ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ASEAN Economic Community แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ASEAN Economic Community แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2556

อย. เดินหน้าปรับระเบียบรับมือ AEC ตั้งโต๊ะถกกติกา "ผลิต-นำเข้า" เครื่องสำอางใหม่







Image (Mobile)


อย.เตรียมยกเครื่องร่าง ประกาศฯ หลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่องสำอางควบคุม หวังเป็นการพัฒนา มาตรฐานสถานที่ผลิตและสถานที่นำเข้า เพื่อประโยชน์ในการส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม รวมถึงวิสาหกิจชุมชน ให้มีการพัฒนาตนเอง เข้าสู่ระบบคุณภาพ ส่งผลให้สามารถแข่งขันกับการเปิดการค้าเสรีได้อย่างยั่งยืน


ที่สำคัญเพื่อเป็นการพัฒนามาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางภายในประเทศรองรับ ASEAN Economic Community : AEC ที่จะเกิดขึ้นในปี พ.ศ.2558 ซึ่งการเตรียมความพร้อมเกี่ยวกับการพัฒนามาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางเป็นปัจจัยหนึ่งในการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับนานาประเทศได้ จึงกำหนดจัดประชุมเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้องทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาครวมกว่า 600 คน


นอกจากนี้ ยังเวียนแจ้งให้ผู้เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นทางไปรษณีย์ด้วย เพื่อสร้างความเข้าใจที่ตรงกันและจะนำข้อคิด เห็นมาประกอบการพิจารณาก่อนที่จะออกประกาศบังคับใช้ต่อไป


น.พ.บุญชัย สมบูรณ์สุข เลขาธิการ คณะกรรมการอาหารและยา เปิดเผยถึงการจัดประชุมรับฟังความคิดเห็นร่างประกาศ กระทรวงสาธารณสุข เรื่องหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่อง สำอางควบคุมว่า ร่างประกาศฯ เรื่องหลักเกณฑ์ เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการนำเข้าเครื่อง สำอางควบคุม กำหนดให้ผู้ผลิต/ผู้นำเข้า เพื่อ ขายเครื่องสำอางควบคุม ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต/นำเข้า วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม ที่กำหนดไว้ในบัญชีแนบท้ายประกาศนี้ หรือไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ให้ผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมที่ได้รับใบแจ้งการผลิตหรือนำเข้าเพื่อขายเครื่องสำอางควบคุมอยู่ก่อนวันที่ประกาศฉบับนี้ใช้บังคับปฏิบัติให้ถูกต้องตามประกาศนี้ภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ซึ่งประกาศนี้จะให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา


ในส่วนของหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการผลิต วิธีการเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม มี 9 หมวดได้แก่


1.บุคลากร ต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การผลิตเครื่องสำอางควบคุม วิธีการเก็บรักษา ความรู้ทางด้านสุขอนามัย และข้อควรระวังในการปฏิบัติงาน


2.สถานที่ผลิต ทำเลที่ตั้งไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนสถานที่ผลิตมั่นคงแข็งแรง จัดให้มีสถานที่เก็บวัตถุดิบเป็นสัดส่วนแยกออกจากห้องผลิต


3.อุปกรณ์และเครื่องมือ ต้องไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อนที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างผลิต เช่น จากน้ำมันหล่อลื่น น้ำมันเชื้อเพลิง ผงหรือเศษโลหะ ทำด้วยวัสดุที่ไม่ทำปฏิกิริยา ไม่หลุดลอกติดเครื่องสำอาง


4.สุขลักษณะและสุขอนามัยไม่เป็น โรคติดต่อ ต้องสวมทับด้วยชุดปฏิบัติงาน ทุกครั้ง สถานที่เป็นระเบียบ สะอาด รวมทั้ง อุปกรณ์และเครื่องมือ


5.การดำเนินการผลิต วัตถุดิบและวัสดุบรรจุต้องอยู่ในสภาพดี จัดเป็นสัดส่วน ต้องมีฉลากแสดงชื่อติดอยู่ที่ภาชนะบรรจุ วัตถุดิบ และวัสดุบรรจุ และมีเอกสารตรวจ สอบคุณภาพและความปลอดภัยของวัตถุดิบ กระบวนการผลิตและกระบวนการบรรจุเป็น ไปตามข้อกำหนด


