ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นู สกิน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ นู สกิน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ข่าวนูสกิน (Nu Skin Thailand) : นู สกิน ฉลองความสำเร็จกับยอดขาย จัดทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket







Capture (Mobile)


บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศจีน) นำโดย นาย แอนด์ดรู ฟาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศ จีน นำคณะผู้แทนจำหน่ายจากประเทศจีนและเขตการปกครองพิเศษ เช่น ฮ่องกง มาเก๊า จำนวนกว่า 4,000 คน ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จยอดขายกับ โปรแกรมท่องเที่ยวอินเซนทีฟ ทริปสุดพิเศษ Nu Skin Exclusive Fantastic Trip to Phuket เพื่อร่วมสัมผัสความสวยงามของทะเลตอนใต้ที่เต็มไปด้วย ความงดงามทางธรรมชาติ ที่สวยงาม และอิ่มเอมไปกับวัฒนธรรม รวมถึงการ ร่วมกิจกรรมสัมมนา พร้อมกันนี้ชาวนู สกินยังรวมใจกันจัดกลุ่มเป็นรูปดาว เพื่อแสดงถึงพลังและศักยภาพความสำเร็จของนูสกิน โดยการมาของ นู สกิน ประเทศจีน ครั้งนี้คาดว่าจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวและ สร้างรายได้ให้กับชุมชนในจังหวัดภูเก็ตได้อย่างมหาศาล






ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 346 ประจำวันที่ 16-30 มิถุนายน 2556

วันเสาร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ขายตรง (MLM) : ไทยฟอร์มหรูธุรกิจกอดคอโต!!!ลุ้นแตะฝันก่อนสิ้นปี


บริษัทขายตรง โชว์ฟอร์มการทำตลาดสร้างยอดขายสุดหรู หลังผ่านไป 9 เดือน นีโอ ไลฟ์ นำทัพยอดขายพุ่งเดือนละ 30% เป้า 5 พันล้านบาท อาจได้เฮก่อนสิ้นปี ด้าน กิฟฟารีน ไม่น้อยหน้าแม้โรงงานที่นวนครโดนน้องน้ำเล่นงานเมื่อปีก่อนอ่วมครึ่งปีแรกรายรับขยาย 7% ไต่ฝัน 6 พันล้าน ส่วน นู สกิน ยอดขายพุ่งพรวด 27% สินค้าต้านเหี่ยวได้ผลเกินคาด ใกล้แตะยอดขาย 2.5 พันล้านเต็มที


ปีมังกรนี้ ดูจะเป็นปีทองของธุรกิจขาย ตรงแทบทุกค่าย เมื่อเหล่าบริษัทน้อยใหญ่ต่างพากันออกมาโชว์ตัวเลขยอดขายที่ทำ ได้ตลอดระยะเวลา 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเป้า โดยจากการคาดคะเนเชื่อว่า หากในช่วงที่เหลือของปีนับจากนี้ ไม่มีเหตุการณ์ภายนอกที่จะเข้ามา สร้างความปั่นป่วนให้ธุรกิจ ดูแล้วขายตรงปีนี้ คงได้กอดคอรวยกันทั้งวงการ


- นีโอ ไลฟ์ หวังฉลอง 5 พันล. ก่อนสิ้นปี


ดร.นพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการ บริหาร บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจ ว่า การดำเนินธุรกิจ ในปีนี้ของ บริษัท นีโอ ไลฟ์ ที่ผ่านมาแล้วกว่า 9 เดือน บริษัทได้เดินหน้า งานที่ทำอย่างต่อเนื่องเช่น การเปิดเวที ประดับเข็มนักธุรกิจที่บริษัทจัดขึ้นทุกเดือน อีกทั้งยังมีโปรโมชั่น ลด แลก แจก แถม ที่ทำอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการออกโปรฯ ท่องเที่ยวให้นักธุรกิจเร่งสร้างผลงาน รวมทั้งกิจกรรมต่างๆ ที่ทำให้การขยายตัวของ นีโอ ไลฟ์ เป็นไปอย่างต่อเนื่อง


ตลอด 9 เดือนที่ผ่านมา นีโอ ไลฟ์ มียอดการเติบโตในส่วนของยอดขายประมาณที่ 30% และคงเป็นอย่างนี้ไปถึงสิ้นปี ส่วนเป้าหมายยอดขายนั้น บริษัทตั้งเป้าในปีมังกรนี้ว่า ต้องไต่ความฝัน 5 พันล้านบาทให้จงได้ ซึ่งไม่น่าจะพลาดเป้าที่ตั้งไว้ โดยในช่วงต้นเดือนธ.ค. ที่จะถึงนี้ บริษัท มั่นใจว่า จะสามารถฉลองเป้ายอดขาย 5 พัน ล้านบาทได้อย่างแน่นอน


สำหรับยอดสมาชิกปัจจุบันมีประมาณ 1.3 ล้านรหัส คิดเป็นกลุ่มผู้บริโภคประมาณ 70% นักธุรกิจที่ทำงานอย่างจริงจังประมาณ 10 กว่าเปอร์เซ็นต์ ส่วนกลุ่มที่เหลือก็จะเป็น กลุ่มที่ทำธุรกิจและซื้อใช้


ดร.นพรุจ กล่าวถึงการขยายตัว ดังกล่าวว่า จากที่บริษัทอัดกิจกรรม มอบเข็ม ต่อเนื่องในทุกเดือน และมอบนโยบายให้นักธุรกิจสามารถกลับไปฉลองต่อที่ศูนย์ธุรกิจในจังหวัดที่ตนเองอยู่ ก็ยิ่งทำให้นัก-ธุรกิจมีความมุ่งมั่นในการทำงาน ผลักดันให้เกิดการขยายตัวดังที่กล่าวมา


สำหรับตลาด AEC ที่บริษัทกำลังขยายตลาดอยู่นั้น ขณะนี้มีที่ ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม โดยในช่วงสิ้นปีก็จะเริ่มนำสินค้า ของบริษัทเข้าไปจำหน่ายในสิงคโปร์ และ เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน โดยปีหน้าบริษัทเตรียม เปิดที่ พม่า, อินโดนีเซีย, ฟิลิปปินส์ และบรูไนต่อไป


- กิฟฟารีน เร่งยอดขายสิ้นปี 6 พันล.


พ.ญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรม-การ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ผลประกอบการในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมาว่า จากผลกระทบจากสถาน-การณ์น้ำท่วมในปีที่ผ่านมา ทำให้โรงงานของ เราที่นิคมอุตสาหกรรมนวนครไม่สามารถ ผลิตสินค้าได้นานกว่า 3 เดือน แต่หลังจาก ที่เราได้กู้โรงงานสำเร็จและกลับมาเดินสาย การผลิตใหม่อีกครั้งเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ถึงแม้บรรยากาศในช่วงต้นปีการจับจ่ายจะยังคงซบเซาสืบเนื่องมาจากผลกระทบน้ำท่วม จึงต้องใช้แผนการตลาดและ แคมเปญที่เข้มข้นเข้ามาสนับสนุน ซึ่งช่วยเพิ่มยอดขายในครึ่งปีแรกเติบโตได้อย่างสวยงาม โดยมีอัตราเติบโตอยู่ที่ 7 เปอร์-เซ็นต์ โดยกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงครึ่งปีแรกยังอยู่ในกลุ่ม ผลิตภัณฑ์อะบาโลน คอลลาเจน ผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร และสกินแคร์


สำหรับกลยุทธ์การตลาดในไตรมาส ที่ 4 บริษัทจะพิจารณาจากพฤติกรรมของผู้บริโภคในช่วงครึ่งปีแรกที่ระมัดระวังในเรื่องการจับจ่ายใช้สอยเป็นอย่างมาก และคาดว่าจะส่งผลต่อเนื่องในครึ่งปีหลังด้วย ทางเราจึงมีแผนรับมือด้วยการทุ่มงบประมาณ 70 ล้านบาท จากงบประมาณทั้งปี 100 ล้าน บาท เพื่อทำตลาดในครึ่งปีหลัง โดยตั้งเป้า ยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 6,000 ล้านบาท โดยจะเน้นกลุ่มเป้าหมายเดิมเป็นหลัก พร้อมทั้งขยายเครือข่ายและผู้บริโภคไปยังกลุ่มคนรุ่นใหม่ผ่านสื่อออนไลน์ และช่องทางต่างๆ ที่ทันสมัยเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งจะเน้นกลุ่มผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ และผลิตภัณฑ์ไวท์เทนนิ่งเป็นหลัก เพราะวัยรุ่นสมัยใหม่นอกจากจะสนใจเรื่องความสวยความงามแล้วเรื่องสุขภาพก็เป็นเทรนด์ ที่มาควบคู่กันด้วย พ.ญ.นลินี กล่าว


- นู สกิน ทำสถิติยอดพุ่ง 2.5 พันล.แค่เอื้อม


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม กล่าวว่า ตั้งแต่เดือนมกราคม-สิงหาคม ปี 2555 นู สกิน ประเทศไทย มียอดขายเติบโตอยู่ที่ 27% ซึ่งเป็นการเติบโตที่สูงกว่าอัตราการเติบโต เฉลี่ยของอุตสาหกรรมขายตรงไทย โดยใน เดือนสิงหาคม ที่ผ่านมาบริษัทสร้างยอดขาย ได้สูงถึง 450 ล้านบาท ถือเป็นยอดขายรายเดือนสูงสุดนับตั้งแต่ นู สกิน เปิดดำเนิน การในประเทศไทย และคาดการณ์ว่าจะสามารถสร้างรายได้รวมสำเร็จตามที่ตั้งเป้า หมายไว้แน่นอน


