ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ http://www.thaimlmnews.com
เชื่อมต่อทุกข่าวสาร ยิงทุกประเด็นร้อน แหล่วรวมธุรกิจเครือข่าย

แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2556

AEC ฟีเวอร์ 'รูอัน' เกาหลีลุยอาเซียน ปักธงไทยตั้งเป็นฮับ/ใช้สินค้าต้านเหี่ยวทำเงิน







ทีมผู้บริหารรูอัน (Mobile)

 


"รูอัน" ธุรกิจขายตรงสัญชาติเกาหลี ภายใต้การกุมบังเหียนของ "พาร์ค อิน ชอน" และ "เจมส์ ลี" ร่วมกับนักธุรกิจไทย จัดงานต้อนรับนักธุรกิจจากเกาหลีกว่า 130 คน เผยเตรียมยึดไทยเป็นแกนกลางลุยตลาดอาเซียน นำเข้าสินค้าต้านความชราเป็นเรือธง โกยเงินคนกลัวเหี่ยว


หลังจากกระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เริ่มมาแรง ทำให้บรรดาธุรกิจยักษ์ใหญ่จากต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศไทยกันอย่างคับคั่ง ล่าสุดด้านธุรกิจ เครือข่ายไทยได้มีค่ายธุรกิจยักษ์ใหญ่สัญชาติ เกาหลี "รูอัน" (RUAN) เข้ามาขยายเครือข่ายแห่งความสำเร็จแก่นักธุรกิจไทย ผ่านโอกาสครั้งใหม่กับธุรกิจชื่อว่า "รูอันเวิลด์" (RUAN World) โดย 2 ประธานบริหารจาก บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด นำโดย คุณพาร์ค อิน ชอน (Mr.Park In Cheon) และคุณเจมส์ ลี (Mr.James Lee) ร่วมกับนักธุรกิจ ไทยจากทั่วทุกภูมิภาค จัดงาน "RUAN World" Unity Sharing Vision เพื่อเป็นการต้อนรับนักธุรกิจจากเกาหลีกว่า 130 คน ด้วย การเนรมิตงานเลี้ยงสังสรรค์ เพื่อเชื่อม สัมพันธ์ระหว่างนักธุรกิจด้วยความอบอุ่น พร้อมกับการแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์และทัศนคติในการดำเนินธุรกิจร่วมกัน


มร.พาร์ค อิน ชอน ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด เปิดเผยว่า "รูอันเปรียบเสมือนบ้านหลังใหญ่ ที่พร้อมเปิดรับนักธุรกิจทุกท่านเข้าสู่อิสรภาพทางการเงินอย่างไร้ขีดจำกัดและมั่นคง ภายใต้ธุรกิจที่สร้างสรรค์ขึ้น เพื่อตอบสนองความต้องการของทุกไลฟ์สไตล์ให้ก้าวไกลสู่ความ เป็นผู้นำระดับสากล"


ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงมุมมองการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยว่า "เรามีความมุ่งมั่นที่ จะขยายธุรกิจไปยังทุกประเทศทั่วโลก โดยเราเล็งเห็นว่าประเทศไทยมีศักยภาพในการ เป็นประเทศศูนย์กลางทางเศรษฐกิจอาเซียน (Hub of Asean) ซึ่งเหมาะสำหรับการก่อตั้งสำนักงานใหญ่และคลังสินค้าหลักทางธุรกิจ ด้วยความเป็นจุดกึ่งกลางบนพื้นแผ่นดินอาเซียน ทำให้การคมนาคมขนส่งสินค้ามีความสะดวกสบายและสามารถต่อยอดบริหารจัดการงานให้พัฒนาไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งนโยบายหลักขององค์กรยังมุ่งเน้นด้านสุขภาพและการพัฒนาบุคลิกภาพ รวมถึงความรู้ด้านผลิตภัณฑ์ความงาม เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ของนักธุรกิจยุคใหม่ได้อย่างลงตัว"


ทางด้าน มร.เจมส์ ลี ประธานบริหาร บริษัท รูอัน เกาหลี จำกัด และในฐานะ ประธานบริหาร บริษัท รูอันเวิลด์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์การบริหารงานทางธุรกิจว่า "ปัจจุบันผู้หญิงมีบทบาทและความสำคัญในระดับประเทศ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถที่โดดเด่น รวมถึงไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยน ไปตามยุคสมัย แต่มีสิ่งหนึ่งที่อยู่คู่กับผู้หญิง มาตลอดเวลา นั่นคือ "เสน่ห์แห่งความงาม" ทำให้เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอ ดังนั้น รูอัน เวิลด์ จึงพิถีพิถันในการคัดสรรผลิตภัณฑ์คุณภาพที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของทุกสภาพผิวได้อย่างแท้จริง


โดยบริษัทได้ส่งผลิตภัณฑ์ไลน์แรกในกลุ่มต่อต้านความชรา Anti-Aging ด้วย ผลิตภัณฑ์ความงามระดับพรีเมี่ยม MONG-NIS Skin Vitalizing Essence สเปรย์ เซลล์บูสเตอร์สารสกัดจากธรรมชาติที่จะช่วยปรนนิบัติผิวพรรณให้คงความอ่อนเยาว์ เอาไว้ดังเดิม เสมือนเก็บอายุของคุณให้เป็น ความลับตลอดไป (Keep Your Age As A Secret) เพื่อรุกตลาดผลิตภัณฑ์ความงามในประเทศไทย พร้อมดำเนินกิจกรรมด้านการสื่อสารทางการตลาดในหลากหลายรูปแบบ เพื่อสร้างแบรนด์และผลิตภัณฑ์ของเรา ให้เป็นที่รู้จักและสามารถเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภค ในปัจจุบันได้อย่างทั่วถึง ซึ่งจะนำมาสู่การจดจำ และการรับรู้ถึงแบรนด์โพสิชันนิ่งต่อไป"


"ด้วยวิสัยทัศน์การบริหารงานและความทุ่มเทในการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ เรามั่นใจว่าจะสามารถผลักดันนักธุรกิจรูอันเวิลด์ให้ก้าวไกลสู่ระดับสากล พร้อมเติมเต็มทุกรอยฝันของทุกไลฟ์สไตล์ด้วยอิสรภาพในการดำเนินธุรกิจแห่งความมั่นคง" คุณเจมส์ ลี กล่าวทิ้งทาย


 


 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันอังคารที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2556

ข่าวไทยเฮลท์ (Thai Health) : กฎหมายต้องรองรับ AEC







1186306_364631837004979_563899562_n (Mobile)

 


ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอีกประมาณ 2 ปีข้างหน้า ทำให้ผู้ประกอบการทั้งจากไทยและต่างประเทศ ต่างพากันตื่นเต้นในสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น และต่างมองกันไปถึงเรื่องของกฎหมายขายตรงที่ใช้อยู่ ว่ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด ในการรองรับกับการเข้ามาของบรรดาบริษัทขายตรงต่างชาติ รวมถึงแบรนด์ขายตรงไทยที่จะออกไปทำตลาดนอกประเทศ


นายพันธ์ยศ อัครอมรพงศ์ ประธานกรรมการ บริษัท ไทยเฮลท์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทขายตรงมีเป็นจำนวนมาก และการที่ตนเอง เป็นผู้บริหารของ "ไทยเฮลท์" ก็จำเป็นต้องเข้ามาศึกษาเกี่ยวกับ กฎหมายขายตรง โดยได้ให้พนักงานและสมาชิกทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องของกฎหมาย เพื่อจะได้ปฏิบัติตามกฎกติกาให้ถูกต้อง เพราะทุกวันนี้กำลังเข้าสู่ในยุคที่มีการแข่งขันสูง หากบางครั้งไม่เข้าใจกฎหมายที่ตนเองกำลังทำธุรกิจอยู่ ก็อาจจะพลาดไปทำผิดโดยไม่รู้ตัว และจะก่อให้เกิดผลเสียตามมา ทั้งต่อตนเองและองค์กร


"ตนคิดว่า เรื่องของกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญ เพราะหากเรารู้กติกาดีแล้ว ก็จะทำให้เราทำธุรกิจได้อย่างถูกต้อง และยังส่งผล ดีต่อองค์กรของเรา ทุกอย่างในสมัยนี้ถือเป็นเรื่องใกล้ตัว หากเรา ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ ก็จะเหมือนคนที่ไม่มีความรู้ทำอะไรก็จะเสียเปรียบ ดังนั้น การศึกษาข้อมูลในการทำธุรกิจที่เราดำเนินอยู่จะทำให้ บริษัทมีความได้เปรียบมากขึ้น"


"พันธ์ยศ" กล่าวต่อว่า "บริษัทได้ทำตามกติกาของกฎหมายทุกอย่าง เพื่อความโปร่งใส และการดำเนินธุรกิจได้อย่างมั่นคง ราบรื่น และมีความน่าเชื่อถือให้กับสมาชิกในองค์กร โดยยิ่งใกล้เข้าสู่การรวมตัวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนแล้ว ยิ่งต้อง เตรียมตัวให้ดี เพราะทุกบริษัทก็คงมีแผนการตลาดที่พร้อมรองรับ กับสิ่งนี้ หากมีการปรับแก้ไขกฎหมายขายตรง ก็คงต้องไปศึกษา กันให้ละเอียดว่า ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค และผู้จำหน่ายอิสระ จะมีส่วนได้ส่วนเสียอย่างไร"


"กฎหมายควรจะคุ้มครองผู้บริโภค ผู้จำหน่าย และผู้ประกอบการ ตามความถูกต้อง ไม่ได้เอื้อประโยชน์แก่ธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งเท่านั้น และจะต้องรองรับตลาดเออีซีได้ด้วย เชื่อว่า ทุกบริษัทขายตรงคงคาดหวังว่า กฎหมายขายตรงจะปิดช่องทาง ไม่ให้กลุ่มที่ไม่หวังดีเข้ามาทำลาย หาผลประโยชน์กับคนที่ตั้งใจ ทำธุรกิจขายตรงจริงๆ เพราะเวลาคนที่ตั้งใจทำธุรกิจถูกหลอก ก็ไม่สามารถไปร้องเรียนกับใคร ได้แต่แจ้งความไปตามเรื่องเท่านั้น กว่าจะจับตัวคนผิดได้ ก็ต้องใช้เวลานาน ซึ่งไม่ทันกาล ภาครัฐควรจะมีมาตรการที่รองรับกับความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงที"








 

 


 


 


Credit By : http://www.siamturakij.com/

วันจันทร์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2556

พญ.นลินี-ภคพรรณ-อิทธิศักดิ์แนะรับมือAEC ชี้!โอกาสธุรกิจทุกประเทศความน่าสนใจต่างกัน








Capture (Mobile)

เปิดมุมมอง 3 แนวคิดแผนตั้งรับตลาดเออีซี...ด้าน พญ.นิลินี ค่าย กิฟฟารีน เชื่อขณะนี้ทุกประเทศ เริ่มพัฒนาธุรกิจบ้างแล้ว พร้อมระบุตลาดประเทศลาวโอกาสธุรกิจขายตรงสดใส...ส่วน ภคพรรณ ค่าย นู สกิน เผยตลาดขายตรงเวียดนามกฎหมายค่อนข้างเข้มงวด ชี้ธุรกิจจะแจ้งเกิดได้ ต้องมีจุดแข็งหลายๆ ด้านที่เพียงพอสนับสนุน...ด้าน อิทธิศักดิ์ แนะวันนี้จุดอ่อนของคนไทยสู่ตลาดอาเซียนเรื่องของภาษาควรให้ความสำคัญ


นับได้ว่า ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี เรียกได้ว่าเริ่มใกล้เข้ามาทุกขณะแล้ว กระแสการตื่นตัวของตลาดเออีซี ก็ยังเป็นที่จับตามองของหลาย ๆ ธุรกิจเช่นเดียวกัน...เช่นเดียวกับทางด้าน ค่าย กิฟฟารีน-นู สกิน-คังเซน เอง ก็ได้ออกมาแสดงความคิดถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปี 2558 นี้ด้วย


