเพื่อให้เขาได้มาเห็นบรรยากาศเราจะได้ไม่เหนื่อยและในระยะเวลาหนึ่งโจทย์จะบอกเขาเองว่าต้องทำอย่างไรในธุรกิจขายตรงต้องไปสร้างคนสร้างทีมให้มีรายได้ยิ่งเขามีรายได้มากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่านั้น”
เมื่อใครตัดสินใจที่จะสร้างความร่ำรวยแล้ว ให้มองหาบริษัทที่มีสินค้าคุณภาพ แผนการตลาดทำง่าย อย่าเพิ่งไปมองถึงตัวเลขหลักล้าน เอาเป็นว่ามองแค่หลักหมื่นก่อน เพราะธุรกิจไหนที่ทำแล้วได้เงินล้านเลยนั้น การันตีเลยว่าธุรกิจนั้นหลอกหลวงแน่นอน


ซึ่งวิธีการหาเครือข่ายของ “สันติศักดิ์” เขาใช้หลักคิดที่ว่า หากต้องแจกการ์ดเพื่อเชิญคนมางานแต่ง ตัวเขาจะเชิญใครบ้าง บางคนอาจจะเริ่มจาก 3 คน 5 คน บ้าง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากหลักร้อย เมื่อกลุ่มเป้าหมายสนใจ ก็เริ่มทำเฮ้าส์ มีตติ้ง ซึ่งการทำเฮ้าส์ มีตติ้งนี้เอง สร้างการเติบโตของเครือข่ายมานักต่อนัก...
ขณะเดียวกันก็ต้องพาตัวเองเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สอบรมบรรยายสร้างแรงจูงใจต่างๆ เพราะคนเราก็เหมือนโทรศัพท์มือถือ เมื่อแบตหมดก็ต้องชาร์จไฟใหม่ ซึ่งปัญหาของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำเครือข่าย ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากการห่างบรรยากาศ เมื่อแบตหมด ไฟก็หมด แล้วแบบนี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ทุกวันนี้ “สันติศักดิ์” ประสบความสำเร็จ มีรายได้เป็นนักขายเงินล้าน แต่เขาเพียงพอแล้วกับทรัพย์สินนอกกาย หากเลือกที่จะต่อยอดด้วยการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ และทองคำ รวมไปถึงการลงทุนซื้อสวนยาง สวนปาล์ม เพื่อรายได้ที่ไม่หยุดนิ่งในอนาคต...
“ถ้าวันนี้เรามีรายได้จากธุรกิจเครือข่ายแล้วเราไปสร้างทรัพย์สินสร้างสวนสร้างไร่เอาไว้เกิดวันหนึ่งอาชีพขายตรงของเราล้มขึ้นมาอย่างน้อยก็ยังมีอะไรรองรับอยู่จงอย่าประมาท...อะไรที่ทำแล้วมีรายได้ก็ทำไปก่อนหากใครที่มุ่งทำแต่ขายตรงโดยไม่หารายได้เสริมบอกได้เลยว่าคุณไม่รักตัวเองหากมีโอกาสหรือมีช่องทางหาเงินเพิ่มลงมือทำเลยอย่าไปกลัว...”
...อีกหนึ่งภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของ “สันติศักดิ์” คือการช่วยทีมงานทุกคนที่มีความมุ่งมั่นให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หนุ่มปักษ์ใต้คนนี้ ได้มอบโอกาสความเป็นเศรษฐีให้แก่คนแทบทุกชนชั้น ตั้งแต่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปจนถึงวิศวกร อย่างไรก็ตาม เขากำลังมองหาข้าราชการที่ต้องการมีรายได้เสริม โดยมีจุดมุ่งหมายจะ สร้างให้เป็นนักขายเงินล้านในสังกัด “เอปูเซ่” อีกจำนวนนับไม่ถ้วน
สำหรับรายได้หลักแสนนั้น ทุกคนก็มีโอกาสทำได้เช่นกัน หากเข้าใจผลิตภัณฑ์ แผนการตลาดเป็นอย่างดีแล้ว สามารถเปิดโมบาย ด้วยเงินลงทุนเพียงแค่ 3 หมื่นบาท ซึ่งการเปิดโมบายนี่เอง จะทำให้รายได้ทะยานไปสู่หลักแสนเร็วมาก ไม่เกิน 3 เดือนรับรองคืนทุน...
ในอาชีพธุรกิจเครือข่าย การจะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้เวลา ซึ่งจะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไป จุดสำคัญคือต้องวิเคราะห์ให้ออก เพราะคนที่ล้มเหลวก็เปรียบเสมือนคนป่วย คนสำเร็จเปรียบเสมือนหมอ...อยู่ที่ว่าเราจะไปหาหมอรักษาได้ถูกคนหรือเปล่า...
“ปัญหาวันนี้คนป่วยคือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จหากไปหาไปคุยกับคนป่วยด้วยกันก็จบเหมือนคนมีปัญหาแล้วยังไปอ่านหนังสือศาลาคนเศร้ามันก็จะยิ่งทำให้ชีวิตเราทดท้อลงไปก็จะยิ่งทำให้หาจุดตัวเองไม่เจอ...ในขั้นแรกเราต้องรู้ว่าอัพไลน์ของเราจะช่วยเหลือเราได้มากน้อยแค่ไหนเราต้องวิเคราะห์ให้ออก”
...“นกทำรังมันยังเลือกต้นไม้ ฉะนั้นคนเรา วันนี้จะไปหาใครก็ต้องวิเคราะห์ให้เป็น มองให้ออก ถ้าเรามองออก เราก็โตได้ สำเร็จได้”...
การสร้างคนอาจไม่ยากเท่ากับการจะรักษาผู้นำให้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์กรตลอดไป ดังนั้น รายได้ส่วนหนึ่งของ “สันติศักดิ์” จากการทำเครือข่าย จึงถูกเจียดมาใช้ไปกับการบริหารดูแลองค์กร ช่วยเหลือทีมงาน ผลักดันกันไปให้สำเร็จเหมือนกันทุกคน