นู สกิน ประเทศไทย มีรายได้การเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องมาตลอดตั้งแต่ต้นปี อีกทั้งในปีนี้บริษัทได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ ใหม่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความเสื่อมชรา เอจล็อก กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ที่สามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายโดยเฉพาะกลุ่ม ผู้บริโภคที่ใส่ใจในเรื่องการลดเลือนริ้วรอยและการดูแลรูปร่าง ซึ่งผลิตภัณฑ์ดังกล่าวสามารถตอบสนองความต้องการได้ตรงจุด บริษัทมั่นใจว่าภายในสิ้นปี 2555 นู สกิน ประเทศไทยจะเติบโต 20% หรือ 2,500 ล้าน บาท นางภคพรรณ กล่าว


สำหรับไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 บริษัทยังคงเน้นใช้กลยุทธ์ขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านการกระตุ้นการเพิ่มจำนวนสมาชิกและ ปริมาณการบริโภคสินค้าอย่างต่อเนื่อง โดย ยังคงมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความ เสื่อมชราเป็นเรือธงในการสร้างยอดขายเป็นหลัก รวมทั้งบริษัทยังคงเดินหน้าเร่ง กระตุ้นยอดขายจากกิจกรรมการตลาดและกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ อาทิ การจัดอบรมสัมมนา การจัดกิจกรรมโรด-โชว์ไปตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อสร้างการรับรู้ผลิตภัณฑ์และตราสินค้าตลอดจนขยายฐานธุรกิจให้เกิดการเติบโต เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่1345 ประจำวันที่ 20-10-2012 ถึง23-10-2012

วันศุกร์ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวขายตรงโลก (MLM World) : ยก "ขายตรง" โมเดลด้านวิบากกรรม ศก.ยุโรป สินค้าตลาดแมสเวิร์ค! ปัจจัยบวก "ความต้องการเยอะ"


แบรนด์ขายตรงชั้นนำของโลกไม่ว่าจะเป็น เอวอน , แมรี่เคย์ , ออริเฟลม , นู สกิน หรือแม้แต่นาทูร่าที่เปิดธุรกิจอยู่ในยุโรปท่ามกลางปัจจัยท้าท้ายจากภาวะเศรษฐกิจถดอยเห็นตรงกัน ธุรกิจขายตรงคือกุญแจที่จะต่อกรกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในยุโรปได้ เห็นได้จากผลประกอบการในภาคพื้นยุโรปของทุกบริษัทยังมีตัวเลขเติบโต

DirectSellingNews ฉบับเดือน สิงหาคมเปิดเผยรายงานของ วายสเตท ดอทคอม บริษัทวิจัยตลาดชั้นนำที่ได้ รวบรวมผลประกอบการในภาคพื้นยุโรป ของบรรดาบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ของ โลกและเพิ่งนำออกเผยแพร่ระบุ บริษัท ขายตรงจำนวนมากมองแนวโน้มธุรกิจ ขายตรงในยุโรปยังคงเป็นบวกอยู่แม้ส ถาณการณ์ด้านเศรษฐกิจจะท้าทายอยู่ มากก็ตามและเห็นทิศทางการขยายตัว เพิ่มขึ้นด้วย

ฝรั่งเศส-เยอรมัน มหาอำนาจขายตรง ผลิตภัณฑ์ตลาดแมสแนวโน้มดี
วายสเตทดอทคอมเปิดเผยว่า ตลาดขายตรงที่มีผลการดำเนินงาน แข็งแกร่งมากในปีที่ผ่านมาคือฝรั่งเศส และเยอรมนี โดยทั้งสองประเทศคือแหล่ง ผลิตรายได้สูงสุดในอุตสาหกรรมขายตรง ของยุโรป ขณะที่รัสเซียคือประเทศที่มี การจ้างงานขายตรงมากที่สุดของภูมิภาค ซึ่งในปีที่ผ่านมาธุรกิจขายตรงของรัสเซีย มียอดขายเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขหลักเดียว เทียบกับปีก่อนหน้า

นอกจากนี้ยังมีตลาดขายตรงใน กลุ่มประเทศทะเลบอลติคได้แก่ลิทัวเนีย, ลัตเวีย, เอสโตเนียและฟินด์แลน์ ที่เกิดขึ้น จากการแยกตัวออกจากสหภาพโซเวียต หรือรัสเซียและเป็นประเทศสมาชิกน้อง ใหม่ในสหภาพยุโรป (อียู) ถูกมองว่ามี แนวโน้มขยายตัวได้ดีในปี 2555 นี้เช่นกัน รวมไปถึงนอร์เวย์ และตุรกีซึ่งผลิตภัณฑ์ เครื่องสำอางและบำรุงผิวมียอดขายเพิ่ม ขึ้นมาก

สำหรับในปี 2555 ผลิตภัณฑ์ ที่ทำตลาดแมสอาทิ เครื่องสำอางและ แฟชั่นเป็นกลุ่มสินค้าที่จะมีศักยภาพใน การขยายตัวสูงโดยเฉพาะในประเทศ โปแลนด์ บริษัทที่ขายสินค้ากลุ่มนี้จะ ประสบความสำเร็จสูงมาก ขณะที่ยูเครน มีอัตราเติบโตมั่นคงมากเช่นกัน

เครื่องสำอาง-เพอร์ซันนัล แคร์ นำโด่ง ค่ายขายตรงอเมริกา/ยุโรปยังโตได้ดี
ผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดใน ตลาดขายตรงยุโรปไม่ต่างจากภูมิภาค อื่นนั่นคือเครื่องสำอางและเพอร์ซันนัล แคร์ยังคงครองส่วนแบ่งตลาด(มาร์เก็ต แชร์) อันดับหนึ่ง รองลงมาคือผลิตภัณฑ์ เกี่ยวกับครัวเรือน ขณะที่เสริมอาหารมี อัตราเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สำหรับผลงานของค่ายขายตรงชั้นนำเริ่มจากเอวอนแม้ผลงานในภาพ รวมปีนี้จะมีผลกำไรลดลงมาก แต่สำหรับ ในยุโรปแล้ว เอวอนเป็นบริษัทที่ถูกมอง ว่ามีผลประกอบการดีที่สุดทำยอดขายได้ สูงสุดในภูมิภาคนี้ ส่วนแมรี่เคย์ มีผลงาน ที่ดีมากในประเทศยุโรปทั้ง 15 ประเทศ ที่แมรี่เคย์เปิดธุรกิจอยู่ ตลาดใหญ่คือ เยอรมนีมีนักขายอยู่มากกว่า 24,000 คน นอกจากนี้ยังมีออริเฟลม, นาทูร่า คอสเมติค, นู สกิน, เอมอร์ แปซิฟิกและมีนาร์ด เจแปน คอสเมติคซึ่งลล้วนมีผลงานใน ยุโรปดีเช่นกัน

ส.ขายตรงชี้เทรนด์บวก ความต้องการเยอะ ศูนย์กลาง ฟื้นคนใช้จ่าย
Maurits Bruggink กรรมการ บริหารสมาคมการขายตรงยุโรปเชื่อว่า ธุรกิจขายตรงของยุโรปยังคงเติบโตเป็น บวกได้ตลอดปี 2555 บางประเทศจะ เติบโตได้สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งภูมิภาค ด้วยซํ้าโดยเฉพาะในกลุ่มประเทศตลาด เกิดใหม่ทั้งในแถบยุโรปตอนกลางและ โซนตะวันออกไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย ยูเครน และประเทศทะเลบอลติค ขณะที่ตุรกียัง คงเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลักได้

ปัจจัยบวกกระตุ้นการเติบโตของ กลุ่มประเทศเหล่านี้มีอยู่ด้วยกัน 4 ข้อ คือ1.มีความต้องการมากในแถบยุโรป ตะวันตกโดยเฉพาะกลุ่มสินค้าที่มีแบรนด์ อาทิ เครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เกี่ยว กับครัวเรือน 2.พัฒนาการของเศรษฐกิจ ที่มีอยู่ทั่วไปเป็นปกติทำให้ผู้บริโภคใช้ จ่ายมากขึ้น 3.ความกระตือรือร้นในการ ทำงานของเจ้าของธุรกิจรวมไปถึงการ เสริมสร้างความมั่งมี ยกระดับฐานะของ ตัวเองและ 4.การปรับปรุงกฎระเบียบ ต่างๆ เพื่อส่งเสริมการขยายตัวของธุรกิจ ขายตรง

แม้ประเทศในยุโรปตะวันตกและ ยุโรปตอนใต้บางประเทศจะได้รับผลก ระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจและการเงิน แต่รวมๆ แล้วยังเติบโตได้อยู่เป็นตัวเลข หลักเดียว โดยเยอรมนียังคงเป็นตลาด ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของยุโรปอยู่และเริ่ม เก็บเกี่ยวประโยชน์จากการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจ ส่วนฝรั่งเศสและประเทศ แถบสแกนดิเนเวียยังคงมีมุมมองบวก อยู่เนื่องจากรัฐบาลแต่ละประเทศให้การ รับรองและเพิ่มมาตรการสนับสนุน เศรษฐกิจมากขึ้น

ขณะที่อิตาลีซึ่งเป็นตลาดขายตรง ที่มีขนาดใหญ่เป็นลำดับสองของอียูยังคงไม่แน่ไม่นอนเพราะไม่สามารถคาดเดา ได้ว่าวิกฤตการเงินจะก่อให้เกิดหนี้เสียใน ประเทศเพิ่มอีกมากน้อยแค่ไหน

ขายตรงยุโรปอันดับสามดลก ส่วนแบ่งตลาด 21% รองเอเชีย / อเมริกา
ส่วนในอังกฤษ พอล เซาธ์เวิร์ธ กรรมการสมาคมการขายตรงอังกฤษให้ ความเห็นว่า การกลับมามีชีวิตชีวาของ ธุรกิจขายตรงภายในประเทศส่วนหนึ่ง มาจากกฎกติกาในการกำกับดูแลธุรกิจที่มีการปรับปรุงใหม่และนำออกมาบังคับ ใช้เมื่อไม่นานมานี้รวมไปถึงโมเดลธุรกิจ ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น สื่อสังคมต่างๆ ที่ช่วย ให้การติดต่อสื่อสารง่ายขึ้น นักขายใหม่ๆ โดยเฉพาะผู้ชายที่หันมาทำขายตรงมาก ขึ้นจากเดิมที่มีแต่ผู้หญิง ซึ่งในปีที่ผ่าน มาอุตสาหกรรมขายตรงของอังกฤษมี นักขายผู้ชายเพิ่มขึ้นถึง 26% เทียบกับปี 2553