...โดยทางด้าน พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้ให้ความเห็นว่า วันนี้ หากให้มองถึงการพัฒนาธุรกิจถือว่าเกือบทุกประเทศค่อนข้าง ที่จะตื่นตัวเป็นอย่างมาก ซึ่งไม่ใช่เพียงแค่ประเทศไทยเท่านั้น เพราะฉะนั้นในแง่ของประโยชน์ที่จะได้รับกับเออีซีมากน้อยแค่ไหน อยู่ที่ว่าในแต่ละบริษัทนั้น มีความพร้อมมากน้อยแค่ไหน ซึ่งการรวมตัวตรงนี้ น่าที่จะช่วยให้ภาพรวมของตลาดขายตรงมีอัตราการเติบโตที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน


เห็นได้อย่างประเทศลาว ที่ทางกิฟฟารีน ได้เข้าไปทำตลาดนั้น พบว่าประเทศดังกล่าวค่อนข้างที่จะมีความเชื่อมั่นในสินค้าของไทยเป็นอย่างมาก ที่สำคัญ ธุรกิจขายตรง ยังถือว่าเป็นธุรกิจที่คนในประเทศลาวค่อนข้างที่จะตื่นเต้นเป็นอย่างมากด้วย โดยประเทศลาวนั้นถือว่ามีข้อดีตรงที่ว่า สามารถพูดภาษาไทยได้ สื่อสารกันรู้เรื่อง ส่วนกำลังซื้อนั้น ก็จะมีทั้งคนที่มีเงินและไม่มีเงินเลย ทั้งนี้ ทางกิฟฟารีนเอง มองว่าก็ยังมีโอกาส ขณะเดียวกัน การเข้มงวดในเรื่องของกฎหมายที่ประเทศลาว ถือว่าค่อนข้างที่จะเข้มงวดมากเช่นเดียวกัน


วันนี้ตลาดเออีซี ที่กำลังจะเปิดนั้น ขอให้มองเป็น 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก วันนี้เออีซี จะเปิดแล้วขอให้มองใน 2 ประเด็นสำหรับตัวแทนจำหน่าย คือ ประเด็นแรก ในฐานะที่เราตั้งรับอยู่ที่ประเทศไทย สิ่งแรกคือ คนที่จะเข้ามาในประเทศ รวมถึงธุรกิจที่จะเข้ามาในประเทศ เขาอาจจะเข้ามาประกอบอาชีพหลาย ๆ อย่างในประเทศไทย ซึ่งทุกคนที่เข้ามานั้น ก็คือ ผู้ที่มุ่งหวัง เราเองต้องมีความเข้าใจด้วยว่า เราจะมีการสื่อสารกับคนกลุ่มนี้อย่างไร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ภาษากลาง คือ ภาษาอังกฤษ ซึ่งต้องสื่อสารได้ดีด้วย ประเด็นที่สอง การพัฒนาบุคลากรให้เกิดการเรียนรู้มากขึ้น ทั้งการรู้เขารู้เราในการทำตลาด ซึ่งการเตรียมความพร้อม คือ ต้องเข้าใจในพฤติกรรมของคนแต่ละประเทศด้วย รวมถึงต้องมีการปรับตัวให้ทัน


...เช่นเดียวกับทางด้าน ภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพร์ส ประเทศไทย และเวียดนาม เผยว่า กระแสของตลาดเออีซี ช่วงนี้ถือว่าค่อนข้างฮอตฮิตอย่างมาก ซึ่งต้องบอกว่าคนจำนวน 70 กว่าล้านคนในประเทศไทยถือว่าค่อนข้างใหญ่แล้ว แต่ตอนนี้เราไม่มองเพียงแค่ 70 ล้านคนเท่านั้น แต่จะมองคนถึง 600 ล้านคนเลยทีเดียว ในจำนวน 10 ประเทศ ซึ่งวันนี้ตลาดขายตรง ถ้าคนเยอะขึ้นตลาดเครือข่ายก็จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ที่สำคัญมองว่าตลาดเออีซีนั้น จะเป็นการช่วยปรับเปลี่ยนมุมมองของอุตสาห กรรมในการทำตลาดที่จะเติบโตอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน


สำหรับประเทศเวียดนาม ที่นู สกิน เข้าไปนั้น ถือว่าใช้ระยะเวลา 2 ปีกว่าที่จะเปิดได้ ประชากรที่ประเทศเวียดนามมีอยู่ 92 ล้านคน ถือว่าเป็นโอกาสที่น่าสดใสมาก อีกทั้งยังพบอีกว่า ประชากรครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ 25-50 ปี อยู่ในวัยทำงาน ซึ่งคนที่นี้ค่อนข้างที่จะมีการตื่นเต้นอย่างมากสำหรับธุรกิจขายตรง โดยปัจจุบันบริษัทขายตรงที่เวียดนามนั้นมีทั้งหมด 88 บริษัทด้วยกัน โดยเป็นบริษัทของนักธุรกิจเวียดนามประมาณ 80% ส่วนบริษัทต่างชาติอยู่ที่ประมาณ 20%


วันนี้การเตรียมความพร้อมกับตลาดเออีซีนั้น ต้องมองในหลาย ๆ ด้าน ในการเตรียมทีมผู้จำหน่าย โดยต้องดูว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับเราไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการเมือง กฎหมายขายตรงในประเทศที่เข้าไปนั้น มีข้อจำกัดอะไรบ้าง ต้องรู้เขารู้เราในการทำธุรกิจ ต้องมีการวิเคราะห์ลูกค้าให้เจอด้วยว่าเป็นกลุ่มไหน พร้อมกันนี้ ต้องมีการวิเคราะห์บริษัท เราเองด้วยว่ามีจุดดีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไรบ้าง รวมถึงต้องเพิ่มศักยภาพบริษัทตัวเองด้วย


ภคพรรณ เผยต่ออีกว่า สำหรับความพร้อมของผู้ประกอบการนั้น ต้องบอกว่า เมื่อทุกโอกาสมาถึงแล้ว ต้องรีบคว้าเอาไว้ แต่ทั้งนี้อยู่ที่ว่าเรานั้นมีการเตรียมความพร้อมไว้ขนาดไหน ซึ่งหากเตรียมความพร้อมดี โอกาสที่ธุรกิจจะเติบโตก็ดีด้วย แต่ทั้งนี้ในส่วนของธุรกิจขายตรงเอง ก็ต้องใช้ระยะเวลานานด้วยเช่นกัน และอยากที่จะฝากว่าทุกทีนั้นถือว่ามีโอกาสโดยเฉพาะในประเทศไทย ขอให้ทำในประเทศให้เข้มแข็งก่อนแล้ว เชื่อว่าทุกอย่างก็จะขยายตัวดีตามลำดับด้วยเช่นกัน ที่สำคัญ ต้องทำธุรกิจที่ถูกต้องด้วย


...ด้าน อิทธิศักดิ์ อำพันยุทธ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ก็ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับตลาดอาเซียนต่อธุรกิจขายตรงอีกด้วยว่า ขณะนี้ตลาดอาเซียนทุกประเทศที่จะเข้าไปถือว่าเป็นโอกาส


สำหรับผู้ประกอบการทุกคนในเรื่องของการรวมตัว การขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายโอกาส


เช่นเดียวกับ ตลาดอินโด นีเซีย ที่ขณะนี้ ทางคังเซนฯ เอง ได้เข้าไปทำตลาดแล้วเป็นปีที่ 16 ซึ่งถือว่าค่อนข้างที่จะใช้ระยะเวลานานพอสมควรกว่าที่จะเข้าไปในประเทศอินโดนีเซียได้ ซึ่งที่นี่มีศักยภาพสูงมาก โดยจะเป็นในเรื่องของจำนวนประชากร ถึงแม้ว่ารายได้ต่อหัวอาจจะยังไม่สูงมากนัก แต่พบว่าพฤติกรรมการบริโภคของที่นี้ค่อนข้างดี รวมถึงคนยังให้ความสนใจในธุรกิจขายตรงดีอย่างมากด้วย


อิทธิศักดิ์ เสริมต่อว่า สิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการที่จะเข้าสู่ตลาดอาเซียนนั้น คือ ในเรื่องของภาษา ที่ถือเป็นจุดอ่อนของคนไทย ที่จำเป็นจะต้องเรียนรู้ แต่ในขณะเดียวกัน อีกหนึ่งข้อดีของประเทศไทยนั่นก็คือ จะเป็นในเรื่องของสินค้า โดยในแต่ละประเทศไม่ว่าจะเป็น ลาว กัมพูชา มาเลเซีย เป็นต้น ต่างมีความเชื่อมั่นในคุณภาพของสินค้าไทยเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้เองจึงทำให้การตลาดจึงง่ายขึ้น


นอกจากนี้ อิทธิศักดิ์ ยังฝากถึงทางภาครัฐอีกว่า ขอให้ภาครัฐสนับสนุนและพัฒนาธุรกิจขายตรงให้มากขึ้น ซึ่งหากมองในความเป็นจริงแล้วจะพบว่า ในการเข้าสู่ตลาดเออีซีนั้น จะต้องมีการเตรียมความพร้อม ที่สำคัญ ควรมีในเรื่องของการผ่อนปรนภาษี และเชื่อว่าภาครัฐน่าที่จะช่วยสนับสนุนสินค้าดีที่เรามีไปสู่ตลาดต่างประเทศได้แน่นอน เพราะขณะนี้ ภาครัฐถือว่าเป็นกลไกหลักที่สำคัญ ในการขับเคลื่อนธุรกิจนั่นเอง


...นับได้ว่า วันนี้ การที่จะเข้า ไปสู่ตลาดเออีซีได้นั้น เรื่องของความพร้อมทั้งในส่วนของประกอบการเอง หรือแม้กระทั่งตัวนักธุรกิจเองก็ต้องมีความพร้อมอย่างมากเช่นกัน อีกทั้งในเรื่องของภาษา ยังถือว่ามีผลที่สำคัญในการสื่อสารกับนานาชาติที่ร่วมลงทุนด้วย เพราะหากสื่อสารรู้เรื่อง อนาคตของธุรกิจที่เข้าไปทำก็ย่อมสดใสด้วยเช่นกัน





Credit By :http://www.taladvikrao.com

วันพุธที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ขายตรงไทยสบช่องเปิด AEC ซุ่มปูฐานปักธงชิงเค้กก้อนโต







418519 (Mobile)


เหลืออีกเพียง 2 ปี หรือในปี 2558 ประเทศไทยเตรียมตัวจะเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) อย่างเป็น ทางการ ขณะที่เอกชนของไทยทุกภาค ส่วนก็พร้อมใจเตรียมรับลูกกันอย่าง เต็มที่ จนทำให้เกิดการตื่นตัวอย่างมาก โดยเฉพาะผู้ประกอบการธุรกิจ ขายตรงไทยที่ได้มีการวางแผน เพื่อ ขยายตลาดออกไปยังกลุ่มประเทศ อาเซียนกันอย่างคึกคัก เพราะหลังจาก เปิด AEC จะทำให้มูลค่าตลาดกลุ่ม ประเทศในอาเซียนเพิ่มสูงขึ้นหลายเท่าตัว โดยในปี 2553 ที่ผ่านมามูลค่ารวมของทั้ง 10 ประเทศ สูงถึง 1.8 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นอันดับ 9 ของโลก และมีฐานผู้บริโภครวม กันกว่า 590-600 ล้านคน ดังนั้น อีก 2 ปีที่เหลือ เชื่อว่า มูลค่าของตลาดอาเซียนจะเพิ่มสูงขึ้น จนกลายเป็น ขุมทรัพย์ขนาดใหญ่ รอให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะธุรกิจ ขายตรงเข้าไปกอบโกยกัน เปรียบเสมือนเค้กก้อนโตที่รอ ให้คนที่มองเห็นเข้ามาแบ่งไป

ภูสิต เพ็ญศิริ รองประธานศูนย์อาเซียน สมาคมส่งเสริมเศรษฐกิจและการค้ากวางตุ้ง ฮ่องกง และผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาการค้าการลงทุนแผนใหม่ หรือ ITDC เปิดเผยถึงการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 ว่า เชื่อว่าเอกชนไทยโดยเฉพาะผู้ประกอบการ ธุรกิจขายตรงไทยน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุด เนื่องจาก อาเซียนเป็นตลาดที่ใหญ่มีประชากรรวมกันมากกว่า 500- 600 ล้านคน และกำลังเป็นที่สนใจของนักธุรกิจจากทั่วโลก ให้การจับตามองจนตาเป็นมัน อีกทั้งตลาดอาเซียนอยู่ใกล้ กับไทยมาก ซึ่งกลุ่มประเทศในแถบนี้จะมีวัฒนธรรมใกล้เคียง กัน จึงสามารถเข้าสู่ธุรกิจขายตรงได้ง่ายขึ้น นอกจากนั้น สินค้าส่วนใหญ่ในธุรกิจขายตรงจะมีครอบคลุมทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุปโภค-บริโภค, เสริมอาหาร และสกินแคร์ ถือเป็นสิ่งที่คนในอาเซียนต้องการ

