ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปูแดง amp; ดาวปูแดง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ปูแดง amp; ดาวปูแดง แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

เวลาท้อ พยายามมองไปที่เป้าหมาย "สุรศักดิ์ เหลือรักษ์" นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ตำแหน่ง "สโมสรมนุษย์เงินล้าน" สังกัด บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด

 








430399_289149044488271_2103927124_n (Mobile)

"เกียรติยศที่ยิ่งใหญ่ที่สุด...ไม่ได้มาจากการที่เราไม่เคยล้ม...แต่มาจากการลุกขึ้นยืนได้ทุกครั้งที่ล้มต่างหาก" Key to Success ยังคงเดินหน้าที่จะ นำเคล็ดลับ และเทคนิคดีๆ จากนักขายตรงชั้นนำทั่วฟ้าเมืองไทย มา ฉายให้ผู้อ่านทุกท่านได้เห็น เพื่อเปิดใจท่านผู้อ่านทุกท่าน รวมถึง ให้ท่านได้เห็นความสำเร็จที่เกิดขึ้นจริงสำหรับคนที่ตั้งใจ และพยายามสร้างมันให้เกิดขึ้น


"สุรศักดิ์ เหลือรักษ์" นักธุรกิจหนุ่มไฟแรง ตำแหน่ง "สโมสรมนุษย์เงินล้าน" สังกัด บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด ปัจจุบันอายุ 40 ปี พื้นเพเป็นคน จ.พระนครศรีอยุธยา ทำงานประจำเป็นลูกจ้างนานถึง 10 ปี โดยทำเกี่ยวกับเครื่องใช้ ไฟฟ้า และปกติไม่ได้ชอบธุรกิจเครือข่ายอยู่แล้ว แม้จะมีคนมาชักชวนอยู่บ่อยครั้ง


แต่...เมื่อชีวิตมีความฝัน และอยากมี รายได้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้เขาต้องแหกกฎของ คำว่าอคติที่ตัวเองมี จนที่สุดความฝันก็ เกิดขึ้นจริง จากการเข้ามาร่วมทำธุรกิจขายตรง


จุดเปลี่ยนอะไร....ดึงเข้ามาทำ MLM


"ตอนนั้นเริ่มมีความรู้สึกเบื่องานประจำ อยากหาทำอาชีพเสริมอะไรสักอย่าง เพราะ อยากมีรายได้มากขึ้น สิ่งที่ฝันไว้มีหลายอย่าง แต่ยังขาดเรื่องของเงิน พอดีได้รู้จักกับ คุณภัสสร ที่ทำธุรกิจ กับ บ.ปูแดง อยู่แล้ว หลังจากได้พูดคุยกัน ทำให้เกิดความสนใจ จึงได้ตัดสินใจเข้ามาฟังแผนธุรกิจ และได้เห็นถึงความเป็นไปได้ ก็เลยตัดสินใจลงมือทำอย่างจริงจัง เพื่อพิสูจน์ผลลัพธ์ว่าได้จริง รึเปล่า และปรากฏว่า ภายในไม่กี่เดือน ก็มีรายได้เข้ามาหลายหมื่นบาท ซึ่งมากกว่าอาชีพประจำหลายเท่าตัว"


ปัจจัยอะไร...ทำให้ตัดสินใจเลือกทำธุรกิจกับ "ปูแดง"


"เกิดจากได้ฟังแผนการตลาดที่ยอดเยี่ยม ระบบการจัดการที่ดี ความมั่นคงของ บริษัท อีกทั้งวิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่กว้าง ไกล จึงไม่ลังเลที่จะเลือกประสบความสำเร็จที่นี่ อีกทั้งได้ศึกษาความเป็นไปได้เกี่ยวกับการใช้ปุ๋ย ซึ่งประเทศไทยมีชาวเกษตรกรเยอะมาก และยึดทำอาชีพนี้คิดเป็น 70-80% ทั่วประเทศ ทำให้เห็นถึงภาพ-รวมของตลาดที่ใหญ่มาก ซึ่งส่วนตัวมีความ เชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ของบริษัทอยู่แล้ว ที่สามารถช่วยชาวเกษตรกรมีรายได้และยังช่วยลดต้นทุนปลอดสารพิษ ซึ่งยังช่วยรักษาสภาพดินได้อีกด้วย"


ทำธุรกิจ MLM มากี่ปี...มีเป้าหมายอย่างไรบ้าง


"ทำธุรกิจกับ บ.ปูแดง มาได้ 5 ปีเศษๆ อยู่ตำแหน่ง "สโมสรมนุษย์เงินล้าน" รายได้ เฉลี่ยต่อเดือน 5 แสนบาท โดยเป้าหมายต่อไปจะพยายามมีรายได้ 1 ล้านบาทต่อเดือนให้ได้ตลอดไป และจะสร้างสมาชิกให้เก่งขึ้นมาเป็นมนุษย์เงินแสนให้มากที่สุด นอกจากนี้ ความฝันยังอยากจะสร้างบ้าน ทรงไทยราคา 10 ล้านบาท เพราะชอบบ้าน ในสไตล์นี้มาก พร้อมกับออกรถยนต์อีกหนึ่ง คันเป็นของขวัญให้ตัวเองในสิ้นปีนี้ด้วย"


หน้าที่หลักๆ ใน บ.ปูแดง ต้องทำอะไรบ้าง


"ถึงวันนี้ตนได้อยู่ในตำแหน่งสูงสุดของบริษัท และยังมีหน้าที่สำคัญ คือ วางระบบแผนการตลาดให้แก่สมาชิกประสบความสำเร็จให้เร็วที่สุด เพราะตนจะคอยออก ไปช่วยเหลือสมาชิกที่เป็นชาวเกษตรกร สอนกลยุทธ์ต่างๆ และวิธีการใช้ปุ๋ยจุลินทรีย์ กับปุ๋ยเคมี มีความแตกต่างกันอย่างไร บอก ถึงสรรพคุณว่าอันไหนให้โทษและให้ประโยชน์อย่างไร ซึ่งปัญหาการตอบข้อซักถามลูกค้าใหม่ๆ ก็ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องคอยเติมเต็มให้แก่สมาชิกในบริษัทอยู่ตลอด"


อุปสรรคและความท้อแท้...แก้ไขจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร


"ถือว่าตอนทำธุรกิจในช่วงปีแรกๆ ค่อนข้างท้อแท้มาก เพราะเจอการปฏิเสธของคนเยอะ บางทีก็ท้อจนเกือบจะเลิกเหมือนกัน แต่ได้มองถึงสมาชิกที่ไปชักชวน มา และมองถึงเป้าหมายที่ฝันเอาไว้ ทำให้เป็นพลังเดินหน้าสู้ต่อจำทำให้สำเร็จมาได้อย่างทุกวันนี้ คิดว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจมากกว่า หากมีความอดทน มุ่งมั่น ไม่ว่าจะทำอะไรก็สำเร็จได้หมด โดยอยากบอกกับทุกคนที่ท้อแท้ว่า การชักชวนคนมาทำธุรกิจกับเรา และโดนปฏิเสธ ถือเป็นเรื่องปกติและให้มองว่าเป็นแค่รายละเอียดของงานเท่านั้น เพราะว่าหากเราค้นหาคนไปเรื่อยๆ ยังไงก็ต้องเจอคนที่ใช่สักวันแน่นอน"


มีเทคนิคอะไร...อยากฝากสมาชิกเครือข่ายทั่วประเทศบ้าง


"ที่จริงธุรกิจเครือข่ายมีเสน่ห์ดึงดูดที่น่าสนใจมาก อยากให้ทุกคนที่ไม่เคยทำ ลอง เปิดใจเข้ามาทำธุรกิจขายตรง ลองฟังแผน การตลาดและพิสูจน์ผลลัพธ์ว่าได้จริงมั๊ย ที่สำคัญจะต้องเข้าไปเรียนรู้และทำตามระบบ อย่างถูกวิธี และควรจะเชื่อฟังผู้นำเก่งๆ ที่คอยแนะนำให้ทำตาม เพราะคนไม่ประสบ ความสำเร็จหลายคนที่ทำเอง ไม่เชื่อฟัง จนต้องล้มเลิกไปก็หลายคน แต่หากทำตาม ที่บริษัทได้คิดและวางแผนมาให้แล้ว แค่ตั้งใจ อดทน และตั้งใจจริงๆ ยังไงความสำเร็จก็ต้องมาในไม่ช้า"


นี่คืออีกหนึ่งเคล็ดลับและความคิดดีๆ ที่ใครๆ ก็ทำได้จากนักธุรกิจมือทองของวงการขายตรงอีกหนึ่งราย ซึ่ง Key to Success หวังว่าจะช่วยให้ใครที่กำลัง ท้อแท้ สิ้นหวัง ได้มีกำลังใจ เดินหน้าลุยต่อบนถนนแห่งชีวิตที่อาจทำให้ท่านเลือก ธุรกิจขายตรงในการเปลี่ยนแปลงชีวิตของท่านต่อไป


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ดาวปูแดง ดันโครงการปลูกเผือกโวก่อน AEC เป็นมหาชนแน่นอน







Capture (Mobile)

 


ดาวปูแดง เผยปรับทิศธุรกิจใหม่ผ่านกลยุทธ์ “ซื้อตรง” หลังพบขายตรงรุมแย่งตลาดเกษตร ดันโครงการปลูกเผือก- หอมหวังสู้การแข่งขัน พร้อมเปิดโรงงานแปรรูปรับซื้อเผือก พร้อมประกันราคา คุยเกษตรกรแห่เข้าร่วมโครงการกว่า 500 ราย ประกาศกำลังเตรียมตัวสู่มหาชน คาดก่อนเปิด AEC ได้เข้าตลาดหุ้นชัวร์


เชน ใจซื่อ ประธานกรรมการ บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ “ดาวปูแดง” เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้มีการปรับกลยุทธ์ การตลาดแบบใหม่จากที่เคยจำหน่ายสินค้าผ่านนักธุรกิจอิสระ ได้ปรับกลยุทธ์โดยใช้ชื่อกลยุทธ์ “ซื้อตรง” โดยบริษัทได้จัดให้มี โครงการสนับสนุนเกษตรกรปลูกเผือกหอมพร้อมกับใช้ผลิตภัณฑ์ การเกษตรของบริษัทในการดูแลเผือกควบคู่ไปด้วย


สำหรับการปรับกลยุทธ์ดังกล่าว เนื่องจากบริษัทเล็งเห็น ว่า ในปัจจุบันมีบริษัทขายตรงมากมายหลายบริษัทได้ให้ ความสนใจในการทำตลาดการเกษตรมากขึ้น ส่งผลให้มีคู่แข่ง ในตลาดเพิ่มและเพื่อความอยู่รอดและเติบโตของธุรกิจบริษัท จึงต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวบริษัท ได้เริ่มดำเนินการมาเป็นเวลา 3 ปีแล้วและได้รับผลตอบรับจาก เกษตรกรเป็นอย่างดี ส่งผลให้ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขาย จากช่องทางการสนับสนุนโครงการ 50% และช่องทางระบบ ขายตรง 50%


ขณะเดียวกันบริษัทยังได้ตั้งโรงงานแปรรูปเผือกเพื่อ รับซื้อเผือกหอมจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการซึ่งตั้งอยู่ใน พื้นที่เดียวกันกับโรงงานผลิตปุ๋ยที่จังหวัดสุพรรณบุรี พร้อมกันนี้ บริษัทยังได้จัดให้มีการประกันราคาเผือกไม่ต่ำกว่ากิโลกรัมละ 10 บาท ปัจจุบันมีเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 500 ราย ทั่วประเทศ โดยเฉพาะภาคกลาง ภาคเหนือ และภาคอีสาน มีพื้นที่เพาะปลูกเผือกหอมแล้วกว่า 1,000 ไร่ และในอนาคต อันใกล้นี้ บริษัทคาดว่าจะมีพื้นที่เพาะปลูกเผือกหอมเพิ่มเป็น 10,000 ไร่


อย่างไรก็ตาม ในอนาคตบริษัทยังได้วางแผนที่จะเปิด โครงการสนับสนุนให้มีการปลูกพืชชนิดอื่นเพิ่มขึ้น และ ในเร็วๆ นี้ คาดว่าจะมีโครงการสนับสนุนให้มีการปลูกข้าวขวัญ สุพรรณ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับปรุงพันธุ์ข้าว โดยบริษัท ได้ร่วมมือกับมูลนิธิข้าวขวัญและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการ ปรับปรุงข้าวสายพันธุ์ดังกล่าว


“แม้เราจะให้ความสนใจในการสนับสนุนโครงการปลูก เผือกเป็นอย่างมาก แต่เราก็ยังคงดูแลนักธุรกิจขายตรงควบคู่ กันไป เพราะเราได้พยายามที่จะรักษากลุ่มสมาชิกเดิมให้คงอยู่ พร้อมกับการขยายนักธุรกิจใหม่ๆ จากปัจจุบันเรามีสมาชิก ทั่วประเทศรวมกันแล้วกว่า 300,000 รหัส”


เชน กล่าวต่อว่า ขณะนี้บริษัทอยู่ในช่วงของการ แต่งตัวเพื่อเตรียมพร้อมที่จะเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ดังนั้น บริษัทจึงต้องมีการเคลียร์การบริหารจัดการภายใน ซึ่งบริษัท ได้เตรียมตัวมาแล้วกว่า 1 ปี ขณะนี้ได้ผ่านคุณสมบัติของ ผู้ที่จะเข้าตลาดหลักทรัพย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว คาดว่าจะ สามารถเข้าสู่ตลาดหุ้นได้ก่อนเปิดตลาด AEC ปี 2558


 


 


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 232 ประจำวันที่ 1-15 ตุลาคม 2556


 

วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

MLM"ไทย-เทศ"เคลื่อนทัพ ดาหน้าขยายสาขาอาเซียน







people-linked (Mobile)


ตลาดอาเซียน กลายเป็นจุดขายกลุ่มบริษัทขายตรงดึงขึ้นเป็นกลยุทธ์ ขยายสาขา บริษัทแม่ "แคทส์ดอทคอม" ตั้งไทยเป็นศูนย์กลางอาเซียน "สตาร์ซันไชส์" ใช้ปี 56 เป็นปีแห่งการลุยขยายอาณาเขต "ยูนิไลฟ์" เตรียมสินค้าเกษตรลุยเพื่อนบ้าน "ปูแดง" เริ่มปล่อยนักขายล่าสมาชิกชายแดน "แซนสยาม" จับมือ "กรมส่งเสริมการส่งออกกระทรวงพาณิชย์" ลุย AEC


นายเกียรติพงษ์ ตั้งงามจิตต์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท แคทส์ดอทคอม (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในช่วง 5 เดือน ที่ผ่านมาของปีนี้ บริษัทมียอดขายเพิ่มขึ้นไม่มากนัก โดยที่บริษัท ต้องการที่จะขยายออกไปสู่ตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้น เรื่องยอดขาย ในประเทศจึงเพิ่มไม่มากดังที่กล่าว


"สาขาของบริษัทในประเทศไทยมีความพร้อมในการลุยตลาดอาเซียนเป็นอย่างมาก ซึ่งที่ผ่านมาก็เริ่มขยายไปแล้วที่ เวียดนาม, ลาว และมาเลเซีย โดยในอนาคตบริษัทต้องการที่จะขยายสาขาไปในประเทศพม่าต่อไป"


"ในเรื่องของการขยายสาขา บริษัทจะขยายไปในรูปแบบการตั้งบริษัทให้มีความคล้ายคลึงสาขาประเทศไทยมากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของแผนการจ่าย ซึ่งตอนนี้ติดในเรื่องของภาษี ในแต่ละประเทศ ที่ทำให้การขยายตลาดติดขัดในการทำเรื่องแผนงาน แผนจ่ายอยู่บ้าง" เกียรติพงษ์ กล่าว


โดยที่ผ่านมา บริษัท แคทส์ดอทคอม ได้เริ่มมีการขยาย ธุรกิจไปยังประเทศใกล้เคียง เช่น กัมพูชา, เวียดนาม, ลาว และ มาเลเซีย อย่างไรก็ดี นี่ยังถือเป็นก้าวแรกของบริษัทในการทำธุรกิจ ซึ่งเรายังมีโอกาสอีกมากในการเติบโต โดยประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางของธุรกิจแคทส์ดอทคอม ในแถบอาเซียน


อย่างไรก็ตาม ดังที่กล่าวมา แคทส์ดอทคอม บริษัทแม่มีความต้องการที่จะให้ สาขาในประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในการ ขยายตลาดในแถบประเทศอาเซียน จากเหตุผลด้วยเรื่องความสะดวกของไทย ที่มี อาณาเขตติดต่อเพื่อนบ้านหลายประเทศในแถบอาเซียน ทั้งยังมีทำเลอยู่ตรงกลาง ของภูมิภาค ซึ่งดูจะพร้อมกว่าที่สาขาแม่ในญี่ปุ่นจะเข้ามาสร้างการขยายตลาดเอง


"ในส่วนของเรื่องโรงงานผลิตสินค้า บริษัทแม่คงต้องดูที่ความพร้อม อีกทั้งยังต้องใช้เวลาสำรวจความต้องการของตลาด ออกไปอีก หากต้องมีการเปิดโรงงานสินค้า ที่ประเทศไทย ซึ่งในช่วงแรกของการขยาย ตลาดอาเซียน คงต้องเป็นการสั่งสินค้าจากประเทศญี่ปุ่นไปก่อน" ประธานใหญ่ กล่าว


ด้านนายโกสิทธิ์ ผะลิวรรณ ประธานกรรมการ บริษัท สตาร์ซันไชน์ จำกัด เปิดเผยว่า สำหรับกลยุทธ์การดำเนินงานในปี 2556 นั้น บริษัทเห็นความ สำคัญของการเปิดตลาดอาเซียน หรือ AEC จึงขยายตลาดไปเปิดสาขายังกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาเรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการกำหนดวันและเวลา ในการทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการ มุ่งมั่น ให้ทางพนมเปญเป็นฮับในการเปิดตลาดก่อน เนื่องจากประเทศนี้เปิดโอกาสให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นได้เต็ม 100% เพราะ ฉะนั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของการทำตลาดที่ไม่ก่อให้เกิดรอยต่อของธุรกิจที่ทำแบบไบนารี่ หากมีขาทางประเทศไทยสามารถไปต่ออีกขาหนึ่งที่ประเทศกัมพูชาก็ได้


หลังจากนั้นบริษัทมีเป้าหมายที่จะขยายไปเปิดสาขายังประเทศเวียดนาม สิงคโปร์ ที่กฎหมายให้ต่างชาติถือหุ้นได้ 100% เช่นกัน จากนั้นก็จะไปยังประเทศ ลาว ขณะนี้กำลังเจรจาร่วมกันถึงสัดส่วนผู้ถือหุ้น ซึ่งทางประเทศลาวใช้กฎหมายคล้ายกับประเทศไทยที่คนต่างชาติถือหุ้นได้ไม่ถึง 50% แต่ขณะนี้มีลูกค้าซื้อสินค้าของบริษัทเข้าไปใช้และจำหน่ายบ้างแล้ว จึงถือว่าเป็นโอกาสทางธุรกิจที่จะขยายตลาดไปประเทศเพื่อนบ้าน