“สันติศักดิ์” ยังเน้นย้ำอีกครั้งว่า หน้าที่แม่ทีมนั้น ไม่อาจหยุดยั้งการเรียนรู้ได้ ทุกวันนี้ยังคงทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากวางรากฐาน และเติมความแข็งแกร่งให้องค์กรในทุกจุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ตัวเขายังคงยึดถือคติประจำใจที่ว่า “ยอมเหนื่อยชั่วครู่ แต่สบายไปชั่วโคตร” เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ให้มีไฟทำงานอยู่เสมอ และนี่ก็คือเรื่องราวชีวิตของนักขายมือหนึ่ง ที่แม้ชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ความพยายามและความอดทนเท่านั้นคือ “หัวใจของนักสู้”...ที่ทำให้ชีวิตของพ่อค้าธรรมดาๆ กลายมาเป็นเศรษฐีเงินล้านได้...!!!


...เชื่อว่าการพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจจริง ถึงแม้บางครั้งจะเจอปัญหาเราอาจจะท้อกับปัญหา แต่ขอให้คิดเสมอว่าปัญหาทุกปัญหาต้องมีทางแก้เสมอ เพียงแค่ไม่ถอยไม่ท้อ และตั้งใจทำในสิ่งที่เราหวัง ที่สุดสักวันชัยชนะหรือความฝันของเราก็จะมาหาเรา หากเราไม่ละทิ้งความพยายามและการลงมือทำด้วยความตั้งใจ “ความสำเร็จคงอยู่ไม่ไกล ถ้าใจเราพยายามและทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 322 ประจำวันที่ 16 - 30 มิถุนายน 2555

ถอดสูตรลับ ดับความจน! "สันติศักดิ์ ครุฑธามาศ (เอปูเซ่-Epousee)" นักสู้ภูธรแห่งแดนสะตอ...ผู้ไม่เคยท้อต่อความลำบาก!


...ความเพียรพยายามและความมุ่งมั่นเท่านั้นที่จะทำให้ทุกคนก้าวไปตามเส้นทางที่ฝันไว้โดยไม่ท้อถอยหรือถอดใจไปเสียก่อน...เหมือนดั่งสายน้ำที่ไหลอยู่ไม่ขาดสายย่อมทำให้เกิดหินกลมมน...ทุกสิ่งอย่างก็เช่นกันย่อมต้องพ่ายแพ้แก่ความพยายามที่สม่ำเสมอค่อยๆทำไปทีละน้อยแต่ต้องทำอย่างไม่ลดละ...


คำกล่าวที่ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น” คำๆ นี้ได้ยินกันจนติดหู และใช้ได้จริงในธุรกิจเครือข่าย...เพราะคงไม่มีใครที่เพียงแค่นอนฝันลมๆ แล้งๆ ไปวันๆ ไม่ลงมือทำ แล้วจะได้มาซึ่งความสำเร็จและความร่ำรวยได้อย่างง่ายดาย...
...คลับเงินล้าน ปักษ์นี้ จึงขอหยิบยกเรื่องราวของขุนพลขายตรง ผู้คร่ำหวอดและลองผิดลองถูก ในแวดวง
เครือข่ายมานับไม่ถ้วนอย่าง “สันติศักดิ์ ครุฑธามาศ” แห่ง “บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด” ซึ่งชีวิตของเขาก็มีทั้งล้มบ้าง ลุกบ้าง แต่เขาไม่ย่อท้อ กลับใช้ความพยายามต่อสู้มา และยึดหลักที่ว่า “ทำต่อเนื่อง ทำไม่หยุด ทำทุกวัน พยายามหางานให้ตัวเองทำทุกวัน” จนเขาได้ขึ้นแท่นเป็นผู้นำเงินล้าน และถูกกล่าวขานในวงการขายตรงไทย...!!!