6.การควบคุมคุณภาพ เป็นไปตามคุณภาพมาตรฐาน


7.เอกสารการผลิต


8.การเก็บ


9.ข้อร้องเรียน


สำหรับหลักเกณฑ์เบื้องต้นของวิธีการนำเข้า วิธี การเก็บรักษาเครื่องสำอางควบคุม มี 7 หมวดได้แก่


1.บุคลากรต้องมีความรู้เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การนำเข้าเครื่องสำอางควบคุม


2.สถานที่นำเข้าเครื่องสำอาง ทำเล ที่ตั้งไม่ก่อให้เกิดการปนเปื้อน แยกเก็บวัตถุดิบและเครื่องสำอางสำเร็จรูปเป็นสัดส่วน


3.สุขลักษณะและสุขอนามัยทั้งบุคลากรที่มีสุขภาพแข็งแรงไม่เป็นโรคติดต่อ สถานที่สะอาด


4.การดำเนินการนำเข้าผู้ผลิตในต่างประเทศต้องมีมาตรฐานตามหลักเกณฑ์ วิธีการที่ดีในการผลิตเครื่องสำอางอาเซียน หรือหลักเกณฑ์อื่นที่ไม่ต่ำกว่า หรือที่ อย. กำหนด


5. การควบคุมคุณภาพ


6. การเก็บรักษา


7. ข้อร้องเรียน


"ข้อคิดเห็นที่ได้รับจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในขณะเดียวกันเพื่อการยกระดับคุณภาพมาตรฐานการผลิตเครื่องสำอางในประเทศเพื่อให้สอดคล้อง กับคุณภาพมาตรฐานสากล และการแข่งขันในตลาดสากลต่อไป" เลขาธิการฯ กล่าวในที่สุด






Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2556

รู้เขา...รู้เรา!! สแกนพลังงานขายตรงไทย เดินหน้าปักธงรบตลาด AEC







630 (Mobile)


เป็นอีกหนึ่งช่วงสำคัญการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ไทยที่จะเกิดขึ้นในปี 2558 (ปี ค.ศ. 2015)ของการเปิดประตูสู่ ประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ซึ่งเป็นการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค และถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประเทศในแถบอาเซียนที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาเศรษฐกิจร่วมกันของประเทศภาคีสมาชิกอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ได้แก่ 1. ประเทศไทย 2.อินโดนีเซีย 3.มาเลเซีย 4.สิงคโปร์ 5.บรูไน 6.ฟิลิปปินส์ 7.เวียดนาม 8.ลาว 9.พม่า และ10.กัมพูชาเพื่อก้าวไปสู่ การรวมตัวกันเป็นประชาคมอาเซียนภายในปี 2558 ซึ่งการหลอมรวมพลังครั้งนี้เพื่อช่วยกันยกมาตรฐานสินค้าภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน


เพื่อเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจทั่วไป และรวมถึง ธุรกิจเครือข่าย ที่นับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่สำคัญของการสร้างชื่อเสียงให้กับประเทศชาติ เวลานี้ได้มีการปักธงรบและขยับตัวเองในการวางแนวทางการทำงานให้สอดรับกับตลาดใหม่นี้ย่างคึกคัก


อย่างไรก็ตาม เนื่องจาก AEC เป็นตลาดที่น่าจับตามองของนักธุรกิจทั่วทุกมุมโลก และเวลานี้แม้จะยังไม่เปิดอย่างเป็นทางการแต่ก็มีบริษัทขายตรงที่เล็งเห็นความสำคัญได้วางแผนเข้าไปรุกตลาด อาเซียนกันล่วงหน้าในหลายประเทศกันแล้ว หรือหากจะไล่เรียงมาตั้งแต่ขายตรงเบอร์หนึ่งสัญชาติไทย นัมเบอร์วัน


บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เวลานี้ได้ตระเตรียมตัวเองด้วยการเร่งขยายอาณาจักรตัวเองเปิดตัวรุกตลาดอาเซียนมาระยะหนึ่งก่อนหน้านี้โดยนำร่องในเฟสแรกขยายธุรกิจไปยังตลาดประเทศพม่า กัมพูชาและมาเลเซีย อีกทั้งได้เล็งทำเลทองต่อเนื่องอีกหลายประเทศ หรือหากเป็นในส่วนของเนื้องานที่ได้วางไว้นั้นกิฟฟฟารีนเองก็ได้มีการเตรียมแผนงานรองรับ กับ AEC ไว้อย่างดิบดีนั้นก็คือแผนแรกการเฟ้นหาสินค้าที่เหมาะสมกับประเทศใดในกลุ่มอาเซียน ต่อมาแผนที่สองวิธีการทำตลาดทั้งในเรื่องของการส่งออกและการนำเข้าให้สอดรับกับประเทศนั้นๆและทุกอย่างต้องมีการปรับตัวและตามให้ทันกับโอกาสที่ดีทางธุรกิจในอนาคตข้างหน้าที่สำคัญ คือการเร่งพัฒนาศักยภาพการทำงานของนักธุรกิจกิฟฟารีนให้สามารถบุกตลาดดังกล่าวได้อย่างมั่นใจ


ยักษ์ขายตรงต่อมา บริษัทนู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ยังคงเดินหน้าอัดแน่นกลยุทธ์การตลาดรวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการตลาดที่เข้มข้นกว่าเดิมเพื่อกระตุ้นยอดสมาชิกใหม่ให้เกิดขึ้น โดยจะมุ่งให้ความสำคัญในการสร้างโอกาสทางธุรกิจ (Business Opportunity) เพื่อขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่และเพิ่มจำนวนผู้ทำธุรกิจให้มากขึ้นทั้งนี้เพื่อรองรับการขยายตลาดสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเต็มกำลังโดยยังคงจุดยืนที่มุ้งเน้นการชู นวัตกรรมแห่งการชะลอวัย ผ่านผลิตภัณฑ์ระดับคุณภาพ ภายใต้เทคโนโลยีเอจล็อคเพื่อย้ำภาพผู้นำด้านผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชรา พร้อมทำการตลาดแนวรุกเพิ่มช่องทางการสื่อสาร MASS Communication ภายใต้แนวคิด Live Young, Feel Young เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป โดยมีเป้าหมายความสำเร็จปีนี้ด้วยยอดขายเติบโตเพิ่มขึ้น 20 % และเพื่อแสดงถึงความท้าทายอีกขั้นที่จะทำให้นู สกิน ก้าวสู่ความสำเร็จพิชิตยอดขายที่ 5,000 ล้านบาทในอีก 3 ปีข้างหน้าตามที่เคยประกาศไว้


ข้ามห้วยมาที่ดงขายตรงย่านรัชดา บริษัท จอยน์ แอนด์ คอยน์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด


ก็ได้ขับเคลื่อนอย่างเต็มกำลังโดยในช่วงแรกบริษัทจะเข้าไปลงทุนเฉพาะประเทศที่ติดกับไทยเป็นหลักก่อนเพราะต้องการให้ไทยเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้ โดยรูปแบบของการเข้าไปลงทุนในต่างประเทศนั้นจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละประเทศ เช่นในพม่าอาจะต้องตั้งบริษัทร่วมทุนขึ้นมาระหว่าง J&C กับนักลงทุนในประเทศ แต่ในกัมพูชาบริษัทสามารถเข้าไปถือหุ้นได้ 100 % เลย ส่วนในลาวอาจจะเข้าไปถือหุ้นร่วมกับบริษัทในประเทศตามสัดส่วนที่รัฐบาลกำหนด เช่นเดียวกับในมาเลเซียที่มีนักลงทุนท้องถิ่นเข้ามาถือหุ้นด้วย แต่การบริหารจัดการทั้งหมดก็ยังเป็นบริษัทในไทย


ลุยสุดตัวไม่แพ้กันสำหรับ ยักษ์ขายตรงสัญชาติไทยแท้ บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด หลังประสบความสำเร็จด้วยยุทธศาสตร์การตลาดแบบป่าล้อมเมืองที่ทำให้บริษัทประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามมีผู้นำขึ้นรับรางวัลต่อเดือนนับพันคน และเพื่อสานต่อเป้าหมายใหญ่ของการรุกตลาดเออีซีเพื่อสร้างอาชีพให้กับคนทั่วโลก ทำให้ปัจจุบัน นีโอไลฟ์ฯ ได้มองการณ์ไกลเริ่มมีการขยายธุรกิจของบริษัทออกไปสู่พี่น้องประเทศเพื่อนบ้านในแถบภูมิภาคอาเซียน สู่ประเทศลาว เวียดนาม กัมพูชา สิงคโปร์ จีน (เซี่ยงไฮ้) การดำเนินงานของบริษัทมีความคาดหวังว่าจะเป็นธุรกิจขายตรงของคนอาเซียนที่จะร่วมกันสร้างอนาคตที่ดี พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศกลุ่มอาเซียนของเราให้มีความเจริญก้าวหน้าและให้ประชาชนของเรากินอยู่ดียิ่งๆขึ้นไป