ทั้งนี้หากมอง ถึงข้อเสียของผู้ประกอบการขายตรงไทย ที่ต้องปรับปรุง คือ 1.การรุกตลาดแบบ ไม่ต่อเนื่อง ไม่สม่ำเสมอ เมื่อเทียบกับบริษัท ขายตรงจากต่างประเทศ และการรุกตลาดของผู้ประกอบการขายตรงไทยส่วนใหญ่ จะเป็นแบบวันแมนโชว์ต่างจากขายตรง ต่างประเทศที่จะเน้นการทำงานเป็นทีม 2.ผู้ประกอบการไทย ไม่ได้มีการศึกษาตลาดอย่างจริงจัง มองเห็นแต่เพียงเป็นโอกาส มากเกินไป แต่ไม่สามารถต่อยอดธุรกิจได้ และ 3.ไม่มีความ สอดสัมพันธ์ของสินค้า กล่าวคือ ผู้ประกอบการไทยจะมุ่งเน้น แต่การทำตลาดสินค้าของตัวเองเป็นหลัก ซึ่งควรที่จะนำสินค้า ในประเทศนั้นๆ มาเชื่อมโยงกันด้วย เพื่อให้เกิดการเคลื่อนไหว ของตลาดในกลุ่มประเทศแถบนี้

สิ่งที่ผู้ประกอบการขายตรงไทยจะต้องปรับปรุง หลังจากเปิดอาเซียน คือ การเข้าไปทำธุรกิจแบบมืออาชีพ มากกว่านี้ ไม่ใช่ว่าเราเป็นคนไทยจะต้องทำธุรกิจแบบไทยๆ ยกตัวอย่าง บริษัทขายตรงที่มาจากมาเลเซียและเข้ามา ทำตลาดในไทย ส่วนใหญ่ดูไม่ออกเลยว่าเป็นขายตรงที่มาจาก มาเลเซีย เพราะเขาทำธุรกิจแบบอินเตอร์จริงๆ ดังนั้น หาก ผู้ประกอบการไทยต้องการจะแข่งขันกับขายตรงต่างชาติ จึงจำเป็นจะต้องปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์ใหม่ให้ดูเป็นอินเตอร์ฯ มากยิ่งขึ้น และหากเปิด AEC อย่างเป็นทางการ เชื่อว่าจะ ทำให้มูลค่าตลาดรวมของทั้ง 10 ประเทศ เติบโตมากกว่า 50% จากปัจจุบันที่เติบโตเฉลี่ย 25-30% ต่อปี

สอดคล้องกับความคิดเห็นของ ชลิต ลิมปนะเวช อุปนายกวิชาการ สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า เมื่อเปิด AEC จะเป็นโอกาสทางธุรกิจที่ดีของธุรกิจขาย ตรงไทย ซึ่งธุรกิจดังกล่าวถือเป็นธุรกิจที่มีความเสี่ยงน้อยกว่า ธุรกิจอื่น เพราะไม่จำเป็นต้องอาศัยเงินทุนมาก เพียงแค่อาศัย การบอกต่อแบบปากต่อปาก โดยส่วนตัวคิดว่าเมื่อเปิด AEC แล้ว มูลค่าทางการตลาดจะเพิ่มสูงขึ้นถึง 10 เท่าตัวจากมูลค่า เดิมที่ทำธุรกิจเฉพาะภายในประเทศ

แต่การเข้าไปในตลาด AEC ก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับ ผู้ประกอบการไทย เพราะจะต้องการเตรียมความพร้อมให้ดี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการทำแผนการฝึกอบรม การทำสื่อมีเดีย ต่างๆ ที่จะต้องมีภาษาท้องถิ่นมารองรับด้วย รวมไปถึงสินค้า จะต้องเป็นสินค้าที่ดีมีคุณภาพ เพราะขายตรงอาศัยการ ใช้แล้วเห็นผลจริง จึงจะเกิดการบอกต่อ และสิ่งสำคัญ ของผู้ประกอบการไทยหากต้องการจะให้ธุรกิจ เติบโตต้องอย่ากลัวการออกไปทำธุรกิจกับ ต่างประเทศ แต่จงให้มองการทำธุรกิจแบบ ฝรั่งที่กล้าจะออกไปทำธุรกิจกับต่างชาติ

เนื่องจาก AEC เป็นตลาดที่น่าจับตา- มองของนักธุรกิจทั่วทุกมุมโลก ดังนั้น แม้จะยัง ไม่เปิดอย่างเป็นทางการ แต่ก็มีบริษัทขายตรง ไทยที่เล็งเห็นความสำคัญได้วางแผนเข้าไปรุกตลาด อาเซียนกันล่วงหน้าในหลายประเทศกันแล้ว หากจะ ไล่เรียงมาตั้งแต่ขายตรงเบอร์ 1 สัญชาติไทย 100% อย่าง กิฟฟารีน ที่ซุ่มเตรียมเปิดตลาดขายตรงในย่านอาเซียนในหลาย ประเทศ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปเปิดตลาดที่ สปป.ลาว, กัมพูชา และมาเลเซีย ล่าสุด เตรียมทุ่มงบลงทุนจำนวนมาก เพื่อเข้าไปปักธงในอินโดนีเซีย และเวียดนาม ซึ่งการเข้าไป รุกตลาดของค่ายแห่งนี้มีอยู่ 2 รูปแบบ ได้แก่ การให้ไลเซนซ์ แก่พาร์ตเนอร์ท้องถิ่น และการลงทุนเองทั้งหมด โดยกิฟฟารีน ระบุว่า เมื่อ AEC เปิด บริษัทจะมีรายได้เฉพาะในต่างประเทศ สูงถึง 500 ล้านบาท จาก 200 ล้านบาท ในปัจจุบัน

เช่นเดียวกับค่ายขายตรงพันธุ์ไทยแท้อย่าง นีโอ ไลฟ์ที่ได้วางแผนซุ่มเตรียมยึดหัวหาดตลาดอาเซียนอยู่เนืองๆ หลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปปูฐานที่ตลาดกัมพูชา และได้รับ กระแสตอบรับดีเกินคาดจนต้องขยายตลาดเข้าไปที่เวียดนาม นอกจากนั้น นีโอ ไลฟ์ ยังเตรียมแผนจะเข้าไปทำตลาดใน อินโดนีเซีย, มาเลเซีย และสิงคโปร์ ในอนาคตอันใกล้นี้ พร้อม กับวางแผนร่วมกับ เมก้า ไลฟ์ ซึ่งเป็นโรงงานผู้ผลิตสินค้า ให้กับ นีโอ ไลฟ์ เตรียมเข้าไปเปิดโรงงานในเวียดนาม เพื่อ ผลิตสินค้าป้อนให้กับสาขาประเทศต่างๆ ในอาเซียนด้วย มีการคาดการณ์ว่าหลังจาก นีโอ ไลฟ์ รุกตลาด AEC อย่าง เต็มที่แล้วจะทำให้บริษัทมียอดขายเฉพาะในกลุ่มอาเซียนได้ เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 30% จากยอดขายรวมทั้งหมด

ข้ามฟากมาที่ขายตรงสัญชาติไทย เจ้าของสโลแกน ขายตรงสะดวกซื้อ อย่าง จอย แอนด์ คอยน์ ก็ไม่น้อยหน้า ได้ปูฐานเพื่อบุกตลาดอาเซียน โดยได้มี การศึกษา และทำการบ้านมาเป็นอย่างดี พร้อมทั้งได้วางโมเดลสาขาที่จะเปิดใน AEC เพื่อให้เป็นโมเดลเดียวกัน คือ การ คีย์ออร์เดอร์ที่สมาชิกสามารถทำได้ในทุกที่ ทั่วโลก ซึ่งขณะนี้ จอย แอนด์ คอยน์ ได้เริ่ม เข้าไปทำตลาดแล้วในหลายประเทศ อาทิ สปป.ลาว, กัมพูชา, เวียดนาม และมาเลเซีย

นอกจากบริษัทขายตรงไทยที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ยังมีบริษัทขายตรงยักษ์ใหญ่ของไทยอย่าง มิสทิน, คังเซน- เคนโก และเอมสตาร์ ได้เข้าไปยึดหัวหาดในตลาดอาเซียน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว รวมถึงบริษัทขายตรงค่ายขนาดกลาง ของไทยอีกจำนวนมากที่ต้องการจะเข้าไปช่วงชิงส่วนแบ่ง การตลาด ซึ่ง มีหลายค่า ยได้เริ่มเข้าไปทำตลาดบ้างแล้วใน แถบประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ว่าจะเป็น มิลค์กี้ เวย์ อินเตอร์- เนชั่นแนล, รมิตา เฮลธ์แอนด์บิวตี้, ดีไลฟ์ อินเตอร์- เนชั่นแนล และที่ไม่ได้กล่าวถึงอีกหลายบริษัท




ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.The Power Network ฉบับที่ 223 ประจำวันที่ 16-31 พฤษภาคม 2556

วันพฤหัสบดีที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2556

MLM ไทย ล่าอาณานิคม "เวิลด์โปร" ติดกระแส ไล่ปักธงเพื่อนบ้าน







iqe8e20d9d3d84e9ca75e4cccdf6bc03b3 (Mobile)


ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ผลักดันขายตรงไทยหาพื้นที่ประเทศเพื่อนบ้านตั้งสาขาล่ายอดขายต่างประเทศ "เวิลด์โปร" เปิดสาขา สปป.ลาว ชิมลางอาเซียน วางแผนขยับสู่พม่า, เวียดนาม และ อินโดนีเซียต่อไป พร้อมผุดกลยุทธ์ ชื่อ "ดรีมทีม" จุดประกายแผนแม่ทีมสร้างแม่ทีม ผลักดันตัวเลขผู้นำให้ถึง 1 พันคน หลังจากที่ผ่าน มาขาดแคลนนักธุรกิจระดับสูงหวัง กระตุ้นยอดขาย 100 ล้านบาท มั่นใจสินค้าของบริษัทไม่เป็นสองรองใคร


จัดได้ว่า ช่วงนี้ถือเป็นช่วงของธุรกิจ ขายตรงพันธุ์ไทยเลยก็ว่าได้ เนื่องจากการ รุกขย่มตลาดอย่างหนักของหลายแบรนด์ เพื่อเร่งทำตลาดสร้างยอดขายรวมถึงการ ขยายตลาดสู่อาเซียน เพื่อรองรับการเปิด ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ไล่ตั้งแต่บริษัท กิฟฟารีน สกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ที่ล่าสุดได้จัดงานครบรอบ 17 ปีของบริษัท โดยจะมีการอัดสินค้าลงสู่ ตลาดขายตรงอีกกว่า 10 รายการ พร้อม หนุนทีวีดาวเทียม ที่บริษัทเปิดช่องของ ตัวเอง ให้สามารถรับชมได้ตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านระบบอินเตอร์เน็ต เพื่อการรับรู้ได้ในทุกพื้นที่ ทุกเวลา เป็นการโหมตลาดสู่เป้า 6.5 พันล้านบาทต่อไป


ด้านแบรนด์ไทยสุดร้อนแรงอย่าง "บริษัท นีโอ ไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด" ก็นับเป็นแบรนด์ไทยอีกหนึ่ง ที่เดินหน้าสร้างกิจกรรมไม่ขาดสาย มีการขยายตลาดในประเทศเพื่อนบ้านอย่าง ต่อเนื่อง โดยล่าสุด ประเทศเวียดนามกลายเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ที่บริษัทได้ขยายสาขา และให้ความสำคัญ โดยหวังที่จะไล่เปิดสาขาในเวียดนามทุกพื้นที่หัวเมือง ใหญ่ เพื่อสร้างยอดขายในอนาคต


บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ขายตรงไทยชื่อก้อง ก็ถือเป็นแบรนด์ที่โหมตลาดด้วยเช่นกัน โดย ที่ผ่านมา ถึงแม้ยอดขายจะมีสะดุดไปบ้าง แต่นายใหญ่อย่าง "อิทธิศักดิ์ อำพันธ์ยุทธ์" ก็ไม่นิ่งนอนใจ อัดกลยุทธ์ดึงยอดขายตั้งแต่รากฐานของบริษัท ด้วยการฝึกอบรมถี่ยิบ พร้อมการเปิดคลินิกความงาม ขึ้น เพื่อเป็นการต่อยอดการรับรู้สินค้า และทำเป็นอีกหนึ่งช่องทางในการทำให้แบรนด์ ขยายตัว


ล่าสุด อีกหนึ่งแบรนด์ไทยที่พยายาม ไล่ล่าคว้ายอดขาย โดยหวังจะเป็นแบรนด์ แถวหน้าอย่าง "เวิลด์โปร" ก็เป็นอีกแบรนด์ ที่ทำให้ธุรกิจขายตรงแบรนด์ไทย ดูจะได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงนี้ โดยนายพิสิษฐ์ เดชวรรณพงษ์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท เวิลด์โปร (ประเทศไทย) จำกัด ขายตรงสัญชาติไทยแท้ เปิดเผยกับ "สยามธุรกิจ" ว่า เรื่องการรวมประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เวิลด์โปรมั่นใจในผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ได้การรับรองจาก อย. ทุกผลิตภัณฑ์ จึงไม่ใช่ปัญหาที่เราจะทำตลาดออกไปใกล้ๆ อย่างเพื่อนบ้านเรา โดยเราได้ไปเปิด ตลาดที่เมืองเวียงจันทน์ ประเทศลาว ตอนนี้ได้เปิดศูนย์เซ็นเตอร์ที่นั่นแล้ว และ มีแผนจะขยับไปพม่า, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆ ต่อไป แต่คงต้อง ค่อยเป็นค่อยไป


"สำหรับกลยุทธ์ที่เตรียมใช้ในปี 2556 ตนมีไม้เด็ดไว้กระตุ้นยอดขายแล้ว ซึ่งเตรียม ใช้แผน "ดรีมทีม" คือสร้างแม่ทีมขึ้นมา 1,000 คน ในระดับ VIP โดย VIP หนึ่งคน ต้องแนะนำ VIP ให้ได้อีก 4 คน จากนั้นก็พามาเข้าอบรมเพียง 2 คอร์ส คือ ก้าวอย่างมืออาชีพ และทะลุจุดเดือด โดยตำแหน่ง VIP มีการการันตีรายได้ 20,000 บาททุกเดือนแน่นอน และแผนนี้เริ่มใช้มา ได้ 2 เดือนแล้ว ล่าสุดมี VIP จำนวน 100 คน คาดว่าสิ้นปีนี้จะได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ 1,000 คน"


โดยการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้เข้าสู่ปีที่ 8 แล้ว แสดงให้เห็นว่าบริษัทมีความพร้อมที่จะยืนหยัดแข่งขันกับบริษัทขายตรงอื่นๆ ได้อย่างมั่นคง และจะเติบโต ต่อเนื่องแน่นอน โดยผู้ที่สนใจทำธุรกิจทาง ด้านนี้ หากเข้ามาที่ "เวิลด์โปร" รับรองที่นี่จะไม่ทำให้ทุกคนต้องผิดหวัง และตอนนี้ บริษัทได้เพิ่งสร้างโรงงานผลิตในเนื้อที่ 15 ไร่ ตั้งอยู่ที่ อ.นครชัยศรี จ.นครปฐม ซึ่งปี 2555 ที่ผ่านมา บริษัทมีการเติบโต 30% คิดเป็นยอดขายในปีที่ผ่านมา 30 ล้านบาท


"ตอนนี้หลักๆ เวิลด์โปรมีสินค้าแบ่ง เป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ เกษตร, ประหยัดพลังงาน, อุปโภคบริโภค และเครื่องสำอาง โดยสินค้าด้านการเกษตรอย่างปุ๋ย จะได้รับ ความนิยมเป็นพิเศษ ซึ่งฐานสมาชิกส่วนใหญ่จะอยู่ทางภาคใต้ เพราะที่นั่นปลูกต้น ยาง และต้นปาล์ม ซึ่งปุ๋ยของบริษัทเราสามารถตอบสนองกลุ่มผู้ใช้ที่นั่นได้ โดยฐานสมาชิกที่อยู่ทางภาคใต้มีหลายจังหวัด ไม่ว่าจะเป็น จ.สงขลา, จ.ตรัง, จ.สตูล, จ.พังงา, จ.พัทลุง และ จ.สุราษฎร์ธานี คือ ทุกเดือนเราจะไปเปิดอบรม 6 คอร์สด้วยกัน โดยแยกหัวข้อเป็น 1.ก้าวอย่างมืออาชีพ 2.เรียนรู้การทำธุรกิจแบบมืออาชีพ 3.ความ ลับสู่ความสำเร็จ 4.ทะลุจุดเดือด 5.ฝึกการ เป็นผู้นำ และ 6.วิทยากร"


สำหรับเป้าหมายในปี 2556 "พิสิษฐ์" กล่าวว่า "เรามั่นใจว่าบริษัทจะมีการเติบโต ขึ้นถึง 100% หรือมียอดขายประมาณ 100 ล้านบาท ซึ่งตอนนี้มีเวิลด์โปรมีศูนย์หลักๆ อยู่ 3 แห่ง ได้แก่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา กับ อ.นางรอง จ.บุรีรัมย์ และ อ.บางเขน กรุงเทพฯ โดยบริษัทได้จัดงานประดับเข็มในแต่ละเดือนเช่นกัน แต่คงไม่ได้ไปจัดที่ไหน ไกล เพราะได้ใช้สถานที่ศูนย์เวิลด์โปรเป็น ทั้งการอบรมและประดับเข็มให้แก่สมาชิก ที่ประสบความสำเร็จ และในวันที่ 25 ธ.ค. ของทุกปี เราจะจัดงานใหญ่ก่อนช่วงปีใหม่ ที่หน้าลานบริษัทเพื่อเลี้ยงสังสรรค์และเชิดชูเกียรติ"


"ส่วนปัญหาหลักๆ ของบริษัทในเวลานี้ นอกจากปัจจัยที่ยุคนี้ เรื่องค่าครอง ชีพแพงขึ้น และยังมีผลกระทบจากเหตุ-การณ์ต่างๆ ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ทำให้ การหาฐานสมาชิกและขายสินค้าก็ทำได้ยากขึ้น แต่เราก็ผ่านมาได้ แต่ปัญหาที่กำลัง แก้ไขจริงๆ คงเป็นเรื่องการสร้างแม่ทีม หรือผู้นำ เพราะการที่จะหาแม่ทีมที่เข้าใจ และมีความอดทนกับธุรกิจนี้ ค่อนข้างหาได้ยากมาก และการสร้างแม่ทีมขึ้นมาก็ไม่ ใช่เรื่องง่าย โดยเราได้พยายามออกไปโรดโชว์ตามจังหวัดต่างๆ อยู่บ่อยๆ ให้ทั่วทุกภาคของประเทศ เพราะยังมีอีกหลายจังหวัดที่เวิลด์โปรยังกระจายไปไม่ถึง แต่ ก็ได้บุกตลาดอย่างต่อเนื่อง"


นอกจากนี้ สมาคมส่งเสริมธุรกิจเครือข่ายขายตรงไทย (TDNA) ที่บริษัทเป็นสมาชิกอยู่นี้ กำลังจัดเตรียมเปิดตัวใน เร็วๆ นี้ ซึ่งทาง บริษัท เวิลด์โปร (ประเทศ ไทย) จำกัด ได้เพิ่งเข้ามาอยู่ในสังกัดนั้น เกี่ยวกับเรื่องนี้ นายพิสิษฐ์ เดชวรรณพงษ์ ได้กล่าวว่า ทางบริษัทมั่นใจในแนวทางที่สมาคมจะช่วยผลักดันการแก้ไขกฎหมายธุรกิจขายตรง เพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญและจัดตั้งกรมขายตรงขึ้นมาในอนาคต เพราะตอนนี้ธุรกิจขายตรงมีการ เติบโตไปทั่วโลก และเชื่อว่าศักยภาพของ สมาคมจะเป็นพลังให้เรียกร้องเรื่องนี้สำเร็จ




Credit By :http://www.siamturakij.com

วันพฤหัสบดีที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2556

DSA เตรียมเปิดประชุมรอบ 2 ตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียน









ถึงวันนี้ภาพของการจับมือร่วมกันระหว่างสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) กับสมาคมการขายตรงจากหลากหลายประเทศในย่านเอเชียอันประกอบไปด้วยสมาคมการขายตรงมาเลเซีย,สิงคโปร์,เวียดนาม และอินโดนีเซียเพื่อจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน ขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีความคืบหน้าที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้นแล้ว...อีกทั้งข่าวการจับมือร่วมกันระหว่างสมาคมการขายตรงของแต่ละประเทศในเอเชีย (ซึ่งเป็นสมาพันธ์การขายตรงโลก) ที่กำลังจะเกิดขึ้นนับเป็นเป็นข่าวใหญ่ที่สื่อขายตรงจากประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง เพราะถือเป็นปรากฏการณ์ใหม่ใน ระดับอาเซียน ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนั่นเอง


สำหรับความคืบหน้าของการจัดตั้ง สมาพันธ์ขายตรงอาเซียน โดยรวมความร่วมมือของสมาคมการขายตรง (Direct Selling Association : DSA) จาก 5 ประเทศนั้นนายกิจธวัช ฤทธีราวี กรรมการผู้จัดการบริษัท แอมเวย์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะ นายกสมาคมการขายตรงไทย(TDSA) เผยว่าเมื่อปลายปี 55 ที่ผ่านมา คุณภคพรรณ ลีวุฒินันท์ ประธานกรรมการบริหารบริษัท นู สกิน เอ็นเตอร์ไพรส์ (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะอุปนายกฝ่ายรัฐสัมพันธ์ของสมาคมการขายตรงไทย ได้เป็นตัวแทนของสมาคมฯ เข้าร่วมประชุมกับพันธมิตรสมาคมการขายตรงในกลุ่มอาเซียนเป็นครั้งแรกที่โรงแรมซันเวย์ รีสอร์ท แอนด์สปา ประเทศมาเลเซีย ซึ่งการประชุมในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของาสมาคมการขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เพียงเท่านั้น


การประชุมในวันนั้นมีการพูดคุยกันถึงเรื่องความร่วมมือกันระหว่างสมาคมขายตรงซึ่งเป็นสมาคมที่มีสังกัดสมาพันธ์การขายตรงโลกเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับรองรับการเปิดเสรีประชาคมอาเซียน (AEC) ในอีก 2 ปีข้างหน้าและการจับมือร่วมกันในครั้งนี้จะเป็นการสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมขายตรงในภูมภาคนี้มากยิ่งขึ้น นายกสมาคมการขายตรงไทยกล่าว พร้อมกับบอกอีกว่า


ในเร็วๆนี้ จะมีการประชุมร่วมกันอีกเป็นครั้งที่ 2 ที่ประเทศมาเลเซีย ซึ่งในอนาคตการร่วมมือดังกล่าวจะไม่หยุดเพียงแค่ 5 สมาคม จาก 5 ประเทศ (ไทย-มาเลเซีย-สิงคโปร์-เวียดนาม-อินโดนีเซีย) เท่านั้นแต่จะขยายความร่วมมือดังกล่าวนี้ออกไปให้ครบทั้ง 10 ประเทศในย่านอาเซียน โดยประเทศที่เพิ่มขึ้นมาได้แก่ บรูไน ฟิลิปปินส์ ลาว กัมพูชา และพม่า อีกทั้งการรวมตัวกันเพื่อจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้ได้ผ่านความเห็นชอบจากสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว


นายกสมาคมการขายตรงไทย กล่าวถึงความจำเป็นของความร่วมมือในครั้งนี้ว่าเพื่อเป็นการรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่จะมาถึงในอีก 2 ปีข้างหน้านี้ ซึ่งธุรกิจขายตรงก็จำเป็นต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับไว้ด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อมารวมตัวกันเป็นสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนแล้วเราสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจของแต่ละประเทศได้อย่างสะดวกสบายเช่นอยากรู้ข้อมูลการทำธุรกิจในประเทศเวียดนามว่ามีขั้นตอนอย่างไร ขออนุญาตจากหน่วยงานไหน วัฒนธรรมของประชาชนของประเทศเป็นเช่นไรและต้องลงทุนในลักษณะใด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เราสามารถแลกเปลี่ยนกันได้โดยไม่มีการปิดบังข้อมูล ซึ่งถือเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับบริษัทขายตรงของคนไทยที่ต้องเข้าไปเปิดทำธุรกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน และโครงการดังกล่าวนี้คาดว่าอีกไม่นานคงจะสำเร็จลุล่วง ทั้งนี้เมื่อความร่วมมือดังกล่าวบรรลุผลแล้วประเทศมาเลเซียจะทำหน้าที่เป็นแม่งานใหญ่ในช่วงแรกและจะหมุนเวียนกันไปในอนาคต