จากเด็กหนุ่ม “เมืองนครศรีธรรมราช” ผู้ตั้งใจแสวงหาความร่ำรวยมาตลอดชีวิต มีประสบการณ์ตรงมาแล้วมากมายหลายอาชีพ ทั้งการทำประมง ค้าขาย ขับรถตุ๊กๆ และการทำงานโรงงาน ที่มีค่าแรงเพียงวันละ 100 บาท...
แต่งานเหล่านั้นกลับไม่ใช่ใบเบิกทางสู่ความรวยอย่างที่ฝันเอาไว้
เขาจึงตัดสินใจก้าวเท้าเข้าสู่ธุรกิจเครือข่าย...โดยมีความมุ่งมั่นอย่างสุดกำลัง เป็นตัวกำหนดทิศทางว่าต้องทำอย่างไร และเส้นทางไหนที่จะพาเขาไปพบกับความสำเร็จได้เร็วที่สุด


ในช่วงแรก “สันติศักดิ์” ก็ไม่ได้รู้และไม่เข้าใจถึงวิธีการทำงานในธุรกิจเครือข่ายอย่างถูกต้องสักเท่าไหร่นัก เขาคิดแค่เพียงว่า ธุรกิจนี้เน้นคนเยอะๆ ต้องชวนคนอย่างเดียว และเขาก็ทำขายตรงแบบลุยถั่ว ไม่มีจุดหมาย ซึ่งเป็นการทำงานที่ผิดวิธี...


“ช่วงแรกที่ผมเข้ามาในธุรกิจขายตรงผมก็ทำตามที่อัพไลน์บอกทุกอย่างซึ่งที่ผ่านมาผมเข้าใจเครือข่ายอย่างไม่ทะลุปรุโปร่งลุยงานจริงแต่ว่าลุยแบบมั่วจึงไม่สามารถจับจุดได้ก็เกิดการท้อบ้างผมก็คิดว่าจะหยุดไปตั้งหลายรอบแต่พอมาคิดดูอีกทีเสียเวลามาเป็นปีถ้าผมหยุดแค่นี้แสดงว่าสิ่งที่ผมลงทุนไปเหนื่อยฟรีเพราะฉะนั้นเมื่อเสียเวลาไปแล้วผมต้องสำเร็จให้ได้”


แม้เขาจะผ่านบทเรียนมามากมายหลายบท แต่ “สันติศักดิ์” ก็ไม่หวั่น จนเขาประสบความสำเร็จ รวมระยะเวลาในแวดวงเครือข่ายเกือบ 10 ปี มีรายได้เกือบๆ 100 ล้านบาท และกลายมาเป็นผู้นำแถวหน้าอีกคนหนึ่ง แต่สิ่งสำคัญที่ควรเรียนรู้จากเขานั่นคือ เขายึดหลักการทำงานอย่างไร ถึงได้รักษาระดับของความสำเร็จมาโดยตลอด


สิ่งแรกที่ “สันติศักดิ์” บอกก็คือ “การทำงานต้องมีเป้าหมายซึ่งงานเครือข่ายนั้นจะประสบความสำเร็จหรือไม่
ขึ้นอยู่กับว่าใครทนความรำคาญได้มากกว่ากันเนื่องจากธุรกิจเครือข่ายเป็นธุรกิจที่ต้องทำงานกับคนมากมายยิ่งคนมากปัญหาก็เพิ่มมากตามไปด้วยหากใครมีความอดทน คนนั้นจึงจะสำเร็จ”
“สันติศักดิ์” ยังบอกว่า การทำธุรกิจสิ่งแรกต้องเริ่มต้นที่ตัวเองก่อน จากนั้นต้องนำสินค้าไปบริโภค เพื่อที่จะได้บอกความรู้สึกต่างๆ ให้กับคนอื่นๆ เพื่อไปขยายงานต่อไป โดยเริ่มต้นจากคนใกล้ชิดก่อน และเข้าประชุมเพื่อสร้างสติปัญญาให้สามารถทำงานได้อย่างเป็นระบบ...
“ต้องบอกว่าการทำงานเครือข่ายนั้นอย่างแรกเราต้องเริ่มต้นที่ตัวเราก่อนเราต้องเอาสินค้าไปใช้เองก่อนเพื่อให้ทราบถึงคุณสมบัติจริงๆจากนั้นค่อยขยายไปตามเพื่อนฝูงญาติสนิทแล้วค่อยขยายออกไปยังคนที่เราไม่รู้จักแต่สิ่งที่สำคัญนั่นคือเราต้องเข้าอบรมเพื่อประเทืองปัญญาเพื่อที่เราจะสามารถนำความรู้เหล่านั้นไปต่อยอดทางธุรกิจเราได้รวมทั้งการอ่านหนังสือต่างๆเพื่อกระตุ้นต่อมความคิดและสามารถพัฒนาตนเองไปสู่ความสำเร็จและถ่ายทอดให้คนอื่นสำเร็จด้วย”
ทั้งนี้ “สันติศักดิ์” ยังยึดหลักในการสร้างแรงบันดาลใจจากหนังสือของ “แอนโทนี่ ร็อบบินส์” ซึ่งถือว่าเป็นนักสร้างแรงบันดาลใจที่ดังกระฉ่อนไปทั่วโลก โดย “สันติศักดิ์” ได้ชอบคำพูดหนึ่งของ “ร็อบบินส์” ที่บอกว่า = “ผมบรรยายวันละ 30 ครั้ง เดือนละประมาณ 300 - 400 ครั้ง”...ด้วยจุดนี่เองทำให้เขาเกิดความมุ่งมั่นที่จะทำงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ และด้วยผลของการทำงานอย่างต่อเนื่องนี่เอง ส่งผลให้เขาได้ก้าวมาสู่ความสำเร็จจนถึงวันนี้ได้...
...“สันติศักดิ์” ยังบอกต่ออีกว่า การทำเครือข่ายต้องทำไปอย่างต่อเนื่อง ประเภทที่ทำๆ หยุดๆ หรือย้ายค่ายทุก 3 เดือน 5 เดือน แบบนั้นไม่เป็นผลดี ที่สำคัญคือต้องไม่ลืมงานพื้นฐานต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น เฮ้าส์ มีตติ้ง คัดเกรด คัดคน จัดทำบัญชีรายชื่อ จัดประชุมกลุ่มย่อย พาคนเข้าระบบ
“หากอยากประสบความสำเร็จต้องพาคนเข้าระบบอย่างเดียวเพื่อให้เขาได้มาเห็นบรรยากาศเราจะได้ไม่เหนื่อยและในระยะเวลาหนึ่งโจทย์จะบอกเขาเองว่าต้องทำอย่างไรในธุรกิจขายตรงต้องไปสร้างคนสร้างทีมให้มีรายได้ยิ่งเขามีรายได้มากเท่าไหร่เราก็จะยิ่งประสบความสำเร็จมากเท่านั้น”
เมื่อใครตัดสินใจที่จะสร้างความร่ำรวยแล้ว ให้มองหาบริษัทที่มีสินค้าคุณภาพ แผนการตลาดทำง่าย อย่าเพิ่งไปมองถึงตัวเลขหลักล้าน เอาเป็นว่ามองแค่หลักหมื่นก่อน เพราะธุรกิจไหนที่ทำแล้วได้เงินล้านเลยนั้น การันตีเลยว่าธุรกิจนั้นหลอกหลวงแน่นอน