ในส่วนของนางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้มองเห็นโอกาสในภาคเกษตรของทางประเทศในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งพื้นที่และประชากรส่วนใหญ่ของอาเซียน อยู่ในภาคธุรกิจเกษตรนี้ บริษัทจึงได้มองลู่ทางขยายฐานธุรกิจไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน อยู่บ้างเหมือนกัน อาทิ ลาว, พม่า, กัมพูชา และเวียดนาม ซึ่งได้เตรียมการบางส่วนรองรับไว้บ้างแล้ว แต่คงต้องรอความชัดเจน ในกฎระเบียบของประเทศเพื่อนบ้านไปพร้อมๆ กัน คาดว่าการเปิดเสรีอาเซียนในปี 2558 จะส่งผลบวกกับทางบริษัทด้าน การขยายตลาดมากยิ่งขึ้น


ส่วนนายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด ก็ได้เผยว่า "ตอนนี้ได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้วเช่นกัน แต่ยังไม่ได้เจาะตลาดเข้าไปมากนัก เพราะส่วนใหญ่ ธุรกิจจะเป็นลักษณะของการจำหน่ายผ่าน ตัวแทนออกไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีผู้นำหลายคนนำสินค้าเข้าไปขายเองตามตะเข็บ ชายแดนต่างๆ และมีเพื่อนบ้านของเรา อย่าง ลาว, กัมพูชา, พม่า และอินโดนีเซีย ที่จะสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทเราเป็นจำนวน มาก สั่งครั้งละประมาณ 100-200 ตัน แสดงให้เห็นว่า สินค้าจากบริษัทเราได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก หากผู้ประกอบการแถวๆ เพื่อนบ้านต้องการทำธุรกิจกับเรา บริษัทก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่แน่นอน"


ด้านนายสมชาย อินทิราวรนนท์ กรรมการบริหาร บริษัท แซนสยาม อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เผยว่า "ตอนนี้เราได้จับมือกับกรมส่งเสริมการส่งออก กระทรวงพาณิชย์ เพื่อรองรับตลาดอาเซียน และเพื่อความสะดวกในการทำการค้า จึงได้มีการทำ "เทรดแฟร์" รวมถึงสร้าง "บิสซิเนสแมชชิ่ง" เพื่อหาคนเข้ามาร่วมธุรกิจกับเรามากๆ"


"ตอนนี้เรามีพันธมิตรอย่าง เวียดนาม, จีน, ฟิลิปปินส์, ลาว, พม่า, มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ในส่วนของประเทศจีนค่อนข้างเป็นตลาดใหญ่ เราได้พยายามเร่งสร้างแบรนด์ ขายปลีก ขายส่ง โดยได้ไปทำตลาดที่เมืองเซี่ยงไฮ้มา ถือว่า น่าสนใจมาก เราตั้งใจจะเปิดกว้างเพื่อให้นักธุรกิจที่นั่นได้ดำเนินธุรกิจได้หลายรูปแบบ"





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ผู้ชนะที่แท้จริง ต้องไม่ย่อท้อ ภัสสร พ่วงพูล ตำเเหน่ง "President" บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด







Capture (Mobile)

 


"เราทุกคนเกิดมาเพื่อเป็นผู้ชนะ และผู้ชนะที่แท้จริงต้องไม่ย่อท้อ และรู้จัก อดทนรอวันที่ชัยชนะจะมาถึง" วลีเด็ดสัปดาห์นี้ "KEY TO SUCCESS" หวังว่าจะเป็นกำลังใจให้กับผู้ที่อยากจะก้าวไปสู่ความสำเร็จ และ "กุญแจสู่ความสำเร็จ" ครั้งนี้... ถึงคิวของ "ภัสสร พ่วงพูล" อายุ 46 ปี นักธุรกิจระดับ "President" ของบริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด หลังจากเข้ามาพิสูจน์ธุรกิจเครือข่ายเพียงแค่ 3 เดือนเท่านั้น ก่อนตัดสินใจลาออกจากงานประจำ มาลุยอาชีพที่ไม่คิดจะทำ จนทำให้เธอได้มีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไป + ทำธุรกิจนี้มากี่ปี และอยู่ตำแหน่งอะไร "เข้ามาทำธุรกิจกับปูแดงเป็นเวลา กว่า 8 ปีแล้ว ตอนนี้ขึ้นสู่ตำแหน่ง President สูงสุดขององค์กร รายได้ 5-8 แสนบาทต่อเดือน ไม่อยากเชื่อว่าจะมีรายได้มากขนาดนี้" + ทำอาชีพอะไรมาก่อนหน้านี้ "ในอดีตทำงานเกี่ยวกับการรับราชการ ที่กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ทำ ร่วม 10 กว่าปี คืองานราชการมั่นคงอยู่แล้ว ทุกวันนี้ยังงงตัวเองว่าทำไมถึงออกมาทำธุรกิจขายตรง" + จุดเปลี่ยนอะไรที่ทำให้เข้ามา MLM "จริงๆ แล้วไม่ชอบธุรกิจเครือข่าย มีคนมาชวนเยอะมาก และได้ปฏิเสธธุรกิจนี้มากว่า 10 ปี เพราะมองว่า หลอกลวง เพ้อเจ้อ แต่ที่เข้ามาทำเป็นเพราะอยากลอง ดูว่าทำแล้วได้จริงรึเปล่า" + ช่วงแรกๆ ที่ทำเป็นอย่างไร "เราเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง เดือนแรกเอาสินค้าไปทดลองใช้และลองทำตามแผนดู ก็มีรายได้มา 3,000 บาท เดือนที่สอง 40,000 บาท และเดือนที่ 3 ได้มา 120,000 บาท ถือว่างงมาก ทำให้ตัดสินใจออกจาก งานราชการและมาลุยเต็มตัว" + เจอปัญหาอะไร ที่ทำให้ท้อบ้างมัย "คงเป็นวิกฤติของบริษัทเมื่อ 4-5 ปีก่อน ที่เจอปัญหาแชร์ลูกโซ่เข้ามา ทำให้ภาพลักษณ์บริษัทเสียทันที แต่เราไม่คิดจะทิ้งบริษัท เพราะที่ บ.ปูแดง ทำให้เรามี ทุกอย่าง เราจึงได้พยายามสวดมนต์ทุกวัน ตั้งใจทำงานจนปัญหาค่อยๆ จางลง และก็กลับมายืนหยัดในธุรกิจนี้ต่อได้" +l ธุรกิจ MLM ทำชีวิตเปลี่ยนไปแค่ไหน "เปลี่ยนมากเลยค่ะ จากที่ไม่ชอบ กลายเป็นรักอาชีพนี้มากเลย เพราะเรามีรายได้สูง ทำแค่คนเดียวชีวิตสบายทั้งครอบครัว ตอนนี้เพิ่งสร้างบ้านใหม่ราคา 30 ล้านบาท และเปิดสาขาขึ้นมาเอง ลงทุนประมาณ 4.5 ล้านบาท ที่ อ.สองพี่น้อง จ.สุพรรณบุรี ชีวิตเวลานี้มีความสุขมากค่ะ เพราะยังได้ช่วยเหลือลูกทีมให้มีรายได้ด้วย" + ตั้งเป้าหมายอย่างไร "อยากสร้างผู้นำให้ได้ 100 คน ที่มีรายได้หลักแสนขึ้นไป และช่วย บ.ปูแดง ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง" + อยากฝากอะไรถึงสมาชิกเครือข่ายบ้าง "ถ้าอยากสำเร็จ เราต้องรู้จักสินค้าบริษัทก่อน คือ รู้ให้จริง ข้อมูลต้องแน่น ต้อง มั่นใจในบริษัทและสินค้า อีกทั้งต้องรู้จักเป็น ผู้ให้ก่อน จึงจะเป็นผู้รับ ที่สำคัญควรเชื่อฟัง ผู้นำให้มากๆ อย่าทำตัวเป็นน้ำเต็มแก้ว" และนี่ก็เป็นเรื่องราวดีๆ ของ ภัสสร พ่วงพูล อีกหนึ่งนักขายตรงมือทองจาก บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด ที่มา เปิดใจถึงเคล็ดลับความสำเร็จในธุรกิจ MLM เอาเป็นว่า....หากคุณอยากเปลี่ยนชีวิต ไม่แน่อาชีพเครือข่ายอาจช่วยคุณได้





Credit By :http://www.siamturakij.com

วันจันทร์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2556

"ปูแดง" ชูแผนป่าล้อมเมืองมุ่งถิ่นทุรกันดารชี้ตลาดใต้มาแรง







pd (Mobile)

 


"ปูแดง" อุบยอดขายปี 55 เดินหมาก ปี 56 ด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง ลงพื้นที่ล่าลูกค้าในพื้นที่ทุรกันดาร พร้อมประชา-สัมพันธ์แบรนด์ในเขตชนบท ฟุ้ง! ตลาดภาคใต้สุดแรง สมาชิกซื้อสินค้าต่อเนื่อง ส่วนเรื่อง AEC ยังไม่เน้น บอกแต่ตอนนี้ เริ่มมีสมาชิกรุกเพื่อนบ้านตามเขตชายแดน สั่งสินค้าทีละเป็นร้อยตัน คาดสิ้นปีบัญชีโต 30%


 


นายสมปอง แซ่ตั้ง ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทมีผลประกอบการที่น่าพอใจ ธุรกิจมีการเติบโต 15% แต่คงจะยังไม่ขอเปิดเผยเรื่องตัวเลขว่าได้เท่าไหร่ ซึ่งในแต่ละ เดือนจะมีสมาชิกหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมธุรกิจ ต่อเนื่องประมาณ 3,000 รหัสขึ้นไป


"ตนมีความมั่นใจว่า บริษัทจะมีการเติบโตขึ้นมากกว่านี้ เพราะปีที่ผ่านมา บริษัท ขยายธุรกิจออกไปทั่วประเทศ ขณะที่ปัญหา ส่วนใหญ่ที่พบเจอจะเป็นเรื่องของน้ำ หากฝนไม่ตกจะทำให้มีผลกระทบต่อธุรกิจเป็นอย่างมาก เพราะบริษัทจะเน้นธุรกิจเกี่ยวกับ การเกษตร ยิ่งในภาคอีสานเวลาฝนไม่ตกก็จะทำไร่ทำนาไม่ได้ ทำให้ลูกค้าไม่สามารถสั่ง ซื้อสินค้าจากบริษัทเราได้"


นอกจากนี้ ประธานใหญ่ "ปูแดง 168Ž" ยังได้กล่าวถึงแผนการตลาดในปี 2556 ว่า บริษัทวางแผนการตลาดด้วยการออกพื้นที่ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศได้เข้าไปเจาะตลาดตามหมู่บ้านที่ทุรกันดาร โดยเรา ก็เดินทางไปในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ได้ฐานลูกค้า ใหม่ๆ กลับมามากมาย ทั้งยังมีการสั่งซื้อสิ้นค้าจากเราเยอะขึ้น ซึ่งถือเป็นการประชาสัมพันธ์สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของบริษัทไปด้วยในตัว และตอนนี้ก็มีลูกค้าที่เข้ามาร่วม ธุรกิจกับบริษัทเรามากขึ้นเรื่อยๆ โดยเป้าหมายในปีนี้ บริษัทมั่นใจธุรกิจจะต้องมีการเติบโตขึ้นถึง 30% และสมาชิกต้องมียอดขายแตะที่ 200,000 รหัส


"ตอนนี้กลยุทธ์ที่เราใช้จะเป็นแบบ ป่าล้อมเมือง คือเราต้องการสร้างฐานธุรกิจ ให้แน่นก่อน เพราะก่อนหน้านี้บริษัทเราเคย มีปัญหาใหญ่เมื่อปี 2553 แต่บริษัทก็ฝ่าวิกฤติ มาได้ ทำให้เราได้กลับมายืนในธุรกิจอีกครั้ง และตอนนี้ก็ดำเนินธุรกิจมาได้อย่างต่อเนื่อง จากวันที่เปิดบริษัทมาตั้งแต่เป็น "บริษัท เบสท์ 59 จำกัด" ในปี 2546 มาถึงตอนนี้ ก็เท่ากับ 11 ปีแล้ว ที่บริษัทของเราอยู่ในวงการขายตรงมา"


"ขณะที่ฐานลูกค้าส่วนใหญ่ที่สั่งซื้อจะมาจากทางภาคใต้เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งที่นั่นมีกำลังการสั่งซื้อสินค้าเป็นจำนวนมาก อาจเป็นเพราะมีความอุดมสมบูรณ์ไม่ค่อยขาดน้ำ มีฝนตกต่อเนื่อง ทำให้มีการสั่งซื้อสินค้าการเกษตรจากเราเป็นจำนวนมาก มีการสั่งซื้อตลอดปี ในส่วนของสำนักงานใหญ่ ตอนนี้บริษัทตั้งอยู่แถว ถ.แจ้งวัฒนะ อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี และมีสาขาหลักๆ ประมาณ 7-8 สาขาใหญ่ และยังมีแม่ทีมที่ไปจัดตั้งศูนย์กระจายสินค้าขึ้นมาเอง เพื่อเอาไว้จำหน่ายสินค้านั้นมีกว่า 100 แห่ง ครอบคลุมอยู่ทั่วประเทศ"


ในส่วนของการรวมตัวประชาคมเศรษฐกิฐอาเซียน หรือ AEC นั้น "สมปอง" กล่าวว่า "ตอนนี้ได้เตรียมแผนรับมือไว้แล้ว เช่นกัน แต่ยังไม่ได้เจาะตลาดเข้าไปมากนัก เพราะส่วนใหญ่ธุรกิจจะเป็นลักษณะของการจำหน่ายผ่านตัวแทนออกไปเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งมีผู้นำหลายคนนำสินค้าเข้าไปขาย เองตามตะเข็บชายแดนต่างๆ และมีเพื่อนบ้านของเรา อย่าง ลาว, กัมพูชา, พม่า และ อินโดนีเซีย ที่จะสั่งซื้อสินค้าจากบริษัทเรา เป็นจำนวนมาก สั่งครั้งละประมาณ 100-200 ตัน แสดงให้เห็นว่า สินค้าจากบริษัทเราได้รับ ความนิยมเป็นอย่างมาก หากผู้ประกอบการ แถวๆ เพื่อนบ้านต้องการทำธุรกิจกับเรา บริษัท ก็พร้อมที่จะสนับสนุนเต็มที่แน่นอน"


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com


 

วันจันทร์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2556

'ดาวปูแดง' อัพแบรนด์ แต่งตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์







iq1de74b494069a1a45c87193fa1e416a4 (Mobile)


ดาวปูแดง ชูโครงการคอนแทคฟาร์มมิ่ง ส่งเสริมเกษตรครบวงจร ฟิตจัด เตรียมแต่งตัวเข้าตลาดหุ้นภายในต้นปี 57 ยอดขายเติบโตปีละ 10 %

นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ดาวปูแดง ในระบบขายตรง เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทกำลังเตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่เพื่อที่จะยื่นเรื่องเข้าตลาดหลักทรัพย์ โดยดำเนินการตามโครงการหุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปี ของการก่อตั้งสำนักงาน ทั้งนี้บริษัทมีคุณสมบัติ ครบทั้ง4 ประการ คือ ต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งในต่างจังหวัดหรือทำธุรกิจในต่างจังหวัด, มีทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท, ต้องทำประโยชน์ให้กับจังหวัด หรือช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ, และสุดท้ายมีผลดำเนินงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และบริหารงานภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีผลกำไรในงบการเงินงวดล่าสุด


"ตอนนี้เราแต่งตัวเพื่อเตรียมพร้อมทุกอย่าง และปฏิบัติตามที่ กลต.เรียกเข้าไปทุกครั้ง ทุกหลักสูตรอบรม คิดว่าจะพร้อมเข้าตลาดช่วงไตรมาสแรกของปี 2557 ซึ่งข้อดีของการเข้าตลาดหุ้นคือ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขัน รวมถึงโรงงานผลิตปุ๋ย ธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด รวมถึงแบรนด์จะแข้มแข็ง รวมถึงเรื่องทุนด้วย ที่สำคัญเรากำลังสร้างซัพพลายเชน (Supply Chain) เพราะเรากำลังขยายภาคเกษตรให้เป็นคอนแทคฟาร์มมิ่งเหมือนในต่างประเทศที่เขาพัฒนาแล้วหลายๆประเทศ"


นายเชน กล่าวว่า ลักษณะของคอนแทคฟาร์มมิ่ง (Contract Farming) คือ โครงการที่บริษัทสร้างเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชแบบประกันราคา มีการรับซื้อ แปรรูป ตลอดจนส่งตลาดอย่างครบวงจร ล่าสุด โครงการส่งเสริมปลูกเผือกหอม ตามแนวทางในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสมาชิกของบริษัท และชาวบ้านได้ต่อไป เนื่องจากพืชดังกล่าวใช้ปริมาณน้ำน้อย ต่างจากการทำนา หรือพืชอื่นๆ ถือเป็นการลดความเสี่ยงต่อภาวะ ขาดทุนของชาวบ้าน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกที่ร่วมโครงการนี้แล้วกว่า 100 ราย ในพื้นที่เกือบ 1 พันไร่ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในแถบพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี


"บริษัทเข้าไปส่งเสริมให้ความรู้กับเกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ ผมเองไปบรรยายการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ไว้ใช้เอง สิ่งนี้กลับสร้างความมั่นใจ เพิ่มยอดขายให้กับบริษัทมากขึ้นด้วยซ้ำ เราสร้างภาพลักษณ์ด้วยการให้ความรู้แก้เกษตรกร"


นายเชน กล่าวต่อไปว่า ผลประกอบกอบการในปีที่ผ่านมาเติบโตขึ้น 10% ขณะที่กลยุทธ์ในการทำตลาดในปีนี้ แทนที่จะเรียกว่าขายตรง แต่เปลี่ยนเป็นซื้อตรง คือ เกษตรกรได้เงินจากการขายผลผลิตกลับมาซื้อเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ได้ตั้งแต่ต้นน้ำคือ การจำหน่ายปุ๋ย กลางน้ำคือ การสร้างเสริมการเพาะปลูกและปลายน้ำคือ การเก็บเกี้ยวผลผลิต บริหารจัดการความเสี่ยงต่างๆ ด้วย




Credit By :http://www.ryt9.com

วันพุธที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

"ดาวปูแดง" วอนขอเข้าตลาดหุ้นชู โครงการ "ปลูกเผือกหอมพันล้าน"


ดาวปูแดง ผุดโครงการ ปลูกเผือกหอมพันล้าน หนุนเกษตรกรเข้าร่วมรับวิกฤติแล้ง ชี้ โครงการนี้ส่งอานิสงส์ชาวไร่ใช้สินค้าบริษัท ตั้งความหวังกรรมการตลาดหุ้นพิจารณา หลัง ก.ล.ต. ออกโครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ดันฝันเป็นบริษัทขายตรงเจ้าแรกได้นามสกุลมหาชน เรียก เรตติ้ง ยกระดับแบรนด์