นายกิจธวัช กล่าวต่ออีกว่า เมื่อมีการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนแล้วเสร็จบรรดาบริษัทขายตรงที่จะได้รับประโยชน์ในครั้งนี้ก็คือกลุ่มบริษัทขายตรงที่เป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทย (TDSA) เท่านั้น (สามารถดูรายชื่อบริษัทสมาชิกสมาคมการขายตรงไทยได้ที่ www.tdsa.org) ทั้งนี้เนื่องจากว่าการจัดตั้งสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนในครั้งนี้เป็นการรวมตัวของสมาคมขายตรงของแต่ละประเทศที่เป็นสมาชิกของสมาพันธ์การขายตรงโลก (WFDSA) เพียงเท่านั้นแต่สมาชิกก็ไม่ได้ปิดกั้นบริษัทอื่นๆ ที่อยากจะเข้ามาเพราะจริงๆแล้วอยากให้ทุกบริษัทขายตรงในเมืองไทยได้รับประโยชน์จากการจับมือกันในครั้งนี้ร่วมกันทั้งหมด


ทั้งนี้หากบริษัทขายตรงรายใดที่มีความประสงค์จะเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในสมาพันธ์ขายตรงอาเซียนสามารถส่งเอกสารเข้ามาเป็นสมาชิกของสมาคมการขายตรงไทยได้เลย ซึ่งสมาคมฯก็ยินดีเปิดรับทุกแผนการตลาดโดยไม่มีการปิดกั้นใดๆอยู่แล้ว เพราะในสมาคมฯ ก็มีทั้งบริษัทที่ใช้แผนสแตร์สเต็ปและแผนไบนารี่เข้ามาเป็นสมาชิกเหมือนกัน แต่ทว่าเมื่อคุณสมัครเข้ามาแล้วอยู่ที่ว่าคุณสมามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นมาตรฐานสากลตามหลักเกณฑ์ที่สมาพันธ์ขายตรงโลกยึดถือและปฏิบัติตามกันมายาวนานได้หรือไม่เท่านั้นเอง!


สมาคมฯไม่เคยปิดกั้นใครตรงกันข้ามอยากให้บริษัทขายตรงเข้ามาเป็นสมาชิกสมาคมให้เยอะๆ เพื่อจะได้ร่วมกันสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจนี้ร่วมกันต่อไปในอนาคตข้างหน้า นายกสมาคมเน้นย้ำ



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ.LEADER TIME ฉบับที่ 218 ประจำวันที่ 1-15 มีนาคม 2556


วันศุกร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2556

ข่าวขายตรง (MLM) : ขายตรงไทยตื่นรับ AEC ผลดีดันยอดทะลุเกินแสนล.








 


ธุรกิจขายตรงเมืองไทย ตื่นตัวรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ปี,58 กูรูนักธุรกิจส่งออกชี้ "โอกาสดีของธุรกิจขายตรงไทย" แค่เอกชนเตรียมความพร้อมให้มากพอ เชื่อผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย ดาวเด่นเจาะตลาดต่างประเทศ หลัง AEC เปิด ขณะที่ไทยสามารถขยายฐานสาขาไปยังต่างประเทศได้มากขึ้น ส่งผลสร้างยอดรายได้กลับเข้าคนไทยมหาศาล คาดก่อนปี 2561 ยอดขายรวมทั้งประเทศจะทะลุ 3 แสนล้านบาทต่อปี


ธุรกิจขายตรงซึ่งถือกำเนิดมาในประเทศไทยนับตั้งแต่สมัยเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่านมา จนถึงปัจุบันธุรกิจนี้ได้ขยายจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยตัวเลขจดทะเบียนล่าสุดจาก สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค พบว่า มีมากกว่า 900 บริษัทที่จดทะเบียนอย่างถูกต้อง และปัจจุบันยอดขายรวมทั้งประเทศจากตัวเลขของสมาคมการขายตรงไทยมากกว่า 70,000 ล้านบาทต่อปี และมีจำนวนคนไทยที่สมัครเป็นสมาชิกธุรกิจขายตรงมากกว่า 15 ล้านรายในปัจจุบัน


อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันจากจำนวนตัวเลขบริษัทขายตรงในประเทศไทย แบ่งเป็นตัวเลขธุรกิจขายตรงที่เป็นของต่างประเทศประมาณ 30% และยังคงมีอัตราการเข้ามาลงทุนในธุรกิจนี้จากต่างประเทศเพิ่มขึ้นทุกปี นั่นหมายความว่า ประเทศไทยคือ อีกหนึ่งในประเทศเป้าหมายของกลุ่มธุรกิจขายตรงต่างชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้


เมื่ออีก 2 ปีข้างหน้า AEC หรือ ASEAN Economic Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กำลังคืบคลานเข้ามา โดยเป้าหมายการรวมตัวกันของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองกับ คู่ค้า และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันทางด้านเศรษฐกิจระดับโลก รวมถึงมีการยกเว้นภาษีสินค้าบางชนิดให้กับประเทศสมาชิก ส่งเสริมให้ภูมิภาคมีความเจริญมั่งคั่ง มั่นคง ประชาชนอยู่ดีกินดี


โดยสมาชิกอาเซียนมีด้วยกัน 10 ประเทศ ประกอบ ด้วย ไทย พม่า ลาว เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ กัมพูชา และ บรูไน ดังนั้น AEC หรือ ASEAN Economic Community ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เกิดขึ้นจะส่งผลอย่างไรกับธุรกิจขายตรงประเทศไทย


นายสุมิตร วชโรดมทรัพย์ นักธุรกิจส่งออก และประธานกรรมการบริหาร บริษัท มิ้ลค์กี้ เวย์ เน็ตเวิร์ค จำกัด ธุรกิจขายตรงเมืองไทย เปิดเผยว่า การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ในปี 2558 หรือ AEC ที่จะถึงนี้ สำหรับผลที่จะเกิดขึ้นกับธุรกิจขายตรงในประเทศไทยนั้น เชื่อว่า มีผลดีมากกว่า ผลเสีย จะอย่างไรก็แล้วแต่ ภาคเอกชนก็ควรเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น เนื่องจากแต่ละประเทศย่อมมีเงื่อนไขทางการค้าที่มีทั้งข้อได้เปรียบ และเสียเปรียบ อีกทั้ง ยังมีอีกหลายประเทศในกลุ่มนี้ที่ต้องการเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอีกมากมาย


นายสุมิตร กล่าวต่อไปอีกว่า การเตรียมความพร้อมนั้น นักธุรกิจขายตรงไทยควรวิเคราะห์ให้ออกในเรื่องของมาตรการทางภาษีภายในของแต่ละประเทศ เพราะโยงใยไปถึงต้นทุนของสินค้าที่จะนำเข้ามาจัดจำหน่ายในตลาดที่มีการแข่งขันค่อนข้างสูงในปัจจุบัน หรือแม้แต่ประเด็นความได้เปรียบในเรื่องของระบบการขนส่ง หรือแม้แต่เรื่องของค่าเงิน เป็นต้น เรื่องเหล่านี้นักธุรกิจไทยจะต้องศึกษา ทำความเข้าใจ รวมถึงรายละเอียดปลีกย่อยอีกมากมายที่ควรจะศึกษาเพื่อความได้เปรียบ


อีกทั้ง สิ่งที่นักธุรกิจไทยจะได้เปรียบในประการต่อมาน่าจะเป็นในส่วนของความรู้ และทักษะในเรื่องทรัพยากรบุคคลของคนไทยที่ดีอยู่แล้ว รวมถึงการรวมเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะช่วยให้การบริหารหน่วยลงทุนจากใหญ่ไปหาเล็กได้ง่าย และจะสามารถเอาความได้เปรียบตรงนี้ไปบริหารจัดการและสามารถขยายเครือข่ายสาขาไปยังต่างประเทศได้ง่ายขึ้น


นอกจากนั้น ในมุมของผลิตภัณฑ์หลังจากเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน สินค้าประเภทเสริมอาหารของไทยจะได้เปรียบ เนื่องจากประเทศไทยมีสินค้าเสริมอาหารที่มีคุณภาพอยู่มากมาย และผลิตในต้นทุนที่ต่ำ โดยเฉพาะกลุ่มผลิตภัณฑ์สมุนไพรเพื่อสุขภาพของไทยที่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับในระดับสากลอยู่แล้ว


ทั้งนี้ ทั้งนั้น ไทยยังคงความได้เปรียบในเรื่องของการขยายเครือข่ายสายงานที่ง่ายขึ้น เนื่องจากขายตรงไทยสามารถเข้าไปตั้งสาขายังต่างประเทศได้ง่ายขึ้นหลังเกิดเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนขึ้นมา เปรียบได้ว่า ธุรกิจขายตรงไทยสามารถสร้างประเทศตัวเองให้เป็นเซ็นเตอร์หลัก โดยมีโครงสร้างทางธุรกิจที่เป็นโครงสร้างอยู่ใต้เซ็นเตอร์ของประเทศไทย ส่งผลให้คนไทยมีโอกาสทางรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน เมื่อนับจากโครงสร้างของแผนจ่ายคอมมิชชั่นในระบบขายตรง
นายสุมิตร กล่าวทิ้งท้ายว่า ตัวเลขผลประกอบการมวลรวมทั้งระบบของธุรกิจขายตรงไทยที่ว่า อยู่ที่ประมาณ 70,000 ล้านบาทในปัจจุบัน บ้างก็ว่า ตัวเลขที่แท้จริงนั้นยอดรวมทั้งระบบทะลุแสนล้านบาทไปแล้ว แต่สิ่งที่ได้ติดตามพัฒนาการการเติบโตของธุรกิจขายตรงเมืองไทยนั้นเชื่อว่า หลังเกิด AEC นับจากปี 2558 ไปจนถึง ปี 2561 ยอดขายรวมทั้งระบบของธุรกิจขายตรงเมืองไทยจะพุ่งทะลุตัวเลขหลัก 3 แสนล้านบาทอย่างแน่นอน นายสุมิตร กล่าวทิ้งท้าย




Credit By :ryt9.com

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ข่าวมิสทีน (Mistine) : มิสทินเปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ 5 สาววัยทีน พร้อมเข็นกลยุทธ์ใหม่บุกตลาดอาเซียน









มิสทิน ถือฤกษ์ดี เปิดตัวพรีเซ็นเตอร์ใหม่ พร้อมด้วยคอลเลคชั่นใหม่ มิสทิน ไอ แอม คอลเลคชั่น ครั้งแรกของแบรนด์ พร้อมประกาศยุทธ์ศาสตร์ปี56 บุกตลาดต่างประเทศแบบครบเครื่อง รองรับการเปิดตลาด AEC ชี้!หลังเปิดตลาดอาเซียนธุรกิจขายตรง เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามอง


นายดนัย ดีโรจนวงศ์ กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท เบทเตอร์เวย์ (ประเทศไทย) จำกัด เผยถึงการดำเนินธุรกิจของ มิสทิน ในปีนี้ว่า ปีนี้ มิสทินต้องการสื่อสารถึงความยิ่งใหญ่ของสีสันบนโลกแห่งความงาม โดยสีสันของคำว่า มิสทินจะเริ่มจากพลังความคิดสร้างสรรค์ของสาวคนเก่งอย่าง คุณโอ๋ ฟูตอง ส่งต่อไปยังอีก 2 พรีเซ็นเตอร์ คือ คุณญาญ่าและคุณมิ้นต์ ชาลิดา ที่เปี่ยมไปด้วยพลังความสดใสของหญิงสาว ในนามตัวแทนของสาว ไอ แอม คอลเลคชั่น ไม่เพียงเท่านั้น ปีนี้มิสทิน ยังจะตอกย้ำภาพลักษณ์แห่งสีสัน และความสดใส ผ่านทีมพรีเซ็นเตอร์ดาวรุ่งอีกด้วย