ซึ่งวิธีการหาเครือข่ายของ “สันติศักดิ์” เขาใช้หลักคิดที่ว่า หากต้องแจกการ์ดเพื่อเชิญคนมางานแต่ง ตัวเขาจะเชิญใครบ้าง บางคนอาจจะเริ่มจาก 3 คน 5 คน บ้าง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากหลักร้อย เมื่อกลุ่มเป้าหมายสนใจ ก็เริ่มทำเฮ้าส์ มีตติ้ง ซึ่งการทำเฮ้าส์ มีตติ้งนี้เอง สร้างการเติบโตของเครือข่ายมานักต่อนัก...
ขณะเดียวกันก็ต้องพาตัวเองเข้าสู่ระบบการเรียนรู้ ไม่ว่าจะเป็นคอร์สอบรมบรรยายสร้างแรงจูงใจต่างๆ เพราะคนเราก็เหมือนโทรศัพท์มือถือ เมื่อแบตหมดก็ต้องชาร์จไฟใหม่ ซึ่งปัญหาของคนที่ไม่ประสบความสำเร็จในการทำเครือข่าย ส่วนหนึ่งก็เนื่องจากการห่างบรรยากาศ เมื่อแบตหมด ไฟก็หมด แล้วแบบนี้จะประสบความสำเร็จได้อย่างไร ทุกวันนี้ “สันติศักดิ์” ประสบความสำเร็จ มีรายได้เป็นนักขายเงินล้าน แต่เขาเพียงพอแล้วกับทรัพย์สินนอกกาย หากเลือกที่จะต่อยอดด้วยการลงทุนในด้านอสังหาริมทรัพย์ และทองคำ รวมไปถึงการลงทุนซื้อสวนยาง สวนปาล์ม เพื่อรายได้ที่ไม่หยุดนิ่งในอนาคต...
“ถ้าวันนี้เรามีรายได้จากธุรกิจเครือข่ายแล้วเราไปสร้างทรัพย์สินสร้างสวนสร้างไร่เอาไว้เกิดวันหนึ่งอาชีพขายตรงของเราล้มขึ้นมาอย่างน้อยก็ยังมีอะไรรองรับอยู่จงอย่าประมาท...อะไรที่ทำแล้วมีรายได้ก็ทำไปก่อนหากใครที่มุ่งทำแต่ขายตรงโดยไม่หารายได้เสริมบอกได้เลยว่าคุณไม่รักตัวเองหากมีโอกาสหรือมีช่องทางหาเงินเพิ่มลงมือทำเลยอย่าไปกลัว...”
...อีกหนึ่งภารกิจที่ยิ่งใหญ่ของ “สันติศักดิ์” คือการช่วยทีมงานทุกคนที่มีความมุ่งมั่นให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า หนุ่มปักษ์ใต้คนนี้ ได้มอบโอกาสความเป็นเศรษฐีให้แก่คนแทบทุกชนชั้น ตั้งแต่คนขับมอเตอร์ไซค์รับจ้างไปจนถึงวิศวกร อย่างไรก็ตาม เขากำลังมองหาข้าราชการที่ต้องการมีรายได้เสริม โดยมีจุดมุ่งหมายจะ สร้างให้เป็นนักขายเงินล้านในสังกัด “เอปูเซ่” อีกจำนวนนับไม่ถ้วน
สำหรับรายได้หลักแสนนั้น ทุกคนก็มีโอกาสทำได้เช่นกัน หากเข้าใจผลิตภัณฑ์ แผนการตลาดเป็นอย่างดีแล้ว สามารถเปิดโมบาย ด้วยเงินลงทุนเพียงแค่ 3 หมื่นบาท ซึ่งการเปิดโมบายนี่เอง จะทำให้รายได้ทะยานไปสู่หลักแสนเร็วมาก ไม่เกิน 3 เดือนรับรองคืนทุน...
ในอาชีพธุรกิจเครือข่าย การจะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้เวลา ซึ่งจะมากหรือน้อยก็แตกต่างกันไป จุดสำคัญคือต้องวิเคราะห์ให้ออก เพราะคนที่ล้มเหลวก็เปรียบเสมือนคนป่วย คนสำเร็จเปรียบเสมือนหมอ...อยู่ที่ว่าเราจะไปหาหมอรักษาได้ถูกคนหรือเปล่า...
“ปัญหาวันนี้คนป่วยคือคนที่ไม่ประสบความสำเร็จหากไปหาไปคุยกับคนป่วยด้วยกันก็จบเหมือนคนมีปัญหาแล้วยังไปอ่านหนังสือศาลาคนเศร้ามันก็จะยิ่งทำให้ชีวิตเราทดท้อลงไปก็จะยิ่งทำให้หาจุดตัวเองไม่เจอ...ในขั้นแรกเราต้องรู้ว่าอัพไลน์ของเราจะช่วยเหลือเราได้มากน้อยแค่ไหนเราต้องวิเคราะห์ให้ออก”
...“นกทำรังมันยังเลือกต้นไม้ ฉะนั้นคนเรา วันนี้จะไปหาใครก็ต้องวิเคราะห์ให้เป็น มองให้ออก ถ้าเรามองออก เราก็โตได้ สำเร็จได้”...
การสร้างคนอาจไม่ยากเท่ากับการจะรักษาผู้นำให้ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับองค์กรตลอดไป ดังนั้น รายได้ส่วนหนึ่งของ “สันติศักดิ์” จากการทำเครือข่าย จึงถูกเจียดมาใช้ไปกับการบริหารดูแลองค์กร ช่วยเหลือทีมงาน ผลักดันกันไปให้สำเร็จเหมือนกันทุกคน