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ดาวปูแดง ภายใต้ระบบธุรกิจขายตรง เปิดเผยความคืบหน้าการยื่นเรื่องเข้าตลาดหลักทรัพย์ ต่อ สยามธุรกิจ ว่า ในขณะนี้ดาวปูแดง ถือได้ว่าเป็นบริษัทจำหน่ายปุ๋ยเจ้าแรกและเจ้าเดียวในเมืองไทย ที่ยื่นเรื่องเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแผนดำเนินงานดังกล่าว เป็นไปตามโครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรม การกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อฉลอง ครบรอบ 20 ปี ของการก่อตั้งสำนักงาน


โดยบริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าวได้ ต้องมีคุณสมบัติ 4 ประการ คือ ต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งในต่างจังหวัดหรือทำธุรกิจในต่างจังหวัด, มีทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท, ต้องทำประโยชน์ให้กับจังหวัด หรือช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ, และสุดท้ายมีผลดำเนินงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และบริหารงานภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีผลกำไรในงบการเงินงวดล่าสุด ซึ่งหากคุณสมบัติ ต่างๆ ผ่าน จะได้รับการพิจารณาจากสภาอุตฯ และสภาหอฯ จังหวัด และจะได้เสนอเรื่องไปยัง ก.ล.ต. เพื่อพิจารณาคัดเลือกต่อไป


ซึ่งเป็นที่น่ายินดีที่บริษัทได้ผ่านคุณสมบัติ ต่างๆ ทั้ง 4 ประการแล้ว ในขณะนี้จึง อยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของคณะกรรมการ ก.ล.ต. โดยระหว่างนี้ บริษัทต้องมีการคิดค้นโครงการ ใหม่ๆ ที่สร้างสรรค์ และสร้างประโยชน์ให้กับประชาชนโดยรวม หากโครงการที่คิดค้นเป็นที่น่าสนใจ และช่วยเหลือชาวบ้านได้จริงๆ การประสบความ สำเร็จได้รับเลือกให้เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป


นายเชน กล่าวแสดงความมั่นใจว่า บริษัทมีโอกาส สูงถึง 80% ที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โดยคาดว่าจะได้รับการตอบรับไม่เกินปลายปีหน้า โดยโครงการสำคัญเรื่องหนึ่ง ที่บริษัทเร่งดำเนินการ และถือเป็นโครง การที่ทำมาตั้งแต่ต้น แม้จะยังไม่ยื่นเรื่องเข้าตลาดหุ้น คือ การส่งเสริมให้สมาชิกของบริษัท รวมถึงประชาชนทั่วไป ปลูกพืชที่มีการรับประกันราคา เช่น เผือกหอม ข้าวโพดหวาน เป็นต้น ซึ่งบริษัทจะเป็นผู้รับซื้อสินค้าดังกล่าวทั้งหมดจากชาวบ้านในราคาประกัน เพื่อส่งขายสู่พ่อค้าคนกลางต่อไป โครงการนี้จะช่วยสร้างรายได้ที่มั่นคงให้พวกเขา และจะทำ ให้ชาวบ้านไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง


นายเชน ได้กล่าวอีกว่า โครงการส่งเสริมการปลูก เผือกหอมดังกล่าว ยังเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อสมาชิกของบริษัท และชาวบ้านได้ต่อไป เนื่องจากพืชดังกล่าวใช้ปริมาณน้ำน้อย ต่างจากการทำนา หรือพืชอื่นๆ ถือเป็นการลดความเสี่ยงต่อภาวะ ขาดทุนของชาวบ้าน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกที่ร่วมโครง การนี้แล้วกว่า 100 คน ในพื้นที่เกือบ 1 พันไร่ ส่วนใหญ่ยังอยู่ในแถบพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นที่ตั้งของบริษัท อย่างไรก็ดีเราจะร่วมมือกับรัฐบาลในการรณรงค์ กระจายข่าวสารความรู้เรื่องนี้ไปสู่ชาวบ้านในจังหวัดอื่นๆ ต่อไป โดยตั้งเป้าว่า ก่อนเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ต้องขยายพื้นที่ดำเนิน โครงการให้ครอบคลุมกว่า 5 พันไร่


นายเชนได้มองภาพรวมของการเข้าสู่ตลาดหุ้น ว่า สำหรับนโยบายการเข้าสู่ตลาดหุ้นของบริษัท ตนมองว่าได้ส่งผลดีหลายประการ คือ นอกจากจะเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันของบริษัท และเตรียมความพร้อมสู่ตลาด AEC แล้ว ยังมีข้อดีในเรื่องเงินทุน ที่มีดอกเบี้ยต่ำ และความเสี่ยงต่างๆ ก็ลดน้อยลง ส่วนโครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ตนมองว่าเป็นโครงการที่เปิดกว้างให้แก่ ธุรกิจต่างๆ ในต่างจังหวัดให้สามารถเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น เพราะจากข้อมูลการสำรวจของ ก.ล.ต.พบว่า จำนวน 500 บริษัทที่มีนามสกุล จำกัด (มหาชน) มีเพียง 7% เท่านั้นที่เป็นบริษัทซึ่งอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งถือว่าน้อยมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็นการส่ง เสริม สนับสนุนธุรกิจต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม แต่ขาดโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้มีโอกาส ในจุดนี้มากขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่า ดาวปูแดง จะสามารถผ่าน คุณสมบัติหรือเงื่อนไขต่างๆ ตามโครงการ จนสามารถเข้า จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทเล็กๆ ที่สามารถ ใช้นามสกุล จำกัด (มหาชน) ได้อย่างแน่นอนด้านผลประกอบการของบริษัทในปีนี้ นายเชน เปิดเผยว่า เติบโตขึ้นประมาณ 10% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว ส่วนสิ้นปีตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 220 ล้านบาท


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจฉบับที่ 1351 ประจำวันที่ 10-11-2012 ถึง13-11-2012

วันอังคารที่ 16 ตุลาคม พ.ศ. 2555

MLM ดันตัวเข้า "ตลาดหุ้น" ฝันเป็นธรรมาภิบาลชิงแต้มต่อภาพลักษณ์


เชื่อว่าการได้เข้าตลาดหลักทรัพย์ และเป็นบริษัท (มหาชน) คงเป็นความฝันของทุกธุรกิจ ทุกบริษัท เนื่องจากประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับ และความเป็นบริษัทธรรมาภิบาล คงเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบ การเจ้าของธุรกิจเฝ้าฝัน ไม่เว้นแม้แต่บริษัทในวงการขายตรง ที่ ต่างพากันคาดหวังที่จะทำให้แบรนด์ของตนเองเป็นบริษัทที่อยู่ใน ตลาดหลักทรัพย์ เพื่อประโยชน์ที่กล่าวมา อีกทั้งยังเป็นการยกระดับบริษัทของตนเองในอีกทาง


โดยนายวสันต์ ลิขิตเสถียร รองประธานอาวุโส บริษัท อาเจล อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ในฐานะที่อาเจลประเทศไทยก้าวขึ้นสู่ปีที่ 5 บริษัทก็พร้อมเปิดเกมเชิงรุกอย่างต่อเนื่อง โดยแผนกลยุทธ์แรกที่อาเจลวางไว้ คือการ เปิดตัวผลิตภัณฑ์เจลใหม่ถึง 3 ตัว หลังจากออกผลิตภัณฑ์ใหม่ใน กลุ่ม Body Care และ Hair Series มากกว่า 10 ตัว ในปีที่ผ่านมา ซึ่งแต่ละตัวได้รับการตอบรับอย่างดีจากสมาชิกและนักธุรกิจอาเจล ทั้งภายในประเทศไทยและกลุ่มประเทศเพื่อนบ้าน ในแถบอาเซียน โดยผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ถือว่ามีสัดส่วนการขาย ประมาณ 25% จาก ยอดขายโดยรวม


อาเจลวางแผนไว้ว่าปีนี้ บริษัทจะสร้างความเติบโตอย่างต่อเนื่องในกลุ่มผลิตภัณฑ์ดูแลผิว และเส้นผม รวมถึงกลุ่มออรัลแคร์ คือเพิ่มสัดส่วนขึ้นเป็น 30-35% ตามความต้องการของสมาชิก และจะนำผลิตภัณฑ์เจลต่างๆ ออกมาวางจำหน่ายตลอดปี 55 ให้ได้ 10-12 ตัวด้วยกัน นายวสันต์ กล่าว


ที่สำคัญเอเจลยังได้ผุดแผนหนึ่งขึ้น เพื่อเป็นการสร้างความ สะดวกให้กับสมาชิกผู้บริโภคของบริษัท โดยการทำตู้หยอดเหรียญ อาเจล ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเดียวกับตู้กดน้ำดื่มกระป๋อง โดยเครื่องนี้จะเป็นการซื้อสินค้าอาเจลผ่านตู้ โดยจะติดตั้งไว้ตามสถานที่สำคัญต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า หรือสนามบิน เพื่อความ สะดวก รวดเร็วต่อสมาชิกของบริษัทในการใช้สินค้า ซึ่งในส่วนนี้ คาดว่า น่าจะเริ่มมีให้เห็นในปี 2555 นี้


ด้านการขยายเครือข่าย อาเจลวางเป้าหมายไว้ว่าในปี 55 บริษัทจะขยายสาขาให้ได้มากกว่า 20 สาขาทั่วประเทศ และใน กลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อรองรับเขตความร่วมมืออาเซียน (AFTA) ในปี 2558 โดยประเทศที่เปิดตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วคือ มาเลเซีย และสิงคโปร์ ถัดไปบริษัทจะเตรียมเปิดตัวที่ประเทศพม่า เวียดนาม ลาว และท้ายสุดกับกัมพูชาในไตรมาสที่ 4 ของปีนี้


ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถือว่า เป็นการปูทางสู่เส้นชัยที่อาเจลประเทศไทยตั้งเป้าไว้ว่าในปีนี้ เราจะขอปิดยอดการ ขายที่ 1,000 ล้านบาท ให้ได้ และนอกจาก นี้ เพื่อก้าวสู่ความฝันอันสูงสุดของอาเจล ประเทศไทยที่จะเป็นบริษัทมหาชนในปี 2560 ตอกย้ำความมั่นคงและรองรับการเติบโตของภูมิภาคอาเซียนในอนาคต อีกด้วย


ด้านนายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิต และ จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ดาวปูแดง และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท ดาวปูแดง ได้มีการยื่นเรื่องเพื่อเข้าสู่ตลาด หลักทรัพย์ ตามโครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของการก่อตั้ง ก.ล.ต.


บริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ได้ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ ต้องเป็นบริษัท ที่จัดตั้งในต่างจังหวัดหรือทำธุรกิจในต่างจังหวัด, มีทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท, ต้องทำประโยชน์ให้กับจังหวัด หรือช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ, และสุดท้ายมีผลดำเนินงานมา แล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และบริหารงานภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีผลกำไรในงบการเงินงวดล่าสุด ซึ่งหากคุณสมบัติต่างๆ ผ่านจะต้อง ยื่นเรื่องมาที่สภาอุตฯ สภาหอฯ จังหวัด เพื่อดูว่าเข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อหรือไม่ จากนั้น ก็จะเสนอเรื่องมายัง ก.ล.ต.ภายในสิ้นเดือน มิ.ย.นี้


นายเชนได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดตั้งโครงการดังกล่าวว่า เป็นการเปิดกว้างให้แก่ธุรกิจต่างๆ ในต่างหวัดให้สามารถ เข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น เพราะจากข้อมูลการสำรวจของ ก.ล.ต.พบว่า จำนวน 500 บริษัทที่มีนามสกุล จำกัด (มหาชน) มีเพียง 7% เท่านั้นที่เป็นบริษัทซึ่งอยู่นอกเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่ง ถือว่าน้อยมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็น การส่งเสริมสนับสนุนธุรกิจต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม แต่ขาดโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ได้มีโอกาสในจุดนี้มากขึ้น ซึ่งตนมั่นใจว่า ดาว ปูแดง จะสามารถผ่านคุณสมบัติหรือเงื่อนไขต่างๆ ตามโครงการ จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทเล็กๆ ที่สามารถใช้นามสกุล จำกัด (มหาชน) ได้อย่างแน่นอน ซึ่งน่าจะไม่เกิน ปลายปีหน้า


อย่างไรก็ดี ด้านแผนการตลาดในปี นี้บริษัทได้ตั้งเป้าขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอีก 10% จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งหมด 1,200 สาขาทั่วประเทศ โดยใช้กลยุทธ์เพิ่ม ความถี่ในการจัดฝึกอบรมเกี่ยวกับการดูแล บริหารธุรกิจแฟรนไชส์และโอกาสแห่งความสำเร็จ เพื่อดึงศักยภาพและสร้างแรง กระตุ้นให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จดังเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนั้น ในไตรมาส หลังนี้บริษัทจะมีการผลิตสินค้าใหม่เพิ่มอีก 1 รายการ คือ ฮอร์โมนพืช ที่เรียกว่า Oxin เป็นผลิตภัณฑ์ ที่นำเข้ามาจากประเทศเบลเยียม โดยมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการแตกตัวของเซลล์ ทำให้พืชเติบโตไวถือเป็น สินค้าแห่งนวัตกรรมที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ


ซึ่งนอกจาก 2 บริษัทขายตรงที่กล่าวมานี้ ที่มีความต้องการนำบริษัทเข้าไป อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แล้วยังมีค่ายขายตรงอีกมากมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความคาดหวังที่จะมีนามสกุลบริษัทเป็นมหาชน โดยรวมถึงบริษัทขายตรงน้องใหม่อย่าง บริษัท เรียลเน็ตเวิร์ค (ประเทศไทย) จำกัด ที่หมายมั่นว่า ในอีก 3 ปีข้างหน้า จะเป็นบริษัทขายตรงแบรนด์หนึ่งที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ให้จงได้ เพื่อหวังจะรองรับ การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน


อย่างไรก็ดี นอกจากบริษัทขายตรง ค่ายต่างๆ ที่คิดฝันว่าอนาคตจะเป็นบริษัท มหาชน แต่เมื่อไม่นานมานี้บริษัทที่ดำเนิน ธุรกิจตลาดแบบตรงอย่าง ทีวี ไดเร็ค ก็ประสบความสำเร็จในการเข้าตลาดหลักทรัพย์ ไปเป็นที่เรียบร้อย และกลายเป็นแบรนด์ตลาดแบบตรงที่มีนามสกุลมหาชน


ทั้งนี้ ในส่วนของขอบเขตและกฎกติกาในการเข้าตลาดหลักทรัพย์นั้น ก็ดูจะเป็นเรื่องยากของธุรกิจขายตรง และถึงแม้บริษัทขายตรงจะได้เข้าไปอยู่ในตลาดแล้ว แต่เรื่องของการจะได้รับความนิยมจากนักลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งนักวิเคราะห์หลายท่านยังเอ่ยเป็นเสียงเดียวกันว่า ธุรกิจขายตรง สำคัญที่ตัวนักขาย ซึ่งนักลงทุนคงไม่อยากที่จะลงทุนแล้วรอหวังผลกำไรจาก การขายของนักธุรกิจอิสระมากนัก


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1344 ประจำวันที่ 17-10-2012 ถึง19-10-2012

วันพุธที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2555

ดาวปูแดง-Daopoodaeng เทหน้าตักเปิดโรงงานใหม่หวังดึงนักลงทุนเตรียมการเข้าตลาดหลักทรัพย์


ดาวปูแดง ทุ่มทุน 180 ล้านบาท เปิดโรงงานใหม่ รองรับแผนการเดินหน้า เข้าตลาดหลักทรัพย์ เตรียมยื่นเรื่องเข้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สิ้นเดือนมิ.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าผลักดันแฟรนไชส์ของบริษัท หวังเปิดเพิ่มอีกกว่า 100 สาขา บอกให้โอกาสสมาชิกมีสิทธิ์ในแฟรนไชส์เต็มที่ เปิดทางรับสินค้าอื่นเข้าขายในร้าน

นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและ จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ ดาวปูแดง และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า สำหรับปีนี้บริษัทมีแผนดำเนินงานที่สำคัญหลายเรื่องด้วยกัน โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้เริ่มดำเนิน การก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ บนเนื้อที่ 28 ไร่ โดยใช้งบลงทุนกว่า 180 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมกับงบการจัดซื้อที่ดิน

ที่ดินดังกล่าว ตนได้ซื้อไว้เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว โดยเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่ และโรงงานการผลิตของบริษัท ใน จังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากที่ตนเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของธุรกิจ จึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่บริษัทจะได้ทำการขยาย พื้นที่สร้างสำนักงานแห่งใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม หลายเท่า เพื่อรองรับการเติบโตที่จะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องในอนาคต

นายเชน ได้กล่าวถึงการจัดสร้างสำนักงานแห่งใหม่ต่อว่า บริษัทแบ่งพื้นที่สำหรับสำนักงานใหญ่ไว้หลายส่วนด้วยกัน คือ นอกจากมีสำนักงานออฟฟิศที่ใช้สำหรับ การติดต่อ ซื้อขาย ติดต่อดำเนินงานเรื่องต่างๆ แล้ว บริษัทจะมีการแบ่งพื้นที่เพื่อจัดสร้างรีสอร์ตเป็นของตนเอง เพื่อใช้เป็นสถาน ที่สำหรับการฝึกอบรม จัดกิจกรรมต่างๆ ของ บริษัท จากเมื่อก่อนที่บริษัทและทีมสมาชิกต้องตระเวนหาพื้นที่ฝึกอบรมด้วยตนเอง ซึ่งอาจเกิดปัญหาเรื่องความพร้อมของสถานที่ ความพร้อมของสมาชิกแต่ละคน ดังนั้น ตนจึงคิดว่าการสร้างรีสอร์ตเป็นของ บริษัทเองจะช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ได้ ทั้งนี้ตนได้ทดลองสร้างรีสอร์ตเล็กๆ ภายในพื้นที่ สำนักงานเก่า เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมหลัก ปรากฏว่า สมาชิกมีความพึงพอใจ และมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น เรื่องดังกล่าวจึงน่าจะส่งผลดีต่อการ ขยายเครือข่ายของบริษัทต่อไปในอนาคต ทั้งนี้คาดว่าการก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่น่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีหน้า

นอกจากนั้น เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท ดาวปูแดง ได้มี การยื่นเรื่องเพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ตาม โครงการ หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของการ ก่อตั้ง ก.ล.ต.

บริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ได้ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ ต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งในต่างจังหวัดหรือทำธุรกิจในต่างจังหวัด, มีทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท, ต้องทำประโยชน์ให้กับจังหวัด หรือช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ, และสุดท้ายมีผลดำเนินงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และบริหารงานภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีผลกำไรในงบการเงินงวดล่าสุด ซึ่งหากคุณสมบัติต่างๆ ผ่านจะต้องยื่นเรื่อง มาที่สภาอุตฯ สภาหอฯ จังหวัด เพื่อดูว่าเข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อหรือไม่ จากนั้นก็จะเสนอ เรื่องมายัง ก.ล.ต.ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้

นายเชนได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดตั้งโครงการดังกล่าวว่า เป็นการเปิดกว้างให้แก่ธุรกิจต่างๆ ในต่างหวัดให้สามารถเข้าสู่ ตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น เพราะจากข้อมูล การสำรวจของ ก.ล.ต.พบว่า จำนวน 500 บริษัทที่มีนามสกุล จำกัด (มหาชน) มีเพียง 7% เท่านั้นที่เป็นบริษัทซึ่งอยู่นอกเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งถือว่าน้อยมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ธุรกิจต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม แต่ขาดโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ ได้มีโอกาสในจุดนี้มากขึ้น ซึ่งตน มั่นใจว่า ดาวปูแดง จะสามารถผ่านคุณสมบัติหรือเงื่อนไขต่างๆ ตามโครงการ จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทเล็กๆ ที่สามารถใช้นามสกุล จำกัด (มหาชน) ได้อย่างแน่นอน ซึ่งน่าจะไม่เกินปลายปีหน้า

อย่างไรก็ดี ด้านแผนการตลาด ในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้าขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอีก 10% จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งหมด 1,200 สาขาทั่วประเทศ โดยใช้กลยุทธ์เพิ่มความถี่ ในการจัดฝึกอบรม เกี่ยวกับการดูแล บริหาร ธุรกิจแฟรนไชส์และโอกาสแห่งความสำเร็จ เพื่อดึงศักยภาพและสร้างแรงกระตุ้นให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จดังเป้าหมายที่วาง ไว้ นอกจากนั้นในไตรมาสหลังนี้บริษัทจะมีการผลิตสินค้าใหม่เพิ่มอีก 1 รายการ คือ ฮอร์โมนพืช ที่เรียกว่า Oxin เป็นผลิตภัณฑ์ ที่นำเข้ามาจากประเทศเบลเยียม โดยมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการแตกตัวของเซลล์ ทำให้พืชเติบโตไว ถือเป็นสินค้าแห่งนวัตกรรมที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงอนาคตบริษัทจะมีการ แตกไลน์สินค้าในกลุ่มอื่นๆ เพิ่มหรือไม่นั้น นายเชน กล่าวว่า มีแน่นอน แต่บริษัทจะไม่ผลิตและไม่ได้นำเข้ามาเพื่อเป็นผู้จัดจำหน่าย โดยบริษัทเอง แต่จะให้สมาชิกนักธุรกิจสามารถนำสินค้าในกลุ่มอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสินค้าของบริษัทเข้ามาขายได้ โดยอาจ เป็นผลิตภัณฑ์ในธุรกิจขายตรงอื่นๆ ก็ได้ ตน ไม่ปิดกั้นในจุดนี้อยู่แล้ว เพราะตนเชื่อมั่นใน คุณธรรมและจริยธรรมของสมาชิกทุกคน

แนวคิดดังกล่าวสามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะปัจจุบันบริษัทมีการขยายเครือข่ายในลักษณะธุรกิจแฟรนไชส์ สมาชิกที่เป็น เจ้าของแฟรนไชส์ จึงเปรียบเหมือนเจ้าของ ธุรกิจที่มีอำนาจตัดสินใจ มีอำนาจในการบริหารโดยเอกเทศอยู่แล้ว และส่วนต่างของสินค้าทั้งหมดที่สมาชิกนำมาขายนั้น ก็จะเป็นของพวกเขาทั้งหมด โดยที่บริษัทจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ถือเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุนการดำเนินงานของสมาชิกให้พวก เขาสามารถเติบโตบนธุรกิจขายตรงได้อีกทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม นายเชน ได้เปิดเผย ถึงผลประกอบการของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกว่า เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 220 ล้านบาท

‘ดาวปูแดง-Daopoodaeng’ เทหน้าตักเปิดโรงงานใหม่หวังดึงนักลงทุนเตรียมการเข้าตลาดหลักทรัพย์


“ดาวปูแดง” ทุ่มทุน 180 ล้านบาท เปิดโรงงานใหม่ รองรับแผนการเดินหน้า เข้าตลาดหลักทรัพย์ เตรียมยื่นเรื่องเข้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สิ้นเดือนมิ.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าผลักดันแฟรนไชส์ของบริษัท หวังเปิดเพิ่มอีกกว่า 100 สาขา บอกให้โอกาสสมาชิกมีสิทธิ์ในแฟรนไชส์เต็มที่ เปิดทางรับสินค้าอื่นเข้าขายในร้าน

นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและ จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ “ดาวปูแดง” และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า สำหรับปีนี้บริษัทมีแผนดำเนินงานที่สำคัญหลายเรื่องด้วยกัน โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้เริ่มดำเนิน การก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ บนเนื้อที่ 28 ไร่ โดยใช้งบลงทุนกว่า 180 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมกับงบการจัดซื้อที่ดิน

“ที่ดินดังกล่าว ตนได้ซื้อไว้เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว โดยเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่ และโรงงานการผลิตของบริษัท ใน จังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากที่ตนเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของธุรกิจ จึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่บริษัทจะได้ทำการขยาย พื้นที่สร้างสำนักงานแห่งใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม หลายเท่า เพื่อรองรับการเติบโตที่จะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องในอนาคต”

นายเชน ได้กล่าวถึงการจัดสร้างสำนักงานแห่งใหม่ต่อว่า บริษัทแบ่งพื้นที่สำหรับสำนักงานใหญ่ไว้หลายส่วนด้วยกัน คือ นอกจากมีสำนักงานออฟฟิศที่ใช้สำหรับ การติดต่อ ซื้อขาย ติดต่อดำเนินงานเรื่องต่างๆ แล้ว บริษัทจะมีการแบ่งพื้นที่เพื่อจัดสร้างรีสอร์ตเป็นของตนเอง เพื่อใช้เป็นสถาน ที่สำหรับการฝึกอบรม จัดกิจกรรมต่างๆ ของ บริษัท จากเมื่อก่อนที่บริษัทและทีมสมาชิกต้องตระเวนหาพื้นที่ฝึกอบรมด้วยตนเอง ซึ่งอาจเกิดปัญหาเรื่องความพร้อมของสถานที่ ความพร้อมของสมาชิกแต่ละคน ดังนั้น ตนจึงคิดว่าการสร้างรีสอร์ตเป็นของ บริษัทเองจะช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ได้ ทั้งนี้ตนได้ทดลองสร้างรีสอร์ตเล็กๆ ภายในพื้นที่ สำนักงานเก่า เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมหลัก ปรากฏว่า สมาชิกมีความพึงพอใจ และมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น เรื่องดังกล่าวจึงน่าจะส่งผลดีต่อการ ขยายเครือข่ายของบริษัทต่อไปในอนาคต ทั้งนี้คาดว่าการก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่น่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีหน้า

นอกจากนั้น เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท ดาวปูแดง ได้มี การยื่นเรื่องเพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ตาม โครงการ “หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด” ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของการ ก่อตั้ง ก.ล.ต. 

“บริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ได้ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ ต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งในต่างจังหวัดหรือทำธุรกิจในต่างจังหวัด, มีทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท, ต้องทำประโยชน์ให้กับจังหวัด หรือช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ, และสุดท้ายมีผลดำเนินงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และบริหารงานภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีผลกำไรในงบการเงินงวดล่าสุด ซึ่งหากคุณสมบัติต่างๆ ผ่านจะต้องยื่นเรื่อง มาที่สภาอุตฯ สภาหอฯ จังหวัด เพื่อดูว่าเข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อหรือไม่ จากนั้นก็จะเสนอ เรื่องมายัง ก.ล.ต.ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้”

นายเชนได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดตั้งโครงการดังกล่าวว่า เป็นการเปิดกว้างให้แก่ธุรกิจต่างๆ ในต่างหวัดให้สามารถเข้าสู่ ตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น เพราะจากข้อมูล การสำรวจของ ก.ล.ต.พบว่า จำนวน 500 บริษัทที่มีนามสกุล “จำกัด (มหาชน)” มีเพียง 7% เท่านั้นที่เป็นบริษัทซึ่งอยู่นอกเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งถือว่าน้อยมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ธุรกิจต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม แต่ขาดโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ ได้มีโอกาสในจุดนี้มากขึ้น ซึ่งตน มั่นใจว่า “ดาวปูแดง” จะสามารถผ่านคุณสมบัติหรือเงื่อนไขต่างๆ ตามโครงการ จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทเล็กๆ ที่สามารถใช้นามสกุล “จำกัด (มหาชน)” ได้อย่างแน่นอน ซึ่งน่าจะไม่เกินปลายปีหน้า

อย่างไรก็ดี ด้านแผนการตลาด ในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้าขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอีก 10% จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งหมด 1,200 สาขาทั่วประเทศ โดยใช้กลยุทธ์เพิ่มความถี่ ในการจัดฝึกอบรม เกี่ยวกับการดูแล บริหาร ธุรกิจแฟรนไชส์และโอกาสแห่งความสำเร็จ เพื่อดึงศักยภาพและสร้างแรงกระตุ้นให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จดังเป้าหมายที่วาง ไว้ นอกจากนั้นในไตรมาสหลังนี้บริษัทจะมีการผลิตสินค้าใหม่เพิ่มอีก 1 รายการ คือ ฮอร์โมนพืช ที่เรียกว่า Oxin เป็นผลิตภัณฑ์ ที่นำเข้ามาจากประเทศเบลเยียม โดยมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการแตกตัวของเซลล์ ทำให้พืชเติบโตไว ถือเป็นสินค้าแห่งนวัตกรรมที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงอนาคตบริษัทจะมีการ แตกไลน์สินค้าในกลุ่มอื่นๆ เพิ่มหรือไม่นั้น นายเชน กล่าวว่า “มีแน่นอน แต่บริษัทจะไม่ผลิตและไม่ได้นำเข้ามาเพื่อเป็นผู้จัดจำหน่าย โดยบริษัทเอง แต่จะให้สมาชิกนักธุรกิจสามารถนำสินค้าในกลุ่มอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสินค้าของบริษัทเข้ามาขายได้ โดยอาจ เป็นผลิตภัณฑ์ในธุรกิจขายตรงอื่นๆ ก็ได้ ตน ไม่ปิดกั้นในจุดนี้อยู่แล้ว เพราะตนเชื่อมั่นใน คุณธรรมและจริยธรรมของสมาชิกทุกคน”

“แนวคิดดังกล่าวสามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะปัจจุบันบริษัทมีการขยายเครือข่ายในลักษณะธุรกิจแฟรนไชส์ สมาชิกที่เป็น เจ้าของแฟรนไชส์ จึงเปรียบเหมือนเจ้าของ ธุรกิจที่มีอำนาจตัดสินใจ มีอำนาจในการบริหารโดยเอกเทศอยู่แล้ว และส่วนต่างของสินค้าทั้งหมดที่สมาชิกนำมาขายนั้น ก็จะเป็นของพวกเขาทั้งหมด โดยที่บริษัทจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ถือเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุนการดำเนินงานของสมาชิกให้พวก เขาสามารถเติบโตบนธุรกิจขายตรงได้อีกทางหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม นายเชน ได้เปิดเผย ถึงผลประกอบการของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกว่า เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 220 ล้านบาท

‘ดาวปูแดง-Daopoodaeng’ เทหน้าตักเปิดโรงงานใหม่หวังดึงนักลงทุนเตรียมการเข้าตลาดหลักทรัพย์


“ดาวปูแดง” ทุ่มทุน 180 ล้านบาท เปิดโรงงานใหม่ รองรับแผนการเดินหน้า เข้าตลาดหลักทรัพย์ เตรียมยื่นเรื่องเข้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สิ้นเดือนมิ.ย.นี้ พร้อมเดินหน้าผลักดันแฟรนไชส์ของบริษัท หวังเปิดเพิ่มอีกกว่า 100 สาขา บอกให้โอกาสสมาชิกมีสิทธิ์ในแฟรนไชส์เต็มที่ เปิดทางรับสินค้าอื่นเข้าขายในร้าน

นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและ จำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ “ดาวปูแดง” และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผย “สยามธุรกิจ” ว่า สำหรับปีนี้บริษัทมีแผนดำเนินงานที่สำคัญหลายเรื่องด้วยกัน โดยในช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัทได้เริ่มดำเนิน การก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่ บนเนื้อที่ 28 ไร่ โดยใช้งบลงทุนกว่า 180 ล้านบาท ซึ่งไม่รวมกับงบการจัดซื้อที่ดิน

“ที่ดินดังกล่าว ตนได้ซื้อไว้เมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว โดยเป็นพื้นที่ซึ่งอยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่ และโรงงานการผลิตของบริษัท ใน จังหวัดสุพรรณบุรี หลังจากที่ตนเห็นถึงศักยภาพและความพร้อมของธุรกิจ จึงคิดว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่บริษัทจะได้ทำการขยาย พื้นที่สร้างสำนักงานแห่งใหม่ ที่ใหญ่กว่าเดิม หลายเท่า เพื่อรองรับการเติบโตที่จะเพิ่มขึ้น อย่างต่อเนื่องในอนาคต”

นายเชน ได้กล่าวถึงการจัดสร้างสำนักงานแห่งใหม่ต่อว่า บริษัทแบ่งพื้นที่สำหรับสำนักงานใหญ่ไว้หลายส่วนด้วยกัน คือ นอกจากมีสำนักงานออฟฟิศที่ใช้สำหรับ การติดต่อ ซื้อขาย ติดต่อดำเนินงานเรื่องต่างๆ แล้ว บริษัทจะมีการแบ่งพื้นที่เพื่อจัดสร้างรีสอร์ตเป็นของตนเอง เพื่อใช้เป็นสถาน ที่สำหรับการฝึกอบรม จัดกิจกรรมต่างๆ ของ บริษัท จากเมื่อก่อนที่บริษัทและทีมสมาชิกต้องตระเวนหาพื้นที่ฝึกอบรมด้วยตนเอง ซึ่งอาจเกิดปัญหาเรื่องความพร้อมของสถานที่ ความพร้อมของสมาชิกแต่ละคน ดังนั้น ตนจึงคิดว่าการสร้างรีสอร์ตเป็นของ บริษัทเองจะช่วยแก้ปัญหาในจุดนี้ได้ ทั้งนี้ตนได้ทดลองสร้างรีสอร์ตเล็กๆ ภายในพื้นที่ สำนักงานเก่า เพื่อเป็นศูนย์ฝึกอบรมหลัก ปรากฏว่า สมาชิกมีความพึงพอใจ และมีความกระตือรือร้นในการเข้าร่วมกิจกรรมมากขึ้น เรื่องดังกล่าวจึงน่าจะส่งผลดีต่อการ ขยายเครือข่ายของบริษัทต่อไปในอนาคต ทั้งนี้คาดว่าการก่อสร้างสำนักงานแห่งใหม่น่าจะเสร็จสมบูรณ์ภายในสิ้นปีหน้า

นอกจากนั้น เมื่อประมาณต้นเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา บริษัท ดาวปูแดง ได้มี การยื่นเรื่องเพื่อเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ ตาม โครงการ “หุ้นใหม่ ความภูมิใจของจังหวัด” ที่จัดตั้งขึ้นโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อฉลองครบรอบ 20 ปีของการ ก่อตั้ง ก.ล.ต. 

“บริษัทที่จะเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ได้ต้องมีคุณสมบัติ 4 ข้อ คือ ต้องเป็นบริษัทที่จัดตั้งในต่างจังหวัดหรือทำธุรกิจในต่างจังหวัด, มีทุนจดทะเบียนก่อตั้งบริษัทไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท, ต้องทำประโยชน์ให้กับจังหวัด หรือช่วยเหลือสังคมอย่างสม่ำเสมอ, และสุดท้ายมีผลดำเนินงานมาแล้วไม่ต่ำกว่า 2 ปี และบริหารงานภายใต้ผู้บริหารชุดปัจจุบันติดต่อกันไม่ต่ำกว่า 1 ปี พร้อมทั้งมีผลกำไรในงบการเงินงวดล่าสุด ซึ่งหากคุณสมบัติต่างๆ ผ่านจะต้องยื่นเรื่อง มาที่สภาอุตฯ สภาหอฯ จังหวัด เพื่อดูว่าเข้าเกณฑ์ทั้ง 4 ข้อหรือไม่ จากนั้นก็จะเสนอ เรื่องมายัง ก.ล.ต.ภายในสิ้นเดือนมิ.ย.นี้”

นายเชนได้กล่าวถึงข้อดีของการจัดตั้งโครงการดังกล่าวว่า เป็นการเปิดกว้างให้แก่ธุรกิจต่างๆ ในต่างหวัดให้สามารถเข้าสู่ ตลาดหลักทรัพย์ได้มากขึ้น เพราะจากข้อมูล การสำรวจของ ก.ล.ต.พบว่า จำนวน 500 บริษัทที่มีนามสกุล “จำกัด (มหาชน)” มีเพียง 7% เท่านั้นที่เป็นบริษัทซึ่งอยู่นอกเขต กรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งถือว่าน้อยมาก โครงการดังกล่าวจึงเป็นการส่งเสริม สนับสนุน ธุรกิจต่างจังหวัดที่มีศักยภาพ มีความพร้อม แต่ขาดโอกาสเข้าจดทะเบียนในตลาด หลักทรัพย์ ได้มีโอกาสในจุดนี้มากขึ้น ซึ่งตน มั่นใจว่า “ดาวปูแดง” จะสามารถผ่านคุณสมบัติหรือเงื่อนไขต่างๆ ตามโครงการ จนสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เป็นบริษัทเล็กๆ ที่สามารถใช้นามสกุล “จำกัด (มหาชน)” ได้อย่างแน่นอน ซึ่งน่าจะไม่เกินปลายปีหน้า

อย่างไรก็ดี ด้านแผนการตลาด ในปีนี้บริษัทได้ตั้งเป้าขยายสาขาแฟรนไชส์เพิ่มขึ้นอีก 10% จากปัจจุบันที่มีอยู่ทั้งหมด 1,200 สาขาทั่วประเทศ โดยใช้กลยุทธ์เพิ่มความถี่ ในการจัดฝึกอบรม เกี่ยวกับการดูแล บริหาร ธุรกิจแฟรนไชส์และโอกาสแห่งความสำเร็จ เพื่อดึงศักยภาพและสร้างแรงกระตุ้นให้นักธุรกิจประสบความสำเร็จดังเป้าหมายที่วาง ไว้ นอกจากนั้นในไตรมาสหลังนี้บริษัทจะมีการผลิตสินค้าใหม่เพิ่มอีก 1 รายการ คือ ฮอร์โมนพืช ที่เรียกว่า Oxin เป็นผลิตภัณฑ์ ที่นำเข้ามาจากประเทศเบลเยียม โดยมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นการแตกตัวของเซลล์ ทำให้พืชเติบโตไว ถือเป็นสินค้าแห่งนวัตกรรมที่หลายคนกำลังให้ความสนใจ