ซึ่งนำโดย ญาญ่า-อุรัสยา สเปอร์บันด์ มิ้นต์-ชาลิดา วิจิตรวงศ์ทอง ปู-ไปรยา ลุนด์เบิร์ก มีน-พีชญา วัฒนามนตรี และ ใบเฟิร์น-พิมพ์ชนก ลือวิเศษไพบูลย์ ซึ่งพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว มีบุคลิกที่มีความโดดเด่น เฉพาะตัวของแต่ละสาว โดยบุคลิกแต่ละคนนั้น จะถูกดึงออกมา เพื่อเป็นการบอกเล่าถึงผลิตภัณฑ์คุณภาพจากมิสทินในปี 2013 นี้


ทั้งนี้ นอกเหนือจากการเปิดตัวทีมพรีเซ็นเตอร์ทั้ง 5 สาว ในการตอกย้ำแบรนด์แล้ว ปีนี้ มิสทินยังได้วางแผนงานรองรับสำหรับการขยายตัว ของตลาดในประเทศอีกด้วย ด้วยการมุ่งโฟกัสไปที่กลุ่มใหม่ ๆ นั่นคือ กลุ่มวัยรุ่น ที่มีอายุระหว่าง 13-25 ปี เนื่องจากที่ผ่านมา มิสทิน มีกลุ่มดังกล่าวเพียงแค่ 10-20% เท่านั้น ด้วยเหตุนี้เอง จึงทำให้ในปีนี้ มิสทิน จึงหันมาเน้นสินค้าในกลุ่มนี้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นช่องทางหรือตัวสินค้าที่จะพัฒนาขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์ เนื่องจากปัจจุบันสาวมิสทิน ส่วนใหญ่จะมีอายุเฉลี่ยตั้งแต่ 25-30 ปี


ขณะนี้ มิสทิน เอง ได้มีการเพิ่มช่องทางการตลาดมากขึ้น อย่างล่าสุดได้จับมือกับวัตสัน เพื่อเพิ่มช่องทางการตลาดให้มีความหลากหลาย พร้อมกับคาดว่า ในปีแรกนี้ จะมีการปูพรมในทุกสาขาของวัตสัน เพื่อเข้าถึงกลุ่มวัยทีนให้มากขึ้นอีกด้วย


นอกจากนี้ นายดนัย ยังได้เผยถึงแผนการขยายตลาดในต่างประเทศอีกว่า ทางบริษัทฯ จะมีการจัดการ ระบบโลจิสติกส์ เพื่อลดต้นทุน ซึ่งบริษัทฯ มีเป้าหมายที่จะขยายตลาด ไปยังประเทศ อื่นๆ นอกเหนือจากประเทศที่มีฐานการตลาดที่แข็งแกร่งอย่าง พม่า กัมพูชา และ สปป.ลาว ด้วยการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศต่าง ๆ เพื่อขยายตลาด ซึ่งไม่ได้ จำกัดว่าต้องเป็นแบรนด์มิสทินเท่านั้น แต่อาจเป็นการสร้างแบรนด์ใหม่ขึ้นมาอีกแบรนด์


ดังนั้น เพื่อเป็นการรองรับการเปิดตลาด AEC มิสทิน จึงได้มีการขยายการลงทุนในตลาดต่างประเทศ ด้วยการร่วมมือกับกลุ่มสหพัฒน์ ในหลาย ๆ ประเทศ โดยประเทศที่จะเปิดภายในครึ่งปีแรกนี่คือ ประเทศลาว


ปัจจุบันมิสทิน มีรายได้จากตลาดต่างประเทศภาพรวมทั้งหมด 1,000 ล้านบาท เติบโตจากปีที่แล้วไม่ต่ำกว่า 30% โดยประเทศที่โตมากในปีนี้ มาเป็นอันดับหนึ่ง คือ พม่า มีการเติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ด้วยกัน


การขยายตลาดเพื่อรับกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะถึงนี้ สิ่งที่ถือว่าเป็นหัวใจหลักสำคัญ คือ เรื่องของระบบโลจิสติกส์ รวมถึงระบบซัพพลายเชนทั้งหมด พร้อมกับเชื่อว่า ธุรกิจที่จะเกิดขึ้นและเติบโตในกลุ่มของประเทศอาเซียนที่น่าจับตามอง คือ ธุรกิจขายตรง ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้มิสทิน จึงได้มีการวางแผนงานรองรับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ด้วยการเพิ่มศักยภาพของศูนย์กระจายสินค้าในการต่อยอดธุรกิจ ด้วยการรับเป็น ดิสทริบิวเตอร์สินค้าต่าง ๆ ให้กับแบรนด์สินค้าอื่น ๆ ทั้งใน และต่างประเทศ โดยเฉพาะหลังการเปิดตลาด AEC ที่คาดว่า จะมีสินค้าแบรนด์ใหม่เข้ามาบุกตลาดอีกเป็นจำนวนมาก



ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ ตลาดวิเคราะห์ ฉบับที่ 337 ประจำวันที่ 1-15 กุมภาพันธ์ 2556

วันอังคารที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2556

ตื่น! ขุมทรัพย์เมืองขะแมร์ ขายตรงไทย บุกกัมพูชา!









กระแสการเปิดเสรีการค้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community : AEC) ที่จะมาถึงในปี 2558 ได้สร้างความตื่นตัวให้กับเหล่าบรรดาผู้ประกอบการขายตรงคนไทยและบริษัทขายตรงต่างชาติเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่ประเทศกัมพูชาธุรกิจขายตรงกำลังได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนทำให้กัมพูชากลายเป็น ขุมทรัพย์ แห่งใหม่ที่ทำให้เหล่านักลงทุนมากหน้าหลายตาให้ความสนใจแห่เข้าไปร่วมหลักปักฐานลงทุนอย่างเนืองแน่นนับ 10 บริษัทในปัจจุบันทั้ง อารากอนเวิลด์ 54 , คังเซน-เคนโก,เอมสตาร์เน็ทเวิร์ค, นีโอไลฟ์, ซูเลียน , จอย แอนด์ คอยน์ ที่ต่างเป็นเสือปืนไวมองการณ์ไกลชิงเข้าไปปักหลักสร้างฐานขยายเครือข่ายธุรกิจกันอย่างเต็มกำลังอีกทั้งยังหวังใช้กัมพูชาเป็นฐานบัญชาการในการขยายฐานธุรกิจสู่ประเทศเวียดนามในอนาคตอันใกล้อีกด้วย ขณะที่ บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง เวิลด์ไวด์ บริษัทขายตรงหนึ่งเดียวจากประเทศอเมริกากำลังจะกลายเป็นบริษัทขายตรงระดับอินเตอร์รายแรก ที่จะเข้าไปปักหลักลงทุนในกัมพูชาอย่างเป็นทางการในเร็วๆนี้


จากข้อมูลของศูนย์เทคโนโลยีและการสื่อสารสำนักปลัดกระทรวงพาณิชย์ โดยความร่วมมือของกรมศุลกากร ได้เปิดเผยตัวเลขข้อมูลค่าการค้ากับประเทศเพื่อนบ้านในรูปของ การค้าชายแดน ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาในปีตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ผ่านมามีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงกว่า 55,200 ล้านบาทเลยทีเดียวและที่สำคัญประเทศไทยเกินดุลการค้าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ทั้งนี้เนื่องจากมูลค่าการส่งออกกชายแดนของไทยขยายตัวเพิ่มมากขึ้นกว่าการนำเข้าชายเดนกัมพูชา โดยสินค้าส่งออกที่สำคัญของไทยได้แก่ น้ำมันเชื้อเพลิง สินค้าอุตสากรรมเกษตร ยานพาหนะ อุปกรณ์และส่วนประกอบ สินค้าประเภท อุปโภค-บริโภค และสิ่งทอเป็นต้น ซึ่งมีมูลค่ามากกว่ามูลค่าของสินค้านำเข้าจากกัมพูชาที่ส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตรกรรม เช่น ข้าวโพด ถั่วเหลือง ถั่วลิสง สิ่งทอ เศษเหล็ก หนังโค-กระบือ สินค้าประมงและปศุสัตว์ เป็นต้น ทั้งนี้ เนื่องจากสินค้าของไทยนั้นเป็นที่นิยมและยอมรับของประชาชนชาวกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง


ในขณะที่ภาคส่วนของธุรกิจขายตรงนั้นได้มีการค้าขายระหว่างชายแดนไทยกับประเทศกัมพูชามายาวนานแล้วเช่นกัน โดยเฉพาะในเขตจังหวัดที่มีชายแดนติดกับประเทศกัมพูชาได้แก่ อุบลราชธานี, สุรินทร์, บุรีรัมย์ สระแก้ว, จันทบุรีและตราด ซึ่งจุดการค้าผ่านแดนทั้งหมดนี้มีจัดการค้าที่สำคัญ คือ ตลาดโรงเกลือ ที่ตั้งอยู่ที่จุดผ่านแดนถาวรบ้านคลองลึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้วมีมูลค่าการค้าสูงที่สุด ซึ่งการทำธุรกิจขายตรงส่วนใหญ่มักทำกันในลักษณะของการหอบหิ้วสินค้าเข้าไปขายในกัมพูชาหรือคนกัมพูชาเข้ามาทำธุรกิจขายตรงในประเทศไทยหรือบางคนมีครอบครัวอยู่ในกัมพูชาก็นำเอาธุรกิจขายตรงจากประเทศไทยเข้าไปขยายฐานในประเทศกัมพูชาอีกทอดหนึ่ง ซึ่งทำให้คนกัมพูชารู้จักธุรกิจขายตรงเป็นอย่างดีและยังชื่นชอบสินค้าขายตรงจากประเทศไทยอีกต่างหาก


ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงจากประเทศไทยได้เข้าไปปักหลักฐานสร้างธุรกิจขายตรงในประเทศกัมพูชาอย่างชัดเจนกันเป็นจำนวนมากมาย เนื่องจากกฎหมายการลงทุนในประเทศกัมพูชาเปิดโอกาสให้นักลงทุนสามารถลงทุนได้เอง 100 % ยิ่งเป็นการเปิดโอกาสให้นักลงทุนจากประเทศไทยและจากต่างประเทศหลั่งไหลกันเข้าไปลงทุนในประเทศนี้กันมากยิ่งขึ้นและส่วนใหญ่มุ่งเน้นเปิดสำนักงานใหญ่ขึ้นที่พนมเปญเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันเลยทีเดียว


- ทูตพาณิชย์ชี้คนกัมพูชาชอบขายตรงไทย


สำหรับการเข้าไปลงทุนเปิดดำเนินการธุรกิจขายตรงของคนไทยในประเทศกัมพูชานั้นคุณจิรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สถานเอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงพนมเปญ ให้สัมภาษณ์ว่า ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงในประเทศไทยได้หลั่งไหลเข้ามาลงทุนในประเทศกัมพูชามากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าน่าจะมีไม่ต่ำกว่า 10 บริษัทซึ่งโดยส่วนตัวมั่นใจว่าน่าจะประสบความสำเร็จได้ไม่ยากเพราะพื้นฐานของคนกัมพูชาชอบทำค้าขายเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว อีกทั้งทุกวันนี้เทคโนโลยีต่างๆ เจริญเติบโตขึ้นทำให้ประชาชนในประเทศนี้เปิดรับสิ่งใหม่ๆ เข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ชีวิตมีความเป็นไลฟ์สไตล์มากขึ้นความนิยมในความสวยความงามเริ่มเข้ามามีบทบาทมากขึ้นตามไปด้วย อีกทั้งสินค้าอุปโภค บริโภค ทั้งในด้านความสวยความงามรวมถึงอาหารเสริมบำรุงสุขภาพในรูปแบบต่างๆ กลายเป็นสิ่งจำเป็นต่อการดำเนินชีวิตของพวกเขา ซึ่งการเข้ามาของบริษัทขายตรงหลายๆ บริษัทจากประเทศไทยทำให้พวกเขาทำธุรกิจเป็นอาชีพธุรกิจนี้ยังสามารถทำให้พวกเขามีรายได้ที่เพิ่มมากขึ้นตามไปด้วย