ปัจจุบัน ธุรกิจขายตรงของ ยุโรปมียอดขายมากเป็นอันดับสามของโลก โดยในปี 2554 ตามข้อมูล ของสมาพันธ์สมาคมการขายตรงโลก (World Federation of Direct Selling Association:WFDSA) ขายตรงของยุโรป ประกอบด้วยยุโรปตะวันตก, ตะวันออก และตอนกลาง มียอดขายรวม 32,760 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 21.31% นักขาย 20,118,985 คน เทียบ กับธุรกิจขายตรงทั่วโลกที่มียอดขาย ทั้งสิ้น 153,727 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (1 ดอลลาร์สหรัฐประมาณ 31 บาท) นักขาย91,533 825 คน

ภูมิภาคที่ครองอันดับหนึ่งคือ เอเชีย แปซิฟิกมียอดขาย 66,871 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่งตลาด 44% นักขาย 52,007,014 คน รองลงมาคือ อเมริกา(รวมสหรัฐอเมริกา) มียอดขาย 60,429 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนแบ่ง ตลาด 39% นักขาย 26,744,908 คน

สำหรับฝรั่งเศสและเยอรมนีซึ่งจัด เป็นประเทศที่ทรงอิทธิพลในแวดวงขาย ตรงของยุโรปนั้นติดกลุ่มตลาดขายตรง ที่มียอดขายมาก 10 อันดับ(ท็อปเทน) ของโลกด้วย โดยฝรั่งเศสอยู่อันดับเจ็ด กระโดดขึ้นมาจากอันดับสิบในปี 2553 ด้วยยอดขาย 5,139 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นถึง 114.39% หรือกว่าเท่าตัว ส่วน แบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจาก 2% เป็น 3% นัก ขาย 480,000 คน ขณะที่เยอรมนีหล่น จากอนั ดบั เจด็ ไปอยอู่ นั ดบั แปดยอดขาย 3,743 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1% ส่วน แบ่งตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นัก ขาย 284,906 คน

ส่วนรัสเซียหล่นจากอันดับเจ็ดไป อยู่อันดับเก้าด้วยยอดขาย 3,589 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 8.06% ส่วนแบ่ง ตลาดลดลงจาก 3% เหลือ 2% นักขาย 4,077,181 คน


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.ธุรกิจเครือข่ายขายตรง ฉบับที่ 236 ปักษ์หลัง ประจำวันที่ 16-30 กันยายน 2555

วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวนู สกิน (NU SKIN THAILAND) : ตอกย้ำผู้นำตลาดสินค้าชะลอชราส่งอุปกรณ์ "เอจล็อค กัลวานิค (ageloc Galvanic)" โกยยอดครึ่งปีหลัง


นู สกิน รุกหนักตลาดต้านชรา ส่งนวัตกรรมใหม่ เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III อุปกรณ์กระชับสัด ส่วนเพื่อหุ่นฟิตเฟิร์ม บอกได้รับเกียรติจาก บริษัท แม่ เปิดตัวที่ไทยเป็นประเทศแรก หลังนำมาวางจำหน่าย แบบ Pre-Sales เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมาสามารถทำยอดขายได้ถึง 200 ล้านบาท

นางวิภาดา ตั้งปกรณ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายส่งเสริมการขายและการตลาด บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า กลยุทธ์การตลาดของบริษัทในครึ่งปีหลัง 2555 จะมีการดำเนินงานใน 2 กิจกรรมหลักๆ คือ การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่มีชื่อว่า เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III หรืออุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีกระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่น และกิจกรรม โรดโชว์ ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ของบริษัท และสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งตนมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่ากิจกรรมทั้งสองของบริษัท จะได้รับกระแสตอบรับเป็นอย่างดีจากบรรดาสมาชิก และประชาชนทั่วไป ถือเป็นกลยุทธ์การตลาดสำคัญที่บริษัทตั้งใจในการจัดเตรียมเพื่อพิชิตยอดขายในครึ่งปีหลัง

โดยผลิตภัณฑ์ เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวสุดท้ายที่บริษัทจะเปิดตัวในปีนี้ เนื่องจากนู สกิน ประเทศไทย ตั้งใจ และคาดหวังกับอุปกรณ์กระชับสัดส่วนเครื่องนี้เป็น อย่างมาก เพราะเราถือได้ว่าเป็นประเทศ แรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้รับเกียรติให้จัดวางจำหน่ายสินค้านวัตกรรมใหม่เครื่องนี้ และที่สำคัญไปกว่านั้น จากการที่บริษัทได้นำอุปกรณ์เครื่องนี้มาจำหน่าย ในลักษณะ Pre-Sales เมื่อช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา เพื่อดูกระแสการตอบรับ ปรากฏว่า การตอบรับจากบรรดาสมาชิกเกิน ความคาดหมาย บริษัทสามารถจำหน่าย อุปกรณ์เครื่องนี้ในช่วง Pre-Sales ได้รับรายได้ถึง 200 ล้านบาท

บริษัทแม่จึงให้ความไว้วางใจ ให้เกียรติประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่จะได้เปิดตัวและวางจำหน่ายสินค้า เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III ซึ่งตนเองมั่นใจว่า ด้วยวิถีชีวิตปัจจุบันที่ผู้คนสนใจในการดูแลรักษาสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะรูปร่างที่ต้องการความกระชับ ดูสมส่วน เพื่อความมั่นใจในการใช้ชีวิต สินค้าชนิดนี้จะได้รับความสนใจ และกระแสตอบรับที่ดี จากประชาชนทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ซึ่งบริษัท นู สกิน ตั้งเป้ายอดขายสำหรับสินค้าตัวนี้ไว้สูงมาก

นางวิภาดาได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยว กับสินค้าดังกล่าว ว่า ผลิตภัณฑ์เอจล็อค กัลวานิค ได้รับการพัฒนาขึ้นจาก วิทยาการ เอจล็อค ซึ่งเป็นองค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ของบริษัท นู สกิน ที่สามารถแยกแยะกลุ่มยีน (พันธุกรรม) ที่ส่งผลต่อ กระบวนการเสื่อมชราของร่างกายได้ ซึ่งเราเรียกกลุ่มยีนกลุ่มนี้ว่า กลุ่มยีนแห่งความอ่อนเยาว์ (Youth Gene Clusters) หรือ YGC บริษัทได้มุ่งเน้นให้ส่วนประกอบ ในผลิตภัณฑ์เอจล็อคไปออกฤทธิ์ทำงานที่กลุ่มยีนกลุ่มนี้โดยตรง เพื่อผลลัพธ์ในการ ฟื้นฟูความอ่อนเยาว์อย่างแท้จริง

เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ ซิสเต็ม III เป็นอุปกรณ์กระชับสัดส่วนที่ใช้เทคโนโลยีกระแสกัลวานิค แบบรูปคลื่น ที่จะส่งประสิทธิภาพสารเอจล็อคเข้าสู่ผิวกายได้มากกว่าวิธีการกระชับสัดส่วนแบบปกติถึง 10 เท่า คือ ตัวอุปกรณ์ที่มีกระแสในแบบ รูปคลื่น จะตรงเข้าจัดการที่ต้นเหตุของความเสื่อมชราของผิวกายพร้อมกับลดการก่อตัวของไขมัน และเซลลูไลต์ พร้อมทำให้ผิวกายเรียบเนียน ดูผอมเพรียว และสีผิวเนียนเรียบสม่ำเสมอ โดยตัวเครื่องมีเทคโนโลยีที่สามารถปรับ กระแสไฟได้ภายในตัวเอง ผู้ใช้สามารถ ใช้งานได้โดยสะดวก และด้วยตัวเอง แม้ว่าจะอยู่ที่บ้าน อาจเรียกได้ว่า เป็นการทำสปาง่ายๆ ได้ที่บ้าน ภายใต้คอน เซปต์ สปา แอท โฮม

ทั้งนี้ บริษัทได้จัดงานเปิดตัวสินค้า ดังกล่าวภายในงาน นู สกิน โรดโชว์ ที่จัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พลาซ่า ลาดพร้าว ระหว่างวันที่ 20-24 สิงหาคม ภายใต้คอนเซปต์ Live Young by Nu Skin โดยภายในงานมีกิจกรรมออกบูธ ต่างๆ ของบริษัท โดยเฉพาะการสาธิตการใช้ผลิตภัณฑ์ใหม่ ซึ่งบรรดาสมาชิกและประชาชนทั่วไปให้ความสนใจเข้าร่วมงานอย่างคับคั่ง มียอดการสั่งซื้อสินค้านี้แล้วจำนวนหลายเครื่อง


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1331 ประจำวันที่ 1-8-2012 ถึง4-8-2012

วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nuskin Thailand) : นูสกิน เปิดรหัสลับ 2.0 ทั่วโลกดันเป้า 5,000 ล้านเหรียฐปี 2558


นู สกิน เดินแผนรบพร้อมกันทั่วโลก กับปฏิบัติการ 2.0 ทำเป้ายอดขายให้ได้ 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 58 หลัง ขยับเป้าจากปี 63 ขึ้นมา ด้วยการ ชูนวัตกรรมใหม่ เทคโนโลยีเฉพาะ ของนูสกินกับสินค้า เอจล็อค นวัติกรรมการต่อต้านความเสื่อม- ชราตอบรับกระแสตลาดโลก ที่สาวๆ หันมาให้ความสนใจกับสินค้าลดเลือน ริ้วรอยมากขึ้น