เดินหน้าตอกย้ำความแข็งแกร่งทางธุรกิจก้าวสู่ปีที่ 11 ได้เป็นอย่างดีสำหรับ บริษัทยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด นับเป็นการสร้างความเชื่อมั่นที่เห็นได้ชัดเจนว่าตลาดประเทศไทยมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง พร้อมๆกับการประกาศให้ทั่วโลกได้รู้ถึงความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจด้วยการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นในปีนี้ ล่าสุดยูนิซิตี้ได้เตรียมพร้อมเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนด้วยการเปิดสำนักงานยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญ อีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธรกิจของยูนิซิตี้ประจำประเทศเวียดนาม เมืองฮานอย และประเทศกัมพูชา กรุงพนมเปญอีกทั้งได้เตรียมขยายต่ออีกหลายประเทศในเขตอาเซียน ซึ่งนับว่าเป็นการขยายฐานธุรกิจของยูนิซิตี้ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชากรในประเทศนั้นๆ มีรายได้รวมทั้งความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมของการทำงานร่วมกันของเครือข่ายยูนิซิตี้ในประชาคมอาเซียน เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนยูนิซิตี้ไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ทางด้าน


บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด


ประกาศขอปูทางสู่ประชาคมอาเซียน โดยร่วมมือกับประเทศ สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ฮ่องกงและทั้งประเทศไทยร่วมกันผลักดันความยิ่งใหญ่ทางธุรกิจให้เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันได้ใช้ฐานประเทศสิงคโปร์เป็นฮับ หรือศูนย์กลางกระจายสินค้าที่สำคัญของซินเนอร์จี้ นอกจากนี้เพื่อสร้างความคุ้นเคยให้แก่นักธุรกิจได้เรียนรู้ในเรื่องของสินค้า เพิ่มเติมบริษัทได้มีการจัดกิจกรรมพิเศษ ทริปเดินทางไปสัมมนาที่ประเทศสิงคโปร์อย่างต่อเนื่องให้ได้เรียนรู้เกี่ยวกับสินค้าเพิ่มเติม กับทางผู้เชี่ยวชาญให้สามารถแนะนำและขยายธุรกิจในประเทศไทยมากขึ้น ถือเป็นการเตรียมตัวในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน


ส่วนข้ามชาติ บริษัท อาเจล อินเตอร์ เนชั่นแนล จำกัด แม้ว่าจะเจออุปสรรคทางธุรกิจหลายระลอก แต่ก็ยังยืนหยัดต่อสู้ได้ถึงทุกวันนี้ถือเป็นบทพิสูจน์ให้เห็นว่าอาเจลนั้นมีดีเช่นกัน ซึ่งกลยุทธ์ของอาเจลต่อจากนี้ไปเพื่อให้สมาชิกสามารถออกไปขยายธุรกิจได้ง่าย ได้วางแนวทางการทำงานที่ยังคงเน้นการทำงานพื้นฐาน เช่น การจัด Small Group Meeting และการจัดหลักสูตรฝึกอบรมต่างๆ เพื่อสร้างสายเลือดใหม่ของอาเจลขึ้นมา โดยคาดว่าจะใช้เวลา 2 ปีในการเติบโตอย่างมั่นคงและทันช่วงเปิด AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน) ในปี 58 อย่างพอดิบพอดี