ผู้คนในประเทศนี้ยินดีเปิดรับสิ่งใหม่ๆ ที่เข้ามาในชีวิตอย่างต่อเนื่อง ซึ่งธุรกิจขายตรงเป็นธุรกิจที่พวกเขารู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดีอยู่แล้วเพราะหลายคนเคยทำธุรกิจหรือบางคนเคยซื้อสินค้าขายตรงจากประเทศไทยมาใช้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่เขาจะเรียนรู้และเข้าใจธุรกิจนี้ ที่สำคัญรายได้ต่อเดือนของคนกัมพูชาในระดับผู้ใช้แรงงานนั้นเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 70-80 ดอลล่าร์สหรัฐหรือประมาณ 3,000 บาท หากเขามุ่งมั่นทำธุรกิจนี้อย่างจริงจังก็จะเป็นการช่วยทำให้พวกเขามีรายได้ที่สูงขึ้นตามไปด้วย


คุณจิรนันท์ กล่าวอีกว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ไม่เคยได้ยินปัญหาเรื่องธุรกิจขายตรงเข้ามาหลอกลวงคนกัมพูชาเลยแม้แต่รายเดียว นั้นแสดงว่าบริษัทขายตรงจากประเทศไทยที่เข้ามาเปิดในกัมพูชานั้นมีความเป็นมาตรฐานสูงเลยทีเดียว ในฐานะที่เป็นทูตฝ่ายการพาณิชย์ยินดีที่จะให้คำปรึกษากับนักลงทุนของคนไทยทุกคนที่เข้ามาลงทุนในประเทศนี้และอย่าได้กลัวว่าเป็นเรื่องยากเพราะกัมพูชาและไทยก็มีวัฒนธรรมหลายสิ่งหลายอย่างที่คล้ายคลึงกันมาก ซึ่งเชื่อว่าธุรกิจขายตรงน่าจะเติบโตได้สูงมากในประเทศนี้และยังสามารถขยายต่อไปยังประเทศเวียดนามได้อีกทางหนึ่งด้วย ซึ่งนั้นน่าจะเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่สนใจลงทุนในธุรกิจนี้เลยทีเดียว


- อารากอนเวิลด์54 ปักหมุดรายแรกในพนมเปญ


บริษัท อารากอนเวิลด์54 จำกัด ถือเป็นบริษัทคนไทยรายแรกที่เข้าไปลงทุนเปิดสำนักงาน อารากอนเวิลด์ สาขาพนมเปญ เป็นรายแรกเมื่อ 6 ปีที่ผ่านมา ด้วยการลงทุนเช่าอาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ถึง 4 คูหาพร้อมทั้งเปิดโรงเรียนสอนการทำธุรกิจขายตรงอย่างจริงจังให้กับคนกัมพูชาได้เข้ามาเรียนรู้และทำความเข้าใจในธุรกิจขายตรงมากยิ่งขึ้น ภายใต้ชื่อ Aragon world Business School ซึ่งก็ได้รับการตอบรับจากประชาชนชาวกัมพูชาเป็นอย่างมาก ทั้งนี้เมื่อปี 2555 ที่ผ่านมาอารากอนฯได้จัดงานฉลองครบรอบ 5 ปีของการก่อตั้งสาขาพนมเปญขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่มีสมาชิกนักธุรกิจอารากอนเข้ามาร่วมงานอย่างมากมายกว่า 2,000 คนเลยทีเดียว อีกทั้งยังมีตัวอย่าง ผู้นำธุรกิจ ที่ประสบความสำเร็จในธุรกิจนี้ขึ้นไปแชร์ประสบการณ์ความสำเร็จกันล้นเวทีเลยทีเดียว


คุณนภดล กลิ่นบำรุง ประธานบริษัท อารากอนเวิลด์ 54 เปิดเผยว่า หลังจากที่เข้าไปลงทุนในประเทศกัมพูชาเป็นผลสำเร็จและถือเป็นบริษัทขายตรงคนไทยรายแรกที่เข้าไปบุกเบิกตลาดในประเทศนี้ขอบอกด้วยความภูมิใจว่า อารากอนเวิลด์ ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเพราะเรามีสินค้าที่ดีเข้าไปทำตลาดและมีแผนการตลาดที่ทันสมัยสามารถช่วยทำให้ประชากรของประเทศนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว วันนี้เรากล้าบอกได้เลยว่า อารากอนเวิลด์กัมพูชาสามารถเก็บเกี่ยวผลกำไรจากการลงทุนได้แล้วและผลกำไรที่ได้มาเหล่านั้นส่วนหนึ่งได้นำกลับไปลงทุนสร้างและขยายสาขาเพิ่มทั้งที่เสียมราชและที่อื่นๆ เพื่อให้ธุรกิจของอารากอนเข้าถึงประชาชนในประเทศกัมพูชามากยิ่งขึ้นอีกด้วย


คังเซน-เคนโก สยายปีกในพนมเปญ!


บริษัท คังเซน-เคนโก อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด บริษัทขายตรงของคนไทยเป็นอีกหนึ่งบริษัทขายตรงที่เข้าไปบุกเบิกตลาดขายตรงในประเทศแถบอินโดนีเซีย,พม่า,เวียดนาม,สปป.ลาวและเมื่อต้นปี 55 ปีที่ผ่านมาก็ได้ทำพิธีเปิดตัว คังเซน-เคนโกสาขาพนมเปญ อย่างเต็มตัว ด้วยการร่วมลงทุนกับนักธุรกิจชาวกัมพูชาและในงานเปิดตัวธุรกิจคังเซนฯในวันนั้นก็ได้รับการตอบรับจากผู้คนชาวกัมพูชาอย่างล้นหลามเช่นเดียวกันคังเซนฯเปิดตัวในกัมพูชาด้วยการชูสินค้าความสวยความงามและผลิตภัณฑ์บำรุงสุขภาพซึ่งเป็นสินค้าที่ยอดนิยมและตรงกับความต้องการของหนุ่มสาวที่รักสวยรักงามเป็นอย่างยิ่ง ถึงวันนี้ธุรกิจขายตรงคังเซนฯในพนมเปญมีอายุครบ 1 ขวบปีซึ่งถือเป็นหนึ่งขวบปีที่ประสบความสำเร็จอย่างน่าชื่นชม


- กาแฟโสม-ยาสีฟันซูเลียนขายดีในกัมพูชา!


หลายปีก่อนหน้านี้บริษัท ซูเลียน (ประเทศไทย) จำกัด เคยคิดที่จะเข้าไปปักหลักฐานสร้างธุรกิจในประเทศกัมพูชามาครั้งหนึ่งแล้วแต่ก็ได้ล้มเลิกความตั้งใจนั้นไปโดยปริยายเพราะปัญหาบุคลากรภายในประเทศ ถึงแม้จะล้มเลิกแต่สินค้าของซูเลียนโดยเฉพาะกาแฟโสมและยาสีฟันรวมถึงผงซักฟอกก็ยังเป็นที่ต้องการของผู้บริโภคชาวกัมพูชาเป็นอย่างยิ่ง ทำให้ผู้นำที่ยังคงทำธุรกิจอยู่ต้องเดินทางมาซื้อสินค้าจากฝั่งประเทศไทยโดยเฉพาะที่ ซูเลียนโรงเกลือเอเยนซี่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นเอเยนซี่ของนายไพบูลย์ โอภาสไพบูลย์และมีการจัดประชุมแนะนำธุรกิจกันอย่างต่อเนื่องและถึงวันนี้นายไพบูลย์ได้นำธุรกิจขายตรงซูเลียนไปเปิดศูนย์สาขาที่จขังหวัดเสียมเรียบและศรีโสภณเรียบร้อยแล้วและล่าสุดยังขยายไปเปิดศูนย์ขยายงานธุรกิจซูเลียนที่จังหวัดไพลินเพิ่มขึ้นอีกแห่งหนึ่ง โดยปัจจุบันซูเลียนมียอดขายสินค้าในประเทศกัมพูชาสูงถึงเดือนละ 10 ล้านบาทเลยทีเดียว


-นีโอไลฟ์ เปิดตัวยิ่งใหญ่ที่พนมเปญ


เมื่อปลายปีที่ผ่านมาบริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ของคุณนพรุจ เวชกุล ประธานกรรมการบริษัทได้ทำการเปิดตัว บริษัท นีโอไลฟ์ อินเตอร์เนชั่นแนล คัมโบเบีย ขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากเข้าไปปักหลักสร้างฐานธุรกิจที่เมืองพนมเปญมานานร่วมปี ซึ่งการเปิดตัวในครั้งนี้ได้รับความนิยมอย่างล้นหลาม นีโอไลฟ์ฯเข้าไปลงทุนเองทั้งหมดในประเทศนี้ด้วยงบประมาณเริ่มต้นถึง 30 ล้านบาทและใช้ระบบออนไลน์อย่างเต็มรูปแบบ รวมถึงแพกเกจจิ้งของสินค้าก็เปลี่ยนเป็นภาษาอังกฤษทั้งหมด นอกจากจะเปิดสาขาที่พนมเปญแล้วในเร็วๆนี้จะเข้าไปเปิดสาขาเพิ่มอีก 3 สาขา คือ สาขาพระตะบอง,สาขาสีหนุวิลล์,สาขากัมปงจาม โดยวางเป้าหมายไว้ว่าจะสร้งนีโอไลฟ์ฯในกัมพูชาให้เป็นสาขาต้นแบบสำหรับการขยายตัวสู่ตลาดเวียดนามและเพื่อรองรับการเปิดเสรีทางการค้า (AEC) ในปี 2558 อีกกด้วย


- ยูนิซิตี้ ขายตรงอเมริกันรายแรกในกัมพูชา


ในวันที่ 19 มกราคม 56 ที่จะถึงนี้บริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง เวิลด์ไวด์ จำกัด บริษัทขายตรงจากประเทศอเมริกาจะเข้าไปเปิดตัว ยูนิซิตี้มาร์เก็ตติ้งสาขาพนมเปญ อย่างเป็นทางการหลังจากที่ผู้นำจากประเทศไทยเข้าไปขยายฐานธุรกิจในประเทศนี้มานานหลายปีและใช้ศูนย์ขยายธุรกิจที่บริเวณตลาดโรงเกลือจังหวัดสระเก้วสำหรับจัดประชุมแนะนำธุรกิจยูนิซิตี้ให้กับนักธุรกิจกัมพูชาที่เข้ามาจากฝั่งปอยเปตได้รู้จักธุรกิจนี้มากยิ่งขึ้น ซึ่งปัจจุบันนักธุรกิจของยูนิซิตี้ในฝั่งปอยเปตนั้นถือว่ามีขุมกำลังเป็นจำนวนมากเช่นกัน การเข้าไปเปิดสาขาที่พนมเปญในครั้งนี้ถือเป็นการเข้าไปเปิดในช่วงเวลาที่เหมาะสมเลยทีเดียว


-กิฟฟารีน ลุยตลาดกัมพูชาโตครองอันดับ 3


เรียกได้ว่า ตลอดเวลา 16 ปีที่ กิฟฟารีน ดำเนินธุรกิจขายตรงหลายชั้น มีสมาชิกผู้บริโภครวมกว่า 6.3 ล้านรหัส และสามารถใช้ระบบสนับสนุนธุรกิจให้กับนักธุรกิจกิฟฟารีนกว่า 50,000 รหัส ให้ประสบความสำเร็จมีชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยมีศูนย์ธุรกิจตั้งอยู่ในไทย รวม 113 สาขา และต่างประเทศ 18 สาขา ซึ่งในส่วนนี้ พญ.นลินี ไพบูลย์ ประธานกรรมการ บริษัท กิฟฟารีนสกายไลน์ ยูนิตี้ จำกัด ได้กล่าวถึงการขยายธุรกิจของกิฟฟารีนในตลาดอาเซียนว่า ขณะนี้ธุรกิจขายตรงมีอัตราการเติบโตค่อนข้างสูง รวมถึงประเทศกัมพูชาก็ถือเป็นอีกหนึ่งประเทศที่เติบโต เป็นอันดับ 3 รองจาก มาเลเซีย และพม่า ปัจจุบันกิฟฟารีนมียอดขายในตลาดต่างประเทศโดยรวมอยู่ที่ประมาณ 200 ล้านบาท แบ่งออกเป็นยอดขายในส่วยของธุรกิจขายตรงมีประมาณ 150 ล้านบาทและยอดขายในส่วนธุรกิจค้าปลีกแบรนด์แพทติน่า อยู่ที่ประมาณ 50 ล้านบาท โดยคาดหวังว่าหากมีการเปิดการค้าเสรีอาเซียนขึ้นในปี 2558 แล้วจะเป็นแรงหนุนให้ยอดขายในตลาดต่างประเทศของกิฟฟารีนเพิ่มขึ้นไปถึง 500 ล้านบาท ด้วยเช่นกัน