ทรูแมน ฮันท์ ประธาน บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์- ไพร์ส อิงค์ อเมริกา เปิดเผยว่า บริษัทได้ปรับพันธกิจใหม่ ภายใต้ชื่อ นู สกิน 2.0 โดยมีเป้าหมายการสร้างยอดขายของ นูสกินทั่วโลกให้ได้ 5,000 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ภายใน ปี 2563 จากปัจจุบันมียอดขายรวมกว่า 1,700 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ รวมทั้งได้ตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้แทนจำหน่าย ที่สร้างยอดขายระดับ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 2,500 คน จากปัจจุบันที่มีผู้แทนจำหน่ายที่สร้างยอดขาย ระดับ 1 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ ประมาณ 805 คน แบ่งเป็นการจ่ายผลตอบแทนประมาณ 2,000 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ จากปัจจุบันจ่ายอยู่ที่ 751 ล้านเหรียญดอลลาร์ สหรัฐ และจากแนวโน้มการเติบโตของธุรกิจ หลังจากบริษัท ตั้งเป้าการเป็นผู้นำในสินค้ากลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา ส่งผลให้ธุรกิจเติบโตเป็นอย่างสูง โดยเฉพาะประเทศในแถบ เอเชีย รวมถึงตลาดจีน ซึ่งคาดว่าจะสามารถผลักดันยอดขาย ให้เป็นไปตามเป้าได้ในปี 2558

ในปีที่ผ่านมาภาพรวม นู สกิน ในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกมีอัตราการเติบโตสูงถึง 27% เมื่อเทียบกับปี 2553 โดยประเทศที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด คือประเทศสิงคโปร์ เติบโต 56% รองลงมาคือ อินโดนีเซีย เติบโต 42%, มาเลเซีย 30%, ฟิลิปปินส์ 29%, บรูไน 18% และประเทศไทย 12% และในไตรมาสแรกของปี 2555 นู สกิน ภูมิภาคนี้มีอัตราการเติบโตสูงถึง 72% เมื่อเทียบกับ ช่วงเดียวกันของปีก่อน

สำหรับความมั่นใจที่จะทำให้ได้ตามเป้าหมายนั้น เนื่องจากที่ผา่ นมา นู สกิน ได้มีเป้าหมายการขึ้นเป็นผ้นู ำตลาด กลุ่มสินค้าต่อต้านความเสื่อมชรา ซึ่ง นู สกิน เป็นรายเดียวที่มี การพัฒนานวัตกรรมเอจล็อคที่ได้เริ่มรุกตลาดอย่างจริงจัง ตั้งแต่ปี 2552 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ นู สกิน มีอัตราการเติบโต เพิ่มขึ้น จากยอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท ทั่วโลก หรือ 1.3 พันล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มเป็น 1,500 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2553 และเพิ่มขึ้นเป็น 1,700 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2554 ที่ผ่านมา และปีนี้บริษัทตั้งเป้า ยอดขายของ นู สกิน ทั่วโลกอยู่ที่ระดับ 2,000 ล้านเหรียญ ดอลลาร์สหรัฐ หรือมีอัตราการเติบโต 12.8% จากปีก่อน

อย่างไรก็ดี การวางพันธกิจ นู สกิน 2.0 เป็นสิ่งที่บริษัท วางเป้าหมายไว้ โดยมีทีมบริหารช่วยกันระดมสมอง เพื่อ ผลักดันให้ธุรกิจเติบโตไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และสร้างความ มั่นใจให้กับนักธุรกิจ ภายใต้กลยุทธ์หลัก 2 ด้าน ประกอบ ด้วย เทคโนโลยีเอจล็อค ที่สามารถต่อยอดพัฒนาสินค้าใน กลุ่มต่อต้านความเสื่อมชรา และการได้รับความร่วมมือจาก นักธุรกิจ พร้อมทั้งการเตรียมความพร้อมของบริษัทที่จะ ให้การสนับสนุนนักธุรกิจอย่างครบวงจร เพื่อให้นักธุรกิจ สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด นู สกิน ได้ประกาศเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ใน กลุ่มต่อต้านความชรา ประกอบด้วย เอจล็อค กัลวานิค บอดี้ สปา ผลิตภัณฑ์สปา แอท โฮม และเอจล็อค อาร์ สแควร์ ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มเสริมอาหาร ที่สามารถสร้าง ยอดขายได้สูงถึง 4,500 ล้านบาท จากการเปิดตัวให้กับผู้แทน จำหน่ายในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศจีน ที่ได้สั่งจองสินค้าล่วงหน้าไปแล้วก่อนหน้านี้

ทั้งนี้ การเปิดตัวสินค้าใหม่ ถือเป็นการรองรับการ เติบโตของตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชราที่มี การเติบโตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจากการพัฒนานวัตกรรมเอจล็อค ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ทำให้บริษัทมียอดขายของผลิตภัณฑ์ ในกลุ่มดังกล่าวทั่วโลกกว่า 30,000 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม การเปิดตัวสินค้าใหม่ครั้งนี้ นู สกิน ได้เปิดตัวสินค้าในงานประชุมระดับภูมิภาคเอเชียตะวัน- ออกเฉียงใต้ ที่ประเทศสิงคโปร์เป็นเจ้าภาพในปี 2555 และ ถือเป็นการฉลองความสำเร็จของผู้แทนจำหน่ายด้วย โดย มีนักธุรกิจเข้าร่วมงานกว่า 6,000 ราย ได้แก่ ประเทศไทย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ มาเลเซีย บรูไน และอินโดนีเซีย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ เดอะ พาวเวอร์ เน็ตเวิร์ค ฉบับที่ 204 วันที่ 1-15 สิงหาคม พ.ศ. 2555

วันพุธที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2555

ข่าวนูสกิน (Nuskin Thailand) โหมอัดกิจกรรมหวังตุนยอด ส่ง "เอจล็อก (ageLOC)" ต้านชรา-ลดน้ำหนักจับคนกลัวแก่


นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า ผลประกอบการครึ่งแรกโต 20% มาจากการตลาดเชิงรุกตั้งแต่ต้นปีเนื่องจากไม่มั่นใจในสถานการณ์ทางธรรมชาติ ส่วนครึ่งปีหลังก็จะมีการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง อาทิ เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่มต่อต้านความชรา "เอจล็อก" เพื่อดันรายได้สิ้นปีให้โตตามเป้า 20% จากปีก่อนมีรายได้ 2,200 ล้านบาท โต 15%

นอกจากนี้ เดือนกันยายนจะเปิดตัวผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณเอจล็อก กัลวานิค สปา บอดี้ ซิสเต็ม จับกลุ่มผู้ชายและผู้หญิงอายุ 25-65 ปี ที่ต้องการให้รูปร่างกระชับ อ่อนกว่าวัย และเดือนสิงหาคมจะพรีเซลผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เอจล็อก อาร์สแควร์ ซึ่งทั้ง 2 รายการเปิดตัวปี 2554 ในสหรัฐ ภายในปีนี้ถึงต้นปี 2556 จะกระจายทั่วเอเชีย

ปัจจุบันกลุ่มเอจล็อกทำรายได้หลักให้บริษัท มีสัดส่วน 70% เคยสร้างความสำเร็จให้นู สกินทั่วโลกด้วยยอดขาย 30,000 ล้านบาท เร็ว ๆ นี้จะเปิดตัวสินค้าดังกล่าวในงานประชุมระดับภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2555 และตอนนี้มียอดจองเป็นมูลค่า 50 ล้านเหรียญสหรัฐ

สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาสินค้าของบริษัทแม่ ที่มุ่งนำเทคโนโลยีเอจล็อกมาต่อยอดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่จะมีออกมาทุก 2 ปี โดยปี 2556 มีแผนขยายไลน์สินค้ากลุ่มเอจล็อกไปยังผลิตภัณฑ์ลดน้ำหนักที่จะมีสินค้า 4 รายการ และเดือนตุลาคมจะเปิดตัวศูนย์นู สกิน อินโนเวชั่น เซ็นเตอร์ ใช้งบฯลงทุน 100 ล้านเหรียญสหรัฐ

นายทรูแมน ฮันต์ ประธานบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ กล่าวว่า ไตรมาสแรกปีนี้ นู สกินในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิก เติบโตถึง 72% จากปี 2554 ที่โต 27% ส่วนรายได้จากภูมิภาคอาเซียนปี 2554 โต 29% แบ่งเป็น สิงคโปร์โต 56% อินโดนีเซีย 42% มาเลเซีย 30% ไทย 12% ฟิลิปปินส์ 19% บรูไน 18% ถือเป็นภูมิภาคที่มีศักยภาพ และมีอนาคตที่สดใส ล่าสุดเตรียมเปิดตลาดที่เวียดนามเดือนสิงหาคมนี้ด้วย

ผู้บริหารนู สกินกล่าวถึงทิศทางการเติบโตนู สกินทั่วโลกมาจากการพัฒนานวัตกรรมกลุ่มเอจล็อกและเปิดตัวสินค้าไลน์ใหม่ ๆ รวมถึงการรีครูตผู้แทนจำหน่ายและอบรมให้มีประสิทธิภาพ และคาดหวังแต่ละประเทศมีผลกำไรเติบโต ซึ่งแผนปี 2563 ตั้งเป้าเพิ่มยอดขายเป็น 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยปีที่ผ่านมามีรายได้ทั่วโลก 1.7 พันล้านเหรียญสหรัฐ บริษัทมีแผนระยะยาวในการรุกธุรกิจขายตรง