ทั้งนี้ เมื่อถามถึงอนาคตบริษัทจะมีการ แตกไลน์สินค้าในกลุ่มอื่นๆ เพิ่มหรือไม่นั้น นายเชน กล่าวว่า “มีแน่นอน แต่บริษัทจะไม่ผลิตและไม่ได้นำเข้ามาเพื่อเป็นผู้จัดจำหน่าย โดยบริษัทเอง แต่จะให้สมาชิกนักธุรกิจสามารถนำสินค้าในกลุ่มอื่นๆ ที่นอกเหนือจากสินค้าของบริษัทเข้ามาขายได้ โดยอาจ เป็นผลิตภัณฑ์ในธุรกิจขายตรงอื่นๆ ก็ได้ ตน ไม่ปิดกั้นในจุดนี้อยู่แล้ว เพราะตนเชื่อมั่นใน คุณธรรมและจริยธรรมของสมาชิกทุกคน”

“แนวคิดดังกล่าวสามารถทำได้อยู่แล้ว เพราะปัจจุบันบริษัทมีการขยายเครือข่ายในลักษณะธุรกิจแฟรนไชส์ สมาชิกที่เป็น เจ้าของแฟรนไชส์ จึงเปรียบเหมือนเจ้าของ ธุรกิจที่มีอำนาจตัดสินใจ มีอำนาจในการบริหารโดยเอกเทศอยู่แล้ว และส่วนต่างของสินค้าทั้งหมดที่สมาชิกนำมาขายนั้น ก็จะเป็นของพวกเขาทั้งหมด โดยที่บริษัทจะไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง ถือเป็นการช่วยเหลือ สนับสนุนการดำเนินงานของสมาชิกให้พวก เขาสามารถเติบโตบนธุรกิจขายตรงได้อีกทางหนึ่ง”

อย่างไรก็ตาม นายเชน ได้เปิดเผย ถึงผลประกอบการของบริษัทในช่วงครึ่งปีแรกว่า เติบโตขึ้น 10% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และในปีนี้บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 220 ล้านบาท

วันอาทิตย์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2555

โรคกลัวน้ำ (ท่วม)ระบาด! แบรนด์เกษตร คิดแผนวุ่นหวั่นยอดขายทรุดซ้ำรอย


ธุรกิจขายตรงในยุคกล้าๆ กลัวๆ หวั่นเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำรอยขายตรงเกษตรยังถูกจับตามอง หลังปี 54 ยอดขายกระทบหนักสุด “ปูแดง” ผุดสินค้าเสริมอาหารเพิ่มไลน์กระจายความเสี่ยง ด้าน “ดาวปูแดง” มุ่งทำงานเข้าตลาดหลักทรัพย์แชร์ ทุกข์ส่งต่อนายทุน ส่วน “ยูนิไลฟ์” จัดแผนเข้มช่วงต้นปีตุนยอดขาย พร้อมเน้นขยายออกประเทศเพื่อนบ้านลดความเสี่ยง


“จะท่วม หรือ ไม่ท่วม” ยังเป็นประเด็นที่ยากจะทราบคำตอบ จากปีที่ผ่านมา เหตุการณ์มหาอุทกภัยเล่นงานธุรกิจขายตรงจนหลายค่ายถึงกับทรุดเข่าอ่อน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเกษตรที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด นำมาซึ่งแผนเอาตัวรอดที่แบรนด์ขายตรง เกษตรต้องคิดและดำเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงหากเหตุการณ์จะซ้ำรอย


>> “ปูแดง” หันหาเสริมอาหารลดความเสี่ยง


โดยนายสมปอง แซ่ตั้ง กรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นนี้ว่า นโยบายหลักของบริษัทในปีนี้และปีต่อๆ ไป นายสมปอง กล่าวว่า “บริษัทก็ยังคงเน้นใน เรื่องการฝึกอบรม เพราะตนมองว่าการสร้างรากฐานทางธุรกิจ ต้องสร้างจากตัวบุคคล บริษัทจึงได้เดินหน้าสร้างสรรค์คอร์สการฝึกอบรมต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้ และเข้าใจถึงปณิธานหลัก ดังกล่าว”


ในส่วนแผนงานต่อไปที่บริษัทกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การเพิ่มสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น เพื่อเพิ่มสมาชิกกลุ่มคนเมือง เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทจะเน้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อชาวเกษตรกรและกลุ่มคนรากหญ้า ดังนั้น การจะเพิ่มกลุ่มคนอื่นๆ นอกจากชาวเกษตรเข้ามาสู่ธุรกิจ บริษัทจึงต้องสร้างไลน์สินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ ปูแดงมีสินค้าเสริมอาหารที่นำออกวางจำหน่ายแล้ว คือ ยาว่านชักมดลูก ตราปูแดง


ซึ่งภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก คือ สินค้าตัวนี้สามารถจำหน่ายได้ต่อเดือนประมาณ 2 หมื่นกล่อง “และในปีนี้บริษัทจะนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมาวางจำหน่ายคือ แคปซูลไคโตซาน ปูแดง คาดว่าน่าจะออกจำหน่ายได้ภายในเดือนนี้ และในอนาคตจะนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาบรรเทาริดสีดวงทวารหนัก ซึ่งขณะนี้บริษัทให้สมาชิกได้ลองใช้แล้ว ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก” นายสมปอง กล่าว


ด้านมุมมองภาพรวมของตลาดขายตรงกลุ่มสินค้าทางการเกษตรในปีนี้ นายสมปอง ให้ความเห็นว่า “เนื่องจากขณะนี้ มีกรณีที่ภาครัฐบาลพยายามประโคมข่าวเรื่องน้ำท่วม ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเสนอข่าวในทางลบมากกว่าบวก ตนจึงมองว่ากระแส ตรงนี้จะส่งผลให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในปีที่แล้ว ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว คือ เขาจะเกิดการสับสน ว่าควรจะเอาอย่างไรดี เกิดการตั้งคำถาม ที่ว่า “ปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม” ดังจะเห็นได้จากช่วงนี้มีคนระงับการลงทุนในเรื่องการเกษตรเยอะมาก ฉะนั้นสินค้าขายตรงในกลุ่มเกษตรปีนี้น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน”


แต่อย่างไรก็ดี ในแง่ของบริษัทเอง ตนไม่มีความกังวลมากนัก เนื่องจากเราสามารถขายสินค้าในพื้นที่อื่นๆ ได้ เพราะสินค้าของปูแดง กระจายไปทั่วประเทศ และสิ่งสำคัญ “ปูแดง” เป็นแบรนด์สินค้าการเกษตรที่ติดตลาดไปแล้ว คือเป็นแบรนด์ที่พี่น้องเกษตรกรยอมรับ และในขณะนี้ราคาสินค้าก็ถูกลงกว่าเดิม เนื่องจากบริษัท มีโรงงานการผลิตเป็นของตนเอง


>> “ดาวปูแดง” เร่งเครื่อง เข้าตลาดหลักทรัพย์


ด้านนายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ “ดาวปูแดง” และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผยว่า “ในปีที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่สุดที่บริษัทต้องเผชิญ คือ กรณีอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งกระทบต่อแผนการดำเนินงานต่างๆ มากมาย ทำให้ยอดขายในช่วงนั้นไม่โตตามเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ดี ยอดขายก็ไม่ได้ตกมากนัก ซึ่งผลสรุปในช่วงปลายปีบริษัทสามารถปิดยอดการขายได้ที่ 200 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10%”


ส่วนแผนกลยุทธ์ในปี 55 นั้น นายเชน กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นเตรียมการ เพื่อสร้างธุรกิจการเกษตรให้ครบวงจร เนื่องจากดาวปูแดงเติบโตจากเรื่องการเกษตร ดังนั้นจึงต้องทำจุดนี้ให้ดีที่สุด โดยปี 2555 นี้บริษัทจะเน้นการสร้างนวัตกรรมทางสินค้าที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร โดยเริ่มต้นประเดิมตัวแรกด้วยการนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่จากเยอรมนี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ ฮอร์โมนพืช ที่ชื่อว่า Oxin ซึ่งตนคาดว่าสินค้าตัวนี้จะเป็นสินค้าที่สร้างความฮือฮา ได้อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน


“ส่วนแผนงานถัดไป อันถือเป็นนโยบายสำคัญที่สุดของบริษัทในปีนี้ คือ การตั้งเป้าเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และเตรียมความพร้อมเพื่อการเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยนโยบายเพื่อเข้าเป็นบริษัทมหาชนนั้น ขณะนี้ดาวปูแดงกำลังเตรียมความพร้อมต่างๆ เพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตนมั่นใจว่าไม่เกินปีหน้าบริษัทก็น่าจะจดทะเบียนเป็นมหาชนได้อย่างแน่นอน”


>> “ยูนิไลฟ์” หาพื้นที่แห้งขยายตลาด


นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัทเตรียมดำเนินกลยุทธ์หลักประการแรก คือ การเน้นโปรโมต สร้างการรับรู้สินค้าชุดประหยัดปุ๋ย 5 พลัง ซึ่งถือเป็นสินค้าเอกของบริษัทเพิ่มเติม โดยจะเน้นการออกสื่อทีวี สื่อดาวเทียมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เริ่มเผยแพร่โฆษณาในสินค้าดังกล่าวไปแล้ว และได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ


โดยปัจจุบันยอดขายจากสินค้าชุดประหยัดปุ๋ย 5 พลัง มีประมาณ 30-40% จากยอดขายสินค้าทั้งหมดของบริษัทนอกจากนี้ ในสินค้าชนิดอื่นๆ ขณะนี้บริษัท ก็กำลังเตรียมนำสินค้าตัวใหม่ออกมา คือ ผลิตภัณฑ์สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากจะกล่าวว่า เป็นสินค้าชนิดใหม่เลยก็คงไม่ใช่ เพราะสินค้าดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับพ.ร.บ. บังคับใช้วัตถุ อันตรายอยู่ตลอด บริษัทจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในครั้งนี้ พ.ร.บ.บังคับใช้วัตถุอันตรายฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปีที่แล้ว ขณะนี้บริษัทจึงรอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ และคาดว่าน่าจะออกตีตลาดได้ประมาณกลางปี


แผนกลยุทธ์ประการต่อมา คือ เน้น การขยายตลาด โดยปีนี้บริษัทจะรุกตลาดไปทั่วทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง, เหนือ อีสาน, ใต้ โดยปัจจุบันพื้นที่ที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมากที่สุด ยังคงเป็นภาคกลาง ส่วนตลาดต่างประเทศ ขณะนี้ประเทศกัมพูชายังคงเป็นพื้นที่เดียวที่สินค้ายูนิไลฟ์ ส่งไปมากที่สุด ส่วนประเทศอื่น เช่น ลาว ยังมีสมาชิกไม่มากนัก


ทั้งนี้ กรณีหากมีอุทกภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก ตนคิดว่า คงจะไม่รุนแรงเช่นปีที่แล้ว เพราะภาครัฐน่าจะเตรียมการรับมือได้ ส่วนบริษัทเองก็ไม่ได้เตรียมการรองรับส่วนนี้ไว้ เนื่องจากมองว่า เหตุการณ์ ดังกล่าวเป็นภัยธรรมชาติ และสิ่งสำคัญ คือ โดยหลักของฤดูกาลเพาะปลูก เรารู้อยู่ว่าเป็นอย่างไร เพราะตนทำธุรกิจนี้มากว่า 10 ปี จึงทำให้ทราบว่าแต่ละฤดูกาลจะเกิดอะไรขึ้น เช่น สมมติว่า ช่วงเดือนนี้น้ำจะท่วม เกษตรกรเขาก็จะเตรียมตัว และจะไม่เพาะปลูก ตนจึงพยายามไปโปรโมตในช่วงที่เขาทำการเพาะปลูกแทน และจากการที่บริษัททำธุรกิจครอบคลุมทั่วประเทศ ดังนั้น แม้บางพื้นที่น้ำท่วม แต่ก็ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ท่วม สมาชิกจึงไปทำงานในพื้นที่ เหล่านั้นได้”


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1288 ประจำวันที่ 31-3-2012 ถึง 3-3-2012

โรคกลัวน้ำ (ท่วม)ระบาด! แบรนด์เกษตร คิดแผนวุ่นหวั่นยอดขายทรุดซ้ำรอย


ธุรกิจขายตรงในยุคกล้าๆ กลัวๆ หวั่นเหตุการณ์อุทกภัยซ้ำรอยขายตรงเกษตรยังถูกจับตามอง หลังปี 54 ยอดขายกระทบหนักสุด “ปูแดง” ผุดสินค้าเสริมอาหารเพิ่มไลน์กระจายความเสี่ยง ด้าน “ดาวปูแดง” มุ่งทำงานเข้าตลาดหลักทรัพย์แชร์ ทุกข์ส่งต่อนายทุน ส่วน “ยูนิไลฟ์” จัดแผนเข้มช่วงต้นปีตุนยอดขาย พร้อมเน้นขยายออกประเทศเพื่อนบ้านลดความเสี่ยง


“จะท่วม หรือ ไม่ท่วม” ยังเป็นประเด็นที่ยากจะทราบคำตอบ จากปีที่ผ่านมา เหตุการณ์มหาอุทกภัยเล่นงานธุรกิจขายตรงจนหลายค่ายถึงกับทรุดเข่าอ่อน โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจเกษตรที่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด นำมาซึ่งแผนเอาตัวรอดที่แบรนด์ขายตรง เกษตรต้องคิดและดำเนินการตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อลดความเสี่ยงหากเหตุการณ์จะซ้ำรอย


>> “ปูแดง” หันหาเสริมอาหารลดความเสี่ยง


โดยนายสมปอง แซ่ตั้ง กรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยในประเด็นนี้ว่า นโยบายหลักของบริษัทในปีนี้และปีต่อๆ ไป นายสมปอง กล่าวว่า “บริษัทก็ยังคงเน้นใน เรื่องการฝึกอบรม เพราะตนมองว่าการสร้างรากฐานทางธุรกิจ ต้องสร้างจากตัวบุคคล บริษัทจึงได้เดินหน้าสร้างสรรค์คอร์สการฝึกอบรมต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้ และเข้าใจถึงปณิธานหลัก ดังกล่าว”


ในส่วนแผนงานต่อไปที่บริษัทกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การเพิ่มสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น เพื่อเพิ่มสมาชิกกลุ่มคนเมือง เนื่องจากที่ผ่านมา บริษัทจะเน้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อชาวเกษตรกรและกลุ่มคนรากหญ้า ดังนั้น การจะเพิ่มกลุ่มคนอื่นๆ นอกจากชาวเกษตรเข้ามาสู่ธุรกิจ บริษัทจึงต้องสร้างไลน์สินค้าอื่นๆ เพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ ปูแดงมีสินค้าเสริมอาหารที่นำออกวางจำหน่ายแล้ว คือ ยาว่านชักมดลูก ตราปูแดง


ซึ่งภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก คือ สินค้าตัวนี้สามารถจำหน่ายได้ต่อเดือนประมาณ 2 หมื่นกล่อง “และในปีนี้บริษัทจะนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมาวางจำหน่ายคือ แคปซูลไคโตซาน ปูแดง คาดว่าน่าจะออกจำหน่ายได้ภายในเดือนนี้ และในอนาคตจะนำเข้าผลิตภัณฑ์ยาบรรเทาริดสีดวงทวารหนัก ซึ่งขณะนี้บริษัทให้สมาชิกได้ลองใช้แล้ว ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก” นายสมปอง กล่าว


ด้านมุมมองภาพรวมของตลาดขายตรงกลุ่มสินค้าทางการเกษตรในปีนี้ นายสมปอง ให้ความเห็นว่า “เนื่องจากขณะนี้ มีกรณีที่ภาครัฐบาลพยายามประโคมข่าวเรื่องน้ำท่วม ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเสนอข่าวในทางลบมากกว่าบวก ตนจึงมองว่ากระแส ตรงนี้จะส่งผลให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมในปีที่แล้ว ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว คือ เขาจะเกิดการสับสน ว่าควรจะเอาอย่างไรดี เกิดการตั้งคำถาม ที่ว่า “ปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม” ดังจะเห็นได้จากช่วงนี้มีคนระงับการลงทุนในเรื่องการเกษตรเยอะมาก ฉะนั้นสินค้าขายตรงในกลุ่มเกษตรปีนี้น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน”


แต่อย่างไรก็ดี ในแง่ของบริษัทเอง ตนไม่มีความกังวลมากนัก เนื่องจากเราสามารถขายสินค้าในพื้นที่อื่นๆ ได้ เพราะสินค้าของปูแดง กระจายไปทั่วประเทศ และสิ่งสำคัญ “ปูแดง” เป็นแบรนด์สินค้าการเกษตรที่ติดตลาดไปแล้ว คือเป็นแบรนด์ที่พี่น้องเกษตรกรยอมรับ และในขณะนี้ราคาสินค้าก็ถูกลงกว่าเดิม เนื่องจากบริษัท มีโรงงานการผลิตเป็นของตนเอง


>> “ดาวปูแดง” เร่งเครื่อง เข้าตลาดหลักทรัพย์


ด้านนายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ “ดาวปูแดง” และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผยว่า “ในปีที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่สุดที่บริษัทต้องเผชิญ คือ กรณีอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งกระทบต่อแผนการดำเนินงานต่างๆ มากมาย ทำให้ยอดขายในช่วงนั้นไม่โตตามเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ดี ยอดขายก็ไม่ได้ตกมากนัก ซึ่งผลสรุปในช่วงปลายปีบริษัทสามารถปิดยอดการขายได้ที่ 200 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10%”


ส่วนแผนกลยุทธ์ในปี 55 นั้น นายเชน กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นเตรียมการ เพื่อสร้างธุรกิจการเกษตรให้ครบวงจร เนื่องจากดาวปูแดงเติบโตจากเรื่องการเกษตร ดังนั้นจึงต้องทำจุดนี้ให้ดีที่สุด โดยปี 2555 นี้บริษัทจะเน้นการสร้างนวัตกรรมทางสินค้าที่แปลกใหม่ไม่ซ้ำใคร โดยเริ่มต้นประเดิมตัวแรกด้วยการนำเข้าผลิตภัณฑ์ใหม่จากเยอรมนี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ ฮอร์โมนพืช ที่ชื่อว่า Oxin ซึ่งตนคาดว่าสินค้าตัวนี้จะเป็นสินค้าที่สร้างความฮือฮา ได้อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน


“ส่วนแผนงานถัดไป อันถือเป็นนโยบายสำคัญที่สุดของบริษัทในปีนี้ คือ การตั้งเป้าเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และเตรียมความพร้อมเพื่อการเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยนโยบายเพื่อเข้าเป็นบริษัทมหาชนนั้น ขณะนี้ดาวปูแดงกำลังเตรียมความพร้อมต่างๆ เพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตนมั่นใจว่าไม่เกินปีหน้าบริษัทก็น่าจะจดทะเบียนเป็นมหาชนได้อย่างแน่นอน”