-J&C ปลื้มกัมพูชากระแสดีโกยกว่า 10 ล้านต่อเดือน


ดร.สมชาย หัชลีฬหา ประธานกรรมการบริหารบริษัทฯกล่าวว่า ในแต่ละตลาดที่ จอย แอนด์ คอยน์ รุกก้าวเข้าไปถือว่าประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ โดยเฉพาะตลาดที่เติบโตค่อนข้างดีอย่างในกรุงพนมเปญ


ประเทศกัมพูชานั้นมียอดขายเฉลี่ยต่อเดือนกว่า 10 ล้านบาท ซึ่งความสำเร็จส่วนหนึ่งเกิดจากระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพ และการเปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของธุรกิจ สืบเนื่องจากประเทศดังกล่าวมีอัตราว่างงานสูง จึงทำให้หลายคนไขว่คว้าที่จะมีอาชีพหรือสร้างธุรกิจเป็นของตนเอง ในขณะที่เราเองก็พร้อมที่จะสร้างโอกาสทางธุรกิจและชีวิตใหม่ให้กับพวกเรา โดยตลอดระยะเวลาปีกว่าที่ได้ปักหลักเปิดดำเนินธุรกิจในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา จนถึงทุกวันนี้ จอย แอนด์ คอยน์ มีฐานสมาชิกหลักพันคน หรือคิดเฉลี่ยผู้ที่สมัครเข้าร่วมธุรกิจ100-200 คนต่อเดือนเลยทีเดียว


-อาวียองซ์ เจาะความงามกัมพูชาคนแห่ร่วม 6,000 รหัส


ในขณะที่ อาวียองซ์ (aviance) แบรนด์ความงามระดับพรีเมี่ยมภายใต้การบริหารงานของยูนิลีเวอร์ ประเทศไทยนั้นก็ได้เปิดแนวรุกตลาดความงามในประเทศกัมพูชาด้วยการเปิดตัว อาวียองซ์ กัมพูชา อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้วรวมทั้งล่าสุด มร.บาวเค่อ ราวเออร์ส ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มบริษัทยูนิลีเวอร์ในประเทศไทยและบอสหญิงแกร่ง สุชาดา ธีรวชิรกุล ประธานบริหาร อาวียองซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ยูนิลีเวอร์ ไทย เทรดดิ้ง จำกัด ได้เดินทางไปร่วมแสดงความยินดีกับผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์กัมพูชา Mr.Soun Kosal ที่สามารถพิชิตตำแหน่งในระดับ Area Executive Business Associate ได้สำเร็จเป็นคนแรก พร้อมกับเปิดอาวียองซ์ ช็อป เฟล็กชิพ สโตร์ แหเงแรก ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา


โดยปัจจุบันมียอดสมาชิกผู้ร่วมธุรกิจเครือข่ายอาวียองซ์ กัมพูชา มากกว่า 6,000 รหัส ซึ่งถือเป็นความสำเร็จที่เกิดจากกระแสตอบรับที่ดีของกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มนักศึกษาประกอบกับยูนิลีเวอร์เป็นแบรนด์ระดับโลกที่มีความแข็งแกร่งและเป็นที่รู้จัก ทให้สมาชิกมีความมั่นใจในธุรกิจที่สามารถเปลี่ยนแปลงคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแท้จริง


 


 


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย นสพ LEADER TIME รายปักษ์ ประจำวันที่16-31มกราคม 2556 ฉบับที่ 215

วันศุกร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2555

ข่าวซินเนอร์จี้ (Synergy WorldWide) : เปิดศูนย์ สต็อก คิสท์เจาะตลาดหัวเมืองใหญ่รองรับ AEC (ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน)


ซินเนอร์จี้ ขายตรงเลือดมะกัน ผู้นำตลาด Heart Healthy เป็นปลื้ม หลังยอดขายปีนี้โตกว่า 200% บอกไตรมาสสุดท้ายเตรียมเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ อีก 2 รายการ ได้แก่ Omega-3 และคิวเทน พร้อมเสริมกลยุทธ์เด็ด วางแพลน หนุนสมาชิกเปิดศูนย์ สต็อก คิสท์ ตามหัวเมืองใหญ่แถบชายแดน รองรับตลาด ใหญ่ AEC

นายพิชญุต์ม์ เจนอารีวงศ์ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ซินเนอร์จี้ เวิลด์ไวด์ มาร์เก็ตติ้ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผย สยามธุรกิจว่า ในปัจจุบันการดำเนินงานของซินเนอร์จี้ประเทศไทยมีความลงตัวในทุกๆ ด้าน ดังจะเห็นได้จากเมื่อช่วงปลายปีที่แล้วซึ่งมีวิกฤติน้ำท่วมหนัก บริษัทเองก็มีความกังวลว่าอาจจะได้รับผลกระทบ เกิดความเสียหายต่อตัวบริษัทและสมาชิก แต่ปรากฏว่าเราสามารถผ่านช่วงเวลาวิกฤตินั้นมาได้ด้วยดี

ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ทำให้ซินเนอร์จี้ก้าวผ่านปัญหาต่างๆ จนมีความมั่นคงอย่างต่อเนื่องนั้น พิชญุต์ม์ มองว่า เกิดจากบริษัทมีผู้นำที่แข็งแกร่ง และทุ่มเทให้กับการทำงาน อย่างแท้จริง และเมื่อประกอบกับโครงสร้าง ของบริษัทที่แข็งแรง และเป็นสากลอยู่แล้ว จึงทำให้ขณะนี้มีผู้นำใหม่ๆ เข้ามาร่วมธุรกิจ กับซินเนอร์จี้เพิ่มมากขึ้น รวมถึงยอดขายที่ เติบโตอย่างต่อเนื่องในทุกๆ เดือน

ปัจจุบันบริษัทมีสมาชิกประมาณ 3 หมื่นรหัส ตนเชื่อว่าผู้ที่เข้ามาสู่ธุรกิจซินเนอร์จี้เป็นผู้ที่มองเห็นถึงการเติบโตในระยะ ยาว ที่เน้นการเติบโตอย่างมั่นคงมากกว่าจะมองเพียงผลประโยชน์ในระยะสั้น ด้านยอดขายของบริษัทขณะนี้มีสัดส่วนการเติบโตเพิ่มขึ้นมากกว่า 210% เมื่อเทียบจาก ช่วงเวลาเดียวกันในปีที่แล้ว และคาดว่าสิ้นปียอดขายจะเติบโตได้เกือบ 300% เมื่อ เทียบจากฐานปีที่แล้ว

ทั้งนี้ อาจกล่าวได้ว่า ที่ผ่านมาบริษัท ซินเนอร์จี้ ถือเป็นบริษัทที่มีความชัดเจนสำหรับการวางตัวเป็นผู้นำด้านอาหารเสริม ที่ช่วยดูแลหลอดเลือดและหัวใจ หรือมุ่งสู่การเป็น Heart Healthy Company เพื่อ ให้สอดคล้องกับนโยบายของทาง Synergy Worldwide สำนักงานใหญ่ โดยผลิตภัณฑ์ ที่เป็นสินค้าเรือธงของบริษัท คือ ProArgi-9 Plus ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้ได้สร้างยอดขายให้กับบริษัทเป็นสัดส่วนประมาณ 40% จากยอดขายรวมทั้งหมด

พิชญุต์ม์ ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ บริษัทได้นำเข้า ผลิตภัณฑ์ใหม่ที่อยู่ในคอนเซปต์ Heart Healthy อีกประมาณ 2 ตัวด้วยกัน คือ Omega-3 และโคเอนไซส์คิวเทน โดยผลิตภัณฑ์โอเมก้า 3 ถือเป็นสินค้าทั่วไปที่ทุกคนรู้จักกันดีอยู่แล้ว แต่ความพิเศษซึ่งเพิ่มขึ้นมาของเรา คือ บริษัทได้มีการปรับปรุงสูตรใหม่ ให้มีความเข้มข้นมากกว่าในท้องตลาด และยังมีการเพิ่มรสชาติด้วยการผสมกลิ่นเลมอนเข้าไปเพื่อให้มีกลิ่น และรสชาติที่น่าทาน อย่างไร ก็ดี ปัจจุบันบริษัทมีสินค้าทั้งหมด 2 กลุ่มด้วยกัน คือ กลุ่มสกินแคร์และเฮลธ์แคร์ รวมแล้วกว่า 30 รายการ ส่วนบริษัทแม่ของ ซินเนอร์จี้ มีสินค้าทั้งสิ้นกว่า 600 รายการ ซึ่งไทยเองก็จะมีการทยอยนำเข้าสินค้าอื่นๆ มาสู่มือผู้บริโภคชาวไทยเรื่อยๆ

สิ่งสำคัญอีกอย่างหนึ่งที่จะไม่กล่าวถึงไม่ได้ คือ ทราบมาว่าขณะนี้บริษัทซินเนอร์จี้เริ่มมีแพลนที่จะให้สมาชิกได้มีการเปิด ศูนย์ สต็อก คิสท์ เพื่อรองรับการเจริญเติบโต ในอนาคต จากปัจจุบันที่บริษัทมีเพียงศูนย์สาขาหลักๆ ในหัวเมืองใหญ่อยู่ประมาณ 3 แห่ง คือ กรุงเทพฯ โคราช และเชียงใหม่ ซึ่งพิชญุต์ม์ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า น่าจะมีความ ชัดเจน และเริ่มให้สมาชิกมีการเปิดศูนย์ สต็อกฯ ในช่วงปลายปีนี้ โดยเงื่อนไขการเปิด บริษัทจะเน้นในพื้นที่ยุทธศาสตร์ ตามหัวเมือง ใหญ่ก่อน หรืออาจจะในพื้นที่ที่มีการเติบโตสูง นอกจากนั้นจะสนับสนุนให้สมาชิกเปิดในพื้นที่แถบจังหวัดชายแดนเพื่อรองรับการ ขยายฐานผู้บริโภคไปสู่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศพม่า ลาว และ กัมพูชา ที่ซินเนอร์จี้ยังไม่เข้าไปเปิดสาขาที่นั่น

ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัทซินเนอร์จี้มีสาขาแล้วในประเทศไทย, เวียดนาม, มาเลเซีย, สิงคโปร์, ฮ่องกง, ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย ซึ่งซินเนอร์จี้สาขาไทยกับเวียดนามเราทำงานคู่ขนานกันไป เพราะตลาดของทั้ง 2 ประเทศมีความ คล้ายคลึงกัน ส่วนประเทศที่ยังไม่เปิด คือ พม่า ลาว กัมพูชา และบรูไน ซึ่งในอนาคตจะเข้าไปเปิดตลาดที่ประเทศเหล่านี้อย่างแน่นอน พิชญุต์ม์ เผย

นอกจากนี้ ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารการตลาด บริษัท ซินเนอร์จี้ ประเทศไทยยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับสยามธุรกิจว่า ในปีนี้บริษัท มีกิจกรรมจัดทริปการท่องเที่ยวต่างประเทศ ให้กับนักธุรกิจตลอดทั้งปี เพื่อเป็นการตอบแทนความทุ่มเทของนักธุรกิจที่ทำงาน และขับเคลื่อนธุรกิจซินเนอร์จี้อย่างเต็มกำลัง โดยทริปต่างๆ จะประกอบไปด้วยการเดินทาง ไปดูศูนย์กระจายสินค้าที่ประเทศสิงคโปร์ ทริปท่องเที่ยวญี่ปุ่น และทริปเยี่ยมชมสำนักงานใหญ่ที่สหรัฐอเมริกา นอกเหนือจากนั้น ปีนี้ยังถือเป็นปีที่สำคัญของซินเนอร์จี้ประเทศไทยอีกเรื่องหนึ่ง คือ การเป็น เจ้าภาพจัดงาน ประชุมระดับภูมิภาคที่มีผู้นำ ในประเทศเขตอาเซียนกว่า 2 พันคนเข้าร่วมงาน ซึ่งงานจะจัดขึ้นในวันที่ 2-3 พฤศจิกายนนี้


ขอขอบคุณเนื้อหาข่าว คุณภาพดี โดย: นสพ.สยามธุรกิจ ฉบับที่ 1336ประจำวันที่ 19-9-2012 ถึง21-9-2012