โดยมีพันธกิจสำคัญประกอบด้วย 3 ประการ ได้แก่ 1.เป็นธุรกิจขายตรงที่พัฒนาตัวแทนขายให้เติบโตขึ้น 2.ใช้นวัตกรรมเอจล็อกขับเคลื่อนธุรกิจ และ 3.ผลักดันอัตรากำไรในแต่ละประเทศให้เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่ยอดขายรวมในปี 2012 จะอยู่ที่ 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโตขึ้น 12.8% ต่อเนื่องจากปี 2009 หรือปี 2552 หลังจากเปิดตัวผลิตภัณฑ์เอจล็อกเข้าทำตลาดอย่างเป็นทางการ และเป็นสินค้าหลักมีสัดส่วนยอดขาย 70% และปีนี้ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์เอจล็อกเข้าทำตลาดเพิ่มเติมในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม "อาร์สแควร์" และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ "กัลวานิค บอดี้ สปา"


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย:ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ข่าวนู สกิน (Nuskin Thailand) คืนชีวิตใหม่สู่หัวใจดวงน้อย สร้าง Nu Skin Children Cardio Ward ช่วยเหลือผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด


กรุงเทพฯ--17 ก.ค.--สยามพีอาร์

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำโดย นางเมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธาน นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประจำภูมิภาคแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และ นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ร่วมกับ นพ. พีระพัฒน์ มกรพงศ์ กรรมการและเลขานุการมูลนิธิเพื่อสนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี และโรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น สานต่อโครงการพลังแห่งความดี สร้างห้องพักฟื้นผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจ Nu Skin Children Cardio Ward เพื่อใช้เป็นห้องพักฟื้นสำหรับผู้ป่วยเด็กโรคหัวใจหลังจากที่ได้เข้ารับการผ่าตัด พร้อมจัดกิจกรรมศิลปะบำบัด 6th Art for Heart by Nu Skin ให้เด็กๆร่วมกันสร้างสรรค์ผลงานศิลปะแบบ DIY เพื่อเสริมสร้างและพัฒนาทักษะด้านต่างๆ ในการฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจของเด็กให้กลับมาแข็งแรงเป็นปกติ ณ โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ ประชาชื่น

ข่าวนู สกิน (Nuskin Thailand) อาเซียนยอดพุ่ง รับ AEC แตกไลน์สินค้าชะลอแก่ "เอจล็อก (ageLOC)"


นู สกิน อาเซียนกอดคอโต สิงคโปร์ขยายตัวมากสุด 52% ไทย 12% ส่วนครึ่งแรกปี 55 สาขาอาเซียนสร้างการเติบโตรวม 72% เดินหน้าชักธงสินค้ากลุ่มชะลอแก่ เอจล็อก ขย่มตลาดลากยาว ตั้งเป้าอีก 8 ปี ยอดขายรวมทั่วโลกแตะ 1.5 แสนล้าน บาท ด้านสาขาไทย ปีนี้ขอโตเพิ่ม 20%


มร.ทรูแมน ฮันท์ ประธาน บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส จำกัด เปิดเผยว่า ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ยังคงสร้าง ผลงานได้อย่างน่าประทับใจ โดยในปี 2554 ที่ผ่านมา มูลค่าการตลาดของ นู สกิน ภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกเติบโต สูงถึง 27% เมื่อเทียบกับปี 2553 และในไตรมาสแรกของปี 2555 นู สกิน ภูมิภาคนี้เติบโตสูงขึ้น 72% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความรู้สึก พึงพอใจมากกับความสำเร็จนี้ ซึ่งสำหรับภูมิภาคนี้เราเคยเห็นตัวเลขความสำเร็จเช่นนี้มาก่อนแล้ว มันทำให้เรารู้สึกตื่นเต้นมากกับอนาคตที่สดใสของภูมิภาคนี้


ความสำเร็จของอาเซียน ส่วนหนึ่งมาจากการวางกลยุทธ์ของผลิตภัณฑ์เอจล็อก ที่ตอกย้ำการเป็นผลิตภัณฑ์ต่อต้านความชรา ในระดับพรีเมี่ยม และหยิบยื่นโอกาสทาง การตลาดที่ทรงพลังอย่างยิ่งให้กับเหล่า ผู้แทนจำหน่ายของบริษัท โดยในงานประชุม Nu Generation Regional Convention นู สกิน ยังได้ทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในกลุ่ม เอจล็อก ได้แก่ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร อาร์ สแควร์ (R2) และผลิตภัณฑ์ดูแลผิวพรรณ กัลวานิค บอดี้ สปา ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ในกลุ่มต่อต้านความชราโดยเฉพาะ ที่เคยสร้างความสำเร็จให้กับนู สกิน ทั่วโลกมาแล้ว ด้วยยอดขายกว่า 30,000 ล้านบาท


อย่างไรก็ดี มร.ทรูแมน ยังได้กล่าวถึงตัวเลขการเติบโตของบริษัทในสาขาอาเซียนว่า ในปีที่ผ่านมา สาขาในมาเลเซีย โต 30%, อินโดนีเซีย โต 42%, ฟิลิปปินส์ 19%, สิงคโปร์ 52%, บรูไน 18% และไทย 12%


โดยบริษัทได้วางเป้าหมายว่า ในปี 2020 หรืออีกประมาณ 8 ปีข้างหน้า บริษัท จะต้องทำยอดขายจากทั่วโลกรวมแล้วไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.5 แสนล้านบาท อีกทั้งจะต้องมีนักธุรกิจที่ติดทำเนียบเงินล้าน 2.5 พันคน โดยจะเน้นการทำงานไปที่ 3 ส่วนหลักคือ 1.ผลักดันสินค้ากลุ่ม เอจล็อก ให้เป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท 2.ขยายไลน์สินค้ากลุ่ม เอจล็อก และ 3.ขยายยอดสมาชิกนักธุรกิจของบริษัท ซึ่งทาง นู สกิน มีความมั่นใจว่า หาก 3 ส่วน นี้ ขยายได้ตามเป้า ก็จะทำให้เป้าหมายของ บริษัทปี 2020 เกิดขึ้นจริง


ด้านนางเมลิซ่า ทันโทโกะ คีอาโน่ ประธานภูมิภาคแปซิฟิกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส เผยว่า แนวโน้มการตลาดได้สอดคล้องกับ ผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อต้านความชราที่เราคิดค้น ขึ้นมา และเราดีใจกับการตอบรับของผู้แทน จำหน่ายและผู้บริโภคต่อผลิตภัณฑ์ใหม่ล่าสุดนี้ โดยนับตั้งแต่การเปิดตัวผลิตภัณฑ์เอจล็อกตัวแรกเมื่อ 3 ปีที่ผ่านมา ผลิตภัณฑ์ กลุ่มต่อต้านความชราสามารถสร้างความสำเร็จให้กับนู สกิน ทั่วโลก


โดยดร.โจเซฟ แชง หัวหน้าเจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์และรองประธานกรรมการบริหารฝ่ายพัฒนาผลิตภัณฑ์ กล่าวว่า วิทยาการเอจล็อก ต้องการไปแก้ปัญหาความเสื่อมชราของผู้คนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น และสถิติยอดขายก็ช่วยพิสูจน์แล้วว่าผู้บริโภคประทับใจในประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์มากน้อยแค่ไหน ซึ่งเราเชื่อว่าเราจะค้นคว้าเกี่ยวกับศักยภาพของวิทยาการ เอจล็อกได้อีกไกล สามารถนำมาพัฒนาต่อยอดคุณภาพผลิตภัณฑ์ ที่เราถือว่าเป็นระดับซูเปอร์คลาสของผลิตภัณฑ์ต่อความเสื่อมชรา ทั้งผลิตภัณฑ์ดูแลผิวและผลิตภัณฑ์ เสริมอาหาร


นอกจากนี้ ภายในงานประชุม บริษัท ยังได้ประกาศเปิดการดำเนินงานของนู สกิน สาขาใหม่ ในประเทศเวียดนาม ซึ่งนับเป็นตลาดที่ 53 ของ นู สกิน ทั่วโลก ซึ่งการเปิดตลาดใหม่นี้จะเป็นการช่วยผลักดันโอกาส ทางธุรกิจใหม่ๆ ให้กับผู้คนในภูมิภาคนี้


ด้านนางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการ บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ทางสาขาในประเทศไทย จะได้รับสินค้าใหม่นี้เข้ามาจำหน่ายเพียง 2 หมื่นเซ็ตเท่านั้นในช่วงแรก เนื่องจากออเดอร์ทั่วโลกมีมาก และผลิตไม่ทัน โดยการเปิดตัวในไทยจะทำ อย่างเป็นทางการในปีหน้า


โดยในส่วนยอดขายของบริษัทในไทย กว่า 70% เป็นของกลุ่มสินค้าเอจล็อก ซึ่งถือเป็นสินค้าหัวหอกของบริษัท ซึ่งในส่วนของยอดขายของบริษัทสาขาไทยที่ได้ตั้งเป้าไว้คือ 20% ในการเติบโต โดยในปีที่ผ่านมาโตอยู่ที่ 12% ปิดที่ 2.2 พันล้านบาท สำหรับยอดขายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ บริษัทสาขาไทยมียอดขายเติบโตที่ 20%


ทั้งนี้ ในงานการประชุมของบริษัท ยังคงมีกิจกรรมเกี่ยวกับการตอบแทนสู่สังคม ซึ่งเป็นกิจกรรมที่จัดอย่างต่อเนื่องทั่วทั้งภูมิภาคมาโดยตลอดผ่านโครงการพลังแห่งความดี (Nu Skin Force for Good Foundation) โดยภูมิภาคนี้ได้จัดทำ กองทุนผ่าตัดหัวใจเด็กระดับภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อสนับสนุนการช่วยชีวิตเด็กด้อยโอกาสที่ป่วยด้วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ส่งผลให้ในปี 2554 บริษัท สามารถช่วยเด็กให้ได้รับการผ่าตัดถึง 439 ราย ซึ่งมากกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ว่าจะช่วยเหลือให้ได้ 1 ชีวิตต่อ 1 วัน หรือ 365 ราย ใน 1 ปี โดยตั้งแต่ก่อตั้งกองทุนในปี 2541 กองทุนนี้สามารถช่วยชีวิตเด็กไปแล้วกว่า 4,500 ราย