>> “ยูนิไลฟ์” หาพื้นที่แห้งขยายตลาด


นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า “บริษัทเตรียมดำเนินกลยุทธ์หลักประการแรก คือ การเน้นโปรโมต สร้างการรับรู้สินค้าชุดประหยัดปุ๋ย 5 พลัง ซึ่งถือเป็นสินค้าเอกของบริษัทเพิ่มเติม โดยจะเน้นการออกสื่อทีวี สื่อดาวเทียมมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันบริษัทได้เริ่มเผยแพร่โฆษณาในสินค้าดังกล่าวไปแล้ว และได้รับการตอบรับเป็นที่น่าพอใจ


โดยปัจจุบันยอดขายจากสินค้าชุดประหยัดปุ๋ย 5 พลัง มีประมาณ 30-40% จากยอดขายสินค้าทั้งหมดของบริษัทนอกจากนี้ ในสินค้าชนิดอื่นๆ ขณะนี้บริษัท ก็กำลังเตรียมนำสินค้าตัวใหม่ออกมา คือ ผลิตภัณฑ์สารกำจัดศัตรูพืช ซึ่งหากจะกล่าวว่า เป็นสินค้าชนิดใหม่เลยก็คงไม่ใช่ เพราะสินค้าดังกล่าวเป็นผลิตภัณฑ์ที่บริษัทมีอยู่แล้ว แต่ที่ผ่านมารัฐบาลได้มีการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับพ.ร.บ. บังคับใช้วัตถุ อันตรายอยู่ตลอด บริษัทจึงต้องดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย โดยในครั้งนี้ พ.ร.บ.บังคับใช้วัตถุอันตรายฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปีที่แล้ว ขณะนี้บริษัทจึงรอขึ้นทะเบียนผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอยู่ และคาดว่าน่าจะออกตีตลาดได้ประมาณกลางปี


แผนกลยุทธ์ประการต่อมา คือ เน้น การขยายตลาด โดยปีนี้บริษัทจะรุกตลาดไปทั่วทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง, เหนือ อีสาน, ใต้ โดยปัจจุบันพื้นที่ที่สร้างยอดขายให้กับบริษัทมากที่สุด ยังคงเป็นภาคกลาง ส่วนตลาดต่างประเทศ ขณะนี้ประเทศกัมพูชายังคงเป็นพื้นที่เดียวที่สินค้ายูนิไลฟ์ ส่งไปมากที่สุด ส่วนประเทศอื่น เช่น ลาว ยังมีสมาชิกไม่มากนัก


ทั้งนี้ กรณีหากมีอุทกภัยครั้งใหญ่เกิดขึ้นอีก ตนคิดว่า คงจะไม่รุนแรงเช่นปีที่แล้ว เพราะภาครัฐน่าจะเตรียมการรับมือได้ ส่วนบริษัทเองก็ไม่ได้เตรียมการรองรับส่วนนี้ไว้ เนื่องจากมองว่า เหตุการณ์ ดังกล่าวเป็นภัยธรรมชาติ และสิ่งสำคัญ คือ โดยหลักของฤดูกาลเพาะปลูก เรารู้อยู่ว่าเป็นอย่างไร เพราะตนทำธุรกิจนี้มากว่า 10 ปี จึงทำให้ทราบว่าแต่ละฤดูกาลจะเกิดอะไรขึ้น เช่น สมมติว่า ช่วงเดือนนี้น้ำจะท่วม เกษตรกรเขาก็จะเตรียมตัว และจะไม่เพาะปลูก ตนจึงพยายามไปโปรโมตในช่วงที่เขาทำการเพาะปลูกแทน และจากการที่บริษัททำธุรกิจครอบคลุมทั่วประเทศ ดังนั้น แม้บางพื้นที่น้ำท่วม แต่ก็ยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ท่วม สมาชิกจึงไปทำงานในพื้นที่ เหล่านั้นได้”


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1288 ประจำวันที่ 31-3-2012 ถึง 3-3-2012

วันพุธที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2555

"ดาวปูแดง" โหมรากหญ้าหนักชูแผนป่าล้อมเมืองนำทางเข้าตลาดหลักทรัพย์


"ดาวปูแดง" ไม่เลิก ฝันเข้าตลาดหลักทรัพย์ติดป้ายชื่อเป็นบริษัทมหาชน เดินหน้ากลยุทธ์ "ป่าล้อมเมือง" สานต่อพันธกิจใหญ่ ถูกใจแผนแฟรนไชส์ของบริษัท ผู้บริโภคให้ความสนใจต่อเนื่อง แต่ แอบหวั่นค้าเสรีเปิดเมื่อไหร่ การแข่งขันสูงขึ้น ตลาดเกษตรไทยได้รับผลกระทบ


นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่าย ปุ๋ยอินทรีย์ "ดาวปูแดง" และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผยต่อ "สยามธุรกิจ" ว่า จากกรณีปัญหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานต่างๆ ของบริษัทมากมาย ทำให้ยอดขายในช่วงนั้นไม่โตตามเป้าหมาย ซึ่งผลสรุปในช่วงปลายปี 54 บริษัทสามารถปิดยอดการขายได้ที่ 200 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนไม่มากนัก


สำหรับการทำตลาดในปี 2555 นั้น นายเชน กล่าวว่า บริษัทจะใช้ทฤษฎีป่าล้อม เมือง คือ รุกตลาดต่างจังหวัดให้มีฐานสมาชิก และผู้บริโภคที่แข็งแกร่งก่อน แล้วจะขยายสู่เมือง เพราะดาวปูแดงถือเป็นบริษัทที่เติบโตมาจากต่างจังหวัด โดยคนรากหญ้า หรือชาวเกษตรกร ทั้งนี้ การรุกตลาดดังกล่าวนั้น จะดำเนินการไปพร้อมกับการฝึกอบรม สร้างการรับรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องของสมาชิกดาวปูแดง


ทั้งนี้นายเชน ได้เปิดเผยต่อว่า เนื่องจากดาวปูแดงเติบโตมาจากสินค้าทางการเกษตร ดังนั้นบริษัทจึงต้องสร้างผลิตภัณฑ์ดังกล่าวให้ดีที่สุด ต้องเป็นผู้นำของตลาดการเกษตร ซึ่งในปี 55 นี้ดาวปูแดงจะเน้นการสร้างนวัตกรรมทางสินค้าที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร โดยผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะเปิดตัวภายในเดือนหน้านี้ คือ ฮอร์โมนพืช ชนิดของเหลว เป็นสินค้านำเข้าจากประเทศเบลเยียม มีคุณสมบัติช่วยขยายเซลล์พืช ให้เติบโตขึ้น


ส่วนการขยายตลาดนั้น ขณะนี้บริษัท ได้เปิดดำเนินการในเรื่องของแฟรนไชส์แล้ว 100% ซึ่งมีผู้ให้ความสนใจเปิดเเฟรนไชส์ ในแต่ละเดือนประมาณ 20 แฟรนไชส์ โดยบริษัทจะค่อยๆ รุกตลาดในแต่ละตำบล แต่ละอำเภอ ซึ่งขณะนี้มีสมาชิกเปิดไปแล้ว ประมาณ 1 พันแฟรนไชส์ ส่วนโปรโมชั่นเอาใจสมาชิกในปีนี้ บริษัทเตรียมนำสมาชิก นักธุรกิจท่องเที่ยวประเทศกัมพูชา และ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ซึ่งที่ผ่านมามีสมาชิกสามารถทำคะแนนเข้าร่วมทริปได้ไม่ต่ำกว่า 200 คน นอกจากนี้ ยังมีโปรแกรมท่องเที่ยว ภายในประเทศอีกมากมาย ดังนั้นจากภาพรวมแผนการดำเนินงานทั้งหมดภายในปีนี้ ทำให้ตนคาดว่าบริษัทดาวปูแดง น่าจะมียอดขายเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10% 


อย่างไรก็ดี สิ่งที่บริษัทให้ความสนใจมากที่สุดในขณะนี้ คือ การตั้งเป้าเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และเตรียมความพร้อมเพื่อการเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยนโยบายเพื่อเข้าเป็นบริษัทมหาชนนั้นขณะนี้ดาวปูแดงกำลังเตรียมความพร้อมต่างๆ เพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตนมั่นใจว่าไม่เกินปี 2558 บริษัทก็น่าจะจดทะเบียนเป็นมหาชนได้อย่างแน่นอน


"ส่วนการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการเปิดเสรีเศรษฐกิจอาเซียนนั้น ขณะนี้บริษัทได้ขยายงานไปในหลายๆ ประเทศแล้ว โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งปัจจุบันยอดขายจากต่างประเทศมีสัดส่วนประมาณ 10% จากยอดขายรวมทั้งหมดของบริษัท แต่อย่างไรก็ตามในมุมมองของตน คิดว่าการเปิดเสรีเศรษฐกิจอาเซียน ไม่ได้ส่งผลในแง่ดี ทั้งหมด เพราะแม้การเปิดเสรีจะส่งผลให้การค้า ต่างๆ เปิดกว้าง และมีความสะดวกสบายมากขึ้น แต่ถ้าบริษัทไหนมีรากฐานที่ไม่แข็งแกร่ง ก็อาจล้มได้โดยง่าย เพราะเมื่อกำแพงภาษีถูก ยกเลิกตลาดสินค้า และตลาดแรงงานก็จะมี การแข่งขันกันอย่างรุนแรงขึ้น" นายเชน กล่าว


นอกจากนี้ นายเชนยังแสดงทรรศนะ ถึงภาพรวมของธุรกิจขายตรงในกลุ่มสินค้า การเกษตรว่า "จากการที่สินค้าทางการเกษตรมีมูลค่าการตลาดประมาณแสนล้านบาทต่อปี และประชาชนโดยส่วนใหญ่ในประเทศไทย ประกอบอาชีพทำการเกษตร ทำให้ตนเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวจะต้องเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน ถือเป็นสินค้ามหาชนที่ประชาชนกลุ่มใหญ่ใช้ และขาดไม่ได้ การแข่งขันในปัจจุบันจึงสูงมาก ฉะนั้นการที่จะต่อสู้บนสังเวียนนี้ได้ บริษัทจึงต้องเน้นคุณภาพกับนวัตกรรมให้มีความต่อเนื่อง และตรงตามความต้องการของประชาชนโดยส่วนใหญ่เท่านั้น"



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1287 ประจำวันที่ 28-3-2012 ถึง 30-3-2012

วันพุธที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2555

‘ปูแดง’ หวั่นน้องน้ำทำเป้าหด แตกไลน์สินค้าสุขภาพหนุนยอดขาย 500 ล.

“ปูแดง” แตกไลน์สินค้า ขอแจม เค้กผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร หลังยอดขายสินค้าเกษตรรับผลกระทบจากวิกฤติน้ำปีก่อน พร้อมเปิดหลักสูตร “คน

ไม่ธรรมดา” เทรนนิ่งนักขาย ย้ำนับ แต่นี้ ยอดขายต้อง 50 ล้านต่อเดือน ส่วนเป้าสิ้นปี นอนฝันไว้ที่ 500 ล้านบาท

นายสมปอง แซ่ตั้ง กรรมการบริหาร บริษัท ปูแดง 168 (ไทยแลนด์) จำกัด เปิดเผยกับ “สยามธุรกิจ” ว่า ในปีที่แล้วแม้บริษัทจะได้รับผลกระทบจาก

ภาวะอุทกภัย ส่งผลให้ยอดขายในช่วง เดือนตุลาคม-ธันวาคมลดลงเกือบ 30% แต่เมื่อรวมยอดขายทั้งหมดในปี 54 แล้วบริษัทสามารถปิดยอดได้กว่า 200

ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนเกือบ 100% ในปี 55 นี้บริษัทจึงกำหนดว่า ต้องสร้างยอดขายให้ได้อย่างน้อยเดือนละ 30-50 ล้านบาท หรือภายในสิ้นปีต้อง

ปิดยอดขายได้ไม่ต่ำกว่า 500 ล้านบาท ซึ่งตนมองว่า เป้าหมายดังกล่าวมีความเป็นไปได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ นโยบายหลักของบริษัทในปีนี้และปีต่อๆไป นายสมปอง กล่าวว่า “บริษัทก็ยังคงเน้นในเรื่องการฝึกอบรม เพราะตนมองว่าการสร้างราก

ฐานทางธุรกิจ ต้องสร้างจากตัวบุคคล บริษัทจึงได้เดินหน้าสร้างสรรค์คอร์สการฝึกอบรมต่างๆ เพื่อให้สมาชิกได้เรียนรู้ และเข้าใจถึงปณิธานหลักดังกล่าว

โดยในขณะนี้ คอร์สหลักที่หลายๆคนรู้จักกันเป็น อย่างดี มีชื่อว่า “คนไม่ธรรมดา” ถือเป็นคอร์สพื้นฐาน เพื่อดึงศักยภาพของแต่ละบุคคลให้เขารู้ว่าเกิดมา

เพื่ออะไร ให้เขาใช้พลังไปในทางที่ถูกต้อง”

ในส่วนแผนงานต่อไปที่บริษัทกำลังเร่งดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ การเพิ่ม สินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้น เพื่อเพิ่มสมาชิกกลุ่มคน

เมือง เนื่องจากที่ผ่านมาบริษัทจะเน้นเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อชาวเกษตรกรและกลุ่ม คนรากหญ้า ดังนั้นการจะเพิ่มกลุ่มคนอื่นๆ นอกจากชาว

เกษตรเข้ามาสู่ธุรกิจ บริษัทจึงต้องสร้างไลน์สินค้าอื่นๆเพิ่มขึ้น โดยขณะนี้ ปูแดง มีสินค้าเสริมอาหารที่นำออกวางจำหน่ายแล้ว คือ ยาว่านชักมดลูก ตราปูแดง

ซึ่งภายใน 3 เดือนที่ผ่านมา ผลตอบรับเป็นที่น่าพอใจอย่างมาก คือ สินค้าตัวนี้สามารถจำหน่ายได้ต่อเดือนประมาณ 2 หมื่นกล่อง

“และในปีนี้บริษัทจะนำผลิตภัณฑ์ตัวใหม่ออกมาวางจำหน่ายคือ แคปซูลไคโตซาน ปูแดง คาดว่าน่าจะออกจำหน่ายได้ ภายในเดือนนี้ และใน

อนาคตจะนำเข้าผลิตภัณฑ์ ยาบรรเทาริดสีดวงทวารหนัก ซึ่งขณะนี้บริษัทให้สมาชิกได้ลองใช้แล้ว ปรากฏว่าเสียงตอบรับดีมาก” นายสมปอง กล่าว

ทั้งนี้ นายสมปอง ได้แสดงความเห็น เกี่ยวกับกระแสการเปิดเสรีการค้าอาเซียน ว่า “ตนมองว่าเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เนื่องจากจะทำให้การ

ดำเนินธุรกิจมีความ สะดวก และง่ายดายขึ้น โดยขณะนี้ปูแดง ส่งสินค้าจำหน่ายในประเทศอาเซียน หลายประเทศด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นอินโดนีเซีย พม่า ลาว

กัมพูชา และมาเลเซีย ส่วนตลาดนอกพื้นที่อื่นๆก็จะมีในแถบประเทศอาหรับ และยุโรป แต่ยังถือเป็นจำนวนน้อยอยู่”

ด้านมุมมองภาพรวมของตลาดขายตรงกลุ่มสินค้าทางการเกษตรในปีนี้ นายสมปอง ให้ความเห็นว่า “เนื่องจากขณะนี้มีกรณีที่ภาครัฐบาล

พยายามประ โคมข่าวเรื่องน้ำท่วม ซึ่งส่วนใหญ่จะนำเสนอข่าวในทางลบมากกว่าบวก ตนจึงมองว่ากระแสตรงนี้จะส่งผลให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจาก

ภาวะน้ำท่วมในปีที่แล้ว ก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว คือ เขาจะเกิด การสับสนว่า ควรจะเอาอย่างไรดี เกิดการ ตั้งคำถามที่ว่า “ปีนี้น้ำจะท่วมหรือไม่ท่วม” ดังจะเห็น

ได้จากช่วงนี้มีคนระงับการลงทุน ในเรื่องการเกษตรเยอะมาก ฉะนั้นสินค้าขายตรงในกลุ่มเกษตรปีนี้น่าจะมีปัญหาอย่างแน่นอน”

แต่อย่างไรก็ดี ในแง่ของบริษัทเอง ตนไม่มีความกังวลมากนัก เนื่องจากเราสามารถขายสินค้าในพื้นที่อื่นๆได้ เพราะสินค้าของปูแดง กระจายไป

ทั่วประเทศ และ สิ่งสำคัญ “ปูแดง” เป็นแบรนด์สินค้าการ เกษตรที่ติดตลาดไปแล้ว คือเป็นแบรนด์ที่พี่น้องเกษตรกรยอมรับ และในขณะนี้ราคาสินค้าก็

ถูกลงกว่าเดิม เนื่องจากบริษัท มีโรงงานการผลิตเป็นของตนเอง

ท้ายสุด นายสมปองได้กล่าวถึงการ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างภาพลักษณ์ หรือการช่วยยกมาตรฐานของ วิชาชีพขายตรงไทยว่า “ขณะนี้

บริษัทปูแดงฯได้เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสมาคมพัฒนาการขายตรงไทยแล้ว เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา โดยสิ่งที่ตนจะดำเนินการในขั้นแรกเลย คือ

การควบคุมให้สมาชิกของบริษัทต้องมีบัตรที่สมาคมฯออกมา นำไปแสดงต่อผู้บริโภคเวลานำเสนอขาย เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนได้ผ่านการอบรมจากสคบ.มา

แล้ว ซึ่งถ้าหากสมาชิกคน ใดคนหนึ่งไม่มีบัต

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1285 ประจำวันที่ 21-3-2012 ถึง 23-3-2012

วันเสาร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2555

‘ดาวปูแดง’ มองเกมข้ามปี ออกตัวชิงพื้นที่ค้าเสรีอาเซียน



“ดาวปูแดง” แบรนด์ขายตรงทางการเกษตร เปิดยุทธศาสตร์รับมือชิงพื้นที่ตลาดอาเซียน เล็งพื้นที่เป้าหมายใหญ่ ตลาดอินโดนีเซีย แถมขณะนี้ยังมุ่งมั่นเตรียมการ หวังเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ แม้ปี 54 จะปิดยอด ขายเพียง 200 ล้านบาท มั่นใจปลายปี 55 ได้ป้ายชื่อเป็นมหาชน เชื่อมั่นหากรัฐบาลสนับสนุนตลาดปุ๋ยอินทรีย์ บริษัทมีโอกาสได้เค้กก้อนโตพันล้าน

นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตริริช จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์ “ดาวปูแดง” และผลิตภัณฑ์การเกษตรแบบครบวงจร เปิดเผยต่อ “สยามธุรกิจ” ถึงภาพรวมของธุรกิจ “ดาวปูแดง” ในปี 2554 ที่ผ่านมาว่า “ในปีที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่สุดที่บริษัท ต้องเผชิญ คือ กรณีอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งกระทบต่อแผนการดำเนินงานต่างๆ มากมาย ทำให้ยอดขายในช่วงนั้นไม่โตตามเป้าหมาย แต่อย่างไรก็ดี ยอดขายก็ไม่ได้ตกมากนัก ซึ่งผลสรุปในช่วงปลายปีบริษัทสามารถปิดยอดการขายได้ที่ 200 ล้านบาท เติบโต ขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10%”

ส่วนแผนกลยุทธ์ในปี 55 นั้น นายเชน กล่าวว่า บริษัทมุ่งมั่นเตรียมการ เพื่อสร้างธุรกิจการเกษตรให้ครบวงจร เนื่องจากดาวปูแดงเติบโตจากเรื่องการ เกษตร ดังนั้นจึงต้องทำจุดนี้ให้ดีที่สุด โดยปี 2555 นี้บริษัทจะเน้นการสร้างนวัตกรรมทางสินค้าที่แปลกใหม่ ไม่ซ้ำใคร โดยเริ่มต้นประเดิมตัวแรกด้วยการนำเข้าผลิตภัณฑ์ ใหม่จากเยอรมนี ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับ ฮอร์โมนพืช ที่ชื่อว่า Oxin ซึ่งตนคาดว่าสินค้าตัวนี้จะเป็นสินค้าที่สร้างความฮือฮา ได้อีกครั้งหนึ่งอย่างแน่นอน

“ส่วนแผนงานถัดไป อันถือเป็นนโยบายสำคัญที่สุดของบริษัทในปีนี้ คือ การตั้งเป้าเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ และเตรียมความพร้อมเพื่อการเข้าสู่ตลาดอาเซียน โดยนโยบายเพื่อเข้าเป็นบริษัทมหาชนนั้น ขณะนี้ดาวปูแดงกำลังเตรียมความพร้อมต่างๆ เพื่อให้เข้ากับหลักเกณฑ์ ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งตนมั่นใจว่าไม่เกินปีหน้าบริษัทก็น่าจะจดทะเบียนเป็นมหาชนได้อย่างแน่นอน”

“โดยส่วนการเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น ขณะนี้บริษัทก็ประเดิมแผนงานแรก ด้วยการจัดเตรียม การเปิดตัวบูธดาวปูแดงในงานแมตชิ่งธุรกิจแฟรนไชส์ ซึ่งจะจัดขึ้นที่ไบเทคบางนา ประมาณปลายเดือนมกราคมนี้ มีมูลค่า บูธจัดแสดงประมาณ 2 แสนบาท โดยบริษัทได้จัดเตรียมทีมงานที่สามารถพูดภาษาจีน ภาษาอังกฤษไว้รอรับลูกค้า โดย เฉพาะสมาชิกประชาคมอาเซียน หรือ AEC ที่จะเข้ามาร่วมงาน ซึ่งเป้าหมายที่ตั้งไว้ บริษัทจะมุ่งไปที่ตลาดในประเทศกัมพูชา ลาว และมาเลเซีย เป็นอันดับแรกก่อน อย่างไร ก็ดี บริษัทอาจโชคดีได้เป้าหมายที่ใหญ่กว่านั้น เช่น ตลาดในอินโดนีเซียด้วย ซึ่งเรื่อง นี้คงต้องรอดูกันต่อไป” นายเชน กล่าว

ทั้งนี้ ด้านการขยายสาขาภายในประเทศ นายเชน เปิดเผยว่า จริงๆ แล้ว ตอนนี้บริษัทเปิดดำเนินการในเรื่องของแฟรนไชส์ 100% แต่การจ่ายเงินปันผล ยัง คงเหมือน MLM อยู่ และในส่วนของสำนักงานขณะนี้บริษัทได้เปิดสำนักงานแห่งใหม่ที่เชียงใหม่ มีมูลค่ากว่าร้อยล้านบาท เมื่อต้นเดือนมกราคมที่ผ่านมา นอกจาก นี้ บริษัทยังได้เตรียมที่จะเปิดตัวในหาดใหญ่ อีกแห่งหนึ่ง ซึ่งจากภาพรวมแผนการดำเนินงานทั้งหมดภายในปีนี้ ทำให้ตนคาดการณ์ว่าบริษัทดาวปูแดง น่าจะมียอด ขายเติบโตขึ้นจากปีที่แล้วประมาณ 10%

นอกจากนี้ นายเชน ยังแสดงทรรศนะ ถึงทิศทางของธุรกิจเกี่ยวกับการเกษตรว่า “จากการที่สินค้าทางการเกษตรมีมูลค่าการตลาดประมาณแสนล้านต่อปี ทำให้ตนเชื่อมั่นว่าอุตสาหกรรมเรื่องปุ๋ยเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องแน่นอน เพราะประชาชน ต้องใช้อยู่ตลอด เป็นสินค้ามหาชนที่ประชาชนกลุ่มใหญ่ใช้ และขาดไม่ได้”

อย่างไรก็ดี ถ้ารัฐบาลส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์ แทนปุ๋ยเคมี ตนมองว่าต้องส่งผล ดีต่อบริษัทอย่างแน่นอน เพราะสัดส่วนแสนล้านต่อปี แบ่งเป็นปุ๋ยเคมีประมาณ 90% ปุ๋ยอินทรีย์แค่ 10% ซึ่งปุ๋ยอินทรีย์ 1% คือพันล้านบาท ถ้ารัฐบาลสนับสนุนบริษัท คงได้ส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้น จึงถือว่าดีต่อธุรกิจของดาวปูแดงมาก

ทั้งนี้ หากกล่าวถึงธุรกิจเครือข่ายโดยภาพรวม นายเชนกล่าวว่า “ตนเองมองความเป็นไปได้ของอัตราการเติบโต โดยยึดถือตามหลักสถิติ เพราะเชื่อว่าสถิติ ไม่เคยหลอกใคร ซึ่งที่ผ่านมาสถิติของธุรกิจ เครือข่าย พบว่าบริษัทที่เปิดขึ้นมาใหม่จะสำเร็จประมาณ 5% หรือ 95% หายไปจากตลาด

โดยบริษัทที่จดทะเบียนเปิดบริษัทใหม่ในแต่ละเดือนมีจำนวนมาก ซึ่งในส่วน นี้จะมีอยู่เพียง 5% ที่จะอยู่รอด จากทั้งหมด ที่เปิดขึ้นมา คือ บริษัทไหนที่ดำเนินธุรกิจซึ่งสามารถตอบโจทย์ชีวิตให้แก่ประชาชน ได้อย่างแท้จริง บริษัทนั้นก็จะคงอยู่ตลอด ไป โดยสถิติเหล่านี้จะปรากฏเป็นเส้นกราฟ เช่น ปีที่ 2 ยอดขายของทุกบริษัทจะตกลง มา และเมื่อถึงปีที่ 3 95% ของบริษัทขาย ตรงยอดขายจะกลายเป็นเส้นกราฟแนวนอน แต่ขณะนั้นบริษัทดาวปูแดงมีลักษณะ กราฟเป็นรูปตัวยู แสดงว่าอยู่ได้อย่างแน่นอน เนื่องด้วยบริษัทมีศักยภาพพร้อมที่จะนำ พาสมาชิกไปสู่ความสำเร็จได้อย่างแท้จริง นั่นเอง” นายเชน ให้เหตุผล

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ. สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1268 ประจำวันที่ 21-1-2012 ถึง 24-1-2012

วันพฤหัสบดีที่ 5 มกราคม พ.ศ. 2555

ดี เด่น ดัง! MLM ปีกระต่าย



ช่วง 1 ปีที่ผ่านมาของข่าวคราวความเคลื่อนไหวในวงการขายตรง สร้างจุดเดือดในการแข่งขันชิงเค้กในทุกไตรมาสของปีในช่วงปีที่ผ่านมา แวดวงธุรกิจขายตรงนับเป็นหนึ่งในหลายแขนงธุรกิจที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชน รวมถึงบรรดาประชาชนผู้บริโภค ซึ่งดูแล้วว่าในปีกระต่ายจะเป็นปีทองของวงการ MLM เมืองไทยเลยก็ว่าได้

เฉกเช่นทุกปีที่ผ่านมา ทีมข่าว “สยาม ธุรกิจ” ในช่วงฉบับท้ายปีเช่นนี้ ก็จะฉายให้เห็นถึงความเป็นไปของวงการเครือข่ายตลอดปีที่ผ่านมา ซึ่งเราได้รวบรวมข่าวสารที่เป็นกระแสของธุรกิจในปีนี้ที่อยู่ในความสนใจของประชาชนผู้อ่าน อีกทั้งบาง ท่านอาจลืม บางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง ที่ผ่านมา

>> เปิดหัวปี ผู้ค้าเปิดรายรับโชว์รวย

เริ่มต้นกันที่ช่วงไตรมาสที่หนึ่ง เปิดปีมาธุรกิจขายตรงก็เกิดเสียงฮือฮาทันที หลังจากที่ “บริษัท เอมสตาร์ เน็ทเวิร์ค จำกัด” นำโดย “ท.ญ.ลพา วัชรศรีโรจน์” ประธานผู้ก่อตั้งบริษัท จัดการเปิดตัวเลขยอดขายในปี 53 ให้แก่สื่อมวลชนได้เห็น โดยสามารถปิดยอดการขายในตัวเลข 4,901 ล้านบาท
ซึ่งในความฝันของ “เอมสตาร์” คือการทำยอดขายให้ถึง 1 หมื่นล้านบาท ในส่วนของปี 53 อีกทั้งยังต้องการโค่นบัลลังก์แชมป์จากพี่เบิ้มอย่าง “แอมเวย์” ให้จงได้ ซึ่งถึงแม้ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นไป
อย่างที่ใจนึก แต่ต้องยอมรับ และนับถือถึงความยอดเยี่ยมของบริษัท เอมสตาร์ เนื่องจากเมื่อมองไปที่ตัวเลขการ เติบโตของบริษัทนามนี้ในแต่ละปี ต้องปรบมือให้อย่างไม่อิดออด เพราะจัดได้ว่า “เอมสตาร์” เป็นบริษัทที่มีการเจริญเติบโตอย่างเป็นรูปธรรมในระดับสูงอย่างแท้จริง ในช่วงปีก่อนหน้า

นอกเหนือจาก “เอมสตาร์” แล้ว ช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายค่ายก็จัดการเปิด ตัวเลขโชว์ต่อสาธารณชนกันไม่เว้นแต่ ละวัน ส่วนแชมป์ก็ยังเป็นเจ้าเก่ารายเดิม คือ “บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด” ที่ปิดไปได้ถึง 14,370 ล้านบาท ต่อยอดความฝันของตัวเองในปี 55 ที่ต้องการไปให้ถึง 2 หมื่นล้านบาทให้จงได้

นอกจากในส่วนของตัวเลขยอดขาย ของแต่ละบริษัทที่เป็นไปตามเป้าบ้าง ไม่เป็นอย่างที่ฝันบ้าง ในช่วงไตรมาสที่หนึ่งนี้ ก็ดูท่าว่าธุรกิจขายตรงดูจะไต่ระดับความโด่งดังเป็นที่สุด เมื่อหน่วยงานรัฐอย่างสคบ. ผู้เป็นเหมือนกรรมการในสนามขายตรง จัดการเปิดแนวคิดเก่า แต่นำมาทำใหม่ เพื่อ ให้เป็นรูปเป็นร่างขึ้นเสียที เมื่อจัดการนั่งโต๊ะแถลงไขว่า ต้องการที่จะผลักดันหลักสูตร ขายตรง เข้าสู่วิชาทางเลือกของนิสิตในรั้ว มหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ดี ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา หลายบริษัทพยายามประกาศกลยุทธ์สู้ศึก ของตัวเองออกมา ที่จะใช้เป็นอาวุธในการ ฟาดฟันตลาดปีกระต่ายนี้ ซึ่งเรื่องที่เป็นประเด็นนั่นก็คือ การส่งสินค้าออกสู่ตลาด เพื่อเป็นทางเลือกของประชาชนผู้บริโภค รวมถึงการปรับแผนจ่ายของบริษัท ให้สามารถดึงดูดคนได้มากกว่าที่ผ่านมา

>> รัฐเปิดโต๊ะถกพ.ร.บ.ใหม่ ไร้ข้อยุติ

ถัดมาในไตรมาสที่ 2 ของวงการเครือข่าย ซึ่งช่วงนี้คงไม่มีข่าวคราวใดจะ ดังเทียบเหตุการณ์ผลิกแผ่นดินของคดี “แชร์ลูกโซ่” ซึ่งในปี 2553 “บริษัท เบสท์ 59 จำกัด” ค่ายขายตรงแบรนด์ “ปูแดง” ของ “นายสมปอง แซ่ตั้ง” ถูกจับในคดีเข้าข่ายทำธุรกิจโกง ออกแนวแชร์ลูกโซ่ ซึ่ง ในช่วงนั้น ต้องยอมรับตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือประจำวงการชื่อต่างๆ หรือนอกวงการ ก็ฉายแต่ในเรื่องนี้

โดยในท้ายที่สุด “นายสมปอง แซ่ตั้ง” ก็หลุดคดี การจับกุมปิดบริษัทของดีเอสไอ กลายเป็นเรื่องไม่จริง เมื่อตรวจสอบเรียบร้อย “ปูแดง” ไม่มีความผิดอย่างที่ถูกกล่าวหา ด้วยประการทั้งปวง นำไปสู่การฟ้องร้องกลับ และเปิดโต๊ะแถลงข่าวระบายความอัดอั้นออกมาต่อสาธารณชน โดยทาง “สมปอง แซ่ตั้ง”

อย่างไรก็ดี ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ ทางรัฐ นำโดยสคบ. ก็จัดการเดินหน้าเกม รุกอีกครั้ง ด้วยการเปิดโต๊ะแถลงเชิงสัมมนา ในหัวข้อ “ค้าขายอย่างไร ให้ถูกกฎหมาย และถูกใจผู้บริโภค” โดยได้มีการเชิญ 4 สมาคมใหญ่ ประจำวงการเครือข่าย อย่าง สมาคมการขายตรงไทย (TDSA), สมาคม พัฒนาการขายตรงไทย (TSDA), สมาคม อุตสาหกรรมขายตรงไทย (TDIA) และสมาคมนักธุรกิจอิสระ เข้าร่วมวงการถก
ซึ่งในเนื้อหาสาระสำคัญก็อยู่ที่เรื่อง ของกฎหมาย โดยเฉพาะการร่างพระราชบัญญัติขายตรง และตลาดแบบตรงฉบับใหม่ ซึ่งยืดเยื้อมานานพอควร อีกทั้งยังมีในเรื่องของการปรับ และจำกัดแผนการจ่าย ที่ดูจะยากเหลือเกินที่จะหาข้อความที่ลงตัว และยุติในการถกเถียง ซึ่งถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีพ.ร.บ.ฉบับใหม่มาใช้ จึงต้องถูไถกันไปในฉบับเก่า ที่ผู้ค้าว่าดีไม่พอ

>> กลางปีสารพัดเรื่อง ดี เลว เด่น ดัง

ผ่านไป 2 ไตรมาส ก้าวเข้าสู่ไตรมาสที่ 3 เปิดหัวไตรมาสที่ข่าวไม่สู้ดีของวงการ เครือข่าย เมื่อเกิดกระแส “แชร์ลูกโซ่” ประจำปีกระต่ายขึ้น โดยเหตุการณ์ดังกล่าว เกิดขึ้นในส่วนของเขตภูธร เหยื่อก็คือ สหกรณ์ครูจังหวัดเลย ซึ่งเป็น “แชร์ ล็อตเตอรี่” สร้างความปั่นป่วน และทำให้ภาพของธุรกิจลดลง โดยไม่นานหลังจากนั้น ก็ คล้ายไฟลามทุ่ง เมื่อข่าวแชร์ดังกล่าวแพร่ สะพัด ที่ตามมาคือพื้นที่อื่น ที่เริ่มมีตอผุดขึ้นมาให้เห็น

นอกจากนี้ ยังมีในส่วนของ “บริษัท เอเจล” ที่กลายเป็นเรื่องฟ้องร้องกันระหว่าง บรรดาแม่ทีมยักษ์ใหญ่ของบริษัท เกิดอาการไม่พอใจบริษัท กล่าวอ้างว่า เอเจล เบี้ยวค่าคอมมิสชั่น นำมาซึ่งการขึ้นโรงพัก แจ้งความ ซึ่งในเหตุการณ์ แกนนำการฟ้องร้องก็คือ “ชนิดา บูรณะบุตร” ผู้นำของบริษัท รวมกับนักขายอีกร่วม 10 คน แจ้งความต่อตำรวจเอาผิดบริษัทเอเจล
โดยในเรื่องนี้ นำไปสู่การเกาเหลาใน เอเจล เกิด “สึนามิใต้น้ำ” บรรดาผู้นำบริษัททั้งรายเล็กรายใหญ่หิ้วกระเป๋าไม่ขอ เป็นครอบครัวเอเจลอีกต่อไป ทำเอาบริษัท ต้องปิดตัวลง ผู้บริหาร แม่ทีม คนดังพากัน หาแหล่งน้ำแหล่งใหม่

โดยบริษัทนามใหม่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “โมนาวี” “บีฮิบ” และอีกมากมาย กลายเป็นแหล่งน้ำแห่งใหม่ของบรรดาผู้นำเอเจล ซึ่งในช่วงนี้ต้องยอมรับว่า บริษัทต่างๆ ที่กล่าวมา เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ใน ทันที เพราะมีการประกาศถึงชื่อเสียง ระดม พลผ่านโลกออนไลน์ สร้างกระแสกันอย่าง อึกทึก ครึกโครม ส่วนเรื่องเอเจล ดูเหมือน จะกลายเป็นของเก่าที่ผู้นำไม่พูดถึง และปล่อยให้กลายเป็นอดีตในฉับพลัน
นอกจากเรื่องที่ไม่ดีที่กล่าว ในไตรมาสนี้ก็ยังมีในส่วนของข่าวดีของหลายบริษัท โดยเฉพาะ “บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด” ที่จัดงานประดับเข็มงานใหญ่ ประจำปีขึ้น ที่เมืองทองธานี โดยใช้พื้นที่ชาเลนเจอร์เป็นจุดในการจัด ซึ่งในพื้นที่นี้ ถ้าไม่เจ๋งจริงคงยากที่จะได้จัด เพราะเป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุดในอาณาบริเวณ เมืองทองธานี พร้อมการประกาศลั่นงานจากทาง “ดร.นพรุจ เวชกุล” ประธานใหญ่ของบริษัทว่า อีกไม่กี่ปี นับจากนี้ นีโอ ไลฟ์ จะมียอดขายแตะหมื่นล้านบาทอย่าง แน่นอน สร้างความตื่นเต้นให้กับสมาชิกใหม่เก่าที่เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนได้ แสดง ความยินดีในความยิ่งใหญ่ของ “นีโอ ไลฟ์” ในปัจจุบัน ที่เดินไปสู่อนาคต