อีกหนึ่งค่ายคลื่นลูกใหม่มาแรง บริษัท ดีเน็ทเวิร์ค เวิลด์ไวด์ จำกัด หลังโชว์ไม้เด็ดยุทธศาสตร์การตลาดแบบคลื่นกระทบฝั่งดันธุรกิจเติบโตอย่างรวดเร็วแล้วยังได้เดินหน้าพัฒนาตัวเอง ด้วยการเปิดการค้าเสรีที่จะเกิดขึ้นอย่างน่าสนใจ โดยเฉพาะเรื่องระบบไอที ทีได้ทุ่มงบราว 10 ล้านบาทพัฒนารอบด้าน จำทำสื่อข้อมูลบริษัท ผ่านทางเว็บไซต์รวมทั้งสิ้น 12 ภาษาด้วยกัน อีกทั้งยังได้เตรียมปรับปรุงและพัฒนาส่วนของฐานข้อมูลรายชื่อสมาชิกอย่างชัดเจนกว่าเดิม สามารถแยกสมาชิกต่างชาติ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มความคล่องตัวในการตรวจสอบรายชื่อหรือสานต่อธุรกิจที่รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งโปรแกรมที่จะลงใหม่นี้สามารถลองรับได้ถึง 100 ล้านรหัส ด้านขายตรงน้องใหม่ผู้บริหารมือเก๋า บริษัท นิว ไลฟ์ เวิลดฺ ไวด์ (ประเทศไทย) จำกัด ที่ได้ให้ความสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ที่จะมีบทบาทสำคัญในการเปิดรับ AEC และการตลาดในยุคดิจิทัล ด้วย Application อัจฉริยะที่สมบูรณ์ที่สุดในเครือข่ายขายตรงไทย สมาชิกสามารถ สปอนเซอร์ เช็คยอด และสั่งซื้อสินค้าผ่าน Application ทั้งบนมือถือ และแท็บเลต ระบบ IOS จึงทำให้สมาชิกสามารถทำงานได้ทุกที่ ทุกเวลา ทั่วมุมโลก และบริษัท บีดับเบิลยูแอล (ประเทศไทย) จำกัด (BWL) ก็คึกคักไม่แพ้กันหลังจากที่เวลานี้ผู้บริหารบริษัทแม่ประเทศ สิงคโปร์ ได้เปิดไฟเขียวรอรับไว้อยู่แล้ว ด้วยการขยับส่วนของสำนักงานใหญ่ ตลอดรวมถึงการขยายโกดังเก็บสินค้าและระบบขนส่งที่คล่องตัวมากยิ่งขึ้น เพราะเชื่อมั่นว่าหากบริษัทขายตรงรองรับการทำงานที่ครอบคลุม มีระบบไอทีที่ดี ก็จะได้เปรียบทางธุรกิจและนำไปสู่การสร้างรายได้ที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งเวลานี้บริษัทได้มีการบอกต่อสมาชิกหรือผู้นำให้มีความเตรียมพร้อมรอบด้านที่จะเปิดรับการแข่งขันทางการตลาดอย่างเสรีด้วยเช่นกัน


แลดูคึกคักตั้งแต่ต้น สำหรับน้องใหม่ทุนหนา บริษัท พระรามเก้าเน็ตเวิร์ค จำกัด ที่ได้วางเป้าสร้างกระแสความรับรู้ทางด้านผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทได้เตรียมนำเสนอผลิตภัณฑ์ออกไปขยายตลาดในประเทศลาว และกัมพูชาโดยร่วมกับภาครัฐในการออกบูทในประเทศดังกล่าว อย่างเช่นเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม ที่ผ่านมาได้ไปอออกบูทร่วมกับภาครัฐในงาน Thailand Trade Exhibition 2013 ณ Diamond Island Convention & Exhibition Center กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ต่อด้วยกลางเดือนเดียวกันนี้ ในงาน Thailand Health & Beauty Zone ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค และต้นเดือนกรกฎาคม 2556 ในงาน Lao-Thai Trade Fair 2013 ณ ศูนย์แสดงสินค้าลาว-ไอเทค นครหลวงเวียงจันทร์ สปป.ลาว ตลอดจนขายตรงน้องใหม่ บริษัท วิลเลนดรยอฟ จำกัด แม้จะเพิ่งเข้ามาลิ้มลอง ตลาดขายตรง แต่นับได้ว่าเป็นการขับเคลื่อนธุรกิจ ประหนึ่งมืออาชีพ ซึ่งเป็นเพราะว่าได้คลุกคลีในการทำตลาดเครื่องสำอางมานานและรู้ถึงความต้องการทางตลาดได้เป็นอย่างดี ส่วนการเตรียมความพร้อมในการขยายตลาดออกไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเขตประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เช่น สปป.ลาว,พม่าและกัมพูชานั้นเนื่องจากฐานตลาดกลุ่มลูกค้าในประเทศดังกล่าวยังไม่ค่อยคุ้นเคยการทำธุรกิจแบบขายตรง ดังนั้นกลยุทธ์ในช่วงแรกของการเข้าไปรุกตลาดในกลุ่มประเทศดังกล่าวจะทำในลักษณะขายตรงชั้นเดียวไปก่อน ภายใต้แบรนด์ใหม่ เพื่อเป็นการปูฐานผู้บริโภคไว้ก่อน ซึ่งเมื่อเปิด AEC บริษัทก็เพียงแค่ปรับเปลี่ยนรูปแบบจากขายตรงชั้นเดียวมาเป็นขายตรงหลายชั้น