“สันติศักดิ์” ยังเน้นย้ำอีกครั้งว่า หน้าที่แม่ทีมนั้น ไม่อาจหยุดยั้งการเรียนรู้ได้ ทุกวันนี้ยังคงทำงานตลอด 24 ชั่วโมง หลังจากวางรากฐาน และเติมความแข็งแกร่งให้องค์กรในทุกจุดแล้ว อย่างไรก็ตาม ตัวเขายังคงยึดถือคติประจำใจที่ว่า “ยอมเหนื่อยชั่วครู่ แต่สบายไปชั่วโคตร” เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ ให้มีไฟทำงานอยู่เสมอ และนี่ก็คือเรื่องราวชีวิตของนักขายมือหนึ่ง ที่แม้ชีวิตจะไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่ความพยายามและความอดทนเท่านั้นคือ “หัวใจของนักสู้”...ที่ทำให้ชีวิตของพ่อค้าธรรมดาๆ กลายมาเป็นเศรษฐีเงินล้านได้...!!!


...เชื่อว่าการพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างด้วยความตั้งใจจริง ถึงแม้บางครั้งจะเจอปัญหาเราอาจจะท้อกับปัญหา แต่ขอให้คิดเสมอว่าปัญหาทุกปัญหาต้องมีทางแก้เสมอ เพียงแค่ไม่ถอยไม่ท้อ และตั้งใจทำในสิ่งที่เราหวัง ที่สุดสักวันชัยชนะหรือความฝันของเราก็จะมาหาเรา หากเราไม่ละทิ้งความพยายามและการลงมือทำด้วยความตั้งใจ “ความสำเร็จคงอยู่ไม่ไกล ถ้าใจเราพยายามและทำสิ่งนั้นให้ดีที่สุด”...


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 322 ประจำวันที่ 16 - 30 มิถุนายน 2555

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

เอปูเซ่ พูดจริงแจกจริง "กองทุนเพื่อการประกอบการพิธีฮัจญ์"


 


บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด ภายใต้การบริหารของ คุณมนตรี ฉัมมณีภัทธ ประธานกรรมการบริหาร ด้วยเอปูเซ่มีนโยบายในการมอบกองทุนเพื่อการ ประกอบพิธีฮัจฐ์ ให้กับพี่น้องชาวมุสลิม ที่ได้เข้ามาร่วมทำธุรกิจกับเอปูเซ่ ได้ทำความฝันอันสูงสุดของพวกเค้าได้เป็นจริงกับการได้เข้าไปร่วมในพิธีฮัจญ์นี้ ด้วยที่ท่านประธานมนตรีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญจึงได้ทำการมอบ "กองทุนเพื่อการประกอบพิธีฮัจญ์" โดยมีคุณศักดิ์กรียา บิลแสละ ประธานกรรมการอิสลาม ประจำจังหวัดสงขลา ให้เกียรติมเป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยคณะผู้บริหารระดับสูง และ สมาขิกที่เข้ามาแสดงความยินดีมากมาย ทั้งนี้มีผู้ได้รับกองทุนเพื่อประกอบพิธีฮัจญ์ จำนวน 4 ท่าน มูลค่าท่านละ 150,000 บาท

นี่คือสิ่งที่ท่านประธานมนตรี มุ่งหวังให้ผู้ที่เข้ามาธุรกิจ ได้มากกว่าความสุขและรายได้ แต่ธุรกิจเอปูเซ่ ให้มากกว่าที่ท่านคาดหวังขอเพียงท่านเปิดใจ เข้ามาสัมผัส แล้วความสำเร็จที่รอจะอยู่ไม่ไกล เพียงท่านไม่ทิ้งโอกาสที่มี...