ทั้งนี้ ในช่วงนี้ ยังเป็นช่วงที่การเมือง ดูจะเริ่มมีทิศทางที่ดี เมื่อการเลือกตั้งครั้งสำคัญจบลงด้วยดี นำมาซึ่งการตั้งหน้าตั้งตา ประกอบธุรกิจของบรรดาค่ายขายตรงอย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลังอีกต่อไป

>> สุดช้ำน้องน้ำซัดยอดขาย

สุดท้าย ในไตรมาสที่ 4 ซึ่งต้องบอกตามตรงว่า ในช่วง 3 ไตรมาสที่ผ่านมาของ ปี ดูจะเป็นเรื่องดี ขายตรงเดินสู่ทางบวก ในทุกด้าน และดูเหมือนว่า MLM จะขยาย ตัวได้มากกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ในช่วงต้น หลายบริษัทตั้งหน้าทำธุรกิจด้วย ความอิ่มเอิบในตัวเลขรายรับ

แต่ในที่สุดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็มา ถึง เป็นปัญหาใหญ่ประจำปีกระต่ายก็คือ “วิกฤติอุทกภัย” ที่เล่นงานจังหวัดต่างๆ ตั้งแต่ภาคเหนือตอนล่างลงมาถึงภาคกลาง รวมทั้งเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งกินเวลานาน ทำเอาบรรดาผู้ค้าต้องเปิดโปรโมชั่น เฉพาะกิจขึ้น เพื่อรักษายอดขาย และไม่ทำ ให้ผลกระทบที่ได้รับมากกว่าที่จะเป็น

อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็หนักหนา จนเป็นตัวฉุดยอดขายของเหล่า บริษัทขายตรงหลายนาม นำไปสู่การขยาย ตัวของภาพรวมธุรกิจที่ดูจะไม่เป็นอย่างที่ ฝันกันเสียแล้ว
ถึงอย่างไร ดูเหมือนหลายค่ายก็แสดง ความเป็นสุดยอดด้วยการหาแผนจัดการได้ เป็นอย่างดี อีกทั้งยังใช้วิกฤติให้เป็นโอกาส เดินสายสร้างแบรนด์ ด้วยการช่วยเหลือสังคมในเขตน้ำท่วม เล่นเอาคะแนนเสียงพุ่งของหลายค่าย

ทั้งหมดนี้ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใน ช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอีกปีที่ธุรกิจขาย ตรงเจอกับเรื่องน่ายินดี และต้องปวดหัว แต่ทั้งหมดก็ล้วนเกิดขึ้นในแวดวงของธุรกิจ ซึ่งจะวัดความเป็นที่สุด ก็คงต้องรอตัวเลข ปิดยอดขายของบริษัทต่างๆ ในปีหน้า ซึ่ง ทีมข่าว “สยามธุรกิจ” ก็จะติดตามต่อไป

อ้างอิง : นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1261 ประจำวันที่ 24-12-2011 ถึง 27-12-2011

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นิวตรีริช เชิญร่วมสัมภาษณ์พิเศษ ผู้บริหาร บริษัท นิวตรีริช จำกัด แถลงผลประกอบการ



แถลงผลประกอบการล่าสุด




กับยอดขายสะดุดไม่เป็นไปตามเป้า เหตุรัฐอุ้มปุ๋ยเคมี

ไม่หวั่นรุกธุรกิจปูพรมขยายแฟรนไชส์ทั่วประเทศ

อวดโฉมร้านแฟรนไชส์พร้อมสัญญาแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ

ในงานมหกรรมชี้ช่องรวย

วันพฤหัสบดีที่ 30 มิถุนายน เวลา 13.00-14.00 น.

ณ ห้องเวิร์กช็อปสัมมนา MCC Hall เดอะมอลล์ บางกะปิ

กำหนดการ

เวลา 12.30-13.00 น. ลงทะเบียนสื่อมวลชนพร้อมรับประทานอาหารว่าง

เวลา 13.00-13.45 น. สัมภาษณ์พิเศษ คุณเชน ใจซื่อ

ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตรีริช จำกัด

แถลงผลประกอบการล่าสุด ชูวิสัยทัศน์ปูพรมขยายแฟรนไชส์ทั่วประเทศ พร้อมโชว์สัญญาแฟรนไชส์อย่างเป็นทางการ
เวลา 13.45-14.00 น. เยี่ยมชมและถ่ายรูปร้านแฟรนไชส์ตัวอย่างที่บูธดาวปูแดง

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์ บริษัท พีเพิลมีเดีย จำกัด
นางสาวกัญญา จักรพีระ (หญิง) 0-2734 -1791 ต่อ 106

ที่มา : http://www.newswit.com

 

วันอาทิตย์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ปุ๋ยอินทรี หมื่นล้าน วูบ50%



ปุ๋ยอินทรีย์หมื่นล้าน ยอดหดกว่า 50% หลังรัฐบาลส่งโครงการปุ๋ยลดต้นทุนมูลค่า 3,500 ล้านอุดหนุนภาคเกษตรกร ดาวปูแดง โอดได้รับผลกระทบหนักยอดวูบไปแล้วกว่า 60 ล้านบาท ขณะที่แฮ็ปปี้ เอ็มพีเอ็ม-ยูนิไลฟ์-กิฟฟารีน ชี้ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากเป็นสินค้าคนละกลุ่มเป้าหมาย
จากกรณีที่รัฐบาลได้เปิดตัวโครงการ"ปุ๋ยลดต้นทุน" ด้วยการสนับสนุนเงินจำนวน 3,500 ล้านบาทอุดหนุนปุ๋ยเคมี   ส่งผลให้ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เนื่องจากที่ผ่านมารัฐบาลมีนโยบายให้เกษตรกรหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์มากขึ้น เนื่องจากมีราคาที่ถูกกว่า โดยเรื่องดังกล่าว นายเชน  ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตรีริช จำกัด  ผู้ผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์สินค้าเพื่อการเกษตร เปิดเผยกับ"ฐานเศรษฐกิจ"ว่า  ขณะนี้ผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว เนื่องจากรัฐบาลได้สนับสนุนแก่เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนโครงการประกันรายได้เกษตรกร ในการจ่ายเงินค่าชดเชยปุ๋ยให้เกษตรกรเป็นการแบ่งเบาภาระหรือลดต้นทุนการผลิตในอัตรา 1.50 บาทต่อกิโลกรัม หรือ 1,500 บาทต่อตันนั้น ประกอบกับสภาวะภัยธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นน้ำท่วมหรือภัยแล้ง ส่งผลให้ยอดขายปุ๋ยอินทรีย์ของบริษัทลดลงกว่า 60 ล้านบาท ขณะที่ตลาดรวมของปุ๋ยอินทรีย์ที่มีมูลค่าประมาณ 10,000 ล้านบาท หรือมีส่วนแบ่งตลาดประมาณ 10% จากมูลค่าปุ๋ยทั้งระบบ 10,000 ล้านบาท คาดว่าจะมีสัดส่วนลดลง 50% หรือเหลือเพียง 5,000 ล้านบาทเท่านั้น
"แต่เดิมจากที่ผ่านมาราคาปุ๋ยเคมีปรับตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกษตรกรมองหาทางเลือกในการลดต้นทุนด้วยการหันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทน ซึ่งคาดว่าส่วนแบ่งของตลาดปุ๋ยอินทรีย์จะเพิ่มขึ้น 1-2% หรือคิดเป็นมูลค่า 1,000-2,000 ล้านบาท แต่จากนโยบายดังกล่าวทำให้ผู้ประกอบการหรือผู้ผลิตได้รับผลกระทบอย่างหนัก แม้ว่าโครงการนี้จะเป็นโครงการระยะสั้น แต่จะส่งผลกระทบกับผู้ผลิตไม่น้อยกว่า 6 เดือนอย่างแน่นอน
ดังนั้นเพื่อเป็นการแก้ไขปัญหาดังกล่าว บริษัทหาวิธีการในการกระตุ้นยอดขายให้เพิ่มขึ้น โดยวางกลยุทธ์อัดแคมเปญสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกที่ทำยอดขายได้ถึงเป้า ด้วยการเพิ่มทริปท่องเที่ยวต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงผลประโยชน์ที่สมาชิกจะได้รับต้องมีความคุ้มค่า  รวมทั้งเร่งการปรับธุรกิจมาสู่ระบบแฟรนไชส์และตั้งเป้าเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยเสริมให้ธุรกิจมีความน่าเชื่อถือและเติบโตอย่างมั่นคง  พร้อมเปิดตัวอย่างเป็นทางการในงานมหกรรมชี้ช่องรวย 2011 ที่เดอะมอลล์ บางกะปิ ระหว่างวันที่ 30 มิ.ย.-3 ก.ค.นี้
อย่างไรก็ตาม บริษัทในฐานะผู้ประกอบการปุ๋ยอินทรีย์ต้องการขอให้ภาครัฐให้ช่วยสนับสนุนเกษตรอินทรีย์อย่างที่เคยทำมา  แม้ว่ารัฐบาลมีโครงการปุ๋ยลดต้นทุน เพื่อกระตุ้นให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยเคมีอย่างถูกต้องเป็นเรื่องที่ดี  แต่ในขณะเดียวกันก็ควรส่งเสริมความรู้แนวทางเกษตรอินทรีย์ควบคู่ไปด้วย  เพื่อปูทางสู่เกษตรปลอดสารพิษอย่างยั่งยืน
ด้านนายพีรพงษ์ หลังปูเต๊ะ กรรมการบริการ บริษัท แฮ็ปปี้ เอ็ม พี เอ็ม จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับพืช กล่าวว่า นโยบายดังกล่าวส่งผลกระทบกับกลุ่มผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์อย่างแน่นอน แม้ว่าจะเป็นแค่ช่วงระยะเวลาสั้น เนื่องจากเป็นนโยบายที่แข่งขันกับภาคเอกชนที่ดำเนินธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งในส่วนของบริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าว เนื่องจากสินค้าที่จำหน่ายไม่ใช่ปุ๋ย แต่เป็นอาหารเสริมสำหรับพืช ที่ไม่ใช่ชนิดเดียวกันกับปุ๋ยที่รัฐบาลจัดโครงการ
ขณะที่นางปราณี พุทธิพิพัฒน์ขจร บริษัท ยูนิไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า นโยบายดังกล่าว ถือเป็นผลดีในการที่ภาคเกษตรกรจะได้ใช้ปุ๋ยเคมีที่มีราคาถูกลง แต่จะส่งผลกระทบกับผู้ผลิตปุ๋ยอินทรีย์ คาดว่าจะเป็นเพียงระยะสั้นๆ เท่านั้น ขณะที่ในส่วนของบริษัทนั้นผลิตปุ๋ยเกร็ด และผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดจำนวนปุ๋ยสำหรับใส่พืช จึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด
ส่วนดร.นารี  สุทธปรีดา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ผู้ดูแลผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเกษตร กล่าวว่า บริษัทไม่ได้รับผลกระทบจากนโยบายของภาครัฐแต่อย่างใด เนื่องจากผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายเป็นปุ๋ยน้ำที่ใช้สำหรับพ่น ไม่ใช่เป็นปุ๋ยที่ใช้ในดินเหมือนที่ภาครัฐบาลจัดโครงการปุ๋ยลดต้นทุน

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ฉบับที่ 2,646 23-25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นิวตรีริช สบช่องวิกฤตแบ่งเค้ก ปุ๋ยเคมี พ.ค.ดีเดย์ปรับสู่แฟรนไชส์เต็มขั้น ฟุ้งยอดขายสิ้นปี 300 ล้านบาท



นิวตรีริชก้าวย่างสู่ปีที่ 3 อย่างแข็งแกร่ง พฤษภาคมนี้ปรับศูนย์รุกสู่แฟรนไชส์เต็มรูปแบบ พร้อมประกาศตั้งเป้าเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ โอกาสในวิกฤตปุ๋ยเคมีแพงดันส่วนแบ่งปุ๋ยอินทรีย์ขยับเพิ่มพันล้านบาท ไตรมาสแรกปัญหาน้ำท่วมกระทบยอดขายทรงตัวจบที่ 42 ล้านบาท มั่นใจไตรมาสสองและสามยอดพุ่งเข้าฤดูกาลเพาะปลูก เตรียมอัดฉีดแคมเปญถี่เดินสายตอกย้ำแบรนด์ต่อเนื่อง คาดสิ้นปีฟัน 300 ล้านบาท
นายเชน ใจซื่อ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นิวตรีริช จำกัด กล่าวถึงความสำเร็จของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจมาจนครบ 2 ปีว่า “ บริษัท นิวตรีริช จำกัด ดำเนินธุรกิจขายตรงผลิตภัณฑ์สินค้าเกษตรคุณภาพมาจนวันนี้เข้าสู่ปีที่ 3 ซึ่งที่ผ่านมาธุรกิจเติบโตแบบก้าวกระโดด สร้างความเชื่อมั่นให้ลูกค้าและเหล่าสมาชิกเป็นอย่างดี โดยเฉพาะช่วงนี้พี่น้องเกษตรกรได้รับผลกระทบจากภาวะน้ำท่วมและปุ๋ยเคมีแพง รัฐบาลพยายามส่งเสริมในเรื่องเกษตรอินทรีย์ ทำให้ความต้องการปุ๋ยอินทรีย์ในตลาดเพิ่มมากขึ้น ผมคาดว่ายอดขายปุ๋ยอินทรีย์ในตลาดจะขยับเพิ่มพันล้านบาท แชร์ส่วนแบ่งการตลาดปุ๋ยเคมีที่มีมูลค่าสูงถึงแสนล้านบาท ตรงนี้ถือเป็นโอกาสในวิกฤต
ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้ธุรกิจเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง เราจึงปรับแผนธุรกิจสู่ระบบแฟรนไชส์อย่างเต็มรูปแบบ เริ่มตั้งแต่เดือนพฤษาคมเป็นนี้เป็นต้นไป ซึ่งในทางพฤตินัยร้านศูนย์จำหน่ายของเรามีลักษณะที่เป็นแฟรนไชส์อยู่แล้ว เพียงแต่ทำนิติกรรมสัญญาให้เป็นแฟรนไชส์อย่างถูกต้อง จากสัญญาศูนย์จึงต้องเปลี่ยนเป็นสัญญาแฟรนไชส์อย่างถูกต้อง โดยที่ยังคงรูปแบบการจ่ายรายได้เหมือนเดิม คือเป็นการจ่ายจากข้างล่างขึ้นบน มีค่าแนะนำบอกต่อ มีรายได้จากการจับคู่ และได้ท่องเที่ยวต่างประเทศหากทำยอดขายทะลุเป้า ดังนั้นจึงเรียกว่าเป็น “แฟรนไชส์ MLM” ที่ไม่มีค่าลิขสิทธิ์แฟรนไชส์เหมือนกับแฟรนไชส์ทั่วไป
แฟรนไชส์มีให้เลือก 4 ขนาด คือโมบายเงินลงทุน 60,000 บาท โมบายสเปเชียล เงินลงทุน 117,000 เซ็นเตอร์ (อำเภอ)เงินลงทุน 150,000 บาท และคลังจังหวัดเงินลงทุน 500,000 บาท แฟรนไชส์ดาวปูแดงจะว่าไปแล้วเหมือนได้ฟรี คุณจะได้สินค้าครบมูลค่าตามเงินที่ลงทุนไป แฟรนไชส์ที่มีการซื้อสินค้าครบตามกำหนดจะมีเงินคืนให้และจะได้รับเงินคืนตลอดจนกว่าจะครบมูลค่าที่ลงทุนไป จากนั้นจ่ายเพียงแค่ครึ่งเดียว และสินค้าที่รับไปวันแรกไม่ต้องคืนบริษัทด้วย เท่ากับเป็นแฟรนไชส์ได้ฟรีหากร้านคุณมียอดสั่งซื้อเข้ามาอย่างสม่ำเสมอ มีการซื้อใหม่อย่างต่อเนื่อง
จากปัญหาอุทกภัยประกอบกับเป็นช่วงเริ่มต้นฤดูกาลผลิตยอดขายไตรมาสแรกของนิวตรีริชแตะอยู่ที่ 42 ล้านบาท ซึ่งไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเข้าสู่ช่วงฤดูกาลผลิตคาดว่าจะทำให้ยอดขายของเราคึกคักมากขึ้น คาดการณ์ไว้ว่าสิ้นปีนี้ยอดน่าจะอยู่ที่ 300 ล้านบาท ผมวางกลยุทธ์โดยจัดแคมเปญกระตุ้นยอดขายทุก 3 เดือน สำหรับครึ่งปีหลังนี้คุณเสรี รุ่งสว่าง พรีเซนเตอร์ของสินค้าจะจัดคอนเสิร์ตกระจายไปทุกที่ในลักษณะเปิด เพื่อให้เข้าถึงพี่น้องประชาชน เน้นตอกย้ำแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง
จากปัจจุบันที่มีผู้จำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์รายใหม่ ๆเข้ามาในตลาดจำนวนมากขึ้น คุณเชนกลับให้แง่คิดที่ดีว่า “ผมกลับไม่มองว่าเป็นคู่แข่ง แต่มองว่าผู้ค้ารายใหม่นี้มาช่วยสร้างกระแสให้เกษตรอินทรีย์โตขึ้น คู่แข่งของเราคือปุ๋ยเคมีต่างหากที่นำเข้ามาในประเทศมากถึง 5 ล้านตัน ณ วันนี้ปุ๋ยเคมีราคาแพงเราจึงมีโอกาสได้แชร์ตลาดตรงนี้ ซึ่งเรากำลังแบ่งเค้กปุ๋ยเคมีเพียงแค่ 1% หรือพันล้านบาทเท่านั้น
เศรษฐกิจปัจจุบันส่งผลกระทบต่อหลายธุรกิจ สำหรับนิวตรีริชไม่หวั่น เพราะเราเป็นธุรกิจต้นน้ำ มนุษย์เราต้องทานอาหาร ซึ่งก็คือพืชต่าง ๆ และปุ๋ยเป็นอาหารของพืช จะว่าไปแล้วปุ๋ยมีการซื้อกันอย่างมหาศาล ทั้งยังมีการซื้อซ้ำที่สูงมาก ดังนั้นผมจึงไม่ค่อยวิตกมากนัก และที่สำคัญเรายังคงเดินหน้ามีแผนเข้าตลาดหลักทรัพย์ต่อไป เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ธุรกิจ ตอกย้ำความผู้นำด้านปุ๋ยอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรที่ช่วยแก้ปัญหาและฟื้นฟูนาไร่ของพี่น้องเกษตรกรอย่างยาวนานแท้จริง” นายเชนย้ำ

สื่อมวลชนสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมติดต่อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท พีเพิลมีเดีย จำกัด
นาวสาวกัญญา จักรพีระ โทร.             0-2704-7958       ต่อ 106

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: Thaipr.net