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1322 ประจำวันที่ 1-8-2012 ถึง3-8-2012

วันพุธที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ภาพข่าว: "นู สกิน (Nuskin)" ตอกย้ำคุณภาพ รับเครื่องหมาย "Q-Mark" จากสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย


กรุงเทพฯ--8 ก.พ.--Siam PR

บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ดำเนินธุรกิจขายตรงชั้นนำในประเทศไทย โดยนางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ (ที่ 2 จากขวา) ประธานกรรมการบริหาร เข้ารับเครื่องหมายรับรองมาตรฐาน Q-Mark ในด้านภาคการค้าและการบริการจากนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง (ที่ 3 จากขวา) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งถือเป็นเครื่องการรันตีคุณภาพของบริษัทฯ ที่ได้รางวัลดังกล่าวติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 ในฐานะที่บริษัทฯ มีการบริหารจัดการองค์กรที่มีประสิทธิภาพจนได้รับการยอมรับและคำนึงถึงผู้บริโภคเป็นหลักมาโดยตลอด อีกทั้งยังยึดหลักบรรษัทภิบาลในการจัดการที่มีความรับผิดชอบต่อผู้แทนจำหน่ายและผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม รวมทั้งได้ดำเนินกิจกรรมสาธารณประโยชน์อย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด และได้รับอนุญาตให้ติดตราสัญลักษณ์ Q-Mark ลงบนฉลากของทุกผลิตภัณฑ์ ณ ห้องวิมานสุริยา โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ

วันพฤหัสบดีที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2554

นู สกิน ย้ำจุดยืน บริษัทผู้นำด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา



นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด จัดงาน “นู สกิน พลิกวัยต้านชรา” ตอกย้ำจุดยืน “บริษัทผู้นำด้านการต่อต้านความเสื่อมชรา” (Anti-Aging Company) พร้อมยกทัพผลิตภัณฑ์เพื่อการต่อต้านความเสื่อมชราที่ขายดีที่สุดของบริษัทฯ แนะนำตรงถึงผู้บริโภคเป้าหมาย โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมชมงานกว่า 4,500 คน และเข้าร่วมกิจกรรมตรวจสภาพผิวและสุขภาพด้วยเครื่องมือระดับนวัตกรรม พร้อมเข้ารับบริการนวดหน้าด้วยเครื่องกัลวานิค สปา เป็นจำนวนมาก ณ แฟชัน ฮอลล์ ชั้น 1 ศูนย์การค้าสยาม พารากอน เมื่อเร็ว ๆ นี้

ที่มา : http://www.newswit.com

วันเสาร์ที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

นู สกิน ฉลองความสำเร็จ นำคณะผู้แทนจำหน่าย เที่ยวไกลถึง กรุงโซล



บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด นำคณะผู้แทนจำหน่าย นู สกิน ระดับทับทิมขึ้นไป กว่า 60 ชีวิต ร่วมฉลองความสำเร็จที่สามารถทำยอดขายได้ตามเป้า ตามโปรแกรมอินเซนทีฟ ทริป (Incentive Trip) เดินทางท่องเที่ยวสู่ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลีใต้ สัมผัสวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของเกาหลีแบบวีไอพี พร้อมนำคณะผู้แทนจำหน่ายจากประเทศไทยเยี่ยมชมสำนักงาน นู สกิน เกาหลีใต้ และเข้าร่วมงานเลี้ยงต้อนรับผู้แทนจำหน่ายในระดับเดียวกันจาก นู สกิน ทั่วโลก เพื่อกระชับความสัมพันธ์ของผู้แทนจำหน่าย นู สกิน ทั่วโลก เมื่อเร็วๆ นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2693-7835 ต่อ 25 บริษัท สยาม พีอาร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

ที่มา : http://www.newswit.com

วันอาทิตย์ที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2554

2กูรูฟันธง ผลสำรวจ ‘เอแบคโพลล์’ ชี้ทิศธุรกิจยังสดใสด้วยหลายปัจจัย



เปิดบทวิเคราะห์ผลสำรวจธุรกิจเครือข่ายพบมีอัตราการเติบโตที่ดีอย่างต่อเนื่องด้านกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มียอดขายสูงสุดยังคงเป็นผลิตภัณฑ์เสริมความงามตามด้วยผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพและของใช้ประจำวันสำหรับเรือนร่างเผยปัจจัยอันดับแรกที่ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าขายตรงคือเรื่องของคุณภาพเป็นหลัก...ด้าน 2 กูรูขายตรงเชื่อธุรกิจขายตรงยังคงเติบโตดีและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นเอย่างต่อเนื่องพร้อมกับเป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่ทุกคนต้องการเลือกเป็นอาชีพเสริมและอาชีพหลัก
ณ ปัจจุบันต้องยอมรับว่า “ธุรกิจขายตรง” เริ่มที่จะคืบคลานแทรกซึมเข้าไปในเกือบทุกครัวเรือนของเมืองไทยเลยก็ว่าได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจนี้...แต่ก็มีบางกลุ่มที่อาจจะยังไม่รู้จักธุรกิจขายตรงเท่าทีควร และด้วยจุดนี้เองที่ทำให้มีหลายๆ หน่วยงานจึงได้ออกมาสำรวจถึงผลวิจัยเกี่ยวกับธุรกิจขายตรงกับผู้บริโภค โดยล่าสุดทางศูนย์วิจัยเอแบคนวัตกรรมทางสังคม การจัดการและธุรกิจ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ได้ร่วมกับทางสมาคมการขายตรงไทยเปิด เผยถึงผลสำรวจกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีต่อธุรกิจขายตรง
ซึ่งผลการสำรวจดังกล่าวนั้น ทาง “เอแบคโพลล์” ได้มีการสำรวจกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ 12 จังหวัด จากทุกภูมิภาคของประเทศ ระหว่างเดือนกันยายนจนถึงเดือนธันวาคม 2553 ที่ผ่านมา โดยการดำเนินโครงการมีการจำแนกออกเป็น 3 โครงการย่อย ตามกลุ่มเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการสำรวจ ที่ประกอบด้วย กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขายตรง กลุ่มผู้บริโภคสินค้าขายตรง และกลุ่มประชาชนทั่วไป โดยการสำรวจแต่ละกลุ่มมีเนื้อหาสาระให้ติดตามดังนี้