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 317 ประจำวันที่ 1 - 15 เมษายน 2555 

วันศุกร์ที่ 27 มกราคม พ.ศ. 2555

ข่าวเอปูเซ่ ขวัญใจคนขายตรง “ชูคุณธรรม นำธุรกิจ”



...นับตั้งแต่ “ธุรกิจเครือข่ายขายตรง” ได้รับกระแสการยอมรับจากผู้คน ขยายวงกว้างเพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดบริษัทต่างๆ ผุดขึ้นมามากมายราวดอกเห็ด ส่งผลถึงสมรภูมิการแข่งขัน ทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดการพลิกเกมรบต่างๆ ที่นำมาฟาดฟันกันอย่างดุเดือดในตลาด ไม่ว่าจะเป็นการปรับแผนการตลาดให้โดดเด่น หรืออัดฉีดโปรโมชั่นและทุ่มผลตอบแทนเพื่อดึงดูดลูกค้าหรือสมาชิก...!!!
แต่หากจะโฟกัสบริษัทที่เน้นแผนการทำธุรกิจที่แตกต่าง และสร้างความโดดเด่นจนเป็นที่น่าจับตามองในปัจจุบัน คงหนีไม่พ้น “บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด” ที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวทาง “คุณธรรม นำธุรกิจ” มาโดยตลอด นับตั้งแต่ก่อร่างสร้างตัวขึ้นมาในธุรกิจ
วิถีทางในการทำธุรกิจของ “เอปูเซ่” จุติขึ้นมา อย่างเด่นชัด เมื่อทีมบริหาร ต้องการที่จะสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน เพื่ออยู่คู่สมาชิก ซึ่งจุดเริ่มต้นต้องย้อนไปเมื่อปี พ.ศ.2549 ที่ “บริษัท เอปูเซ่ (ประเทศไทย) จำกัด” ได้ก่อตั้งขึ้น และเปิดดำเนินการอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ.2550 จากประสบการณ์ในการเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนชั้นนำเกือบ 20 ปี และประสบการณ์ตรงในฐานะผู้บริหารธุรกิจเครือข่ายของประธานกรรมการบริหาร ภายใต้สโลแกนของ “เอปูเซ่” นั่นคือ “We will reach to success together” หรือ “เราจะบรรลุความสำเร็จร่วมกัน”
ซึ่งคอลัมน์ “ตลาดวิเคราะห์” ปักษ์นี้ จะไล่เรียงความพร้อมในการทำธุรกิจของ “เอปูเซ่” จาก “มนตรี ฉิมมณีภัทธ” ประธานกรรมการบริหาร ที่จะมาเล่าสู่กันฟังถึงเรื่องราวที่ผ่านมา และแผนที่จะรุกตลาดในอนาคตข้างหน้า
โดย “มนตรี” เผยถึงแนวคิดการทำธุรกิจเครือข่ายที่แตกต่างว่า การทำธุรกิจของ “เอปูเซ่” ไม่ใช่บริษัทที่ประกอบธุรกิจขายตรง หากแต่ประกอบธุรกิจจำหน่ายสินค้าอุปโภคและบริโภค ผ่านช่องทางระบบเครือข่ายขายตรง ที่เน้นผู้บริโภคเป็นอันดับหนึ่ง นี่จึงเป็นเหตุผลที่
“เอปูเซ่” พยายามควบคุมสินค้า ควบคุมการผลิต และควบคุมการเลือกสารสกัดจากธรรมชาติมาเป็นตัวหลักในการทำสินค้า เพราะผู้บริโภคจะต้องได้สินค้าที่มีคุณภาพ และปลอดภัย ซึ่งอยู่ในปรัชญาของบริษัทที่ว่า “คุณธรรม นำธุรกิจ”