ทิ้งท้ายดูความพร้อมธุรกิจขายตรงชั้นเดียว(SML) แบรนด์ดังอย่าง มิสทีน บริษัทบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ขณะนี้ก็ได้ทุ่มสุดตัวซึ่งหลังจากที่เริ่มขยายตลาดเข้าพม่าเมื่อ 10 ปีที่แล้วมียอดขาย 500 ล้านบาท คาดว่าปีนี้จะเพิ่มเป็น 600 ล้านบาท ล่าสุดเตรียมจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับพาร์ทเนอร์นักธุรกิจลาวตั้งบริษัทใหม่ที่ประเทศลาวพร้อมทั้งจะมีการเปิดโชว์รูมเพื่ออำนวยความสะดวกในการให้บริการกับผู้บริโภค และในขณะนี้บริษัทกำลังศึกษาแผนการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศเพิ่มเติม และคาดว่าในช่วงกลางปีนี้บริษัทจะมีการขยายธุรกิจไปยังประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียง เพื่อรองรับเออีซี ด้วยเช่นกัน โดยจะพิจารณาถึงความพร้อมในส่วนของวัตถุดิบ เพื่อลดต้นทุนได้มากกว่า 10% ขึ้นไปถึงจะสามารถลงทุนได้


ที่กล่าวมานี้ เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของบริษัทขายตรงที่มีความตื่นตัวทางธุรกิจในการเตรียมรุกตลาดเออีซีที่จะเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในอีก2ปีข้างหน้า เพื่อสานต่อความยิ่งใหญ่ของธุรกิจขายตรงไทย เราขอเป็นกำลังให้กับทุกค่ายและทุกคนในการประกาศให้โลกได้รับรู้ว่าธุรกิจขายตรงไทย...ยิ่งใหญ่ไม่แพ้ชาติใดในโลก





ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.Leader Time ฉบับที่ 224 ประจำวันที่ 1-15 มิถุนายน 2556


วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : ขายตรงไทยตื่นรับ AEC ผลดีดันยอดทะลุเกินแสนล.








 


ธุรกิจขายตรงเมืองไทย ตื่นตัวรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี,58 กูรูนักธุรกิจส่งออกชี้ "โอกาสดีของธุรกิจขายตรงไทย" แค่เอกชนเตรียมความพร้อมให้มากพอ เชื่อผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ดาวเด่นเจาะตลาดต่างประเทศ หลัง AEC เปิด ขณะที่ไทยสามารถขยายฐานสาขาไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น ส่งผลสร้างยอดรายได้กลับเข้าคนไทยมหาศาล คาดก่อนปี 2561 ยอดขายรวมทั้งประเทศจะทะลุ 3 แสนล้านบาทต่อปี


ธุรกิจขายตรงซึ่งถือกำเนิดมาในประเทศไทยนับตั้งแต่สมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา จนถึงปัจุบันธุรกิจนี้ได้ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขจดทะเบียนล่าสุดจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พบว่า มีมากกว่า 900 บริษัทที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง และปัจจุบันยอดขายรวมทั้งประเทศจากตัวเลขของสมาคมการขายตรงไทยมากกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนคนไทยที่สมัครเป็นสมาชิกธุรกิจขายตรงมากกว่า 15 ล้านรายในปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันจากจำนวนตัวเลขบริษัทขายตรงในประเทศไทย แบ่งเป็นตัวเลขธุรกิจขายตรงที่เป็นของต่างประเทศประมาณ 30% และยังคงมีอัตราการเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี นั่นหมายความว่า ประเทศไทยคือ อีกหนึ่งในประเทศเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจขายตรงต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เมื่ออีก 2 ปีข้างหน้า AEC หรือ ASEAN Economic Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กำลังคืบคลานเข้ามา โดยเป้าหมายการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับ คู่ค้า และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระดับโลก รวมถึงมีการยกเว้นภาษีสินค้าบางชนิดให้กับประเทศสมาชิก ส่งเสริมให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง มั่นคง ประชาชนอยู่ดีกินดี