‘เอแบคโพลล์’เผยผลวิจัยขายตรง
พบธุรกิจมีพัฒนาการที่ดีต่อเนื่อง
...ทั้งนี้ จากผลสำรวจของ “เอแบคโพลล์” กลุ่มประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับทัศนคติต่อธุรกิจขายตรง จากตัวเลขพบว่าร้อยละ 57.5 ที่รู้จักในธุรกิจขายตรง โดยที่เพศ หญิงมีสัดส่วนการรู้จักที่สูงกว่าเพศชาย คิดเป็นร้อยละ 62.0 : 51.5 ขณะที่พื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลกับต่างจังหวัด สัดส่วนการรู้จักธุรกิจขายตรงไม่แตกต่างกันคิดเป็นร้อยละ 58.1 : 56.8
นอกจากนี้ ยังพบอีกว่า กลุ่มที่รู้จักในธุรกิจขายตรงร้อยละ 82.2 ไม่เคยเป็นสมาชิกบริษัทขายตรง โดยเหตุผลอันดับแรก คือ ไม่มีความสนใจเป็นสมาชิก ร้อยละ 31.7 ส่วนกลุ่มที่เคยเป็นสมาชิกบริษัทขายตรงร้อยละ 17.8 แต่ปัจจุบันไม่ได้เป็น ให้เหตุผลอันดับแรก คือ ไม่มีเวลาทำธุรกิจ ร้อยละ 35.0
ส่วนตัวเลขความสนใจซื้อสินค้าขายตรง พบว่า กลุ่มที่ไม่สนใจซื้อสินค้าขายตรงให้เหตุผล 3 อันดับ คือ ราคาแพง ร้อยละ 63.7 รองลงมา คือ ขั้นตอนในการซื้อที่ยุ่งยาก ร้อยละ 48.8 และคุณภาพสินค้าไม่ตรงกับที่โฆษณา/ไม่ได้คุณภาพ ร้อยละ 28.0 ในทางตรงข้ามกลุ่มที่มีความสนใจซื้อสินค้าขายตรง ระบุถึงเหตุผลที่ทำให้สนใจซื้อ 3 อันดับแรก คือ คุณภาพสินค้า ร้อยละ 79.3 รองลงมา คือ การรับประกันสินค้า ร้อยละ 31.5 และราคาสินค้า ร้อยละ 31.1 ตามลำดับ
ด้านการสำรวจภาพลักษณ์ของนักขาย ผู้จำหน่ายสินค้าขายตรงนั้น การสำรวจในหัวข้อดังกล่าว มีทั้งด้านดีและไม่ดี โดยภาพลักษณ์ด้านดีที่เด่นชัด คือ นักขายมีมนุษยสัมพันธ์ดี/อัธยาศัยดี/เข้าหาลูกค้าเก่ง ร้อยละ 79.0 ขณะนี้ภาพลักษณ์ด้านไม่ดีที่เด่นชัดที่สุด คือ ชอบสร้างแรงกดดันให้ซื้อสินค้า/สมัครสมาชิก ร้อยละ 67.5
ทั้งนี้ ทางด้าน “เอแบค โพลล์” เอง ยังได้มีการซุ่มสำรวจกลุ่มผู้บริโภคสินค้าขายตรง ที่ซื้อผ่านช่องทางการซื้อขายขายตรงนั้น พบว่า ผู้บริโภคซื้อสินค้าขายตรงผ่านผู้จำหน่าย/นักขาย มากกว่าซื้อตรงจากบริษัท คิดเป็นสัดส่วนของการซื้อผ่านผู้จำหน่ายร้อยละ 72.4 จากบริษัทโดยตรง ร้อยละ 38.3
และเมื่อเปรียบเทียบคุณภาพ ราคา บริการหลังการขาย และการรับประกัน กับสินค้าที่วางจำหน่ายผ่านช่องทางอื่น โดยจากกลุ่มตัวอย่างผู้บริโภค มีแนวโน้มประเมิน คุณภาพ บริการหลังการขาย และการรับประกันสินค้าของสินค้าขายตรง ดีกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่จำหน่ายผ่านช่องทางอื่น อย่างไรก็ตาม ผลการประเมินด้านราคาพบว่า สินค้าขายตรงมีแนวโน้มแพงกว่าสินค้าชนิดเดียวกันที่วางจำหน่ายผ่านช่องทางอื่น
นอกจากนี้ ปัจจัยที่สำคัญ ในการให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าขายตรง คือ คุณภาพสินค้า คิดเป็นร้อยละ 30.8 รองลงมา คือ ราคาสินค้า ร้อยละ 10.5 และการรับประกันคุณภาพสินค้าร้อยละ 7.9 ในขณะเดียวกัน หากจำแนกตามเพศและพื้นที่ พบว่า มีแนวโน้มไปในทิศทางเดียวกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อจำแนกตามพื้นที่พบว่า ตัวอย่างในพื้นที่ต่างจังหวัดมีแนวโน้มให้น้ำหนักกับปัจจัยด้านคุณภาพสินค้ามากกว่าตัวอย่างในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล คิดเป็นร้อยละ 33.9 และ 26.0 ตามลำดับ
ส่วนอีกหนึ่งผลสำรวจในธุรกิจขายตรงกับทางด้านกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขายตรงนั้น จากข้อมูลผลของการสำรวจที่ทาง “เอแบคโพลล์” ทำการซุ่มตัวอย่างมีเพียงแค่ 129 บริษัทนั้น โดยสำรวจแบ่งการกระจายออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มแรกดำเนินธุรกิจไม่เกิน 5 ปี มีร้อยละ 35.4 ส่วนกลุ่มที่ดำเนินธุรกิจระหว่าง 5-10 ปี และมากกว่า 10 ปี มีเท่ากัน คือ ร้อยละ 32.3 ที่สำคัญ ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ดำเนินธุรกิจแบบระบบ MLM ร้อยละ 18.9 ดำเนินธุรกิจแบบ SLM ร้อยละ 12.6 ดำเนินธุรกิจแบบ Binary และอื่นๆ อีกร้อยละ 2.5
หากพิจารณาถึงสัดส่วนของสมาชิกที่อยู่ในระบบขายตรงปัจจุบัน (ปี 2553) พบว่า มีสมาชิกที่สมัครเพื่อซื้อสินค้าใช้ในสัดส่วนที่สูงกว่ากลุ่มที่สมัครเพื่อทำธุรกิจ คิดเป็นร้อยละ 63.4 และ 36.6 ตามลำดับ นอกจากนี้ หากจำแนกตามเพศจะพบว่า มีสมาชิกเพศหญิงคิดเป็นร้อยละ 48.5 ชายร้อยละ 32.7 และสมัครร่วมรหัสร้อยละ 18.8 ตามลำดับ
ทั้งนี้ ทาง “เอแบคโพลล์” ยังได้เปิดเผยข้อมูลทางด้านการจัดจำหน่ายอีกว่า มูลค่าตลาดรวมของธุรกิจขายตรงในปี 2551 อยู่ที่ 46,147,087,826 บาท ซึ่งเติบโตจากปี 2548 ประมาณ 25.8% ขณะที่ในปี 2552 มูลค่าตลาดรวมยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็น 52,895,484,984 บาท คิดเป็นอัตราการเติบโต 14.6%
ซึ่งเมื่อหากจำแนกมูลค่าตลาดตามประเภทสินค้าพบว่า ผลิตภัณฑ์เสริมความงาม มีส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด คือ 31.2% รองลงมาผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ 25.2% และของใช้ประจำวันสำหรับเรือนร่าง 11.1% ส่วนสินค้าประเภทอื่นมีส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 10% ที่สำคัญหากจำแนกมูลค่าตลาดตามระบบการทำธุรกิจ (ข้อมูลจาก 129 บริษัท คิดเป็นมูลค่าตลาด 87.1%) พบว่าระบบ MLM มีส่วนแบ่งทางการตลาดสูงที่สุด คิดเป็นร้อยละ 82.5% หรือมูลค่าตลาด 38,008,843,839 บาท รองลงมาระบบ SLM คิดเป็น 16.6% หรือมูลค่าตลาด 7,636,936,642 บาท ระบบ Binary คิดเป็น 0.6% หรือมูลค่าตลาด 297,648,306 บาท

เปิดมุมมอง2กูรูขายตรง
ชี้ธุรกิจยังโตด้วยหลายปัจจัย
...อย่างไรก็ตาม จากผลการสำรวจที่หากจะให้มองตามหลักความเป็นจริงแล้ว เรียกได้ว่าการซุ่มสำรวจเพียงแค่ 129 บริษัทขายตรงเท่านั้น อาจจะยังไม่สามารถฟันธงได้สำหรับธุรกิจนี้ เพราะถือว่าข้อมูลในบางอย่างอาจจะยังน้อยนิดอยู่บ้าง แต่อย่างไรเสีย ก็ยังเชื่อว่า “ธุรกิจขายตรง” ยังคงเป็นอีกหนึ่งธุรกิจแห่งโอกาสสำหรับใครหลายคน ในหลายยุค หลายสมัยนั่นเอง
ทั้งนี้จากผลการสำรวจของเอแบคโพลล์กับ “ธุรกิจขายตรง” นั้น หากจะให้ทางด้านผู้ประกอบการได้เผยถึงมุมมองเกี่ยวกับผลการสำรวจดังกล่าวแล้ว แต่ละท่านเห็นการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจนี้อย่างไร และอะไร คือ ปัจจัยเด่นที่ทำให้
ผู้คนต่างหลงใหลเข้ามาอยู่ในธุรกิจนี้
โดยทางด้านนายกิจธวัช ฤทธีราวี ผู้จัดการทั่วไป บริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยว่า สิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนในการสำรวจครั้งนี้นั้น จากความเห็นของตนเองมองเห็นว่าธุรกิจนี้มีการพัฒนาที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านการยอมรับ อีกทั้งสิ่งหนึ่งที่เห็นและเป็นปัจจัยที่สำคัญ ในธุรกิจนี้  ยังคงเป็นความรับผิดชอบต่อผู้บริโภค ซึ่งในมุมมองของผู้ประกอบการ คือว่า ความรับผิดชอบของผู้บริโภคนั้นจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพ ซึ่งตรงนี้เห็นโดดเด่นทุกๆ การวิจัย โดยคุณภาพถือเป็นพื้นฐานของผู้ประกอบการทั่วๆ ไป ที่ต้องเกี่ยวข้อง ซึ่งธุรกิจขายตรงถือเป็นเพียงแค่ช่องทางในการนำ เสนอสินค้าเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ความรับผิดชอบไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอสินค้าที่มีคุณภาพเท่านั้น แต่ในเรื่องของราคาสินค้าถือว่าต้องยุติธรรมอีกด้วย นอกจากนี้ อีกหนึ่งเรื่องที่มองเห็นว่า มีการพัฒนาที่ดีขึ้นเรื่อยๆ นั่นก็คือ พัฒนาการของนักธุรกิจอิสระ ที่จะนำไปสู่การยอมรับของคนทั่วไปมากขึ้น แต่ทั้งนี้เชื่อว่าธุรกิจขายตรงยังคงเป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับผู้ที่ต้องการมองหารายได้เสริมและยังสามารถยึดเป็นอาชีพหลักได้ด้วยเช่นกัน
ด้าน “ภคพรรณ ลีวุฒินันท์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ได้กล่าวว่า สำหรับผลการสำรวจในครั้งนี้ถือว่าเป็นสิ่งที่ได้ประโยชน์ค่อนข้างมาก โดยเชื่อว่าทั้งตัวผู้ประกอบการเอง และสมาชิกหากได้มีการได้รับการแบ่งปันข้อมูลนี้ไป จะสามารถช่วยในหลายๆ ด้าน ซึ่งถือเป็นการเพิ่มจุดแข็งให้กับบริษัทมีความโดดเด่นเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน เมื่อเจอจุดอ่อนก็นำจุดอ่อนนั้นไปพัฒนาให้ดีขึ้น
อย่างผลสำรวจที่เห็นได้อย่างชัดเจน คือ ในมุมมองที่มองผู้แทนจำหน่ายว่า ขายอย่างเดียวโดยที่ไม่มีการรับผิดชอบกับสินค้านั้น จากเปอร์เซ็นต์ของปี 2553 ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าลดลงจากปี 2548 ถึง 20% นั่นก็หมายความว่า มุมมองหรือทัศนคติของผู้บริโภคต่อธุรกิจขายตรงต่อผู้แทนจำหน่ายนั้นดีขึ้น และมีทัศนคติในทางบวกมากขึ้น
“จากทิศทางโดยภาพรวมของธุรกิจขายตรงที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เชื่อว่า ธุรกิจขายตรงจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับคนทั่วไปและหลากหลายอาชีพอย่างแน่นอน ในขณะเดียวกัน ไม่ว่ายุคไหน สมัยไหน ทั้งผู้ประกอบการหรือแม้กระทั่งตัวผู้บริโภคเอง ต้องการที่จะเห็นธุรกิจนี้เป็นธุรกิจที่สวยงามด้วยเช่นกัน”

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: หนังสือพิมพ์ ตลาดวิเคราะห์

วันพฤหัสบดีที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2554

นู สกิน สนับสนุน การแข่งขันกอล์ฟสามัคคี อ.ย. ประจำปี 2554



นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ (ขวา) ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เข้ารับโล่ประกาศเกียรติคุณ จากนายแพทย์พิพัฒน์ ยิ่งเสรี (ซ้าย) เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ในฐานะผู้มอบเงินสนับสนุนการแข่งขันกีฬากอล์ฟสามัคคี อย. ชิงถ้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ณ สนามกอล์ฟ วินด์เซอร์ ปาร์ค แอนด์ กอล์ฟ คลับ เมื่อเร็วๆ นี้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 0-2693-7835 ต่อ 25 บริษัท สยาม พีอาร์ คอนซัลแทนท์ จำกัด

ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: ไทยพีอาร์ ดอทเน็ต

วันพุธที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2554

นู สกิน ฉลองยอดขาย ทะลุ 2,000 ล้าน พร้อมเดินหน้าสู่ ผู้นำตลาดแอนตี้ เอจจิ้ง



บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ฉลองความสำเร็จยอดขายปี 2553 ทะลุ 2 พันล้านบาท เติบโต 40% มียอดนักธุรกิจสูงขึ้น 50% พร้อมมียอดสมาชิกใหม่สูงขึ้น 50% ชี้ผลิตภัณฑ์ ageLOC มาแรง ดันสัดส่วนยอดขายสูงถึง 35% นู สกิน พร้อมวางแผนเดินหน้าเติบโตแบบเร่งอัตรา โดยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์เสริมอาหารใหม่กลุ่มชะลอวัย พร้อมรุกตลาดต่างจังหวัดผ่านการสนับสนุนและลงทุนในระบบไอทีเทคโนโลยี ตั้งเป้ายอดขายปีนี้โต 30% หรือ 2,600 ล้านบาท และเพิ่มยอดผู้ทำธุรกิจ 35%

นางภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า นู สกิน ประเทศไทย สามารถปิดยอดขายปี 2553 ก้าวสู่การเป็นบริษัทสองพันล้านได้สำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ หรือมียอดขายเติบโตขึ้น 40% มียอดนักธุรกิจสูงขึ้น 50% และผู้แทนจำหน่ายใหม่สูงขึ้น 50% โดยปัจจัยความสำเร็จมาจาการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ ageLOC ที่ตอบสนองความต้องการ ของตลาดได้อย่างตรงจุด รวมทั้งการใช้กลยุทธ์สปอร์ต มาร์เก็ตติ้ง โดยการรีเฟรชผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ไลฟ์แพ็กด้วยการเป็นผู้สนับสนุนนักกีฬาทีมชาติไทยอย่างเป็นทางการผ่านคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยฯ ซึ่งในทางการตลาดถือว่าประสบความสำเร็จในการสร้างความน่าเชื่อถือต่อผลิตภัณฑ์ สร้างความไว้วางใจให้ผู้บริโภคมั่นใจในผลิตภัณฑ์เป็นอย่างสูง จนทำให้กลุ่มอาหารเสริมเติบโตขึ้น 20% นอกจากนี้ แผนการจ่ายเงินปันผล

เวลธ์ แม็กซิไมเซอร์ (Wealth Maximizer) เป็นแผนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่าเดิม ซึ่งทำให้ผู้แทนจำหน่ายมีรายได้สูงกว่าเดิมถึง 3 เท่า ประกอบกับกิจกรรมกระตุ้นศักยภาพความแข็งแกร่งของผู้แทนจำหน่ายผ่านโปรแกรมการท

่องเที่ยว (Incentive Trip) กิจกรรมโรดโชว์ และการจัดสัมมนา ที่ทางนู สกิน ดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี จึงช่วยกระตุ้นยอดขายสนับสนุนการทำงานของนักธุรกิจและดึงดูด ผู้แทนจำหน่ายใหม่ได้เป็นอย่างดี

“สำหรับสัดส่วนยอดขายตามกลุ่มผลิตภัณฑ์แบ่งได้ดังนี้ กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารฟาร์มาเน็กซ์มีสัดส่วนประมาณ 40% กลุ่มผลิตภัณฑ์เพอร์ซันแนล แคร์ประมาณ 60% โดยมีผลิตภัณฑ์ ageLOC 35% สำหรับปี 2554 นี้ นู สกิน วางเป้าหมายการเติบโตประมาณ 30% หรือ 2,600 ล้านบาท โดยตั้งเป้ายอดขายกลุ่มผลิตภัณฑ์ ageLOC เติบโตขึ้น 30% มีจำนวนผู้ทำธุรกิจเติบโตขึ้น 35% และมียอดผู้แทนจำหน่ายใหม่เติบโตขึ้น 30%” นางภคพรรณ กล่าว

นางภคพรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับแผนการดำเนินงานในปีนี้ นู สกิน จะขับเคลื่อนธุรกิจโดยการกระตุ้นการเพิ่มปริมาณการบริโภคสินค้า ให้มีการบริโภคอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งกระตุ้นการสร้างยอดสมาชิกใหม่ผ่านกิจกรรมการตลาด ส่งเสริมการขาย และแผนการจ่ายเงินปันผล เพื่อให้เกิดการเติบโตแบบเร่งอัตรา โดยบริษัทฯ จะยังคงบุกตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่มต่อต้านความชราซึ่งเป็นตลาดที่มีมูลค่าสูง และมีแนวโน้มการเติบโตอย่างต่อเนื่องในอนาคต อีกทั้งเป็นกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่บริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญและให้ความสำคัญในการลงทุน พัฒนาวิจัยมาโดยตลอด โดยวางงบกิจกรรมการตลาดประมาณ 5% ของยอดขายประมาณการสำหรับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่สำคัญของปีคือ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อการชะลอวัย ภายใต้เทคโนโลยี ageLOC และมุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายของผู้แทนจำหน่าย ผ่านกิจกรรมอบรมสัมมนา กิจกรรม นู สกิน โรดโชว์ และโปรแกรมการท่องเที่ยว (Incentive Trip)

ในปี 2553 นู สกิน สามารถแบ่งสัดส่วนลูกค้าเป็นกรุงเทพฯ 60% และต่างจังหวัด 40% โดยในปีนี้ นู สกิน วางแผนบุกตลาดต่างจังหวัดมากขึ้น ด้วยการพัฒนาระบบไอที โซลูชั่น แบบ 360 องศา ที่สามารถรองรับการเติบโตกลุ่มลูกค้าต่างจังหวัดในทุกๆด้าน อาทิ กลุ่มจัดตั้งระบบการสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ หรือที่เรียกว่าเว็บอีดีซี ช่วยอำนวยความสะดวกให้กับสมาชิก และผู้แทนจำหน่ายสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องเดินทางเข้ามาภายในศูนย์บริการ และสามารถเรียกเก็บเงินจากลูกค้าได้โดยตรงเสมือนเป็นตัวแทนของบริษัทฯ จากเดิมที่บริษัทฯ เท่านั้นที่มีอำนาจในการเรียกเก็บเงิน ซึ่งหลังจากเปิดตัวเว็บอีดีซีเมื่อต้นปี 2553 พบว่ามียอดการสั่งซื้อสินค้าผ่านระบบออนไลน์เติบโตขึ้น 200% นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังพัฒนาระบบการจัดอบรม สัมมนา และประชุมทางไกล เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้แทนจำหน่ายในต่างจังหวัดไม่ต้องเดินทางเข้าสำนักงานใหญ่กรุงเทพฯ แต่ยังคงได้รับข้อมูลครบถ้วนสดใหม่พร้อมกับผู้แทนจำหน่ายในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นการเพิ่มประสิทธฺภาพการทำงานของผู้แทนจำหน่ายได้อย่างมาก นอกจากนี้ระบบไอที โซลูชั่น 360 องศายังรองรับในด้านการสื่อสาร การปันผลตอบแทน การจัดส่งสินค้า เป็นต้น นางภคพรรณ กล่าว

นางภคพรรณ กล่าวว่าปัจจุบัน นู สกิน มียอดผู้แทนจำหน่ายจำนวนทั้งสิ้น 2.3 แสนบัญชีรายชื่อ มียอดผู้บริหารเติบโตขึ้น 30% จำแนกเป็นผู้บริหารระดับทีมอิลิท 26 บัญชีรายชื่อ ผู้บริหารระดับบลูไดมอนด์ 68 บัญชีรายชื่อ ทำเนียบผู้บริหาร 200 ล้านบาท จำนวน 3 บัญชี ทำเนียบผู้บริหาร 100 ล้านบาท จำนวน 1 บัญชี ทำเนียบผู้บริหาร 40 ล้านบาท จำนวน 8 บัญชี ทำเนียบผู้บริหาร 20 ล้านบาท จำนวน 9 บัญชี ทำเนียบผู้บริหาร 10 ล้านบาท จำนวน 18 บัญชี และทำเนียบผู้บริหาร 1 ล้านบาท จำนวน 369 บัญชีรายชื่อ

นู สกิน ประเทศไทย บริหารงานภายใต้นโยบายของบริษัทแม่ ที่มีหลักในการดำเนินธุรกิจ 4 ด้าน คือ ผลิตภัณฑ์ (Product) บุคลากร (People) โอกาสทางธุรกิจ (Opportunity) และวัฒนธรรม (Culture) ดังนั้น นอกเหนือจากแผนและกลยุทธ์การตลาด และผลิตภัณฑ์เพื่อมุ่งสร้างยอดขาย เพิ่มพูนยอดนักธุรกิจ และผู้ใช้ผลิตภัณฑ์แล้ว บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญกับการตอบแทนสังคม ตามปณิธานที่มุ่งมั่นพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้คนในสังคมให้ดีขึ้น โดย นู สกิน ได้สนับสนุนการผ่าตัดหัวใจเด็ก โรงพยาบาลราชวิถี อย่างต่อเนื่องมาตลอด 14 ปี สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยโรคหัวใจจำนวน 3,906 ราย โดยเฉพาะในปี 2553 สามารถช่วยเหลือได้ทั้งหมด 365 ราย และในปี 2554 นี้ นู สกิน วางเป้าหมายจะช่วยเหลือเด็กผู้ป่วยให้ได้มากขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน นางภคพรรณ กล่าว

ที่มา : http://www.newswit.com