ซึ่งล่าสุด บริษัทกำลังที่จะสร้างโรงงานผลิตเป็นของตัวเอง เพื่อที่จะควบคุมคุณภาพการผลิต และการเลือกสารสกัดจากธรรมชาติได้สะดวกมากขึ้น พร้อมกันนี้ ยังมีแนวทางที่จะกระจายรายได้ให้กับสมาชิกที่เข้าสู่ธุรกิจให้มีรายได้กระจายทั่วทุกคน
...ด้านการแข่งขันในธุรกิจขายตรงที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรงในปัจจุบัน และมีหลายบริษัทเปิดตัวเข้ามา “มนตรี” ได้มองว่า การทำธุรกิจที่ดีนั้น ผู้ประกอบการต้องไม่กลัวการแข่งขัน เพราะการแข่งขันเป็นเรื่องปกติและเป็นสิ่งที่ดี เนื่องจากจะทำให้ผู้ประกอบการรู้จักกระตุ้นและพัฒนาตัวเองอยู่ตลอดเวลา โดยอยู่บนพื้นฐานการแข่งขัน ที่ขาวสะอาด เมื่อเริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจ เชื่อว่าผู้ประกอบการทุกคนต้องมีแนวทางในการที่จะนำพาธุรกิจไปสู่จุดมุ่งหมาย อยู่ที่ว่าแผนงานที่วางไว้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ และตัวสินค้าสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่
ในปีที่ผ่านมา “เอปูเซ่” ได้วางเป้าไว้ที่ 350 ล้านบาท โดยช่วงต้นปีที่ผ่านมา ก็ได้นำประสบการณ์จากปัญหาน้ำท่วมช่วงกลางปีในภาคใต้ ซึ่งมีฐานสมาชิกอยู่เป็นจำนวนมาก บริษัทจึงวางแผนรองรับน้ำท่วมและคาดว่าหากเกิดปัญหาน้ำท่วมขึ้นอีก ตัวเลขที่ทำได้จะอยู่ที่ 300 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์น้ำท่วมที่เกิดขึ้นในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้ส่งผลกระทบกับธุรกิจ “เอปูเซ่” อยู่บ้าง อย่างไรก็ตาม “เอปูเซ่” ก็พยายามตรวจสอบสมาชิกในพื้นที่ที่ประสบปัญหาน้ำท่วมอยู่ตลอดเวลา และหากพื้นที่ไหนกระทบมากก็จะเข้าไปดูแล ช่วยเหลือ เพราะถือว่าสมาชิกทุกคนคือคนในครอบครัว
ซึ่งที่ผ่านมา ก็มีการจัดระดมทรัพย์สิน และการบริจาคลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย เพราะนี่คือสิ่งที่บริษัท จะคืนให้กับสังคม และถือเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งที่ “เอปูเซ่” เน้นทำมาโดยตลอด
“มนตรี” ยังได้เล่าถึงแผนการทำงานให้ฟังว่า “ในอดีต “เอปูเซ่” มีการวางแผนทั้งระยะสั้นและแผนระยะยาว ซึ่งปัจจุบันบริษัทให้ความสำคัญกับแผนระยะสั้นมากกว่า เพราะในอนาคตไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น อย่างเช่น ในช่วงครึ่งปีสุดท้ายสถานการณ์ไม่นิ่ง จึงไม่ได้ทำแผนระยะยาว แต่ก็เตรียมความพร้อมด้วยการทำแผนแบบรายเดือน ซึ่งในฐานะประธานกรรมการบริหาร “มนตรี” สามารถตัดสินใจได้ด้วยตัวเอง ดังนั้น จึงมีความคล่องตัวสูงในการตัดสินใจและบริหารงาน
ส่วนทิศทางของธุรกิจขายตรงในปี 2555 นี้ “มนตรี” มองว่า ต้องมุ่งหาสินค้าที่ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค และทำอย่างไรให้สินค้า มีการซื้อซ้ำ ซึ่งกลุ่มสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันคือ สินค้าหลักที่ต้องเป็นหัวใจสำคัญ ในสมัยก่อนตลาดเป็นของผู้ขาย แต่ปัจจุบันตลาดเป็นของผู้บริโภค ซึ่งในส่วนของธุรกิจที่มีสินค้าเป็นหัวใจ สิ่งหนึ่งที่ทิ้งไม่ได้คือผู้บริโภคและผู้ทำหน้าที่ในการขาย เหตุผลคือ ถ้าขายสินค้าแล้วไม่มีผู้ใช้สินค้า สินค้าจะอยู่ที่ไหน หรือถ้าขายสินค้าแล้วไม่มีผู้นำสินค้าไปขาย ใครจะทำหน้าที่ขายแทน
สิ่งที่ “เอปูเซ่” พยายามจะปลูกฝัง คือ คิดองค์ประกอบของธุรกิจให้ครบก่อนว่า ต้องมีผู้นำองค์กร ผู้นำกลุ่มธุรกิจ และผู้นำทีมธุรกิจ มีคนทำหน้าที่ในการขายและผู้บริโภค นี่คือพื้นฐานของการทำธุรกิจที่มีสินค้าเป็นตัวกำหนด ทุกองค์กรที่มีธุรกิจเกี่ยวกับการขายสินค้า ต้องมีโครงสร้างนี้
อย่างไรก็ตาม “เอปูเซ่” ก็นับเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการ สร้างรายได้ และจะเป็นธุรกิจที่สร้างอนาคตอันสวยงาม ดังชื่อภาษาฝรั่งเศสของ “เอปูเซ่” (APUSE) ที่หมายถึง “เจ้าสาว” ภาพของหญิงสาวแสนสวยที่อยู่ในชุดเจ้าสาวขาวบริสุทธิ์ ดุจเจ้าหญิงในเทพนิยายนั้น เป็น
ความใฝ่ฝันและความปรารถนาอันสูงสุดของผู้หญิงทุกคน...