โดยสมาชิกอาเซียนมีด้วยกัน 10 ประเทศ ประกอบ ด้วย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ บรูไน ดังนั้น AEC หรือ ASEAN Economic Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรกับธุรกิจขายตรงประเทศไทย


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ นักธุรกิจส่งออก และประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ธุรกิจขายตรงเมืองไทย เปิดเผยว่า การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 หรือ AEC ที่จะถึงนี้ สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจขายตรงในประเทศไทยนั้น เชื่อว่า มีผลดีมากกว่า ผลเสีย จะอย่างไรก็แล้วแต่ ภาคเอกชนก็ควรเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศย่อมมีเงื่อนไขทางการค้าที่มีทั้งข้อได้เปรียบ และเสียเปรียบ อีกทั้ง ยังมีอีกหลายประเทศในกลุ่มนี้ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกมากมาย


นายสุมิตร กล่าวต่อไปอีกว่า การเตรียมความพร้อมนั้น นักธุรกิจขายตรงไทยควรวิเคราะห์ให้ออกในเรื่องของมาตรการทางภาษีภายในของแต่ละประเทศ เพราะโยงใยไปถึงต้นทุนของสินค้าที่จะนำเข้ามาจัดจำหน่ายในตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงในปัจจุบัน หรือแม้แต่ประเด็นความได้เปรียบในเรื่องของระบบการขนส่ง หรือแม้แต่เรื่องของค่าเงิน เป็นต้น เรื่องเหล่านี้นักธุรกิจไทยจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ควรจะศึกษาเพื่อความได้เปรียบ


อีกทั้ง สิ่งที่นักธุรกิจไทยจะได้เปรียบในประการต่อมาน่าจะเป็นในส่วนของความรู้ และทักษะในเรื่องทรัพยากรบุคคลของคนไทยที่ดีอยู่แล้ว รวมถึงการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะช่วยให้การบริหารหน่วยลงทุนจากใหญ่ไปหาเล็กได้ง่าย และจะสามารถเอาความได้เปรียบตรงนี้ไปบริหารจัดการและสามารถขยายเครือข่ายสาขาไปยังต่างประเทศได้ง่ายขึ้น


นอกจากนั้น ในมุมของผลิตภัณฑ์หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สินค้าประเภทเสริมอาหารของไทยจะได้เปรียบ เนื่องจากประเทศไทยมีสินค้าเสริมอาหารที่มีคุณภาพอยู่มากมาย และผลิตในต้นทุนที่ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพของไทยที่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอยู่แล้ว


ทั้งนี้ ทั้งนั้น ไทยยังคงความได้เปรียบในเรื่องของการขยายเครือข่ายสายงานที่ง่ายขึ้น เนื่องจากขายตรงไทยสามารถเข้าไปตั้งสาขายังต่างประเทศได้ง่ายขึ้นหลังเกิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นมา เปรียบได้ว่า ธุรกิจขายตรงไทยสามารถสร้างประเทศตัวเองให้เป็นเซ็นเตอร์หลัก โดยมีโครงสร้างทางธุรกิจที่เป็นโครงสร้างอยู่ใต้เซ็นเตอร์ของประเทศไทย ส่งผลให้คนไทยมีโอกาสทางรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อนับจากโครงสร้างของแผนจ่ายคอมมิชชั่นในระบบขายตรง
นายสุมิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวเลขผลประกอบการมวลรวมทั้งระบบของธุรกิจขายตรงไทยที่ว่า อยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาทในปัจจุบัน บ้างก็ว่า ตัวเลขที่แท้จริงนั้นยอดรวมทั้งระบบทะลุแสนล้านบาทไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้ติดตามพัฒนาการการเติบโตของธุรกิจขายตรงเมืองไทยนั้นเชื่อว่า หลังเกิด AEC นับจากปี 2558 ไปจนถึง ปี 2561 ยอดขายรวมทั้งระบบของธุรกิจขายตรงเมืองไทยจะพุ่งทะลุตัวเลขหลัก 3 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน นายสุมิตร กล่าวทิ้งท้าย




Credit By :ryt9.com