ได้ทราบความคิด ทัศนคติ วิสัยทัศน์การดำเนินงานจากหัวเรือใหญ่ไปแล้ว ต่อไปจะเป็นคิวของนักรบ “เอปูเซ่” ที่จะมาบอกเล่าถึงชีวิตและจิตวิญญาณของคนทำงานเครือข่าย...!!!
เริ่มที่ผู้นำเบอร์หนึ่งที่ติดอันดับหนึ่งในสุดยอดนักขายของเมืองไทย และเป็นหัวหอกสำคัญ ที่ทำให้ “เอปูเซ่” ก้าวมาถึงจุดนี้ได้อย่าง “สันติศักดิ์ ครุฑธามาศ” ที่บอกกับ “ทีมงานตลาดวิเคราะห์” ว่า ระยะเวลา 3-4 ปีที่อยู่กับ “เอปูเซ่” ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ถือเป็นเรื่องเกินคาด โดยเป้าหมายส่วนตัวที่ตั้งเอาไว้ แสดงให้เห็นถึงความจริงใจในการนำพาบริษัทและสมาชิกทุกคนสู่ความสำเร็จ โดยเขาสัญญา ว่าจะอุทิศทั้งแรงกายแรงใจ เพื่อนำพา “เอปูเซ่” ไปสู่เป้าหมายยอดขายทะลุ 500 ล้านให้ได้
“นั่นคือ การลั่นวาจาทิ้งเอาไว้ของสุดยอดนักขายระดับขั้นเทพของเมืองไทย ที่มีนามว่า สันติศักดิ์ ครุฑธามาศ”
จากจอมยุทธ์อันดับหนึ่ง ถัดมาเป็น ผู้ซึ่งอุทิศเวลาทั้งหมดให้กับการทำธุรกิจ “เอปูเซ่” อย่าง “พินิตย์ ศรียาลัย” กันบ้าง ซึ่งเขาได้พูดถึงการทำธุรกิจที่นี่เอาไว้อย่างน่าสนใจว่า “ช่วงที่บริษัทประสบกับวิกฤติในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ก็อาจส่งผลกระทบต่อยอดขายบ้าง แต่ด้วยความที่ไม่ย่อท้อ จึงใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการทำงานและลงพื้นที่หนักขึ้น สิ่งสำคัญคือ ต้องรู้จักการปรับเปลี่ยนวิธีทำงานให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างเช่น ช่วงที่หลายพื้นที่เกิดน้ำท่วมหนัก ก็ต้องหันมาทุ่มเทปักหลักให้กับการทำงานที่กรุงเทพฯ จัดประชุมที่ต่างจังหวัด ไม่ได้ ก็ต้องจัดที่กรุงเทพฯ แทน และต้องทำอย่างต่อเนื่อง”
ผู้นำที่ดีต้องมีเป้าหมายในการทำงาน สำหรับ “พินิตย์” ภายใต้การทำงานร่วมกับ “เอปูเซ่” ก็ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่า ตัวเขาต้องขึ้นตำแหน่ง GPD ซึ่งมีรายได้ 5 แสนบาทต่อเดือน ให้จงได้ แม้ต้องฝ่าฟันอุปสรรคมากมายแค่ไหนก็ตามที ด้วยการลงมือทำงานให้หนัก อย่างต่อเนื่อง มองไปยังเป้าหมาย หากเป้าหมายชัดเจน ความสำเร็จไม่ไกลเกินเอื้อม และสำหรับบ้านที่เรียกว่า “เอปูเซ่” แห่งนี้ พร้อมเปิดพื้นที่ให้ทุกคนเข้ามาเรียนรู้และลงมือทำอย่างจริงจัง ด้วยปัจจัยส่งเสริมการทำงานจากบริษัท โอกาสแห่งความสำเร็จย่อมเปิดประตูรอทุกคนอยู่
ผู้นำระดับแถวหน้า ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญในรายถัดมาคือ “กรวีร์ น้อยลัทธี” ที่หลงรักการทำงานเครือข่ายอย่างถอนตัวไม่ขึ้น นับตั้งแต่ที่เธอมาร่วมงานกัน “เอปูเซ่” ความสำเร็จที่ได้มาก็เป็นอย่างก้าวกระโดด และปัจจุบันเธอมีตำแหน่ง GPD โดยมีเป้าหมายสูงสุดว่าจะต้องขึ้นสู่ตำแหน่ง DPD ให้ได้ภายในสิ้นปี
ท่ามกลางวิกฤติอันเกิดจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ “กรวีร์” กลับไม่มองว่าน้ำท่วมเป็นอุปสรรคในการทำงานแม้แต่น้อย เพราะเธอบอกว่าสินค้าเอปูเซ่ เป็นเรื่องของปัจจัย 4 ที่ทุกคนจำเป็นต้องกิน -ใช้ โดยเฉพาะสินค้าตัวเอกอย่าง “คาวาริ” ซึ่งไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ผู้คนที่ให้ความสำคัญกับสุขภาพ ก็ยังขวนขวายหาซื้อมารับประทานอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ดังนั้น เมื่อเพิ่มความขยันทำงานลงไปอีกนิด ยอดขายจึงอยู่ในระดับคงที่ สำหรับผู้ที่สนใจอยากทราบเคล็ดลับการทำงานให้ประสบความสำเร็จ “กรวีร์” ก็ยินดีที่จะเปิดเผยวิธีการทำงานของเธอให้ฟังว่า อันดับแรก ต้องมีความกล้าที่จะเปลี่ยนชีวิตตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ที่สำคัญต้องพกความตั้งใจจริงในสิ่งที่จะทำ วางเป้าหมายของตัวเองให้ชัดเจน คุณสมบัติเบื้องต้นที่กล่าวมาทั้ง 3 ข้อ จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทุกคนให้ไปถึงจุดหมายได้อย่างแน่นอน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 313 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2555